ระวัง !! ยกของหนัก-ก้มตัวบ่อย นิสัยเสี่ยง ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’

ระวัง !! ยกของหนัก-ก้มตัวบ่อย นิสัยเสี่ยง ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’

ระวัง !! ยกของหนัก-ก้มตัวบ่อย นิสัยเสี่ยง ‘โรคกระดูกสันหลังเสื่อม’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หลายคนอาจคิดว่าปัญหากระดูกเสื่อม เป็นเรื่องของคนที่อายุเยอะเท่านั้น แต่ความจริงแล้วใครๆ ก็มีโอกาสเป็นได้ โดยเฉพาะคนที่ชอบยกของหนัก ก้มตัวบ่อย ขยับคอมาก ก็อาจเร่งให้เกิด “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดร้าวลงขา หนักที่สุดเส้นประสาทอาจถูกกดทับจนมีอาการอ่อนแรงหรือควบคุมการขับถ่ายไม่ได้

ที่น่ากังวลกว่านั้น นายแพทย์วรายุทธ แสงสุวรรณ ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ แพทย์ชำนาญการด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลวิมุต เตือนว่าเมื่อกระดูกสันหลังเสื่อมกดทับเส้นประสาทจนมีอาการอ่อนแรงเป็นเวลานาน แม้จะผ่าตัดรักษาก็ไม่สามารถกลับมาใช้งานได้ดีเหมือนเดิม

“โรคกระดูกสันหลังเสื่อม” ไม่ใช่แค่การเสื่อมตามวัย

โรคกระดูกสันหลังเสื่อม คือภาวะความเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น หรือการใช้งานหนักสะสมเป็นเวลานาน ซึ่งความเสื่อมของโรคนี้หมายถึงความเสื่อมของบริเวณตัวกระดูกสันหลังเอง หมอนรองกระดูก ข้อต่อ และเนื้อเยื่อเส้นเอ็นรอบกระดูกสันหลัง คล้ายกับความเสื่อมในข้อเข่าหรือกระดูกบริเวณอื่น

มัดรวมสาเหตุเร่ง “โรคกระดูกสันหลังเสื่อม”

โรคกระดูกสันหลัง เสื่อมพบได้บ่อยในผู้ที่มีอายุเริ่มตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นไปตามกระบวนการเสื่อมตามวัย แต่คนที่อายุน้อยก็เป็นโรคนี้ได้จากพฤติกรรมการใช้งานที่ไม่เหมาะสม เช่น ยกของหนักเป็นประจำ การขยับก้มเงยคอมากๆ หรือคนที่ชอบสะบัดคอบ่อยๆ นอกจากนี้ ผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุรุนแรงจนกระดูกหักและต้องใส่เหล็กดาม ทำให้ตัวกระดูกข้างเคียงต้องรับน้ำหนักแทน ก็จะมีความเสี่ยงมากกว่าปกติ บางรายอาจมีการติดเชื้อที่กระดูกสันหลัง แม้พบไม่บ่อย แต่ก็อาจนำไปสู่การเสื่อมได้เช่นกัน โดยการเสื่อมอาจใช้เวลา 5-10 ปีหลังเกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บก่อนจะเริ่มมีอาการ

ปวดหลัง ปวดร้าวที่แขนหรือลงขา อาการชา สัญญาณเตือน

อาการของโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นแตกต่างกันขึ้นกับตำแหน่งของตัวโรค ในคนไข้ที่มีกระดูกสันหลังส่วนคอเสื่อมอาจจะมีอาการปวดบริเวณคอ ปวดร้าวไปที่แขน อาจจะมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมด้วย ในบางคนจะมีการใช้งานมือลำบากมากขึ้นเช่น เขียนหนังสือลำบากขึ้นลายมือเปลี่ยนไป ติดกระดุมเสื้อลำบาก เป็นต้น หากเป็นมากจะมีอาการเดินลำบาก เดินไม่ถนัดเหมือนเดิมและอาจจะกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้ “ส่วนคนไข้ที่มีกระดูกสันหลังช่วงเอวเสื่อม นั้นอาจจะมีอาการปวดบริเวณเอว และมีอาการปวดร้าวลงขาในบางรายอาจจะมีอาการชาหรืออ่อนแรงขา และกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งใครที่พบอาการเหล่านี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาก่อนอาการจะรุนแรงขึ้น” นพ.วรายุทธ แสงสุวรรณ อธิบาย

การรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

ขั้นตอนแรกของการวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมคือการตรวจร่างกายเพื่อดูลักษณะการทำงานของกล้ามเนื้อ กระดูกสันหลัง และระบบ
เส้นประสาท ซึ่งหากใครที่พบว่ามีปัญหากระดูกเสื่อมร่วมกับปัญหาทางเส้นประสาทอาจต้องใช้การเอกซเรย์ หรือ MRI เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด การรักษากระดูกสันหลังเสื่อมมีหลายวิธี ถ้าคนไข้อาการไม่หนักมากจะรักษาด้วยการรักษาแบบประคับประคองโดยใช้ยาและการทำกายภาพ รวมถึงมีการฉีดยาเข้าโพรงประสาทเพื่อบรรเทาอาการปวด ส่วนคนที่มีอาการรุนแรงมากขึ้น อาการปวดเป็นมากรักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น และในเคสที่มีอาการทางระบบประสาทแล้ว เช่น อ่อนแรง หรือกลั้นอุจจาระปัสสาวะไม่อยู่ อาจจะต้องรักษาด้วยการผ่าตัด

ส่วนการผ่าตัดนั้น อาจจะเพียงผ่าตัดเพื่อนำส่วนที่กดเส้นประสาทออก หรืออาจจำเป็นต้องผ่าตัดเชื่อมข้อกระดูกสันหลัง ขึ้นอยู่กับลักษณะของตัวโรคว่าเป็นลักษณะแบบใด ซึ่งในปัจจุบันมีการผ่าตัดแบบแผลเล็กโดยทำการผ่าตัดผ่านกล้องไมโครสโคป (Microscope) หรือ การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscope) ทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น นพ.วรายุทธ แสงสุวรรณ อธิบายต่อ “ถ้าไม่อยากให้กระดูกสันหลังเสื่อมไว ควรหลีกเลี่ยงการสะบัดคอหรือดัดคอแรงๆระวังการเล่นกีฬาหรือกิจกรรมที่มีแรงกระแทกที่ศีรษะ และที่สำคัญคือไม่ควรยกของหนักเกินไป เพราะแรงทั้งหมดจะไปลงที่กระดูกสันหลัง รวมถึงพยายามลดการก้มตัวมากๆ เพราะจะเป็นการใช้งานกระดูกสันหลังที่เกินจำเป็น นอกจากนี้ก็ควรออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนลำตัวที่ช่วยพยุงกระดูกสันหลังของเรา”

“แม้ว่าโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจะทำให้ใช้ชีวิตยากขึ้น แต่ก็ไม่อยากให้ทุกคนกังวลเกินไปจนไม่กล้าทำอะไร จริงๆ สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ด้วยความเข้าใจว่าร่างกายย่อมมีการเสื่อมตามอายุที่มากขึ้น สิ่งสำคัญคือต้องรู้จักดูแลตัวเอง ระมัดระวังพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อกระดูกสันหลัง และคอยสังเกตร่างกายของตัวเองให้ดี ถ้ามีอาการผิดปกติที่เข้าข่ายโรคนี้ ก็ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาแต่เนิ่นๆ” นายแพทย์วรายุทธ กล่าวทิ้งท้าย

ข้อมูลเพิ่มของโรคกระดูกสันหลังเสื่อม สามารถขอรับคำปรึกษาจาก “หมอออนไลน์” ของโรงพยาบาล โดยดาวน์โหลด ViMUT
Application

เมื่อ PM2.5 กวนใจ อย่าปล่อยให้ผิวโทรม! 3 สิ่งกู้คืนผิวสวยมีออร่า

เมื่อ PM2.5 กวนใจ อย่าปล่อยให้ผิวโทรม! 3 สิ่งกู้คืนผิวสวยมีออร่า

เมื่อ PM2.5 กวนใจ อย่าปล่อยให้ผิวโทรม! 3 สิ่งกู้คืนผิวสวยมีออร่า

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่กระทบกับคนไทย เมื่อต้องเผชิญกับมลภาวะที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้อย่างฝุ่น PM2.5 ที่มองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยฝุ่นที่ลอยอยู่ในอากาศ ซึ่งฝุ่น PM2.5 เป็นฝุ่นละอองขนาดเล็กมาก มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และลอยอยู่ในอากาศได้นาน

ความอันตรายของฝุ่น PM2.5 นอกจากจะส่งผลต่อเรื่องระบบทางเดินหายใจแล้ว ยังสามารถแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ลึกกว่าฝุ่นขนาดใหญ่ โดยผ่านทางรูขุมขน ที่อาจทำให้ผิวหน้าเกิดการอุดตัน เกิดสิวอักเสบ สิวอุดตัน หรือสิวผดตามมานอกจากนี้ยังทำให้เกราะป้องกันผิว หรือ Skin Barrier อ่อนแอลง และผิวสูญเสียความชุ่มชื้นได้ง่ายเมื่อฝุ่นแทรกซึมเข้าไปในชั้นหนังกำพร้า ทำให้ผิวอักเสบและระคายเคือง รวมถึงยังเร่งให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย เพราะฝุ่น PM2.5 สามารถทำลายคอลลาเจนและอิลาสติน ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่นและเกิดริ้วรอยเร็วขึ้น

เมื่ออยู่ในสภาวะที่ต้องเผชิญกับมลภาวะที่ทำร้ายผิว โดยเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องเตรียมปราการผิวให้พร้อมรับมือ เพื่อไม่ให้ฝุ่น PM2.5 ทำลายผิวไปมากกว่าเดิม และควรทำเป็น Routine อย่างมีวินัยด้วยการทำความสะอาดผิวหน้า รวมถึงต้อง บำรุง ฟื้นฟู ปกป้องผิวจากแดดและมลภาวะ PM2.5 โดย Giffarine (กิฟฟารีน) ผู้นำแบรนด์สุขภาพและความงามสัญชาติไทย คัดสรรผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์การดูแลสุขภาพผิว ครบจบทุกปัญหา

หลังจากทำความสะอาดผิวหน้า เริ่มขั้นตอนแรกในการ “บำรุงผิว” กับที่สุดแห่งการบำรุงล้ำลึกและเสริมเกราะปกป้องผิว “กิฟฟารีน ไฮยา ซุปเปอร์ คอนเซนเทรท ซีรั่ม” (GIFFARINE HYA SUPER CONCENTRATE SERUM) โดยเนื้อสัมผัสซีรั่มเข้มข้น ที่มีความเบาสบาย ไม่เหนอะหนะผิว เติมความชุ่มชื้น ล็อกผิวฉ่ำน้ำ เสริมผิวแลดูแข็งแรงริ้วรอยแลดูตื้นขึ้น เข้าบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึกและตรงจุด ด้วยนวัตกรรมพิเศษเทคโนโลยีนำส่งสารสำคัญแบบ Advance HYA -Cera Booster ที่รวมนวัตกรรม Molecular Encapsulation และ Multi-Lamellar Delivery System โดดเด่นด้วย 3 กลไกสำคัญอย่าง เติม – เสริม – ล็อก ซึ่งอัดแน่นด้วยสารบำรุงเต็มประสิทธิภาพ

เติมน้ำให้ผิว ด้วย Natural Hyaluron 100% จากเยอรมนี และ Hyaluron 3D Complex ที่รวมไฮยาลูรอนมากถึง 3 ขนาดโมเลกุล จากเกาหลี ให้ผิวฉ่ำน้ำ เด้ง อิ่มฟู เสริมโครงสร้างผิว ด้วย Peptide Complex จากฝรั่งเศส ซึ่งช่วยสร้างคอลลาเจน และไกลโคสะมิโนไกลแคน ที่เป็นปัจจัยช่วยเสริมความแข็งแรงให้กับผิว มอบผิวแลดูอ่อนเยาว์ ล็อกความชุ่มชื้น ด้วย Cenemide Complex จากเยอรมนี ที่มากถึง 5 ชนิด โดยช่วยเสริม Barrier สร้างความแกร่งให้กับผิว พร้อมล็อกความชุ่มชื้นให้ผิวอิ่มน้ำยาวนาน นอกจากนี้ยังมีสารบำรุงอย่าง Beta Glucan ที่ช่วยปลอบประโลมผิวจากการเผชิญแสงแดด รวมถึง Vitamin E ให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ และ Vitamin B ให้ผิวสวยดูสุขภาพดี อีกด้วย

ผิวอ่อนล้าและต้องเผชิญมลภาวะระหว่างวันมามากแค่ไหน ฉะนั้นการ “ฟื้นฟู พร้อมปลอบประโลมผิว” จึงสำคัญไม่แพ้กัน โลชั่นบำรุงผิวหน้าเนื้อบางเบา “กิฟฟารีน รีแพรี่ ทรีทเมนท์” (GIFFARINE REPAIRY TREATMENT) ดูแลสุขภาพผิวให้แข็งแรงด้วยสารสกัดจากยีสต์ Betaglucan เติมความชุ่มชื้น ลดโอกาสการอักเสบของผิว ช่วยฟื้นฟูและปลอบประโลมผิวที่ถูกทำลายจากการเผชิญแสงแดดในแต่ละวัน พร้อม Hydrolyzed Milk Protein เติมความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก ให้ผิวคืนความเปล่งปลั่งและมีสัมผัสเนียนนุ่ม

อีกขั้นตอนสำคัญคือการ “ปกป้องผิว” เมื่อชีวิตประจำวัน ผิวต้องเผชิญกับแดดและมลภาวะ PM2.5 เพราะฉะนั้น ครีมกันแดด จึงเป็น
สิ่งที่สำคัญอย่างมาก “กิฟฟารีน มัลติ โพรเทคทีฟ ซันสกรีน เอสพีเอฟ 50+ พีเอ++++” (GIFFARINE MULTI PROTECTIVE SUNSCREEN SPF50+ PA++++) เป็นนวัตกรรมกันแดดแบบครบสูตร ปกป้องผิวจากรังสี UVA/UVB ประสิทธิภาพสูง ด้วยค่า SPF 50+ PA++++ อีกทั้ง
มี Multi Protective Sunscreen ปกป้องผิวในทุกมิติด้วย Advanced UVA/UVB Technology และ Biosaccharide Gum-4 จากฝรั่งเศส เป็น Pollution Protection ช่วยสร้างเกราะปกป้องผิวจากมลภาวะและฝุ่นละอองได้อย่างมีประสิทธิภาพ กันน้ำ กันเหงื่อแบบ Very Water Resistance สามารถปกป้องผิวได้อย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยเนื้อสัมผัสเป็นเนื้อน้ำนม บางเบา ซึมเร็วเกลี่ยง่าย สบายผิว ไม่เป็นคราบ ไม่เยิ้มระหว่างวันและไม่รบกวนการแต่งหน้า เหมาะสำหรับทุกสภาพผิวอีกทั้ง การันตีด้วยผล Dermatologically Tested แนะนำโดยผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังว่า ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคือง รวมถึงไม่มีส่วนผสมของสารที่อาจก่อการแพ้หรือระคายเคืองอย่าง สารกันเสียกลุ่มพาราเบน, เมทิลไอโซไทอะโซลิโนน, ฟอร์มัลดีไฮด์,แอลกอฮอล์ และสีสังเคราะห์

ถึงฝุ่น PM2.5 จะเป็นมลภาวะที่ไม่อาจเลี่ยงได้ในช่วงนี้ แต่การดูแลและป้องกันผิวให้แข็งแรงด้วยการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพอัดแน่นด้วยสารสกัดที่เป็นประโยชน์สำหรับผิว ช่วยดูแลและปกป้องผิวอย่างล้ำลึก จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สามารถช่วยให้ปกป้องผิวหน้าจากมลภาวะต่างๆ รอบตัว

คุณแหน : 27 กุมภาพันธ์ 2568

คุณแหน : 27 กุมภาพันธ์ 2568

คุณแหน : 27 กุมภาพันธ์ 2568

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงประกอบพิธีสมโภช พระพุทธรูปสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” ปางชนะมาร ขนาดใหญ่หน้าตัก 29 เมตร สูง 45 เมตร จัดสร้างด้วยมณีรัตนะมากมาย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ปี 2554 วันที่ 4 มี.ค. 2568 เวลา17.00 น. ณ วัดเทพประทาน (อธิพร) อ.สอยดาวจ.จันทบุรี…โดยมี พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการจัดสร้างพระฯใช้งบประมาณการจัดสร้างประมาณ 450 ล้านบาทระยะเวลาจัดสร้าง 12 ปี..ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น..ผู้ไปร่วมงานจะได้รับหนังสือที่ระลึก “พลังแห่งศรัทธา” และสามารถเช่าบูชาพระสมเด็จองค์ปฐม “พระพุทธเมตตา” สร้างด้วยนิล ที่ได้รับพระราชทานตราสัญลักษณ์ ภปร.ชนิดหน้าตักและพระพิมพ์…

●● พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ในการศพ นายธานินทร์ กรัยวิเชียรอดีตองคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรี ณ ศาลาบัณณศภาค วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม 25 ก.พ.-2 มี.ค.18.30 น…

●● ขอแสดงความยินดีกับ รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ ได้รับรางวัล Friendly Design Awards 2024 ประเภท ทูตอารยสถาปัตย์กิตติมศักดิ์ ประจำปี 2568 จากงาน Thailand Friendly Design Expo 2024 มหกรรมอารยสถาปัตย์ นวัตกรรมสุขภาพและการท่องเที่ยวเพื่อคนทั้งมวล
ครั้งที่ 8..

●● ในงานนิทรรศการศิลปะร่วมสมัย “คืนถิ่น” เชิญชมภาพจิตรกรรมสีน้ำชุด “สีสันสถาปัตย์ วัด-วัง” โดย ทินกร สุวรรณวรรธ ด้วยแรงบันดาลใจจากบรรพบุรุษ ครูอาจารย์ ช่างศิลป์บนแผ่นดินไทย ที่ได้สร้างสรรค์สถาปัตยกรรม พระราชวัง วัด อันสวยงามวิจิตร..งานมีถึง 28 ก.พ. ที่ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย..

●● ขอร่วมอนุโมทนาบุญกับธิติฏฐ์-มัยรัตน์ นันทพัฒน์สิริ,สุมนรัตน์ อัศววิมล ในการอุปสมทบของ ร.ท.เอกเทพ เอกกมลกุล 2 มี.ค. 08.00 น.ณ พระอุโบสถ วัดบวรนิเวศวิหาร คณะตำหนัก..

●● ชาวคณะสภาสังคมสงเคราะห์ฯ พร้อมกัลยาณมิตร นัดกันไปร่วมพิธีบรรจุอัฐิและทำบุญอุทิศกุศลแก่ พล.ต.หญิงคุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ อดีตประธานสภาสังคมฯ 5-6 มี.ค. ที่วัดคุณพุ่ม อ.บึงนาราง จ.พิจิตร พร้อมร่วมทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อสร้างวิหารพระพุทธชินราช ซึ่งคุณหญิงเป็นต้นบุญสร้างไว้…

●● สมาคมนักเรียนเก่าสวิสส์ ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฝากย้ำมาอีกครั้ง ขอเชิญทุกท่านร่วมงาน “La Foire Suisse 2025” วันเสาร์ที่ 8 มี.ค. 10.00-20.00 น. ณ เดอะซัมเมอร์เฮาส์ปาร์คนายเลิศ ถ.วิทยุ สัณหพิศ-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร ดูแลเป็นอย่างดี เชิญชวนอิ่มอร่อยกับซุ้มอาหารและเครื่องดื่มรสเลิศ เพลิดเพลินไปกับการช็อปสินค้าเลื่องชื่อจากสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมร่วมสนุกกับกิจกรรมสำหรับทุกคนในครอบครัว บัตร 100 บาท รายได้จากการจัดงานเพื่อเป็นทุนการศึกษาให้แก่เด็กผู้ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร…●●

น้อง

ส่องแฟชั่นสุดปังของนักกอล์ฟสตรีระดับโลก‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025’

ส่องแฟชั่นสุดปังของนักกอล์ฟสตรีระดับโลก‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025’

ส่องแฟชั่นสุดปังของนักกอล์ฟสตรีระดับโลก‘ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025 ที่ สยามคันทรีคลับ โอลด์คอร์ส พัทยา จังหวัดชลบุรี จบลงอย่างตื่นเต้นและประทับใจ
ท่ามกลางผู้ชมกว่า 50,000 คนใน 4 วันของการแข่งขัน โดย แองเจิลหยิน นักกอล์ฟมืออันดับ 17 ของโลกจากสหรัฐอเมริกาคว้า แชมป์ฮอนด้าแอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025 ไปครอง

การแข่งขันกอล์ฟ ฮอนด้า แอลพีจีเอไทยแลนด์ 2025 ไม่ได้เป็นเพียงเวทีประชันวงสวิงของสุดยอดนักกอล์ฟระดับโลก ที่ผู้ชมจะได้สัมผัสกับการแข่งขันที่เข้มข้นเร้าใจเท่านั้น แต่ยังเป็นรันเวย์แฟชั่นที่เหล่านักกอล์ฟได้นำเสนอตัวตนผ่านสไตล์การแต่งตัวอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้ชมได้เพลิดเพลินไปกับแฟชั่นที่โดดเด่น จากดีไซน์และสีสันที่สะกดทุกสายตาตลอด 4 วันของการแข่งขัน

อายากะ ฟูรุเอะ

กอล์ฟไม่ใช่แค่กีฬาแต่คือรันเวย์แฟชั่น

ปัจจุบันแฟชั่นเครื่องแต่งกายกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของกีฬาทุกชนิด โดยเฉพาะกอล์ฟอาชีพ ซึ่งมีจุดเด่นด้านสไตล์ที่แตกต่างกันไปตามแต่ละทัวร์นาเม้นท์และภูมิภาคต่างๆทั่วโลก โดยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศ นักกอล์ฟจากโซนยุโรปจะให้ความสำคัญกับสไตล์การแต่งตัวที่เรียบหรู คลาสสิก และสุภาพโทนสีที่นิยมจะเน้นสีขาว ดำ กรมท่า เทาและกากี ซึ่งให้ภาพรวมของการแต่งกายดูสง่างามเหนือกาลเวลา ส่วนใหญ่เป็นเสื้อโปโลหรือเสื้อแขนยาวแบบสลิมฟิต แมทช์กับกางเกงขายาวหรือกระโปรงทรงยาวแค่เข่า สวมรองเท้ากอล์ฟหนังสไตล์คลาสสิก เสริมด้วยหมวก ผ้าพันคอหรือผ้าคลุมไหล่ ซึ่งลุคเหล่านี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแฟชั่นไฮเอนด์และสไตล์ British Country Club ที่สะท้อนประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของกีฬากอล์ฟที่มีต้นกำเนิดจากสกอตแลนด์

ด้าน เอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ซึ่งกีฬากอล์ฟเป็นที่นิยมอย่างมาก นักกอล์ฟส่วนใหญ่นำเสนอสไตล์น่ารักสดใส และอ่อนหวานแบบเอเชีย นิยมโทนสีพาสเทล นีออน หรือเอิร์ธโทน มักเลือกเสื้อเข้ารูปที่มีดีไซน์โมเดิร์น หรือเสื้อคอเต่าใส่ซ้อนเป็นเลเยอร์ กระโปรงสั้นเหนือเข่า กางเกงเข้ารูป รองเท้ากอล์ฟทรงเพรียวบาง สวมหมวกทรงบักเก็ต Visor หรือผ้าปิดหน้า UV นอกจากนี้ นักกอล์ฟชาวเอเชียยังให้ความสำคัญกับเทรนด์แฟชั่นในทุกมิติ ตั้งแต่การแต่งหน้าไปจนถึงการทำเล็บสีสันสดใส

สำหรับโซน อเมริกา มีการปรับสไตล์การแต่งกายให้ดูโมเดิร์นขึ้น เน้นคล่องตัวและลำลองมากขึ้น โดดเด่นด้วยการใช้สีสดใส โทนพาสเทล หรือสีพื้นแบบสบายๆ เสื้อโปโลแขนสั้นหรือแขนกุดมักมาพร้อมลวดลายกราฟิกเพิ่มความสนุกสนาน จับคู่กับกางเกงขาสั้นแบบเบอร์มิวดา (Bermuda Shorts) หรือกระโปรงกางเกง (Skort) รองเท้ากอล์ฟสไตล์สนีกเกอร์ที่เน้นความสบาย มีเครื่องประดับเพียงไม่กี่ชิ้น เช่น หมวกแก๊ป และแว่นกันแดด สไตล์นี้ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวสปอร์ตแวร์ผสมผสานกับเทรนด์ Athleisure ที่เน้นกีฬาและความสบายไปพร้อมกัน

เมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการ

นักกอล์ฟสาวกับสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์

ลองมาตามติดสไตล์การแต่งกายของนักกอล์ฟในการแข่งขันฮอนด้าแอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025 ปีนี้ว่ามีใครน่าสนใจบ้าง คนแรกนักกอล์ฟสาวไทยอย่าง แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ แชมป์เมเจอร์และเจ้าของแชมป์แอลพีจีเอ2 รายการ เลือกสวมชุดโทนสีเข้ม ซึ่งช่วยเสริมบุคลิกสุขุม น่าเกรงขาม และสะท้อนถึงสมาธิที่แน่วแน่ในเกมการแข่งขัน และในการแข่งขันรอบสุดท้ายในประเทศไทยเธอเลือกสวมเสื้อสีแดงสด และกระโปรงสีขาวซึ่งช่วยเพิ่มความน่าสนใจและความละมุนมากขึ้น

โปรชาวญี่ปุ่น ฮินาโกะ ชิบุโนะ อีกหนึ่งแชมป์เมเจอร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องสไตล์การแต่งตัวสุดเนี้ยบ ไม่ว่าจะเป็นชุดกระโปรงหรือกางเกง ทุกลุคของเธอได้รับการออกแบบมาให้เข้ากับบุคลิกได้อย่างลงตัวโดยผู้สนับสนุนหลักของเธอเอง มาดูแฟชั่นของ ลิน กรานท์ จากสวีเดน เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอทัวร์ โดดเด่นด้วยสไตล์เรียบหรู ชุดของเธอมักเป็นสีล้วน ไม่มีลวดลายกราฟิก จับคู่กับกระโปรงสั้นทรงเข้ารูปหรือกางเกงทั้งขาสั้นและขายาว ส่วนแชมป์เมเจอร์ชาวญี่ปุ่นผู้ซึ่งมาพร้อมกับความน่ารักสดใสอย่าง อายากะ ฟูรุเอะ ซิกเนเจอร์ของเธอคือ ชุดสีสันฉูดฉาด แบบสีนีออน ที่ช่วยเพิ่มความโดดเด่นบนสนาม และดึงดูดทุกสายตาได้อย่างยอดเยี่ยม

จารวี บุญจันทร์

ส่วนนักกอล์ฟไทยตัวแทนแห่งสไตล์ที่ผสมผสานความมั่นใจและสมาร์ทลุค จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล อดีตมือ 1 ของโลก และแชมป์แอลพีจีเอ 4 รายการ มาพร้อมแนวการแต่งตัวที่แสดงถึงความทะมัดทะแมง ทั้งกางเกงขาสั้นและขายาว พร้อมเสื้อเข้ารูปโดยใช้สีเสื้อโทนหวานในการแข่งขันครั้งนี้ที่ช่วยเสริมบุคลิกของเธอให้ดูเด็ดเดี่ยวกล้าหาญ แต่ไม่แข็งกร้าวจนเกินไป

นักกอล์ฟสาวดีกรีแชมป์แอลพีจีเอ 2 รายการ เมียว-ปาจรีย์ อนันต์นฤการสวยอย่างมีสไตล์ไม่แพ้ใคร บางวันเธอดูเป็นสาวหวานด้วยเสื้อและกระโปรงสีหวานเข้าชุด บางวันดูเป็นสาวเปรี้ยวด้วยชุดแซกเข้ารูปที่เน้นความเป็นตัวตนของนักกีฬาแบบสมส่วนมัดผมไว้อย่างเรียบร้อย สวมหมวกใบเก่งเข้ากับใบหน้าและยังมีตัวตุ๊กตาคลุมหัวไม้สุดน่ารักเป็นที่จดจำของแฟนๆ

เยลิมี โนห์

หันมาส่องแฟชั่นของนักกอล์ฟจากฝั่งสหรัฐอเมริกากันบ้าง เยลิมีโนห์ เจ้าของแชมป์แอลพีจีเอแรกฟาวน์เดอร์ส คัพ ที่ให้ความสำคัญกับการเลือกสีสันและลวดลายที่สะท้อนบุคลิก ทั้งดูเป็นมืออาชีพแต่สนุกสนาน และเต็มไปด้วยพลังแห่งความรักในกีฬากอล์ฟ เสื้อผ้าของเธอเน้นความคล่องตัวและสวมใส่สบาย ทรงผมถักเปียหรือมัดเป็นคลื่นที่ดูเป็นเอกลักษณ์ เสริมด้วยหมวกเปิดด้านหลังที่ช่วยให้ลุคของเธอโดดเด่นบนแฟร์เวย์ ถือเป็นการผสานแฟชั่นเข้ากับความเป็นนักกอล์ฟมืออาชีพได้อย่างลงตัว

จินยอง โค เจ้าของสถิติครองมือ 1 ของโลกยาวนานที่สุด 163 สัปดาห์และแชมป์เมเจอร์จากเกาหลีใต้ ปีนี้ เธอปรับการแต่งตัวให้ออกแนวพาสเทลมากขึ้น โดยเน้นสวมใส่กระโปรงสองแบบทั้งแบบสั้นและแบบสั้นปลายบานพร้อมสวมถุงเท้ายาว แต่เอกลักษณ์ของเธอซึ่งเป็นที่จดจำคือการสวมชุดสีขาวล้วนแบบออลไวท์ในการแข่งขันในวันสุดท้ายเสมอ

จินยอง โค

มาดูแฟชั่นจาก ฮโย จู คิมนักกอล์ฟชาวเกาหลีใต้ซึ่งมีดีกรีแชมป์เมเจอร์อีกคน มักปรากฏตัวในชุดกางเกงขายาวที่ดูเรียบร้อยพร้อมทั้งหมวกและแว่นกันแดดสุดเท่ ตลอดการแข่งขันซึ่งทำให้กลายเป็นสไตล์ประจำตัวของเธอที่แฟนๆ กอล์ฟจดจำได้เป็นอย่างดี

สำหรับ แอนนาเบล ดิมม็อค นักกอล์ฟสาวมั่นจากสหราชอาณาจักรก็เป็นที่จดจำในชุดเครื่องแต่งกายที่เน้นแนวสุภาพ ใช้เสื้อแขนยาวสีโทนดำ เทา ขาว น้ำเงิน เข้าชุดกับกางเกงขาสั้นหรือกระโปรง ดูงามสง่าตามสไตล์แฟชั่นจากเมืองผู้ดี

นอกเหนือจากนักกอล์ฟที่ยกตัวอย่างมาบางส่วนแล้ว การแข่งขัน ฮอนด้า แอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025 ในปีนี้ ยังมีนักกอล์ฟชั้นนำจากหลายประเทศรวมทั้งหมด 72 คนมาดวลวงสวิงสุดเร้าใจ พร้อมนำเทรนด์แฟชั่นมาอวดโฉมแก่บรรดาแฟนกอล์ฟให้ได้ชมกันอีกด้วย นอกจากผู้ชมจะได้ลุ้นเกมกอล์ฟที่ตื่นเต้นเร้าใจและกิจกรรมสนุกในแฟนวิลเลจแล้ว ยังได้เพลิดเพลินกับแฟชั่นสุดชิคของบรรดานักกอล์ฟระดับโลกในการแข่งขัน ฮอนด้าแอลพีจีเอ ไทยแลนด์ 2025 ที่ผ่านมาอย่างจุใจ

แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ

แพตตี้-ปภังกร ธวัชธนกิจ

ฮินาโกะ ชิบุโนะ

ฮินาโกะ ชิบุโนะ

จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล

จีโน่-อาฒยา ฐิติกุล

แอนนาเบล ดิมม็อค

แอนนาเบล ดิมม็อค

ลิน กรานท์

ลิน กรานท์

ิโอะ ทากาเดะ

ิโอะ ทากาเดะ

‘เครื่องรัก-เครื่องมุก’ มรดกภูมิปัญญาที่ใกล้สูญหาย SACIT ตอกย้ำคุณค่าผ่านนโยบาย ‘หัตถศิลป์ที่คิดถึง’

‘เครื่องรัก-เครื่องมุก’ มรดกภูมิปัญญาที่ใกล้สูญหาย  SACIT ตอกย้ำคุณค่าผ่านนโยบาย ‘หัตถศิลป์ที่คิดถึง’

‘เครื่องรัก-เครื่องมุก’ มรดกภูมิปัญญาที่ใกล้สูญหาย SACIT ตอกย้ำคุณค่าผ่านนโยบาย ‘หัตถศิลป์ที่คิดถึง’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าตอกย้ำคุณค่าศิลปหัตถกรรมไทย ชูงาน “เครื่องรัก-เครื่องมุก” ผ่านนโยบาย “หัตถศิลป์ที่คิดถึง” ขับเคลื่อนนโยบายการอนุรักษ์งานฝีมือทรงคุณค่า และสืบทอดมรดกทางภูมิปัญญาอันล้ำค่าให้อยู่คู่สังคมไทย มุ่งสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนทักษะเชิงช่าง และเชิดชูผู้สร้างสรรค์ศิลปหัตถกรรม ควบคู่ผลักดันการถ่ายทอดองค์ความรู้ไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า เพื่อตอกย้ำการดำเนินงานของ SACITในการส่งเสริมงานศิลปหัตถกรรมไทยให้มีคุณค่าอย่างยั่งยืน จึงมีนโยบายในการสืบสาน อนุรักษ์ “หัตถศิลป์ที่คิดถึง”หรือกลุ่มงานศิลปหัตถกรรมไทยมรดกทางภูมิปัญญาของประเทศที่ใกล้สูญหายให้ยังคงอยู่กับคนรุ่นหลัง โดยในปี 2568 นี้ SACIT ได้มุ่งเน้นถ่ายทอดองค์ความรู้ และให้ความสำคัญกับงาน “เครื่องรัก-เครื่องมุก” ซึ่งเป็นงานศิลปหัตถกรรมที่สะท้อนถึงคุณค่า และเสน่ห์ของงานหัตถศิลป์ที่มีการสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ผลักดันการถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลาพร้อมปูทางเชื่อมโยงองค์ความรู้ และกระบวนการทักษะเชิงช่างในระดับนานาชาติ

ครูจักรกริศษ์ สุขสวัสดิ์

“สำหรับนโยบายการสืบสานและส่งเสริมคุณค่าหัตถกรรมไทยที่ใกล้สูญหาย มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์งานศิลปหัตถกรรมไทยอันทรงคุณค่าและสืบทอดมรดกภูมิปัญญา พร้อมทั้งผลักดันผลิตภัณฑ์ในกลุ่มงาน “หัตถศิลป์ที่คิดถึง” ให้เป็นที่รู้จักทั้งในและต่างประเทศ โดย SACIT มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายงานศิลปหัตถกรรมประเภทเครื่องรักในระดับสากล ผ่านการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ การสร้างเครือข่ายงานศิลปหัตถกรรม “Local Craft to Global Market” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนางานศิลปหัตถกรรมและแนวทางการส่งเสริมองค์ความรู้งานศิลปหัตถกรรมประเภทเครื่องรัก ผ่านการจัดนิทรรศการ ณ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่ง SACIT ได้ทำความร่วมมือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการนำช่างฝีมืองานศิลปหัตถกรรมศึกษาดูงานระหว่างกัน พร้อมทั้งได้ประสานความร่วมมือเชิญมาร่วมในงาน SACIT Symposium การประชุมวิชาการด้านศิลปหัตถกรรม จากผู้เชี่ยวชาญและผู้สร้างสรรค์งานหัตถกรรมจากกลุ่มประเทศอาเซียน รวมไปถึงจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) เป็นการเปิดมุมมองใหม่ในการพัฒนางานหัตถศิลป์ไทย งาน “เครื่องรัก-เครื่องมุก” และงานศิลปหัตถกรรมไทยอื่น ๆ อีกหลายแขนง”

อัจฉราภรณ์ กล่ำเกลื่อน

ผศ.ดร.อนุชา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ SACIT ยังคงให้ความสำคัญกับผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม โดยเฟ้นหาและนำมายกย่อง เชิดชู เป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ให้การสนับสนุนเหล่าผู้สร้างสรรค์งานหัตถกรรมในทุกมิติ อาทิ การพัฒนาทักษะฝีมือ การส่งเสริมการสร้างรายได้ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าของงานหัตถศิลป์ไทย ดังเช่นผลงานหัตถศิลป์ที่คิดถึงในงาน เครื่องรักและเครื่องมุก โดย ครูจักรกริศษ์ สุขสวัสดิ์ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2564 ของ SACIT ผู้สืบสานงานประดับมุกที่วิจิตรบรรจง และ อัจฉราภรณ์ กล่ำเกลื่อนทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2567 ของ SACIT คนรุ่นใหม่ที่ถ่ายทอดเทคนิคเชิงช่างในกระบวนการลงรักปิดทองควบคู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ได้อย่างร่วมสมัย

ครูจักรกริศษ์ สุขสวัสดิ์ ครูศิลป์ ของแผ่นดิน ปี 2564 ของ SACITผู้สืบสานอนุรักษ์งานประดับมุกที่มีความวิจิตรบรรจง กล่าวว่า “งานประดับมุก”เป็นหนึ่งในมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า และควรแก่การอนุรักษ์เนื่องจากเป็นศิลปะอีกแขนงหนึ่งที่สะท้อนอัตลักษณ์ไทยที่ใกล้สูญหาย ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยฝีมือและความประณีตบรรจง โดยการนำเปลือกหอยที่มีความแวววาว เช่น หอยมุกไฟ หรือหอยโข่งทะเล มาตัด เจียร ฉลุและประดับลงบนชิ้นงาน โดยในอดีตเครื่องประดับมุกเป็นที่นิยมในหมู่ชนชั้นสูงและนิยมนำไปใช้ประดับตกแต่งหุ่นไม้โต๊ะหมู่บูชา ซึ่งในปัจจุบันหอยมุกเป็นวัสดุที่หายากและมีราคาสูง ทำให้ต้องนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยมีช่างรักที่ชำนาญเทคนิคไม่มากนัก จึงเป็นวาระสำคัญของทุกคนในการร่วมกันสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมไทยแขนงนี้ไว้ไม่ให้สูญหาย

“ในฐานะครูศิลป์ของแผ่นดินจึงให้ความสำคัญต่อการนำองค์ความรู้ด้านงานช่างประดับมุกเข้าไปถ่ายทอดในสถานศึกษาที่เปิดหลักสูตรงานช่างสิบหมู่ อีกทั้ง ยังถ่ายทอดตามอัธยาศัยให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจจนสามารถสร้างช่างฝีมือเพื่อรับใช้สังคม สร้างสิ่งของเครื่องใช้ในพระพุทธศาสนา ตลอดจนถวายงานสถาบันพระมหากษัตริย์ อาทิ งานฉลุลายพระโกศจันทน์ งานอนุรักษ์บานประตูวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม
และงานอนุรักษ์บานประตูหอพระมณเฑียร”

ขณะที่ อัจฉราภรณ์ กล่ำเกลื่อน ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ปี 2567 ของ SACIT คนรุ่นใหม่ที่มีความเชี่ยวชาญในงานหัตถกรรม “ลงรักปิดทอง” และยังเป็นอาจารย์ประจำสาขาวิชาหัตถศิลป์ วิทยาลัยเพาะช่าง กล่าวว่า เป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับการเชิดชูเป็นทายาทช่างศิลปหัตถกรรมจาก SACIT เพราะจากจุดเริ่มต้นที่ได้มีโอกาสเข้ามาเป็นสมาชิก SACIT และมีความมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่ใช้ทักษะเชิงช่างในด้านงานหัตถกรรมลงรักปิดทอง ก็ได้มีโอกาสร่วมกิจกรรมต่างๆ ของ SACIT

“เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรม SACIT Academy ที่ได้มีการเปิดอบรมสำหรับเทคนิคการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์เพื่อการศึกษา และการต่อยอด “งานเครื่องรัก” อันทรงคุณค่าประณีตวิจิตรในหลากมิติ และได้รับการอบรมพิเศษสำหรับเทคนิคการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่มีความประณีตโดยเรียนรู้จากรูปแบบของเครื่องรักจากแหล่งผลิตสำคัญของประเทศพม่าจากนักวิชาการผู้มีความเชี่ยวชาญ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำไปประยุกต์ใช้กับหลักสูตรการเรียนการสอนประจำสาขาวิชาฯ โดยยังส่งเสริมการใช้ทักษะ เทคนิคเชิงช่างควบคู่กับการผสมผสานความคิดสร้างสรรค์เพื่อรังสรรค์ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ลงรักปิดทองที่มีความร่วมสมัย เช่นเครื่องประดับ กระเป๋า ปากกา ฯลฯ ที่สามารถใช้งานได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ช่วยสืบสานองค์ความรู้ทักษะเชิงช่างในด้านงานลงรักปิดทองไม่ให้สูญหายไป

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.thth หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่างๆ ได้ทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/sacitofficial และ TikTok SACIT Officialhttps://www.tiktok.com/@sacit_official

AVALON X ANETA GAJOS เชื่อมโยงศิลปะไทย-โปแลนด์ หนุนจิวเวลรี่ไทยสู่เวทีโลก

AVALON X ANETA GAJOS เชื่อมโยงศิลปะไทย-โปแลนด์ หนุนจิวเวลรี่ไทยสู่เวทีโลก

AVALON X ANETA GAJOS เชื่อมโยงศิลปะไทย-โปแลนด์ หนุนจิวเวลรี่ไทยสู่เวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ธันยพล คงวิทยากิจจ์, ANETA GAJOS, สิทธิชัย ปริญญานุสรณ์ รอง ผอ.GIT และธิดารัตน์ คงวิทยากิจจ์

ธันยพล คงวิทยากิจจ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มณีมงคล เจมส์ แฟคตอรี่ จำกัด เจ้าของแบรนด์จิวเวลรี่สัญชาติไทย AVALON ร่วมกับ ANETA GAJOS ศิลปินระดับนานาชาติจากโปแลนด์ จัดเวิร์กช็อป “One Line Drawing & Art Jewelry” ภายในงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair (BGJF) ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ตอกย้ำแนวคิดการเชื่อมโยงศิลปะกับเครื่องประดับไทยในระดับนานาชาติ

เวิร์กช็อปนี้เป็นการร่วมมือระหว่าง AVALON และ ANETA GAJOS ศิลปินระดับนานาชาติจากโปแลนด์ ที่นำเทคนิค One Line Drawing ซึ่งเป็นศิลปะการวาดเส้นต่อเนื่องที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมพลัง มาผสานเข้ากับแรงบันดาลใจจาก ดอกพิกุล ดอกไม้ไทยโบราณที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความมั่นคง ความรุ่งเรือง และความงามเหนือกาลเวลา เพื่อสร้างสรรค์งานออกแบบเครื่องประดับร่วมสมัยที่สามารถเข้าถึงได้ในระดับสากล

ธันยพล คงวิทยากิจจ์ CEO AVALON

ความสำเร็จของเวิร์กช็อปนี้เกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยให้ก้าวสู่ตลาดโลก โดยเฉพาะในงาน Bangkok Gems &Jewelry Fair (BGJF) ที่เป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมศักยภาพของเครื่องประดับไทย

เวิร์กช็อปนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริม Soft Power ไทย ในการเผยแพร่เครื่องประดับไทยสู่เวทีนานาชาติ ผ่านการผสมผสานศิลปะไทยเข้ากับมุมมองร่วมสมัยระดับโลกซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ AVALON ที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงศิลปะ วัฒนธรรม และเครื่องประดับไทยเข้ากับศิลปินระดับโลก เพื่อนำเสนอผลงานที่มีเอกลักษณ์และสามารถเข้าถึงได้ในวงกว้าง

ANETA GAJOS แชร์เทคนิคการวาดลายเส้นเพื่อการออกแบบที่สวยงาม

AVALON ยังคงเดินหน้าพัฒนากิจกรรมและคอลเลคชั่นที่สะท้อนถึงความงดงามของศิลปะไทย พร้อมขับเคลื่อนเครื่องประดับไทยให้เป็นที่รู้จักในระดับโลก ผ่านความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมการออกแบบ

ติดตามกิจกรรมและผลงานของAVALON ได้ที่ www.avalonjewel.com และ Facebook : AVALON Jewelry

Black-Spring Body คอลเลคชั่นที่ใช้เทคนิคลิโนคัทในสไตล์อาร์ตนูโว
ถ่ายทอดความงามและพลังของผู้หญิงผ่านเส้นสายศิลปะที่ประณีต

Black-Spring Body คอลเลคชั่นที่ใช้เทคนิคลิโนคัทในสไตล์อาร์ตนูโว ถ่ายทอดความงามและพลังของผู้หญิงผ่านเส้นสายศิลปะที่ประณีต

ผลงานของวิทยากร ANETA GAJOS

ผลงานของวิทยากร ANETA GAJOS

FENDI Mamma Baguette โฉมใหม่ บนรันเวย์ Spring/Summer 2025

FENDI Mamma Baguette โฉมใหม่ บนรันเวย์ Spring/Summer 2025

FENDI Mamma Baguette โฉมใหม่ บนรันเวย์ Spring/Summer 2025

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

FENDI เปิดตัวกระเป๋ารุ่น Mamma Baguette อีกครั้ง บนรันเวย์ของคอลเลคชั่น Spring/Summer 2025 ถูกปรับโฉมในรูปแบบใหม่ให้มีความนุ่มนวลและร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการแสดงออกถึงมรดกอันยาวนานของเมซง และเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการเปิดตัวในครั้งนี้ทางเมซงได้ร่วมมือกับศิลปินป๊อปสตาร์สาวชาวบริติช อย่าง Jade Thirlwall (เจด เธิร์ลวอลล์)ผู้ซึ่งนำพลังอันเปี่ยมล้นของเธอมาสู่แคมเปญ โดยถ่ายทำและกำกับโดยคู่หูดูโออย่าง Scandebergs พร้อมทั้งนำเสนอเพลงใหม่ล่าสุดอันน่าตื่นตาตื่นใจของ Jade (เจด) ซึ่งถือเป็นการพรีวิวเพลงใหม่ของเธอในแคมเปญนี้ของ FENDI โดยเฉพาะ

ดีนี่ คว้าครอบครัว ‘แดน วรเวช – แพทตี้ อังศุมาลิน’ เป็นพรีเซ็นเตอร์พร้อมลูกแฝด ‘น้องลิกก้า – น้องโรร่า’

ดีนี่ คว้าครอบครัว ‘แดน วรเวช - แพทตี้ อังศุมาลิน’  เป็นพรีเซ็นเตอร์พร้อมลูกแฝด ‘น้องลิกก้า - น้องโรร่า’

ดีนี่ คว้าครอบครัว ‘แดน วรเวช – แพทตี้ อังศุมาลิน’ เป็นพรีเซ็นเตอร์พร้อมลูกแฝด ‘น้องลิกก้า – น้องโรร่า’

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ดีนี่ (D-nee) หนึ่งในแบรนด์สินค้าคุณภาพภายใต้บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) คว้าครอบครัวนักแสดงชื่อดัง “แดน”วรเวช ดานุวงศ์ “แพทตี้” อังศุมาลินสิรภัทรศักดิ์เมธา พร้อมลูกแฝดชายหญิง น้องลิกก้า-น้องโรร่า เป็นพรีเซ็นเตอร์ครอบครัวใหม่ของดีนี่ร่วมการันตีคุณภาพความอ่อนโยนของผลิตภัณฑ์ไฮไลท์กลุ่มออร์แกนิคที่คุณพ่อคุณแม่ทั่วประเทศไว้วางใจ เปิดตัวท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่น โดยมีเหล่าคุณพ่อคุณแม่อินฟลูเอ็นเซอร์คนดังพาลูกน้อย มาร่วมแต่งแต้มความสดใสในงาน ณ แฟชั่นฮอลล์ สยามพารากอนเมื่อเร็วๆ นี้

ศิริสุภา อาจสัญจร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงปัจจัยความสำเร็จของดีนี่
ในฐานะแบรนด์อันดับ 1 ที่ได้รับการไว้วางใจจากคุณแม่คุณพ่อ การันตีจากรางวัลที่ได้รับในปี 2567 ที่ผ่านมากว่า 7 รางวัล จาก 3 เวทีใหญ่ อย่าง Amarin Baby & Kids Award 2024,theAsianparent Awards 2024 และ The Selection ทั้งยังเป็นแบรนด์แรกในใจของผู้ที่มองหาผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคที่มีคุณภาพ

“ทุกวันนี้ผู้บริโภคมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น และมองหาสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์เฉพาะความต้องการมากยิ่งขึ้น ซึ่ง ดีนี่ มุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์และสร้างความพึงพอใจให้ผู้บริโภคมาตลอด และการสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจผ่านการสื่อสารด้วยสื่อต่างๆ ที่เข้าถึงผู้บริโภคและโรงพยาบาลทั่วประเทศ ตลอดจนมีการจัดแคมเปญต่างๆ ผ่านช่องทางที่หลากหลาย เพื่อสร้างเชื่อมั่นกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ที่มองหาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลลูกน้อยในทุกช่วงวัยโดยเฉพาะตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งในปีนี้ นอกจากจะมีพรีเซ็นเตอร์ใหม่ของแบรนด์แล้ว ยังมีภาพยนตร์โฆษณาน่ารักๆ ที่จะได้เห็นพ่อแม่มือใหม่อย่าง แดน วรเวช และแพทตี้ อังศุมาลิน ให้บรรดาแฟนๆ ได้ติดตามชมอีกด้วย”

สำหรับปีนี้ ดีนี่ ได้คุณพ่อ “แดน” วรเวชดานุวงศ์, คุณแม่ “แพทตี้” อังศุมาลิน สิรภัทรศักดิ์เมธาและ น้องลิกก้า-น้องโรร่า แฝดชายหญิงสุดน่ารัก มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ล่าสุดของครอบครัวดีนี่ ตัวแทนของครอบครัวยุคใหม่ที่เลี้ยงลูกเอง และมีคาแร็กเตอร์ที่เต็มไปด้วยความสดใสร่าเริง มีความใกล้ชิดกับลูกน้อย และเข้าใจพัฒนาการลูกได้เป็นอย่างดี ทั้งยังใส่ใจในการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ดีนี่ ที่คัดสรรส่วนผสมและสารสกัดต่างๆ เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดที่เหมาะกับผิวบอบบางแพ้ง่ายของลูกน้อย และเชื่อมั่นว่า ภาพลักษณ์ครอบครัวคนรุ่นใหม่อย่างแดน-แพทตี้ จะสามารถสื่อสารไปยังพ่อแม่และครอบครัวอื่นๆ ให้เชื่อมั่นในแบรนด์และผลิตภัณฑ์ได้เป็นอย่างดี

กองทุนภูมิอากาศสีเขียว เดินหน้าปรับเปลี่ยนวิถีการปลูกข้าวรับมือภาวะโลกร้อน

กองทุนภูมิอากาศสีเขียว เดินหน้าปรับเปลี่ยนวิถีการปลูกข้าวรับมือภาวะโลกร้อน

กองทุนภูมิอากาศสีเขียว เดินหน้าปรับเปลี่ยนวิถีการปลูกข้าวรับมือภาวะโลกร้อน

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 19.17 น.

26 กุมภาพันธ์ 2568  ประเทศไทยเดินหน้าปฏิรูปภาคการปลูกข้าวด้วยเงินทุนสนับสนุนรวม 118 ล้านยูโร คิดเป็นเงินไทยประมาณ 4.181 พันล้านบาท ภายใต้โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Thai Rice: Strengthening Climate-Smart Rice Farming Project) มุ่งส่งเสริมศักยภาพเกษตรกรไทย 253,400 รายให้สามารถนำรูปแบบการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศมาปรับใช้ พร้อมตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.44 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายในปี พ.ศ. 2571

โครงการเพิ่มศักยภาพการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศ ประสานความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก กองทุนภูมิ อากาศสีเขียว กระทรวงเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) ผ่านโครงการ develoPPP และทุนสมทบจากพันธมิตรจากภาคเอกชนในระดับนานาชาติ ได้แก่ เอโบรฟู้ดส์ (Ebro Foods) มาร์ส ฟู้ด (Mars Food) โอแลม อะกริ (Olam Agri) และเป๊ปซี่โค (PepsiCo) นอกจากนี้ยังผนึกความร่วมมือจากหลากหลายหน่วยงานเช่น กรมการข้าวและกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) สถาบันวิจัยข้าวระหว่างประเทศ (IRRI) และองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ)

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีการปลูกข้าวในประเทศไทยไปสู่การปลูกข้าววิถีใหม่ผ่านการนำเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ เท่าทันต่อภูมิอากาศ (Climate-Smart Agriculture) มาปรับใช้เพื่อยึดถือเป็นแนวทางในการปลูกข้าว โดยคาดการณ์ว่า แนวทางนี้จะช่วย ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร เพิ่มรายได้และพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และส่งเสริมความเข้มแข็ง ของระบบนิเวศการตลาดในภาคการปลูกข้าว ในระยะเวลาการดำเนินโครงการ 5 ปี คือตั้งแต่พ.ศ. 2567 – 2571

โครงการนี้ยังมุ่งหวังส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวสามารถเข้าถึงและนำ 10 เทคโนโลยีีการเกษตรที่เท่าทันต่อภูมิอากาศมาปรับใช้ กับการจัดการพื้นที่นาและพื้นที่เกษตรของตนได้แก่ การจัดการน้ำระดับแปลงนา การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ การจัดการน้ำ แบบเปียกสลับแห้ง การจัดการฟางและตอซัง การจัดการธาตุอาหารในนาข้าว การใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และสภาพภูมิอากาศ การหว่านหรือหยอดข้าวแห้ง การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน ระบบการปลูกพืชที่มีข้าวเป็นพืชหลักและการใช้ข้อมูลพยากรณ์ อากาศสำหรับการเพาะปลูก เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังเสริมศักยภาพ ในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน ผ่านการส่งเสริมการเกษตร  ตลอดจนการเข้าถึงช่องทางการสนับสนุน ทางการเงิน เพื่อประโยชน์ต่อทั้งเกษตรกรรายย่อย ครัวเรือน ชุมชนและภาคส่วนการปลูกข้าวไทยในระยะยาว

งานเปิดตัวโครงการในครั้งนี้ จัดขึ้นที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ภายใต้แนวคิด “Rice is More: More Vision, More Action, More People Benefitting” มุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือและสร้างพลังขับเคลื่อนร่วมกัน เพื่อขยายแนวทางการประยุกต์ใช้การเกษตรที่เท่าทัน ต่อภูมิอากาศให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกข้าวหลักทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงาน จากภาคส่วนต่าง ๆ ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด ผ่านการเสวนาเชิงนโยบาย รวมถึงโอกาสการลงทุนในภาคการผลิตข้าวของไทย เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคการปลูกข้าวไทย ได้มารวมตัวและเสริมสร้างความร่วมมืออันเป็นหนึ่งเดียวกัน กิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นเวทีกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายของทุกภาคส่วน เพื่อวางแผนการดำเนินงานเชิงลึกในพื้นที่ 21 จังหวัดของโครงการ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกข้าวหลักของประเทศไทย มีผู้เข้าร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกข้าว ประกอบไปด้วยตัวแทนจากภาครัฐ ภาคเอกชน ตัวแทนเกษตรกร และสถาบันวิจัยประมาณ 200 คน

ดร.แอ็นสท์ ไรเชิล เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทยกล่าวเปิดงาน พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของ ความร่วมมือในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ “วันนี้ผมยินดีที่ได้เห็นรัฐบาลไทย องค์กรภาคีระหว่างประเทศ ภาคเอกชน และตัวแทนเกษตรกรได้มารวมตัวกันภายใต้วิสัยทัศน์เดียวกัน ไม่มีหน่วยงานใด ที่จะขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้เพียงลำพัง การจะบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่และนำประโยชน์มาสู่ทั้งผู้คนและสิ่งแวดล้อมได้ จำเป็นต้องอาศัยแนวทางการแก้ปัญหาที่มาจากความร่วมมือ การแลกเปลี่ยนความรู้และความมุ่งมั่นที่จะทำตามเป้าหมายในระยะยาวร่วมกัน”

นายอานนท์ นนทรีย์ รองอธิบดีกรมการข้าว กล่าวในช่วงปาฐกถาพิเศษถึงแนวคิด “Rice is More” ที่สะท้อนความมุ่งมั่นของโครงการในการยกระดับผลผลิตข้าวและคุณภาพชีวิตเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนิเวศทางการตลาดของข้าวไทยว่า “Rice is More คือวิสัยทัศน์ของการทำให้ข้าวไทยก้าวไปข้างหน้ามากกว่าเดิม ข้าวไม่ได้เป็นเพียงแค่พืชเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการ สร้างอนาคตที่ยั่งยืน เราต้องทำให้ข้าวไทยเป็นตัวแทนของ คุณภาพ มาตรฐาน และนวัตกรรม เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจสำหรับเกษตรกรไทย ที่พร้อมแข่งขันในตลาดโลก”

ดร.ทีโม เมนนิเคน ผู้อำนวยการ GIZ ประจำประเทศไทยกล่าวว่า “ความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ จะทำให้วิถีการปลูกข้าวที่เท่าทันต่อภูมิอากาศได้รับการยอมรับ และนำมาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติหลักของภาคการปลูกข้าว เพื่อเพิ่มรายได้ให้ เกษตรกร ควบคู่ไปกับการป้องกันภาวะโลกร้อนในอนาคตต่อไป”

-(016)

สภาคณบดีวิทยาศาสตร์ จับมือ สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เตรียมตั้ง ‘ภาคีความร่วมมือวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ไทย’

สภาคณบดีวิทยาศาสตร์ จับมือ สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เตรียมตั้ง 'ภาคีความร่วมมือวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ไทย'

สภาคณบดีวิทยาศาสตร์ จับมือ สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เตรียมตั้ง ‘ภาคีความร่วมมือวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ไทย’

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 16.04 น.

ครั้งแรกของไทย ! สภาคณบดีวิทยาศาสตร์ จับมือ สภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ เตรียมตั้ง “ภาคีความร่วมมือวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ไทย” ด้าน “สุวิทย์ เมษินทรีย์” เสนอ 3 แนวทางเปลี่ยนประเทศยั่งยืน แนะปรับจากเทคโนโลยีลอกเลียนแบบไม่ได้สู่เทคโนโลยีที่เปิดเผยต้นฉบับให้คนเข้าถึงเพื่อพัฒนาต่อยอด – ปรับจากการควบคุมของภาครัฐ สู่การใช้กลไกความต้องการของตลาดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ – ปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างนวัตกรรมให้เกิดคุณค่าและมูลค่าสูงสุด

สมาคมสภาคณบดีวิทยาศาสตร์ นำโดย ศ.ดร.สันติ แม้นศิริ นายกสมาคมสภาคณบดีวิทยาศาสตร์ และสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย นำโดย รศ.ดร.ธงชัย ฟองสมุทร ประธานสภาคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทย ร่วมประชุมหารือเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยด้วย “ภาคีความร่วมมือวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ไทย” (Thailand Science & Engineering Consortium) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การอุดมศึกษาของประเทศไทยที่สภาคณบดีฯ ทั้งสองซึ่งถือเป็นผู้นำด้านวิชาการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศได้มาพบปะและหารือความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมอย่างเป็นทางการ โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วม ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โอกาสนี้ ที่ประชุมได้เชิญ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีต รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วมประชุมและให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ในการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย รวมไปถึงสถาบันวิจัยต่างๆ ของไทย ซึ่งได้เข้าร่วมนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ในการประชุมครั้งนี้ด้วย อาทิ ความก้าวหน้าสำคัญด้านดาราศาสตร์และเทคโนโลยีอวกาศของประเทศ (โครงการภาคีความร่วมมืออวกาศไทย หรือ Thai Space Consortium) โดย ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร. หรือ NARIT), ความก้าวหน้าโครงการสร้างเครื่องกำเนิดแสงซินโครตรอนระดับพลังงาน 3 พันล้านอิเล็กตรอนโวลต์ (GeV) ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) โดย รศ.ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) และความก้าวหน้าของแผนปฏิบัติการด้านปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (AI Thailand) โดย ดร.ศวิต กาสุริยะ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) เป็นต้น

ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า หน่วยงานในกระทรวง อว. ต่างมีพลังในการนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง โดยอาศัยความร่วมมือที่เป็นพลังเสริมสร้างซึ่งกันและกัน ทุกคนมีความสามารถและเป็นคนเก่ง แต่ต่างคนต่างเก่ง ไม่เกิดประโยชน์ จึงหวังอยากให้เกิดการร่วมมือกัน ให้เกิดความมุ่งมั่นในการทำงานร่วมกัน และร่วมกันคิดว่าจะร่วมมือกันทำงานอย่างไร เป็นการลงทุนเพื่ออนาคต และชวนให้ทุกคนคิดในการสร้างสมดุลระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีขั้นสูง และงานวิจัยขั้นแนวหน้า กับงานวิจัยเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ และงานวิจัยประยุกต์ โดยร่วมกันใช้โครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศ เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค และเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เป็นต้น ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมไปกับการสร้างและพัฒนากำลังคนในระดับต่าง ๆ ตามความต้องการของประเทศ

ดร.สุวิทย์ กล่าวต่อว่า แนวทางการเปลี่ยนแปลงประเทศที่ยั่งยืนในปัจจุบัน ต้องเกิดจากการขยับและปรับเปลี่ยน หรือ “Shift” 3 ประการ ได้แก่ ประการแรก คือ การปรับจากเทคโนโลยีที่ลอกเลียนแบบไม่ได้ (Proprietary technology) ไปสู่เทคโนโลยีแบบโอเพนซอร์ส (Open-source technology) แบบที่เปิดเผยต้นฉบับให้เกิดการพัฒนาต่อยอด เช่น การเกิดขึ้นของ DeepSeek ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI สัญชาติจีน ที่ไม่ถูกจำกัดด้วยการลงทุนหน่วยประมวลผลขั้นสูง หรือ GPUs เท่านั้น แต่สามารถใช้การสร้างโมเดลด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ามาก โดยยังได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสูง เกิดเป็นการสร้างโอกาสให้ผู้พัฒนาและผู้ใช้เข้าถึง AI ได้อย่างกว้างขวางขึ้นในราคาที่ถูกลง เป็นต้น ประการที่สอง คือ การปรับจากการควบคุมของภาครัฐ ไปสู่การใช้กลไกความต้องการของตลาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่จะพลิกโฉมระบบเศรษฐกิจในโลกอนาคตอันใกล้นี้ คือ เศรษฐกิจอวกาศ ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันของผู้เล่นหน้าใหม่ในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรม ที่เป็นภาคเอกชนจำนวนมาก และ ประการที่สาม คือ การปรับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการสร้างนวัตกรรมให้เกิดคุณค่าและมูลค่าสูงสุด โดยมุ่งไปสู่ การสร้างแพลตฟอร์ม, ระบบนิเวศ หรือระบบที่แบ่งปันการใช้ทรัพยากร ไม่ใช่มุ่งแต่การสร้างนวัตกรรมเป็นชิ้นเล็กๆ จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่าสูง ซึ่งไม่เกิดความคุ้มค่า

-(016)