โรคลมชัก รักษาได้ โอกาสหายสูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739819

โรคลมชัก รักษาได้ โอกาสหายสูง

โรคลมชัก รักษาได้ โอกาสหายสูง

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.15 น.

อาการแสดงของโรคลมชักอาจเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่น ขับรถ ว่ายน้ำ หรือทำภารกิจสำคัญ ซึ่งหากเกิดขึ้นก็อาจก่อให้เกิดอันตราย ปัจจุบันมีการพัฒนาตัวยารักษาโรคลมชักที่ทันสมัย ผู้ป่วยโรคลมชักที่เข้ารับการรักษากว่า 60-70 เปอร์เซ็นต์ จึงสามารถหายได้ด้วยการเลือกและปรับยากันชักให้เหมาะสม

นายแพทย์ชูศักดิ์ ลิโมทัย อายุรแพทย์ระบบประสาทเฉพาะทางด้านโรคลมชัก โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายว่า โรคลมชัก (Epilepsy) เกิดจากการที่เซลล์สมองปล่อยคลื่นไฟฟ้าออกมามากผิดปกติ โดยแบ่งประเภทของโรคลมชักเป็น 2 ประเภท คือ โรคลมชักที่มีจุดกำเนิดชักเฉพาะที่หรือเกิดขึ้นกับสมองบางส่วน (Focal epilepsy) และโรคลมชักที่กระจายไปทั่วสมอง 2 ข้างอย่างรวดเร็ว(Generalized epilepsy) ซึ่งสาเหตุของโรคลมชักจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ เช่น ในกลุ่มเด็ก พบว่าอาจมีสาเหตุมาจากพันธุกรรม ความผิดปกติของสมองที่เป็นมาแต่กำเนิด หรือมีการติดเชื้อในสมองและจากไข้สูง เป็นต้น, ในกลุ่มผู้ใหญ่ พบว่ามีสาเหตุจากอุบัติเหตุทางสมอง เนื้องอกสมอง เป็นต้น, ในกลุ่มผู้สูงอายุ มักมีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดสมอง อย่างไรก็ตาม พบว่า 2 ใน 3 ของผู้ป่วยโรคลมชัก มักไม่ทราบสาเหตุการเกิดโรคที่แน่ชัด

ผู้ป่วยโรคลมชักสามารถมีอาการชัก(seizures) โดยไม่มีเหตุกระตุ้น ขณะที่ผู้ป่วยบางส่วนอาจเกิดอาการชักเมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น เมื่อมีการอดนอนมีความเครียด

รูปแบบอาการชัก (seizure) จะแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบง่ายๆ ได้แก่ 1.อาการชักแบบเกร็ง กระตุก 2.อาการชักแบบเหม่อลอย ผู้ป่วยอาจทำอะไรไม่รู้ตัว มีการเคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ เช่น มีการเคี้ยวปากมือคลำสิ่งของหรือเสื้อผ้า เป็นต้น ซึ่งคนทั่วไปมักไม่ทราบว่าลักษณะนี้เป็นรูปแบบหนึ่งของอาการชัก

ทั้งนี้ พบว่าหากผู้ป่วยมีอาการชักบ่อยๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก อาจส่งผลต่อพัฒนาการที่ล่าช้า ไม่เป็นไปตามช่วงอายุ ในขณะที่ผู้ใหญ่ยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าการชักบ่อยส่งผลต่อเซลล์สมองอย่างไร แต่พบว่าในช่วงหลังจากเกิดอาการชักใหม่ๆ ภายใน5 นาที-1 ชั่วโมง ผู้ป่วยอาจทำอะไรช้าลง สับสน ซึ่งจะเป็นอาการที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น

การตรวจวินิจฉัยโรคลมชัก แพทย์จะต้องใช้เวลาในการซักประวัติทั้งจากผู้เห็นเหตุการณ์หรือครอบครัว และตัวผู้ป่วยเอง โดยผู้ป่วยจะสามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับอาการนำก่อนชัก เช่น แน่นท้อง ใจสั่น ใจหวิว เห็นแสงแปลกๆ หรือหูแว่ว ส่วนผู้เห็นเหตุการณ์จะบอกลักษณะอาการในขณะที่ผู้ป่วยไม่รู้ตัว ซึ่งจะนำมาวิเคราะห์ได้ว่าเกิดจากความผิดปกติจากสมองส่วนใด นอกจากนี้ ยังสามารถวินิจฉัยได้ด้วยการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography : EEG) เพื่อช่วยยืนยันว่ามีคลื่นที่บ่งชี้ในการเป็นโรคลมชัก และช่วยแยกประเภทของอาการชักซึ่งมีผลต่อการเลือกใช้ยาในการรักษาอย่างเหมาะสม

โรคลมชักเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายด้วยการควบคุมไม่ให้มีอาการชักด้วยยากันชักได้ถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น วิธีการรักษาโดยทั่วไปจะเริ่มจากการใช้ยากันชักเป็นหลักแต่ในกลุ่มผู้ป่วยลมชักที่เกิดเฉพาะที่ (Focal epilepsy) หากได้ยาไปแล้ว ยังไม่สามารถควบคุมอาการชักได้ แพทย์อาจพิจารณาตรวจหาจุดกำเนิดชักเพื่อวางแผนผ่าตัด นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ป่วยทั้งกลุ่มโรคลมชักแบบเฉพาะที่ (Focal epilepsy) และแบบกระจายทั้งสมอง(Generalized epilepsy) ยังสามารถใช้รักษาได้ด้วยการใช้คลื่นกระตุ้นสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation) หรือเครื่องกระตุ้นเส้นประสาทเวกัส(Vagus nerve stimulation : VNS) เพื่อควบคุมอาการชัก ในกลุ่มที่สามารถให้ความร่วมมือด้านโภชนาการได้ยังสามารถใช้วิธีการรับประทานอาหารแบบคีโตเจนิค (Ketogenic Diet) เพื่อช่วยลดอาการชักได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การป้องกันโรคลมชักจะเน้นไปที่การป้องกันตามสาเหตุ เช่น ในเด็กควรป้องกันไม่ให้เกิดไข้สูงบ่อยๆ ในผู้ใหญ่ควรป้องกันหรือระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุที่จะกระทบต่อสมอง และในผู้สูงอายุ ควรป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยส่วนใหญ่อาการชักสามารถหยุดเองได้ในระยะเวลา 1-2 นาที เพราะฉะนั้นหากพบเห็นผู้ป่วยมีอาการชัก สิ่งที่คนทั่วไปจะช่วยได้คือจับผู้ป่วยนอนตะแคง เพื่อไม่ให้เกิดการสำลัก และที่สำคัญคือห้ามใส่อะไรก็ตามเข้าไปในช่องปากของผู้ป่วย ซึ่งจะทำให้เกิดอันตรายทั้งกับผู้ป่วยและผู้ปฐมพยาบาลเอง

4 เรื่องเกี่ยวกับ ‘กล้ามเนื้อ’ ที่หลายคนยังไม่รู้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739817

4 เรื่องเกี่ยวกับ ‘กล้ามเนื้อ’ ที่หลายคนยังไม่รู้

4 เรื่องเกี่ยวกับ ‘กล้ามเนื้อ’ ที่หลายคนยังไม่รู้

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.11 น.

เดิน วิ่ง แดนซ์ หรือแม้กระทั่งการนอนนิ่งเฉยๆ ทุกกิจกรรมหลากหลายในแต่ละวันล้วนต้องใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวร่างกาย ในขณะที่เรากำลังทำกิจกรรมต่างๆ อยู่นั้น มีหลายอย่างเกี่ยวกับกล้ามเนื้อในร่างกายที่หลายคนอาจยังไม่รู้ และนี่คือ 4 เรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ พร้อมเคล็ด(ไม่)ลับที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับในการดูแลสุขภาพของกล้ามเนื้อตั้งแต่หัวจรดเท้า

1.ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเชื่อมโยงกับสุขภาพหัวใจ

จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขของไทยในปี พ.ศ. 2565 การเสียชีวิตทั่วโลกมีสาเหตุสำคัญจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึง 32% หรือประมาณ 18 ล้านคน สำหรับประเทศไทยพบผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดมากถึงปีละ 7 หมื่นราย โดยที่ผู้ป่วยหลายคนไม่ได้มีอาการบ่งชี้ของโรคจึงไม่ทราบว่าตนกำลังประสบกับภาวะโรคหัวใจและหลอดเลือด

ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร The Lancet พบว่าความแข็งแรงของกล้ามเนื้อที่ประเมินจากแรงบีบมืออาจระบุความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดร้ายแรงได้แม่นยำกว่าการตรวจความดันโลหิตซิสโตลิก (ค่าความดันช่วงบนซึ่งเป็นแรงดันสูงสุดขณะที่กล้ามเนื้อหัวใจบีบตัว) นอกจากนี้ มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Opinion in Clinical Nutrition and Metabolic Care แนะว่าอัตราส่วนของมวลกล้ามเนื้อต่อมวลไขมันเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพโดยรวมที่ดีกว่าดัชนีมวลกาย (BMI)

ดังนั้น ในการเริ่มดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อควรเน้นในเรื่องของการฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและโภชนาการสำหรับเสริมสร้างกล้ามเนื้อสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แนะนำว่าควรทานโปรตีน0.8 ถึง 1 กรัม ต่อ น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมยกตัวอย่างเช่น ถ้าน้ำหนักตัว 60 กิโลกรัมปริมาณโปรตีนที่ควรได้รับคือ 48-60 กรัมต่อวัน เพื่อกล้ามเนื้อและร่างกายที่แข็งแรง

2.เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายก็ต้องการโปรตีนที่เพิ่มขึ้น

ในร่างกายประกอบด้วยกล้ามเนื้อกว่า 600 มัด คิดเป็น 40% ของร่างกาย และการสลายของกล้ามเนื้ออาจเริ่มต้นไวแบบไม่ทันตั้งตัว ผลการวิจัยพบว่าเมื่อถึงวัย 40 ปี กลุ่มวัยผู้ใหญ่จะเริ่มสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปได้มากถึง 8% ในทุกๆ 10 ปี และอัตราการสูญเสียนี้จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่ออายุ 70 ปี การสูญเสียกล้ามเนื้อจึงอาจเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากในผู้สูงวัย และอาจมีความเสี่ยงต่อการใช้ชีวิตประจำวันและเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น ทำให้เกิดการพลัดตกหกล้มหรือขาดกำลังวังชาในการเดินขึ้นบันได การมีมวลกล้ามเนื้อน้อยยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้ออินซูลินจนอาจนำไปสู่โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ การสูญเสียกล้ามเนื้ออาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ต่อการหายใจได้

จากรายงานฉบับล่าสุดเรื่องปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทย พ.ศ. 2563 ของสำนักโภชนาการ กระทรวงสาธารณสุขระบุว่าประชากรผู้สูงวัยในประเทศไทยมีภาวะเสี่ยงต่อการขาดโปรตีนถึง 42.6% อย่างไรก็ดี เรามีทางเลือกมากมายในการเพิ่มโปรตีนในแต่ละมื้อเพื่อเสริมสร้างสุขภาพกล้ามเนื้อที่ดีและร่างกายที่แข็งแรง

เราจึงควรให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ครบถ้วนจากอาหารหลัก 5 หมู่ โดยเฉพาะโปรตีน และอาจเสริมมื้ออาหารด้วยอาหารสูตรครบถ้วนที่มีHMB สารอาหารสำคัญที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีส่วนช่วยเสริมสร้างและชะลอการสลายของมวลกล้ามเนื้อจึงช่วยส่งผลให้กล้ามเนื้อแข็งแรง นอกจากนี้ยังพบ HMB ได้ในปริมาณเล็กน้อยในอาหาร เช่น ไข่ไก่ อกไก่ เนื้อวัว และอะโวคาโด

3.กล้ามเนื้อที่แข็งแรงช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย

ช่วงหลายปีมานี้ ทั่วโลกต้องเผชิญกับเชื้อโรคสายพันธุ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องทำให้ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องการเตรียมร่างกายให้แข็งแรงเพื่อต่อสู้กับสิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้ ดังนั้น หากต้องการเสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของการติดเชื้อแบคทีเรียและไวรัสต่างๆ เรื่องสุขภาพของกล้ามเนื้อจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม11

มีการวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้อมีบทบาทในการกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกัน หากมวลกล้ามเนื้อลดลงอาจส่งผลให้การทำงานตามปกติของระบบภูมิคุ้มกันลดลงด้วย เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงควรรับประทานอาหารที่ให้สารอาหารที่หลากหลายครบถ้วนและเพียงพอในปริมาณที่เหมาะสมโดยเน้นมื้ออาหารประจำวันไปที่โปรตีนที่มีไขมันต่ำ ผัก ผลไม้ เมล็ดธัญพืช ถั่วต่างๆ และนมไขมันต่ำ อาหารเหล่านี้มีวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม วิตามินดี เหล็ก และสารต้านอนุมูลอิสระที่มีส่วนช่วยให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรง

4.การออกกำลังกายช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง

การออกกำลังกาย เป็นการช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ง่ายที่สุด เพราะทุกครั้งที่ร่างกายใช้แรงจะเกิดแรงต้านกับกล้ามเนื้อและจะส่งสัญญาณให้ร่างกายหลั่งกรดอะมิโนจากโปรตีนไปยังกล้ามเนื้อเพื่อสร้างความแข็งแรงขึ้นในที่สุด เพื่อให้การออกกำลังกายมีประสิทธิภาพสูงสุด จึงควรทานโปรตีน 25 ถึง 30 กรัมหลังออกกำลังกาย เพราะโปรตีนจะช่วยในกระบวนการซ่อมแซมและเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ทั้งนี้ ในช่วงอากาศร้อนทำให้มีเหงื่อออกมาก การออกกำลังกายจึงควรเน้นกิจกรรมที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น การเดิน โยคะ การปั่นจักรยานเบาๆ และการยืดกล้ามเนื้อ

ดังนั้น เราควรเริ่มดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อตั้งแต่วันนี้โดยการให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ครบถ้วนจากอาหารหลัก 5 หมู่ ร่วมด้วยการออกกำลังกายที่เหมาะสมและสม่ำเสมอพักผ่อนให้เพียงพอ และเสริมด้วยอาหารสูตรครบถ้วนที่มี HMB และโปรตีนคุณภาพดีที่หลากหลาย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ให้คุณมีความสุขกับทุกกิจกรรมแบบไม่มีวันเกษียณ

โรดโชว์ ‘Women in Tech’ ครั้งแรกในไทย หัวเว่ย เดินหน้าเสริมศักยภาพผู้หญิงไทยในวงการไอที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739894

โรดโชว์ ‘Women in Tech’ ครั้งแรกในไทย  หัวเว่ย เดินหน้าเสริมศักยภาพผู้หญิงไทยในวงการไอที

โรดโชว์ ‘Women in Tech’ ครั้งแรกในไทย หัวเว่ย เดินหน้าเสริมศักยภาพผู้หญิงไทยในวงการไอที

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ฉลองวันวิศวกรรมสตรีสากล (International Women in Engineering Day) บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานโรดโชว์ “Women in Tech” ครั้งแรกในไทย จุดประกายการเรียนรู้ด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจจากผู้หญิงต้นแบบและผู้นำหญิงในสายไอที พบกับกิจกรรม Tech Talk และบูธจัดแสดงเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงโครงการต่างๆ ที่หัวเว่ยร่วมผนึกกำลังกับพันธมิตร เพื่อสนับสนุนความหลากหลายและความเท่าเทียมกัน สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงรุ่นใหม่หันมาสนใจศึกษาต่อในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์) เพื่อขับเคลื่อนอนาคตที่ยั่งยืนและเท่าเทียมกัน กิจกรรมนี้ยังเป็นการผนึกกำลังระหว่าง หัวเว่ย องค์การยูเนสโก(UNESCO) สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU) และสถาบันการศึกษาชั้นนำของไทย ในการบ่มเพาะและเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านไอซีทีให้กับโลกดิจิทัลของไทยในอนาคต

รายงานดัชนีช่องว่างระหว่างเพศ ประจำปี พ.ศ. 2566 โดยสภาเศรษฐกิจโลก (World Economy Forum) ระบุว่า อาชีพในสาขา STEM เป็นหนึ่งในกลุ่มอาชีพสำคัญที่มีค่าตอบแทนสูง และจะเป็นที่ต้องการมากยิ่งขึ้นในอนาคต แต่จำนวนผู้หญิงที่ประกอบอาชีพในสาขา STEM ยังคงมีสัดส่วนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ประกอบอาชีพที่ไม่อยู่ในกลุ่ม STEM
ผู้หญิงมีจำนวนมากถึงเกือบครึ่ง (49.3%) ในขณะที่ในอาชีพในสาขา STEM มีผู้หญิงเพียง 29.2% เท่านั้น หัวเว่ยมีความตั้งใจที่จะผลักดันผู้หญิงเข้าสู่สายงานด้าน STEM มากขึ้น จึงเปิดตัวโครงการ “Women in Tech” อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2563 โดยยึดแนวปฏิบัติ 3 เสาหลัก ได้แก่ Tech For Her, Teach With Her, Teach by Her ซึ่งปัจจุบัน โครงการมีการขยับขยายและดำเนินงานอยู่ในกว่า50 ประเทศทั่วโลก

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการด้านระบบนวัตกรรม สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวถึงความสำคัญของนวัตกรและบุคลากรด้านดิจิทัลว่า “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นการเปิดตัวโครงการการแข่งขัน Women in Tech อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ทั้งนี้ นวัตกรและบุคลากรด้านดิจิทัล ทั้งผู้หญิงและผู้ชายได้กลายเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจของประเทศ โดยทางสำนักงานมีความมุ่งมั่นจะทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรและพาร์ทเนอร์ต่างๆ ซึ่งรวมถึงหัวเว่ย เพื่อบ่มเพาะอีโคซิสเต็มของผู้ประกอบการนวัตกรรมและบุคลากรด้านดิจิทัล ตลอดจนผลักดันประเทศไทยให้ขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งอาเซียน”

นางปิยะธิดา อิทธิระวิวงศ์ ประธานบริหารกลุ่มธุรกิจคลาวด์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “หัวเว่ย ในฐานะบริษัทเทคโนโลยี ยึดมั่นในภารกิจการเติบโตไปพร้อมกับประเทศไทย ร่วมสนับสนุนประเทศไทย และขับเคลื่อนโลกอนาคตแห่งดิจิทัลที่มีความเท่าเทียม สำหรับในปี 2566 นี้ หัวเว่ยจะยังคงเดินหน้าเพาะบ่มบุคลากรด้านดิจิทัลที่มีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นใน 3 ด้านหลัก ได้แก่ โครงการนักพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ โครงการวิศวกรพลังงานดิจิทัล และการสร้างความเท่าเทียมทางดิจิทัล เช่น โครงการ Women in Tech นี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีคนรุ่นใหม่เข้าร่วมโครงการเหล่านี้กันมากขึ้น”

ด้าน นางมนทกานติ์ สุวรรณทรรภ กิตติไพศาลศิลป์ เจ้าหน้าที่บริหารแผนงานด้านวัฒนธรรม องค์การยูเนสโกกรุงเทพฯ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายในยุคดิจิทัล พร้อมทั้งแสดงความชื่นชมหัวเว่ยและพันธมิตรที่ได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้น อีกทั้ง ได้เน้นย้ำพันธกิจขององค์การยูเนสโกในการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ผ่านทางระบบการศึกษาตั้งแต่ชั้นปฐมวัยไปจนถึงระดับอุดมศึกษา ทั้งในรูปแบบที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ และผ่านการวางแผนโครงสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อการฝึกอบรมครูอาจารย์

ผศ.ดร.สุนันฑา สดสี คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมดิจิทัล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ได้แสดงความคิดเห็นในมุมมองฝ่ายวิชาการว่า “มหาวิทยาลัยต้องทำงานร่วมกับภาครัฐ และพันธมิตรจากภาคอุตสาหกรรมอย่างหัวเว่ย เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนโลกอนาคตแห่งดิจิทัลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

กิจกรรมโรดโชว์ Women in Tech จัดแสดงบูธให้ผู้เยี่ยมชมได้เรียนรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโซลูชั่นพลังงานไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์สำหรับครัวเรือนที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนยิ่งขึ้นให้กับโลก ผู้ร่วมงานยังจะได้สัมผัสเทคโนโลยีสมาร์ทโฟน สมาร์ทวอทช์ โซลูชั่น AR และ XR ที่เข้ามาช่วยส่งมอบความบันเทิงแห่งอนาคต และบูธนิทรรศการแผนงานและโครงการต่าง ๆ ที่ดำเนินการโดยองค์การยูเนสโก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 เป้าหมาย นอกจากนี้ ภายในงานผู้สนใจยังสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการนักพัฒนาเทคโนโลยีคลาวด์ของหัวเว่ยได้อีกด้วย

นอกจากนี้ หัวเว่ยยังนำ “รถดิจิทัลเพื่อสังคม” มาจัดแสดงให้บุคคลทั่วไปได้เข้าเยี่ยมชมเป็นครั้งแรก รถดิจิทัลคันนี้เป็นโครงการเพื่อสังคมที่ หัวเว่ย ประเทศไทย จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทักษะความรู้ด้านดิจิทัลให้กับนักเรียน คนงาน และบุคลากรทางการแพทย์กว่า 3,000 คน ใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ โครงการดังกล่าวได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านดิจิทัล ซึ่งปัจจุบันมีสถานศึกษาเข้าร่วมในโครงการแล้ว 27 โรงเรียนสะท้อนถึงความร่วมมือกันเพื่อเพิ่มการเข้าถึงด้านการศึกษาดิจิทัลในพื้นที่ห่างไกล

กิจกรรมโรดโชว์ครั้งนี้ยังแสดงถึงความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างหัวเว่ยและสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการ “Girls in ICT” ซึ่งหัวเว่ย ได้ส่งเสริมความรู้และฝึกอบรมหลักสูตรเทคโนโลยี 5G, คลาวด์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่นักเรียนมากกว่า 40 คน ตัวแทนนักเรียนจากสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ ได้กล่าวแสดงความขอบคุณหัวเว่ยและพันธมิตร พร้อมทั้งเชิญชวนนักเรียนคนอื่นๆ ให้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมทักษะดิจิทัลเพื่อปลดล็อกโอกาสทางอาชีพที่น่าสนใจอีกมากมาย

LAVA Asian Fire Grill ศาสตร์และศิลป์ของการทำอาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739827

LAVA Asian Fire Grill ศาสตร์และศิลป์ของการทำอาหาร

LAVA Asian Fire Grill ศาสตร์และศิลป์ของการทำอาหาร

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

LAVA Asian Fire Grill ร้านอาหารย่างสไตล์เอเชียชั้นนำของกรุงเทพฯ ยกระดับการย่างด้วยไฟให้กลายเป็นศิลปะชั้นสูงแห่งการทำอาหารที่เหนือระดับนำโดย เชฟเจริโก แวน เดอ วูฟ (Jeriko Van der Wolf), ลูคัส โมลินา(Lucas Molina) และ
เอเดรียน อัสตังโย (Adrien Astagneau) ที่ได้นำเทคนิคการย่างแบบเอเชียไปไกลอีกขั้น ทั้งความเชี่ยวชาญ ความทุ่มเทเพื่อคุณภาพ ทำให้ LAVA เป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียมสำหรับผู้ชื่นชอบอาหารที่มองหารสชาติพิเศษและเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ไม่เหมือนใคร

ร้าน LAVA Asian Fire Grill เป็นที่รู้จักจากความเชี่ยวชาญในการปรุงวัตถุดิบอย่างเนื้อวากิวและเนื้อแบล็คแองกัสที่ใช้เทคนิคการย่างไฟแบบ “โคโคยากิ (Kokoyaki)” อันเป็นเอกลักษณ์ของร้าน โดยใช้กาบมะพร้าวแห้ง “โคโคะ (Koko)” เพื่อสร้างกลิ่นควันอ่อนๆ ให้กับเนื้อย่าง ยกระดับรสชาติเข้าสู่ความสมบูรณ์แบบ

ในบรรดาอาหารจานเด่นและอาหารเรียกน้ำย่อย เมนูที่แนะนำอย่างยิ่งได้แก่ ขนมปังปิ้งเสิร์ฟพร้อมตับไก่ทรัฟเฟิล (Truffle Chicken Liver Toast),ลาวา ซิกเนเจอร์ สเต๊ก (LAVA’s SignatureSteak) จัดเสิร์ฟด้วยไฟที่ลุกโชน, เนื้อวากิวคัตสึ (Wagyu Beef Katsu) เกรดพรีเมียม, ทาร์ทาร์เนื้อกับไขกระดูก (Beef Tartar & Bone Marrow) ที่เต็มไปด้วยรสชาติแห่งความแปลกใหม่, และเมนูรีซอตโตทรัฟเฟิลลิ้นวัว (Truffle Risotto & Ox Tongue) รวมถึงของหวานอย่าง คุกกี้เสี่ยงทายสามชนิด (Triple Prophecy Fortune Cookie) ให้ลูกค้ารู้สึกมีส่วนร่วมกับการรับประทานมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งนำเสนอไวน์ที่รับการคัดเลือกมาเป็นพิเศษและค็อกเทลสูตรเฉพาะของร้าน

สำหรับการตกแต่งภายในของร้านโดดเด่นด้วยสไตล์ที่สวยงามและสร้างความรู้สึกอบอุ่นในเวลาเดียวกันเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับประทานอาหารออกแบบโดยสตูดิโอที่มีชื่อเสียงของกรุงเทพฯ ผ่านการเลือกใช้คู่สีแดงและดำเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับบรรยากาศในร้าน อีกทั้งลูกค้ายังสามารถเพลิดเพลินไปกับการชมเทคนิคการย่างด้วยไฟจากครัวแบบเปิดโดยเชฟมากฝีมือที่กำลังปรุงรสชาติและใส่ใจกับผลงานอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ลูกค้าทุกคนมั่นใจว่า จะได้รับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความพิเศษที่สมบูรณ์แบบ

ร่วมสัมผัสกับประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ LAVA Asian Grill ที่คุณสามารถค้นพบความสร้างสรรค์ในการปรุงอาหารและบรรยากาศที่ไม่เหมือนใคร ตั้งอยู่ทองหล่อ 10 เปิดบริการทุกวัน มื้อกลางวันพร้อมเสิร์ฟตั้งแต่เวลา 12.00-14.30 น. และมื้อค่ำ ร้านเปิดในช่วงเวลา 18.00 น. เป็นต้นไป

มอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ประจำปี’65

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739880

มอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ประจำปี’65

มอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ประจำปี’65

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

อาจารย์มาลินี สาคริก ประธานกรรมการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา และ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าที่ปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ครั้งที่ 5 พุทธศักราช 2565 โดยมี ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย อ.ภูธร ภูมะธน, นิติกร กรัยวิเชียร, ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ และ ผศ.ดร.ธงรบ รื่นบันเทิง เข้าร่วมงานณ C asean อาคาร CW Tower

นิติกร กรัยวิเชียร กล่าวว่า “งานการประกวดการบรรเลงดนตรีไทยศรทองมีการจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบันนับเป็นเวลา 10 ปีเต็ม ที่มูลนิธิสิริวัฒนภักดี และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ได้รับเกียรติจากมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ให้ได้เข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนกิจกรรมเกี่ยวกับดนตรีไทยอันเป็นประโยชน์ยิ่งด้วยเล็งเห็นว่ามูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นเสาหลักในวงการดนตรีไทยในปัจจุบัน ที่จะธำรงรักษาไว้ซึ่งการเรียนการสอน และการสืบทอดในเรื่องของดนตรีไทย ส่วนของมูลนิธิสิริวัฒนภักดี และบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เล็งเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ที่มูลนิธิทำมานั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ในการสืบสาน รักษา และต่อยอดมรดกอันเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติการประกวดชิงถ้วยพระราชทาน ปี 2565จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 สำหรับการประกวดเวทีนี้ น้องๆ เยาวชนได้นำทักษะที่ได้ศึกษาเรียนรู้มาประลองกับเพื่อนๆ ในวัยเดียวกันเพื่อที่จะพัฒนาต่อยอดฝีมือของตนเองขึ้นเรื่อยๆ และสิ่งเหล่านี้จะเป็นสมบัติติดตัวไปตลอดชีวิตซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย เช่นมีโอกาสต่อยอดการศึกษาในหลายๆ สถาบัน”

เด็กหญิงอัยยนันท์ เลิศสินธ พานนท์ ผู้ชนะรางวัลชนะเลิศ ซออู้ ระดับประถมศึกษา เผยความรู้สึกว่า “ดีใจมากๆที่ได้รับรางวัล เวทีนี้ทำให้หนูรู้สึกว่ามีประสบการณ์มากขึ้นและสนุกด้วยค่ะ ได้รู้จักคนมากขึ้น ในส่วนของเครื่องดนตรีที่หนูเล่นคือซออู้เสียงมันจะอู้ๆ เหมือนชื่อค่ะ ซึ่งเสน่ห์ของซออู้ที่ทำให้หนูชอบเล่น คือ ตอนเด็กๆ ครูเคยให้หนูลองเล่นเครื่องดนตรีหลายแบบ เมื่อหนูได้เล่นแล้วรู้สึกชื่นชอบเสียงเครื่องดนตรีนี้มากๆ หนูขอเชิญชวนเพื่อนๆ ให้หันมาอนุรักษ์วัฒนธรรมและดนตรีไทยไม่ให้สูญหายไป และเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แถมยังสนุกด้วยค่ะ” 

วาศินี สุวรรณแพทย์ ผู้ชนะรางวัลชนะเลิศ ขิมสาย ระดับมัธยมศึกษา เผยความรู้สึกว่า “ภูมิใจและดีใจมากๆ หนูพยายามและฝึกซ้อมอย่างหนัก เครื่องดนตรีที่หนูใช้แข่งคือขิมสาย ขิมสายเป็นเครื่องดนตรีประเภทตี เป็นดนตรีที่เล่นได้ทั้งแนวละมุนหรือดุดันก็ได้ สามารถเล่นได้หลากหลายเพลงและหลากหลายสไตล์มากๆ เป็นเครื่องดนตรีที่หนูคิดว่าน่าจะเล่นง่ายและเหมาะกับคนทั่วไปที่จะเริ่มเล่นดนตรีไทยด้วยค่ะ สำหรับแรงบันดาลใจที่ทำให้หนูมาเล่นเครื่องดนตรีไทย คือ คุณพ่อ ค่ะ คุณพ่อชอบดนตรีไทยเลยให้หนูกับพี่ชายเข้าเรียนดนตรีไทย และสามารถใช้ความสามารถพิเศษด้านดนตรีนี้ สอบเข้ามัธยมและมหาวิทยาลัยได้ค่ะ จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้หนูอยากพัฒนาตนเอง ขอเชิญชวนเพื่อนๆ หันมาเล่นดนตรีไทย เชื่อว่าดนตรีไทยมีเอกลักษณ์ในตนเอง และสามารถนำมาบรรเลงร่วมกับดนตรีสากลได้เป็นอย่างดี กลายเป็นดนตรีสมัยใหม่ มาร่วมอนุรักษ์ดนตรีไทยไปด้วยกันนะคะ”  

การประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทองชิงถ้วยพระราชทานฯ ครั้งที่ 5 จัดขึ้นโดยมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิสิริวัฒนภักดี บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะส่งเสริมให้นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาได้พัฒนาฝีมือการบรรเลงดนตรีไทย อีกทั้ง เป็นการโน้มนําให้เยาวชนหันมาสนใจดนตรีไทยอันเป็น
เอกลักษณ์ที่สําคัญยิ่งของชาติ และยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันควรค่าแก่การธํารงรักษาไว้สืบไป

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ
มอบเงินสนับสนุนฯ ผ่านทาง อ.มาลินี สาคริก
ประธาน กก.มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง)

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ มอบเงินสนับสนุนฯ ผ่านทาง อ.มาลินี สาคริก ประธาน กก.มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ
มอบประกาศนียบัตรและเข็มศรทอง

ฐาปน สิริวัฒนภักดี กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ มอบประกาศนียบัตรและเข็มศรทอง

อ.มาลินี สาคริก ประธาน กก.มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทานฯ โดยมี ฐาปน
สิริวัฒนภักดี กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ พร้อมด้วย อ.ภูธร ภูมะธน,นิติกร กรัยวิเชียร,
ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ และ ผศ.ดร.ธงรบ รื่นบันเทิง ร่วมงานด้วย

อ.มาลินี สาคริก ประธาน กก.มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ประธานในพิธีมอบรางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ชิงถ้วยพระราชทานฯ โดยมี ฐาปน สิริวัฒนภักดี กก.ผอ.ใหญ่ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ พร้อมด้วย อ.ภูธร ภูมะธน,นิติกร กรัยวิเชียร, ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ และ ผศ.ดร.ธงรบ รื่นบันเทิง ร่วมงานด้วย

ประธานในพิธี คณะ กก.จัดงาน ผู้สนับสนุน ร่วมแสดงความยินดีพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับผู้ได้รางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ประจำปี 2565 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

ประธานในพิธี คณะ กก.จัดงาน ผู้สนับสนุน ร่วมแสดงความยินดีพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับผู้ได้รางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ประจำปี 2565 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

ประธานในพิธี คณะ กก.จัดงาน ผู้สนับสนุน ร่วมแสดงความยินดีพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับผู้ได้รางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ประจำปี 2565 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

ประธานในพิธี คณะ กก.จัดงาน ผู้สนับสนุน ร่วมแสดงความยินดีพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับผู้ได้รางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ประจำปี 2565 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

ประธานในพิธี คณะ กก.จัดงาน ผู้สนับสนุน ร่วมแสดงความยินดีพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับผู้ได้รางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ประจำปี 2565 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

ประธานในพิธี คณะ กก.จัดงาน ผู้สนับสนุน ร่วมแสดงความยินดีพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับผู้ได้รางวัลการประกวดบรรเลงดนตรีไทยศรทอง ประจำปี 2565 ชิงถ้วยพระราชทานฯ

วาศินี สุวรรณแพทย์ ผู้ชนะ
รางวัลชนะเลิศ ขิมสาย ระดับมัธยมศึกษา

วาศินี สุวรรณแพทย์ ผู้ชนะ รางวัลชนะเลิศ ขิมสาย ระดับมัธยมศึกษา

เด็กหญิงอัยยนันท์ เลิศสินธ
พานนท์ ผู้ชนะรางวัลชนะเลิศ
ซออู้ ระดับประถมศึกษา

เด็กหญิงอัยยนันท์ เลิศสินธ พานนท์ ผู้ชนะรางวัลชนะเลิศ ซออู้ ระดับประถมศึกษา

กินอย่างไรเมื่อเป็นตับแข็ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739816

กินอย่างไรเมื่อเป็นตับแข็ง

กินอย่างไรเมื่อเป็นตับแข็ง

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ปัจจุบันพบว่าคนทั่วไปมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคตับเรื้อรัง หรือบางคนเป็นมากจนเป็นตับแข็งได้บ่อย เช่น การดื่มสุรา การติดเชื้อทั้งไวรัสตับอักเสบบีและซีโดยเฉพาะที่มากับความอ้วนเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ที่เรียกว่าไขมันพอกตับ เป็นต้น การรับประทานอาหารนับว่าเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจผู้ป่วยตับแข็ง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดสารอาหารหรือทุพโภชนาการ (malnutrition) มากขึ้น โดยพบภาวะนี้ได้ถึง 50-90% ของผู้ป่วยตับแข็ง และเมื่อขาดสารอาหารจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นทั้งการติดเชื้อ การทำงานของตับที่แย่ลง รวมถึงเพิ่มอัตราการตายอีกด้วย

สำหรับอาหารที่ควรรับประทานในผู้ป่วยตับแข็ง คือ อาหารที่ดีต่อสุขภาพคล้ายคนทั่วไป แต่จะมีบางจุดที่ต้องใส่ใจได้แก่ ควรรับประทานอาหารที่หลากหลายให้ครบมื้อ ไม่งดอาหารโดยไม่จำเป็น เน้นการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอ โดยความต้องการโปรตีนต่อวันในผู้ป่วยตับแข็งจะมากกว่าคนทั่วไปคือเพิ่มจาก 0.8-1 กรัม/น้ำหนักตัว1 กิโลกรัม/วัน เป็นอย่างน้อย 1.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน เนื่องจากผู้ป่วยตับแข็งจะมีโอกาสสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่หนัก 50 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนอย่างน้อย 60 กรัมต่อวัน โดยเนื้อสัตว์สุก 2 ช้อนโต๊ะหรือ 30 กรัม หรือไข่ 1 ฟอง หรือนม 1 แก้ว จะมีโปรตีนประมาณ 7 กรัม นอกจากนี้ควรเลือกรับประทานอาหารที่สุกสะอาด เลี่ยงอาหารทะเลที่ไม่สุก เช่น หอยนางรมสด เนื่องจากอาจเกิดการติดเชื้อที่รุนแรงได้ เลี่ยงอาหารแห้ง เช่น ถั่วลิสง พริกแห้ง ข้าวโพด กระเทียม ที่เก็บรักษาไม่ดี เนื่องจากอาจมีสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้

สำหรับผู้ป่วยตับแข็งที่รับประทานอาหารได้น้อย สงสัยภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะในผู้ป่วยตับแข็งระยะท้าย อาจสังเกตได้จากมีดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 กิโลกรัม/ตารางเมตร มีน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจมากกว่า 5% ในระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน หรือมากกว่า 10% ในระยะเวลามากกว่า 6 เดือน หรือรับประทานอาหารได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปกติมากกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้การดูแลรักษาทางโภชนาการที่เหมาะสม เบื้องต้นควรรับประทานอาหารบ่อยขึ้นไม่ควรให้มีระยะเวลาอดอาหารนานเกินไป เนื่องจากจะทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ควรเพิ่มการรับประทานอาหารมื้อดึกหลัง 2 ทุ่ม รับประทานมื้อเช้าให้ไม่สายเกิน٠7.00 หรือ ٠8.00 น. เพิ่มการรับประทานอาหารมื้อว่างสายหรือบ่าย ผู้ป่วยที่ยังรับประทานได้ไม่เพียงพอ อาจพิจารณารับประทานอาหารทางการแพทย์ โดยอาจใช้สูตรทั่วไป ดื่มเสริมเป็นมื้อดึกหรือระหว่างวัน โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้อาหารทางการแพทย์สูตรโรคตับในผู้ป่วยบางรายที่เหมาะสมได้

ผู้ป่วยตับแข็งที่มีน้ำในช่องท้องควรจำกัดการรับประทานเกลือโซเดียม โดยไม่ควรรับประทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือแกงประมาณ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา 4 ช้อนชา อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อย อาจปรุงรสอาหารได้บ้างเพื่อให้รับประทานอาหารได้เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยตับแข็งไม่ควรซื้อวิตามิน สมุนไพร หรืออาหารเสริมรับประทานเอง เนื่องจากอาจทำให้ตับหรือไตแย่ลงได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์นริศร ลักขณานุรักษ์

สาขาวิชาโภชนาการคลินิก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย

sacit ใช้ BCG Model ตอบรับเมกะเทรนด์รักษ์โลก ยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่สากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739829

sacit ใช้ BCG Model ตอบรับเมกะเทรนด์รักษ์โลก  ยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่สากล

sacit ใช้ BCG Model ตอบรับเมกะเทรนด์รักษ์โลก ยกระดับงานศิลปหัตถกรรมไทยสู่สากล

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ sacit ขานรับ แนวคิด BCG Model การเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน ซึ่งเป็นนโยบายในการผลักดันเศรษฐกิจที่สอดคล้องกับปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน โดยถือเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องเร่งแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความหลากหลายทางชีวภาพของโลกที่ลดลงจนนำไปสู่ความเสียหายของห่วงโซ่อาหารปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษทางอากาศ และอื่นๆ ด้วยปัจจัยเหล่านี้จึงทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับการใส่ใจสุขภาพ เลือกใช้สินค้าที่ปลอดภัยไร้สารพิษ และคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม จนเกิดเป็นเมกะเทรนด์ของโลกที่ผู้ประกอบการทุกคนต้องปรับตัวให้สามารถตอบรับความต้องการของ
ตลาดโลกจนทำให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ และเกิดเป็นรายได้อย่างยั่งยืนในอนาคต

นายภาวี โพธิ์ยี่ รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ sacit กล่าวว่า sacit ขานรับแนวคิด BCG Model ที่สอดรับกับวิสัยทัศน์ขององค์กรในการส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทยในทุกมิติอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การสร้างความสามารถในการแข่งขัน, การสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม, และการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์การสืบสานและพัฒนาทักษะมือของช่างหัตถศิลป์ให้คงอยู่ไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานตอบโจทย์ผู้ซื้อมากขึ้น การส่งเสริมและขยายช่องทางการตลาดให้กับงานศิลปหัตถกรรมไทยทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการสื่อสารภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทยไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ให้เกิดภาพจำ เกิดทัศนคติที่ดี รักหวงแหนและภาคภูมิใจในงานศิลปหัตถกรรมไทยที่ทันสมัยและสามารถใช้งานในชีวิตประจำวันในยุคดิจิทัลได้

“งานศิลปหัตถกรรมไทยนั้นเป็นภูมิปัญญาที่ใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติที่หาได้จากท้องถิ่นอยู่แล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบัน sacit จึงได้ส่งเสริมและผลักดันให้ผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมหันมาพัฒนาต่อยอดด้วยการสร้างสรรค์ชิ้นงานผสานเข้ากับเทรนด์การรักษ์โลก เช่น การพัฒนาระบบการบำบัดน้ำเสียให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงการใช้วัตถุดิบให้เต็มวงจรชีวิตและสามารถใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า เพื่อนำไปสู่การเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างงานหัตถศิลป์ที่มีคุณภาพ ผลิตอย่างใส่ใจไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม มีเอกลักษณ์ ไม่ตามกระแส ใช้งานได้คุ้มค่า ลดปริมาณขยะ เป็นการบริหารจัดการภายในชุมชนให้เกิดรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนต่อไป”

ครูอุไร สัจจะไพบูลย์ ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2554 ของ sacit เปิดเผยถึงการต่อยอดงานผ้าทอย้อมสีธรรมชาติ ที่นำแนวคิด BCG Model มาใช้ในการสร้างสรรค์งานผ้าทอ ด้วยกระบวนการผลิตงานผ้าไทย ผ่านแนวคิดการใช้เส้นใยธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การย้อมสีจากเปลือกไม้และดอกคำแสด รวมทั้งต่อยอดการประยุกต์ใช้วัสดุเศษผ้าที่เหลือทิ้งจากกระบวนการผลิต จนพัฒนาเป็นสินค้าประเภท Circular Design อีกทั้งนำเส้นใยฟิลาเจน ที่มาใช้ในงานผ้ามัดหมี่ขิดทอมือย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งเป็นการผสานนวัตกรรมการผลิตเข้ากับภูมิปัญญาพื้นบ้านอย่างเป็นรูปธรรมอีกด้วย

ครูทิวารุ่ง กำหนดแน่ ครูช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2555 ของ sacit กล่าวถึงเทคนิคการทอผ้าไหมเขียนลายโบราณว่า ได้ให้ความสำคัญกับการใช้วัตถุดิบหลักจากธรรมชาติมาใช้ในผลงานทอผ้าไหมมาตลอด ซึ่งใช้สีหลักอยู่ 2 สี คือ สีจากเปลือกไม้ และสีคราม โดยมีกลุ่มคนเกษียณมาช่วยกันสร้างสรรค์ผลงานในยามว่าง เกิดเป็นความร่วมมือในชุมชน และยังสามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวและชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ เมื่องานหัตถศิลป์ผนวกเข้ากับ BCG Model จะสามารถสร้างวัฏจักรงานศิลปหัตถกรรมขึ้นมาในรูปแบบที่สามารถสร้างความยั่งยืนได้ครบในทุกมิติ ทั้งการสืบสานงานศิลปหัตถกรรมไทยไปยังคนรุ่นต่อไป การสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพ การพัฒนาเศรษฐกิจและยกระดับอุตสาหกรรมให้สามารถแข่งขันได้อย่างทัดเทียมกับตลาดสากล และตอบสนองต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพนำไปสู่การสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนและผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรมไทย

Blue Heart Crème de la Mer รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น อุดมไปด้วยส่วนผสมอันล้ำค่าจากท้องทะเล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739828

Blue Heart Crème de la Mer รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น  อุดมไปด้วยส่วนผสมอันล้ำค่าจากท้องทะเล

Blue Heart Crème de la Mer รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น อุดมไปด้วยส่วนผสมอันล้ำค่าจากท้องทะเล

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สำหรับใครหลายคน มหาสมุทรอาจเพียงแค่กำลังส่งเสียงกระซิบเบาๆ อยู่ในฉากหลังซัดสาดเกลียวคลื่นอย่างเงียบๆ ไปบนชายฝั่งที่ห่างไกล แต่สำหรับ La Mer ในฐานะของแบรนด์ที่มีจุดกำเนิดจากท้องทะเลและดำรงอยู่ด้วยพลังแห่งการฟื้นฟูตนเองของสาหร่ายซีเคลป์ อันเป็นส่วนผสมที่เป็นหัวใจหลักของ La Mer…เรามุ่งมั่นที่จะรับฟังความต้องการของมหาสมุทรอย่างใส่ใจและปรารถนาที่จะแบ่งปันเรื่องราวของท้องทะเลสู่โลกใบนี้

ทะเลคือจุดกำเนิดที่เราได้ค้นพบสาหร่าย Giant Sea Kelp ซึ่งสามารถปลดล็อกศักยภาพของน้ำสกัดเข้มข้น Miracle Broth™ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ สาหร่ายซีเคลป์สีเขียวอมทองเหล่านี้ทำให้เรามีจุดมุ่งหมายที่ยิ่งใหญ่

สาหร่ายซีเคลป์ถือเป็นพืชที่เจริญเติบโตเร็วที่สุดชนิดหนึ่งของโลก มีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยฟื้นบำรุงผิวและเป็นหัวใจหลักในกระบวนการผลิตน้ำสกัดเข้มข้นMiracle Broth™ โดยสาหร่ายซีเคลป์ถูกเก็บเกี่ยวด้วยกรรมวิธีการแบบยั่งยืนจากท้องทะเลที่เกาะแวนคูเวอร์

La Mer จะนำ Miracle Broth™ ที่สกัดขึ้นจากครั้งก่อน มาผสมผสานรวมกับครั้งใหม่ ด้วยเหตุผลที่จะให้สูตรยังคงความดั้งเดิมตลอดไปไม่เปลี่ยนแปลง โดย Miracle Broth™ ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญใน Crème de la Mer และในปัจจุบัน Miracle Broth™ ยังเป็นหัวใจหลักในทุกผลิตภัณฑ์ของ La Mer

ภายใน Blue Heart Crème de la Mer รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นนั้นอุดมไปด้วยส่วนผสมอันล้ำค่าจากท้องทะเลที่ทำให้มอยส์เจอไรเซอร์อันเป็นเอกลักษณ์ของเราเปี่ยมด้วยคุณประโยชน์ในการปลอบประโลมผิวอันเป็นตำนาน เช่นเดียวกับมอยส์เจอไรเซอร์ทรงพลังที่เป็นไอคอนของเรา มาพร้อมด้วยดีไซน์การออกแบบที่เปี่ยมด้วยความหมายอันควรค่าแก่การสะสมซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก Giant Sea Kelp ที่สะท้อนถึงพลังแห่งการฟื้นบำรุงผิวผ่านความพลิ้วไหวของคลื่นอันสวยงามบนตัวกระปุก Blue Heart Crème de la Mer รุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่นวางจำหน่ายในขนาด 60 ml ราคา 16,100 บาท

แจกพิกัด! สินค้าแฟชั่นมีสไตล์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ในงาน ‘ผ้าเปลี่ยนโลก’ ที่เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739878

แจกพิกัด! สินค้าแฟชั่นมีสไตล์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม  ในงาน ‘ผ้าเปลี่ยนโลก’ ที่เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

แจกพิกัด! สินค้าแฟชั่นมีสไตล์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ในงาน ‘ผ้าเปลี่ยนโลก’ ที่เอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

หากชื่นชอบสินค้าหัตถกรรมงานผ้าทอ ผ้าแปรรูปเป็นสินค้าแฟชั่นและสินค้าไลฟ์สไตล์ที่มีดีไซน์ร่วมสมัยและกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขอแนะนำงาน ผ้าเปลี่ยนโลก (Craft for Change) ตลาดนัดเพื่อสังคมที่รวบรวมเสน่ห์แห่งเส้นใยธรรมชาติสู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพจากกลุ่มหัตถกรรมผ้าทอมือ ผ้าท้องถิ่นไทยโดยชุมชนทั่วประเทศถึงมือผู้บริโภคใจกลางกรุง กลับมาจัดให้ช้อปฟินเพลิน Craft ติดต่อกันเป็นปีที่ 5 โดย เอ็ม บี เค ร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ ผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม หรือ SE (Social Enterprise)

งานผ้าเปลี่ยนโลก จัดขึ้นระหว่างวันพุธที่ 28-วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2566 บริเวณลานเซ็นเตอร์ ฮอลล์ ชั้น G
ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ โดยนำตัวอย่างสินค้าของแต่ละร้านในงานมาเรียกน้ำย่อยให้สายช้อปสายงานคราฟต์ได้ปักหมุดเตรียมตัวไปช้อปกัน เริ่มจาก ยาโน แฮนดิคราฟท์ งานผ้ากับคุณค่าที่ยั่งยืน นำเสนอผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าของตกแต่งบ้านและของที่ระลึก JUTATIP ผ้าฝ้ายทอมือ ย้อมสีธรรมชาติและทุกกระบวนการผลิตแบบไม่ใช้สารเคมี กนกผ้าฝ้าย ผ้าฝ้ายประยุกต์และผ้าพื้นเมือง MAKA Design (มาฆะ ดีไซน์) กระเป๋าผ้าผสานงานหนังและสินค้าแอคเซสซอรี่ของตกแต่งงานหัตถศิลป์มีดีไซน์ที่เลือกใช้วัสดุเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม escape issue เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ MUNZAA งาน Craft สมัยใหม่ที่รวมความเป็นศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญามาออกแบบ IndyEko & aom shoes ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกใช้เส้นใยและสีธรรมชาติ ภายใต้กระบวนการผลิตมาตรฐาน Green Production HEARTIST (ฮาร์ททิสท์) แบรนด์กระเป๋าผ้าทอมือโดยศิลปินบุคคลพิเศษออกแบบสร้างสรรค์ผลงานรวมกับผ้าจากท้องถิ่นHOMRAK (ห่มรัก) แบรนด์เสื้อผ้ามัดย้อมและของที่ระลึกจากผ้าด้วยเทคนิคการมัดย้อมแบบ Human 3D Image P’Liv มาจาก Pleasant Living ที่เชื่อว่าสิ่งเล็กๆน้อยๆ ในชีวิตทำให้ชีวิตน่าอยู่ นำมาเป็นเป้าหมายสร้างผลิตภัณฑ์ที่นำความสุขเล็กๆ น้อยๆ มาสู่ชีวิตประจำวันของทุกคนฝ้ายจ๋ายาใจ ผลิตภัณฑ์จากผ้าฝ้ายอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี 100 % Khaisaeng Handmade ของขวัญของฝากของชำร่วยของใช้ของตกแต่งบ้านนำเสนอความเป็นไทยผสมความทันสมัย (Thai& Trendy) LARINN BY DOUBLE P สินค้าผ้าฝ้ายทอมือย้อมสีธรรมชาติ ถ่ายทอดคุณค่าความสวยงามจากรุ่นสู่รุ่น บ้านหาดเสี้ยว จังหวัดสุโขทัย การทำเชิงผ้าขาวม้าเป็นลายช้างเป็นเอกลักษณ์ของผ้าขาวม้าบ้านหาดเสี้ยว
มายาวนาน FOLKCHARM พบกับเสื้อผ้ากระเป๋าและแอคเซสซอรี่ ผลิตจากผ้าฝ้ายอินทรีย์ใส่สบายดีไซน์เน้นความเรียบง่ายBanana Land ผลิตภัณฑ์ชุมชนจากอ.ภูหลวง จ.เลย และ ปูรณฆฏะผ้าไทย เสื้อผ้าไหมจากลำพูน นอกจากนี้ ยังมีร้านใหม่ๆ ที่มาร่วมออกบูธเป็นครั้งแรก ได้แก่ HomeNet Thailand Brand, Designed by WISHULADA

ตัวแทนผู้ประกอบการ SE ที่ร่วมออกบูธในงานติดต่อกันทุกปี ภัสสร์วี ตาปสนันทน์ ผู้ก่อตั้ง FOLKCHARM กล่าวว่า “MBK ใส่ใจและสนใจในการสนับสนุนผ้าไทยร่วมสมัยจริงๆ ได้สร้างตลาดที่ต่อเนื่องให้กับผู้ประกอบการชุมชนและแบรนด์ที่มี Passion ในการทำงานนี้ ขอบคุณที่องค์กรใหญ่แบบ MBK เห็นความสำคัญของงานพวกเราและอยากให้สนับสนุนต่อไป ครั้งนี้ได้เตรียมคอลเลคชั่นใหม่ในคอนเซ็ปต์ Conscious Craftswear อยากให้มาร่วมชมผลงานของชุมชนต่างๆ และแบรนด์ที่มีแนวคิดการพัฒนาพื้นที่ของตนเองสังคมและสิ่งแวดล้อม งานผ้าเปลี่ยนโลกไม่เหมือนงานแสดงสินค้าทั่วไป เพราะมีสินค้าที่เป็นเอกลักษณ์ เสื้อผ้าที่ใส่แล้วสวยจริงๆ ที่สำคัญได้ส่งเสริมชุมชนและไม่เป็นภาระให้กับสิ่งแวดล้อมด้วย” ส่วน วิชชุลดา ปัณฑรานุวงศ์ เจ้าของแบรนด์ WISHULADA กล่าวว่า “MBK เป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเดิน จึงทำให้ชาวต่างชาติได้เห็นศักยภาพงานฝีมือของคนไทย รวมถึงงานนี้ยังรวบรวมผู้ประกอบการสิ่งทอ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ตั้งแต่กระบวนการผลิตผ้าไทยเป็นผืน สู่การนำผ้าไทยมาออกแบบประยุกต์เป็นสินค้าประเภทต่างๆ ที่ร่วมสมัย ซึ่งเป็นการชูศักยภาพงานฝีมือของคนไทยที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก และยังเป็นการนำเสนอแนวทางการรัก
สิ่งแวดล้อม ผ่านสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การฟอกย้อมที่ใช้สีธรรมชาติการต่อยอดเศษผ้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด บูธ WISHULADA มีสินค้าอัปไซเคิลเศษผ้าไทยผสมผสานเศษวัสดุเหลือใช้ ทุกผลงานมีสีและลวดลายของเศษผ้าที่ต่างกัน ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสีสันของธรรมชาติที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ทุกใบเปรียบกับงานศิลปะ เพราะมีเพียง 1 เดียวบนโลก”

สาย Craft ห้ามพลาด!! ช้อปสินค้าคุณภาพฝีมือชุมชนทั่วประเทศในงานผ้าเปลี่ยนโลก (Craft for Change) ตั้งแต่วันพุธที่ 28-วันศุกร์ที่ 30 มิถุนายน 2566 ลานเซ็นเตอร์ ฮอลล์ ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ พิเศษ! ช้อปสินค้าภายในงานครบ 800 บาท แลกรับฟรี! กระเป๋าผ้าขาวม้าสุดคูล ไฮไลท์วันพุธที่ 28 มิถุนายน 2566 พิธีเปิดงานตระการตาแฟชั่นโชว์ในคอนเซ็ปต์ Sustainable Fashion เวลา 13.30 น.

คุณแหน : 27 มิถุนายน 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/739840

วันอังคาร ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ll ระบบสาธารณสุขของไทย มีชื่อเสียงยอมรับกันไปทั่วโลกในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา แม้แต่องค์การอนามัยโลกยังยกย่องในหลายกรณียกไทยเป็นกรณีศึกษาพิเศษ วงการแพทย์ไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชนได้พัฒนาไปอีกไกล นอกจากเมืองไทยจะมีระบบโรงพยาบาลและการแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากล ถนนทุกสายมุ่งสู่จุดหมายให้ไทยเป็นศูนย์กลางระบบ “WELLNESS CENTERS” ของภูมิภาค เห็นได้จากผู้มีฐานะในภูมิภาคนี้ เนปาล,เวียดนาม, กัมพูชา ฯลฯ ต่างแวะเวียนมาใช้บริการแพทย์ ใน รพ.เอกชนไทยอย่างพร้อมหน้า ล่าสุด ทิมโมตี้ เลิศสมิติวันท์ ซีอีโอ บริษัท ธนบุรี เวลบีอิ้ง จก. รีบเชิญ พล.ต.ศรชัย มนตริวัต อดีตข้าราชการผู้ใหญ่มากบารมีมาเยี่ยมชมโลเกชั่นใหม่ของกลุ่มที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่องบนพื้นที่ 140 ไร่ ที่คลองหลวง ปทุมธานี พร้อมสรรพ ทั้งโรงพยาบาลทันสมัย, ศูนย์กายภาพบำบัด, ทะเลสาบสำหรับรถเข็น,ศูนย์สำหรับเด็ก และกิจกรรมสันทนาการ ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ ท่านนายพลประทับใจกับประสบการณ์ที่ได้สัมผัส และเสริมว่า FACILITIES ที่ดีเช่นนี้ไม่ป่วยไข้ก็มาใช้บริการได้ในโอกาสหน้า…

ll ความยิ่งใหญ่ของมวยไทยขจรขจายไปทั่วโลกจนเป็นที่ยอมรับว่าเป็นการต่อสู้อันดับหนึ่งของโลก พลังผลักดันกล่าวกันว่าบทบาทของนักธุรกิจไทยที่จบจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ชาตรี ศิษย์ยอดธง เป็นส่วนสำคัญโดยจัดตั้งสถาบันมวยไทย “ONE CHAMPIONSHIP” แพร่รายการมวยไทย “ONE” ผ่านเนตเวิร์กไปถึง 180 ประเทศ ยังผลให้ทั้งนักมวยไทยและผู้ประกอบการทั่วโลกร่ำรวยมีเงินมากมาย หนึ่งในนักมวยดังเป็นพลุคือ รถถังจิตรเมืองนนท์ “IRON MAN” แชมป์โลกรุ่นฟลายเวท อายุเพียง 25 ปี จากเด็กยากจนทำงานแบกหามมาแทบทุกชนิด ก้มหน้าฝึกมวยหลายปีจนมาเข้า “ONE” ชีวิตเปลี่ยนไปเหมือนฝัน วันนี้เขาก้าวขึ้นเวทีแต่ละครั้งรับเงินกว่า 10 ล้านบาท… จน ซีอีโอชาตรี อดไม่ได้ที่จะลำดับความหลังว่าเทียบเขากับรถถังตอนอายุ 25 เท่ากัน รถถังรวยกว่าเยอะ…

ll ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับ นิรมล เรียบร้อยเจริญ นิเทศศาสตร์ จุฬาฯ รุ่น 3 อดีต ผอ.กองประชาสัมพันธ์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ฯในการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ สุวัฒน์ สามีสุดที่รัก พิธีสวดพระอภิธรรมศพจัดที่ ศาลา 4 วัดท่าพระ จรัญสนิทวงศ์ ซอย 4 วันที่ 25-29 มิ.ย. 18.00 น. และ 1 ก.ค. 10.30 น. เลี้ยงภัตตาหารเพล, 13.00 น. สวดพระธรรมเทศนา, 14.00 น. พิธีฌาปนกิจ…ขอเชิญญาติมิตรร่วมไว้อาลัยโดยพร้อมเพรียงกัน…ขอให้ดวงวิญญาณท่านสู่สุคติภพด้วยเทอญ…

ll พิธีสวดพระอภิธรรม คุณแม่จรัสศรี ทิศเชย มารดาของ ศานิตย์ ภู่บุบผา จัด 25-29 มิ.ย. ณ อาคาร 80 ปี พระราชพรหมาจารย์ (ทอง สิริมงฺคโล) วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) อ.เมือง จ.เชียงใหม่…ฌาปนกิจ 29 มิ.ย. 14.00 น. ณ ฌาปนสถาน วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) เจ้าภาพงดรับพวงหรีด…

ll ดร.ณัฐธัญ อินทร์คง หรือ ครูเอ๋ ผู้ริเริ่มก่อตั้ง YES Chorus (Young Eldery Singers) ครูเอ๋ เป็นผู้อำนวยการเพลง และเป็นอาจารย์ประจำที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมธารัถย์…ทั้งนี้จะได้นำ ชาว YES Chorus ไปแสดงที่เกาหลีใต้ ระหว่าง 3-13 ก.ค.นี้ โดยนำเพลง “ของขวัญจากก้อนดิน” เพลง “นารีรัตนา” ไปจัดแสดงด้วย…

ll พล.ร.ต.กฤษดิ์กมล กีรติบุตร ตีรถ 15 ชั่วโมงรวด ช่วงฝนตกหนักตลอดทาง จากกรุงเทพฯไปเชียงรายแล้วขับกลับกรุงเทพฯ เจ้าตัวชมมาว่าถนนดี ขับรถสบาย แต่ถนนสายเอเซีย กลางคืน ไม่มีไฟส่องถนน เส้นตีถนนสีจางเกือบมองไม่เห็น ต้องใช้ความระมัดระวังในการขับรถมากๆ…

ll ลานทิพย์ ทวาทศิน นายกสมาคม YWCA กรุงเทพฯ ปวารณาตัวว่าเธอจะไปให้กำลังใจบรรดาเหล่าตำรวจ ทหาร 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส อยู่เสมอ โดยนำของใช้จำเป็น และปัจจัยไปมอบให้ในนามสมาคม YWCA !!…ll

บารอนเนส