จี้สอบนายกฯซื้อขายหุ้นทิพย์ ‘วิโรจน์’ลุยสรรพากร อ้างเจตนาทำนิติกรรมอำพราง

จี้สอบนายกฯซื้อขายหุ้นทิพย์  ‘วิโรจน์’ลุยสรรพากร  อ้างเจตนาทำนิติกรรมอำพราง

จี้สอบนายกฯซื้อขายหุ้นทิพย์ ‘วิโรจน์’ลุยสรรพากร อ้างเจตนาทำนิติกรรมอำพราง

วันเสาร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จี้สอบนายกฯซื้อขายหุ้นทิพย์ ‘วิโรจน์’ลุยสรรพากร อ้างเจตนาทำนิติกรรมอำพราง ‘อิ๊งค์’ย้ำทำทุกอย่างถูกต้อง ยืนกรานไม่มีการจ่ายเงิน ‘อ้วน’ปัดดีลเปลี่ยนนายกฯ

“อิ๊งค์” ย้ำ ตั๋ว P/N ทำถูกต้องทุกอย่าง ไม่เป็นไร“วิโรจน์” ยื่นสรรพากรตรวจสอบ ยังไม่จ่ายเงินหนีภาษีได้ยังไง ด้าน “วิโรจน์” บุกสรรพากร จี้สอบนายกฯซื้อขายหุ้นทิพย์ เจตนาทำนิติกรรมอำพราง เสียค่าอากร 27 บาท จาก 9 หมื่น หวั่น ปชช.ทำตามกระทบระบบจัดเก็บภาษี จ่อให้กมธ.ศก.สภาเรียกอธิบดี“เข้าแจง ยื่น’กรมที่ดิน’แจงออกโฉนดโรงแรมครอบครัวนายกฯได้อย่างไร เหตุยังไม่มีกฎหมายใด ยกเลิกมติครม.2514 แม้จะอ้างคำสั่งปฏิวัติ แต่ก็ยังไม่มีการยกเลิก แฉซ้ำ ป.ป.ช.ชี้มูล เพิกถอนที่ดินแปลงติดกัน

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน ไปยื่นกรมสรรพากรให้ตรวจสอบกรณี ใช้ตั๋วP/N ( ตั๋วสัญญาใช้เงินในการซื้อหุ้นหรือทรัพย์สินอื่นใด)ของ น.ส.แพทองธาร ว่า ก็ให้เขาไปยื่น ทราบอยู่แล้วว่าต้องไปยื่น ก็ยื่น ไม่เป็นไร อย่างที่ตนชี้แจงในสภาว่า ทำทุกอย่างถูกต้องอยู่แล้ว “มันจะหนีภาษีได้อย่างไร มันยังไม่มีการจ่ายตังค์เลย ต้องจ่ายก่อนถึงจะคิดภาษีได้และภาษีต้องเกิดจากกำไรด้วยซ้ำ อันนี้คือข้อที่ชัดเจนอยู่แล้ว นักวิชาการก็ออกมาพูด แต่ว่าก็นั่นแหละคะ”

‘วิโรจน์‘บุกสรรพากรจี้สอบนายกฯ

ที่กรมสรรพากร นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.) เดินหน้ายุทธการโรยเกลือหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจยื่นร้องกรมสรรพากรให้ตรวจสอบน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กรณีการใช้ตั๋วสัญญาใช้เงิน (ตั๋ว P/N) ในการซื้อหุ้น เข้าข่ายทำนิติกรรมอำพราง หลบเลี่ยงหรือหลีกเลี่ยงภาษีที่ผิดกฎหมาย เพื่อจะได้ไม่ต้องจ่ายภาษีการรับให้

โดย นายวิโรจน์ กล่าวว่า ต้องมีการวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ และเป็นลายลักษณ์อักษร การกระทำในลักษณะแบบนี้ เข้าข่ายนิติกรรมอำพราง เจตนาที่แท้จริงคือ การรับให้หุ้นจากบุคคลในครอบครัว แต่กลับใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อทำนิติกรรมอำพรางเปลี่ยนเจตนาการรับให้ เป็นการหลีกเลี่ยงภาษี 5% ใช่หรือไม่ เนื่องจากนางสาวแพทองธาร ไม่ใช่บุคคลธรรมดา แต่เป็นผู้นำประเทศ เป็นหัวหน้ารัฐบาล เป็นฝ่ายบริหาร เป็นประธานคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียต่อสาธารณะ แม้นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากร จะออกมาชี้แจงว่า สามารถทำได้ แต่เป็นการชี้แจงในลักษณะที่เชื่อว่า เป็นการทำธุรกรรมซื้อขายจริง ๆ แต่ไม่ได้ตั้งข้อสงสัยว่า เป็นนิติกรรมอำพราง

ทั้งนี้ อธิบดีกรมสรรพากรชี้แจงในลักษณะว่า หากมีการชำระเงินตามตั๋ว P/N ผู้ขายที่เป็นบุคคลในครอบครัว หากมีกำไรจากการขายหุ้นก็ต้องนำไปคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ประเด็นข้อสงสัยต่อสาธารณะคือ นี่ไม่ใช่การซื้อขายจริงๆใช่หรือไม่ เป็นเพียงการทำธุรกรรมซื้อขายทิพย์ เพื่อปิดบังเจตนาที่แท้จริงที่เป็นการรับให้หุ้นจากครอบครัว

ต้องการคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ

นายวิโรจน์ กล่าวว่า การวินิจฉัยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร และเป็นทางการ จึงมีความสำคัญมาก เพราะประชาชนทั่วไปมีความสงสัย หากประชาชนทำตามนายกรัฐมนตรี กรมสรรพากรจะอนุญาตให้ทำใช่หรือไม่ จะไม่มีการเลือกปฏิบัติใช่หรือไม่ หากนายกรัฐมนตรีทำได้ ประชาชนทั่วไปก็จะต้องทำได้ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเรื่องโอนหุ้นอย่างเดียว แต่หมายถึงทรัพย์สินอื่นใดด้วย ส่วนวิธีพิสูจน์ในการซื้อขายหุ้น จะต้องดูพฤติกรรมและเจตนา คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรสามารถตรวจสอบ และสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงได้ ตนเองจึงทำหนังสือ เพื่อขอให้อธิบดีกรมสรรพากรดำเนินการตามมาตรา 13 สัตต (3) ของประมวลรัษฎากร ขอให้วินิจฉัยกรณีของนายกรัฐมนตรี ออกมาอย่างเป็นทางการ และลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นแนวปฏิบัติของประชาชนทั่วไป

หากนายกฯทำได้ปชช.คนอื่นก็ทำได้

นายวิโรจน์ ยกตัวอย่าง พ่อค้าแม่ค้า ขายก๋วยเตี๋ยวขายแกง มีเจ้าหน้าที่ไปหา เพื่อขอให้จ่ายภาษี อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูปเบอร์ ที่มีรายได้จากการรีวิวสินค้า และส่วนแบ่งจากโฆษณา ก็ถูกเร่งรัดการจัดเก็บภาษี ขณะที่กรณีพ่อค้าแม่ขายที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง หากรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ก็ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม การให้ความเห็นของอธิบดีกรมสรรพากร ท่านเองอาจจะปักใจเชื่อโดยส่วนตัวว่าเป็นการซื้อขายกันจริงๆโดยไม่ได้ฉุกคิด แต่ขอชวนให้ท่านฉุกคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ หากนายกรัฐมนตรี ทำได้ประชาชนคนอื่นอาจจะทำบ้างอะไรก็ตามเป็นช่องว่างทางกฎหมาย โดยมีหลักคิดอยู่ 2เรื่อง เรื่องแรก คนที่ทำหากรู้สึกว่าเราทำถูกกฎหมายก็พร้อมเปิดเผยและแสดงตัวต่อสาธารณะ แต่การมีพฤติกรรมหลบๆ ซ่อนๆ เพราะตนเองมีความระแวงว่าอาจจะผิดหรือไม่ผิดกฎหมาย ก็สู้ได้ เพราะสามารถตีความตามตัวบทกฎหมาย และลายลักษณ์อักษร ให้ทนายโต้ ก็มีแนวโน้มว่าจะชนะ แต่ที่ไม่กล้าแสดงตัว เพราะหวาดระแวง

เสียค่าอากร27บาท-จำนวนจริง9หมื่น

เรื่องที่สอง อะไรก็ตามที่เป็นผลประโยชน์ต่อสาธารณะยิ่งทำได้ยิ่งดี กรณีนายกรัฐมนตรี หากทำได้ถูกต้อง แล้วทุกคนทั้งประเทศที่มีความมั่งมีทำบ้าง สาธารณะและรัฐจะได้ประโยชน์ สุดท้ายจะเป็นผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการจัดเก็บรายได้ ส่วนกรณีที่นายกฯระบุยื่นบัญชีทรัพย์ต่อสำนักงานคณะการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) แล้ว แต่การยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ได้หมายความว่า การชำระภาษีถูกต้องครบถ้วน ตนเองทำใจเป็นกลาง อยากได้คำวินิจฉัยจากคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร หากตีความว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะประชาชนทำได้ ประชาชนคนอื่นก็ทำได้ แต่หากมองว่า มีความเสียหายในการจัดเก็บรายได้ของแผ่นดิน หมายความว่า ต่อจากนี้ไปภาษีรับได้ ไม่สามารถจัดเก็บได้เลยใช่หรือไม่

สำหรับกรณีบุคคลในครอบครัวของนายกรัฐมนตรีเป็นประชาชนคนหนึ่ง เรื่องนี้มีเรื่องค่าอากร หากเป็นสัญญาเงินกู้ และการเป็นหนี้ระดับร้อยล้านพันล้าน จะมีค่าอากรที่เสียจำนวน 9ฉบับ รวมเป็นเงิน 90,000บาท หากมีการใช้ตั๋ว P/N ค่าอากรจะตกอยู่ที่ฉบับละ3บาท รวม 9ฉบับ27บาท ซึ่งการเลือกใช้ตั๋ว P/N ก็เพื่อประหยัดค่าอากร ไม่ผิดกฎหมายแต่ เป็นการบริหารภาษี แบบดุดันไม่เกรงใจใคร

เชิญอธิบดีสรรพากร-ผู้ตรวจเงินฯชี้แจง

นายวิโรจน์ กล่าวว่า คงต้องให้เวลาอธิบดีกรมสรรพากรทำงาน หลังจากนี้จะใช้กลไกของคณะกรรมาธิการพัฒนาการเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ในการติดตามความคืบหน้า โดยจะเชิญอธิบดีไปชี้แจงและผู้แทนจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการฯ ด้วย การใช้ตั๋วP/N เป็นเครื่องมือทางการเงินไม่ได้ผิดอะไร การให้เครดิตระยะสั้น สามารถทำได้ตามกฎหมาย แต่ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคือ ตกลงแล้วกรณีนี้ เจตนาที่แท้จริงเป็นการซื้อขายจริงหรือไม่ หรือเป็นการซื้อขายทิพย์ ซื้อขายเป็นรูปแบบ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีการรับให้หรือไม่ โดยประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ พฤติกรรมของนายกรัฐมนตรี ดังนั้น เรื่องนี้ดูแค่ปลายทางไม่ได้ ต้องดูถึงพฤติการณ์ อาจจะต้องย้อนดูถึงการยักย้ายถ่ายเทหุ้นของนายกรัฐมนตรีกับคนอื่น ๆ ด้วย จะได้ดูว่าพฤติการณ์ ในลักษณะนี้น่าจะเป็นการซื้อขายกันจริง ๆ หรือที่ผ่านมา มีการยักถ่ายเทหุ้นกันบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรก็จะตีความได้ว่า อาจจะเป็นนิติกรรมอำพราง ที่ผ่านมาเคยชำระค่าซื้อขายหุ้นกันหรือไม่ หรือไม่เคยมีการชำระเงินกันเลย และตั๋ว P/N เก่า ๆ ที่ยังไม่มีการชำระเงิน ยังคงเก็บเอาไว้หรือไม่ หรือสูญหายไปแล้ว ซึ่งคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร สามารถเรียกเอกสารเหล่านั้น กลับมาตรวจสอบได้ทั้งหมด ‘สิ่งที่น่ากลัวถ้าผมไม่อภิปรายเรื่องนี้คือ ปีหน้านายกรัฐมนตรี จะมีการวางแผนมาชำระตั๋ว P/N หรือไม่ ซึ่งก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับนายกรัฐมนตรี เพราะนายกรัฐมนตรี ระบุว่าปีหน้าจะมีการชำระ หรืออาจจะคิดอยู่แล้วแต่ไม่ได้บอกใคร พอผมถาม ก็เลยบอกว่าความลับที่ฉันซ่อนไว้ไม่เคยบอกใคร ก็อดใจไม่ไหวก็เลยต้องบอกต่อสภาฯ ก็สะท้อนเจตนาที่จะทำให้คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ตีความที่แท้จริงได้ว่าเจตนาที่แท้จริงเป็นการรับให้หรือซื้อขายจริง เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากๆทั้งนี้ ไม่อยากเอาเรื่องนี้มาเกี่ยวข้องนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพราะปัจจุบันบริบททางกฎหมายเปลี่ยนไป ในยุคของนายทักษิณ ยังไม่มีภาษีการรับให้ ดังนั้น การเปลี่ยนมือ การให้โดยเสน่หา อาจจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสม แต่ต้องยอมรับว่า กฎหมายในยุคนั้นกับยุคนี้ไม่เหมือนกัน ปัจจุบันมีการปรับปรุง เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายแล้ว จะถูกหรือผิดเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร

ซัดนายกฯอาศัยช่องว่างกฎหมาย

นายวิโรจน์ ระบุว่า นายกฯอยู่ในวิสัยที่รู้ว่านี่คือช่องว่างทางกฎหมาย คนที่เป็นนายกรัฐมนตรี พบช่องว่างทางกฎหมาย ในฐานะที่ถืออำนาจรัฐ สามารถมีข้อสั่งการต่อระบบราชการได้ ควรเปิดช่องว่างหามาตรการแก้ไข หรือจะหาประโยชน์จากช่องว่างนั้นเสียเอง หากคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรมีคำวินิจฉัยออกมาในแนวทางว่า สามารถทำได้รับรองว่าถูกต้องดื้อๆ ในปีภาษีถัดไปจะพบกับความเสียหายแน่นอน ภาษีการรับให้จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ เมื่อมีคำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรทั้งอธิบดีกรมสรรพากร และคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร จะต้องมีความรับผิดทางกฎหมาย เพราะสุดท้ายภาษีรับให้จัดเก็บไม่ได้เลย ประชาชนจะโอนหุ้นโอนที่ดินให้ลูก บอกว่าใช้วิธีตั๋วP/N หรือใช้เครื่องมือการอื่นใดที่ไม่มีกำหนดชำระและอัตราดอกเบี้ย สุดท้ายประเทศจัดเก็บภาษีไม่ได้ ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จะต้องมีการเอาผิดกับอธิบดีกรมสรรพากร และคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากร ที่ปรากฏชื่อวินิจฉัย

นายวิโรจน์ ย้ำว่า ตนเองไม่ได้มีปัญหาความเข้มงวดของกรมสรรพากร แต่การบังคับใช้กฎหมายต้องมีความเสมอภาค ไม่ใช่ว่าพ่อค้าแม่ค้า อินฟลูเอนเซอร์ ยูทูปเบอร์ตามติด แต่กลับนายกรัฐมนตรี ปล่อยปละละเลย ส่วนกรณี นายปิ่นสาย สุรัสวดี อธิบดีกรมสรรพากรเป็นลูกชายของนายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายทักษิณนั้น ความใกล้ชิดไม่ใช่ปัญหา เชื่อว่าอธิบดีกรมสรรพากร และบิดารู้จักคนเยอะ แต่การจะบอกว่าการรู้จักคนเยอะแล้วต้องเอื้อประโยชน์ก็เป็นการกล่าวหาเกินไป จะให้ท่านไม่รู้จักใครก็เป็นไปไม่ได้ คงต้องให้เวลาท่าน การกระทำและการตัดสินใจใช้อำนาจของท่านจะเป็นเครื่องพิสูจน์ และบอกกับประชาชนว่า ประชาชนจะไว้ใจ ในฐานะอธิบดีกรมสรรพากรได้หรือไม่

ยื่นกรมที่ดินแจงออกโฉนดให้ครอบครัว

วันเดียวกัน ที่กรมที่ดิน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. และนายเลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ เดินทางยื่นหนังสือถึงกรมที่ดินขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน ที่เป็นที่ตั้งของโรงแรม Thames Valley เขาใหญ่ โดยมีนายเจนกิจ เชฏฐวาณิชย์ รองอธิบดีกรมที่ดิน เป็นผู้รับหนังสือ โดย นายธีรัจชัย กล่าวว่า เป็นการเข้ายื่นหนังสือ หลังจากที่อภิปราย กรณีที่นายวราวุธศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ชี้แจงว่า คำสั่งคณะปฏิวัติปี2515 ยกเลิกมติครม.2514 ว่า พื้นที่ต้นน้ำลำธารได้ถูกยกเลิกไปแล้ว ระบุว่ามติครม.2514 ได้ให้จัดตั้งนิคมสร้างตนเอง โดยให้คงพื้นที่ต้นน้ำลำธารไว้ทั้งหมด 3 แห่ง ซึ่งคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ไม่ได้มีการยกเลิกพื้นที่ต้นน้ำลำธาร กรมที่ดินได้โต้แย้งว่าในปี 2537 มีการประชุมคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ได้อนุมัติออกเอกสารสิทธิ์ได้ แต่เมื่อไปตรวจสอบดูแล้วอาจจะคาดเคลื่อน เหมือนอนุญาตคนที่บุกรุกไปแล้วให้มีสิทธิ์ได้ครอบครองแต่ไม่ได้กรรมสิทธิ์

ยันไม่มีสิทธิ์ออกโฉนดทั้ง4แปลง

นายธีรัจชัย กล่าวว่า มติครม.ปี 2514 ยังอยู่คงเดิม ในส่วนของระเบียบกรมที่ดินคำสั่งที่ 43 การออกที่ดินต้องไม่ไปทับที่ต้นน้ำลำธาร จึงต้องตรวจสอบว่ากรมที่ดินแถลงออกมาได้อย่างไร ซึ่งการเดินทางมาวันนี้ต้องการให้อธิบดีกรมที่ดินตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง และถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีสิทธิ์ออกโฉนดที่ดิน4แปลง ในพื้นที่ต.หมูสี อ.ปากช่อง คือให้ดำเนินการตามกฎหมายคือเพิกถอนเอกสารสิทธิ์

นายธีรชัย กล่าวอีกว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจมีความสงสัยจากประชาชนในคนที่ทำธุรกิจแล้ว ไปออกโฉนดแบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไรสำหรับคนที่บังคับใช้กฎหมาย เมื่อถามว่า คำสั่งคณะปฏิวัติ สามารถยกเลิกมติครม.ได้ เพราะคำสั่งคณะปฏิวัติเหนือกว่ากฎหมาย นายธีรัจชัย ยืนยันว่าคำสั่งคณะปฏิวัติเทียบเท่ากับพระราชกฤษฎีกา แต่ในคำสั่งนั้นไม่มีการให้ยกเลิกมติครม. 2514 แต่ถ้าคำสั่งคณะปฏิวัติออกแทนพระราชบัญญัติสามารถยกเลิกได้ ทั้งนี้ คำสั่งคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ก็ไม่ได้มีการอ้างถึงคำสั่งคณะปฏิวัติ แต่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน ซึ่งอำนาจคณะกรรมการชุดนี้ต่ำกว่ามติครม.ซึ่งถ้าจะออกโดยชอบต้องยกเลิกมติครม.นอกจากนี้ ยังบอกอีกว่า ปี 2567 คณะกรรมการป.ป.ช.ชี้มูลที่ดินแปลงที่1และแปลงที่ 2 ว่า มีการชี้มูลความผิด ส่วนพื้นที่ โรงแรมThames Valley อยู่แปลงที่ 3 แม้จะอยู่คนละแปลง แต่เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารเหมือนกัน

ภูเขาต้นน้ำลำธารออกโฉนดไม่ได้

ด้าน นายวิโรจน์ ยืนยันว่า มติครม.2514กำหนดพื้นที่ ที่ดินThames Valley เป็นต้นน้ำลำธารอยู่ ยังไม่มีคำสั่งใดทางกฎหมายในการยกเลิกมติครม.2514 ดังนั้นพื้นที่ต้นน้ำลำธารยังอยู่ ล่าสุดที่คณะกรรมาธิการป.ป.ช.มีการเรียกตรวจสอบแผนที่ที่กรมที่ดินส่งให้คณะกรรมาธิการก็ยังปรากฏพื้นที่ต้นน้ำลำธารอยู่ ดังนั้นเมื่อพื้นที่ต้นน้ำลำธารยังอยู่ตามพรบ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน2497 และกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 ข้อที่14(5) ยืนยันชัดเจนว่า พื้นที่ที่เป็นภูเขาต้นน้ำลำธารออกโฉนดไม่ได้ คำถามคือการออกโฉนดที่เป็นที่ตั้งของThames Valley ว่าการมีโฉนดไม่ได้แปลว่าที่ดินแปลงนั้นถูกต้อง จึงต้องการให้มีการตรวจสอบว่ามีการออกโฉนดได้อย่างไร ขณะที่กรมที่ดิน ได้ออกเอกสารชี้แจงว่าการออก น.ค.3ให้แก่ราษฎรในพื้นที่ต้นน้ำลำธารเนื้อที่ประมาณ3.3หมื่นไร่ เพื่อปลูกป่าตามโครงการปลูกป่าเพื่อทดแทนและอนุรักษ์ที่ดิน และกรมที่ดินได้ออกโฉนด ที่ดินและน.ส.3 ก. เนื้อที่ประมาณ 5.2 หมื่นไร่ ไม่ได้ออกโฉนดที่ดินในบริเวณที่ถูกอภิปรายแม้แต่พื้นที่เดียว ทั้งนี้พื้นที่ต้นน้ำลำธารในนิคมสร้างตนเองลำตะคอง ไม่ได้เป็นพื้นที่หวงห้ามเด็ดขาด คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ จึงมีมติให้ออก น.ค.3 เพื่อเป็นหลักฐานไปออกโฉนดที่ดินหรือน.ส.3ก.ในพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ของนิคมสร้างตนเองลำตะคอง จึงเป็นไปตามนโยบายบริหารที่ดิน และชอบด้วยระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุกประการ

นายวิโรจน์ พร้อม นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม.พรรคประชาชนและนายเลาฟั้ง บัณฑิต เทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เดินทางต่อไปยังกรมที่ดินเพื่อยื่นหนังสือขอให้เพิกถอนโฉนดที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมเทมส์วัลเลย์ เขาใหญ่ ตามประเด็นที่ นายธีรัจชัย อภิปรายไม่ไว้วางใจกล่าวหานายกรัฐมนตรี ว่ามีการประกอบกิจการโรงแรมโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย บนพื้นที่ต้นน้ำหรือไม่.

‘ทวี’ฉุน! ถามกลับคาใจใคร?ชั้น14

ที่รัฐสภา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีการตรวจสอบการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ หลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตรนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุ พร้อมเปิดเผยเวชระเบียนนั้น โดยพ.ต.อ.ทวี ได้ถามกลับว่า“เปิดเพื่อใคร แพทยสภา ก็เอาไปแล้ว ชื่อฝ่ายตรวจสอบ ก็ดำเนินการแล้ว จึงต้องส่งให้ฝ่ายตรวจสอบคือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และแพทยสภา” เมื่อถามว่าทั้ง2องค์กรนี้ได้รับเวชระเบียนแล้วหรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต้องไปถามทั้ง 2 องค์กร เพราะโดยหลัก ผู้มีอำนาจตรวจสอบจะดูพยานหลักฐานว่ามีแค่ไหนจึงจะไต่สวนได้

เมื่อถามว่าถ้ามีความคาใจมากๆ แล้วครอบครัวของนายทักษิณ หรือฝ่ายค้าน รวมถึงสังคมพร้อมจะเปิดเผย ทำได้หรือไม่ รมว.ยุติธรรม ถามกลับทันทีว่า คาใจใคร เพราะฝ่ายค้านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ซึ่งฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่ได้ดี แต่ไม่มีหน้าที่ ไปชี้ถูกชี้ผิดใคร ซึ่งในรัฐธรรมนูญกำหนดให้ ป.ป.ช. และแพทยสภา เป็นคนชี้มูลในเรื่องนี้

โบ้ย ถาม‘ป.ป.ช.-แพทยสภา’เอง

เมื่อถามว่าไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเวชระเบียนใช่หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ไม่มีหน้าที่ และอำนาจต้องไปเปิด ต้องไปถามเอง เมื่อถามถึงกรณีที่เร็วๆนี้ แพทยสภาจะมีการลงมติและหากผลออกมามีข้อพิรุธ สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นป.ป.ช.ได้หรือไม่ พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ให้ไปถาม ป.ป.ช. ว่าจะใช้ได้หรือไม่ เพราะถ้าเป็นเรื่องแพทย์ ก็เป็นส่วนของแพทยสภา ส่วนตัวไม่กังวล เพราะทำตามกฎหมาย หน้าที่และอำนาจ ไม่มีอะไรที่ทำนอกเหนือ

เมื่อถามถึงการกลับมาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีพ.ต.อ.ทวีกล่าวว่าไม่เคยได้ยินเรื่องนี้

ไม่กังวลศาลฯรับวินิจฉัยปมฮั้วสว.

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม ยังกล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 0 รับคำร้องของประธานวุฒิและสมาชิกรวม 92 คนยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และของ พ.ต.อ.ทวี เหตุไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงว่า ไม่มีความกังวล กระบวนการที่ส่งไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ เป็นกระบวนการที่ชอบ จึงมีมติ 8 ต่อ 0 รับคำร้อง ถ้าไม่รับ ไม่ได้ เราต้องเคารพในศาลรัฐธรรมนูญ แต่เรามั่นใจในการปฏิบัติหน้าที่และทำตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแรกที่ทำให้คณะกรรมการคดีพิเศษ หรือ กคพ. ถูกฟ้อง และศาลฎีกาเคยบอกไว้ว่า กคพ. เป็นคณะกรรมการโดยกฎหมาย ความเห็นที่ออกมาจึงไม่สามารถนำฟ้องร้องทางแพ่งได้ แต่กรณีเป็นการร้องด้านจริยธรรม

เมื่อวานนี้เพิ่งได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญ พบว่าผู้เซ็นคำร้องเป็นประธานวุฒิสภา ซึ่งเป็นหนึ่งในรายชื่ออยู่ในโพยฮั้ว โดยปกติการฟ้องร้องคดีหากเป็นผู้ที่เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนควรจะให้ผู้อื่นเซ็น แต่อย่างไรก็ตามฝ่ายกฎหมายได้ทำหนังสือขอรายชื่อสมาชิกสว.ที่เป็นผู้ร้องทั้งหมด เพราะในคำร้องมีแต่รายเซ็น ไม่มีชื่อ เพื่อนำไปตรวจสอบว่าทั้ง 92 คน เป็นคนที่อยู่ในโพยฮั้วเลือก สว. หรือไม่ เพื่อจัดทำคำชี้แจงภายใน 15 วัน แต่ถ้าเอกสารบางอย่างยังไม่ได้ก็ต้องขอขยายเวลาเพิ่ม

ส่วนจะใช้เป็นข้อต่อสู้ด้วยหรือไม่ขอดูก่อน และในคำร้องหลายประเด็นมีการไปวินิจฉัยแทนศาลรัฐธรรมนูญในหลายเรื่อง ดังนั้นจึงอยากเห็นข้อเท็จจริงก่อนทำคำชี้แจง อย่างไรก็ตามส่วนตัวเคารพศาล แต่ก็มีหน้าที่ในการทำคำชี้แจงข้อเท็จจริงให้ศาลวินิจฉัย

ภูมิธรรมมั่นใจบริสุทธิ์ปมสอบฮั้วสว.

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา หลังเข้าชื่อถอนตนออกจากตำแหน่ง กรณีรับคดีฮั้วเลือกตั้ง สว.เป็นคดีพิเศษว่า หากเข้าใจเรื่องข้อกฎหมายจะรู้ว่า สว.ยื่นเรื่องผ่านองค์กร และไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องการซื้อขายเสียง แต่มีการพูดถึงการไปครอบงำและละเมิด ซึ่งในแง่ของข้อกฎหมายไม่เกี่ยวกับการปฏิบัติ และศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับไปวินิจฉัย ซึ่งต้องไปดูในเรื่องของรายละเอียด ในส่วนของ ตนไม่กังวลอะไร เพราะเป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.)

“เมื่อมีผู้มายื่นให้ตรวจสอบก็รับไปพิจารณา หากไม่ทำอะไรเลยก็จะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ไม่ได้เกิดจากการที่เราไปคิดกันเอง และแย่งเขามาทำ แต่มันมีการเสนอมา ในฐานะที่ผมเป็นประธานคณะกรรมการ กคพ.ก็ต้องเรียกประชุม โดยระหว่างนั้น ก็มีการโต้แย้งว่าอยู่ในอำนาจหรือไม่ เราก็ต้องทำอย่างรอบคอบ และมีการให้กลับไปทบทวน ว่าเข้าข่ายปัญหาข้อกฎหมายหรือไม่ จากนั้นก็มีการแยกเรื่อเลือกตั้งของ สว.ให้ไปอยู่อำนาจของ กกต. ในขณะที่ กคพ.รับเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตนมั่นใจว่าบริสุทธิ์ไม่มีปัญหา จากนี้ไปก็ให้เป็นดุลยพินิจของศาลรัฐธรรมนูญ”นายภูมิธรรม ย้ำ

โต้ข่าวดีลเปลี่ยนตัวนายกฯ

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงการปรับคณะรัฐมนตรีภายหลังจบศึกจากซักฟอก ว่า ตนถูกถามเรื่องนี้เป็นครั้งที่ 20 แล้วก็ยังไม่เห็นว่ามีการปรับ ครม.เลย ถือเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี และได้พูดชัดเจนแล้วว่าไม่มีการปรับ ครม.ยังทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี เมื่อถามถึงกระแสข่าวดีลเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี นั้น นายภูมิธรรม ถึงกลับยิ้มแล้วตอบว่า ดีลอีกแล้ว ดีลระดับประเทศ ดีลไปก็ไม่มีความหมาย

แวดวงนักปกครอง : 29 มีนาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 29 มีนาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 29 มีนาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กรมการปกครอง ได้ขับเคลื่อนการจัดระเบียบสังคมโดยชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครอง ทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล เพื่อออกตรวจตราจัดระเบียบสังคม ใน 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ อาวุธปืน การพนัน สถานบริการและผู้มีอิทธิพล ออกตรวจตรา ตั้งจุดตรวจจุดสกัดทั้งในระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน ไม่น้อยกว่า 2 ครั้ง/เดือน รวมทั้งใช้กลไกกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ในการจัดระเบียบสังคม ดูแลทุกข์สุขของประชาชนในพื้นที่ตำบลและหมู่บ้าน ทั้งประเทศ ตัวอย่างการจับกุมผู้กระทำความผิด “ปล่อยเช่าคอนโดรายวัน” ในพื้นที่ กทม. และจังหวัดอื่นๆ ในห้วงเดือนมีนาคม 2568 มีดังนี้ 1.การจับกุมผู้นำคอนโดปล่อยเช่ารายวัน ย่านประตูน้ำ 1 ราย พร้อมขยายผลการจับกุม 2.การจับกุมโรงแรมที่ไม่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรมย่านห้วยขวาง จำนวน 3 ราย 3.การจับกุมผู้นำห้องชุดมาปล่อยเช่ารายวันที่ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 4.การจับกุมผู้นำห้องชุดมาปล่อยเช่ารายวันที่ ย่านสุขุมวิท จำนวน 4 ราย

กรมการปกครอง ได้รับสมัครเพื่อเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรนายอำเภอ ปี พ.ศ.2568 โดยมีผู้สมัครเข้ารับการคัดเลือกฯรวมทั้งสิ้น 1,738 ราย ซึ่งได้กำหนดการทดสอบสมรรถนะที่เหมาะสมกับตำแหน่งนายอำเภอ และการสัมภาษณ์รายบุคคลในระหว่างวันที่ 5-7 เมษายน 2568 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

กรมการปกครอง ถนนอัษฎางค์ แขวงวัดราชบพิธเขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 จะย้ายสถานที่ติดต่อราชการ (ชั่วคราว) โดยย้ายไปอาคารธนาลงกรณ์ทาวเวอร์ เลขที่ 666 ถนนบรมราชชนนี แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700 ตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป

นายเทพพนม สมเสมอ นายอำเภอละหานทราย จ.บุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมจัดตั้งชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) เพื่อแก้ไขปัญหายาเสพติดประจำปีงบประมาณ 2568 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการพร้อมผู้แทน และคณะวิทยากรร่วมในพิธีเปิด กลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนอาสาสมัครตำบลตาจง จำนวน 150 คน เพื่อสร้างองค์ความรู้และการปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน ให้ถูกระเบียบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความสงบเรียบร้อยในพื้นที่

ร้อยตำรวจตรีหญิง สายสุนีไกรนรา นายอำเภอลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เป็นประธานเปิดงานประชุมใหญ่สามัญกองทุนหมู่บ้านบ้านคลองบางหลวง หมู่ที่ 1 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว พร้อมมอบของอุปโภค-บริโภคให้กับสมาชิกกองทุน และได้พูดคุยพบปะพี่น้องประชาชน รวมทั้งตรวจสอบการทำงานของกองทุนหมู่บ้านด้วย

นาย..อำเภอน้อย

100องค์กรแถลงต้าน‘กาสิโน’ นายกฯเล็งส่งคนคุยม็อบเห็นต่าง

100องค์กรแถลงต้าน‘กาสิโน’  นายกฯเล็งส่งคนคุยม็อบเห็นต่าง

100องค์กรแถลงต้าน‘กาสิโน’ นายกฯเล็งส่งคนคุยม็อบเห็นต่าง

วันเสาร์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายกฯเตรียมส่งคนคุยม็อบเห็นต่างเอ็นเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ชี้ 10% สร้างกาสิโนของขนาดพื้นที่ไม่ใช่มูลค่าลงทุน ด้าน “100 องค์กร”แถลงการณ์ค้าน “ก.ม.กาสิโน” ตีเช็คเปล่าซูเปอร์บอร์ด-ครม.,มีอำนาจตัดสินใจเรื่องใบอนุญาต-พื้นที่สร้างอย่างไร้ขีดจำกัด

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไฟเขียว ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือเอนเตอร์เทนเมนท์คอมเพล็กซ์ ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมเห็นต่างเตรียมยกระดับชุมนุม จะทำความเข้าใจเพื่อไม่ให้บานปลายอย่างไรว่า หลังจากการประชุม ครม.ได้ให้สัมภาษณ์เรื่อง 10% ที่จะเป็นกาสิโน อาจมีความเข้าใจว่าเป็นเรื่องของเงินลงทุนซึ่งไม่ใช่ แต่ 10% ดังกล่าวเป็นเรื่องของพื้นที่ที่จะทำทั้งหมด เช่น ทำทั้งฟลอร์หรือทั้งชั้นให้เป็นกาสิโน ส่วนเรื่องเงินเป็นการประเมินว่าเมื่อทำแล้วจะได้เงินเข้าประเทศเท่าไหร่ อย่างไร และตอนนี้ทุกอย่างยังไม่ชัดเจน ต้องผ่านขั้นตอนแรกก่อน

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เตรียมยกระดับการชุมนุมอย่างไร นายกฯกล่าวว่า ต้องทำความเข้าใจและส่งคนไปคุยในรายละเอียด

ผู้สื่อข่าวถามถึงทำเลที่จะสร้างเอ็นเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์จะมีที่จังหวัดภูเก็ตด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ยัง จะดูเป็นรายพื้นที่ไปก่อน เราเริ่มขั้นตอนแรกก่อน ถ้าเห็นประโยชน์อย่างไร จึงจะขยายต่อ

ด้านพ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม หัวหน้าพรรคประชาชาติให้สัมภาษณ์ถึงการลาประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 27 มีนาคมเกี่ยวข้องกับกรณีเรื่องร่าง พ.ร.บ. เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ หรือไม่ว่า ไม่เกี่ยวกัน แต่เนื่องจากก่อนหน้านั้นประมาณ 2 สัปดาห์ มีคนไทยใน 10 จังหวัด ถูกกักอยู่ที่ประเทศมาเลเซีย เพราะหนังสือเดินทางขาดเหมือนเป็นการหลบหนีเข้าเมือง เรื่องนี้ทำงานร่วมกันมานาน จึงไม่ทราบล่วงหน้ามาก่อนว่าจะมีประชุม ครม.วันที่ 27 มีนาคม ซึ่งต้องนำตัวคนไทยกลับมาวันที่ 27 มีนาคมตนจึงลาประชุมไว้ก่อนวาระการประชุมจะมา

ผู้สื่อข่าวถามถึงจุดยืนเรื่อง เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ของพรรคประชาชาติเป็นอย่างไร พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า สส.มุสลิมในสภาฯที่ไม่ใช่แค่พรรคประชาชาติ ก็มองว่าขัดกับหลักศาสนา เมื่อกฎหมายเข้าในสภาฯ ก็จะเป็นดุลพินิจของสส.อยู่แล้ว โดยต้องดูทุกมาตรา เพราะกฎหมายฉบับนี้ผ่านการรับฟังความเห็นมาหลายรอบ อย่างครั้งที่แล้วพิจารณารายงานเรื่องนี้ พรรคประชาชาติก็ได้ขออนุญาตพรรคร่วมรัฐบาลในส่วนของสส.ที่เป็นมุสลิม

ถามว่าย้ำจุดยืนของพ.ต.อ.ทวีมองเรื่องนี้จะมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ขอดูในตัวกฎหมายก่อน แต่รวมๆสมัยที่ยังเป็นการศึกษาเรื่องนี้ เห็นว่ากฎหมายเกี่ยวกับกาสิโนจะขัดหลักศาสนา แต่ก็ต้องขอดูในรายละเอียดก่อน

วันเดียวกัน มีความเคลื่อนไหวของ เครือข่ายภาคประชาสังคม 100 องค์กร อันประกอบด้วยองค์กรศาสนา องค์กรชุมชน องค์กรเด็กเยาวชนและครอบครัว องค์กรอาสาสมัคร องค์กรการศึกษา และอื่นๆ ร่วมลงนามออกแถลงการณ์คัดค้านมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร มีเนื้อหาโดยสรุปว่า หลังครม.เห็นชอบหลักการร่าง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ…. ทันทีหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯผ่านไปเพียงหนึ่งวัน โดยไม่สนใจใยดีต่อข้อคัดค้านของสส. เสียงติติงของนักวิชาการ รวมถึงเสียงทัดทานของประชาชนหลายภาคส่วน ทั้งที่ก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเคยพูดว่า “เรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ”

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุต่อว่า การพูดจาหลักลอยดั่งไม้หลักปักขี้เลนของนายกฯบวกกับอาการรีบร้อนเร่งรัดอย่างผิดสังเกตของรัฐบาล ที่พยายามจะผลักดันกฎหมายนี้ให้เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรก่อนปิดสมัยประชุมวันที่ 11 เมษายนนี้ ทั้งที่ยังมีความหละหลวมหลายเรื่องที่สำคัญ อาทิ การเปิดกว้างให้มีกาสิโนซุกอยู่ภายใต้เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ แบบไม่จำกัดจำนวน ความไม่ชัดเจนของขนาดกิจการ มีกี่แห่ง ความไม่ชัดเจนในกลุ่มเป้าหมายลูกค้ากลุ่มใด นักท่องเที่ยวต่างชาติหรือคนไทย

“การมอบอำนาจแบบ “ตีเช็คเปล่า” ให้คณะกรรมการนโยบายและครม.มีอำนาจมากมาย ทั้งการกำหนดจำนวนใบอนุญาตฯ พื้นที่ตั้ง หลักเกณฑ์การพิจารณาลงทุน กำหนดสัดส่วนพื้นที่ของกาสิโน กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อควบคุมการป้องกันการฟอกเงิน เสนอแนะอัตราการเก็บภาษีต่อครม. กำหนดอัตราค่าใบอนุญาตและค่าธรรมเนียมการเข้ากาสิโนของคนในประเทศ”แถลงการณ์ระบุ

รวมทั้งมีอำนาจยกเลิกกฎหมายหรือกฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการดำเนินการสถานบันเทิงครบวงจร รวมถึงเปิดช่องให้นำรายได้จากค่าธรรมเนียมใบอนุญาต ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลไปใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง ด้วยการกำหนดกลไกที่ไร้การถ่วงดุลและตรวจสอบความรับผิดรับชอบ ซึ่งอาจนำมาซึ่งการทุจริตเชิงนโยบาย

แถลงการณ์ดังกล่าวยังเป็นห่วงการให้สิทธิพิเศษแก่ผู้ลงทุน โดยการยกเว้นการบังคับใช้กฎหมายอื่นหลายฉบับ ทั้ง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ร.บ.บริษัทมหาชน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนต่างชาติ การเปิดช่องให้สามารถเช่าที่ดินได้เป็นระยะเวลานานทีละ 30 ปี ไปได้ต่อเนื่อง การยกเว้น พ.ร.บ.การพนันเพื่ออนุญาตให้จัดเล่นพนันที่ต้องห้ามได้ การยกเว้นคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 22/2558 เพื่อให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ 24 ชั่วโมงการควบคุมสถานบริการ ด้วยแนวคิดการออก super license แบบอนุญาตครั้งเดียวเบิกทางให้ทำได้ทุกเรื่อง

นอกจากนี้ ยังละเลยความเป็นจริงของการทุจริตคอรัปชั่นในหมู่นักการเมืองและข้าราชการไทย เมื่อมาบวกกับบทบัญญัติทางกฎหมายที่คลุมเครือ จึงไม่อาจเชื่อมั่นได้มากพอต่อมาตรการป้องกันการฟอกเงิน ที่เชื่อมโยงกับขบวนการธุรกิจผิดกฎหมาย การฉ้อโกง และการทุจริตคอรัปชั่น รวมถึงการไม่ให้ความสำคัญต่อการรับฟังความเห็นของประชาชน การทำประชามติแม้ในระดับพื้นที่ที่จะตั้งสถานบันเทิงครบวงจร การไม่มีส่วนร่วมและไม่ได้รับประโยชน์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งการไม่ให้ความสำคัญที่มากพอต่อการป้องกันแก้ไข และเยียวยาผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นจากการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร

ความหละหลวมทั้งปวงนี้ รัฐบาลเจตนาผลักความรับผิดชอบไปให้แก่กระบวนการตัดสินใจในสภาผู้แทนราษฎร และเปิดโอกาสให้เกิดการต่อรองของตัวแทนผู้ได้เสียผลประโยชน์ในชั้นกรรมาธิการ ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่นำมาสู่ความรู้สึกไม่เชื่อมั่นของประชาชนต่อผลได้ผลเสียที่จะเกิดตามมา และความไม่ไว้วางใจต่อความไม่โปร่งใสของกลไกการตัดสินใจ อันอาจจะนำมาซึ่งการอำนวยผลประโยชน์ต่อกลุ่มทุน และการทุจริตรับสินบนของผู้ที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายภาคประชาสังคม 100 องค์กร อันประกอบด้วยองค์กรศาสนา องค์กรชุมชน องค์กรเด็กเยาวชนและครอบครัว องค์กรอาสาสมัคร องค์กรการศึกษา และอื่นๆ ตามรายนามแนบท้ายนี้ ขอแสดงจุดยืนต่อเรื่องนี้ ดังต่อไปนี้ ขอประณามการตัดสินใจของครม.ต่อการผลักดันนโยบายที่เอาแต่ได้นี้ โดยพยายามสร้างประเด็นลวงด้วยตัวเลข 10% ว่า กาสิโนจะเป็นส่วนน้อยทั้งที่เป็นเป้าหมายใหญ่ บวกกับการโกหกคำโตว่าจะมีคอนเสิร์ตฮอลล์และสเตเดียมขนาดใหญ่ ทั้งที่ ในร่างกฎหมายนี้ไม่ได้กำหนดให้ต้องทำ ดึงดันที่จะเดินหน้าผลักดันสิ่งนี้ทั้งที่รู้ว่าจะเป็นเหตุจุดชนวนความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในสังคม

ขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมืองแสดงความกล้าหาญ โดยการประกาศจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคต่อร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ และกล้าประกาศรับผิดรับชอบต่อผลที่จะเกิดตามมา จากการมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณากฎหมายนี้ ซึ่งถือเป็นการสมรู้ร่วมคิดในการกำหนดนโยบายที่ส่งผลเสียต่อสังคมในระยะยาว

นอกจากนี้ ยังเสนอให้วุฒิสภานำพาวุฒิภาวะสู่สังคม โดยเป็นเจ้าภาพจัดกระบวนการรับฟังความเห็นของประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงองค์กรท้องถิ่นต่างๆ นำมาสู่การตัดสินใจกำหนดนโยบายอย่างรอบคอบ

“เครือข่ายภาคประชาสังคม 100 องค์กร ขอประกาศว่า จะดำเนินการทุกวิถีทางตามสิทธิทางกฎหมายที่จะคัดค้านการเดินหน้าของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ และพร้อมจะร่วมแสวงหาหนทางที่สร้างสรรค์ในการสร้างความสุข ความเจริญให้เกิดขึ้นในสังคม”แถลงการณ์ระบุ

สำหรับชื่อ 100 องค์กรร่วมคัดค้าน อาทิ 1.มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน 2.เครือข่ายเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน 3.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล 4.มูลนิธิสุขภาพไทย 5.มูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ 6.มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก 7.มูลนิธิชีววิถี 8.มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว 9.สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า 10. สถาบันส่งเสริมบทบาทพ่อแม่เพื่อสังคม 11.ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) 12.เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน (ขสย.) 13.เครือข่ายพ่อแม่ผู้ปกครองในสถานศึกษา 14.เครือข่ายละครเฉพาะกิจเธียเตอร์ 15.เครือข่างองค์กรงดเหล้า 4 ภูมิภาค 16.เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต 17.เครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง 18.เครือข่ายนักกฎหมายเพื่อสังคม 19.เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์

‘อนุทิน’รุดเกาะติด! ช่วยเหลือแรงงานติดซากอาคารถล่ม

‘อนุทิน’รุดเกาะติด! ช่วยเหลือแรงงานติดซากอาคารถล่ม

‘อนุทิน’รุดเกาะติด! ช่วยเหลือแรงงานติดซากอาคารถล่ม

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.56 น.

“อนุทิน”รุดเกาะติดช่วยเหลือแรงงานติดซากอาคารถล่มจากเหตุแผ่นดินไหว ยันพร้อมหนุนการทำงานเต็มที่

เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 28 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกัยและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภช.) เดินทางเข้าปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่จากเหตุการณ์อาคารถล่มจากแผ่นดินไหว ย่านจตุจักร กทม.โดยนายอนุทิน ได้เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ นายอนุทิน ได้หารือกับทีมกู้ภัย และเจ้าหน้าที่ โดยระบุว่า พร้อมสนับสนุนการปฏิบัติงานเต็มที่ สามารถประสานขอการสนับสนุนเพิ่มเติมได้ทันที นอกจากนั้น นายอนุทิน ยังให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ ขอให้ช่วยชีวิตคนให้ได้มากที่สุด

– 006

‘สมศักดิ์’สั่งการ‘สธ.’ ลงพื้นที่รับมือเหตุแผ่นดินไหว ประสานทุกหน่วยของรัฐบาล

‘สมศักดิ์’สั่งการ‘สธ.’ ลงพื้นที่รับมือเหตุแผ่นดินไหว ประสานทุกหน่วยของรัฐบาล

‘สมศักดิ์’สั่งการ‘สธ.’ ลงพื้นที่รับมือเหตุแผ่นดินไหว ประสานทุกหน่วยของรัฐบาล

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 21.30 น.

“สมศักดิ์”ประชุมด่วนสั่งการ สธ.ลงพื้นที่รับมือเหตุแผ่นดินไหว ประสานทุกหน่วยของรัฐบาล จัดทีมแพทย์ฉุกเฉินกองสาธารณสุขฉุกเฉิน และ MCATT เยียวยาจิตใจตลอด 24 ชม. สั่งทุกหน่วยใน สธ.พร้อมรับมือตามแผน

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 นางสาวตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน โดยมีการพูดคุยกับทีมสาธารณสุข กทม.และทีมแพทย์ฉุกเฉิน เพื่อรับฟังสรุปสถานการณ์ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวเพื่อช่วยเหลือประชาชนทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บ และติดตามช่วยเยียวยาใจผู้ได้รับผลกระทบและครอบครัว รวมทั้งตรวจสอบความเสียหายของ รพ.ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในหลายจังหวัด โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรงงสาธารณได้มีข้อสั่งการไปยังทุกหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข และเตรียมความพร้อมรับมือตามแผนฯ

ภาพรวมความเสียหายเกิดขึ้นในบริเวณพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลาง เกิดขึ้นในทั้งหมด 17 จังหวัด ครอบคลุม 63 รพ.ส่วนใหญ่ มีลักษณะของรอยร้าว เสียหายเล็กน้อย สามารถดูแลผู้ป่วยได้ตามปกติ สำหรับกรุงเทพมหานคร โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธาณสุข ความเสียหายหนักสุดจะเป็นที่ รพ.เลิดสิน พบอาคารร้าว แต่ยังสามารถบริหารจัดการเคสต่างๆ ได้แล้ว ไม่พบผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต

นางสาวตรีชฎา กล่าวว่า สำหรับเหตุการณ์ตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างที่พังถล่มลงมานั้น พบว่า มีผู้ปฏิบัติงานทั้งสิ้น 407 ราย รายงานตัวแล้ว 340 ราย สูญหาย 91 ราย / ค้นเจอ 8 ราย แบ่งเป็น บาดเจ็บ 5 ราย เสียชีวิตทั้งสิ้น 3 ราย ซึ่งมีการสั่งการให้โรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ ได้แก่ โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลนพรัตน์ สถาบันต่างๆ และโรงพยาบาลอื่นๆ ในพื้นที่รอบๆ กรุงเทพฯ เตรียมความพร้อม และทำงานร่วมกับทางกรุงเทพฯ สนับสนุนและรับส่งต่ออย่างเต็มที่ ขณะนี้มีศูนย์เอราวัณ ของ กทม.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจของโรงพยาบาลพระมงกุฏ ทำหน้าที่ประจำการอยู่แถวบางซื่อ กรุงเทพมหานคร เพื่อคอยดูแลและพร้อมดูแลสถานการณ์ในพื้นที่

นอกเหนือจากนี้ ในส่วนของกองสาธารณสุขฉุกเฉิน  ตั้งอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี พร้อมรับการประสานงานทันสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง ด้านทีมเยียวยาจิตใจ (MCATT) กรมสุขภาพจิต กรุงเทพมหานคร เตรียมความพร้อมจาก 4  หน่วยงาน จาก สถาบันสมเด็จเจ้าพระยา , โรงพยาบาลศรีธัญญา , สถาบันกัลยาณ์ , ศูนย์สุขภาพจิตที่ 13 รวมทั้งสิ้น 302 คน ประกอบด้วย จิตแพทย์ 34 คน พยาบาลจิตเวช 140 คน นักจิตวิทยาคลินิก 19 คน นักสังคมสงเคราะห์ 35 คน นักวิชาการสาธารณสุข 24 คน วิชาชีพอื่น 50 คน และยังเปิดบริการสายด่วนสุขภาพจิต 1323 โดยบริการตลอด 24 ชั่วโมง

– 006

นายกฯลงพื้นที่ตึกถล่ม กำชับ จนท.ปฏิบัติงานเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก

นายกฯลงพื้นที่ตึกถล่ม กำชับ จนท.ปฏิบัติงานเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก

นายกฯลงพื้นที่ตึกถล่ม กำชับ จนท.ปฏิบัติงานเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 20.14 น.

นายกฯลงพื้นที่ตึกถล่ม กำชับ จนท.ปฏิบัติงานเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก ก่อนรุดนั่งมอนิเตอร์ศูนย์บัญชาการแผ่นดินไหว ยันสถานการณ์กลับสู่ปกติ สั่งการ”ผู้ว่าฯกทม.”ปักหมุดแอปพลิเคชัน Traffy Fondue ให้ ปชช.แจ้งเหตุ อาคารที่อยู่อาศัย

เมื่อเวลา 18.40 น.วันที่ 28 มีนาคม 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมรัฐมนตรีที่ร่วมประชุมเหตุสถานการณ์เหตุแผ่นดินไหว ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง ได้เดินทางต่อมายังจุดเกิดเหตุอาคารถล่ม โครงการก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เขตจตุจักร

โดยเมื่อมาถึง นายกฯ รับฟังรายงานจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ก่อนเดินเข้าไปดูในจุดเกิดเหตุ และสอบถามแนวทางการช่วยเหลือ การดูแลผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต พร้อมกำชับผู้ปฏิบัติงานทุกคนให้ระมัดระวังความปลอดภัยของตัวเองในการเข้าไปปฎิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง และคำนึงความปลอดภัยของตัวเองสูงสุด เพราะเป็นห่วงเกรงว่าซากที่ถล่มลงมาแล้วบางส่วนอาจจะถล่มลงมาได้อีก และขอให้มีการปิดกั้นพื้นที่อย่างดีเพื่อป้องกันไม่ให้มีอุบัติเหตุเพิ่ม พร้อมให้ระดมทุกฝ่ายช่วยเหลือผู้ติดอยู่ภายในอาคารอย่างเต็มที่

จากนั้น นายกฯ เดินทางไปที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการแผ่นดินไหว เพื่อร่วมประชุมกับ นายชัชชาติ สิทธิ์พันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งได้รายงานถึงการจราจรติดขัดทำให้ประชาชนเดือดร้อน ซึ่งนายกฯ กล่าวว่า ทางตำรวจกำลังเคลียร์เส้นทางจราจร และทหารดูเรื่องรถที่จะไปรับคนในพื้นที่แออัดมากๆ ยืนยันว่าเรื่องแผ่นดินไหวที่จะหนักขึ้นไม่มี และมีแอพพลิเคชั่น Traffy Fondue และเฟซบุ๊กของ กทม.ที่มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนได้ติดต่อว่าตึกที่ตัวเองอยู่ปลอดภัยหรือไม่ ให้ประชาชนส่งรูปมาวิเคราะห์ได้ก่อนเบื้องต้นว่าตึกปลอดภัยน่ากลัวหรือไม่ และสามารถเข้าไปอยู่อาศัยได้หรือไม่ ขอให้ผู้ว่าฯ นำแอพพลิเคชั่นไปปักไว้ในเพจ หรือโทร. 1555 เพื่อให้ประชาชนทราบ ทั้งนี้ตอนนี้หากประชาชนที่อยู่ตึกสูงไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วงสามารถกลับขึ้นไปได้ สถานการณ์กลับสู่ปกติไม่มีแผ่นดินไหวแรงเท่าเดิม

ด้าน นายชัชชาติ ระบุว่า ขณะนี้วิศวกรมีจำกัดจึงต้องระดมทหารช่างมาช่วยด้วย เพื่อให้ช่วยเหลือประชาชนได้เร็วขึ้น ขณะในพื้นที่จตุจักรเราทำเต็มที่และคิดว่าคนที่อยู่หน้างานจะต้องรีบเคลียร์พื้นที่ เพราะตรงดินแดงเป็นจุดเส้นเลือดใหญ่ ขาเข้า – ขาออก

ทั้งนี้ นายกฯ ยังได้ดูกล้องซีซีทีวีที่สามารถดูสถานการณ์ได้ทั้งกรุงเทพฯ แต่จะมีการเน้นที่จุดจตุจักรเป็นหลักด้วย

– 006

‘ภูมิธรรม’สั่งตั้งศูนย์บัญชาการในพื้นที่ตึกถล่ม ห้ามคนนอกเข้าเด็ดขาด เผยยอดสูญหาย 90 คน

'ภูมิธรรม'สั่งตั้งศูนย์บัญชาการในพื้นที่ตึกถล่ม ห้ามคนนอกเข้าเด็ดขาด เผยยอดสูญหาย 90 คน

‘ภูมิธรรม’สั่งตั้งศูนย์บัญชาการในพื้นที่ตึกถล่ม ห้ามคนนอกเข้าเด็ดขาด เผยยอดสูญหาย 90 คน

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.33 น.

‘ภูมิธรรม’สั่งตรวจสอบอาคารร้าว พร้อมตั้งศูนย์บัญชาการในพื้นที่เกิดเหตุตึกถล่ม ห้ามคนนอกเข้าเด็ดขาด เผยยอดสูญหาย 90 คน

เมื่อวันที่ 28 มี.ค.2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังลงพื้นที่ติดตามเหตุอาคารถล่มที่เขตจตุจักร กรุงเทพฯ ว่า ได้รับรายงานว่ามีเหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่ประเทศเมียนมา ซึ่งแรงสั่นสะเทือนส่งผลกระทบถึงประเทศไทย จึงถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในรอบ 100 ปี และถือเป็นครั้งสำคัญที่เกิดเหตุขึ้น เนื่องจากมีผลกระทบรุนแรง 

ทั้งนี้ ในการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่อาคารสูงพังถล่มเพียง 1 จุด ที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และอาคาร 3 ชั้นในเขตบางขุนเทียน ซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์เก่า โดยนายกรัฐมนตรีได้โทรศัพท์สั่งการมาจาก จ.ภูเก็ต ให้ตนดำเนินการประสานงานสั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ และดำเนินการด้วยความระมัดระวัง พร้อมกับสั่งการให้มีการตรวจสอบอาคารร้าวทั้งหมด และทางโรงพยาบาลได้มีการเตรียมความพร้อมนำคนไข้ออกจากอาคาร ส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีผู้อำนวยการเขตเป็นผู้บัญชาการส่วนหน้า

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ได้สั่งการทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และเข้าไปดูในพื้นที่พบผู้เสียชีวิตจำนวน 3 ราย แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือมีผู้รับเหมารายย่อยจำนวนมากจึงต้องไปตรวจสอบชั้นต่างๆ ส่วนตัวเลขที่นิ่งแล้วคือจำนวนผู้สูญหาย 90 คน ช่วยออกมาได้ 1 คน ซึ่งทั้งทหาร และตำรวจ อาทิ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนาและมณฑลทหารบกที่ 11  ได้มีการระดมเครื่องจักรจากทุกภาคส่วนลงไปในพื้นที่ และตั้งศูนย์อำนวยการส่วนหน้าไว้ในพื้นที่ โดยไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปในพื้นที่เด็ดขาด แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ได้เนื่องจากต้องระมัดระวังผู้ที่ยังตกค้างอยู่ข้างใน

‘ธรรมนัส’ประกาศลั่น! ‘กล้าธรรม’ไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นงูสิงกินได้

‘ธรรมนัส’ประกาศลั่น! ‘กล้าธรรม’ไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นงูสิงกินได้

‘ธรรมนัส’ประกาศลั่น! ‘กล้าธรรม’ไม่ใช่งูเห่า แต่เป็นงูสิงกินได้

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 19.01 น.

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) พร้อมด้วย ส.ส.พรรคกล้าธรรม อาทิ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา และนายทะเบียนพรรค, นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี และเหรัญญิกพรรค, นายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา, นางรัชนี พลซื่อ สส.ร้อยเอ็ด, นายปกรณ์ จีนาคำ สส.แม่ฮ่องสอน, นายเชาวฤทธิ์ ขจรพงศ์กีรติ สส.บัญชีรายชื่อ, นายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส.บัญชีรายชื่อ ร่วมเดินทางลงพื้นที่ จ.ขอนแก่น พร้อมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำโดย นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อติดตามโครงการประตูระบายน้ำหนองเลิง พร้อมอาคารประกอบ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาหนองหวาย สำนักงานชลประทานที่ 6 ต.โคกสี อ.เมือง จ.ขอนแก่น ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตขอนแก่น

นอกจากนี้ ยังมี สส.ที่เตรียมย้ายมาสังกัดพรรคกล้าธรรม มาร่วมลงพื้นที่ด้วย ได้แก่ นายเอกราช ช่างเหลา สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลังจากที่ผู้ใหญ่ทั้ง 2 พรรคได้คุยกันแล้ว รวมถึง น.ส.กาญจนา จังหวะ สส.ชัยภูมิ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และนายวัฒนา ช่างเหลา นายก อบจ.ขอนแก่น

โดยตอนหนึ่ง ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ทุกคนที่อยู่บนเวทีวันนี้คือ สส.จากหลายจังหวัด อาจจะต่างพรรค หากประชาชนติดตามก็จะทราบว่า ในข่าวเรียกเขาว่างูเห่า อย่าเรียกว่างูเห่า เพราะตนคืองูตัวจริง เพราะเกิดปีงู อย่างนายเอกราช ถือว่าเป็นเสี่ยว (เพื่อน) ของแท้ตั้งแต่ยังไม่เข้าสู่เวทีการเมือง ทำธุรกิจด้วยกัน ร่วมอุดมการณ์ด้วยกัน ตอนออกจากพรรค พปชร.ทั้งพ่อและลูกหนีออกมาด้วยน้ำตา ตนกับนางนฤมล รู้ดีว่าทำไมจึงออกมาจากตรงนั้น ด้วยเหตุผลใดก็ไปอยู่กับอีกครอบครัวหนึ่ง ซึ่งคนเราต้องอยู่รอดทางสังคม อยู่รอดด้วยหลายปัจจัย ไปแล้วรู้สึกดีๆ ให้กัน และเมื่อไปแล้วไม่ถึงที่สุดก็กลับมา ตนก็อ้าแขนรับตลอดเวลา เพราะเราเป็นเสี่ยวกัน นายเอกราชหัวใจหล่อ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ส่วนนางกาญจนา ครอบครัวมาจากพื้นฐานการเกษตร เป็น สส.อยู่พรรคเดียวกันมาก่อน เมื่อเห็นมาอยู่บ้านใหม่แล้วมีความสุข ได้ทำเพื่อประชาชน มาร่วมอุดมการณ์ทางการเมือง คำเก่าๆ ที่เรียกว่างูเห่า ถ้ายุคก่อนเรียกจริงๆ งูเห่ากับชาวนา แต่ที่นี่งูจริง ทั้งงูเล็กหรืองูใหญ่ แต่ไม่ใช่งูเห่า อาจจะเป็นงูสิงที่กินได้

– 006

‘นายกฯ’ย้ำ‘แผ่นดินไหว’คลี่คลาย ขอ ปชช.กลับเข้าที่พักอาศัยได้

‘นายกฯ’ย้ำ‘แผ่นดินไหว’คลี่คลาย ขอ ปชช.กลับเข้าที่พักอาศัยได้

‘นายกฯ’ย้ำ‘แผ่นดินไหว’คลี่คลาย ขอ ปชช.กลับเข้าที่พักอาศัยได้

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.58 น.

นายกฯแถลงเหตุแผ่นดินไหว ระบุสถานการณ์คลี่คลายแล้ว ชี้พิกัดไทยอยู่ต่ำกว่าเส้นอันตราย ขอ ปชช.กลับเข้าที่พักอาศัยได้ เผยคุยวิศวกร-กรมโยธา ยัน!ตึกใน กทม.สร้างได้มาตรฐาน คาดรถไฟฟ้า-รถไฟใต้ดิน กลับใช้ได้เช้าพรุ่งนี้ แนะตามข่าวสารข้อมูลภาครัฐ

เมื่อเวลา 18.00 น.วันที่ 28 มีนาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังร่วมประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึงสถานการณ์แผ่นดินไหว ว่า ตอนนี้ได้รับรายงานจากทุกฝ่าย สถานการณ์คลี่คลายแล้ว และอยากจะบอกประชาชนว่าตึกที่ได้รับความเสียหายคือตึกที่ก่อสร้าง ได้พูดคุยกับวิศวกร และกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้บอกตึกต่างๆ ในกรุงเทพฯ ถือว่าสร้างได้มาตรฐาน หากมีแผ่นดินไหวที่แรงกว่านี้ ก็ยังสามารถรับได้ แต่ทุกตึกตอนนี้ความจริงแล้วมีการตรวจความพร้อมว่ามีอะไรเสียหายบ้าง แต่ตอนนี้สามารถกลับเข้าที่พักได้หมดแล้ว และความจริงตึกที่มีปัญหาคือตึกที่กำลังก่อสร้าง เพราะมีเรื่องความแข็งแรงและตัวของผนัง

นอกจากนี้ ยังได้รับรายงานจากอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา เมื่อเวลา 13.20 น.ของวันเดียวกันนี้ เหตุที่เกิดศูนย์กลางอยู่ที่มัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมามีอาฟเตอร์ช็อกเกิดขึ้นหลายรอบติดกันตอนนี้ประมาณ 12 ครั้ง โดยมีความแรง 7.2 ริกเตอร์ ทำให้เกิดผลกระทบกับประชาชนชาวไทยทั้งในภาคเหนือและกรุงเทพฯ และได้รับรายงานว่าปัจจุบันนี้ ความแรงลดลงเหลือ 4.9 ริกเตอร์ ซึ่งสามารถกลับเข้าไปในตัวตึกอาคารสูงได้แล้ว ซึ่งประเทศไทยต่ำกว่าเส้นอันตราย โดยเส้นอันตรายที่ขีดไว้คือ 6 ริกเตอร์ ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบที่น้อย ขอย้ำว่าเป็นการเกิดแผ่นดินไหวบนบกไม่ได้เกิดบนทะเล ดังนั้นจึงไม่มีการเกิดสึนามิแน่นอน นอกจากนี้ ได้รับรายงานจากทางผู้ว่ากรุงเทพมหานครถึงเหตุการณ์ที่อาคารก่อสร้างว่าเป็นอาคารก่อสร้างในพื้นที่เขตจตุจักรที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเป็นจุดเดียวที่ได้รับผลกระทบที่เสียหาย

นายกฯ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าความเสียหายรุนแรงมีจำกัด แค่อาคารก่อสร้างเท่านั้นและในเรื่องของการเดินทาง เรื่องรถไฟฟ้าและรถไฟฟ้าใต้ดินอยู่ระหว่างการตรวจสอบความปลอดภัย คาดว่าจะกลับมาให้บริการได้ปกติอีกครั้งตอนเช้าวันที่ 29 มี.ค.นี้ ตอนนี้เท่าที่เห็นด้วยตาเปล่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นในเรื่องของรถไฟฟ้าและรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่จะรอตรวจให้แน่ชัดว่ามีอะไรเสียหายหรือไม่ตอนเช้า แน่นอนกระทรวงคมนาคมจัดบริการรถเมล์และรถสาธารณะให้บริการประชาชนเพิ่มรอบมากขึ้นตั้งแต่ตอนนี้ จนถึงช่วงเช้า ทั้งนี้ กทม.จัดเปิดเวลาเพิ่มของสวนสาธารณะที่บางท่านยังไม่สบายใจ เปิดตลอด 24 ชั่วโมงสามารถไปที่สวนสาธารณะได้ มีบริการเรื่องของน้ำและอาหาร

“ยืนยันกับพี่น้องประชาชนว่าเหตุการณ์ของอาฟเตอร์ช็อกจะไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับพี่น้องประชาชน และพี่น้องประชาชนที่อยู่ในอาคารสูงที่ไม่ได้รับความเสียหายสามารถกลับขึ้นไปอยู่อาศัยได้แล้ว รวมถึงบ้านพักอาศัย หากไม่แน่ใจให้แจ้งกับทาง กทม.ให้เข้าไปตรวจสอบ สุดท้ายนี้ขอให้ประชาชนดูเรื่องข้อมูลข่าวสารที่มาจากหน่วยงานของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นจากสถานีโทรทัศน์ NBT และข่าวสารจากกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยในกรุงเทพมหานครจะมีศูนย์บัญชาการที่ กทม.และในภาพรวมของประเทศอยู่ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ซึ่ง กทม.ตอนนี้มีศูนย์ปฏิบัติการอยู่ที่เสาชิงช้า โดยผู้ว่าฯ กทม.อยู่ที่นั่น” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวอีกว่า ใครที่ยังไม่สบายใจมีวิศวกรถึง 2,000 คน พี่ดูแลเรื่องความปลอดภัย ฉะนั้น เรื่องของตึกต่างๆ ฝ่ายนิติบุคคลสามารถติดต่อกรมโยธาธิการและผังเมืองได้เลย จะมีวิศวกรช่วยดูแล ซึ่งจะทำให้คนกลับไปอยู่ในตึกได้อย่างปลอดภัยมากยิ่งขึ้น และแน่นอนตอนนี้รัฐบาลระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนเข้าช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในกรุงเทพฯ ฉะนั้น สามารถติดต่อภาครัฐได้ทุกหน่วย เพื่อช่วยเหลือประชาชน ตอนนี้เหตุการณ์กลับเข้ามาสู่เหตุการณ์ปกติแล้ว ขอให้ทุกท่านกลับเข้าที่พักได้แล้ว ส่วนตึกถล่มที่จตุจักรตอนนี้กำลังทยอยนำคนที่ติดอยู่ออกมา

เข้มเกาะติดเฝ้าระวังแผ่นดินไหว! ‘มท.1’ประกาศยกระดับจัดการสาธารณภัยขนาดใหญ่ (ระดับ 3)

เข้มเกาะติดเฝ้าระวังแผ่นดินไหว! ‘มท.1’ประกาศยกระดับจัดการสาธารณภัยขนาดใหญ่ (ระดับ 3)

เข้มเกาะติดเฝ้าระวังแผ่นดินไหว! ‘มท.1’ประกาศยกระดับจัดการสาธารณภัยขนาดใหญ่ (ระดับ 3)

วันศุกร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2568, 18.44 น.

เข้มเกาะติดเฝ้าระวังแผ่นดินไหว! “มท.1″ประกาศยกระดับจัดการสาธารณภัยขนาดใหญ่ (ระดับ 3) สั่งตั้งกองบัญชาการฯ-ส่วนหนุนปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉินทั่วไทย ดูแล-ฟื้นฟู-เยียวยาประชาชน จนกว่ากลับมาปกติ

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บก.ปภช.) ได้ลงนามในประกาศกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เรื่อง ยกระดับการจัดการสาธารณภัยขนาดใหญ่ (ระดับ 3) มีเนื้อหาระบุว่า

ตามที่ได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวบนบก บริเวณประเทศเมียนมา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กิโลเมตร ขนาด 8.2 ความลึก 10 กิโลเมตร พี่ละติจูด 21.682 องศาเหนือ และลองจิจูด 96.121 องศาตะวันออก บริเวณประเทศเมียนมา ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กิโลเมตร เมื่อเวลา 13.20 น.ของวันที่ 28 มีนาคม 2568 เบื้องต้นได้รับความรู้สึกสั่นไหวในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ และสถานการณ์ดังกล่าวมีความรุนแรง สร้างความเสียหายและก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินของประชาชนเป็นบริเวณกว้าง

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2550 ประกอบแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570 จึงมีประกาศ ดังนี้

1.ยกระดับการจัดการสาธารณภัย เป็นการจัดการสาธารณภัยขนาดใหญ่ (ระดับ 3) ตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ พ.ศ.2564 – 2570

2.ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ดำเนินการและปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ตลอดจนอำนวยการประสานการปฏิบัติ ประเมินการณ์ ติดตาม เฝ้าระวัง วิเคราะห์สถานการณ์ รายงาน และเสนอความคิดเห็นต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาสั่งการเชิงนโยบาย โดยมี อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะผู้อำนวยการกลาง เป็นผู้ช่วย

3.จัดตั้งกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ขึ้น ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย

4.กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ จัดตั้งส่วนสนับสนุนการปฏิบัติงานในภาวะฉุกเฉิน (สปฉ.) ตามที่ผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติเห็นสมควร และให้ประสานการให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย โดยมีหน่วยงานตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธาธารณภัยแห่งชาติ ตลอดจนหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชนจิตอาสา เร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในด้านต่างๆ โดยเร็ว และเมื่อสถานการณ์ในพื้นที่คลี่คลาย จะเร่งสำรวจความเสียหายในด้านต่างๆ อาทิ ด้านชีวิตด้านที่อยู่อาศัยด้านการประกอบอาชีพ สิ่งสาธารณประโยชน์ โครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้นเพื่อทำการฟื้นฟูให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว