อีสานเอิ้นมา เฮาต้องไป‘จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม 2567’เปิดบ้านต้อนรับอีกครั้ง

https://www.naewna.com/lady/838473

อีสานเอิ้นมา เฮาต้องไป‘จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม 2567’เปิดบ้านต้อนรับอีกครั้ง

อีสานเอิ้นมา เฮาต้องไป‘จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม 2567’เปิดบ้านต้อนรับอีกครั้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เสียงแคนดังแว่ว ลมหนาวโชยพัด บรรยากาศอีสานแท้ๆ กำลังเอิ้นหาให้ทุกคนมุ่งหน้าสู่ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ที่เปิดประตูต้อนรับขับสู้ด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่นอีกครั้ง กับงาน “จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม 2567 อีสานเอิ้นหา” (Jim Thompson Farm 2024 : Isan Calling) ที่ยกขบวนความม่วนซื่นแบบหนึ่งปีมีครั้งเดียวบนพื้นที่กว่า 600 ไร่ ให้ได้สัมผัสวัฒนธรรมอีสานแบบเต็มอิ่ม ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2567 ถึง 1 มกราคม 2568 ณ จังหวัดนครราชสีมา

ปีนี้ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ชวนทุกคนมาสัมผัสบรรยากาศในธีม อีสานเอิ้นหา (Isan Calling) เพราะอยากให้ทุกคนได้คืนถิ่นอีสานบ้านเฮาและมาม่วนซื่นกันให้หายคิดฮอดหลังจากไม่ได้เจอกันมาเกือบปีงานนี้บอกเลยว่าการันตีความม่วนคัก เพราะฟาร์มได้แปลงโฉมเป็น Isan Culture Oasis ดินแดนที่รวบรวมหัวใจและจิตวิญญาณของชาวอีสานไว้ในที่เดียว ให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสวิถีชีวิต ประเพณี และศิลปวัฒนธรรมอีสานแท้ๆ ผ่านทุกไฮไลท์และกิจกรรมในฟาร์มที่ถักทอเป็นเรื่องราวอันงดงามเปี่ยมมนต์เสน่ห์แห่งอีสาน

หนึ่งในไฮไลท์ของปีนี้ คือการคอลแลปกับศิลปินชั้นนำระดับตำนานถึง 19 คน ทั้งจากภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลาง และต่างแดนที่มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่เบลนด์เอกลักษณ์อีสานเข้ากับความร่วมสมัยได้แบบไม่มีเบื่อ เนรมิตฟาร์มเป็นลานศิลปะขนาดใหญ่ที่ชวนทุกคนมาแวะชมความงามสุดครีเอทของผลงานศิลปะสาธารณะสไตล์ร่วมสมัยที่สะท้อนความเป็นอีสานได้อย่างน่าสนใจในทุกมุมของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

ภายในงาน จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม 2567 อีสานเอิ้นหา ได้จัดเตรียมความม่วนซื่นไว้ต้อนรับทุกคนแบบจัดเต็ม ด้วยหลากหลายโซนกิจกรรมที่ตกแต่งอย่างงดงามให้ได้เที่ยวชมกับครอบครัวและเพื่อนฝูง (ทุกกิจกรรมฟรี ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม)

ทุ่งดอกไม้หลากสีที่บานสะพรั่งรับลมหนาว : ไฮไลท์ที่ใครๆก็รอคอยทุกปีคงจะหนีไม่พ้นทุ่งดอกไม้แสนงามที่เบ่งบานพร้อมต้อนรับผู้มาเยือนแบบสุดลูกหูลูกตา ทั้งทุ่งคอสมอสสีสันสดใสและดอกไม้พื้นถิ่นแดนอีสานที่รอทุกคนมาเที่ยวชม พร้อมสูดอากาศเย็นๆ แสนสดชื่นและเก็บภาพสวยๆ ในทุกมุม

“Art on Farm” ศิลปะกลางทุ่ง : งานอาร์ตสุดฮิตที่ทุกคนรอคอยปีนี้พิเศษสุดกับการรวมตัวศิลปินชั้นนำจากไทยและต่างประเทศถึง 19 คน มาสร้างสรรค์ผลงานศิลปะที่ผสมผสานความเป็นอีสานเข้ากับศิลปะร่วมสมัยได้อย่างลงตัว เปลี่ยนทุ่งนาให้เป็นพื้นผ้าใบขนาดใหญ่ให้ทุกคนได้สัมผัสงานศิลป์ที่อินสไปร์มาจากธรรมชาติและเสน่ห์แห่งอีสานมาดูกันว่าศิลปินแต่ละคนจะเสกต้นไม้เป็นประติมากรรมมีชีวิตและแต่งแต้มท้องฟ้าอีสานให้กลายเป็นศิลปะสุดอลังการได้อย่างไร บอกเลยว่าพลาดบ่ได้เด็ดขาด!

เวทีดนตรีม่วนๆ โจ๊ะๆ : เตรียมมาปล่อยใจจอยๆ กับเวทีดนตรีริมทุ่งนา พบกับศิลปินหมอลำชื่อดังที่จะมาสร้างความม่วนซื่นให้ทุกคน ตั้งแต่เวลา 16.00-19.00 น. สัมผัสเสน่ห์แห่งดนตรีอีสานในบรรยากาศริมทุ่งนาสุดชิล ในวันที่ 20 ธันวาคม 2567: โบดำ ลำซิ่ง และเวียงนา นฤมล และวันที่ 21 ธันวาคม 2567 : กู่แคน

นิทรรศการ “ลำโลก” (The World of Molam) : เข้ามาฮู้จักหมอลำให้มากขึ้น! นิทรรศการนี้จะพาเปิดโลกของหมอลำ ดนตรี และการแสดงพื้นบ้านที่เป็นดั่งหัวใจของวัฒนธรรมอีสาน ถือเป็นการอุ่นเครื่องก่อนได้ชมการแสดงสดจากคณะหมอลำชื่อดัง

นิทรรศการ “หมอลำบัส” : อีกหนึ่งไฮไลท์ที่พลาดบ่ได้เพราะหมอลำบัสคันนี้คือความตั้งใจของหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน ที่สร้างสรรค์นิทรรศการเคลื่อนที่ให้เป็นดั่งทูตวัฒนธรรม ชวนทุกคนมาใกล้ชิดกับศิลปะหมอลำมากขึ้นกับรถบัสวินเทจขนาด 32 ที่นั่งที่แปลงโฉมเป็นห้องจัดนิทรรศการ ซึ่งรถคันนี้ถือเป็นตำนานของโรงงานผ้าจิม ทอมป์สัน เพราะเป็นรถบัสที่เคยใช้รับ-ส่งพนักงานของโรงทอผ้ามาก่อน

นิทรรศการข้าว Rice is Life : นิทรรศการนี้จะเปิดโลกข้าวที่ทุกคนคิดว่าคุ้นเคย ชวนรู้จักข้าวไทยถึง 50 สายพันธุ์ เรียนรู้วิธีปลูกข้าวแบบดั้งเดิม และที่สำคัญ คือได้ชิมข้าวหลากหลายชนิดใน Rice Tasting Workshop (ทุกวันหยุดสุดสัปดาห์) นอกจากนี้ ยังมีโรงสีข้าวโบราณให้ได้เห็นกระบวนการสีข้าวแบบวิถีชาวบ้าน และโชว์ไอเดียการแปรรูปข้าวเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่เปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์ ชมนิทรรศการเสร็จแล้วก็สามารถเดินลงทุ่งนาไปชมพันธุ์ข้าวหลากสีในธรรมชาติ และอย่าลืมแวะชมปราสาทรวงข้าวสูง 14 เมตรที่สะท้อนประเพณีอันงดงามของชาวอีสานเพื่อขอบคุณ “ข้าว” สัญลักษณ์แห่งชีวิตและความอุดมสมบูรณ์

Jim Thompson Silk Pavilion : สัมผัสเสน่ห์ของมรดกผ้าไหมไทยชมขั้นตอนการผลิตผ้าไหมของจิม ทอมป์สัน ชวนมาชมวงจรชีวิตของหม่อนไหมตั้งแต่เป็นตัวอ่อนจนกลายเป็นผ้าไหมแสนงดงาม ชมการสาธิตการทอผ้าไหม รวมถึงวิธีการทำผ้ามัดหมี่ และถ้าใครอยากลองทำเอง ก็มีเวิร์กช้อปให้ได้ลงมือปั่นไหม สาวไหม และทอผ้าด้วยตัวเองแต่ใครที่กลัวทำไม่เป็นก็ไม่ต้องกังวลเพราะกลุ่มช่างทอใจดีจากชุมชนจะช่วยสอนให้เอง

นิทรรศการอเมริกันอีสาน (American-Isan Exhibition) : ชวนสัมผัสและทำความเข้าใจกับความลื่นไหลทางวัฒนธรรมเมื่อฝรั่งมาอยู่อีสาน นิทรรศการนี้จะพาย้อนกลับไปในช่วงสงครามเวียดนาม เมื่อทหารอเมริกันมาตั้งฐานทัพในภาคอีสาน จนเกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจ พร้อมเปิดภาพ “งานเอาบุญ“ ของแคมป์ทหารอเมริกันในหมู่บ้านอีสาน ให้พี่น้องมาเบิ่งว่าวัฒนธรรมที่แตกต่างจะหลอมรวมเข้ากันได้อย่างไร

Art Trail “ลานเสี่ยวโฮม” : ชวนลูกชวนหลานมาสนุกกับ “ลานเสี่ยวโฮม” หรือ “ที่รวมเพื่อนรัก” ในภาษากลาง เส้นทางศิลปะแสนสนุกที่จะพาน้องๆ ท่องไปในดินแดนแห่งจินตนาการท่ามกลางทุ่งคอสมอส พบกับเพื่อนๆ ตัวการ์ตูนที่รอต้อนรับผู้มาเยือน โดยเด็กๆ สามารถเล่นสนุกได้ตามจินตนาการกับกิจกรรมที่จะชวนคุย ชวนคิด และชวนชมงานตลอดเส้นทาง นอกจากนี้ ยังสามารถรับฟังเรื่องเล่าของตัวละครแต่ละตัวผ่าน Sound Cloud เพียงสแกน QR Code รับรองว่าจะทำให้การชมศิลปะกับเด็กๆ กลายเป็นการผจญภัยที่สนุกและอบอุ่นใจ

ช้อป ชิม แซ่บนัว : มาเยือนจิม ทอมป์สัน ฟาร์มทั้งทีต้องห้ามพลาดแวะชิมของกินและช้อปของฝาก เพราะนอกจากกิจกรรมและนิทรรศการแล้ว จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ยังเตรียมอาหารแซ่บๆ ไว้ให้ได้ลิ้มลอง ทั้งอาหารอีสานแท้ๆ และอาหารฟิวชั่นที่ผสมความเป็นอีสานเข้ากับความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ส่วนของที่ระลึก ก็มีทั้งสินค้าจากฟาร์ม ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์จิม ทอมป์สัน และของพิเศษที่มีจำหน่ายเฉพาะที่ฟาร์มเท่านั้น ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ซื้อของฝากติดไม้ติดมือกลับบ้าน

เปิดจำหน่ายบัตร Early Bird ในราคาสุดคุ้มแล้วตั้งแต่วันนี้ถึง 6 ธันวาคม 2567 เท่านั้น วันจันทร์-ศุกร์ : เด็กและผู้สูงอายุ 90 บาท/ผู้ใหญ่ 150 บาท วันเสาร์-อาทิตย์ : เด็กและผู้สูงอายุ 90 บาท/ผู้ใหญ่ 200 บาท ซื้อบัตรได้ที่พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน หรือซื้อออนไลน์ผ่าน Ticketmelon https://rebrand.ly/PressReleaseJTF ติดตามรายละเอียดกิจกรรมล่าสุด ที่เพจเฟซบุ๊ก www.facebook.com/JimThompsonFarmTour

ผู้ชายในแบบ‘MOO Bangkok Autumn/Winter 2024’

https://www.naewna.com/lady/838474

ผู้ชายในแบบ‘MOO Bangkok Autumn/Winter 2024’

ผู้ชายในแบบ‘MOO Bangkok Autumn/Winter 2024’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

MOO Bangkok (หมู แบงค็อก) แบรนด์เสื้อผ้าผู้ชายและไลฟ์สไตล์ โดย หมู-พลพัฒน์ อัศวะประภา ดีไซเนอร์และผู้ก่อตั้ง Asava Group เปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุด “MOO Bangkok Autumn/Winter 2024” นำเสนอความเป็นUrban Casual อันเป็นดีเอ็นเอหลักของแบรนด์ พร้อมหยิบเอาบรรยากาศความมีชีวิตชีวาไลฟ์สไตล์ “Countryman” มาถ่ายทอดเป็นเรื่องราวผ่านชุดในคอลเลคชั่น ที่ไม่เพียงแต่จะสะท้อนตัวตนผู้ชายในแบบของ MOO แต่ยังตอบโจทย์ทุกกิจกรรมที่แตกต่างกันในแต่ละบทบาท ได้แก่ Gardeners Workwear, Boy Scout และ Cowboy Western บนโครงชุดที่ปรับให้มีความร่วมสมัย ตลอดจนการเพิ่มลูกเล่นและดีเทลเฉพาะตัวบนเสื้อผ้าที่ผสมผสานกลิ่นอายความเป็น Preppy, Vintage และ Uniform เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว 

คอลเลคชั่นนี้เลือกตีความในแง่มุมที่ต่างจากเดิม สื่อให้เห็นถึงการต่อยอดของแบรนด์ที่นำเสนอรายละเอียดใหม่ๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์เฉพาะตัวผ่านโครงเสื้อที่สามารถไป Mix & Match ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแจ๊กเกต (Bill Jacket) ตัดแต่งด้วยเทคนิค Block Screen จับคู่กับกางเกงทรงขากระบอกตรง (Two Tone Straight Leg Pants) ที่ตัดต่อชิ้นแต่งดีเทล Double Knee ให้โททัลลุคที่ผสมผสานความเป็น Gardener และ Workwear ไว้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ ยังมีเสื้อเชิ้ต (Classic Shirt) ตกแต่งด้วยกระเป๋าหน้าสไตล์ Cowboy Western เสื้อโปโลปกปีกกว้าง (Jersey Polo Shirt) และเสื้อยืดสกรีนโลโก้สำหรับวันสบายๆ (Cotton Comb T-Shirt) รวมถึงไฮไลท์ไอเทมอย่าง เสื้อแจ๊กเกตทรงบ๊อกซี่ (Boxy Jacket) เข้าชุดคู่กับกางเกงคาร์โก้ (Cargo Pants) ที่โดดเด่นด้วยดีเทลแบบ Boy Scouts เช่น สัญลักษณ์ Label ลายพิเศษที่จะมีให้เห็นเฉพาะคอลเลคชั่นนี้ การปักอาร์มลูกเสือ และเสื้อแจ๊กเกต(Tartan Jacket) ปักเดินเส้นคำว่า “MOO Explorers Club”สื่อถึงการออกเดินทางครั้งใหม่อย่างมีสไตล์ในแบบของตนเอง

ส่งท้ายช่วงปลายปีด้วยการครีเอทลุคแบบหมูๆ ผ่านเทคนิคที่ถูกสอดแทรกอยู่ในแต่ละไอเทม เช่น การมัดย้อมผ้า (Tie Dye Fabric) ที่จะช่วยเพิ่มความสนุกให้กับคนที่อยากลดเลเยอร์เสื้อผ้าให้ดูคล่องแคล่วยิ่งขึ้น การสร้างเรื่องราวผ่านลายผ้าที่มีความโดดเด่นโดยเลือกใช้พาเลทสีสดใส เช่น สีเขียว (Vivid Green) สีส้มอิฐ (Brick Orange) สีเหลือง (Pale Yellow) และสีฟ้าอ่อน (Light Blue) ควบคู่ไปกับการปรับเฉดสีเพื่อเพิ่มมิติในรูปแบบ Tone on Tone ให้สอดคล้องไปในโทนเดียวกัน สำหรับให้นำไปสไตล์ลิ่งกับเบสิกไอเทมได้ตามใจชอบ

ช้อปคอลเลคชั่น MOO Bangkok Autumn/Winter 2024 ได้แล้วที่ MOO Bangkok Flagship Store ชั้น 1 โซน Comma And ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ และชั้น 2
โซนดีพาร์ทเมนท์สโตร์ (แผนกเสื้อผ้าบุรุษ) ศูนย์การค้าสยามพารากอน และช่องทางออนไลน์ที่ Website : www.moobangkok.com, Line Official : @moobangkok, Line Shopping : https://shop.line.me/@moobangkok, Lazada: https://www.lazada.co.th/shop/moobangkok และ Central Online: https://www.central.co.th/th/moo

นมตรามะลิและองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยร่วมลงนาม MOU ดึง‘น้องหมูเด้ง’ระดมทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์

https://www.naewna.com/lady/838475

นมตรามะลิและองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยร่วมลงนาม MOU  ดึง‘น้องหมูเด้ง’ระดมทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์

นมตรามะลิและองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยร่วมลงนาม MOU ดึง‘น้องหมูเด้ง’ระดมทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นมตรามะลิ และองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ร่วมลงนาม MOU ระดมทุนช่วยผู้ประสบอุทกภัย และดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์โดยดึง “น้องหมูเด้ง” เป็นสัญลักษณ์ พร้อมทั้งสนับสนุนการสร้างบ้านให้กับสัตว์เกษียณ ภายใต้โครงการ “น้องหมูเด้งสร้างบ้านให้คุณยายมะลิ” ฮิปโปที่มีอายุยืนที่สุดในประเทศไทย

บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด เจ้าของแบรนด์ “นมตรามะลิ” ผลิตภัณฑ์นมข้นหวานยอดขายอันดับ 1 ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน (MOU) กับ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในโครงการ “หมูเด้ง” ชวนช่วยผู้ประสบอุทกภัยและดูแลสวัสดิภาพเพื่อนสัตว์ เพื่อสนับสนุนในการดูแลชีวิตและสวัสดิภาพของสัตว์ป่านานาชนิด อีกทั้งร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยที่เกิดขึ้นในจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือ ที่ได้รับผลกระทบทำให้ทรัพย์สิน รวมทั้งสัตว์เลี้ยงได้รับความเสียหายทั้งนี้ องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และนมตรามะลิ ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อน และมุ่งมั่นที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนสังคมไทย ทั้งในด้านการดูแลสัตว์และการช่วยเหลือประชาชนในยามเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติต่างๆเพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยเร็ว

นอกจากนี้ นมตรามะลิ ยังได้มอบเงินสนับสนุนให้กับโครงการอุปถัมภ์สัตว์ป่าสวนสัตว์เปิดเขาเขียว ในการสร้างบ้านให้ “แม่มะลิ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนเพื่อปรับปรุงพื้นที่เลี้ยงฮิปโปโปเตมัส “แม่มะลิ” ให้เหมาะสม เนื่องจากแม่มะลิเป็นฮิปโปโปเตมัสที่อายุยืนที่สุดในประเทศไทย ซึ่งในปี 2568 จะมีอายุครบ 60 ปี และนอกจากปรับปรุงพื้นที่เลี้ยงสัตว์แล้ว ยังเพิ่มพื้นที่การเรียนรู้เกี่ยวกับฮิปโปโปเตมัสในธรรมชาติและประวัติของแม่มะลิให้กับนักท่องเที่ยวที่สนใจ ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอีกด้วย

พิมพ์ จารุเศรนี กรรมการผู้จัดการ บริษัท อุตสาหกรรมนมไทย จำกัด (นมตรามะลิ) กล่าวว่าเนื่องจากบริษัทฯตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างพัฒนาการ การส่งเสริมความรู้ในเด็ก รวมถึงความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ที่จะช่วยส่งเสริมศักยภาพในเด็กให้ดียิ่งขึ้น ประกอบกับลูกฮิปโปโปเตมัสแคระ “หมูเด้ง” มีพฤติกรรมน่ารักจนเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนทั่วโลก ทำให้ประชาชนหลั่งไหลมาเที่ยวสวนสัตว์เปิดเขาเขียวเป็นจำนวนมาก นมตรามะลิจึงเห็นว่าการใช้ภาพลักษณ์ของหมูเด้งมาช่วยโน้มนำให้แฟนคลับ คนรักหมูเด้งมาร่วมสมทบทุน และร่วมกิจกรรมในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของแม่มะลิ น่าจะเป็นประโยชน์กับสวนสัตว์เปิดเขาเขียวและองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยมากขึ้น ทางนมตรามะลิจึงได้จัดตั้งโครงการ “น้องหมูเด้งสร้างบ้านให้คุณยายมะลิ” และมอบเงินให้กับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จำนวนรวมทั้งสิ้น 300,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้สวนสัตว์เปิดเขาเขียวได้ปรับปรุงที่อยู่อาศัยของแม่มะลิให้มีสภาพแวดล้อมที่ดียิ่งขึ้น ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ที่เด็กๆ สามารถหาความรู้ได้ และยังเป็นแหล่งทำกิจกรรมร่วมกันที่ดีภายในครอบครัวอีกด้วย

“นมตรามะลิจะจัดทำ Mascot และผลิต Merchandise รูปแบบต่างๆ รวมถึงผลิตภัณฑ์ของบริษัทในเวอร์ชั่นพิเศษ ที่มีน้องหมูเด้งอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ให้เหล่าแฟนคลับได้ร่วมในกิจกรรมและมีส่วนร่วมในโครงการเหล่านี้ ทางบริษัทหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการได้ดำเนินกิจกรรมร่วมกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย และสวนสัตว์เปิดเขาเขียว จะช่วยส่งเสริมสวัสดิภาพสัตว์ในสวนสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะ “แม่มะลิ”ที่เคยเป็นขวัญใจของประชาชนเหมือนกับ “นมตรามะลิ”ที่อยู่คู่ครัวของคนไทยมากว่า 60 ปี”

3 เยาวชนคว้ารางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024) สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ใน ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

https://www.naewna.com/lady/838438

3 เยาวชนคว้ารางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)  สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ใน ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

3 เยาวชนคว้ารางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024) สานต่อแนวพระดำริ ‘ผ้าไทยใส่ให้สนุก’ ใน ‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

3 เยาวชนรุ่นใหม่จาก 3 ภูมิภาค สร้างสรรค์ผลงานตรงโจทย์ ตรงใจกรรมการ คว้ารางวัลจากกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024) ระดับประเทศ ที่
กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชน จัดขึ้นตามโครงการพัฒนาศักยภาพเยาวชนด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรม หัตถศิลป์ สู่การเป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่เพื่อบ่มเพาะทักษะและเสริมสร้างประสบการณ์ให้กับเยาวชน ทั้งยังพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ที่จะสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรมให้เป็นไปตามแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

สำหรับกิจกรรมประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024) ระดับประเทศ ประกอบด้วยการจัดอบรมให้ความรู้กับเยาวชน รุ่นใหม่อายุระหว่าง 13-25 ปี ที่มีความสนใจในการศึกษาเรียนรู้ และมุ่งมั่น สืบสานภูมิปัญญาผ้าไทยและพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาด้านผ้าไทยและงานหัตถกรรมในพื้นที่ 4 ภูมิภาค จำนวน 101 ราย/ชิ้นงานและมีเยาวชนที่ผ่านการคัดเลือกผลงานการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เข้าสู่การประกวดฯ ระดับประเทศ จำนวน 24 ราย/ชิ้นงาน

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมการประกวดรอบชิงชนะเลิศ ระดับประเทศ และพิธีมอบรางวัล ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องแอมเบอร์ 2-3 อาคารศูนย์แสดงสินค้า อิมแพ็ค เมืองทองธานี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย มอบหมายให้ นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชนโดยมี นายไพโรจน์ โสภาพร ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของโครงการฯ รวมทั้งที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผู้เชี่ยวชาญและทรงคุณวุฒิ จากหลากหลายสาขาวิชาชีพเข้าร่วมงาน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าไทย นักออกแบบ ดีไซเนอร์ผ้าไทยที่มีชื่อเสียง ผู้เชี่ยวชาญด้านการสร้างแบรนด์และการตลาดมาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน

หลังจากผ่านกระบวนการคัดเลือกและให้ความรู้อย่างเข้มข้น เพื่อนำเสนอชิ้นงานต่อหน้าคณะกรรมการ ผู้ที่คว้ารางวัลชนะเลิศ คือ นายวรายุทธ สมปาน จากจังหวัดนครพนม เจ้าของผลงานผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าจากเส้นใยขวดน้ำพลาสติก รองชนะเลิศอันดับ 1 คือ นางสาววาสนา ประชุมทอง สาวใต้จากจังหวัดสตูล เจ้าของผลงานกระเป๋าไหมพรมที่ได้แรงบันดาลใจหม้อข้าวหม้อแกงลิง และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 คือ นายธนัชชา ทองเหมาะ หนุ่มเหนือจากจังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าของผลงานผ้าไทหล่มที่มีนำเทคนิคการทอของภาคเหนือมาผสมผสาน

หนุ่มอีสานมุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งทอที่ดีต่อโลก ดีต่อชุมชน

นายวรายุทธ สมปาน จากศูนย์ออกแบบและสร้างสรรค์ผ้าและสิ่งทอFTCDC เล่าถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีโจทย์ชัดเจนว่า ต้องการออกแบบสิ่งทอเหลือใช้ด้วยพลาสติกจากในชุมชน เพราะตนเองเป็นแกนนำในการกำจัดของเสียในชุมชน ซึ่งพบว่ามีขยะขวดน้ำพลาสติกอยู่จำนวนมาก แต่ที่ผ่านมาปลายทางของการแก้ปัญหาขวดน้ำพลาสติกมักจบลงที่การเก็บไปชั่งกิโลเพื่อขายต่อตนจึงอยากต่อยอดความรู้ด้านนวัตกรรมUpcycling ในการแปลงร่างขวดพลาสติกใสPET ให้เป็นเส้นใย เพื่อทดแทนการใช้ฝ้ายในการนำมาทอผ้า โดยเฉลี่ยแล้ว ขวดน้ำพลาสติกประมาณ 19-25 ขวด จะสามารถUpcycling เป็นเส้นใยได้ประมาณ1 กิโลกรัม สามารถทอผ้าได้ประมาณ6 เมตร สำหรับผลงานชิ้นนี้ ได้ใช้เส้นใยที่มาจากการ Upcycling ประมาณ 20 เมตร

นายวรายุทธ ยังเล่าถึงความน่าสนใจของเส้นใยที่ได้ว่า นอกจากจะได้ช่วยโลกลดของเสีย ลดต้นทุนในการผลิตไม่ต้องใช้ฝ้าย และตัดเย็บแบบให้เหลือเศษผ้าน้อยที่สุด หรือหากให้จำเป็นต้องเหลือก็นำมาใช้กุ๊นเพื่อตกแต่งเป็นลวดลายบนผ้าเพื่อดูมีมิติ ส่วนเส้นใยที่ได้ยังสามารถนำไปย้อมสีด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คือการย้อมสีโดยไม่ใช้น้ำ แต่ใช้วิธีฉีดสีลงไปที่เส้นด้ายแทน

“ผมเลือกใช้สี Reactive ซึ่งเป็นสีธรรมชาติ ในการย้อมเส้นใยก่อนจะนำไปทอเป็นผืนผ้า นำปรากฏการณ์ออโรรา(Aurora) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์การเกิดแนวแสงสว่างสีต่างๆ บนท้องฟ้ายามค่ำคืนมาเป็นแรงบันดาลใจ โดยสร้างสรรค์ชิ้นงานให้ออกเป็นโทนสีเขียว น้ำเงิน ขณะเดียวกันยังไม่ทิ้งกลิ่นอายความเป็นลูกหลานชาวอีสาน ด้วยการออกแบบลวดลายผ้า ให้เหมือนหนอนชาเขียว

การได้มาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ตอนแรกผมไม่ได้ตั้งความหวังไปไกลถึงขั้นว่าจะได้รางวัลด้วยซ้ำ แต่เห็นว่ากิจกรรมนี้มีผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขามาให้ความรู้นอกเหนือจากเรื่องการออกแบบ ยังมีความรู้เรื่องการตลาด เทรนด์ต่างๆรวมถึงการพิชิตใจผู้บริโภค ทำให้ได้ความรู้ดีๆ นำไปปรับใช้เพื่อสานฝันที่อยากจะสร้างแบรนด์ ที่นำภูมิปัญญาของท้องถิ่นมาผสานกับการนำนวัตกรรมที่นำไปสู่ความยั่งยืนให้ไปไกลในระดับสากล”

กระเป๋าถัก แรงบันดาลใจจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงของแม่

มาถึงสาวใต้ นางสาววาสนา ประชุมทอง นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เจ้าของผลงานกระเป๋าถัก ที่ได้แรงบันดาลใจจากต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่คุณแม่ซึ่งมีอาชีพกรีดยางชื่นชอบในรูปร่างที่แปลกตาถึงขนาดเก็บมาเป็นของประดับบ้าน และยังชอบทำขนมหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้รับประทาน จนทำให้เจ้าตัว รู้สึกคุ้นตาและคุ้นเคยกับต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงมาตั้งแต่เด็ก เมื่อได้รับคำแนะนำจากอาจารย์ให้มาร่วมกิจกรรมนี้ จึงตัดสินใจสร้างสรรค์ผลงานกระเป๋าถัก โดยใช้รูปทรงของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และไม่มีต้นแบบที่ไหน อาศัยลองผิดลองถูก แถมยังเพิ่มกิมมิกให้ชิ้นงานมีความโดดเด่นด้วยการใช้เทคนิคไหมปักไหม และการใช้สีของไหม เพื่อสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าทางใต้ ที่มีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงอยู่มาก เช่น สีเขียว เป็นตัวแทนของพืชที่กำลังเติบโต สีน้ำตาลเป็นตัวแทนของดิน และสีฟ้าเป็นตัวแทนของน้ำ เป็นต้น

“จุดเด่นของผลงานนี้ คือ ความแปลกคิดนอกกรอบ กว่าจะออกมาเป็นชิ้นงานทั้งแกะทั้งรื้ออยู่หลายรอบ เพราะเราทำตามจินตนาการ ไม่ได้มีแพทเทิร์นให้ทำตาม ซึ่งในอนาคต คิดว่า อยากจะต่อยอด ด้วยการลองนำวัสดุใหม่ๆ ที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น เชือกกล้วยมาย้อมสีแล้วถักดู น่าจะเพิ่มความสนใจให้มากขึ้น”

สำหรับความประทับใจในการมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ นางสาววาสนา กล่าวว่า การได้รางวัลเป็นสิ่งที่เกินคาด แต่สิ่งที่คุ้มค่า คือ ความรู้และประสบการณ์โดยเฉพาะในเรื่องการทำตลาด การสร้างแบรนด์ ที่ประทับใจที่สุด คือ การได้เห็นว่าคณะกรรมการทุกท่านพร้อมเปิดกว้าง และยอมรับไอเดียใหม่ๆ

“ตอนที่ทำชิ้นงาน เรายังแอบคิดว่าด้วยรูปทรงที่แปลกประหลาด กรรมการจะชอบไหม แต่กลายเป็นว่ากรรมการทุกท่านพร้อมเปิดรับ และยังให้คำแนะนำดีๆไปต่อยอด ซึ่งเป็นกำลังใจที่ดีมากๆ และคิดว่า อยากจะกลับไปทำผลงาน เพื่อนำลองขายที่ศูนย์ OTOP นอกจากนี้อยากฝากบอกไปถึงคนที่อาจจะอยากสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ยังกล้าๆ กลัวๆ หรือไม่มั่นใจว่า ให้ก้าวออกจากคอมฟอร์ทโซน กล้าที่จะนำเสนอความเป็นตัวเอง และทำออกมาให้ดีที่สุด ไม่จำเป็นต้องกั๊กเพราะบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าแปลกประหลาดอาจจะมีคนที่ชื่นชอบก็ได้”

ผ้าทอชาติพันธุ์ กับการผสมผสานที่กลมกล่อม

ปิดท้ายด้วย นายธนัชชา ทองเหมาะ จากเฮือนธนัชชาจังหวัดเพชรบูรณ์ ตัวแทนหนึ่งเดียวจากภาคเหนือ ที่เลือกนำผ้าแพรไส้ปลาไหล ผ้าทอพื้นเมืองไทหล่ม ที่มีเอกลักษณ์มีเส้นยืนหลายสีๆ คล้ายกับผ้าขาวม้า มาเพิ่มความน่าสนใจด้วยการใช้เส้นพุ่งที่มาพร้อมเทคนิคเกาะล้วง ที่เป็นการปักผ้าให้เรียบเนียนไปกับผืนผ้า แต่มีลวดลายซ่อนอยู่ โดยเสน่ห์ของผลงานชิ้นนี้ คือ การเล่นกับการจับคู่สีสันกว่า 20 เฉด เพื่อรังสรรค์เป็นผ้าคลุมไหล่ฉีกกรอบของผ้าทอพื้นเมืองไทหล่มแบบเดิมที่เป็นสีโทนหม่น

“ผมเลือกใช้สีจาก “Thai Textiles Trend Book Spring/Summer 2025” ตามแนวพระดำริใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา โดยเลือกใช้โทนสี Warm Embrace : โอบอ้อมอบอุ่น เป็นสีพาสเทล ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากดอกไฮเดรนเยียร์โดยตั้งใจใช้ความงดงามของเฉดสีที่หลากหลาย ที่สื่อได้หลายอารมณ์ เพื่อสร้างความน่าสนใจ และสะท้อนถึงความหลากหลายของผู้คนในสังคม”

นายธนัชชา บอกเล่าถึงความประทับใจในการเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ว่า เหมือนเป็นการพาตัวเองออกจากกรอบเดิมๆ มาเรียนรู้และอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ เพื่อก้าวไปให้ทันกับกระแสโลก โดยถือคติ เรียนรู้และต่อยอด คือ ของดั้งเดิมก็ยังไม่ทิ้ง แต่ทำใหม่ เพื่อให้ก้าวทันโลก

“ผมคิดว่า กิจกรรมในครั้งนี้ แตกต่างจากการประกวดอื่นๆ ตรงที่เป็นการรวมตัวของคนรุ่นใหม่ ในการมาสร้างสรรค์ไอเดียทำชิ้นงานคราฟท์เพื่อให้ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่จริงๆ ซึ่งการได้มาร่วมกิจกรรมทำให้ได้ความรู้ และไอเดียดีๆ มากมายกลับไปใช้อย่างเรื่องของการใช้สี ที่ผ่านมา ในฐานะประธานกลุ่มทอผ้าเฮือนธนัชชา ได้มีการปรับเปลี่ยนโทนสีเพื่อให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีการใช้สีจากธรรมชาติในการย้อมอนาคตอยากจะพัฒนากระบวนการให้เป็น Zero Waste มากขึ้น”

กับความท้าทายในการต่อยอดภูมิปัญญาไทยไปสู่เวทีโลก นายธนัชชา มองว่าสิ่งที่ยากที่สุดคือ การสร้างแบรนด์สินค้าให้เป็นที่รู้จัก “ผมเชื่อว่า คนที่มองหางานคราฟท์มีอยู่มากมาย แต่จะทำอย่างไรให้แบรนด์ของเราเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งต้องย้อนกลับมาที่การสร้างแบรนด์ ซึ่งผมมองว่า หนึ่งในวิธีการง่ายๆ คือ การพาตัวเอง (แบรนด์) ออกมาเรียนรู้อัปเดตเทรนด์เทคนิคใหม่ๆ เพื่อนำกลับไปปรับใช้ หรือ การมาร่วมกิจกรรมดีๆ แบบนี้นอกจากจะได้ทักษะและประสบการณ์ ยังเป็นการโชว์ศักยภาพให้คนภายนอกได้รู้จักและเห็นฝีมือของเรา เพราะสุดท้ายแล้วผมเชื่อว่า ผลงานคราฟท์ของคนไทยทำออกมาแล้วขายได้แน่นอน เพียงแต่ต้องหากลุ่มลูกค้าที่ชอบให้เจอ” นายธนัชชากล่าวทิ้งท้าย

ผลงานของ วรายุทธ สมปาน

ผลงานของ วรายุทธ สมปาน

กระเป๋าถักของ วาสนา ประชุมทอง

กระเป๋าถักของ วาสนา ประชุมทอง

บรรยากาศพิธีมอบรางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

บรรยากาศพิธีมอบรางวัลสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

ผู้เข้าประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

ผู้เข้าประกวดสุดยอดผู้ประกอบการรุ่นใหม่ (New Gen 2024)

ดานอนสนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองความเสี่ยง ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

https://www.naewna.com/lady/838424

ดานอนสนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองความเสี่ยง  ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

ดานอนสนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองความเสี่ยง ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

บริษัท ดานอน สเปเชียลไลซ์ นิวทริชั่น (ประเทศไทย) จำกัด สนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือ Iron Deficiency Anaemia (IDA) ให้แก่สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร โดยดานอน ประเทศไทยมีเป้าหมายให้เกิดการคัดกรองภาวะดังกล่าวแก่เด็กๆ โดยไม่ต้องเจาะเลือด โดยถือเป็นก้าวที่สำคัญเพื่อให้มีการตรวจพบแต่เนิ่นๆ และป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพและพัฒนาการสมองในระยะยาว

การสนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิสัยทัศน์ของดานอนที่ว่า “สุขภาพของผู้คนและสภาวะของโลกเชื่อมโยงถึงกันและกัน” ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการมีส่วนร่วมพัฒนาสาธารณสุขผ่านความร่วมมือในโครงการต่างๆ จากการรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเด็กๆ อายุระหว่าง 6-59 เดือน ในประเทศไทยถึง 24.9% ได้รับผลกระทบจากภาวะโลหิตจาง ซึ่งทำให้เกิดความเสี่ยงที่รุนแรงต่อสุขภาพและ ดานอนจึงต้องการเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญของการตรวจหาภาวะดังกล่าวแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สามารถให้การรักษาได้ทันท่วงทีก่อนภาวะนี้จะส่งผลกระทบในระยะยาว

เพื่อสนับสนุนความตั้งใจนี้ดานอน ประเทศไทย จึงสนับสนุนเครื่องมือเพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเพื่อการตรวจสุขภาพสำหรับเด็กๆ 3,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สะท้อนให้เห็นอัตราการเกิดของเด็กๆ ในกรุงเทพมหานครที่เพิ่มขึ้นจาก 82,169 คน ในปี 2565 เป็น 85,582 คน ในปี 2566 โดยการสนับสนุนเครื่องมือดังกล่าว ดานอนคาดหวังว่าจะได้มีส่วนร่วมในการสร้างสุขภาพและสุขภาวะที่ดีขึ้นสำหรับเด็กๆ ในประเทศไทย เพื่อให้พวกเขามีสุขภาพที่ดีขึ้นในอนาคต

Danish Rahman General Manager จาก Danone Southeast Asia กล่าวว่า “ดานอนมีความมุ่งมั่นในการสร้างความตระหนักรู้และเพิ่มโอกาสการคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กให้แพร่หลายยิ่งขึ้น เราจึงขอสนับสนุนเครื่องมือเพื่อการคัดกรองโดยไม่ต้องเจาะเลือดนี้ให้แก่กรุงเทพมหานคร โดยหวังว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการร่วมสนับสนุนให้เด็กๆ ได้รับการตรวจคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กเพื่อป้องกันผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาวด้วยการรักษาอย่างทันท่วงที และความร่วมมือกับกรุงเทพมหานครนี้ก็เป็นก้าวสำคัญที่เน้นย้ำวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของดานอนในการร่วมพัฒนาสุขภาพและโภชนาการให้แก่เด็กๆทั่วประเทศไทย ดังเช่นที่ดานอนทั่วโลกผลักดันวาระด้านสุขภาพมาตลอด”

แพทย์หญิงดวงพร ปิณจีเสคิกุล รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร กล่าว “สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร มีความยินดีที่ได้ร่วมมือกับดานอน ประเทศไทย เพื่อให้เกิดการคัดกรองภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กนี้ การตรวจสุขภาพโดยเฉพาะสำหรับเด็กๆ เป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้สามารถตรวจพบภาวะเสี่ยงเพื่อการป้องกันได้ทันท่วงที เครื่องมือเพื่อคัดกรองความเสี่ยงภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กแบบไม่ต้องเจาะเลือดที่เราได้รับการสนับสนุนนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการตรวจสุขภาพของทางสำนักอนามัย ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายเพื่อสุขภาพของเด็กทั่วกรุงเทพมหานคร”  

นอกจากการสนับสนุนเครื่องมือในครั้งนี้ ดานอน ประเทศไทย จะยังคงมุ่งมั่นเพื่อสนับสนุนวาระด้านสาธารณสุขและพร้อมร่วมมือกับบุคลากรด้านสุขภาพ นักวิจัย และชุมชนเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในด้านสุขภาพและโภชนาการต่อไป

มาสเตอร์คลาสกับศิลปินนักแสดงระดับโลกและการแสดงรอบพิเศษสำหรับเยาวชน ส่วนหนึ่งของ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26

https://www.naewna.com/lady/838440

มาสเตอร์คลาสกับศิลปินนักแสดงระดับโลกและการแสดงรอบพิเศษสำหรับเยาวชน  ส่วนหนึ่งของ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26

มาสเตอร์คลาสกับศิลปินนักแสดงระดับโลกและการแสดงรอบพิเศษสำหรับเยาวชน ส่วนหนึ่งของ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

หลังจากเปิดประสบการณ์การรับชมการแสดงระดับโลกที่อยากให้ทุกคนได้มีโอกาสสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต กับ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26
(Bangkok’s 26th International Festival of Dance & Music) ตลอด 6 สัปดาห์เต็ม กับ 18 รอบการแสดง ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ท่ามกลางบรรยากาศครบรส อบอวลไปด้วยความสุข รอยยิ้ม ความรื่นรมย์ ตื่นตา และทรงพลัง นอกจากนี้ ทางมหกรรมฯ ยังมีจุดมุ่งหมายที่จะเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เข้าถึงโลกแห่งศิลปะการแสดง การเต้น และ ดนตรี ผ่าน โครงการเพื่อเยาวชน หรือ Student Outreach Program พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านศิลปะการแสดงและดนตรีสำหรับเยาวชนในประเทศไทย ผ่านการแสดงรอบพิเศษ มาสเตอร์คลาส เวิร์กช็อป โอกาสในการแสดงบนเวทีร่วมกับศิลปินระดับโลก และกิจกรรมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ราซีน่าร์ อูเบรอย บาจาจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล คัลเจอรัล โปรโมชั่น จำกัด กล่าวว่า “โครงการเพื่อเยาวชน หรือ Student Outreach Program จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2565 เป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชน นักเรียน ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เข้าถึงโลกแห่งศิลปะการแสดง การเต้นและดนตรีระดับโลกโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ซึ่งปีนี้ประกอบไปด้วย “การแสดงรอบพิเศษ” สวอนเลค ออน ไอซ์ โดย คณะ ดิ อิมพีเรียล ไอซ์ สตาร์ส และ เดอะ นัทแครกเกอร์ โดย คณะโตเกียว ซิตี้ บัลเลต์ เปิดโอกาสให้เยาวชนจาก 30 โรงเรียน กว่า 1,200 คนทั่วประเทศ เยาวชนผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ เด็กและเยาวชนจากศูนย์ฝึกและอบรมฯ และสถานพินิจฯ ในสังกัดกรมพินิจฯ รับชมการแสดงบัลเลต์ครั้งแรกในชีวิต “มาสเตอร์คลาส และเวิร์กช็อป”กับศิลปินนักแสดงระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นแดนซ์ เวิร์กช็อป โดย มาสเตอร์โค้ช จากคณะบอลชอยบัลเลต์ กรุงมอสโก คณะบัลเลต์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลกยาวนานกว่า 250 ปี และคณะมาลองแด็ง บัลเลต์ บิอาริซ คณะบัลเลต์ชั้นนำจากประเทศฝรั่งเศส มาสเตอร์คลาสการเต้นร่วมสมัย โดย คณะ พอล เทย์เลอร์ แดนซ์ คอมพานี จากสหรัฐอเมริกา ไวโอลิน มาสเตอร์คลาส โดยนักไวโอลิน และโซโลอิส จากวง สเตท ซิมโฟนี ออร์เคสตรา ออฟ อุซเบกิสถาน จาก อุซเบกิสถาน วงออร์เคสตราเพชรน้ำหนึ่งของเอเชียกลางมาสเตอร์คลาสสเก็ตน้ำแข็ง โดยศิลปินจากคณะ ดิ อิมพีเรียล ไอซ์ สตาร์ส จากสหราชอาณาจักร ที่ลานไอซ์สเก็ต IWIS และมาสเตอร์คลาสร้องเพลงคลาสสิก โดยศิลปินจากโอเปราเรื่องทูรันโดต์ โดย คณะ ไชน่า เนชันแนล โอเปรา เฮาส์สาธารณรัฐประชาชนจีน”

โครงการเพื่อเยาวชนปี 2024 ได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล เพื่อมอบโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ใช้ศิลปะในการเปิดโลกทัศน์ ยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้านศิลปะการแสดงและดนตรีสำหรับเยาวชนในประเทศไทย พร้อมหล่อหลอมความเข้าใจในด้านดนตรี การเต้นรำ การละคร และศิลปะ จากหลากหลายวัฒนธรรม หลากหลายประเทศ และมอบโอกาสพิเศษในการสัมผัสประสบการณ์การรับชมการแสดงระดับโลกแก่ผู้ด้อยโอกาสและผู้พิการในรอบการแสดงพิเศษ ทั้งการสนับสนุนรถรับ-ส่งสำหรับนักเรียนจากหลายสถาบัน โดย คุณปริม จิตจรุงพร และการสนับสนุนอาหารว่างแก่นักเรียนนักศึกษาและเด็กด้อยโอกาส โดย คุณชยธร แต้ไพสิฐพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่ กลุ่มงานกลยุทธ์และนวัตกรรม บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) ทั้งนี้ มหกรรมศิลปะการแสดงและดนตรีนานาชาติกรุงเทพฯ ครั้งที่ 26 ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็น บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน), ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน), บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน), บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน), บริษัท สิงห์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด, บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน), โรงแรมสวิสโซเทล กรุงเทพ รัชดา, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน), บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน), การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กระทรวงวัฒนธรรม ติดตามความเคลื่อนไหว และการแสดงสุดยิ่งใหญ่ระดับโลกในปี 2568 ได้ที่ เฟซบุ๊ก: Bangkok’s International Festival of Dance & Music หรือ www.bangkokfestivals.com

พันธุ์ไทย คอลแลป ศิลปินรุ่นใหม่ ครีเอท รถฟู้ดทรัค เป็นงานอาร์ตสุดปัง

https://www.naewna.com/lady/838461

พันธุ์ไทย คอลแลป ศิลปินรุ่นใหม่  ครีเอท รถฟู้ดทรัค เป็นงานอาร์ตสุดปัง

พันธุ์ไทย คอลแลป ศิลปินรุ่นใหม่ ครีเอท รถฟู้ดทรัค เป็นงานอาร์ตสุดปัง

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กาแฟพันธุ์ไทย จับมือศิลปินไทย อัง-วิพุธ อัศวเวทวุฒิ หรือ Viput A. คนรุ่นใหม่ผู้เชื่อมั่นในการถ่ายทอดพลังบวกผ่านงานศิลปะชูอัตลักษณ์ไทยร่วมสมัยสู่งานดีไซน์บน “รถฟู้ดทรัคพันธุ์ไทย” ตอกย้ำ DNA แบรนด์ไทยที่เปิดกว้างทุกความคิดสร้างสรรค์ ในคอนเซ็ปต์ “เอกลักษณ์ไทย 4 ภาค” ด้วยสีสันและลายเส้นเฉพาะตัว ผสานแนวคิดที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความสุขสู่การออกแบบงานศิลปะไทยร่วมสมัยสะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมอันโดดเด่นจาก 4 ภาคของประเทศไทยจัดแสดงเป็นครั้งแรกในงาน MotoGP รายการPT Grand Prix of Thailand 2024 สุดยิ่งใหญ่ ถ่ายทอดสู่สายตาผู้ชมมากกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก

สุขวสา ภูชัชวนิชกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กาแฟพันธุ์ไทย จำกัด กล่าวว่า “หนึ่งในรูปแบบการให้บริการของกาแฟพันธุ์ไทยคือโมเดล รถฟู้ดทรัคที่สามารถขยายโอกาสการมองเห็นและส่งมอบประสบการณ์ให้ลูกค้าได้ลองชิมเครื่องดื่มได้มากขึ้น โมเดลรถฟู้ดทรัคจึงตอบโจทย์ทั้งด้าน Mobility,Accessibility และ Visibility ที่สามารถเคลื่อนย้ายไปจอดในสถานที่ต่างๆ ได้อย่างคล่องตัวได้ทดลองสำรวจความต้องการลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ ก่อนเปิดสาขาในโมเดลต่างๆ ต่อไป รวมถึงสามารถเคลื่อนที่ไปเข้าร่วมงานอีเว้นท์ได้สะดวกสบายมากขึ้นนอกจากนี้ ยังเป็นการประชาสัมพันธ์แบรนด์ สร้างการรับรู้ การจดจำได้เห็นแบรนด์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการได้ร่วมงานกับศิลปินไทยคนรุ่นใหม่ที่เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์อย่าง Viput A. ยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ให้เข้าถึงคนรุ่นใหม่ พร้อมช่วยขยายฐานไปยังกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น”

ด้าน อัง-วิพุธ อัศวเวทวุฒิ หรือ Viput A. กล่าวถึงความประทับใจที่ได้ร่วมงานกับพันธุ์ไทยว่า “เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและสร้างสรรค์มากครับ การได้ถ่ายทอดเอกลักษณ์และความเข้มข้นของกาแฟพันธุ์ไทยผ่านงานภาพประกอบทำให้ผมรู้สึกสนุกและท้าทายมาก ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในแบรนด์ที่เติบโตจากรากฐานของความเป็นไทย และส่งต่อความหลงใหลนี้ไปยังลูกค้าทุกคน ตั้งใจให้รถฟู้ดทรัคทั้ง 4 คัน เป็นเหมือนงานศิลปะเคลื่อนที่ นำองค์ประกอบต่างๆ ความโดดเด่นของเอกลักษณ์ไทยทั้ง4 ภาค มาปรับให้เข้ากับบริบทสมัยใหม่ ด้วยคีย์เวิร์ด Artistic | Youthful | Regions เพื่อถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ของกาแฟพันธุ์ไทยผ่านเรื่องราววิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ต่างๆ ทั้งสายหมอกยามเช้าบนดอยสูงของภาคเหนือ พร้อมกับบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสดชื่นของต้นกาแฟในภูเขา, ภาพบรรยากาศริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาของภาคกลาง ไลฟ์สไตล์ที่มีสีสันผสานศิลปกรรมของวัดวาอาราม แวดล้อมด้วยบรรยากาศต่างๆ ที่ชวนคึกคัก, ความมีชีวิตชีวาของภาคใต้ ความสดใสจากท้องทะเล ภายใต้วัฒนธรรมที่หลากหลายอย่างการเพนท์ผ้าบาติก ภาพเรือกอและ พร้อมรอยยิ้มของชาวมุสลิมทางภาคใต้,วิถีชีวิตความเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความสนุกสนานของผู้คนในภาคอีสาน มีประเพณีที่สวยงาม รวมถึงอาหารอีสานที่โด่งดังไปทั่วโลก”

“ด้วยความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และการนำเสนอเอกลักษณ์ความเป็นไทยมาใส่ในงานอาร์ต รถฟู้ดทรัคพันธุ์ไทยนี้ จึงเป็นเสมือนทูตทางวัฒนธรรม
ที่ถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ของงานศิลปะไทยร่วมสมัย พร้อมออกเดินทางเสิร์ฟกาแฟไทยให้ผู้คนทั่วประเทศ สำหรับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน MotoGP นี้ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสอันดีในการนำเสนอแบรนด์ไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล พร้อมส่งเสริมความสามารถของคนไทยไปสู่สายตาทั่วโลก” สุขวสา กล่าวเสริม

เปิดประตูสู่คลังสยอง ‘จุนจิ อิโต้ ป๊อปอัพ สโตร์’ รวมสินค้าลิขสิทธิ์นักวาดลายเส้นระดับโลก

https://www.naewna.com/lady/838459

เปิดประตูสู่คลังสยอง ‘จุนจิ อิโต้ ป๊อปอัพ สโตร์’  รวมสินค้าลิขสิทธิ์นักวาดลายเส้นระดับโลก

เปิดประตูสู่คลังสยอง ‘จุนจิ อิโต้ ป๊อปอัพ สโตร์’ รวมสินค้าลิขสิทธิ์นักวาดลายเส้นระดับโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดื่มด่ำความหลอนฉลองเทศกาลฮาโลวีนกันที่ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์ ชวนมาสัมผัสประสบการณ์แสนพิเศษ เปิดประตูสู่คลังสยอง จุนจิ อิโต้ ป๊อปอัพ สโตร์ (JUNJI ITO POP UP STORE THAILAND) จัดโดย Japan Anime Movie Thailandร่วมกับ Muse Communication เปิดให้เข้าชมฟรี ณ ชั้น 4 โซน A ภายในพื้นที่กว่า 500 ตร.ม. ฟินกับจุดเช็คอินถ่ายภาพพร้อมกิมมิคสุดแนวกับผลงานศิลปะจากลายเส้นต้นฉบับอันทรงคุณค่า พร้อมขนทัพสินค้าลิขสิทธิ์จากผลงานระดับตำนานของอ.จุนจิ อิโต้ นักวาดลายเส้นอันเป็นเอกลักษณ์และขึ้นชื่อเรื่องความขนหัวลุกและสยองที่สุดในญี่ปุ่นมาไว้ Junji Ito Pop Up Store Thailand แห่งนี้ พิเศษไปกว่านั้นกับโซนคาเฟ่ที่จะดื่มด่ำเต็มอิ่มไปกับบรรยากาศชวนพิศวง

สำหรับ 3 โซนพิศวงที่ประดับประดาไปด้วยลายเส้นจาก อ.จุนจิ อิโต้ แบ่งเป็น โซนที่ 1 : Big Theme Decoration เติมเต็มความหลอนด้วย 5 จุดถ่ายรูปเช็คอินผ่านคาแร็กเตอร์ต่างๆ ด้วยลายเส้นจากต้นฉบับสัตว์เลี้ยงแสนรักของโซอิจิ เจ้าแมวน้อยแสนน่ารัก “โคล่อน”กลายเป็นแมวปีศาจ พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของมันแท้จริงแล้วเบื้องหลังอาจเกิดจากโซอิจิที่ใช้ไสยศาสตร์ทำให้กลายเป็นแบบนั้น, ห้องของโทมิเอะ รวมฉากการปรากฏตัวสุดหลอนของโทมิเอะ หญิงสาวปริศนาเจ้าของเสน่ห์ที่เต็มไปด้วยความลึกลับ, ห้องของโซอิจิ สำรวจเรื่องราวเร้นลับไปกับเด็กชายผู้คลั่งไคล้ไสยศาสตร์ แปลกแยกและเกลียดผู้คน “เดี๋ยวแกได้เจอความสยองขวัญแน่”,เมืองแห่งป้ายสุสาน ชะตากรรมอันน่าสะพรึงกลัวหลับใหลอยู่ในเมืองแห่งนี้ โซน 2 : Merchadise zone ขนทัพสินค้าลิขสิทธิ์นับร้อยรายการ รวบรวมไอเทมหายากให้แฟนๆของ อ.จุนจิ อิโต้ ได้จับจองเป็นเจ้าของกันถึงประเทศไทย และสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีจำหน่ายเฉพาะในงานนี้เท่านั้น โซน 3 : Food and Beverage สุดเอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะประเทศไทยกับเมนูมากมายตอบโจทย์ความพิศวงในธีม “คลังสยอง” กว่า 5 ประเภทเมนูให้เลือกสรร ได้แก่ Ice CreamMenu ตกแต่งลวดลายคาแร็กเตอร์ถึง 4 แบบไม่ซ้ำกันในแต่ละสัปดาห์ พร้อมไอศกรีมสุดพรีเมียมส่งตรงจากเบลเยียม 2 รสชาติ Red Velvet และ Chocolate Oreo, Drink Menu เครื่องดื่มสุดฟิน4 รสชาติ Strawberry soda/Blueberry soda/Cocoa Strawberry Milk, Black Jelly WithMilk พร้อม 4 คาแร็กเตอร์ตัวละครให้แฟนจุนจิได้สะสม, Snack Menu เพลิดเพลินไปกับ 4 เมนูอร่อย และรสชาติสุดพรีเมียม Toasted meatball/Crispy Sausage Rolls/Bacon Set / Snack Set,Croffle Menu อร่อยฟินทุกคำสัมผัสกับเมนูครอฟเฟิลหน้าล้น Erie Fruity Croffle ครอฟเฟิลสตรอว์เบอร์รี่ซอสฟรุตลูปส์ และ MysteriousCroffle ครอฟเฟิลช็อกโก้โอริโอ้, Cake Menu คัดสรรความอร่อยแบบจุใจกับเมนูเค้กสุดฟินถึง 4 รสชาติมาพร้อมตัวปักคาแร็กเตอร์ขวัญใจแฟนๆ โทมิเอะ และชายหนุ่มสี่แยก ถึง 4 แบบ ได้แก่ Love Addictive Cake ดาร์กช็อกโกแลต Love n Mist cake มิลค์กี้ไวท์ช็อกโกแลต Pure Jealousy Cake คาราเมลไวท์ช็อกโกแลต Deep In Love Cake โกลเด้น ช็อกโกแลต พร้อมโปรโมชั่นจับคู่เมนูคุ้มกว่าเซตเมนูสุดคุ้ม 4 เซต (ตามที่กำหนดให้) รับของแถมแผ่นรองแก้ว ลิขสิทธิ์แท้จากลายเส้น อ.จุนจิ อิโต้ (1 ชิ้น สุ่มจาก 4 แบบ จนกว่าสินค้าจะหมด)

ขอเชิญชวนสาวก อ.จุนจิ อิโต้ และเหล่าผู้ชมทุกเพศทุกวัยที่ชื่นชอบมุมถ่ายภาพสุดเท่กับผลงานลายเส้นนักเขียนชาวญี่ปุ่นระดับโลกมาดื่มด่ำและสัมผัสประสบการณ์แสนพิเศษใน Junji Ito Pop Up Store Thailand ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันอังคารที่ 31 ธันวาคม 2567 เวลา 11.00-20.00 น. ณ ชั้น 4 โซน A ศูนย์การค้าเอ็ม บี เค เซ็นเตอร์

กรมควบคุมโรคชวนประชาชนตั้งเป้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และลดเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ

https://www.naewna.com/lady/838430

กรมควบคุมโรคชวนประชาชนตั้งเป้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ  ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และลดเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ

กรมควบคุมโรคชวนประชาชนตั้งเป้าออกกำลังกายสม่ำเสมอ ป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง และลดเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ

วันพฤหัสบดี ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ร่วมรณรงค์วันหลอดเลือดสมองโลก ปี 2567 ภายใต้แนวคิด “กีฬาสร้างพลัง หยุดยั้งโรคหลอดเลือดสมอง” มุ่งเน้นให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง พร้อมแนะนำวิธีสังเกตสัญญาณเตือนโรคหลอดเลือดสมองด้วยตนเอง หากมีอาการให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว      

นายแพทย์ภาณุมาศ ญาณเวทย์สกุล อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของอัตราการเสียชีวิตของคนไทย และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่มีอายุน้อยกว่า 70 ปี องค์การโรคหลอดเลือดสมองโลก (World Stroke Organization : WSO) ได้กำหนดให้วันที่ 29 ตุลาคมของทุกปีเป็นวันหลอดเลือดสมองโลก ซึ่งประเด็นการรณรงค์ในปี 2567 นี้คือ Let’s get active everyday to Be #GreaterThan Stroke : กีฬาสร้างพลัง หยุดยั้งโรคหลอดเลือดสมอง มุ่งเน้นให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง เพราะการออกกำลังกายจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมองได้ถึง 25% สถานการณ์ทั่วโลกพบว่า 1 ใน 4 ของประชากร ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองมากกว่า 12 ล้านคน (ทุกๆ 3 วินาที พบผู้ป่วยรายใหม่ 1 คน) และเสียชีวิตมากถึง 6.5 ล้านคน สำหรับประเทศไทยข้อมูลจากระบบรายงานฐานข้อมูลสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข ปี 2567 พบผู้ป่วยสะสม โรคหลอดเลือดสมองจำนวน 358,062 ราย และเสียชีวิตจำนวน 39,086 ราย ดังนั้น จึงขอเชิญชวนให้ประชาชนตั้งเป้าหมายในการออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน เพื่อป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อ

นายแพทย์อดิสรณ์ วรรธนะศักดิ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองเกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาทอย่างเฉียบพลัน สามารถสังเกตอาการหรือสัญญาณเตือนได้ด้วยตนเองตามหลักการ B.E.F.A.S.T ดังนี้ B (Balance) ปวดหัว เวียนศีรษะ ทรงตัวไม่ได้แบบทันที E (Eye) มองเห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด F (Face) หน้าเบี้ยวปากเบี้ยว มุมปากตก A (Arm) แขนอ่อนแรงครึ่งซีก ชาไม่มีแรงแบบเฉียบพลันS (Speech) พูดไม่ชัด พูดลำบากลิ้นแข็ง T (Time) หากมีอาการให้รีบโทรสายด่วน 1669 และรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว ภายใน 4 ชั่วโมง 30 นาที หากไปพบแพทย์ช้าอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต หรืออาจจะกลายเป็นโรคอัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ดังนั้น การป้องกันไม่ให้เกิดโรคเป็นวิธีที่ดีที่สุด

โรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ 90% โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพลดหวาน มัน เค็ม มีกิจกรรมทางกายหรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ไม่เกินระหว่าง 18.5-22.9 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ควบคุมระดับความดันโลหิตน้อยกว่า 120/80 มิลลิเมตรปรอท ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ควบคุมระดับไขมันในเลือดไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรงดสูบบุหรี่ งดดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงความเครียดพักผ่อนให้เพียงพอ ตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือผู้ที่มีโรคประจำตัวควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กล่าวเพิ่มเติมว่า การมีกิจกรรมทางกาย หรือออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมีส่วนสำคัญในการป้องกันโรคหลอดเลือดสมองและลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานโรคไขมันในเลือดสูง ภาวะซึมเศร้า และความเครียด องค์การอนามัยโลก(World Health Organization : WHO) แนะนำให้ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวันหรือสะสม 150 นาทีต่อสัปดาห์ เพราะการออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของหลอดเลือดทำให้การไหลเวียนของหัวใจและหลอดเลือดทำงานได้ดีขึ้น สำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสามารถออกกำลังกายเพื่อช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อและความยืดหยุ่น ลดปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัวและการเดิน ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ ทั้งนี้การออกกำลังกายสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัดเนื่องจากต้องมีการปรับให้เหมาะสมกับสภาวะร่างกายและระดับการฟื้นตัวของแต่ละบุคคล

โอกาสธุรกิจมาแล้ว! PET FAIR SEA 2024 เชื่อมโยงตลาดสัตว์เลี้ยงเอเชียแปซิฟิก

https://www.naewna.com/lady/838509

โอกาสธุรกิจมาแล้ว! PET FAIR SEA 2024 เชื่อมโยงตลาดสัตว์เลี้ยงเอเชียแปซิฟิก

โอกาสธุรกิจมาแล้ว! PET FAIR SEA 2024 เชื่อมโยงตลาดสัตว์เลี้ยงเอเชียแปซิฟิก

วันพุธ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2567, 19.08 น.

PET FAIR SOUTH EAST ASIA: แรงขับเคลื่อนสำคัญในการกระตุ้นธุรกิจสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคเอเชีย

วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ร่วมกับ บริษัท Globus Events และ กระทรวงพาณิชย์ กรมปศุสัตว์ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) สมาคมที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนจากหน่วยงานราชการและเอกชน เปิดตัวการจัดงาน “PET FAIR SOUTH EAST ASIA” (เพ็ท แฟร์ เซาส์ อีสท์ เอเชีย) อย่างเป็นทางการ โดยงานครั้งนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2567 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

ครั้งนี้นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 3 ของงาน “PET FAIR SOUTH EAST ASIA” โดยยกระดับประสบการณ์จากงานแสดงสินค้าเพื่อการค้าปลีกสู่การเป็นเวทีระดับสากลในการเจรจาธุรกิจ โดยมีบริษัทชั้นนำกว่า 400 แห่ง จาก 40 ประเทศ และพร้อมต้อนรับผู้เข้าชมงานจาก 80 ประเทศทั่วโลก ในปี 2024 นี้มีพาวิลเลี่ยนนานาชาติจาก 12 ประเทศ ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ พร้อมด้วยงานสัมมนาเชิงวิชาการที่น่าสนใจกว่า 40 วิทยากรชั้นนำ ภายในงานยังมีโซนพิเศษ Thai Pet Avenue ซึ่งเป็นการรวบรวม SMEs ไทยในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงมาแสดงสินค้าที่เน้นความคิดสร้างสรรค์และคุณภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของตลาดในประเทศและต่างประเทศ นอกจากนี้ ยังมี “Pet Trade Service Consultants Zone” เพื่อให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการนำเข้า ส่งออก การจดทะเบียนการค้า และมาตรฐานสินค้าที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการในการขยายธุรกิจไปยังตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายฐานการตลาดได้เพิ่มมากขึ้น

ซึ่งงานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผู้จัดพร้อมรองรับผู้เข้าชมงานกว่าหมื่นรายจากนานาชาติ และคาดการณ์ว่าการจัดงานครั้งนี้จะสร้างมูลค่าการค้าสูงถึง 850 ล้านบาท (ประมาณ 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) จากข้อตกลงที่เกิดขึ้นทั้งในระหว่างและหลังงานแสดงสินค้า การจัดงานครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเติบโตระยะยาวและสร้างความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และระดับนานาชาติ

นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานในพิธีเปิดงาน กล่าวว่า “อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงของไทย โดยเฉพาะอาหารสัตว์เลี้ยงเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ทำรายได้เข้าประเทศเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ผลิตชั้นนำและเป็นผู้ส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่อันดับสองของโลก รองจากเยอรมนี ณ สิ้นไตรมาสที่ 3 ของปี 2567 ประเทศไทยส่งออกอาหารสัตว์เลี้ยงมีมูลค่ากว่า 2.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาถึง 26% การเติบโตที่สูงขึ้นอย่างมากนี้สะท้อนถึงศักยภาพและความทุ่มเทของผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงของไทยในการผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูงเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายสามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกกลุ่มทั่วโลก

“กรมปศุสัตว์เล็งเห็นความสำคัญเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง เป็นอุตสาหกรรมที่ยั่งยืนสามารถเป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดรายได้ของประเทศจำนวนมากและส่งผลที่เป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของประเทศ กรมปศุสัตว์ จึงได้มีการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมอาหารสัตวเลี้ยงเเบบครบวงจร หรือ PET FOOD SERVICE CENTER (PFSC) ขึ้นมาเพื่ออำนวยความสะดวกและเป็นศูนย์กลางเกี่ยวกับอาหารสัตว์เลี้ยงโดยตรง เราได้นำระบบอิเล็คทรอนิกส์ New Single Window เข้ามาใช้งานเป็นการอานวยความสะดวกต่อผู้ประกอบการอาหารสัตว์เลี้ยงให้มีความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้นเพื่อช่วยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงของประเทศให้พัฒนาและยั่งยืนทัดเทียมประเทศอื่น” กล่าวโดย นายสัตวเเพทย์ สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์

นายสราญโรจน์ สุทัศน์ชูโต รองผู้อำนวยการ (Chief Operating Officer : COO) และรักษาการผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า “ปีนี้ถือเป็นปีที่สามของการจัดงาน งานในครั้งนี้จึงเน้นย้ำถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และทั่วโลก เราภาคภูมิใจที่ได้มีส่วนสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้ และมองเห็นถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในภาคส่วนการดูแลสัตว์เลี้ยงระดับโลก งานนี้เป็นเวทีสำคัญในการสร้างความร่วมมือและความสำเร็จร่วมกันระหว่างผู้แสดงสินค้า ผู้ซื้อ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้ ทีเส็บมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงธุรกิจระหว่างประเทศกับโอกาสทางธุรกิจในภาคส่วนต่าง ๆ ของประเทศไทย เรามั่นใจว่างานนี้สร้างแรงบันดาลใจในการขับเคลื่อนนวัตกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง”

“การจัดงานในครั้งนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว มีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีผู้เข้าร่วมจัดแสดงสินค้ากว่า 400 รายจาก 40 ประเทศ รวมถึงบริษัทใหม่อีก 100 แห่ง และยังมีพาวิลเลี่ยนระดับประเทศอีก 12 บูธ และพาวิลเลี่ยนสตาร์ทอัพไทยสุดพิเศษ ภายในงาน เรามุ่งมั่นในการมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำมากมาย อาทิ Networking Night, Pitching Contest: Innovators Pitch เป็นการแข่งขันที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้นำเสนอนวัตกรรม ปิดท้ายด้วยกิจกรรมการกุศล ร่วมบริจาคกับมูลนิธิเพื่อสุนัขในซอย (Soi Dog) เพื่อเชื่อมโยงความช่วยเหลือจากบรรดาผู้ประกอบการของเราไปยังสังคมไทยต่อไป” กล่าวโดย นายยารูณ วาน โฮป ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท รอยัล ดัตช์ ยาร์เบอร์ส (ผู้จัดงาน)

“ผมรู้สึกยินดีที่ได้เห็นบริษัทจากจีนจำนวนมากและสมาชิกของ Asia Pet Alliance (APA) เข้าร่วมงาน ทั้งในฐานะผู้แสดงสินค้าและผู้เยี่ยมชม สถานะที่แข็งแกร่งของพวกเขาเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางธุรกิจและความร่วมมือที่เพิ่มขึ้นระหว่างจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของการค้าและความร่วมมือในภาคส่วนนี้ระหว่างทั้งสองภูมิภาค เราและวีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค มีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำเสนอแพลตฟอร์มอันยอดเยี่ยมซึ่งมอบโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ให้กับอุตสาหกรรม” กล่าวโดย นายเดวิด จง ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัท Globus Events

ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมงาน PET FAIR SOUTH EAST ASIA ตั้งแต่วันที่ 30 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567 ณ ไบเทค ฮอลล์ 98-100 ตั้งแต่เวลา 10:00-18:00 น. ข้อมูลเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ http://www.petfairsea.com (ขอสงวนสิทธิสำหรับผู้เข้าชมงานที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป และสวมใส่ชุดสุภาพเพื่อการเจรจาธุรกิจภายในงาน)

-(016)