‘ควีนส์คัพ พิงค์ โปโล 2025’แข่งขันขี่ม้าโปโลหญิงการกุศล รายได้มอบให้โครงการมะเร็งเต้านม

‘ควีนส์คัพ พิงค์ โปโล 2025’แข่งขันขี่ม้าโปโลหญิงการกุศล รายได้มอบให้โครงการมะเร็งเต้านม

‘ควีนส์คัพ พิงค์ โปโล 2025’แข่งขันขี่ม้าโปโลหญิงการกุศล รายได้มอบให้โครงการมะเร็งเต้านม

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปิดฉากลงอย่างงดงามสำหรับการจัดการแข่งขันขี่ม้าโปโลหญิงการกุศล รายการ “ควีนส์คัพ พิงค์ โปโล 2025” (Queen’s Cup Pink Polo 2025 ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อหารายได้มอบให้โครงการมะเร็งเต้านม มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ จัดโดย บี.กริม นำโดย มร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม นายกสมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย นันทินีแทนเนอร์ อุปนายกสมาคมฯ ประธานจัดการแข่งขันขี่ม้าโปโลหญิงการกุศล เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สนามไทย โปโล แอนด์ อีเควสเทรียน คลับ พัทยา รอบชิงชนะเลิศปีนี้ เป็นการแข่งขันระหว่างทีมเจ้าภาพไทย โปโล (Thai Polo) ประเทศไทย และทีม MALAYSIA ประเทศมาเลเซีย ซึ่งครองถ้วยพระราชทานฯ ร่วมกัน ท่ามกลางเสียงกองเชียร์ที่ส่งเสียงเชียร์อย่างสนุกสนาน

นันทินี แทนเนอร์ นักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงคนแรกของไทย ในฐานะประธานจัดการแข่งขันฯ เผยว่า“พิงค์ โปโล” เป็นการแข่งขันขี่ม้าโปโลหญิงเพื่อการกุศล มีวัตถุประสงค์เพื่อหารายได้มอบให้โครงการมะเร็งเต้านม มูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ที่มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยผู้ป่วยและต้านภัยจากโรคมะเร็งเต้านมอย่างมีประสิทธิภาพ ตามแนวทาง “ป้องกัน รักษา และดูแล” รวมถึงการรณรงค์ให้ผู้หญิงไทยได้รับความรู้และตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม และในฐานะที่เป็นผู้หญิงคนหนึ่งจึงอยากเชิญชวนให้ผู้หญิงมารวมพลัง ช่วยสร้างประโยชน์ให้สังคมด้วยการสนับสนุนและส่งเสริมมูลนิธิฯ ผ่านกิจกรรมการแข่งขันกีฬาขี่ม้าโปโล “พิงค์ โปโล” ที่มีนักกีฬาเป็นผู้หญิงทั้งหมด รวมถึงการส่งเสริมกีฬาโปโลของไทยให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มผู้หญิงรุ่นใหม่ สามารถเข้าสู่การแข่งขันระดับนานาชาติได้ นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญเพื่อสังคมอันสร้างสรรค์เปี่ยมคุณค่า ซึ่งได้รับการตอบรับด้วยดีเสมอมา”

รองศาสตราจารย์นายแพทย์กฤษณ์ จาฏามระผู้ก่อตั้งและประธานมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า “โรคมะเร็งเต้านมเป็นภัยคุกคามชีวิต เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทย ดังนั้นต้องรณรงค์ให้ผู้หญิงใส่ใจดูแลสุขภาพเพื่อให้ห่างไกลจากมะเร็งเต้านม ศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2550 เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศล โดยเป็นศูนย์บำบัดและดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมอย่างครบวงจรแห่งแรกในประเทศไทย ถือเป็นศูนย์ที่ดีที่สุดในด้านของเครื่องมือทางการแพทย์ต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยที่พักของผู้ป่วยระยะสุดท้าย สำหรับผู้ด้อยโอกาส ผู้ป่วยที่กำลังทำการรักษาแต่ขาดแคลนที่พักอาศัย ศูนย์กิจกรรมในระหว่างวันเพื่อผู้ป่วยและอาสาสมัคร ศูนย์การเรียนรู้และฝึกอบรม ตลอดจนศูนย์วิจัยและวินิจฉัยโรคมะเร็งเต้านมเพื่อผู้หญิงทุกคน เปรียบเสมือนที่พึ่งพิงของผู้หญิงที่ต้องเผชิญโรคร้าย โดยให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยมะเร็งเต้านมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถฯ”

ปีนี้ ก่อนเริ่มการแข่งขันขี่ม้าโปโลหญิงการกุศล “ควีนส์คัพ พิงค์ โปโล 2025” ชิงถ้วยพระราชทานฯได้มีการแข่งขันขี่ม้ากระโดดข้ามเครื่องกีดขวางในระดับภูมิภาครายการ Asian Equestrian Federation Cup CSIJ-B Pattaya 2025 ที่มีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 15 ประเทศจากเอเชีย และในงานยังพบกับกิจกรรมหลากหลายจากการออกร้านของผู้สนับสนุน อาทิ บูธกิจกรรมจาก Royal Salute และไฮไลท์หนึ่งของงานขบวนรถคลาสสิกที่มานำทีมแข่งขันทั้ง 2 ทีมก่อนการแข่งขัน รวมทั้งแฟชั่นโชว์สุดสง่าบนหลังม้า นำขบวนโดย นันทินี แทนเนอร์ นักกีฬาขี่ม้าโปโลหญิงคนแรกของไทย ประธานจัดการแข่งขันฯ แล้วยังมีเหล่านางแบบนายแบบกิตติมศักดิ์ ร่วมแสดงแบบบนหลังม้าด้วย

อีกหนึ่งสีสันที่พลาดไม่ได้คือ ประเพณี “สตอมปิ้งดิวอทส์ Stomping Divots” ของผู้เข้าชมการแข่งขัน ซึ่งเป็นประเพณีปฏิบัติของกีฬาขี่ม้าโปโล การย่ำหญ้าเพื่อกลบหลุมในสนาม และกลบรอยเท้าม้าจากการแข่งขัน โดยมีเซอร์ไพรส์พิเศษจาก Bing Hanคอนเสิร์ตมาสเตอร์จากวง Royal Bangkok Symphony Orchestra มาโชว์ไวโอลินในระหว่างการสตอมปิ้งสร้างสีสันให้กับงาน ที่เหล่าสุภาพสตรีทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ต่างลงสนามร่วมกันย่ำหญ้าอย่างสนุกสนาน ปิดท้ายด้วยการมอบรางวัล Best Dress Awards และ Best Hat Awards ให้แก่แขกผู้เกียรติที่มาร่วมงาน

นับเป็นการแข่งขันขี่ม้าโปโลหญิงการกุศลที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ซึ่งนอกจากความสนุกสนานท่ามกลางบรรยากาศอันอบอุ่นแล้ว ผู้ร่วมงานยังได้อิ่มเอมใจไปกับการได้ร่วมทำบุญช่วยเหลือสังคมทุกปีอีกด้วย

ฉ่ำรักกลางเทือกเขาหิมาลัย กับ 7 เหตุผลที่คู่รักควรไปฮันนีมูนที่ภูฏาน

ฉ่ำรักกลางเทือกเขาหิมาลัย กับ 7 เหตุผลที่คู่รักควรไปฮันนีมูนที่ภูฏาน

ฉ่ำรักกลางเทือกเขาหิมาลัย กับ 7 เหตุผลที่คู่รักควรไปฮันนีมูนที่ภูฏาน

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อากาศเย็นตลอดทั้งปีที่ประเทศภูฏาน จะเป็นโอกาสสุดเพอร์เฟกท์ให้คู่รักได้เติมความรักและความอบอุ่นซึ่งกันและกัน ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกซึ่งมีเทือกเขาหิมาลัยเป็นฉากหลังอันตระการตา นอกจากภูฏานจะสามารถคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมและวิถีชีวิตอันเรียบง่ายแสนงดงาม ประเทศแห่งนี้ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมอีกมากมายที่เหมาะกับคู่รักซึ่งกำลังเริ่มต้นใช้ชีวิตด้วยกัน ลองดู 7 เหตุผลนี้แล้วจะรู้ว่าทำไมภูฏานถึงเหมาะกับการฮันนีมูนมากที่สุด

1.เพราะเป็นดินแดนที่งดงามและเงียบสงบ

คนทั้งโลกรู้กันดีว่าภูฏานเป็น “ดินแดนแห่งความสุข” ที่นี่เลยเหมาะกับคู่รักที่อยากหาที่พักผ่อนเงียบๆ ฟื้นฟูร่างกายหลังจากจัดงานแต่งและได้ใช้เวลาแบบโรแมนติกร่วมกัน เนินเขาที่เรียงสลับคล้ายภาพวาด ศาสนสถานสมัยโบราณ และทัศนียภาพที่สวยตระการตาจะสร้างพลังบวกสำหรับการเริ่มต้นชีวิตคู่ ไม่ว่ากิจกรรมที่ทำร่วมกันจะเป็นการเดินสำรวจหมู่บ้านกลางหุบเขา หรือนอนฟังเสียงธรรมชาติ ภูฏานก็จะมอบช่วงเวลาแห่งความสุขอันสมบูรณ์แบบให้กับคุณได้

2.เพราะเป็นประเทศที่เที่ยวได้ตลอดทั้งปี

ฤดูหนาวช่วงต้นปีจะสร้างบรรยากาศโรแมนติกด้วยฉากหิมะที่ปกคลุมเทือกเขา และการผิงไฟในบ้านพักแบบโฮมสเตย์ หลังจากนั้นอากาศจะเริ่มอุ่นขึ้นเมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ท้องฟ้าแจ่มใส่ อากาศเย็นสบายตลอดวัน เหมาะแก่การถ่ายรูป และเดินป่าในเส้นทางที่ชอบ ส่วนคู่รักคู่ไหนที่รักสีเขียวชอุ่มของพืชพรรณ และวัตถุดิบท้องถิ่น ฤดูร้อนจะเป็นช่วงที่ผลิตผลทางการเกษตรออกผลให้ได้ลิ้มลองรสธรรมชาติ รวมถึงของป่าหายาก และยังมีเทศกาลเฉลิมฉลองให้เข้าร่วมอีกมากมาย

3.เพราะจะสร้างนิยามใหม่ของความโรแมนติก

ภูฏานไม่ได้มีแค่ธรรมชาติที่สวยงาม แต่ยังเต็มไปด้วยกิจกรรมที่จะสร้างรสชาติใหม่ของความรักให้กับคู่ของคุณ การเดินขึ้นเขาเพื่อไปยังวัดถ้ำเสือ (Tiger’s Nest Monastery) ซึ่งตั้งอยู่ริมหน้าผาเป็นประสบการณ์ที่ห้ามพลาด เพราะจะเป็นช่วงเวลาที่คู่รักจะได้พิชิตเส้นทางศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อมกัน หรือจะเยือนพูนาคาซอง ป้อมปราการศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเคยเป็นศูนย์บัญชาการสำคัญซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพูนาคา อดีตราชธานีของภูฏาน หรือจะเพิ่มดีกรีความตื่นเต้นในหุบเขาอันเงียบสงบของเมือง บุมทัง และกังเตย์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างออกไปจากเมืองหลวง เหมาะกับการใช้เวลาอยู่ร่วมกันสองต่อสองเป็นที่สุด

4.เพราะสามารถบอกรักกันและกันผ่านอาหารภูฏาน

ร้านอาหารในประเทศภูฏานจะอบอวลไปด้วยบรรยากาศโรแมนติกแสนเรียบง่าย อย่างเช่นที่ร้าน Folk Heritage Museum ที่นำเสนออาหารภูฏานแท้ มาพร้อมกลิ่นอายของประเพณี และวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม หรือที่ร้าน Babesa Village ซึ่งเสิร์ฟอาหารภูฏานแบบร่วมสมัยในบ้านเก่าอายุกว่า 600 ปี ส่วน Champaca Café ที่เมืองพาโร จะเป็นคาเฟ่เล็กๆ ตกแต่งได้น่ารัก เหมาะสำหรับนั่งพักระหว่างการเดินทาง หรือนั่งพูดคุยกันสองคนพร้อมจิบกาแฟกลิ่นหอม สำหรับใครที่อยากลองมื้อแบบมังสวิรัติ ต้องไปที่ร้าน Sonam Trophel และที่พลาดไม่ได้เลยก็คือร้าน Zombala เพราะเกี๊ยวนึ่ง และพริกผัดชีสของเขา อร่อยขึ้นชื่อจนกลายเป็นร้านที่คนท้องถิ่นแนะนำเป็นเสียงเดียวกัน

5.เพราะรวมสถานที่เที่ยวสุดประทับใจ

ใครที่กำลังมองหาสถานที่สำหรับฮันนีมูนเพื่อเก็บความทรงจำให้อยู่ในใจตลอดไป ภูฏานตอบโจทย์ในทุกข้อ เพราะภูมิประเทศในแต่ละจังหวัดมีความสวยงามที่แตกต่างกันไป เช่น จุดชมวิวโดชูล่า (Dochula Pass) ทางผ่านระหว่างไปเมืองพูนาคา ที่สามารถมองเห็นยอดเขาหิมะหลายแห่งซึ่งทอดตัวเรียงกันอย่างสวยงาม ส่วนสถานที่สุดโรแมนติกต้องยกให้เมืองพูนาคา ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมระดับลักซ์ซูรีหลายแห่ง ได้ทั้งทิวทัศน์ของแม่น้ำ Mo Chhu และภูเขาอันเงียบสงบ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายรูปในโมเมนต์แสนโรแมนติก

6.เพราะมีกิจกรรมผจญภัยสุดตื่นเต้น

คู่รักคู่ไหนที่มาสายแอดเวนเจอร์ ก็มาใช้เวลาฮันนีมูนที่ภูฏานได้เหมือนกัน เพราะรวมกิจกรรมสุดตื่นเต้นให้เลือกทำได้มากมาย ตั้งแต่การล่องแก่งในแม่น้ำ Pho Chhu และ แม่น้ำ Mo Chhuพร้อมชมวิถีชีวิตสองข้างทาง และมองเห็นสะพานแขวนที่ประดับตกแต่งด้วยธงมนต์หลากสีส่วนใครที่ฟิตร่างกายมาอย่างเต็มที่ต้องไม่พลาดเส้นทางเดินป่าสุดมันที่ Jomolhari และ Druk Path ซึ่งจะได้เห็นภูมิประเทศในมุมที่ต่างออกไปหลังเสร็จกิจกรรมแล้ว แนะนำให้ผ่อนคลายความเหนื่อยล้าด้วยการแช่น้ำหินร้อนสไตล์ดั้งเดิม ส่วนใครที่มองหาประสบการณ์ที่อยากทำสักครั้งในชีวิต ต้องลองเล่นพาราไกลดิ้งพร้อมกัน เพราะจะได้เห็นประเทศภูฏานในมุมสูง และได้เป็นหนึ่งในไม่กี่คู่รักที่เคยทำกิจกรรมนี้!

7.เพราะมีความลักซ์ชูรีผสานกับวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว

หากเคยลองมาเข้าพักในรีสอร์ทระดับลักซ์ซูรีที่ประเทศภูฏาน ก็จะพบว่าทั้งการตกแต่งและงานบริการได้สอดแทรกประเพณี และวัฒนธรรมของความเป็นภูฏานไว้อย่างลงตัว คู่รักสามารถเลือกดินเนอร์สุดโรแมนติกใต้แสงเทียน ปรนนิบัติร่างกายกับทรีตเมนต์ที่ใช้สมุนไพรท้องถิ่น หรือเลือกห้องพักซึ่งสามารถมองเห็นวิวได้แบบพาโนรามาสุดลูกหูลูกตาไม่ว่าคุณจะเข้าพักในรีสอร์ทแบบไหน ก็มั่นใจได้เลยว่าทุกประสบการณ์จะเต็มไปด้วยมนต์เสน่ห์ เหมาะสมกับการฮันนีมูนที่สุด

ทั้งนี้ การยื่นขอวีซ่าหรือใบอนุญาตไปภูฏานนั้นสามารถทำได้ง่ายดาย นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องมีวีซ่าและใบอนุญาตก่อนเดินทางไปภูฏานโดยสมัครทางออนไลน์หรือผ่านทางบริษัททัวร์ภูฏาน โดยใช้เวลาประมาณ 5 วันในการดำเนินการ ยกเว้นนักท่องเที่ยวจากอินเดียมัลดีฟส์และบังกลาเทศที่สามารถยื่นขอ ณ วันที่เดินทางมาถึงได้

ผู้มาเยือนทุกคนจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Fee – SDF) ของภูฏานเป็นจำนวน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อคืน (มีอัตราลดหย่อนสำหรับเด็ก) และค่าธรรมเนียมในการขอวีซ่าจำนวน 40 ดอลลาร์สหรัฐ จะใช้ได้เพียงหนึ่งครั้ง และไม่สามารถขอคืนได้ สำหรับชาวอินเดียจะต้องชำระค่า SDF เป็นจำนวน 1,200 รูปีต่อคนต่อคืน

ค่าธรรมเนียมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDF) จะถูกนำมาใช้เป็นทุนสนับสนุนโครงการด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และการศึกษาทั่วประเทศภูฏาน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : www.bhutan.travel

‘แวนทีฟ’ ประกาศเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ สนับสนุนคนไทยตระหนักถึงความสำคัญและการดูแลรักษาโรคไต

‘แวนทีฟ’ ประกาศเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ สนับสนุนคนไทยตระหนักถึงความสำคัญและการดูแลรักษาโรคไต

‘แวนทีฟ’ ประกาศเปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ สนับสนุนคนไทยตระหนักถึงความสำคัญและการดูแลรักษาโรคไต

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แวนทีฟ ประเทศไทย หนึ่งในกลุ่มธุรกิจดูแลไตเดิมจาก Baxter Kidney Care ผู้นำนวัตกรรมระดับโลกในการดูแลผู้ป่วยโรคไตที่ได้รับความไว้วางใจมายาวนานกว่า 70 ปี ประกาศเปิดตัวในฐานะบริษัทใหม่เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นภายใต้แนวคิด “ชีวิตยืนยาว ก้าวสู่ความเป็นไปได้” (Extending Lives, Expanding Possibilities) พร้อมเดินหน้าส่งมอบผลิตภัณฑ์เพื่อการรักษาและบริการที่ครอบคลุมสําหรับการล้างไตทางช่องท้องที่บ้าน รวมไปถึงนวัตกรรมการรักษาสำหรับผู้ป่วยวิกฤต (ICU) และผู้ป่วยที่มีภาวะสูญเสียการทำงานของอวัยวะที่สำคัญ เพื่อการดูแลรักษาไตและอวัยวะที่สำคัญอื่นๆ

เนื่องในโอกาสวันไตโลก หรือ World Kidney Day ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 13 มีนาคม แวนทีฟ สานต่อความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและการดูแลไตที่มุ่งเน้นผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง โดยมีการเชื่อมโยงกับผู้ป่วยผ่านผลิตภัณฑ์ และบริการที่ทันสมัยของเรากว่า 70,000 ครั้งต่อวัน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ยังสอดคล้องกับความตั้งใจของบริษัทฯ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและไตวายเฉียบพลัน พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของไตที่มีผลต่อสุขภาพโดยรวม ลดอัตราการเกิดโรคไต ไปจนถึงผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับโรคไตทั่วโลก

นายพอล อุทัยชลานนท์ ผู้จัดการใหญ่ แวนทีฟ ประจำประเทศมาเลเซีย ไทย เวียดนาม และพม่า กล่าวว่า “เราภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เปิดตัวแวนทีฟในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลไต ในวันไตโลกในปีนี้การเปิดตัวแวนทีฟนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของเราในฐานะผู้ผลิตยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อผู้ป่วยโรคไต โดยเรามุ่งมั่นในการลงทุนกับนวัตกรรม ผสานความร่วมมือ พร้อมทั้งพัฒนาวิธีการรักษาและบริการที่ล้ำสมัยจากการเปิดตัวบริษัทใหม่ในครั้งนี้ และเพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้ป่วยทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

การสนับสนุนวันไตโลกของเรามีรากฐานจากความมุ่งมั่นที่ต้องการช่วยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมกับตนเอง พร้อมขยายโอกาสในการเข้าถึงการล้างไตทางช่องท้องที่บ้าน เราทำงานร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มผู้ป่วย และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย โดยเชื่อมั่นว่าการลงทุนด้านนวัตกรรม พันธมิตรที่แข็งแกร่ง และทีมงานที่ทุ่มเทของเรา จะช่วยให้เราสามารถบรรลุพันธกิจและยกระดับการดูแลผู้ป่วยโรคไตได้อย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ แวนทีฟ ประเทศไทย มี 3 กลยุทธ์หลัก เพื่อยกระดับการดูแลรักษาโรคไตในประเทศไทย ได้แก่ การลงทุนด้านนวัตกรรมเทคโนโลยีดิจิทัล :แวนทีฟในฐานะผู้พัฒนานวัตกรรมแนวหน้าด้านการบำบัดรักษาไตและอวัยวะที่สำคัญอื่นๆ ด้วยเครื่องมือดิจิทัล นำเสนอระบบ Telemedicine โดยมี Sharesource ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มแห่งแรกที่ช่วยเชื่อมต่อผู้ป่วยกับบุคลากรทางการแพทย์สำหรับการล้างไตทางช่องท้อง (Peritoneal Dialysis – PD) พร้อมแอปพลิเคชั่น MyPD เพื่อสนับสนุนผู้ป่วยและทีมที่ดูแลอย่างครบวงจร

นอกจากนี้ แวนทีฟยังมีนวัตกรรมรักษาสำหรับผู้ป่วยวิกฤต ด้วยวิธีการบำบัดทดแทนไตอย่างต่อเนื่อง และได้นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาปรับใช้ พร้อมเปิดตัว PrisMax และ PrismaLung+ ในประเทศไทย ในการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะบกพร่อง หรือสูญเสียการทำงานของไต และปอด

การลงทุนเพื่ออนาคตของประเทศไทย : การลงทุนสร้างโรงงานผลิตน้ำยาล้างไตทางช่องท้องในประเทศไทยของแวนทีฟ ที่สามารถผลิตน้ำยาล้างไตได้กว่า 30 ล้านถุงต่อปีไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความมั่นใจในความต้องการผลิตภัณฑ์ ของผู้ป่วยทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้กับ GDP ของประเทศกว่า 2.1 พันล้านบาทต่อปี และสร้างงานทางตรงและทางอ้อม กว่า 3,200 ตำแหน่งให้กับประเทศไทย โดยบริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นสานต่อการลงทุนและไม่หยุดที่จะค้นหาโอกาสในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการในอนาคตต่อไป

ผสานพลังของความร่วมมือ : แวนทีฟเชื่อในพลังของการร่วมมือกันจากการทำงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สมาคมการแพทย์ และองค์กรผู้ป่วย เพื่อขับเคลื่อนแนวคิดนวัตกรรมและพัฒนาแนวทางการปฏิบัติที่ดีที่สุด ในการดูแลโรคไตและบำบัดรักษาอวัยวะที่สำคัญอื่นๆ ไม่เพียงเท่านี้ แวนทีฟยังได้ริเริ่มโครงการเพื่อสังคม โดยจับมือกับพันธมิตรในภาคเอกชนอย่าง บริษัท เอสซีจีซี (SCGC) ในการรีไซเคิลถุงน้ำยาล้างไต (Green Nephrology) ให้กลายเป็นกระเบื้องพีวีซี รวมทั้งจัดงานวิ่งการกุศลอย่าง Run for Fund เพื่อระดมเงินบริจาคให้กับผู้ป่วยโรคไต ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความร่วมมือและรับผิดชอบต่อสังคมอย่างมีความหมาย

‘รมต.จิราพร’ เปิดงาน ‘มหกรรมไกล่เกลี่ยเรื่องร้องทุกข์ของผู้บริโภค’

‘รมต.จิราพร’ เปิดงาน ‘มหกรรมไกล่เกลี่ยเรื่องร้องทุกข์ของผู้บริโภค’

‘รมต.จิราพร’ เปิดงาน ‘มหกรรมไกล่เกลี่ยเรื่องร้องทุกข์ของผู้บริโภค’

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นางสาวจิราพร สินธุไพร เป็นประธานเปิดงาน“มหกรรมไกล่เกลี่ยเรื่องร้องทุกข์ของผู้บริโภค” จัดขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อเสริมสร้างและพัฒนากระบวนการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในทุกมิติรวมทั้งให้ผู้บริโภคที่ถูกละเมิดสิทธิได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ

นางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความสำคัญของการคุ้มครองผู้บริโภคว่า ถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ซึ่งผู้บริโภคต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเท่าเทียมกันการคุ้มครองดังกล่าว ไม่เพียงแต่เป็นสิทธิพื้นฐาน แต่ยังเป็นมาตรฐานที่ทุกคนควรได้รับเพื่อสร้างสังคมที่มีความเป็นธรรมและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งปัญหาหลักที่พบส่วนใหญ่มีมายัง สคบ. ได้แก่ กรณีการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามที่ตกลง ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขเรื่องร้องทุกข์ให้รวดเร็วขึ้น

”การจัดกิจกรรมนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยมิติใหม่ ในรูปแบบการไกล่เกลี่ยแบบกลุ่ม ซึ่งเป็นการแก้ไขข้อพิพาทกลุ่มที่มีประเด็นร้องทุกข์ในลักษณะเดียวกัน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหามากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนการช่วยเหลือผู้บริโภคได้มากขึ้นหลายเท่าตัว เมื่อเทียบการดำเนินงานในลักษณะการไกล่เกลี่ยรายกรณี ที่ปัจจุบัน สคบ. มีการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภคเฉลี่ยเดือนละ 250 เรื่องแต่เมื่อเริ่มกิจกรรมการไกล่เกลี่ยเป็นกลุ่ม และมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะสามารถช่วยเหลือผู้บริโภคได้เป็นจำนวนมากขึ้นถึง 3 เท่า ซึ่งจะช่วยยกระดับการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น” นางสาวจิราพร กล่าว

นายฐิตินันท์ สิงหา รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกิจกรรม กล่าวว่า“มหกรรมไกล่เกลี่ยเรื่องร้องทุกข์ของผู้บริโภค” จัดขึ้นเป็นครั้งแรก โดยนำกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยแบบกลุ่มมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจซึ่งคาดว่าจะช่วยให้การแก้ไขปัญหามีความรวดเร็วขึ้นเมื่อเทียบกับการดำเนินการแบบรายกรณีโดยจะช่วยลดขั้นตอน ลดระยะเวลา และเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ โดย สคบ. จะดำเนินกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกระบวนการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ สคบ. ยังได้ใช้ระบบ “OCPB Mediate” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มไกล่เกลี่ยออนไลน์ ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถยื่นเรื่องร้องทุกข์ และขอความช่วยเหลือได้ทุกที่ ผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นของ สคบ. ช่วยลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มความสะดวกสบายอีกด้วย

ฮีลใจเต็ม 100 กับเพื่อนซี้ขนฟู! ฉลองวันสตรีสากล ในงาน ‘PET PARQ PLAY DAY Vol.2’

ฮีลใจเต็ม 100 กับเพื่อนซี้ขนฟู! ฉลองวันสตรีสากล ในงาน ‘PET PARQ PLAY DAY Vol.2’

ฮีลใจเต็ม 100 กับเพื่อนซี้ขนฟู! ฉลองวันสตรีสากล ในงาน ‘PET PARQ PLAY DAY Vol.2’

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กลับมาอีกครั้งกับบรรยากาศการฮีลใจของ PET PARQ PLAY DAY VOL.2 งานแห่งความสุขที่คนรักสัตว์และคนที่อยากเติมพลังใจไม่ควรพลาด! เดอะ ปาร์ค (The PARQ) ร่วมกับ บ้านและสวน PETS ชวนทุกคนมาสัมผัสโมเมนต์ดีๆ กับเพื่อนซี้สี่ขา ที่จะช่วยให้คุณและสัตว์เลี้ยงได้รีชาร์จพลัง ผ่อนคลายทั้งกายและใจ ฉลองวันสตรีสากลในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความรัก ความอบอุ่น และพลังงานดีๆ ระหว่างวันที่ 8-9 มีนาคม 2568

เติมเต็มความสุขร่วมกันระหว่างคุณและสัตว์เลี้ยงผ่าน กิจกรรม Pet Wellness & Therapy อาทิ

Sound Bath with Furry Friends by FOREO ปลดปล่อยความเครียดของคุณและสัตว์เลี้ยง พร้อมปล่อยใจให้สงบไปกับกิจกรรมศาสตร์บำบัดผ่านเสียง คืนสมดุลให้กับร่างกายและจิตใจ ท่ามกลางบรรยากาศสุดร่มรื่นบนสวนลอยฟ้า

Pet Massage by Aiyara เคล็ดลับการนวดสัตว์เลี้ยงแบบมืออาชีพที่ช่วยให้เจ้าตัวเล็กผ่อนคลาย ลดความเครียด และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคุณกับน้องๆ Prep Food 101 by Storge เวิร์กช็อปเรียนรู้วิธีเตรียมอาหารสุขภาพให้สัตว์เลี้ยงด้วยเมนูโฮมเมดที่ทั้งปลอดภัยและอร่อย ช่วยให้เจ้าตัวเล็กประจำบ้านแข็งแรงจากภายใน

Pet Fashion Show สนุกกับแฟชั่นสุดคิวท์ของเหล่าสัตว์เลี้ยง ที่น้องๆ จะมาโชว์เสน่ห์แบบเต็มพิกัด จนทั้งงานกลายเป็นรันเวย์ Pet Talk พูดคุยกับสัตวแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจาก Hato Pet Wellness พร้อมเคล็ดลับการดูแลสัตว์เลี้ยงแบบเข้าใจง่าย Pet PARQ Studio มุมถ่ายรูปคู่เพื่อนตัวน้อยสุดน่ารัก โดยช่างภาพมืออาชีพ Pet Sketch เก็บโมเมนต์สุดน่ารักของคุณกับสัตว์เลี้ยง โดยศิลปินวาดภาพเหมือน เป็นที่ระลึก

ทาสแมวต้องไม่พลาด! กับกิจกรรม Meet & Greet พร้อมฟินไปกับเซเลบแมวสุดคิวท์ พร้อมฟังเรื่องราวของผู้หญิงเก่งที่ให้แมวเป็นพลังใจในการสร้างความสำเร็จกับ ETHER THE KITTEN และทอล์กพิเศษจาก หมอก้อย-สพ.ญ.ปิยวรรณ ภู่ระหงษ์ ที่จะมาแชร์ความรู้และเทคนิคการดูแลแมวทั้งโภชนาการอาหาร และการฝึกพฤติกรรมเจ้าเหมียว

มาสัมผัสความน่ารักและพลังบวกจากคอมมูนิตี้เพื่อนซี้สี่ขากันได้แม้ไม่มีสัตว์เลี้ยง PET PARQ เป็นอีกหนึ่งคอมมูนิตี้ที่ตั้งใจมอบความรักและพลังงานดีๆ ให้พบเจอกับเพื่อนที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกัน พร้อมร่วมเฉลิมฉลองความเท่าเทียมในโอกาสวันสตรีสากล เพลิดเพลินไปกับเสียงเพลงและบรรยากาศสุดชิลไปด้วยกันตลอดทั้งงาน

แท็กทีมเพื่อนซี้ขนฟู ครอบครัวและแก๊งเพื่อน แล้วมาร่วมสร้างโมเมนต์แสนอบอุ่น เติมพลังใจซึ่งกันและกัน ในงาน “PET PARQ PLAY DAY VOL.2” ในวันเสาร์และอาทิตย์ที่8-9 มีนาคม นี้ ที่ The PARQ Life ชั้น 3 (MRT ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทางออก 2)

ติดตามข่าวสารล่าสุดและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน “PET PARQ PLAY DAY VOL.2” ได้ที่ Line OA : @The PARQ Facebook : The PARQ Instagram : @THEPARQBKK Website : www.theparq.com โทร. 02-0805700

Onitsuka Tiger เปิดตัวคอลเลคชั่น Autumn/Winter 2025 บนมิลานแฟชั่นวีค

Onitsuka Tiger เปิดตัวคอลเลคชั่น  Autumn/Winter 2025 บนมิลานแฟชั่นวีค

Onitsuka Tiger เปิดตัวคอลเลคชั่น Autumn/Winter 2025 บนมิลานแฟชั่นวีค

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Onitsuka Tiger (โอนิซึกะ ไทเกอร์) เปิดตัวคอลเลคชั่นAutumn/Winter 2025 ที่มิลานแฟชั่นวีค ประเทศอิตาลี นำเสนอมาในคอนเซ็ปต์ Urban Duality อันสะท้อนภาพของแรงบันดาลใจรวมถึงจิตวิญญาณมาจากผู้คนและกรุงโตเกียวที่ซึ่งความเก่าแก่ของประเพณีและความทันสมัยของปัจจุบันมาบรรจบกันอย่างลงตัว ผ่านการผสมผสานศิลปวัฒนธรรมที่หลากหลายอันมีชีวิตชีวาของมหานครแห่งนี้ โดยมี กลัฟ- คณาวุฒิ ไตรพิพัฒนพงษ์ นักแสดงชาวไทย ในฐานะ Brand Ambassador บินลัดฟ้าไปร่วมชมโชว์ พร้อมด้วยดาราและเซเลบริตี้ชื่อดังจากทั่วโลกอีกคับคั่ง อาทิ Momo แห่งวง Twice แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ของแบรนด์, นักแสดงหนุ่มวีฮาจุน (Wi Ha Jun)

ลุคของ AW25 โดดเด่นด้วยการผสานสไตล์ที่หลากหลายตั้งแต่ Brit-country ร่วมสมัย ไปจนถึงดีเทลที่ได้อินสไปร์มาจากแฟชั่นตะวันตก หมุดโลหะสไตล์พังก์ หรือซิลูเอตที่เพรียวบางช่วยสร้างความงามในมุมมองใหม่ อาทิ เสื้อพีโค้ทเข้ารูปตัวสั้น, สูทและแจ๊กเกตที่ตัดเย็บจากผ้าวูลทอสองด้านหรือผ้าลาย Houndstooth ขนาดเล็ก, แจ๊กเกตซิปอัพแบบดับเบิ้ลเฟซที่ได้แรงบันดาลใจจากเทรนด์ Gorpcore, ชุด Twin Set จากผ้าเคเบิลวูลถักในรูปแบบยูนิเซกส์ หรือจะเป็นกระโปรงพลีทเรียบ เสื้อเบลาส์ และเดรสผ้าไหมตกแต่งลูกไม้ที่เปลี่ยนลุคให้ดูหวานโรแมนติกแต่ยังคงทรงพลังและคล่องตัวเมื่อจับคู่กับเสื้อไหมพรมลายนอร์ดิกปักมือ

นอกจากนี้ ยังมีรองเท้าบู๊ตส้นสูงสไตล์เท็กซัส ที่โดดเด่นด้วยสายรัดกระชับช่วงขา รวมถึงสนีกเกอร์สีดำรุ่น MEXICO 66 ที่ได้รับการตีความใหม่ สะท้อนความงามอันเปล่งประกายของดนตรีป๊อปยุค 1980 พลาดไม่ได้กับกระเป๋ารุ่นไอคอนิกอย่าง Onitsuka Bowling Bag ดีไซน์ซิกเนเจอร์ประดับด้วยคริสตัล และ Mini Pochette ที่มาพร้อมสายสะพายโอเวอร์ไซซ์ ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็นไอเทมสุดฮอตที่ทุกคนต้องมี

‘กลูตาไธโอน’ สูตรลับผิวสุขภาพดีจากภายใน กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

‘กลูตาไธโอน’ สูตรลับผิวสุขภาพดีจากภายใน  กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

‘กลูตาไธโอน’ สูตรลับผิวสุขภาพดีจากภายใน กระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ

วันจันทร์ ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางมลภาวะและแสงแดด โดยเฉพาะช่วงฤดูร้อน ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของรังสี UV ก็เป็นอีกหนึ่งด่านที่อันตรายต่อผิว ทำให้ผิวหมองคล้ำ นอกจากการปกป้องตัวเองจากภายนอก อาทิ การหลีกเลี่ยงจากแสงแดด การใช้อุปกรณ์ในการกันแสงแดด การทากันแดดที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันผิวแล้ว การบำรุงจากภายในเพื่อให้ผิวสวยใสสู่ภายนอก พร้อมทั้งเข้าใจในกระบวนการผลิตเม็ดสีเมลานินในร่างกาย ที่จะทำให้เราสามารถดูแลผิวได้อย่างฉลาดมากขึ้นก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม

หากพูดถึง “กลูตาไธโอน” เชื่อว่าหลายคนคงคุ้นกับคำนี้ ซึ่งผิวหมองคล้ำหรือผิวกระจ่างใสเป็นธรรมชาติขึ้นอยู่กับการทำงานของสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน โดย กลูตาไธโอน เป็นกรดอะมิโน ที่สร้างขึ้นได้ในร่างกาย ช่วยยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส (Tyrosinase) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดสีผิว โดยเฉพาะยูเมลานิน (Eumelanin) ต้นเหตุของผิวคล้ำไม่สดใส และเพิ่มการสร้างฟีโอเมลานิน (Pheomelanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีผิวชนิดสีชมพู ทำให้สีผิวอ่อนลง นอกจากนี้ ยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ และยังช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ผิวสุขภาพดีจากภายใน

Giffarine (กิฟฟารีน) เปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเม็ดเคี้ยว กิฟฟารีนกลูตา พิงก์ (GIFFARINE GLUTA PINK)ตัวช่วยให้การดูแลผิวเป็นเรื่องง่ายได้ทุกวันในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เม็ดเคี้ยว รสชาติทานง่ายอย่าง รสทับทิมโยเกิร์ต ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ชอบทานขนม ซึ่ง Gluta Pink นี้เป็นเม็ดเคี้ยวที่มีประโยชน์ต่อผิว เคี้ยวเพลินได้ทุกวัน แนะนำให้ทานเป็นประจำวันละไม่เกิน 10 เม็ด

นอกจากการทาน Gluta Pink กลูตาเคี้ยวได้ อย่าลืมดูแลตัวเองเพิ่มเติม เพื่อสร้างผิวไบรท์ให้ออร่า โดยการดื่มน้ำให้เพียงพอต่อร่างกายใน 1 วัน หรือประมาณวันละ 8-10 แก้วเป็นอีกสิ่งที่ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ไม่แห้งกร้าน สูตรลับผิวสวยที่ใครๆ ก็ทัก ถึงเวลาบอกรักผิวตัวเอง แล้วคุณจะหลงรักผิวตัวเองมากกว่าที่เคย

เพลิดเพลินกับมื้อสายสุดสัปดาห์พร้อมแทงเคอเรย์ จิน แบบไม่จำกัด ในบรรยากาศสบายๆ ที่ห้องอาหารบางกอก เทรดดิ้ง โพสต์

เพลิดเพลินกับมื้อสายสุดสัปดาห์พร้อมแทงเคอเรย์ จิน แบบไม่จำกัด ในบรรยากาศสบายๆ ที่ห้องอาหารบางกอก เทรดดิ้ง โพสต์

เพลิดเพลินกับมื้อสายสุดสัปดาห์พร้อมแทงเคอเรย์ จิน แบบไม่จำกัด ในบรรยากาศสบายๆ ที่ห้องอาหารบางกอก เทรดดิ้ง โพสต์

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.41 น.

ห้องอาหารบางกอก เทรดดิ้ง โพสต์ พร้อมมอบประสบการณ์รับประทานอาหารมื้อสายในวันหยุดสุดสัปดาห์ ด้วยชุดอาหารสุดพิเศษ สัมผัสรสชาติที่คุ้นเคยในบรรยากาศที่อบอุ่นและเป็นกันเอง เพลิดเพลินกับเมนูที่คัดสรรมาอย่างดี พร้อมดื่ม แทงเคอเรย์ จิน แบบไม่จำกัดนาน 2 ชั่วโมง เติมเต็มช่วงเวลาในวันพักผ่อนกับเพื่อนและครอบครัวได้อย่างลงตัว

เมนูอาหารมื้อสายสุดสัปดาห์ ให้บริการแบบแชร์ริ่ง เพื่อความอบอุ่นและสนุกสนานในการรับประทานร่วมกัน
เมนูเรียกน้ำย่อยและสลัด (เสิร์ฟแบบแชร์) หอยนางรมสด | ไข่เบเนดิกต์กับแซลมอนรมควัน |ซีซาร์สลัดไก่สไปซี่คาจัน

เมนูจานหลัก (เสิร์ฟแบบแชร์) สเต๊กเนื้อและไข่ดาว | แซลมอนอบกรอบ | พอร์คชนิทเซล

ของหวาน (เสิร์ฟเป็นรายบุคคล) ทาร์ตแอปเปิ้ลครัมเบิล เสิร์ฟพร้อมมูสชีสยูซุ ครัมเบิลสีขาว และไอศกรีมวานิลลา

มื้อสายสุดสัปดาห์พร้อมแทงเคอเรย์ จิน แบบไม่จำกัด พร้อมให้บริการทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ – 29 มิถุนายน 2568 เวลา 12:00 – 15:30 น. ที่ ห้องอาหารบางกอก เทรดดิ้ง โพสต์ (รับจองรอบสุดท้ายเวลา 13:30 น.)
2,200++ บาท ต่อท่าน รวมเซ็ทอาหารมื้อสายและแทงเคอเรย์ จิน แบบไม่จำกัดนาน 2 ชั่วโมง 1,100++ บาท สำหรับเด็กอายุ 6-11 ปี รวมเซ็ทอาหารมื้อสายและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์แบบไม่จำกัด *ราคาไม่รวมค่าบริการ 10% และภาษี 7%
*ห้องอาหารกำหนดผู้รับประทานอาหารขั้นต่ำ 2 ท่าน สำหรับการสำรองโต๊ะมื้อสายสุดสัปดาห์

สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ 02 079 7000 หรือทาง LINE Official Account (@137pillarshotels)

สกู๊ต ชวนนักเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ จับคู่เที่ยวตามราศี 12 นักษัตร

สกู๊ต ชวนนักเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ จับคู่เที่ยวตามราศี 12 นักษัตร

สกู๊ต ชวนนักเดินทางเปิดประสบการณ์ใหม่ จับคู่เที่ยวตามราศี 12 นักษัตร

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 17.08 น.

สิงคโปร์ – สกู๊ต (Scoot) สายการบินราคาประหยัดในเครือของสิงคโปร์แอร์ไลน์ (SIA) นำเสนอเส้นทางการเดินทางที่ได้รับแรงบันดาลใจจากดวงดาว เพื่อช่วยให้นักเดินทางวางแผนทริปสุดพิเศษสำหรับปี 2568 สายการบินสกู๊ตมีเครือข่ายเส้นทางบินมากกว่า 70 เมืองทั่วโลก ชวนนักเดินทางจับคู่ราศี 12 นักษัตรตามปฏิทินจีน กับจุดหมายท่องเที่ยวที่สะท้อนถึงบุคลิกเฉพาะของแต่ละราศี ให้คุณวางแผนท่องเที่ยวได้อย่างสนุกสนานและเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นคุณมังกรที่ชอบความตื่นเต้น หรือคุณกระต่ายที่มองหาความสงบ สกู๊ตพร้อมนำทุกท่านสู่จุดหมายท่องเที่ยวที่เหมาะกับปีเกิดของตัวเอง

1. ปีชวด – เกาะสมุย  คนปีชวดเป็นคนมีเสน่ห์ ฉลาด แก้ปัญหาเก่งและมีไหวพริบ คุณหนูผู้ฉลาดหลักแหลมจะหลงรักเกาะสมุยที่ผสมผสานนวัตกรรมและประเพณีไว้อย่างกลมกลืน ชายหาดที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทะเลและผืนทรายอันงดงาม รวมถึงอาหารทะเลสดใหม่ของเกาะสมุย ล้วนจุดประกายความอยากรู้ของคนปีชวดได้ทุกมิติ / สีมงคล: ขาว / เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: เซบู, ลอมบอก

2. ปีฉลู – อิโลอิโล  ขยัน อดทน เป็นคุณลักษณะเด่นของคนเกิดปีฉลู ถึงแม้จะติดที่ดื้อไปบ้างแต่คนปีฉลูก็เป็นคนที่พึ่งพาได้และซื่อสัตย์ คุณวัวคนดื้อจะค้นพบความสงบภายในใจและเติมพลังจนเต็มที่ผ่านประวัติศาสตร์อันรุ่มรวย วัฒนธรรมประเพณีที่มีชีวิตชีวา และเสน่ห์เหนือกาลเวลาของฟิลิปปินส์  เมืองอิโลอิโลสืบสานประเพณีและความงามที่ไม่เคยจางหาย สะท้อนถึงบุคลิกที่น่าเชื่อถือและขยันอดทนของคุณฉลูได้เป็นอย่างดี / สีมงคล: น้ำตาล /  เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: กูชิง, เชียงใหม่

3. ปีขาล – ยอกยาการ์ตา  คนปีขาลเกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ กระหายความตื่นเต้น และความโอ่อ่าสง่างาม คุณเสือผู้รักความท้าทายจะมีความสุขสนุกเต็มพิกัดในเมืองที่มีสีสัน รุ่มรวยประเพณี เพียบพร้อมด้วยสถานที่พักผ่อนที่ผสานความสงบและความสมดุลเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนของอินโดนีเซีย เมืองยอกยาการ์ตาเป็นจุดหมายที่ลงตัวสำหรับคนปีขาลที่ต้องการเติมเต็มทั้งความตื่นเต้นเร้าใจและความสงบภายใน /สีมงคล: ทอง/  เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: ฮานอย, อัมริตสาร์

4. ปีเถาะ – กัวลาลัมเปอร์  คนเกิดปีเถาะเป็นคนรักสงบ มีเมตตา คุณกระต่ายขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพนุ่มนวล และการตัดสินใจอย่างรอบคอบ สถานที่ที่ให้ความรู้สึกสงบและมีสไตล์จะดึงดูดใจคนปีเถาะเป็นพิเศษ ทิวทัศน์ที่น่าตื่นตาของกัวลาลัมเปอร์ ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบสวยงามเงียบสงบ พืชพรรณเขียวขจี และทิวทัศน์ที่ตระการตา ล้วนช่วยฟื้นฟูพลังและมอบความสงบให้คุณกระต่ายผู้อ่อนโยน/ สีมงคล: เงิน / เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: กรุงเทพฯ, ฮ่องกง

5. ปีมะโรง – เชจู  คนเกิดปีมะโรงเป็นคนมีพลังและมีเสน่ห์ดึงดูด คุณมังกรจะมีความสุขสนุกสนานกับยามค่ำคืนที่มีสีสัน มรดกทางวัฒนธรรม และนวัตกรรมล้ำสมัยของเกาหลีใต้ ซึ่งสะท้อนบุคลิกโดดเด่นเกินใครของคนปีมะโรงได้อย่างชัดเจน ชาวมังกรจะรู้สึกเหมือนอยู่บ้านบนเกาะเชจู เมืองที่เต็มไปด้วยพลังและความมีชีวิตชีวา / สีมงคล: เหลือง / เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: โฮจิมินห์, ซีอาน

6. ปีมะเส็ง – ฟูก๊วก คนเกิดปีมะเส็งเป็นคนฉลาด รอบคอบ พวกเขาหลงใหลจุดหมายท่องเที่ยวที่เปี่ยมด้วยความลึกซึ้งและเสน่ห์ลึกลับ คนปีมะเส็งจะรู้สึกผ่อนคลายคล้ายอยู่บ้านเมื่ออยู่ท่ามกลางชายหาดสงบงดงาม โบราณสถาน และสถานที่พักผ่อนที่มีบรรยากาศเงียบสงบของเวียดนาม / สีมงคล: น้ำเงิน / เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: บาหลี, ภูเก็ต

7. ปีมะเมีย – เอเธนส์ คนเกิดปีมะเมียรักอิสระ และการผจญภัย คนเกิดปีนี้มีความสุขในสภาพแวดล้อมที่มีชีวิตชีวา พวกเขาโลดแล่นอย่างเบิกบานในจังหวะชีวิตที่ฉับไว แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และเทศกาลที่คึกคักของประเทศกรีซเหมาะกับลักษณะของคุณม้าที่มีพลังล้นเหลือ เมืองเอเธนส์ที่ผสานความลุ่มลึกของประเพณีและการสำรวจที่น่าตื่นเต้นไว้อย่างลงตัว สะท้อนลักษณะของคุณม้าที่รักความตื่นเต้นและประสบการณ์ที่มีชีวิตชีวา เมืองเอเธนส์เป็นจุดหมายท่องเที่ยวที่คนกระหายการผจญภัยต้องไปเยือน / สีมงคล: เทา / เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: ไทเป, โซล

8. ปีมะแม – เวียงจันทน์  คนเกิดปีมะแมเป็นคนมีความสร้างสรรค์และนุ่มนวล ความงามและความสงบสมดุลจะดึงดูดพวกเขาได้เสมอ หมู่บ้านอันเงียบสงบ และภูมิทัศน์ทางจิตวิญญาณของลาวจะสร้างแรงบันดาลใจให้คุณแพะ จังหวะชีวิตเนิบช้าที่โอบกอดผู้มาเยือนทำให้ลาวเป็นจุดหมายพักใจที่สมบูรณ์แบบสำหรับคนปีมะแมที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งศิลปะ / สีมงคล: เขียวขี้ม้า/ เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: เคอร์ตาจาติ, เชนไน

9. ปีวอก – คุนหมิง  คนเกิดปีวอกเป็นคนฉลาดและอยากรู้อยากเห็น พวกเขาชอบจุดหมายท่องเที่ยวที่ท้าทายสติปัญญาและเติมเต็มความกระหายในการเดินทาง คุณลิงกระตือรือร้นกับการค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ที่ไม่มีที่สิ้นสุดในประเทศจีน  ตั้งแต่วัตถุโบราณทรงคุณค่าไปจนถึงนวัตกรรมล้ำสมัย ซึ่งจะเติมเต็มความใคร่รู้ของคนปีวอกได้เป็นอย่างดี / สีมงคล: แดง / เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: มะละกา, ซัปโปโร

10. ปีระกา – โคอิมบาทอร์ (Coimbatore) คนเกิดปีระกาเป็นคนขยันและละเอียดพิถีพิถัน พวกเขาจะหลงเสน่ห์จุดหมายที่มอบประสบการณ์น่าทึ่งที่คุ้มค่ากับการเดินทางของเขา คุณไก่จะหลงรักอินเดียที่ผสานความหลากหลายไว้มากมายทั้งตลาดที่คึกคัก วัดอันเงียบสงบ และธรรมชาติที่งดงามน่าตื่นตาตื่นใจ / สีมงคล: ม่วง  / เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: หางโจว, โอซาก้า

11. ปีจอ – ปาดัง คนเกิดปีจอเป็นคนที่ชอบปกป้องคนอื่น และซื่อสัตย์ พวกเขาจะชอบจุดหมายท่องเที่ยวที่เป็นมิตร และน่าผจญภัย วัฒนธรรมมินังกาเบาในปาดังเหมาะกับลักษณะนิสัยของคนปีจอ การสำรวจเมืองโบราณแห่งสุมาตราตะวันตกที่รุ่มรวยประเพณีและสารพันอาหารเลิศรสจะทำให้คนปีจอตื่นเต้นได้ไม่รู้จบ / สีมงคล: เขียว / เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: เพิร์ธ, มิริ

12. ปีกุน – เวียนนา  คนเกิดปีกุนเป็นคนใจกว้าง รักธรรมชาติ ความสะดวกสบาย และความงาม พวกเขาจะดื่มด่ำกับความหลากหลายทางอาหาร วัฒนธรรมที่มีชีวิตชีวา และการต้อนรับที่ไม่มีใครเทียบได้ในเวียนนา—สวรรค์แห่งความรื่นรมย์ที่ปลุกเร้าทุกประสาทสัมผัส / สีมงคล: ชมพู / เมืองอื่นที่ถูกโฉลก: เมลเบิร์น, ปีนัง

ด้วยค่าโดยสารสุดคุ้ม บริการยอดเยี่ยม และเครือข่ายเส้นทางบินที่ครอบคลุมของสกู๊ต การเดินทางตามราศีของคุณเป็นเรื่องง่ายกว่าเคย จองเลยที่ FlyScoot.com แล้วออกท่องเที่ยวตามราศีของคุณ

‘Ember Cafe & Wine’ จุดบรรจบของเถ้าถ่านที่ยังคุกรุ่นและไวน์จากแหล่งผลิตใกล้ภูเขาไฟ

‘Ember Cafe & Wine’ จุดบรรจบของเถ้าถ่านที่ยังคุกรุ่นและไวน์จากแหล่งผลิตใกล้ภูเขาไฟ

‘Ember Cafe & Wine’ จุดบรรจบของเถ้าถ่านที่ยังคุกรุ่นและไวน์จากแหล่งผลิตใกล้ภูเขาไฟ

วันอาทิตย์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2568, 16.02 น.

เมื่ออาหารและไวน์ คือแรงดึงดูดที่ทำให้คนที่มีแพชชั่นในการทำอาหารต้องออกเดินทางท่องเที่ยวรอบโลก เพื่อหาแหล่งผลิตไวน์ชั้นเลิศ สู่การเปิดร้านอาหาร Ember Cafe & Wine ในคอนเซปต์ “Volcano” หรือ เถ้าถ่านที่ยังคุกรุ่น

อีกหนึ่งสถานที่ที่นักชิม นักเที่ยว ต้องปักหมุดไว้ นั่นคือ “Ember Cafe & Wine” แหล่งรวมความลงตัวทั้งอาหารและสถาปัตยกรรม พร้อมไวน์ชั้นเลิศจากแหล่งผลิตใกล้ภูเขาไฟที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อาหารเวสเทิร์นฟู้ดที่รังสรรค์ด้วยการเผาไฟ (Flame-cooked) เพื่อเพิ่มรสชาติความเข้มข้นและกลิ่นหอม ผสานงานโครงสร้างสถาปัตยกรรมกับเทคโนโลยีการก่อสร้างจาก SCG 3D Printing  เป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ของการก่อสร้าง เรียกว่า เปิดทุกมิติความแปลกใหม่ระหว่างธรรมชาติและนวัตกรรมได้อย่างลงตัว

“Ember Cafe & Wine” ไม่เพียงแต่เป็นแค่ร้านคาเฟ่และไวน์เท่านั้น แต่ยังเปิดเป็น Class Studio และเป็น Community ของผู้คนที่ชื่นชอบและหลงใหลในเรื่องเดียวกัน ให้มาสัมผัสโลกใหม่ทั้งในด้านรสสัมผัสไวน์ชั้นเลิศและงานดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ราวกับจำลองแกรนด์แคนยอนมาวางไว้ใจกลางกรุงเทพฯ ย่านพระราม 9

Mr. Calvin Fong ผู้ที่เป็นทั้งหุ้นส่วนร้านและเชฟ เล่าถึงแรงบันดาลใจของการทำร้านนี้ว่า “ด้วยความหลงใหลในไวน์และอาหารจึงเป็นสิ่งที่จุดประกายให้เราออกเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก เพื่อหาประสบการณ์พร้อมเรียนรู้วัฒนธรรม อาหาร ไปจนถึงการเจอแหล่งวัตถุดิบชั้นดีที่หายาก โดยส่วนตัวเป็นคนที่ชอบครัวไฟอยู่แล้วเพราะเป็นเสน่ห์ดั้งเดิมที่ได้เห็นกันมา เมื่อก่อนไม่จำเป็นต้องมีปลั๊กไฟ เราใช้เพียงถ่านหรือฟืนในการประกอบอาหาร ดังนั้นแต่ละเมนูของร้านที่เสิร์ฟจึงเป็นงานศิลป์ที่ใช้ไฟในการควบคุมความอร่อยอย่างพิถีพิถันในสไตล์เวสเทิร์น ขณะที่ไวน์ของร้านแต่ละชนิดถูกคัดสรรมาอย่างดีจากแหล่งผลิตไวน์ชั้นเลิศที่อยู่ใกล้กับภูเขาไฟ เพราะธาตุเหล็กและโพแทสเซียมในดินภูเขาไฟจะมีความเค็ม หวาน ทั้งยังมีกลิ่นหอมและรสชาติของผลไม้ที่บริสุทธิ์กว่าดินอื่นๆ ไวน์ที่ได้จึงมีความนุ่มและกลมกล่อม”

นอกจากนี้ ภายในร้านได้ออกแบบครัวเป็นระบบเปิดที่เชฟสามารถโต้ตอบกับลูกค้าได้โดยตรง และยังเป็นการเปิดประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของลูกค้าได้อย่างน่าทึ่ง ไม่ว่าจะเป็น การมองเห็นทุกขั้นตอนของการรังสรรค์เมนูต่างๆ            ไปพร้อมๆ กับการได้ยินเสียงการปรุงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา การสัมผัสถึงความอบอุ่นจากไฟที่ลุกไหม้ในเตา  การดมกลิ่นหอมเย้ายวนจากเตา และการได้ลิ้มรสอาหารที่เต็มไปด้วยรสชาติสดใหม่  ซึ่งเป็นการรังสรรค์แต่ละเมนูให้ออกมาอย่างพิถีพิถันที่สุด และไฮไลท์ที่สำคัญคือ “ไวน์แพริ่ง” หรือการจับคู่อาหารกับไวน์ เพื่อยกระดับรสชาติ  ของอาหารไปพร้อมกับการดึงลักษณะเฉพาะตัวของไวน์ออกมาสร้างสีสันให้กับมื้ออาหารในช่วงค่ำคืนได้อย่างสมบูรณ์แบบ

Ember Cafe & Wine ตั้งอยู่ที่พระราม 9 ซอย 43 กรุงเทพฯ เมื่อขับรถเข้ามาในซอยประมาณ 450 เมตร ท่ามกลางบ้านเรือนรอบข้าง ต้องสะดุดตากับสถาปัตยกรรมสีอิฐดินเผาน่าทึ่งที่ตั้งตระหง่านกลางซอย มีลักษณะคล้ายกับหุบเขา ราวกับจำลองแกรนด์แคนยอนมาไว้กลางกรุง ทั้งนี้ทั้งนั้นเจ้าของร้านได้ไอเดียมาจากแกรนด์แคนยอน ประเทศสหรัฐอเมริกา และส่งต่อไอเดียนี้ให้ทาง SCG เพื่อช่วยเนรมิตขึ้นโครงสร้างอาคารให้ได้ภาพใกล้เคียงกับความจริงที่สุด ด้วยการเลือกใช้เทคโนโลยี SCG 3D Printing นวัตกรรมการก่อสร้างแห่งอนาคต สร้างอิสระในงานสถาปัตยกรรมที่สะท้อนถึงความละเอียดอ่อนและศิลปะในการก่อสร้าง เกิดเป็นดีไซน์รูปทรงอาคารโค้งเว้าให้อารมณ์เหมือนปล่องภูเขาไฟ และลวดลายบริเวณผนังอาคารที่มีลักษณะเป็นริ้วที่พริ้วไหว ได้รูปแบบล้ำสมัยไม่ซ้ำใคร

จุดตั้งต้นสู่ชื่อร้าน Ember ที่แปลว่า เถ้าถ่านที่ยังคุกรุ่น มาจากการหยิบไวน์มาเป็นจุดนำของเรื่อง ซึ่งไวน์ที่ร้าน  ส่วนใหญ่มาจากแหล่งผลิตใกล้ภูเขาไฟ และเทคนิคการปรุงอาหารด้วยการใช้ไฟเผานอกจากนี้ตัว M ในโลโก้ ยังถูกออกแบบให้เป็นเหมือนรูปภูเขาไฟ เพื่อคงคอนเซปต์และสื่อถึงความโดดเด่นของร้านได้อย่างมีเอกลักษณ์

โครงสร้างสถาปัตยกรรมด้วยนวัตกรรม SCG 3D Printing (เป็นการขึ้นรูปคอนกรีตจากโรงงาน และนำไปประกอบที่หน้างาน ช่วยลดความเสี่ยงจากการทำงานล่าช้า ลดเศษวัสดุเหลือทิ้งจากไซต์ก่อสร้างได้กว่า 70% รวมถึงลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ได้ถึง 1,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์) ถือเป็นแนวคิดของคนรุ่นใหม่ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติด้วย

รูปแบบสถาปัตยกรรมนี้ที่ถูกออกแบบด้วย SCG 3D Printing ยังช่วยให้สามารถควบคุมอุณหภูมิให้ต่ำกว่าภายนอกได้ 3-5 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาคุณภาพและรสชาติให้สมบูรณ์แบบที่สุด โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 15–18 องศาเซลเซียส ซึ่งการปกป้องไวน์จากแสงแดดและความร้อน นับเป็นการออกแบบที่ตอบโจทย์ทั้งในแง่การใช้งานและความล้ำสมัย เพื่อให้ไวน์ทุกขวดถูกเก็บรักษาอย่างดี พร้อมเสิร์ฟทุกโอกาสพิเศษ

Mr. Calvin มองว่า การก่อสร้างด้วยนวัตกรรม SCG 3D Printing เป็นสิ่งใหม่ที่น่าตื่นเต้นและสามารถสร้างสิ่งที่ตรงกับความคิดได้ใกล้เคียงกับความจริงที่สุด เพราะการก่อสร้างรูปแบบเดิมๆ ที่เป็นเหลี่ยมมุมไม่สามารถทำความโค้งในแบบที่เราต้องการได้ เช่น ช่องแสงธรรมชาติที่อยู่ด้านบนเพดานมีลักษณะเป็นริ้วเส้นความโค้งที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย ลดความแข็งกระด้างลง ดังนั้น การนำนวัตกรรม SCG 3D Printing เข้ามาใช้ในการก่อสร้างสามารถเนรมิตภาพที่เราวาดฝันไว้ให้เป็นจริงได้

ร้านเปิดให้บริการทุกวัน (ปิดวันอังคาร) เวลา 11.00-18.00 น. สำหรับผู้ที่ต้องการจองไพรเวทสามารถสำรองโต๊ะได้ทาง Instragram @ember.bangkok