สองเชฟผนึกกำลังสร้างสรรค์รสชาติไม่สิ้นสุด ‘Lae Lay’ เชิญสัมผัสค่ำคืนแห่งศิลปะการทำอาหารที่ประณีตบรรจงและยั่งยืน

สองเชฟผนึกกำลังสร้างสรรค์รสชาติไม่สิ้นสุด ‘Lae Lay’ เชิญสัมผัสค่ำคืนแห่งศิลปะการทำอาหารที่ประณีตบรรจงและยั่งยืน

สองเชฟผนึกกำลังสร้างสรรค์รสชาติไม่สิ้นสุด ‘Lae Lay’ เชิญสัมผัสค่ำคืนแห่งศิลปะการทำอาหารที่ประณีตบรรจงและยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.30 น.

สองเชฟผนึกกำลังสร้างสรรค์รสชาติไม่สิ้นสุด:  ‘Lae Lay’ เชิญสัมผัสค่ำคืนแห่งศิลปะการทำอาหารที่ประณีตบรรจงและยั่งยืน

ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ (Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve) ยกระดับวงการอาหารภาคใต้ของไทย กับเชฟดีปังเคอร์ โคสลา (Deepanker Khosla) และเชฟคริสเตียน แฮร์เกเซลล์ (Christian Herrgesell) นำเสนอเมนูสุดสร้างสรรค์และยั่งยืน ท่ามกลางบรรยากาศริมทะเลที่งดงาม

ภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ (Phulay Bay, a Ritz-Carlton Reserve) สวรรค์แห่งการพักผ่อนสุดหรูริมชายหาดที่เงียบสงบของกระบี่ พร้อมยกระดับประสบการณ์อาหารภาคใต้ของไทยอีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้ โดยในวันที่ 19 มีนาคม เชฟคริสเตียน แฮร์เกเซลล์ (Christian Herrgesell) เอ็กเซ็กคูทีฟเชฟระดับมิชลินสตาร์ของรีสอร์ท จะร่วมกับเชฟดีปังเคอร์ โคสลา (Deepanker Khosla) เชฟและเจ้าของร้านอาหาร HAŌMA ในกรุงเทพฯ เพื่อรังสรรค์ค่ำคืนแห่ง Four Hands Dinner สุดพิเศษที่ห้องอาหารแลเล (Lae Lay) ซึ่งผสานความคิดสร้างสรรค์ทางศิลปะเข้ากับรสชาติอาหารนีโอ-อินเดียที่ยั่งยืน 

เชฟดีปานเคอร์ ซึ่งยึดมั่นในปรัชญาที่ว่า “เราปลูกสิ่งที่เราปรุง และเราปรุงสิ่งที่เรารัก” เป็นที่รู้จักในแง่ความมุ่งมั่นต่อความยั่งยืนและการให้ความสำคัญกับวัตถุดิบตามฤดูกาลและหาได้ในท้องถิ่น ที่ HAŌMA วิสัยทัศน์นี้ถูกถ่ายทอดลงสู่ทุกจานอาหาร ด้วยการคัดสรรวัตถุดิบจากเกษตรกร ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และชาวประมงที่เชื่อถือได้ รวมถึงพืชผักที่ปลูกในสวนอันเขียวชอุ่มของร้านเอง อาหารนีโอ-อินเดียของเขาโดดเด่น ด้วย “เทสติ้งเมนู” (tasting menu) ที่เลือกสรรตามฤดูกาลอย่างพิถีพิถัน ซึ่งรวมถึงอาหารมังสวิรัติที่น่าลิ้มลอง ทั้งหมดนี้เสิร์ฟในห้องอาหารสไตล์นอร์ดิกที่ตกแต่งด้วยของตกแต่งที่ทำจากพืชที่ไม่ได้ใช้ สะท้อนถึงแนวคิดความยั่งยืนในทุกมิติ และด้วยแนวคิดอันล้ำสมัยของเขา HAŌMA จึงได้ดาวมิชลินดวงแรกตั้งแต่ปี 2565 และเชฟดีปังเคอร์ยังได้รับรางวัล “Champion of Change” คนแรกจาก The World’s 50 Best Restaurants List ในปี 2564 เพื่อยกย่องความเป็นผู้นำด้านอาหารที่ใส่ใจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 

เมนูในค่ำคืนนี้จะเป็นการผสมผสานรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของเชฟทั้งสอง โดยแขกผู้เข้าร่วมจะได้ลิ้มลองเมนูสุดพิเศษ เช่น มะเขือม่วงรมควันราดคาเวียร์บนบริออช (Smoked Eggplant Crowned with Caviar on Brioche) และ ปลากอบี้ปรุงรสเสิร์ฟคู่ไข่ปลารมควันและแกงมอยเลย์ (Aromatic Goby Fish with Smoked Char Roe and Moiley Curry) พร้อมด้วยเมนูรังสรรค์จากเชฟคริสเตียน ที่จะนำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารท่ามกลางบรรยากาศอันหรูหราอละอันตราตรึงของภูเล เบย์  

“แลเล ร้านอาหารริมทะเลสุดหรูของเรา เป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยแรงบันดาลใจ ซึ่งอาหารเลิศรสจะยิ่งโดดเด่นเมื่ออยู่ท่ามกลางวิวทิวทัศน์อันงดงาม นี่คือเวทีที่สมบูรณ์แบบสำหรับการนำเสนอพรสวรรค์อันน่าทึ่งของเชฟดีปังเคอร์ โคสลา และเชฟของเราเอง คือ เชฟคริสเตียน แฮร์เกเซลล์ ที่จะร่วมกันรังสรรค์ค่ำคืนแห่งศิลปะการทำอาหารที่เหนือความคาดหมาย” วิทยา ซาการ์ (Vidya Sagar) ผู้จัดการทั่วไปของภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ  

เนื่องจากที่นั่งมีจำนวนจำกัดสำหรับงานดินเนอร์สุดพิเศษนี้ ขอแนะนำให้สำรองที่นั่งล่วงหน้า โดยสามารถโทรสำรองที่นั่งได้ที่ +66 75 628111 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูเล เบย์ อะ ริทซ์-คาร์ลตัน รีเซิร์ฟ ได้ที่ http://www.ritzcarlton.com/en/hotels/phulay-bay/hotel-overview  

-(016)

Ascott นำตำนานนักเตะ ‘จิอันฟรังโก โซลา’ ร่วมงาน ‘The Famous CFC Bangkok’ จัดเต็มประสบการณ์ระดับโลกเป็นครั้งที่สองของฤดูกาล

Ascott นำตำนานนักเตะ 'จิอันฟรังโก โซลา' ร่วมงาน 'The Famous CFC Bangkok' จัดเต็มประสบการณ์ระดับโลกเป็นครั้งที่สองของฤดูกาล

Ascott นำตำนานนักเตะ ‘จิอันฟรังโก โซลา’ ร่วมงาน ‘The Famous CFC Bangkok’ จัดเต็มประสบการณ์ระดับโลกเป็นครั้งที่สองของฤดูกาล

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.19 น.

14 มีนาคม 2568 ดิ แอสคอทท์ ลิมิเต็ด (แอสคอทท์) ในฐานะพันธมิตรโรงแรมระดับโลกอย่างเป็นทางการของสโมสรฟุตบอลเชลซี เตรียมจัดงาน “The Famous CFC” ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย ในฐานะพันธมิตรหลัก ต่อเนื่องจากความสำเร็จในสิงคโปร์ โดย แอสคอทท์ รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะได้นำประสบการณ์แฟนบอลระดับโลกมาสู่แฟนบอลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานเฉลิมฉลองสองวัน ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 25 และ 26 เมษายน พ.ศ. 2568 จะจัดขึ้นที่โรงแรมในเครือแอสคอทท์ ในกรุงเทพฯ ได้แก่ Ascott Embassy Sathorn Bangkok และ Somerset Rama 9 Bangkok โดยสัญญาว่าจะมอบประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับแฟนบอลเชลซีและสมาชิก Ascott Star Rewards (ASR) โปรแกรมสะสมคะแนนของแอสคอทท์

งาน “The Famous CFC” ที่กำลังจะจัดขึ้นในกรุงเทพฯ จะมี จิอันฟรังโก โซลา ตำนานนักเตะเชลซี ผู้เป็นที่รักของแฟนบอลจากการมีส่วนร่วมอันโดดเด่นกับสโมสรในช่วงปี พ.ศ. 2539 ถึง พ.ศ. 2546 โซลาได้รับรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีของเชลซีถึงสองสมัย และผลงานของเขาต่อทีม “สิงห์บลูส์” นั้นประเมินค่ามิได้ โดยแฟนบอลได้ลงคะแนนให้เขาเป็นผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของสโมสรในปี พ.ศ. 2546 ตลอดอาชีพการค้าแข้งอันรุ่งโรจน์ของเขา โซลาช่วยให้เชลซีคว้าแชมป์รายการสำคัญมากมาย อาทิ ยูฟ่า คัพ, วินเนอร์ส คัพ, ยูฟ่า ซูเปอร์ คัพ, เอฟเอ คัพ สองสมัย, ลีก คัพ และ คอมมิวนิตี้ ชิลด์ การมาเยือนกรุงเทพฯ ของโซลาเป็นที่รอคอยอย่างใจจดใจจ่อ โดยงานนี้ถือเป็นการกลับมาเยือนกรุงเทพฯ ของเชลซีเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ซึ่งแฟนบอลตั้งตารอคอยเป็นอย่างมาก

ในงาน “The Famous CFC” ที่จัดขึ้นที่สิงคโปร์ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน และ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2567 จิอันฟรังโก โซลา ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากแฟนบอลทั่วภูมิภาคที่เดินทางมาพบเขาอย่างเนืองแน่น ไม่เพียงแต่ตำนานลูกหนังของเขาจะเป็นที่กล่าวขาน แต่ความเข้าถึงง่ายของโซลายังครองใจแฟนๆ อย่างแท้จริง การมาเยือนสิงคโปร์ครั้งแรกของเขาได้สร้างความประทับใจและความเคารพจากแฟนบอลมากยิ่งขึ้น และในเดือนเมษายนนี้ โซลาพร้อมแล้วที่จะนำความอบอุ่นและความเป็นกันเองนี้มาสู่แฟนบอลเชลซีในกรุงเทพฯ

The Famous CFC คือโครงการระดับโลกที่เชลซีจัดขึ้นเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์กับแฟนบอลทั่วทุกมุมโลก พร้อมทั้งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรและแบรนด์ชั้นนำ โครงการนี้เปิดตัวในปี พ.ศ. 2566 และประสบความสำเร็จอย่างงดงามในเมืองต่างๆ เช่น มุมไบ ลอสแอนเจลิส สิงคโปร์ และกัวลาลัมเปอร์ โดยรวบรวมแฟนบอลมาสร้างประสบการณ์สุดประทับใจ ที่สะท้อนถึงความสามัคคีและจิตวิญญาณของเชลซี สำหรับงานที่กรุงเทพฯ แฟนๆ จะได้พบกับกิจกรรมที่น่าตื่นตาตื่นใจมากมาย ทั้งการรวมตัวเชียร์แมตช์เชลซีปะทะเอฟเวอร์ตันในวันที่ 26 เมษายน และโอกาสพิเศษในการพบปะกับโซลาอย่างใกล้ชิด  

มิส ตัน บี เล็ง ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของแอสคอทท์ กล่าวว่า “จากความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของงาน ‘The Famous CFC’ ที่สิงคโปร์ เราตื่นเต้นอย่างยิ่งที่จะนำประสบการณ์สุดพิเศษนี้มาสู่แฟนบอลในกรุงเทพฯ ประเทศไทย โดยครั้งนี้เรายังคงได้รับเกียรติจาก จิอันฟรังโก โซลา ตำนานนักเตะเชลซีมาร่วมงานอีกครั้ง การจัดงาน ‘The Famous CFC’ ในครั้งนี้ เป็นการตอกย้ำความมุ่งมั่นของแอสคอทท์ในการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับแฟนบอลเชลซีทั่วโลก และยกระดับประสบการณ์การบริการของเรา เพื่อมอบช่วงเวลาที่น่าประทับใจยิ่งกว่าการชมเกมในสนาม โดย สมาชิก Ascott Star Rewards จะได้รับสิทธิพิเศษในการพบปะกับ จิอันฟรังโก โซลา อย่างใกล้ชิด ฟังเรื่องราวจากเส้นทางอาชีพนักเตะที่น่าจดจำของเขา และสัมผัสกับประวัติศาสตร์อันยาวนานของสโมสรเชลซีผ่านเรื่องราวเบื้องหลังต่างๆ งาน ‘The Famous CFC Bangkok’ จะมอบประสบการณ์สุดพิเศษมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในการเข้าร่วมงานก่อนใคร สิทธิพิเศษระดับ VIP และการเข้าพักในโรงแรมของแอสคอทท์ที่คัดสรรมาเป็นอย่างดีในกรุงเทพฯ เพื่อให้ทุกช่วงเวลา ตั้งแต่การเช็คอินไปจนถึงเสียงนกหวีดหมดเวลา เต็มไปด้วยประสบการณ์อันน่าจดจำที่มากกว่าการจองที่พัก”

มิส ตัน บี เล็ง กล่าวเสริมว่า “นับตั้งแต่แอสคอทท์ได้ก้าวขึ้นเป็นพันธมิตรโรงแรมระดับโลกอย่างเป็นทางการของเชลซี เราได้เชื่อมโยงแฟนบอลทั่วโลกให้ใกล้ชิดกับสโมสรที่พวกเขารัก พร้อมทั้งยกระดับประสบการณ์การบริการด้วยข้อเสนอสุดพิเศษสำหรับสมาชิก Ascott Star Rewards เช่น แพ็คเกจชมเกมและพักโรงแรม ที่รวมถึงกิจกรรมฟุตบอลคลินิกกับโค้ชจากอะคาเดมี่เชลซีที่สนามฝึกซ้อมค็อบแฮม และสิทธิพิเศษในการเข้าใช้ห้องรับรองส่วนตัวของแอสคอทท์ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ นอกจากนี้ สมาชิกโปรแกรมสะสมคะแนนของเรายังตั้งตารอการปรับโฉมโรงแรมสองแห่งที่ตั้งอยู่ในสนาม ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า Stamford Bridge Hotel London ให้เป็นแบรนด์ lyf ของแอสคอทท์ภายในครึ่งปีหลังนี้ ด้วยแนวคิดการใช้ชีวิตแบบโซเชียลลิฟวิ่งที่เน้นประสบการณ์ของ lyf ซึ่งสอดคล้องกับจิตวิญญาณของเชลซี และบรรยากาศอันมีชีวิตชีวาของสแตมฟอร์ด บริดจ์ เรามั่นใจว่าจะมอบประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้นให้กับแขกของเราและแฟนบอลเชลซีได้อย่างแน่นอน”

แคสเปอร์ สไตลส์วิก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ของสโมสรฟุตบอลเชลซี กล่าวว่า “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้กลับมาเยือนกรุงเทพฯ อีกครั้งในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการระดับโลก ‘The Famous CFC’ ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษที่สโมสรจะได้เชื่อมความสัมพันธ์กับแฟนบอลทั่วโลก นี่เป็นการมาเยือนกรุงเทพฯ ครั้งแรกของเรานับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 และเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับแอสคอทท์อีกครั้ง เพื่อสานต่อวิสัยทัศน์ระดับโลกของเราด้วยแนวทางที่สร้างสรรค์ หลังจากความสำเร็จอย่างงดงามในการเดินทางไปสิงคโปร์เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งเราตั้งตารอที่จะมอบประสบการณ์สุดประทับใจให้กับแฟนบอลและสมาชิก Ascott Star Rewards ทุกท่าน”

จิอันฟรังโก โซลา กล่าวว่า “ผมรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากที่จะได้กลับมาร่วมงาน ‘The Famous CFC’ อีกครั้งในปีนี้ และได้กลับมาเยือนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นครั้งที่สองกับโครงการนี้ หลังจากประสบการณ์อันน่าประทับใจที่สิงคโปร์ ผมตั้งตารอที่จะได้ใช้เวลาร่วมกับแฟนบอลที่ยอดเยี่ยมของเราในภูมิภาค และสัมผัสความงดงามของกรุงเทพฯ การได้เชื่อมความสัมพันธ์กับแฟนๆ ในชุมชนที่เต็มไปด้วยพลังเช่นนี้ เป็นประสบการณ์ที่พิเศษเสมอ”

โอกาสพิเศษสำหรับสมาชิก Ascott Star Rewards ร่วมค่ำคืนสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับ จิอันฟรังโก โซลา ที่กรุงเทพฯ

แอสคอทท์ ชวนสมาชิก ASR ร่วมลุ้นประสบการณ์สุดพิเศษ “The Famous CFC” ที่กรุงเทพฯ เพียงจองและเข้าพักกับแอสคอทท์ รับสิทธิ์ลุ้นรางวัลใหญ่ ร่วมค่ำคืนสุดพิเศษกับ จิอันฟรังโก โซลา พร้อมบัตรเข้าร่วมงาน Ascott x Chelsea pre-match party สำหรับแฟนบอลและสมาชิก ASR ที่สนใจ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญและของรางวัลได้ที่เว็บไซต์ https://www.discoverasr.com/en/ascott-chelseafc

เปิดตัวแพ็คเกจ “The Famous CFC Experience”

แอสคอทท์ เปิดตัว 2 แพ็คเกจสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับงาน “The Famous CFC” ที่กรุงเทพฯ มอบสิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิก ASR เท่านั้น ทั้งสองแพ็คเกจมาพร้อมคะแนนสะสม ASR ที่สามารถแลกรับการเข้าพักได้ที่โรงแรม Ascott Embassy Sathorn Bangkok, Somerset Rama 9 Bangkok หรือที่พักอื่นๆ ในเครือที่เข้าร่วมโครงการ

แพ็คเกจ ‘Intimate Fan Experience with Gianfranco Zola’ สำหรับสองท่าน ประกอบด้วย สิทธิ์เข้าร่วมงาน Ascott x Chelsea pre-match party ที่ จิอันฟรังโก โซลา จะมาร่วมงาน และชุดสินค้าที่ระลึกรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น Ascott x Chelsea และแพ็คเกจระดับสูงกว่า “Ultimate Weekend with Gianfranco Zola” สำหรับสองท่าน ประกอบด้วย สิทธิประโยชน์ทั้งหมดเช่นเดียวกับแพ็คเกจแรก พร้อมด้วยสิทธิ์พิเศษในการพบปะและถ่ายภาพกับ จิอันฟรังโก โซลา แบบใกล้ชิด

ติดตามรายละเอียดการจำหน่ายแพ็คเกจ และข้อมูลอัพเดทล่าสุดเกี่ยวกับ ‘The Famous CFC’ ในกรุงเทพฯ ได้ที่ https://www.discoverasr.com/en/ascott-chelseafc

เถ้าแก่น้อย เปิดตัว ‘#WoWNut ถั่วลายเสือคั่ว’ ชูของดี GI แม่ฮ่องสอน ลุยตลาด Healthy Snack ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย

เถ้าแก่น้อย เปิดตัว ‘#WoWNut ถั่วลายเสือคั่ว’ ชูของดี GI แม่ฮ่องสอน ลุยตลาด Healthy Snack ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย

เถ้าแก่น้อย เปิดตัว ‘#WoWNut ถั่วลายเสือคั่ว’ ชูของดี GI แม่ฮ่องสอน ลุยตลาด Healthy Snack ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทย

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.14 น.

บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดตัวแบรนด์น้องใหม่ “WoW Nut by Taokaenoi” ผลิตภัณฑ์ถั่วลายเสือคั่ว พืชเศรษฐกิจจาก จ.แม่ฮ่องสอน ที่ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI (GEOGRAPHICAL INDICATION) การันตีคุณภาพ และ ความพรีเมียม จากแหล่งผลิตที่ดีที่สุดในประเทศ คัดสรรความพิเศษอัดแน่นด้วยคุณค่าทางโภชนาการมากมาย เหมาะสำหรับการเป็น Healthy Snack ที่มีให้เลือกชิม 2 รสชาติ ได้แก่ รสออริจินัล และ เกลือชมพู ในขนาด 25 กรัม และ 55 กรัม พร้อมจัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการ มาพร้อมแมสคอทเสือสุดน่ารัก น้อง ไนเกอร์ (Naiger) ที่จะคอยส่งต่อความอร่อยของถั่วลายเสือคั่ว ภายใต้คอนเซ็ปท์ อร่อยจนร้องว้าว! ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 6 ทรู ดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท

ภายในงานมี ต๊อบ อิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน และ นางกิติยาพร สาธุเสน ผู้อำนวยการกองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมเป็นเกียรติ นอกจากนั้นในงานยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากถั่วลายเสือที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน อาทิ บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น จาน ถ้วย กระบอกน้ำ และผลิตภัณฑ์นมจากถั่วลายเสือ เป็นกิมมิคให้ทุกท่านได้ร่วมสัมผัส เถ้าแก่น้อย ดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องตามกลยุทธ์ 3 GO ประกอบด้วย GO FIRM, GO BROAD และ GO GLOBAL โดยแบรนด์ “WoW Nut by Taokaenoi” ผลิตภัณฑ์ถั่วลายเสือคั่ว เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ GO BROAD ที่มุ่งเน้นการขยายธุรกิจและการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับแบรนด์ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์และพัฒนาสินค้าให้ทันสมัย ด้วยนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทุกเซกเมนต์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แผนกลยุทธ์ Everywhere Every moment ที่เน้นการขยายตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทสแน็คที่เชื่อมโยงกับสาหร่ายเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าในทุกกลุ่ม โดยเฉพาะช่วงหลังโควิด-19 ที่ตลาดขนมขบเคี้ยวได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว สแน็คประเภทถั่วก็ได้รับความนิยมจนขึ้นเป็น Top 3 ในกลุ่มขนมขบเคี้ยว และยังถือเป็น Healthy Snack ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอีกด้วย

ต๊อบ เล่าว่า “จุดเริ่มต้นของ WoW Nut ถั่วลายเสือคั่ว เกิดจากที่ เถ้าแก่น้อย ลงพื้นที่ศึกษาดูงานในจังหวัดแม่ฮ่องสอน พบว่าที่นี่มีพืชเศรษฐกิจที่น่าสนใจคือ ถั่วลายเสือ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ซึ่งเป็นเครื่องหมายการรับประกันว่าถั่วลายเสือจากแหล่งนี้คุณภาพสูง มีความพรีเมียม มีลักษณะเฉพาะที่ไม่สามารถหาได้จากที่อื่น และต้องปลูกใน 4 อำเภอ ของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเท่านั้น พร้อมกับในระหว่างนั้นได้รับรู้ปัญหาของเกษตรกรที่มีความยากลำบากและขัดสน รวมถึงได้เห็นสภาพความเป็นอยู่ของชุมชนในพื้นที่ จึงเกิดความตั้งใจที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น เพราะเราให้ความสำคัญกับเรื่อง ESG (Environment, Social และ Governance) โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ใน 4 แกนหลัก คือ ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีอาชีพ นำมาซึ่งรายได้ เพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตร และสร้างสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน เราสนับสนุนให้ปลูกถั่วลายเสือที่มีคุณภาพ อีกทั้งได้ขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้นกว่า 200 ไร่ นอกจากนี้เถ้าแก่น้อยยังรับซื้อผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เราใช้เวลากว่า 1 ปี ในการพัฒนาสูตร และกระบวนการผลิต โดยทีม R&D (Research and Development) ที่มีความชำนาญของเถ้าแก่น้อยเข้ามาดูแล เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่อร่อยแต่ยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้เต็มที่ พร้อมทั้งวางแผนการตลาดสร้างสินค้าให้เป็นที่รู้จักภายในประเทศ และขยายไปยังต่างประเทศ รวมถึงการร่วมกับกรมป่าไม้ส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่เดิมอย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเผาป่า เพราะถั่วลายเสือสามารถปลูกได้ในพื้นที่ที่จัดการแล้วและมีวงจรการปลูกที่ยั่งยืน

WoW Nut ถั่วลายเสือคั่ว นับว่าเป็น Healthy Snack น้องใหม่ เหมาะอย่างยิ่งกับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ เต็มไปด้วยสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ เช่น โปรตีนสูง อุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุ รวมถึง ใยอาหาร นอกจากนั้นกระบวนการผลิตใช้วิธีการคั่วตามแบบฉบับเดิม ไม่ใช้การทอด ไม่มีคอเลสเตอรอล และ มีสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

WoW Nut ตั้งเป้าไว้ประมาณ 70 – 100 ล้านบาท สำหรับประเทศไทย ในปี 68 และอนาคตมีแผนจะขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ที่เถ้าแก่น้อยมีฐานเดิมอยู่แล้ว ทั้งภูมิภาคอาเซียนและจีน ซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่และนิยมทานถั่วลายเสืออยู่แล้ว ซึ่ง WoW Nut ไม่เป็นแค่เพียงผลิตภัณฑ์ที่เถ้าแก่น้อยได้คัดสรรสิ่งที่ดี มีประโยชน์ให้แก่ผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่เถ้าแก่น้อยมุ่งหวังในการสร้างคุณค่าคืนให้กับสังคม เพื่อพิสูจน์ว่าธุรกิจสามารถพัฒนาให้เติบโต ไปพร้อมกับการยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตเกษตรกรได้ ภายใต้แนวคิด “มุ่งมั่นพัฒนาผลิตสินค้าคุณภาพ สร้างอาชีพที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย” คุณต๊อบ กล่าว

นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวถึงการร่วมมือกับ WoW Nut นี้ว่า “ในจุดเริ่มต้นเกษตรกรในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังไม่เห็นถึงความสำคัญของปลูกถั่วลายเสือมากนัก จนทางเถ้าแก่น้อยได้เล็งเห็นถึงศักยภาพ ร่วมมือกับทางจังหวัด เข้าไปช่วยส่งเสริมและขยายพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจากเดิมมีเกษตรกรเพาะปลูกเพียง 88 รายเท่านั้น เพิ่มขึ้นมาเป็น 207 รายในปัจจุบัน และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถสร้างรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ GI มีการรับรองทั้ง 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอขุนยวม, อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน, อำเภอปางมะผ้า และอำเภอปาย

“ต๊อบ” ถือว่าเป็นบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลาย ๆ คนในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจุดเริ่มต้นจะมาจากความยากลำบากแค่ไหน แต่ในปัจจุบันเถ้าแก่น้อยเติบโตขึ้นอย่างมาก จนสามารถผลักดันธุรกิจเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และขยายไปยังต่างประเทศได้ ในฐานะตัวแทนของชาวแม่ฮ่องสอน รู้สึกยินดีและขอบคุณที่ทางเถ้าแก่น้อยเล็งเห็นถึงความสำคัญของถั่วลายเสือ และเป็นผู้ให้โอกาสรวมถึงยกระดับเศรษฐกิจชุมชน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับเกษตรกรในจังหวัด สถิติรายได้ปีใน 2567 ที่เถ้าแก่น้อยเข้าไปส่งเสริมการปลูกถั่วลายเสือ ชี้ชัดว่า มีการเติบโตสูงขึ้นถึง 197% โดยวิสาหกิจชุมชนบ้านน้ำบ่อสะเป่ มีรายได้ 7,667,470 บาท สมาชิกกลุ่มมีรายได้เฉลี่ยต่อปีสูงถึง 164,755 บาทต่อคน ซึ่งสูงกว่ารายได้ของชาวบ้านทั่วไปเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 81,182 บาทต่อคน จึงทำให้ชาวบ้านและเกษตรกรหันมาร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจในชุมชนของตนเองกันมากขึ้น เน้นผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สร้างอาชีพที่มั่นคง รายได้ที่แน่นอน ไม่ต้องออกไปหางานทำในจังหวัดอื่น และอยู่บ้านกับครอบครัวมากขึ้น

ในด้านสิ่งแวดล้อม การปลูกถั่วลายเสือ ช่วยทำให้อัตราการเผาทำลายซากวัชพืชลดลง เพราะเกษตรกรไม่ต้องเผาเตรียมแปลงในการเพาะปลูกอีกต่อไป เนื่องจากสามารถไถกลบเพื่อเป็นปุ๋ยต่อไปได้ทันที และลำต้นหรือเปลือกถั่วยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์แปรรูปได้หลากหลายชนิด อาทิ ปุ๋ย อาหารสัตว์ เชื้อเพลิงชีวมวล และถ่านชีวภาพ รวมถึงนำเส้นใยจากลำต้นมาทำกระดาษรีไซเคิล หรือ บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น จาน ถ้วย กระบอกน้ำ ได้อีกด้วย

เชื่อว่าที่ผ่านมายังมีคนอีกจำนวนหนึ่ง ที่ยังไม่เคยมีโอกาสได้รับประทานถั่วลายเสือ คุณภาพดี พรีเมียม มาตรฐานจาก GI ของแม่ฮ่องสอน เพราะไม่สามารถหาซื้อได้ตามร้านทั่วไปนอกจากสั่งซื้อทางออนไลน์เท่านั้น แต่เถ้าแก่น้อยนับเป็นเจ้าแรกที่ผลักดันด้านการตลาดโดยนำถั่วลายเสือสุดพรีเมียม จากแม่ฮ่องสอนไปส่งต่อให้กับคนทั้งประเทศได้สัมผัสแล้ววันนี้” นายอุดมศักดิ์ กล่าว

ด้าน นางกิติยาพร สาธุเสน ผู้อำนวยการกองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “ความสำคัญของเครื่องหมาย GI (GI-Geographical) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เป็นตรารับรองของกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ มอบให้สินค้าที่ผลิตขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือลักษณะเฉพาะทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ ทำให้สินค้ามีคุณภาพ ลักษณะเฉพาะ หรือเอกลักษณ์ที่เลียนแบบไม่ได้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ความแตกต่างของตราสัญลักษณ์ GI ทั่วไป จะต้องเพาะปลูกและมีกระบวนการผลิตในพื้นที่เท่านั้น แต่สัญลักษณ์ GI บนผลิตภัณฑ์ WoW Nut ถั่วลายเสือคั่ว ทางกรมทรัพย์สินทางปัญญา ได้ออกแบบพิเศษขึ้นมาใหม่ เพื่อแสดงให้เห็นว่า เป็นผลิตภัณฑ์ ที่นำวัตถุดิบไปผลิตยังโรงงานที่ได้มาตรฐานนอกพื้นที่ได้ WoW Nut จึงเป็นเจ้าแรก และเจ้าเดียวในประเทศไทย ที่ใช้โลโก้ GI นี้ เมื่อเห็นโลโก้นี้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า ถั่วลายเสือคั่ว ทุกเม็ดเป็นสินค้ามีคุณภาพ มาจากบ้านน้ำบ่อสะเป่ อำเภอปางมะผ้า 1 ใน 4 อำเภอของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่ขึ้นทะเบียนของ GI อย่างถูกต้องแน่นอน” นางกิติยาพร กล่าวทิ้งท้าย

สามารถสัมผัสรสชาติความ…ว้าววว! ไปกับ ถั่วลายเสือคั่ว “WoW Nut by Taokaenoi“ อร่อยจนร้องว้าว!  ได้แล้ววันนี้ ที่ร้าน  7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ, TAOKAENOI LAND และ ร้านค้าของทาง จ.แม่ฮ่องสอน พร้อมวางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำทั่วประเทศ ในเดือนมิถุนายนนี้ หรือติดตามข่าวสารของ WoW Nut ได้ที่ Facebook: Wow by Taokaenoi

-(016)

ลิ้นติดโปรแฟร์ ‘ 68 เปิดตลาดคึกคัก! ชิม ช้อป ของอร่อย โปรฉ่ำรับซัมเมอร์!!

ลิ้นติดโปรแฟร์ ‘ 68 เปิดตลาดคึกคัก! ชิม ช้อป ของอร่อย โปรฉ่ำรับซัมเมอร์!!

ลิ้นติดโปรแฟร์ ‘ 68 เปิดตลาดคึกคัก! ชิม ช้อป ของอร่อย โปรฉ่ำรับซัมเมอร์!!

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.09 น.

เปิดแล้วค๊า..ลิ้นติดโปรแฟร์ ‘ 68 อิ่มหนำสำราญ ของ ก้อง ปิยะ – ท็อป ดารณีนุช  ยกคาราวานของอร่อย ต้อนรับซัมเมอร์นี้ เชิญเหล่านักช้อปนักชิมหลบร้อน มาเดินเลือกของอร่อยกันอย่างคึกคัก!! ทำเอาพ่อค้าแม่ขายปลื้มใจสุดๆ  ยกขบวนของอร่อยมาเสิร์ฟ พร้อมโปรฉ่ำกันทุกร้าน!!  ขายดีกันตั้งแต่วันแรกเปิดตลาด  ให้ลูกค้าได้เลือกสรรเมนูอร่อยแบบเย็นฉ่ำ

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ใหญ่ใจดี เกษริน มณีรัตน์ ผู้จัดการทั่วไป ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 3, คุณนันทพร เทพเทวิน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน), คุณเสกศักดิ์ พรเพ็ง Area Manager ตัวแทน บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) ร่วมด้วย ท็อป ดารณีนุช, เฟิสท์ เอกพงศ์, ผัดไทย ดีใจ ดีดีดี, ธงธง มกจ๊ก มาร่วมเปิดร้านและเปิดงาน!!  อีกทั้งเจ้าแม่ตลาด ก้อง ปิยะ ยังชวนสาวสวยเซ็กซี่ “จันจิ – จันจิรา จันทร์พิทักษ์ชัย” มาร่วม ช้อป ชิม เมนูคลายร้อน พร้อมอาสาชวน ชิม ความอร่อยให้ทุกร้านค้า  ส่งกำลังใจให้เหล่าพ่อค้าแม่ขาย และสนุกสนานกับลูกค้าที่มาอุดหนุนในงานอย่างใกล้ชิด   งานนี้สาวจันจิ ถึงกับเอ่ยปากของดีของเด็ดอร่อยฟิน.!! จันจิ OK ค่ะ

เรียกว่าใครมางานนี้ ไม่ต้องกลัวพลาด!! เจ้าของตลาดรวบรวมเมนู คาว หวาน  กว่า 1,000 เมนู ครบจบรวมถึงร้านค้าดาราต่างมาเสิร์ฟความอร่อยกันแบบจุกๆ ในงาน ลิ้นติดโปรแฟร์ ‘68 อิ่มหนำสำราญ วันนี้ถึง 19 มีนาคมนี้  ณ ชั้น G เซ็นทรัล พระราม 3  มาชิม ช้อป ของอร่อย พร้อมโปรฉ่ำๆกันนะคะ

-(016)

‘GCHC Forum 2025ง’ ปลุกพลังสาธารณสุขไทยสู่ Smart Healthcare & GREEN Health Sector

‘GCHC Forum 2025ง’ ปลุกพลังสาธารณสุขไทยสู่ Smart Healthcare & GREEN Health Sector

‘GCHC Forum 2025ง’ ปลุกพลังสาธารณสุขไทยสู่ Smart Healthcare & GREEN Health Sector

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

งาน GREEN & CLEAN Hospital Challenge Forum 2025 (GCHC Forum 2025) จัดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2568 ณ โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพมหานคร ได้รับความสนใจจากบุคลากรสาธารณสุข หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนทั่วประเทศ กว่า 500 คน ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online ผ่าน Facebook กรมอนามัย งานนี้เป็นการขับเคลื่อนครั้งสำคัญเพื่อนำพาสถานบริการการสาธารณสุขของไทยสู่การเป็นโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำและปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

งานนี้มีขึ้นเพื่อตอบสนองต่อปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นวิกฤตสำคัญระดับโลก โดยการให้บริการทางการแพทย์มีส่วนในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 4.4 ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมโลก จากกิจกรรมต่างๆ เช่น การใช้ไฟฟ้า พลังงาน การขนส่ง และการจัดการของเสีย การจัดงานนี้จึงเป็นเวทีสำคัญในการยกระดับสถานบริการการสาธารณสุขสู่การเป็นโรงพยาบาลคาร์บอนต่ำที่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีการนำเสนอและแลกเปลี่ยนแนวทางลดการใช้พลังงาน ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีการจัดการเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ และพัฒนาระบบจัดการของเสียอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีบรรยายพิเศษ โดย Faustina Gomez (ฟอสติน่า โกเมส) จากองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (WHO SEARO) อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ การอภิปราย 2 หัวข้อหลัก ได้แก่

• “ความท้าทายโลก ท้าทายเรา (สาธารณสุข) มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero” ที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการลดก๊าซเรือนกระจก และเตรียมพร้อมรับมือของภาคสาธารณสุขจากสภาพอากาศสุดขั้ว

 • “ทิศทางแห่งอนาคต GREEN Hospital” ชี้ทิศทางที่ภาคสาธารณสุขต้องเตรียมความพร้อมในอนาคต เช่น ภาษีคาร์บอน การจัดทำคาร์บอนเครดิตภาคสาธารณสุข เป็นต้น

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือ พิธีมอบโล่รางวัล GREEN & CLEAN Hospital Challenge ระดับท้าทาย ให้แก่โรงพยาบาลต้นแบบ ลดคาร์บอนและเท่าทันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างการจัดการสุขาภิบาลอย่างยั่งยืนและลดโลกร้อน พร้อมชมนิทรรศการจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ และกรมอนามัย

งานนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเดินหน้าสู่การเป็น GREEN Health Sector อย่างเป็นรูปธรรม กรมอนามัยจะสานต่อภารกิจนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สถานบริการการสาธารณสุขทั่วประเทศสามารถเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างยั่งยืน

-(016)

รอบสุดท้าย! กิจกรรม ‘100 เดียวเที่ยวได้งาน’ จัด Voucher ท่องเที่ยวกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ

รอบสุดท้าย! กิจกรรม ‘100 เดียวเที่ยวได้งาน’ จัด Voucher ท่องเที่ยวกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ

รอบสุดท้าย! กิจกรรม ‘100 เดียวเที่ยวได้งาน’ จัด Voucher ท่องเที่ยวกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 12.02 น.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดหนักจัดเต็มครั้งสุดท้ายกับแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยวในรูปแบบ Workation ที่ส่งเสริมการออกเดินทางท่องเที่ยวพร้อมทำงาน เพื่อสร้างประสบการณ์การทำงานในรูปแบบใหม่และก่อเกิดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงฤดูท่องเที่ยว (High Season) ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขาย “100 เดียวเที่ยวได้งาน” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว เพื่อก่อเกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศช่วงวันธรรมดา โดยนำเสนอสินค้าและการบริการด้านการท่องเที่ยวในรูปแบบบัตรกำนัล (Voucher) ซึ่งจะเสนอขายในราคาเพียง 100 บาทเท่านั้น

รอบสุดท้าย !! กับกิจกรรมส่งเสริมการขาย “100 เดียวเที่ยวได้งาน” ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นำเสนอสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวในราคาเพียง 100 บาท  เพื่อส่งเสริมการตลาดและกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในวันธรรมดา อีกทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และในรอบสุดท้ายนี้จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าร่วมกิจกรรมได้ในวันที่ 20 มีนาคม 2568 และสามารถเลือกซื้อ Voucher ได้ตั้งแต่เวลา 10.00 น. เป็นต้นไป (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) First Come First Serve มาก่อน เลือกก่อน ได้ก่อน ผ่านเว็บไซต์ http://www.tourismthailand.org/workationthailand ซึ่งมีบัตรกำนัล (Voucher) สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่นำเสนอขายมากมาย หลากหลายประเภท เช่น ประเภทโรงแรมที่พัก อาทิ  การยา ท้องทราย เบย์ สมุย ครอส ริเวอร์แคว รีสอร์ท ศิลป์ บูทีค โฮเทล วาลา ชะอำ – นู แชปเตอร์ โฮเทล อลีนตา หัวหิน – ปราณบุรี แชปเตอร์ โฮเทล ป่าทำมา ไฮด์อเวย์ รีสอร์ท เซนศาลา ริเวอร์พาร์ค รีสอร์ท พลูแมนเขาหลัก รีสอร์ท และคาทิลิยาเมาท์เทนรีสอร์ทแอนด์สปา ประเภทกิจกรรมท่องเที่ยวและแพ็กเกจท่องเที่ยว อาทิ วานา นาวา วอเตอร์ จังเกิ้ล  พิพิธภัณฑ์ ริบลีส์ เชื่อหรือไม่ และโอเอซิสสปา เป็นต้น ทั้งนี้ยังมี บัตรกำนัล (Voucher) สินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวจากสถานประกอบการชั้นนำที่เข้าร่วมกิจกรรมอีกมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อ

สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและกดรับสิทธิพิเศษจากสถานประกอบการชั้นนำทั่วประเทศ ซึ่งมีส่วนลดสูงถึง 69%  สามารถเข้าไปกดรับสิทธิพิเศษได้แบบฟรี ๆ ที่เว็บไซต์ http://www.tourismthailand.org/workationthailand และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account: @workationthailand

-(016)

‘ซอฟเฟล’ เดินหน้ารณรงค์สร้างการรับรู้เรื่องภัยร้ายจากยุงลาย สู่เยาวชนปลอดภัยโรคไข้เลือดออก

‘ซอฟเฟล’ เดินหน้ารณรงค์สร้างการรับรู้เรื่องภัยร้ายจากยุงลาย สู่เยาวชนปลอดภัยโรคไข้เลือดออก

‘ซอฟเฟล’ เดินหน้ารณรงค์สร้างการรับรู้เรื่องภัยร้ายจากยุงลาย สู่เยาวชนปลอดภัยโรคไข้เลือดออก

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

เดินหน้าลุยต่อในปี 2568 กับมาตรการปราบยุงลายปลอดภัยจากโรคไข้เลือดออก ซอฟเฟลสเปรย์และโลชั่นทากันยุงยอดขายอันดับ 1 ในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ประชาชนและเยาวชนได้รับรู้ถึงภัยเงียบที่คร่าชีวิตบุคคลอันเป็นที่รักในครอบครัวเพิ่มขึ้นทุกปี  โดยในปี 2567 พบผู้ติดเชื้อมากขึ้น ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 276,945 ราย เสียชีวิต 280 ราย  ทั้งนี้คาดว่าปีนี้ 2568 จะพบผู้ติดเชื้อสูงสุดของค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังถึง 3 เท่าตัวทีเดียว ด้วยเหตุนี้ซอฟเฟลจึงไม่หยุดที่จะมีส่วนร่วมในการรณรงค์ป้องกันลดการสูญเสีย โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปัญหาการระบาดของโรคไข้เลือดออกให้กับคนไทย อาทิ โครงการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกระหว่างซอฟเฟลกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, กิจกรรม “Quality Moment with Soffell” โมเมนต์ดีดี..ไม่มีเฟล..กับซอฟเฟล”ฯลฯ   และในปี 2568  ซอฟเฟลเดินหน้าต่อเนื่องผนึกกำลังกับหลายหน่วยงานอย่างเข้มข้น

โดยเริ่มกิจกรรมแรก ในวันอังคารที่ 4 มีนาคม 2568  คุณเมนาท มีสมมนต์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ประจำประเทศไทย   กลุ่มบริษัท เอเนซีส กรุ๊ป  ผู้ผลิตสเปรย์และโลชั่นทากันยุงซอฟเฟล ร่วมกับ คุณจิรายุ ภักดียิ่งยง รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซี.พี. คอนซูเมอร์โพรดักส์ จำกัด มอบซอฟเฟล จำนวน 100,000 ชิ้น  กับ “โครงการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกปี 2” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการรณรงค์ป้องกันโรคไข้เลือดออกให้กับกรมควบคุมโรค        โดยได้รับเกียรติจาก แพทย์หญิงวรยา เหลืองอ่อน ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้รับมอบ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่  สำนักงานป้องกันควบคุมโรคทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่  สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 2 พิษณุโลก, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 3 นครสวรรค์, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 4 สระบุรี, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 5 ราชบุรี, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 6 ชลบุรี, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 7 ขอนแก่น, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 8 อุดรธานี, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 9 นครราชสีมา, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 อุบลราชธานี, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 11 นครศรีธรรมราช, สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 12 สงขลา เพื่อส่งต่อความห่วงใยและความปลอดภัยให้กับประชาชนในพื้นที่โดยรอบ

และอีกหนึ่งกิจกรรมได้แก่ “การรณรงค์สร้างการรับรู้วิธีป้องกัน และตระหนักถึงอันตรายจากโรคไข้เลือดออกสู่เยาวชนและกลุ่มบุคคลทั่วไป!!” รวมถึง  “กิจกรรมรณรงค์กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย”   โดยครั้งนี้  ซอฟเฟล ร่วมมือกับ โรงเรียนบางชัน  (ปลื้มวิทยานุสรณ์)  เขตคลองสามวากรุงเทพมหานคร ซึ่งมีจำนวนนักเรียนทั้งสิ้น กว่า 3,000 คน เป็นโรงเรียนนำร่องแห่งแรกในการรณรงค์ปลูกฝังให้เยาวชน และประชาชนในชุมชนทั่วประเทศ ได้ตระหนักรู้ถึงอันตรายร้ายแรงจากโรคไข้เลือดออก   โดยงานจัดขึ้นในวันพุธที่ 12 มีนาคม 2568  เวลา 13.00 น.

ภายในงานได้รับเกียรติจาก เมนาท มีสมมนต์ ผู้จัดการผลิตภัณฑ์ประจำประเทศไทย กลุ่มบริษัท เอเนซีส กรุ๊ป ผู้ผลิตสเปรย์และโลชั่นทากันยุงซอฟเฟล กล่าวเปิดโครงการฯ,ดร.ชลตวรรณ ขุมเพ็ชร ผู้อำนวยการ โรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) วิทยฐานะผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ร่วมงาน   และในส่วนงานเสวนาได้ ดร.คณัจฉรีย์ ธานิสพงศ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองโรคติดต่อนำโดยแมลง ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับ “ภัยอันตรายจากโรคไข้เลือดออก” เพื่อนักเรียนได้เข้าใจและตระหนักถึงภัยร้ายจากยุงลาย โดยมีน้องๆ นักเรียนให้ความสนใจร่วมทำกิจกรรมทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายภายในโรงเรียนอย่างแข็งขัน และมีความตั้งใจนำความรู้ไปแบ่งปันคนในครอบครัวและชุมชนต่อไป

ตลอดเวลาที่ผ่านมา… ทุกกิจกรรมของซอฟเฟลล้วนสร้างความตระหนักรู้ เกี่ยวกับภัยอันตรายจากโรคไข้เลือดออกที่คร่าชีวิตคนไทยเพิ่มขึ้นทุกปี  โดยซอฟเฟลมุ่งหวังที่จะปลูกฝังความรู้ให้กับเยาวชนและบุคคลทั่วไป ได้มีส่วนร่วมในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคนี้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป…

-(016)

เปิดตัวสวรรค์นักกอล์ฟ ‘42 tee off driving range’ สนามไดร์ฟตอบโจทย์นักกอล์ฟทุกระดับ

เปิดตัวสวรรค์นักกอล์ฟ ‘42 tee off driving range’ สนามไดร์ฟตอบโจทย์นักกอล์ฟทุกระดับ

เปิดตัวสวรรค์นักกอล์ฟ ‘42 tee off driving range’ สนามไดร์ฟตอบโจทย์นักกอล์ฟทุกระดับ

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.53 น.

เปิดอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับสนามไดรฟ์กอล์ฟที่ตั้งอยู่ในทำเลทองของกรุงเทพฯ 42 tee off driving range ที่ได้ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2544 และได้รับความนิยมในหมู่นักกอล์ฟทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่มองหาสถานที่เงียบสงบและสะดวกสบายในการฝึกซ้อมกอล์ฟ ที่ตั้งอยู่ในใจกลางกรุงเทพฯ ซึ่งสามารถเดินทางได้สะดวก ทั้งทางรถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถไฟฟ้า บีทีเอส ที่สามารถลงได้ที่สถานีพระโขนง และเดินต่อมาอีกเพียง 280 เมตรเท่านั้น 

สนามได้จัดสรรพื้นที่ไว้มากกว่า 44 ช่องตี โดยมีจุดเด่นในการออกแบบสนามไดร์ฟให้ทันสมัย มีเลนไดร์ฟที่กว้างขวาง และยังมีเครื่อง Track Man ติดตั้งในแต่ละเลน เพื่อให้นักกอล์ฟสามารถฝึกซ้อมและวิเคราะห์วงสวิงได้แบบเรียลไทม์ นอกจากนี้ยังมีโหมดเกมสนุกๆ ให้ผู้เล่นได้แข่งขันกัน ไม่ใช่เพียงแค่การฝึกซ้อมไดร์ฟแบบธรรมดา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครัน

42 tee off driving range เปิดตัวอย่างเป็นทางการ โดยสนามได้ทำการปรับปรุงครั้งใหญ่ เพื่อตอบโจทย์กับนักกอล์ฟ ทุกรุ่น ทุกวัย และทุกระดับฝีมือ ให้ได้มากที่สุด ดำเนินการโดย คุณฐิติ สิหนาทกถากุล กรรมการผู้จัดการ สนามกอล์ฟ 42 tee off driving range, คุณอดิเทพ พรวาณิชเจริญ ผู้บริหารสนามกอล์ฟ 42 tee off driving range, คุณไพศาล นิธิประภา ผู้บริหารฝายบัญชีและการเงิน และ คุณวรเดช กฤตยาเกียรณ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร

นอกจากนี้ ยังได้รับเกียรติจาก มร.ฟรานซิส ซิมเมอร์แมน ผู้จัดการทั่วไปโรงแรม แลนด์มาร์ค กรุงเทพฯ ร่วมทำการไดร์ฟกอล์ฟเพื่อเปิดตัวอย่างเป็นทางการ ก่อนจะเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย เพื่อสร้างสีสันและความสนุกสนานอย่างเป็นกันเองให้กับแขกผู้มีเกียรติที่เข้ามาร่วมแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง

42 tee off driving range ได้ปรับปรุงใหม่ ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ให้นักกอล์ฟอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น โปรช็อป สถาบันสอนกอล์ฟ อาหาร เครื่องดื่ม และร้านกาแฟ ตั้งอยู่ใจกลางเมือง ในซอยสุขุมวิท 42 ที่สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคล หรือรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่สามารถลงได้ที่สถานีพระโขนง

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมคลินิก กอล์ฟ นำโดย โปรกรีน-เสฏฐวุฒิ โสภณกุลเกียรติ์ และ โปรโด-สืบโชค มหาจินดาวงศ์ ที่มาสอนเทคนิคการเล่นกอล์ฟ ปรับปรุงการตีกอล์ฟ และแก้ไขการตีกอล์ฟ ด้วยเทคนิคต่างๆ จากนักกอล์ฟมืออาชีพ ร่วมปรึกษาหารือเกี่ยวกับการสังเกตทิศทางลม การฝึกน้ำหนักมือ การฝึกสมาธิ การควบคุมไม้กอล์ฟ และการฝึกกล้ามเนื้อ เพื่อสร้างวงสวิงกอล์ฟให้ดียิ่งขึ้น

อีกทั้งยังมีกิจกรรมไฮไลท์ การแข่งขันพิเศษ “ตีกอล์ฟเอาชนะโปร” สำหรับนักกอล์ฟทั่วไป ที่เข้าร่วมการแข่งขันพิเศษกับนักกอล์ฟมืออาชีพ นำโดย โปรพาวน์-พชร วงษ์แก้ว

42 tee off driving range ได้รับการปรับปรุงใหม่ ให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกไว้ให้นักกอล์ฟอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น “คาเฟ่” ที่ให้บริการอาหารและเครื่องดื่ม โซนพักผ่อนที่นักกอล์ฟสามารถนั่งดูการวิเคราะห์วงสวิงของตัวเอง หรือแม้แต่ห้องเรียนกอล์ฟที่มีโปรกอล์ฟมืออาชีพให้คำแนะนำ 

นอกจากนี้ ยังมีร้านขายอุปกรณ์กอล์ฟที่คัดสรรสินค้าคุณภาพสูงให้เลือกซื้อ และในอนาคต 42 Tee-off driving range วางแผนที่จะขยายพื้นที่ เพิ่มโซนพิเศษ เช่น ห้องซ้อมแบบส่วนตัว หรือแม้แต่การใช้ AI มาช่วยวิเคราะห์วงสวิง เพื่อทำให้ประสบการณ์การฝึกซ้อมกอล์ฟล้ำหน้ายิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนการจัดทัวร์นาเมนต์และกิจกรรมพิเศษเพื่อนำชุมชนกอล์ฟเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

สำหรับผู้ที่อยากเริ่มต้นในการเรียนรู้กีฬากอล์ฟอย่างถูกต้อง หรือนักกอล์ฟที่อยากพัฒนาฝีมือเพื่อทำคะแนนให้ดีขึ้น ที่แห่งนี้ มี 42 tee off driving range ไว้ให้บริการนักกอล์ฟทุกระดับ พร้อมโปรโมชั่นสุดพิเศษ อาทิ ส่วนลดค่าเลนไดร์ฟ แพ็กเกจสมาชิกที่ให้สิทธิพิเศษมากมาย และการทดลองใช้ TrackMan ฟรี สำหรับลูกค้าครั้งแรก เราอยากให้ทุกคนได้สัมผัสประสบการณ์การไดร์ฟกอล์ฟที่แตกต่างจากเดิม ติดต่อสอบถามข้อมูลสนาม 42 tee off driving range ได้ที่ 095-567-1541

-(016)

อว.ติดตามโครงการพัฒนาความเป็นเลิศฯ ม.ทักษิณ พร้อมขับเคลื่อนสู่การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ

อว.ติดตามโครงการพัฒนาความเป็นเลิศฯ ม.ทักษิณ พร้อมขับเคลื่อนสู่การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ

อว.ติดตามโครงการพัฒนาความเป็นเลิศฯ ม.ทักษิณ พร้อมขับเคลื่อนสู่การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

สำนักงานปลัดกระทรวง อว. ติดตามโครงการพัฒนาความเป็นเลิศฯ ม.ทักษิณ ชี้เป็นมหาวิทยาลัยที่มีทิศทาง-นโยบายการพัฒนาอย่างเป็นระบบ สอดรับกันทุกกิจกรรม พร้อมขับเคลื่อนสู่การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยอย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี  ผู้อำนวยการกองขับเคลื่อนและพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนา อว. สำนักงานปลัดกระทรวง อว. พร้อมด้วย รศ.ศักดิ์เกษม ระมิงค์วงศ์  ผศ.ศจี ศิริไกร และ ผศ.ไชยยันต์ ชนะพรมมา ผู้แทนคณะกรรมการกลั่นกรองการจัดสถาบันอุดมศึกษา กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลการดำเนินงานโครงการพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาและพัฒนากำลังคนขั้นสูง (Reinventing University) ประจำปีงบประมาณ 2567 ของมหาวิทยาลัยทักษิณ ณ วิทยาเขตพัทลุง  โดยมี รศ.ณฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ อธิการบดี  รศ.สมัคร แก้วสุกแสง รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม  รศ.สุทธิพร บุญมาก รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและการเรียนรู้ ให้การต้อนรับ

รศ.ณฐพงศ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยทักษิณมีนโยบายมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมสังคมระดับแนวหน้าของประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความเข้มแข็งด้านการจัดการศึกษา การวิจัย การสร้างนวัตกรรมสังคม และการถ่ายทอดเทคโนโลยี  มหาวิทยาลัยมีนโยบายส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้ประโยชน์ (Research Utilization) การสร้างผลประโยชน์ร่วมจากงานวิจัยในอนาคต (Tech Seeker/ Tech Provider) สร้างความเชื่อมโยงและการส่งต่อข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยีหรือนวัตกรรมในทุกระดับ มีระบบส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจและการประกอบการ (TSU-BEST) การพัฒนาอาจารย์/นักวิจัยที่มีทักษะสูงตอบโจทย์อุตสาหกรรม และ Reskills, Upskills, New skills แรงงานในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการพัฒนาระบบและกลไกความร่วมมือเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรมกับภาคธุรกิจ/อุตสาหกรรม (TSU Industry Linkage)  ซึ่งนโยบายดังกล่าวจะสอดรับกับเป้าหมายและแนวทางการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยในกลุ่มที่ 2 กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม

ด้าน ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยทักษิณได้ขับเคลื่อนการดำเนินงานเพื่อพลิกโฉมมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 ในปีงบประมาณ 2566 มีการเพิ่มสมรรถนะและระบบนิเวศสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยทักษิณ สู่การใช้ประโยชน์และขับเคลื่อนธุรกิจนวัตกรรม  ซึ่งได้ปรับปรุงโครงสร้าง บทบาทและหน้าที่ของการดำเนินงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนยิ่งขึ้น  และในปีงบประมาณ 2567  มหาวิทยาลัยทักษิณพัฒนาระบบกลไกเพื่อพัฒนาด้านการเร่งพัฒนาธุรกิจและผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยีผ่านการจัดตั้งศูนย์ Business Acceleration Platform หรือ TSU-BAC เพื่อเสริมการนำองค์ความรู้เฉพาะด้านจากอาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษาไปสู่การลงทุนในธุรกิจวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยตามจุดเน้นของมหาวิทยาลัยเพื่อการส่งเสริมธุรกิจในด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์จากงานหัตถกรรม (Craft) อาหาร (Cuisine) ธุรกิจท่องเที่ยวชุมชม (Community-based Tourism Business) และด้านวัฒนธรรม (Cultural) สร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่เอื้อต่อการพัฒนาผู้ประกอบการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจทั้งระดับท้องถิ่นและระดับภาคใต้ รวมทั้งการผลิตและพัฒนาบัณฑิตที่มีคุณภาพสูงตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้และรองรับการพัฒนาในอนาคตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลจากการดำเนินงานโครงการในปีงบประมาณ 2567 ทำให้เห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในด้านการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจ การพัฒนาผู้ประกอบการ และการเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนำไปสู่ผลตอบแทนทางสังคมที่ชัดเจนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว คำนวณมูลค่าผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจาการถ่ายทอดทรัพย์สินทางปัญญา (IP Licensing) ประมาณ 893,567 บาท/ผลงาน  ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการสร้างผลิตภัณฑ์ต้นแบบและธุรกิจนวัตกรรม มีมูลค่า 500,000 บาท  ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาผู้ประกอบการและแรงงานในพื้นที่ การฝึกอบรมและ Upskill/Reskill สำหรับภาคอุตสาหกรรม มีมูลค่าประมาณ 1,000,000 บาท  ผลกระทบทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมที่สร้างผลลัพธ์ในระยะยาวผลตอบแทนที่เกิดขึ้น จากการขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศ การเชื่อมโยงกับบริษัทเอกชนและนักลงทุนเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ มีมูลค่าประมาณ 2,500,000 บาท

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าวต่อว่า อีกหนึ่งผลการดำเนินงานที่โดดเด่นของมหาวิทยาลัยทักษิณ คือ การยกระดับทักษะการเป็นผู้ประกอบการ (TSU Top Up Skill Entrepreneurship) โดยการพัฒนาหลักสูตรปริญญาตรีทางวิชาการที่มีโครงสร้างวิชาเอกและวิชาโทที่เน้นทักษะการเป็นผู้ประกอบการที่ผ่านการพิจารณาอนุมัติหลักสูตรจากสภามหาวิทยาลัยเรียบร้อยแล้ว จำนวน 11 หลักสูตร และวิชาโทที่เน้นการพัฒนาทักษะผู้ประกอบการ จำนวน 26 วิชาโท การส่งเสริมให้อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตรมีความรู้ความเข้าใจเพื่อเป็นต้นแบบในการสานต่อให้นักศึกษามีทักษะการเป็นผู้ประกอบการผ่านการออกนิเทศสหกิจศึกษา สหกิจศึกษาประกอบการ และการบ่มเพาะประกอบการ  การพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการของนักศึกษาโดยการ Top up Skill ผ่านการเรียนวิชาโทที่เน้นทักษะการเป็นผู้ประกอบการ จำนวน 26 วิชาโท ที่มหาวิทยาลัยพัฒนาขึ้น  นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ในการจัดการศึกษาสหกิจประกอบการและการบ่มเพาะการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้นิสิตเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self Pace Leaning) และแพลตฟอร์มในการสนับสนุนการลงทะเบียนเพื่อเลือกเรียนรายวิชาโท และระบบการประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้เพื่อออกใบรับรองทักษะ (Skill Transcript)

“ทั้งนี้ ตนและคณะกรรมการฯ เห็นว่า มหาวิทยาลัยทักษิณมีทิศทางและนโยบายการขับเคลื่อนและพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมอย่างเป็นระบบและสอดรับกันทุกกิจกรรมและเกิดการขับเคลื่อนสู่การพลิกโฉมมหาวิทยาลัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบบริหารจัดการด้านการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรม  การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนความเป็นผู้ประกอบการ (ต้นน้ำ) และการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (กลางน้ำ) และเชื่อมต่อกับการเร่งพัฒนาธุรกิจ (ปลายน้ำ) เพื่อขับเคลื่อนให้มหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม และสร้างความเป็นเลิศให้กับมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังส่งผลตอบแทนและผลกระทบในเชิงนโยบาย วิชาการ เศรษฐกิจ และสังคม และได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรนำหลักสูตรการเรียนการสอนด้านความเป็นผู้ประกอบการที่ได้ดำเนินการนี้  บรรจุเข้าสู่ระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ตามนโยบายการพัฒนากำลังคนและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกระทรวง อว.” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว

4 กลิ่นเอกลักษณ์ Perfume Oil ประจำ Summer 2025 กระตุ้นแรงบันดาลใจ

4 กลิ่นเอกลักษณ์ Perfume Oil ประจำ Summer 2025 กระตุ้นแรงบันดาลใจ

4 กลิ่นเอกลักษณ์ Perfume Oil ประจำ Summer 2025 กระตุ้นแรงบันดาลใจ

วันศุกร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2568, 11.19 น.

สำหรับผู้ที่หลงใหลในศิลปะแห่งความหอม และพิถีพิถันในการเลือกสรรผลิตภัณฑ์ Perfume Oil ที่สะท้อนรสนิยมอันโดดเด่น อากาศยามร้อน ยิ่งร้อนยิ่งต้องการกลิ่นดีๆ ให้ชีวิตขับเคลื่อนไปได้อย่างหรรษา ฤดูร้อน 2025 มาถึงแล้ว ขอนำเสนอคอลเล็กชั่นน้ำหอม Perfume Oil ที่คัดสรรมาเป็นพิเศษ แต่ละขวดล้วนบรรจุกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์และเรื่องราวที่น่าสนใจ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแต่ละกลิ่นสามารถสร้างความประทับใจและเติมเต็มทุกช่วงเวลาของคุณได้อย่างแท้จริง และขอนำเสนอกลิ่นพิเศษที่จะทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนได้เริ่มต้นวันใหม่ไปพร้อมกัน

-Le Labo (USA) – Santal 33: ตำนานแห่งความโดดเด่น เซ็กซี่ และลึกลับ

“เริ่มต้นด้วย Santal 33 ซึ่งเปิดตัวในปี ค.ศ. 2011 และได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ด้วยกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ผสมผสานความโดดเด่น ความเซ็กซี่ และความลึกลับได้อย่างลงตัว ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพลักษณ์ของ “คาวบอยมาร์ลโบโรห์” ด้วยกลิ่นไม้จันทน์หอมที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ”

Le Labo ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2006 โดย Eddie Roschi และ Fabrice Penot ผู้ซึ่งต้องการสร้างสรรค์น้ำหอมที่มีคุณภาพจากวัตถุดิบชั้นเลิศและกระบวนการผลิตที่พิถีพิถัน แบรนด์นี้เน้นการผลิตน้ำหอมแบบ Artisanal Handmade โดยใช้วัตถุดิบธรรมชาติแท้ และมี Perfume Oil เฉพาะกลุ่ม น้ำหอมแต่ละกลิ่นมีความซับซ้อน ลุ่มลึก และเปรียบเสมือนงานศิลปะที่รังสรรค์ขึ้นโดยจิตรกรเอก

Santal 33 มอบประสบการณ์กลิ่นหอมที่ซับซ้อนและมีมิติ ด้วยส่วนผสมของไม้จันทน์หอม เครื่องเทศ หนัง และควันไฟ เหมาะสำหรับโอกาสพิเศษ งานปาร์ตี้ หรือวันที่ต้องการเพิ่มความมั่นใจ ผู้ที่ชื่นชอบกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์และต้องการสร้างความประทับใจ Santal 33 เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับทุกคน

-Byredo (Sweden) – Gypsy Water: อิสระเสรีที่บรรจุในขวดแก้ว

Gypsy Water เปิดตัวในปี ค.ศ. 2008 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตของชาวโรมานี (Gypsy) มีกลิ่นหอมที่สื่อถึงอิสระเสรี ด้วยส่วนผสมของมะกรูด มะนาว และไม้สน เหมาะสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวันสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความผ่อนคลาย

Byredo ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 2006 โดย Ben Gorham ผู้ซึ่งต้องการสร้างสรรค์แบรนด์น้ำหอมที่เน้นอารมณ์และความทรงจำ น้ำหอมแต่ละกลิ่นสะท้อนถึงประสบการณ์ส่วนตัวของเขา Byredo เป็นแบรนด์น้ำหอมแบบ Niche ที่เน้นกลิ่นหอมแบบศิลปะ มีผลิตภัณฑ์หลากหลาย เช่น Hair Perfume และ Perfume Oil เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของกลุ่มผู้บริโภค

Gypsy Water มอบความสดชื่นและผ่อนคลาย ด้วยกลิ่นหอมที่ผสมผสานความสบายและความหรูหรา เหมาะสำหรับวันที่ต้องการความผ่อนคลายหรือเพิ่มความสดชื่น ผู้ที่ชื่นชอบกลิ่นหอมที่สื่อถึงความเป็นตัวของตัวเองและอิสระเสรี Gypsy Water เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ และมีความเหมาะสมกับคนที่ชอบการเดินทาง หรือทุกคนเลยก็ว่าได้

Diptyque (France) – Philosykos: ความทรงจำในสวนมะเดื่อ หวานซ่อนเปรี้ยว มีเสน่ห์

Philosykos เปิดตัวในปี ค.ศ. 1996 โดยได้รับแรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็กของผู้ก่อตั้งแบรนด์ มีกลิ่นหอมที่น่ารักและอบอุ่น ด้วยส่วนผสมของมะเดื่อที่มีทั้งความหอมหวานและความสดชื่น

“Diptyque ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1961 โดย Desmond Knox-Leet, Yves Coueslant และ Christiane Gautrot เริ่มต้นจากร้านขายผ้าพิมพ์ลาย ก่อนที่จะขยายสู่เทียนหอมและน้ำหอม Diptyque เป็นแบรนด์หรูที่เริ่มต้นจากเทียนหอม สู่น้ำหอมอโรม่า มีไลน์ Perfume Oil และ Solid Perfume ที่หรูหรา”

“Philosykos มอบความอบอุ่นและผ่อนคลาย ด้วยกลิ่นหอมที่เหมือนกับการเดินเข้าไปในสวนมะเดื่อ เหมาะสำหรับวันที่ต้องการความอบอุ่นหรือเพิ่มความละมุนละไม ผู้ที่ชื่นชอบกลิ่นหอมที่สื่อถึงความเป็นธรรมชาติและความอ่อนหวาน Philosykos เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคุณ

-divana (Thailand) – Sunrise แรกอรุณเอเชีย จุดไฟบันดาลใจคุณ

Sunrise – หนึ่งในคอลเล็กชั่น Perfume Oil ที่สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญด้านสปาและอโรมาเธอราพีที่สั่งสมมา กว่า 25 ปี แบรนด์นี้ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตเครื่องหอม แต่เป็นผู้นำในการสร้างประสบการณ์ที่ผสานสุนทรียภาพแห่งผัสสะทั้ง 5 เข้ากับศาสตร์การบำบัดแบบองค์รวม กลิ่นหอมของ “Sunrise” จึงไม่ใช่แค่การปรุงแต่งกลิ่น แต่เป็นการเดินทางสู่รุ่งอรุณแห่งเอเชียที่ผสานความสดชื่นของพืชพรรณเข้ากับความอบอุ่นของเครื่องเทศ

ความพิเศษของ divana คือ ต่างจาก Perfume Oil  แบรนด์อื่น ตรงที่เป็น Plant Base Superfood Oil, คือเบสจากตัวท็อปของสารอาหารผิว แน่นอนว่า หอม ติดทนผิว  พร้อมเป็น Moisurizing Skin โดยซ่อนความมหัศจรรย์ตรงที่สร้างกลิ่นตามคาแรกเตอร์ตนเองได้ ฉีดใคร หอมคนนั้น ในสไตล์ของคนๆ นั้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ divana มอบประสบการณ์ที่เหนือระดับที่สุดยามนี้

“Sunrise” ในคอลเล็กชั่นนี้ จึงเป็นดังดาวรุ่งมาแรงจากไทยและเอเชีย ที่ติดตัวไปกับคุณตลอดทั้งวัน

ฤดูร้อน 2025 นี้ ให้ Perfume Oil และกลิ่นหอมเอกลักษณ์โดนใจ มาจุดไฟในตัวคุณ

#PerfumeOil #LeLabo #Byredo #Diptyque #divana