‘บกปภ.ช.’สรุปภาพรวม‘แผ่นดินไหว’ เผยระดมสรรพกำลังเข้ากู้ภัย-ช่วยคนติด‘ซากตึก สตง.’

‘บกปภ.ช.’สรุปภาพรวม‘แผ่นดินไหว’ เผยระดมสรรพกำลังเข้ากู้ภัย-ช่วยคนติด‘ซากตึก สตง.’

‘บกปภ.ช.’สรุปภาพรวม‘แผ่นดินไหว’ เผยระดมสรรพกำลังเข้ากู้ภัย-ช่วยคนติด‘ซากตึก สตง.’

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.26 น.

“บกปภ.ช.”แถลงสรุปสถานการณ์-การให้ความช่วยเหลือจากเหตุแผ่นดินไหวล่าสุด เกิดอาฟเตอร์ช็อก 177 ครั้ง เผยระดมสรรพกำลังทุกหน่วยทั้งไทย-เทศ เข้ากู้ภัย-ช่วยคนติด”ซากตึก สตง.” สั่งทุกจังหวัดเร่งสำรวจเสียหาย-ให้ความช่วยเหลือ ยันหากงบประมาณไม่พอ ขอขยายวงเงินได้ทันที ขณะที่”ทางด่วนดินแดง”กลับมาเปิดใช้บริการตี 5 วันที่ 31 มี.ค.

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 ที่กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดี ปภ.ในฐานะฝ่ายเลขานุการ บกปภ.ช.แถลงสรุปความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือกรณีเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลต่อประเทศไทยได้รับผลกระทบหลายพื้นที่ ว่า บกปภ.ช.ได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เกิดสถานการณ์จนถึงปัจจุบันมีอาฟเตอร์ช็อก ขนาด 2.8 – 7.1 เกิดขึ้นรวม 177 ครั้ง และจะเกิดขึ้นต่อไปอีกระยะหนึ่ง แต่จะไม่รุนแรงและไม่ส่งผลกระทบหรือรู้สึกสั่นไหว

สำหรับการให้ความช่วยเหลือ ขณะนี้ทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบได้เร่งให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างเต็มกำลัง ส่วนจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวสามารถใช้งบประมาณจากเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในอำนาจผู้ว่าราชการจังหวัด วงเงิน 20 ล้านบาท สามารถดำเนินการสำรวจ และจัดทำบัญชีความเสียหายเพื่อพิจารณาช่วยเหลือตามระเบียบหลักเกณฑ์ ถ้าหากไม่เพียงพอสามารถขอขยายวงเงินมาที่ ปภ.เพื่อส่งต่อให้กับกรมบัญชีกลางต่อไป ให้ความช่วยเหลือมีความต่อเนื่องและรวดเร็ว หากงบประมาณในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด จำนวน 20 ล้านบาท ไม่เพียงพอ ขอให้แจ้งเพื่อขยายวงเงินทดรองราชการฯ ได้ทันที

นายภาสกร กล่าวต่อว่า ขณะที่การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด ทางกรมบัญชีกลางได้อนุมัติให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขยายวงเงินทดรองราชการเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (กรณีแผ่นดินไหว) วงเงิน 200 ล้านบาท โดยเน้นในด้านการดำรงชีพและด้านการปฏิบัติงานในพื้นที่ ซึ่งขั้นตอนจากนี้ไป บกปภ.ช.จะได้ประสานให้จังหวัดที่ได้รับผลกระทบเร่งตรวจสอบและจัดทำบัญชีความเสียหาย และให้ความช่วยเหลือประชาชนตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว

เลขานุการ บกปภ.ช.กล่าวอีกว่า สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุอาคารสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ ถล่ม ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร หน่วยทหาร เจ้าหน้าที่ตำรวจ จิตอาสา อปพร. อาสาสมัคร มูลนิธิ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งให้การช่วยเหลือผู้ติดค้างภายใต้ซากอาคารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกำหนดพื้นที่ค้นหาและกู้ภัย (Zoning) อย่างเป็นระบบและชัดเจน พื้นที่บางส่วนสามารถนำเครื่องจักรใหญ่เข้าเปิดทางเพื่อให้ทีมค้นหาและกู้ภัยเข้าดำเนินการได้

นอกจากนี้ ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นหาและกู้ภัยจากต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศจีน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล เข้ามาสนับสนุนการปฏิบัติงาน ในส่วนของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ระดมทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง (USAR) ไปสนับสนุนการปฏิบัติงาน รวม 77 นาย พร้อมด้วยเครื่องมือ อุปกรณ์ และเครื่องจักรกลสาธารณภัย จากศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต 1 ปทุมธานี เขต 2 สุพรรณบุรี และเขต 3 ปราจีนบุรี เข้าร่วมปฏิบัติการ พร้อมทั้งสั่งการให้ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตทั่วประเทศเตรียมความพร้อมเครื่องจักรกลสาธารณภัย กว่า 355 รายการ ให้พร้อมสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ส่วนกรณีเครนที่ได้รับผลกระทบถล่มที่บริเวณทางด่วนดินแดง การทางพิเศษแห่งประเทศไทยแจ้งว่าจะเปิดบริการประชาชนได้เป็นปกติในเวลา 05.00 น.ของวันพรุ่งนี้ (31 มี.ค)

“ขอฝากถึงประชาชนเพิ่มเติม เนื่องจากการตรวจสอบสภาพอากาศระยะนี้ พบว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 1 เม.ย.68 พื้นที่ 62 จังหวัด ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง มีโอกาสเกิดพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าในบางพื้นที่ ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากพายุ ฝนฟ้าคะนอง โดยขอติดตามข้อมูลสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งก่อสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่มั่นคงแข็งแรง และให้เตรียมการป้องกันผลิตผลทางการเกษตรที่อาจได้รับความเสียหาย ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ประสานจังหวัดเตรียมความพร้อมบุคลากร อุปกรณ์ เครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมออกช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงทีแล้ว” อธิบดี ปภ.กล่าว

‘นายกฯ’กล่าวในวันอีฎิ้ลฟิตริ ส่งความรัก-ปรารถนาดียังชาวไทยมุสลิมทุกคน

'นายกฯ'กล่าวในวันอีฎิ้ลฟิตริ ส่งความรัก-ปรารถนาดียังชาวไทยมุสลิมทุกคน

‘นายกฯ’กล่าวในวันอีฎิ้ลฟิตริ ส่งความรัก-ปรารถนาดียังชาวไทยมุสลิมทุกคน

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.59 น.

‘นายกฯ’กล่าวในวันอีฎิ้ลฟิตริ ฮ.ศ.1446 ส่งความรัก ความปรารถนาดียังชาวไทยมุสลิมทุกคน ชื่นชมศรัทธาที่เข้มแข็ง ความอดทน อดกลั้น ความมุ่งมั่น เสียสละ  

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2568 เวลา 20.00 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวเนื่องในวันอีฏิ้ลฟิตริ ประจำปี พ.ศ. 2568 ฮิจเราะห์ศักราช 1446 โดยมีใจความว่า ขอส่งความปรารถนาดีมายังชาวไทยมุสลิมทุกคนทั้งที่พำนักในประเทศ ไทยและในต่างประเทศ วันอีฏิ้ลฟิตริ เป็นวาระแห่งการเฉลิมฉลองวันสิ้นสุดการถือศีลอดในเดือนรอมฏอน ซึ่งชาวมุสลิมได้ปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างสมบูรณ์ ถือเป็นการก้าวข้ามผ่านการทดสอบที่พิสูจน์ถึงความศรัทธาอันเข้มแข็ง ความอดทน อดกลั้น ความมุ่งมั่น เสียสละ  

นายกรัฐมนตรี กล่าวชื่นชมถึงจิตใจที่บริสุทธิ์และความมุ่งหมายในการทำคุณงามความดี เพื่อน้อมถวายแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า รวมทั้ง การกระทำคุณงามความดี การให้ทาน การให้อภัย ความเอื้ออาทรต่อกันและการปฏิบัติแห่งวิถีอิสลามที่งดงามที่มีความรักอย่างแท้จริง จะส่งผลให้ทุกคนประสบแต่ความสุข มีความสุขสมบูรณ์เพิ่มพูนผล และมีความสงบในจิตใจตลอดไป

มั่นคงแข็งแรง! ‘เลขาธิการสภาฯ’นำทีมตรวจ‘อาคารรัฐสภา’หลังเหตุแผ่นดินไหว

มั่นคงแข็งแรง! ‘เลขาธิการสภาฯ’นำทีมตรวจ‘อาคารรัฐสภา’หลังเหตุแผ่นดินไหว

มั่นคงแข็งแรง! ‘เลขาธิการสภาฯ’นำทีมตรวจ‘อาคารรัฐสภา’หลังเหตุแผ่นดินไหว

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.33 น.

“เลขาธิการสภาฯ”นำทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ เข้าตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้าง”อาคารรัฐสภา”ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว ยันมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย ใช้งานได้ตามปกติ พร้อมเปิดประชุม สส.

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 ที่รัฐสภา ว่าที่ ร.ต.ต.อาพัทธ์ สุขะนันท์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย ว่าที่เรือตรี ยุทธนา สำเภาเงิน รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง นำทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ ประกอบด้วย ดร.การุญ จันทรางศุ อุปนายกสภาวิศวกร คนที่ 1 รศ.เอนก ศิริพานิชกร กรรมการสภาวิศวกร อาจารย์ทรงเกียรติ มธุพยนต์ วิศวกรผู้ควบคุมงาน และที่ปรึกษาบริหารโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เข้าสำรวจตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของโครงสร้างอาคารรัฐสภา ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันศุกร์ที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยตรวจสอบตามแบบก่อสร้างทุกชั้น ทั้งฝั่งของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และฝั่งของสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อเป็นการยืนยันถึงความปลอดภัย ซึ่งผลการตรวจสอบทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่ได้ทำการสำรวจมีความเห็นและยืนยันว่า โครงสร้างอาคารรัฐสภามีความมั่นคงแข็งแรง ปลอดภัย และสามารถใช้งานได้ตามปกติ พร้อมรองรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 2 – 3 เม.ย.นี้

– 006

‘อรอุมา บุญศิริ’คว้าชัย! เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 2 บึงกาฬ

'อรอุมา บุญศิริ'คว้าชัย! เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 2 บึงกาฬ

‘อรอุมา บุญศิริ’คว้าชัย! เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 2 บึงกาฬ

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.08 น.

“อรอุมา บุญศิริ”คว้าชัย! ผลการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 2 บึงกาฬ อย่างไม่เป็นทางการ

เมื่อเวลา 19.31 น.วันที่ 30 มีนาคม 2568 ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ สำหรับการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 2 จังหวัดบึงกาฬ ผลปรากฎว่า นางอรอุมา บุญศิริ ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีคะแนน 46,167 คะแนน ไม่ประสงค์ลงคะแนน 8,779 คะแนน บัตรเสีย 1,840 คะแนน โดยมีจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง 108,224 คน มาใช้สิทธิ์ 56,786 คน คิดเป็นร้อยละ 52.47 หน่วยเลือกตั้ง 230 หน่วย นับครบแล้ว 100%

– 006

เปิดรายชื่อ! ‘อนุทิน’เซ็นตั้งคกก.สืบสวนข้อเท็จจริง’ตึก สตง.’ถล่ม

เปิดรายชื่อ! 'อนุทิน'เซ็นตั้งคกก.สืบสวนข้อเท็จจริง'ตึก สตง.'ถล่ม

เปิดรายชื่อ! ‘อนุทิน’เซ็นตั้งคกก.สืบสวนข้อเท็จจริง’ตึก สตง.’ถล่ม

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.43 น.

เปิดรายชื่อ! “อนุทิน”ลงนามตั้งคกก.สืบสวนข้อเท็จจริงการก่อสร้าง”อาคาร สตง.”หลังถล่มจากแผ่นดินไหว “พิศุทธิ์”นั่งเป็นประธาน รายงานผล”มท.1″ภายใน 7 วัน

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ลงนามคำสั่งกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติที่ 5/2568 เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง

ด้วยปรากฏเมื่อวันที่ 28 มี.ค.68 ได้เกิดอาคารที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างถล่ม อันสืบเนื่องมาจากผลกระทบแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 8.2 ริกเตอร์ ศูนย์กลางบริเวณประเทศเมียนมา ทำให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และสูญหายเป็นจำนวนมาก เนื่องจากอาคารดังกล่าวเป็นอาคารของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ซึ่งเป็นอาคารสูง นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมืองดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงในการก่อสร้างอาคารดังกล่าว จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 รมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยมีองค์ประกอบ หน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้

ประกอบด้วย

1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธเนศ วีระศิริ นายกสภาวิศวกร ที่ปรึกษา
2. นายพิศุทธิ์ สุขุม วิศวกรใหญ่กรมโยธาธิการและผังเมือง ประธานกรรมการ
3. นายพรรณรบ เตชะมงคลาภิวัฒน์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง รองประธานกรรมการ
4. ศาสตราจารย์ เป็นหนึ่ง วานิชชัย กรรมการ
5. ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรรมการ

6. ผู้แทนกรุงเทพมหานคร กรรมการ
7. ผู้แทนสภาวิศวกร กรรมการ
8. ผู้แทนวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ กรรมการ
9. ผู้แทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรมการ
10. ผู้แทนสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรรมการ

11. ผู้แทนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรรมการ
12. ผู้แทนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กรรมการ
13. ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กรรมการ
14. ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมโครงสร้างและงานระบบ กรรมการ
15. ผู้อำนวยการสำนักควบคุมและตรวจสอบอาคาร กรรมการ

16. ผู้อำนวยการสำนักสถาปัตยกรรม กรรมการ
17. ผู้อำนวยการกองควบคุมการก่อสร้าง กรรมการ
18. ผู้อำนวยการกองวิเคราะห์วิจัยและทดสอบวัสดุ กรรมการ
19. น.ส.สุธาสินี อาทิตย์เที่ยง วิศวกรโยธาชำนาญการ กรรมการ
20. น.ส.ฐิตาพรรณ ฉันทโชติ วิศวกรโยธาชำนาญการ กรรมการและเลขานุการ

21. นายชัยธัช กัณฐวิจิตร วิศวกรโยธาชำนาญการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
22. น.ส.อรณิชา รองวิริยะพานิช วิศวกรโยธาชำนาญการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

โดยมีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้

1.รวบรวมพยานหลักฐานทั้งปวง เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกี่ยวข้องและข้อเท็จจริงในกรณีอาคารที่อยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างถล่ม

2.เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงหรือให้ข้อเท็จจริง

3.เรียกเอกสารที่เกี่ยวข้องที่สามารถใช้เป็นพยานหลักฐานจากบุคคลหรือหน่วยงานที่ครอบครองเอกสารดังกล่าว

4.ตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการเรื่องใดๆ ที่คณะกรรมการมอบหมาย

5.สรุปผลการสืบสวนพร้อมความเห็น แล้วรายงานผลให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 7 วัน นับแต่วันที่ประธานกรรมการทราบคำสั่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 30 มี.ค.68

– 006

เริ่มนับคะแนน! เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 2 บึงกาฬ คาดเสร็จไม่เกิน 2 ทุ่ม

เริ่มนับคะแนน! เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 2 บึงกาฬ คาดเสร็จไม่เกิน 2 ทุ่ม

เริ่มนับคะแนน! เลือกตั้งซ่อม สส.เขต 2 บึงกาฬ คาดเสร็จไม่เกิน 2 ทุ่ม

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.46 น.

การนับคะแนนเลือกตั้งซ่อม สส.เขต 2 บึงกาฬ เริ่มขึ้นแล้ว หลังปิดหีบลงคะแนน โดยการนับคะแนนมาจาก 230 หน่วยเลือกตั้ง 3 อำเภอ คาดแล้วเสร็จไม่เกิน 2 ทุ่ม

วันนี้ (30 มีนาคม 2568) หลังปิดหีบเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบึงกาฬ เขตเลือกตั้งที่ 2 ที่ศาลาหอพระบ้านสว่างพัฒนา ตำบลบึงโขงหลง อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ กรรมการประจำหน่วยเริ่มนับคะแนนทันที เมื่อนับคะแนนแล้วเสร็จ จะนำส่งผลของแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬประมวลผล ทั้ง 230 หน่วยเลือกตั้ง จาก 3 อำเภอ เป็นการเลือกตั้งรอบซ่อม ตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.

การเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ นายสุวรรณา กุมภิโร อดีต สส.เขต 2 พรรคภูมิใจไทย ถูกศาลฎีกาพิพากษาตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี ทำให้ นางอรอุมา บุญศิริ ภรรยาของนายสุวรรณา ลงสมัครรับเลือกตั้งแทน และเป็นผู้สมัครเพียงรายเดียว

อย่างไรก็ตาม แม้นางอรอุมา จะลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ แต่เธอไม่สามารถใช้สิทธิ์เลือกตั้งได้ เนื่องจากย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ในจังหวัดบึงกาฬ ยังไม่ครบ 1 ปี ตามที่กฎหมายกำหนด

คณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดบึงกาฬ จัดตั้งศูนย์ประสานงาน และสายด่วนรับเรื่องร้องเรียนการทุจริต ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใส คาดว่าการนับคะแนน แล้วเสร็จไม่เกินเวลา 20.00 น.และ กกต.จะประกาศผลอย่างเป็นทางการในวันถัดไป หากไม่มีข้อร้องเรียน หรือปัญหาที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

หวังแต่รายได้จากการมอมเมา? ‘นิพนธ์’ต้าน’เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

หวังแต่รายได้จากการมอมเมา? 'นิพนธ์'ต้าน'เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์'

หวังแต่รายได้จากการมอมเมา? ‘นิพนธ์’ต้าน’เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์’

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.32 น.

หวังแต่รายได้จากการมอมเมา? “นิพนธ์”ต้าน”เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ซัดรัฐบาลไต่ตรองดีแล้วหรือที่มุ่งตั้งกาสิโน มากกว่าพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีต สส.8 สมัย กล่าวแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยต่อแนวนโยบาย “เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์” ที่รัฐบาลกำลังเร่งผลักดัน ว่า ตนกังวลต่อทิศทางนโยบายที่มุ่งเน้นเรื่องกาสิโนมากกว่าประโยชน์ด้านอื่น และยังมีข้อสังเกตว่ารัฐบาลยังขาดความพร้อมในการรับมือกับผลกระทบทางสังคมอย่างแท้จริง แม้รัฐบาลจะประชาสัมพันธ์ว่านโยบายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เนื้อแท้ของนโยบายกลับมุ่งเป้าไปที่การเปิดบ่อนกาสิโน

นายนิพนธ์ กล่าวว่า โดยพิจารณาจากการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องถึง 3 ฉบับ ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจร ซึ่งเปิดทางให้เกิดการจัดตั้งศูนย์รวมกิจกรรมต่างๆ รวมถึงบ่อนพนัน , ร่าง พ.ร.บ.การพนันออนไลน์ ที่จะเป็นการขยายพื้นที่ของการพนันเข้าสู่ระบบดิจิทัลแบบถูกกฎหมาย , ร่าง พ.ร.บ.การท่าเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งถือเป็นการปรับโครงสร้างการใช้ที่ดินบริเวณท่าเรือ ให้สามารถรองรับการพัฒนาพื้นที่สำหรับกิจกรรมเอกชน รวมถึงกาสิโนได้ ทั้งนี้ การเสนอร่างกฎหมายเหล่านี้ในเวลาใกล้เคียงกัน สะท้อนเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐบาลว่ากำลังเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายเพื่อเปิดทางให้กาสิโนสามารถดำเนินกิจการในประเทศได้

นายนิพนธ์ กล่าวยกกรณี “ท่าเรือคลองเตย” ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายของโครงการ ว่ามีพื้นที่รวมกว่า 2,353 ไร่ โดยตามแนวนโยบายที่ระบุว่า 10% ของพื้นที่สามารถใช้สำหรับกาสิโนได้ จะทำให้พื้นที่ที่ใช้สร้างบ่อนพนันมีขนาดถึง 235 ไร่ ซึ่งนับว่าใหญ่โตมากเมื่อเปรียบเทียบกับสถานที่สาธารณประโยชน์ที่มีบทบาทสำคัญต่อสังคม เช่น โรงพยาบาลศิริราช มีเนื้อที่ 412 ไร่, โรงพยาบาลรามาธิบดี มีเพียง 38 ไร่, มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีประมาณ 300 ไร่, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีเพียง 49 ไร่ การใช้พื้นที่ระดับหลายร้อยไร่เพื่อกาสิโน เท่ากับการให้ความสำคัญกับธุรกิจพนันมากกว่าการลงทุนในระบบสุขภาพหรือการศึกษา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพประชากรในระยะยาว

นายนิพนธ์ กล่าวต่อว่า รัฐบาลกำลังมุ่งหวังรายได้จากกิจกรรมที่อาจกลายเป็น “การมอมเมา” ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่มีแนวโน้มตกเป็นเหยื่อของการเสพติดการพนัน ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสังคม เช่น หนี้สิน ความรุนแรงในครอบครัว อาชญากรรม และภาวะยากจนในระยะยาว ตนเห็นว่ารัฐบาลขาดมาตรการรองรับผลกระทบเหล่านี้อย่างเป็นระบบ และพยายามผลักภาระไปให้หน่วยงานอื่น เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แทนที่จะตั้งกลไกเฉพาะกิจเพื่อวางแนวทางป้องกันและบำบัดปัญหาอย่างรอบด้าน

“การที่รัฐบาลไทยนำตัวอย่าง กาสิโนในสิงคโปร์มาอ้างอิง โดยมองว่าเป็นการเลือกหยิบมาเพียงบางด้านที่เอื้อต่อข้ออ้างในการผลักดันนโยบาย เช่น รายได้จากนักท่องเที่ยว หรือการบริหารจัดการพื้นที่ แต่กลับไม่พูดถึงสิ่งสำคัญที่รัฐบาลสิงคโปร์ได้ดำเนินการก่อนจะเปิดกาสิโน ได้แก่ การใช้เวลาศึกษานโยยายและผลกระทบ นานกว่า 10 ปี, การจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะเพื่อวิเคราะห์ผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ, การวางมาตรการควบคุมพฤติกรรมเสพติดการพนัน เช่น ค่าผ่านประตูสำหรับคนสิงคโปร์ หรือการจำกัดเวลาการเล่น ซึ่งการนำเพียงข้อดีของโมเดลต่างประเทศมาใช้ โดยไม่คำนึงถึงโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน อาจส่งผลให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับผลกระทบที่ไม่สามารถควบคุมได้” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการวางแผนโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว ควบคู่ไปกับการกำหนดยุทธศาสตร์การแข่งขันของชาติ มากกว่าการเร่งเปิดทางให้กับธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบในเชิงลบต่อสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยควรมุ่งเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล พัฒนาแรงงานในอนาคต และสนับสนุนการใช้เทคโนโลยี เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างงานใหม่และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน แทนที่จะฝากความหวังไว้กับรายได้ระยะสั้นจากธุรกิจการพนัน

“การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน ต้องมาพร้อมกับการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกระดับ โดยเฉพาะเยาวชนและครอบครัว หากรัฐบาลให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่ให้กับธุรกิจการพนันมากกว่าการลงทุนด้านการศึกษาและสุขภาพ ย่อมสะท้อนว่าประเทศกำลังมุ่งไปในทิศทางที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง” นายนิพนธ์ กล่าว

‘สิระ’ระทึก! ศาลนัดตัดสินพรุ่งนี้ คดีรู้ตัวว่าไม่มีคุณสมบัติแล้วยังสมัคร สส.

‘สิระ’ระทึก! ศาลนัดตัดสินพรุ่งนี้ คดีรู้ตัวว่าไม่มีคุณสมบัติแล้วยังสมัคร สส.

‘สิระ’ระทึก! ศาลนัดตัดสินพรุ่งนี้ คดีรู้ตัวว่าไม่มีคุณสมบัติแล้วยังสมัคร สส.

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.55 น.

ศาลอาญานัด 31 มี.ค.นี้ ตัดสิน”สิระ เจนจาคะ” คดีสมัครเลือกตั้ง สส.กทม.พรรค พปชร.ทั้งที่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน

เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (31 มี.ค.) เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 903 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดำ อ.3200/2566 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 4 เป็นโจทก์ฟ้อง นายสิระ เจนจาคะ อดีต สส.กทม.พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นจำเลย ฐานกระทำผิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 , พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด่วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ.2561 มาตรา 4 , 42(12) , 151 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 9(5) , 24 , 25 และขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งจำเลย 20 ปีด้วย

โดยอัยการโจทก์ระบุฟ้องความผิดจำเลยสรุปว่า เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 จำเลยได้บังอาจลงลายมือชื่อสมัครรับเลือกตั้ง สส.เขต 9 กทม.โดยจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็น สส.อันเป็นลักษณะต้องห้าม เนื่องจากจำเลยเคยต้องโทษคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลแขวงปทุมวัน ให้จำคุก 4 เดือน ฐานฉ้อโกง อันเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ตามคดีอาญาหมายเลขดำ อ.812/2538 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2218/2538 ลงวันที่ 21 พ.ย.2538 การกระทำของจำเลยเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย เหตุเกิดที่แขวง – เขตดินแดง กทม. จำเลยได้รับการประกันตัว

‘มาริษ‘เตรียมเยือน’เมียนมา’พร้อม’รมต.กต.มาเลเซีย’หารือช่วยเหลือเหตุแผ่นดินไหว

‘มาริษ‘เตรียมเยือน'เมียนมา'พร้อม'รมต.กต.มาเลเซีย'หารือช่วยเหลือเหตุแผ่นดินไหว

‘มาริษ‘เตรียมเยือน’เมียนมา’พร้อม’รมต.กต.มาเลเซีย’หารือช่วยเหลือเหตุแผ่นดินไหว

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

‘มาริษ‘เตรียมเยือนเมียนมาพร้อม รมต.กต.มาเลเซียหารือช่วยเหลือเหตุแผ่นดินไหว ขณะที่ รมต.กต.อาเซียนออกแถลงการณ์ พร้อมให้ความช่วยเหลือไทย-เมียนมา จากเหตุแผ่นดินไหว – พร้อมยืนหยัดความเป็นหนึ่งเดียว

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงการเข้าร่วมการประชุมวาระพิเศษฉุกเฉินของรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ในวันนี้ (30 มี.ค.) ต่อกรณีแผ่นดินไหวในเมียนมาว่า ที่ประชุมแสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันต่อไทย และเมียนมาในการรับมือกับผลกระทบ พร้อมสนับสนุนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแแก่เมียนมาอย่างเร่งด่วน ซึ่งไทยในฐานะเพื่อนบ้านใกล้ชิดกับเมียนมา และมีบทบาทสำคัญในอาเซียน ได้เริ่มจัดส่งความช่วยเหลือเข้าไปยังเมียนมาแล้ว

นายมาริษ ยังเปิดเผยว่า อาเซียนได้สนับสนุนให้ตน และรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประเทศประธานอาเซียนเดินทางเยือนเมียนมาในวันที่ 5 เม.ย.นี้ เพื่อหารือร่วมกับนายตาน ส่วย รัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา เรื่องความช่วยเหลือที่จำเป็นต่อไป

ทั้งนี้ รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนยังได้ออกแถลงการณ์ เรื่องผลกระทบจากแผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568 ว่า ประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน แสดงความเห็นใจและเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อประชาชนของเมียนมาและประเทศไทย ซึ่งได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.7 ที่ภาคกลางของเมียนมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568

ภัยพิบัติครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก และสร้างความเสียหายในวงกว้าง โดยเฉพาะในนครมัณฑะเลย์ กรุงเนปยีดอ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และพื้นที่โดยรอบ อาเซียนยืนยันความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับครอบครัว และชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหวและผลกระทบที่ตามมา

อาเซียนยังตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม อาเซียนพร้อมที่จะสนับสนุนความพยายามในการบรรเทาทุกข์และฟื้นฟู ซึ่งรวมถึงการส่งทีมประเมินความเสียหายและ ตอบโต้เหตุฉุกเฉินของอาเซียน หรือ ERAT การใช้ประโยชน์จากคลังเก็บสิ่งของช่วยเหลือและระบบโลจิสติกส์เพื่อช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติฉุกเฉินของอาเซียน หรือ DELSA และการสนับสนุนทีมค้นหาและกู้ภัยในเขตเมือง หรือ USAR ตามความต้องการที่ระบุโดยเมียนมาและประเทศไทย

อาเซียนยืนหยัดในความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และจะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม สนับสนุนและอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติการบรรเทาทุกข์ และสามารถตอบสนองด้านมนุษยธรรมอย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ ด้วยการสนับสนุนจากศูนย์ประสานงานอาเซียนเพื่อความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในการจัดการภัยพิบัติ หรือ AHA Centre

อวยยศ’บิ๊กอ้วน’!! ช่วยเจรจาเงียบๆ แต่จริงจัง-ต่อเนื่อง จนเมียนมาปล่อยตัว4ลูกเรือไทย

อวยยศ'บิ๊กอ้วน'!! ช่วยเจรจาเงียบๆ แต่จริงจัง-ต่อเนื่อง จนเมียนมาปล่อยตัว4ลูกเรือไทย

อวยยศ’บิ๊กอ้วน’!! ช่วยเจรจาเงียบๆ แต่จริงจัง-ต่อเนื่อง จนเมียนมาปล่อยตัว4ลูกเรือไทย

วันอาทิตย์ ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.39 น.

‘ก่อแก้ว’ขอบคุณรัฐบาลไทย-เมียนมา เจรจาทางลับ จนเกิดผลลัพธ์ปล่อยตัว 4 ลูกเรือประมงไทย 

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2568 นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า

“ขอขอบคุณทางการเมียนมาที่ให้ความร่วมมือในการปล่อยตัวลูกเรือชาวไทยทั้ง 4 คน และขอแสดงความชื่นชมรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม คุณภูมิธรรม เวชยชัย ที่ทุ่มเทความพยายามในการเจรจาอย่างเงียบ ๆ แต่จริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ แม้กระบวนการจะใช้เวลานานกว่าที่คาดหวัง แต่ท่านภูมิธรรมยังคงยืนหยัด อดทน และไม่แสดงออกในเชิงลบ ตลอดจนพยายามหาทางออกด้วยวิธีการต่าง ๆ จนสำเร็จในที่สุด

ในฐานะคนพังงา คนบ้านเดียวกับลูกเรือทั้ง 4 คน ผมได้เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทวงถาม และกดดันอย่างเงียบ ๆ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เพื่อให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือจะดำเนินไปได้ ต้องขอขอบคุณ “พี่อ้วน” ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันเบื้องหลัง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง ที่ร่วมมือกันอย่างแข็งขันเพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญ ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และผลักดันเรื่องนี้ด้วยความจริงจังและความใส่ใจ จนสามารถนำพาลูกเรือทั้ง 4 คนกลับบ้านอย่างปลอดภัยในที่สุดครับ”