ไทยปรับเกณฑ์วีซ่าประเภทใหม่ Long-Term Resident ดึงดูดความสนใจนักลงทุนทั่วโลก

ไทยปรับเกณฑ์วีซ่าประเภทใหม่ Long-Term Resident ดึงดูดความสนใจนักลงทุนทั่วโลก

ไทยปรับเกณฑ์วีซ่าประเภทใหม่ Long-Term Resident ดึงดูดความสนใจนักลงทุนทั่วโลก

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.42 น.

ไทยปรับเกณฑ์วีซ่าประเภทใหม่ Long-Term Resident (LTR) คาดกระตุ้นดีมานด์ บ้านพักตากอากาศระดับลักซ์ชัวรีอย่าง คิอารา รีเซิร์ฟ ดึงดูดความสนใจนักลงทุนทั่วโลก

ประเทศไทยอนุมัติปรับเกณฑ์วีซ่าพิเศษ Long-Term Resident (LTR) ล่าสุด ซึ่ง LTR เป็นวีซ่าสำหรับผู้ที่พำนักอยู่ในประเทศไทยระยะยาว โดยวีซ่าดังกล่าวเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่จะช่วยดึงดูดกลุ่มบุคลากรชาวต่างชาติผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง นักลงทุน และผู้บริหารชาวต่างชาติเข้าสู่ประเทศไทยมากยิ่งขึ้น เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตอบสนองนโยบายของรัฐที่เอื้อต่อการลงทุนและประกอบธุรกิจ และถือเป็นก้าวสำคัญเพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจการลงทุน และศูนย์กลางบุคลากรที่มีศักยภาพสูงระดับโลก

การเพิ่มเติมหลักเกณฑ์วีซ่า LTR ในครั้งนี้ มอบสิทธิประโยชน์ในการพำนักอาศัยระยะยาวในประเทศไทยได้ถึง 10 ปี พร้อมใบอนุญาตทำงานดิจิทัล และสิทธิพิเศษลดหย่อนภาษีเงินได้ส่วนบุคคล รวมถึงสิทธิประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย โดยขยายประเภทสาขาที่เกี่ยวข้องสำหรับกลุ่มผู้มีทักษะเชี่ยวชาญพิเศษและยกเลิกข้อกำหนดอันซ้ำซ้อน วีซ่า LTR จึงครอบคลุมบุคคลในวงกว้างขึ้น สามารถเข้าถึงและดึงดูดผู้สมัครได้หลากหลายมากขึ้น

ปรับเกณฑ์ใหม่ ให้ความสำคัญกับมูลค่ารวมของทรัพย์สินที่ถือครอง

ในหมวดประชากรโลกผู้มีความมั่งคั่งสูง (Wealthy Global Citizen) การตัดสินใจปรับเกณฑ์การประเมินจากทรัพย์สินมูลค่ารวมและจำนวนเงินการลงทุนแทนรายได้ขั้นต่ำ โดยยกเว้นข้อกำหนดด้านรายได้ขั้นต่ำต่อปีนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดี อีกทั้งการปรับหลักเกณฑ์นี้ยิ่งเพิ่มความน่าดึงดูดให้กับโครงการบ้านพักตากอากาศสุดหรูอย่าง คิอารา รีเซิร์ฟ ซึ่งเป็นที่พักตากอากาศสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอล ที่ได้รับการพัฒนาร่วมกับ คาจิมา คอร์ปอเรชั่น (Kajima)

คิอารา รีเซิร์ฟ ตั้งอยู่ ณ อ่าวลายันของภูเก็ต ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘Millionaire’s Mile’ โครงการประกอบด้วยวิลล่าและคอนโดมิเนียมทั้งขนาด 3 และ 4 ห้องนอนจำนวน 46 ยูนิต มีกำหนดสร้างแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2568 โดยมีราคาเริ่มต้นที่ 44 ล้านบาท

อีกหนึ่งปัจจัยที่เสริมให้วีซ่า LTR ที่ปรับใหม่นี้มีความโดดเด่นยิ่งขึ้น คือ การขยายสิทธิ์สำหรับผู้ติดตามเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการอยู่อาศัยของทั้งครอบครัว สำหรับชาวต่างชาติที่ประสงค์จะพาครอบครัวมาพำนัก พร้อมทั้งปรับปรุงขั้นตอนการขอวีซ่าให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงโอกาสในการถือครองอสังหาริมทรัพย์ในตลาดบ้านหลังที่สอง  ได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว โดยเฉพาะในจังหวัดภูเก็ตซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดของประเทศไทย

คิอารา รีเซิร์ฟ เป็นโครงการที่อยู่อาศัยแห่งสุดท้ายที่อ่าวลายันในขณะนี้ ซึ่งเน้นย้ำถึงสถานะอันโดดเด่นของภูเก็ตในฐานะจุดหมายปลายทางเหนือระดับสำหรับบ้านพักหลังที่สอง และกระตุ้นความต้องการของผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี ด้วยแนวโน้มมูลค่าการลงทุนของอสังหาริมทรัพย์ในภูเก็ตที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเป็นเจ้าของโครงการคิอารา รีเซิร์ฟ จึงเป็นตัวเลือกที่น่าดึงดูดใจสำหรับนักลงทุนรายบุคคลและผู้ซื้อบ้านหลังที่สองที่มองหาและต้องการเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนคุณภาพที่มีชีวิตชีวา พร้อมโอกาสที่จะได้ใช้เวลาอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอย่างลงตัว ทั้งในปัจจุบันและในช่วงหลังเกษียณ

เป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ได้ง่าย และสะดวกสบายกว่าเดิม

คิอารา รีเซิร์ฟ เปิดโอกาสให้กับผู้ซื้อชาวต่างชาติเป็นเจ้าของบ้านพักตากอากาศระดับลักซ์ชัวรี พร้อมทางเลือกในการเข้าร่วมโปรแกรมการเช่าที่บริหารจัดการโดย ไมเนอร์ โฮเทลส์ (Minor Hotels) ซึ่งรวมไปถึงการบริหารจัดการ และการดูแลบำรุงรักษา ควบคู่ไปกับนวัตกรรมรักษ์โลกที่สอดคล้องกับความมุ่งมั่นของผู้พัฒนาโครงการในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากนี้ โครงการนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของมาสเตอร์แพลนของอ่าวลายันที่ยังคงมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องด้วยโครงการต่าง ๆ เช่น ศูนย์ดูแลด้านสุขภาพและความงามด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์  และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านไลฟ์สไตล์ต่างๆ  ซึ่งช่วยเสริมศักยภาพของอสังหาริมทรัพย์ให้เติบโตอย่างมั่นคง และเพิ่มมูลค่าการลงทุนในระยะยาว

ในขณะที่ประเทศไทยยังคงเดินหน้ายกระดับเพิ่มเกณฑ์เพื่อดึงดูดบุคลากรคุณภาพสูงและนักลงทุนชาวต่างชาติ ผ่านวีซ่า LTR โครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักซ์ชัวรีอย่าง คิอารา รีเซิร์ฟ ก็จะได้รับประโยชน์จากวีซ่าประเภทนี้เช่นกัน เพราะส่งผลให้มีความสนใจที่จะลงทุนในบ้านพักตากอากาศสุดหรูมากยิ่งขึ้น

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม หรือสนใจเข้าชมโครงการ ติดต่อทีมงานอสังหาริมทรัพย์ของไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ที่ โทร. +66 (0) 85 484 8752 หรืออีเมล propertysales@minor.com

SAii คว้ารางวัลรับรองมาตรฐานความยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน MICE และการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท

SAii คว้ารางวัลรับรองมาตรฐานความยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน MICE และการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท

SAii คว้ารางวัลรับรองมาตรฐานความยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน MICE และการท่องเที่ยวเชิงไลฟ์สไตล์ของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.40 น.

ทราย (SAii) แบรนด์โรงแรมและรีสอร์ทไลฟ์สไตล์ ในเครือ ของ เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท (S Hotels and Resorts) ประกาศความสำเร็จด้านความยั่งยืนอีกขั้น โดย 2 โรงแรมในเครือ ได้แก่ ทราย ลากูน่า ภูเก็ต และทราย ลากูน มัลดีฟท์ (SAii Lagoon Maldives) ได้รับการรับรองมาตรฐานการจัดงานอย่างยั่งยืนจากสภาอุตสาหกรรมงานกิจกรรม (The Events Industry Council) โดยเป็นสถานที่แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยและมัลดีฟส์ที่ได้รับการรับรองระดับ GOLD ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมในกลุ่มธุรกิจการจัดประชุมและงานอีเวนต์ระดับนานาชาติ (MICE)  โดยทั้งสองรีสอร์ทได้ดำเนินกลยุทธ์การลงทุนเพื่อยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการให้ตรงตามมาตรฐานการจัดงานอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ รีสอร์ทภายใต้แบรนด์ทรายในประเทศไทยยังได้รับประกาศนียบัตร Green GlobeTM ซึ่งถือเป็นมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก อย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี และ 2 ปี สำหรับประเทศไทยและมัลดีฟส์ตามลำดับ นับเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโรงแรมอย่างยั่งยืนและตอกย้ำความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

ทราย ลากูน่า ภูเก็ต รีสอร์ตแนวไลฟ์สไตล์ริมหาดบางเทา ที่โดดเด่นในด้านการจัดอีเว้นท์และงานประชุมอย่างยั่งยืน ที่และได้รับการรับรองมาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทยตามข้อกำหนดของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ด้วยขนาดพื้นที่กว่า 1,900 ตารางเมตร พร้อมวิวทะเลที่สวยงาม ครบครันด้วยพื้นที่จัดงานในร่มและกลางแจ้งทุกรูปแบบ ประกอบด้วยห้องสิมิลันบอลรูม สำหรับจัดงานขนาดใหญ่ ห้องประชุมย่อย 9 ห้อง ห้องวีไอพีพร้อมเทคโนโลยีภาพและเสียงล้ำสมัย รวมถึงพื้นที่กลางแจ้ง 3 แห่ง โดย ทราย ลากูน่า ภูเก็ต มีมีมาตรการในการจัดงานตามนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด  อาทิ การงดใช้พลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง การนำของตกแต่งกลับมาใช้ใหม่ และการยกเลิกการใช้หลอดพลาสติก นอกจากนี้ ยังมีระบบคัดแยกขยะอย่างครบวงจร รวมถึงทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นตัวช่วยให้ผู้จัดงานสามารถวัดผลและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น ด้วยการคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นต์ที่เกิดจากการจัดงาน

ทราย ลากูน่า ภูเก็ต ยังได้ร่วมมือกับ Seeds of Change โครงการของชุมชนในพื้นที่ภูเก็ต ซึ่งทำงานส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อม จัดทำกระเป๋าชายหาดรักษ์โลกจากวัสดุเหลือทิ้งหลังปรับปรุงรีสอร์ทเมื่อปีที่ผ่านมา  นับเป็นการสะท้อนแนวคิดด้านความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อมพร้อมสนับสนุนคนในชุมชน กระเป๋าชายหาดรักษ์โลกจากฝีมือคนในชุมชนจัดให้บริการในทุกห้องพักของรีสอร์ท ผู้มาเยือนสามารถใช้งานได้จริงและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ทราย ลากูน่า ภูเก็ต ยังเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบจากท้องถิ่นในบริการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทรีตเมนท์สมุนไพรของ ทราย สปา (SAii Spa) คลาสสอนทำอาหาร และเมนูสุขภาพของทุกห้องอาหาร ซึ่งปรุงจากวัตถุดิบในท้องถิ่นและผักออร์แกนิก สดจากแปลงผักภายในรีสอร์ท พร้อมกิจกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ชวนให้ผู้มาเยือนได้ร่วมกันทำความสะอาดชายหาด และยังได้สนุกไปกับกิจกรรมทางน้ำแบบไม่ใช้เครื่องยนต์ อย่าง พายเรือคายัค เล่นเรือใบ hobby cats หรือแพดเดิลบอร์ด  นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดการนอนหลับอย่างยั่งยืน โดยเลือกใช้เครื่องนอนจากคิงคอยส์ ที่นอกจากเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังผลิตด้วยผ้าที่ป้องกันสารก่อภูมิแพ้และระบายความชื้นได้ดี

ทราย ลากูน มัลดีฟส์ หนึ่งในรีสอร์ทระดับห้าดาวของโครงการ ครอสโร้ดส์ มัลดีฟส์ (CROSSROADS Maldives) โดดเด่นด้วยการเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับการพักผ่อนและไลฟ์สไตล์แบบครบวงจรในมัลดีฟส์โดยเป็นที่ตั้งของศูนย์การเรียนรู้ทางวัฒนธรรมมัลดีฟส์ (Maldives Discovery Centre) เพื่อจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น รวมถึงเป็นที่ตั้งของศูนย์อนุรักษ์ทางทะเล (Marine Discovery Centre) ซึ่งมีทีมนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลดูแลโครงการด้านความยั่งยืนต่างๆ อาทิ การขยายพันธุ์ปะการัง เป็นต้น

รีสอร์ทแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของ อีเว้นท์ ฮอลล์ ขนาด 326 ตารางเมตร รองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้กว่า 400 คน ดำเนินการภายใต้โปรแกรม Meet the Purpose ซึ่งเป็นนโยบายการจัดงานอย่างยั่งยืนของโรงแรมในเครือฮิลตัน ซึ่งจะช่วยให้ผู้จัดงานสามารถวางแผนกิจกรรมที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การลดขยะโดยนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาใช้แทนการใช้กระดาษและโฟมในการตกแต่งพื้นที่การจัดงาน ลดการใช้พลังงาน อาทิ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ การเปลี่ยนมาใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ประหยัดพลังงาน รวมถึงเลือกใช้วัตถุดิบสดใหม่จากแหล่งอาหารในท้องถิ่น เช่น ผักออร์แกนิกจากสวนผักภายในรีสอร์ทและอาหารทะเลจากน่านน้ำของมัลดีฟส์

ทราย พีพี ไอส์แลนด์ วิลเลจ รีสอร์ทรักษ์โลกตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติอันงดงามของเกาะพีพี หนึ่งในจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ใน 100 โรงแรมและรีสอร์ทยั่งยืนชั้นนำ จาก Luxury Lifestyle Awards ด้วยกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่โดดเด่นและการบริการอย่างยั่งยืน ล่าสุดได้เปิดตัวเส้นทางสำรวจธรรมชาติ (Eco Trail) หลากหลายเส้นทาง เพื่อให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวก็ได้ดื่มดำกับทัศนียภาพอันงดงามของเกาะ โดยสามารถเลือกเดินทางสำรวจเส้นทางด้วยการพายเรือคายัค ปั่นจักรยาน หรือกิจกรรมดำน้ำ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสำหรับให้องค์กรต่างๆ ได้เลือกพาพนักงานเข้าร่วม อาทิ เวิร์คชอปที่นำโดยนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลประจำศูนย์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของรีสอร์ท  กิจกรรมปลูกป่าชายเลน และอีกมากมาย

นายไมเคิล มาร์แชล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “การทำงานในทุกภาคส่วนของของทรายนั้น เรานำแนวคิดด้านความยั่งยื่นเข้ามาใช้ในทุกมิติ ซึ่งการได้รับการยอมรับจากสภาอุตสาหกรรมงานกิจกรรม กรีนโกลบ รวมถึงเสียงตอบรับเชิงบวกจากลูกค้าที่มาเยือน ถือเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เรามุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการมอบบริการเหนือระดับให้แก่ทุกท่าน”

-(016)

นักธุรกิจสายเทค นำหุ่นยนต์กู้ภัยเข้าค้นหาผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม

นักธุรกิจสายเทค นำหุ่นยนต์กู้ภัยเข้าค้นหาผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม

นักธุรกิจสายเทค นำหุ่นยนต์กู้ภัยเข้าค้นหาผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

จักรพันธ์ ประจวบเหมาะ ฉายาอีลอน มัสก์ เมืองไทย พร้อมด้วยณัฐพงษ์ กิจนิจชีวะ ผบห.ระดับสูงเครือเดอะ  มอลล์ กรุ้ป และ ทีมพัฒนาบริษัท iAI Center จากประเทศฮ่องกง  ผู้พัฒนาระบบ AI , รถไร้คนขับและหุ่นยนต์ ได้ส่งทีมงานและหุ่นยนต์มาร่วมช่วยค้นหาผู้ประสบภัยจากตึก สตง. ถล่มในเหตุการณ์แผ่นดินไหววานนี้ โดยได้นำหุ่นยนต์ Irondog หลายตัว ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีความสามารถในการสแกนหาอุณหภูมิค้นหาร่างกายของมนุษย์ได้ ในความลึก 50 ม. เบื้องต้นทางทีมพัฒนาได้รายงานว่ามีการตรวจผมสัญญานชีพอยู่ภายในซากตึกดังกล่าว โดยหลังจากนี้จะนำคลื่นสัญญานตรวจพบเพื่อนำไปรายงานทีมค้นหาเพื่อการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนต่อไป ทั้งนี้ทีม iAI center กล่าวว่าจะมีการช่วยค้นหาอย่างต่อเนื่องจนกว่าจะพบผู้ประสบภัยทั้งหมด สำหรับอุปสรรค์คือสภาพอากาศที่ร้อนมากส่งผลให้หุ่นยนต์ต้องมีการพักเป็นระยะ

-(016)

‘ttb analytics’ คาดการณ์ตลาดรถเช่าปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

‘ttb analytics’ คาดการณ์ตลาดรถเช่าปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

‘ttb analytics’ คาดการณ์ตลาดรถเช่าปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.19 น.

ตลาดรถเช่าในประเทศไทยมีทิศทางการขยายตัวอย่างชัดเจน และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า โดยคาดว่าในปี พ.ศ. 2568 มูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 55,000 ล้านบาท จากเดิมที่ประมาณ 51,000 ล้านบาทในปี 2566 สะท้อนถึงอัตราการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 5-8% ต่อปี ปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตครั้งนี้มาจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและการกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของภาคธุรกิจในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19

จากข้อมูลของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ชี้ให้เห็นว่าตลาดรถเช่าแบ่งเป็นตลาดรถเช่าระยะยาวและระยะสั้น โดยตลาดระยะยาวครองสัดส่วนที่ใหญ่กว่า เนื่องจากลูกค้าองค์กรต้องการลดความยุ่งยากและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการยานพาหนะ ส่วนตลาดระยะสั้นมีการเติบโตจากกลุ่มนักท่องเที่ยวและธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการความคล่องตัวในการเดินทาง

บริษัท SP SMART VAN ผู้ให้บริการรถตู้เช่าพร้อมคนขับ ระบุว่าตลาดรถตู้เช่ามีการเติบโตที่ดีและมีโอกาสขยายตัวสูงในระยะยาว โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่เน้นความสะดวกสบายในการเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ เช่น นักท่องเที่ยว กลุ่มองค์กร และกลุ่มธุรกิจ บริษัทจึงให้ความสำคัญในการลงทุนด้านคุณภาพการบริการและพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญ รวมถึงการดูแลรักษายานพาหนะให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์เสมอ โดยคาดการณ์ว่าส่วนแบ่งตลาดรถตู้ให้เช่าจะอยู่ที่ประมาณ 10-15% ของตลาดรถเช่าทั้งหมดในปี 2568

อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการในตลาดรถเช่ายังคงต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะจากแพลตฟอร์มดิจิทัลและผู้ประกอบการรายใหม่ที่นำเสนอความสะดวกในการจองบริการผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้นนี้ ผู้ประกอบการต้องวางกลยุทธ์เชิงรุกโดยการพัฒนาและนำเสนอจุดเด่นที่แตกต่างของบริการ ไม่ว่าจะเป็นด้านความสะดวกสบาย ความปลอดภัย ความรวดเร็วในการให้บริการ หรือการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้กับลูกค้า

นอกจากนี้ การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการบริหารจัดการธุรกิจจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ลดต้นทุนการดำเนินงาน และเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างตรงเป้าหมายและรวดเร็วมากขึ้น

สรุปได้ว่า ตลาดรถเช่าในประเทศไทยยังมีโอกาสเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มรถตู้เช่าที่มีโอกาสการเติบโตอย่างชัดเจน ผู้ประกอบการที่วางกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองความต้องการของตลาดอย่างตรงจุดจะสามารถก้าวสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนและมีเสถียรภาพในระยะยาว

อ้างอิง: https://www.ttbbank.com/th/analytics/business-industry/automotive/20230323-ttb-analytics-business-car-rental-outlook2023

การประชุมวิชาการนานาชาติ ‘นวัตกรรมดิจิทัล ขับเคลื่อนอนาคตการแพทย์อัจฉริยะ’

การประชุมวิชาการนานาชาติ 'นวัตกรรมดิจิทัล ขับเคลื่อนอนาคตการแพทย์อัจฉริยะ'

การประชุมวิชาการนานาชาติ ‘นวัตกรรมดิจิทัล ขับเคลื่อนอนาคตการแพทย์อัจฉริยะ’

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.15 น.

International Conference on Promoting Smart Medical Care through Digital การประชุมวิชาการนานาชาติ “นวัตกรรมดิจิทัล ขับเคลื่อนอนาคตการแพทย์อัจฉริยะ” เพื่อสร้างความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์มาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการทางการแพทย์ ลดภาระของบุคลากร และยกระดับคุณภาพการดูแลผู้ป่วยให้สามารถขับเคลื่อนการบริการทางสาธารสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในตลาดโลกของประเทศไทย เป็นการจัดการประชุมที่ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ (LogHealth) และ Industrial Technology Research Institute (ITRI) แห่งสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางอุตสาหกรรม อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเศรษฐกิจไต้หวัน รวมถึงเครือข่ายศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสาธารณสุข (Health Innovation and Technology Network) จัดขึ้นวันพุธที่ 26 มีนาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 

การประชุมวิชาการนานาชาติ “นวัตกรรมดิจิทัล ขับเคลื่อนอนาคตการแพทย์อัจฉริยะ” ครั้งนี้ ได้รับเกียรติจากรองศาสตราจารย์ นพ. เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวิชาการนานาชาติ “Promoting Smart Medical Care through Digital Solutions” โดยมี Mr. Stephen Su, Senior Vice President, Industrial Technology Research Institute (ITRI) ร่วมกล่าวสุนทรพจน์ในช่วงพิธีเปิด

ในโอกาสนี้มีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากโรงพยาบาลชั้นนำทางด้านการแพทย์และศูนย์วิจัยด้านการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ  ซึ่งเป็นแนวทางสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืนให้กับโรงพยาบาลและหน่วยงานสาธารณสุข ในประเด็นของนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการแพทย์และระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะภายในโรงพยาบาล รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับโรงพยาบาลเพื่อการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้การบรรยายพิเศษ ได้แก่รองศาสตราจารย์ นพ. เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในมิติการประยุกต์ใช้ AI ในการบริหารจัดการโรงพยาบาลอัจฉริยะ  ในหัวข้อเรื่อง “Smart Hospital Implementation Showcase: AI for Smart Hospital” 

ศาสตราจารย์ ดร.พญ.อติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในมิติการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในโรงพยาบาลอัจฉริยะในอนาคต  ในหัวข้อเรื่อง “Smart Hospital Implementation: The Future of Intelligent Healthcare”

และ รองศาสตราจารย์ ดร.ดวงพรรณ กริชชาญชัย หัวหน้าศูนย์การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานสุขภาพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บรรยายในมิติที่เกี่ยวกับความท้าทายในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการระบบโลจิสติกส์ในโรงพยาบาลอัจฉริยะ ในหัวข้อเรื่อง “Smart Hospital Implementation Showcase: Smart Healthcare Logistics Challenges”

รวมถึงวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมของไต้หวัน ในประเด็นนวัตกรรมล้ำสมัยและกลยุทธ์ในการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ให้การบรรยายพิเศษ ได้แก่ Ms. Chaoyin Chi, Deputy General Director, Industry, Science, and Technology International Strategy Center (ISTI), ITRI บรรยายในมิติความก้าวหน้าของระบบการแพทย์อัจฉริยะในไต้หวัน ในหัวข้อเรื่อง “Overview of Smart Medical Solutions Ecosystem in Taiwan”

และ Professor Eric Chuang, Vice President & General Director, Biomedical Technology and Device Research Laboratories, ITRI บรรยายในมิติการพัฒนาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ในการดูแลสุขภาพที่กำลังเติบโตและเป็นที่นิยมในปัจจุบัน ในหัวข้อเรื่อง “AI-Driven Healthcare: Trends and Innovations”

นอกจากนี้ ยังมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้าน Hospital Innovation ที่ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้การนำนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ในโรงพยาบาล เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพอัจฉริยะในประเทศให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นด้วยความร่วมมือของมหาวิทยาลัยมหิดลและ Industrial Technology Research Institute (ITRI) ร่วมถึงเครือข่ายศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ที่แสดงถึงศักยภาพของแต่ละหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสาธารณสุข ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การถ่ายทอดแนวคิดและความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในการบริหารจัดการระบบสุขภาพดิจิทัล เพื่อให้เกิดบูรณาการองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการสร้างนวัตกรรมตอบโจทย์การพัฒนาของประเทศ

โดยผลความสำเร็จจากการประชุมวิชาการนานาชาติ “นวัตกรรมดิจิทัล ขับเคลื่อนอนาคตการแพทย์อัจฉริยะ”นี้ จะทำให้โรงพยาบาล หน่วยงานงานรัฐและหน่วยงานเอกชนในอุตสาหกรรมทางการแพทย์และสาธารณสุข ได้ใช้ประโยชน์จากการพัฒนานวัตกรรมในโรงพยาบาลและทำให้โรงพยาบาลสามารถตอบสนองต่อความท้าทายต่างๆ ในอนาคต ทั้งในแง่ของเทคโนโลยีดิจิทัล, การเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทางการแพทย์ และเพิ่มประสบการณ์ที่ดีขึ้นสำหรับการบริการทางการแพทย์ เพื่อผลักดันความก้าวหน้าในอุตสาหกรรมการแพทย์สำหรับยุคของการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบสาธารณสุขดิจิทัล

นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการสร้างเครือข่ายนักวิจัยระดับชาติและนานาชาติที่มีความเชี่ยวชาญหลากหลายในด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการแพทย์และสาธารณสุข ให้เกิดการส่งเสริมความร่วมมือกันระหว่างภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรม และภาครัฐ ที่จะช่วยการพัฒนางานวิจัยให้เกิดผลลัพธ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ซึ่งเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและอุตสาหกรรมนี้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของการแพทย์และสาธารณสุขอย่างยั่งยืน

-(016)

AWC ร่วมส่งกำลังใจ จากเหตุแผ่นดินไหว

AWC ร่วมส่งกำลังใจ จากเหตุแผ่นดินไหว

AWC ร่วมส่งกำลังใจ จากเหตุแผ่นดินไหว

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.08 น.

จากเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 รวมทั้งเหตุแผ่นดินไหวต่อเนื่อง  บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC ขอเรียนแจ้งว่า โครงการต่างๆของบริษัท ได้ตรวจสอบความปลอดภัยพร้อมให้บริการ และเรายังคงเดินหน้าร่วมกับวิศวกรและพันธมิตรองค์กรสถาบันที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบทุกโครงการในเครืออย่างต่อเนื่องโดยละเอียด เพื่อให้แน่ใจถึงความปลอดภัยและความมั่นใจของผู้ใช้บริการทุกคน 

บริษัทให้ความสำคัญสูงสุดต่อความปลอดภัยและสวัสดิภาพของผู้เช่า แขกผู้เข้าพัก ลูกค้า พันธมิตร และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย และขอส่งกำลังใจให้กับทุกๆ คน และครอบครัว รวมถึงเจ้าหน้าที่หน่วยช่วยเหลือและวิศวกรจากองค์กรต่างๆ ที่ร่วมดูแลผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวให้กลับสู่สถานการณ์ที่ปลอดภัย รวมทั้งขอขอบคุณทุกท่านสำหรับพลังความช่วยเหลือ และซาบซึ้งในความไว้วางใจและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง 

AWC ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือพันธมิตรและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวและไม่สามารถกลับเข้าที่พักในระหว่างวันนี้ถึงวันที่ 6 เมษายน 2568 ด้วยอัตราส่วนลด 50% สำหรับห้องพักโรงแรมในเครือ AWC ในกรุงเทพฯ ทั้ง 9 แห่ง ด้วยรหัสจองพิเศษ AWC50 เมื่อสำรองห้องพักตรงกับทางโรงแรมผ่านทางเว็บไซต์ หรือโทรสำรองห้องพัก และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณสายฝน 061-394-0941 , คุณรวิพร 065-291-9728 , คุณจิราพร 065-978-0287

-(016)

แพทย์แนะ​คู่มือเตรียมพร้อมสำหรับผู้ปกครอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหว

แพทย์แนะ​คู่มือเตรียมพร้อมสำหรับผู้ปกครอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหว

แพทย์แนะ​คู่มือเตรียมพร้อมสำหรับผู้ปกครอง เมื่อเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหว

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 10.03 น.

เนื่องจากเหตุการณ์ภัยพิบัติแผ่นดินไหวในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่เกิดขึ้น รวมถึงการเกิดอาฟเตอร์ช็อก อีกหลาย ๆ ครั้งติดต่อกัน บทความให้ความรู้โดย พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ (ว 34129) กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา ศูนย์สุขภาพเด็ก (Children’s Health Center) โรงพยาบาลนวเวช  สำหรับเป็นคู่มือให้กับผู้ปกครองในการดูแลบุตรหลาน ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งกับทุกท่าน หากครอบครัวท่านมีเด็ก เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ ซึ่งจำเป็นต้องมีการวางแผนเตรียมความเข้าใจ พูดคุยและฝึกซ้อมกันไว้ล่วงหน้า เพื่อเตรียมความพร้อมหากเกิดสถานการณ์แผ่นดินไหวขึ้นอีกในอนาคต

เราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้ 6 วิธีรับมือภัยพิบัติ ดังนี้

1.สังเกตความผิดปกติรอบตัว

2.ตรวจสอบสภาพแวดล้อมของบ้าน ที่ทำงาน

3.ติดตามข้อมูลสภาพอากาศ ประกาศเตือนภัย

4.เตรียมสิ่งของไว้ใช้ยามเกิดภัย (อาหารแห้ง น้ำดื่ม ยา)

5.ศึกษาการอพยพหนีไฟ เส้นทางหนีภัย

6.จดจำหมายเลขโทรศัพท์หน่วยงานสำคัญ: สายด่วนนิรภัย (โทร 1182)

วิธีซ้อมวางการแผนข้อปฏิบัติเมื่อเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวขึ้นในอนาคต

 1. กำหนดวิธีการติดต่อกับครอบครัว และเพื่อนของท่านในยามเกิดภัยพิบัติ กำหนดจุดนัดพบไว้ล่วงหน้าหากพลัดหลงกัน

 2. ครอบครัวที่มีเด็ก ให้สอบถามวิธีติดต่อสื่อสาร และการรับบุตรหลานจากโรงเรียนกับครูอาจารย์ไว้ล่วงหน้า

 3. เตรียม ”สิ่งของจำเป็น ที่ต้องนำติดตัว” ไว้ให้พร้อม และวางไว้ในที่ที่เข้าใจง่าย ทั้งสำหรับตนเองและคนในครอบครัว   

การรับมือเมื่อเกิดแผ่นดินไหวยึดหลัก “หมอบ – กำบัง – ยึดจับ” (Drop – Cover – Hold on)

สำหรับหากท่านอยู่ในอาคาร

 • ไม่ควรหลบหนีออกนอกตัวอาคารทันที ให้รอจนกว่าแผ่นดินหยุดไหวก่อน แล้วหลบหนีด้วยประตู หรือทางเดินหนีไฟ

 • ระมัดระวังสิ่งของตกหล่น เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านล้มทับ ให้หลบเข้าใต้โต๊ะ หรือเฟอร์นิเจอร์ที่แข็งแรงเพียงพอ เพื่อความปลอดภัยของท่าน

 • เมื่อแผ่นดินหยุดไหวแล้ว ให้ดับแก๊สและถอดปลั๊กอุปกรณ์ไฟฟ้าทันที

 • หากหนีออกนอกตัวอาคารแล้ว ควรระวังการบาดเจ็บจากหน้าต่างบานกระจก หรือป้ายต่าง ๆ ที่ร่วงลงมาได้

 • ก่อนหลบหนีออกนอกตัวอาคาร หากทำได้ให้ปิดเบรกเกอร์ไฟก่อนด้วย ห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาด

หากท่านอยู่นอกอาคาร

 • ปกป้องศีรษะและรีบหลบหนีไปยังที่ปลอดภัย

 • ออกห่างจากผนังตึก และบริเวณก่อสร้างที่เสี่ยงต่อการเกิดถล่มได้

 • หากกำลังขับขี่ยานพาหนะ ให้จอดรถในที่ปลอดภัยค่อนข้างโล่ง ไม่ใกล้อาคาร ดับเครื่องยนต์ แล้วหลบหนีไปยังที่ปลอดภัย

หลังจากเกิดแผ่นดินไหว

 • หากได้กลิ่นคล้ายแก๊ส ห้ามจุดไฟเด็ดขาด ท่อแก๊สอาจแตกหัก และรั่วเข้าไปในที่ท่านอาศัยอยู่ได้

 • ให้เก็บน้ำปริมาณมากไว้ในภาชนะขนาดใหญ่ด้วย บางกรณีท่อน้ำอาจแตก น้ำประปาอาจไม่ไหลได้

แม้ว่าในขณะนี้ภัยโดยตรงจากแผ่นดินไหวได้เริ่มสงบลงแล้วก็ตาม แต่ผลกระทบจากเหตุการณ์เศร้าสลด ยังอาจก่อให้เกิดการระบาดของโรคติดต่อตามมาได้ ดังนั้นโรคที่ควรต้องเฝ้าระวังหลังเกิดภัยพิบัติ มีดังนี้

1. โรคอุจจาระร่วง ไข้ไทฟอยด์

2. โรคปอดอักเสบ

3. แผลผิวหนังอักเสบติดเชื้อ รวมถึงบาดทะยักด้วย

4. โรคตาแดง

5. ภาวะ PTSD ความเครียดจากเหตุการณ์รุนแรง

ซึ่งจะมาให้ความรู้เพิ่มเติมต่อไป อย่างไรก็ตามอยากให้ทุก ๆ ท่าน “ อย่ามัวห่วงทรัพย์สิน ในช่วงการเกิดภัยพิบัติ อยากให้ห่วงชีวิตตน และคนในครอบครัวก่อนเป็นอันดับแรก”  และเมื่อกรณีต้องการความช่วยเหลือหรือเรียกรถพยาบาลฉุกเฉินโรงพยาบาลนวเวช โทร 02 483 9944 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

โรงพยาบาลนวเวชเราพร้อมให้บริการทุกท่านตลอด 24 ชั่วโมง หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียด และขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลนวเวช โทร. 1507 I Line: @navavej

อ้างอิงข้อมูลจาก:

1. คู่มือป้องกันภัยพิบัติ สำหรับชาวต่างประเทศ (กรณีแผ่นดินไหว) ฉบับภาษาญี่ปุ่น-ไทย

2. กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

-(016)

บอกลาออฟฟิศซินโดรมเรื้อรัง ฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วย Redcord

บอกลาออฟฟิศซินโดรมเรื้อรัง ฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วย Redcord

บอกลาออฟฟิศซินโดรมเรื้อรัง ฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วย Redcord

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 07.10 น.

หลายคนมองว่า “ออฟฟิศซินโดรม” เป็นแค่อาการปวดเมื่อยธรรมดา แต่แท้จริงแล้ว มันคือสัญญาณเตือนว่าร่างกายของคุณกำลังถูกใช้งานอย่างหนักเกินไป หากไม่ใส่ใจและปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงกว่าที่คิด

นายแพทย์ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลเวชธานี กล่าวว่า ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) เป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยในกลุ่มคนทำงาน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานาน มีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อโครงสร้างของร่างกาย เช่น การนั่งหลังค่อม การใช้คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน หรือการขาดความเคลื่อนไหวที่เหมาะสมซึ่งนำไปสู่อาการปวดเรื้อรังได้ที่ บ่า ไหล่ หลัง และสะโพก แม้จะเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป แต่หากปล่อยให้เป็นเรื้อรังโดยไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว

ปัจจุบันมีการบำบัดด้วย Redcord (Neurac method) ถือเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาออฟฟิศซินโดรมที่มีประสิทธิภาพผ่านระบบแขวนพยุงที่ช่วยให้ผู้ป่วยออกกำลังกายได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย โดยเน้นฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้กลับมาทำงานอย่างสมดุลลดอาการปวดจากต้นเหตุ ทั้งยังช่วยป้องกันการบาดเจ็บซ้ำ การทำงานผิดปกติของระบบประสาทที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อบางส่วนอ่อนแรงหรือเกร็งตัวจนเสียสมดุล ซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการปวดเรื้อรัง ข้อต่อเสื่อม และกระดูกสันหลังบาดเจ็บ การบำบัดนี้ออกแบบเฉพาะบุคคล ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดระหว่างทำ ช่วยลดระยะเวลารักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Redcord (Neurac method) เป็นเทคนิคการออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มมุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย พร้อมทั้งรองรับการฝึกได้ทั้งในรูปแบบที่ส่วนปลายของร่างกาย เช่น มือหรือเท้า ให้มีอิสระในการเคลื่อนไหว (Open kinetic chain exercise) และรูปแบบที่มีการจำกัดการเคลื่อนไหวของส่วนปลาย (Closed kinetic chain exercise) นอกจากนี้ยังมีส่วนช่วยในการเสริมการรับรู้ตำแหน่งของข้อต่อ (Proprioception) ส่งเสริมการทรงตัว และเพิ่มความทนทานของข้อต่อ รวมถึงกล้ามเนื้อบริเวณโดยรอบ

หนึ่งในจุดเด่นของ Redcord คือความสามารถในการลดอาการปวด และช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย โดยไม่กระตุ้นอาการปวดเพิ่มเติม จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกาย

ทั้งนี้ ยังมีงานวิจัยสนับสนุนว่า การออกกำลังกายด้วยเทคนิค Redcord สามารถกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อได้มากกว่าการฝึกในท่าเดียวกันบนพื้น อีกทั้งยังสามารถเน้นกล้ามเนื้อเฉพาะส่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

กลุ่มที่ควรเข้ารับการรักษาด้วย Redcordมีดังนี้ กลุ่มที่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังทั้งบริเวณคอ บ่า ไหล่ หลังส่วนล่าง สะโพก กลุ่มที่ต้องการสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว นักกีฬาที่มีอาการบาดเจ็บ กลุ่มที่สูญเสียการทรงตัว เคลื่อนไหวได้ไม่คล่อง ผู้ปวยกระดูกสันหลังคด (Scoliosis) ผู้ป่วยหลังการผ่าตัด เช่น ผ่าตัดกระดูกสันหลัง ผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพก เป็นต้น กลุ่มที่มีท่าทางไม่ดี จากการทำงานซ้ำๆ เช่น พนักงาน Office เป็นต้น

ข้อดีของการออกกำลังกายด้วยเทคนิคสลิง Neurac Technique คือ สามารถเริ่มฝึกได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของอาการ แม้ยังมีอาการปวดหลงเหลืออยู่บ้าง เนื่องจากระบบของสลิงในเทคนิคนี้ช่วยพยุงกล้ามเนื้อให้ผ่อนคลายขณะฝึกในท่าต่างๆ จึงไม่กระตุ้นอาการปวดเพิ่มเติมแต่การออกกำลังกายประเภทนี้ควรอยู่ภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพเท่านั้น เพื่อให้สามารถฝึกได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ใครที่มีอาการปวดบาดเจ็บเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเข้ารับการการรักษาที่เหมาะสมกับอาการบาดเจ็บของแต่ละบุคคล ก่อนจะลุกลามจนส่งผลกระทบ
ต่อคุณภาพการใช้ชีวิต

นพ.ธนวัฒน์ เพชรรัชตะชาติ

คุณแหน : 31 มีนาคม 2568

คุณแหน : 31 มีนาคม 2568

คุณแหน : 31 มีนาคม 2568

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

●● สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ วันที่ 2 เมษายน 2568 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th วันที่ 1-3 เมษายน 2568…

●● ในโอกาสที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมพรรษา 70 พรรษา วันที่ 2 เมษายน2568 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับ บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และหน่วยงานพันธมิตรขอเชิญชมนิทรรศการ “รัตนแห่งจุฬาฯ” จากพรรณไม้ สู่นวัตกรรม เพื่อความยั่งยืน ที่จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์พืชพรรณไทยและการพัฒนาพรรณไม้ ด้วยนวัตกรรมเพื่อเพิ่มมูลค่าอย่างสร้างสรรค์ และร่วมรับฟังการเสวนาในหัวข้อต่างๆ โดยวิทยากรทั้งจากจุฬาฯ และภาคเอกชน 28 มี.ค.- 3 เม.ย. ณ ลานกิจกรรม ชั้น G ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์…

●● เพิ่มคนดี มีฝีมือมาเสริมทัพ ม.ร.ว.พร้อมฉัตร สวัสดิวัตน์ จัดประชุมใหญ่มูลนิธิร่วมจิตต์น้อมเกล้าฯเพื่อเยาวชน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ประจำปี 2568มีมติแต่งตั้งกรรมการเพิ่ม อาทิ อรรษิษฐ์-จิณณารัชต์ สัมพันธรัตน์, ดร.ประวิช รัตนเพียร,ภราดา ดร.ศิริชัย ฟอนซิก้า, มีนา ศุภวิวรรธน์และ วิลาวัลย์ ธรรมชาติ โดยมี ผศ.ดร.พรทิพย์พุกผาสุข และ ดร.อารยา อรุณานนท์ชัยเป็นรองประธานกรรมการดำเนินงาน อีกตำแหน่ง…

●● ครบรอบ 66 ปี รัญชา บริบาลบุรีภัณฑ์ เชิญชวนญาติมิตรร่วมพิธีทำบุญ ถวายภัตตาหารเพล 2 เม.ย. 09.30 น. ณ เทวราชธรรมศาลา วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร ถ.ศรีอยุธยา…

●● ขอแสดงความยินดีกับ “อ.ปู” จิตกร บุษบา แห่ง YouTube แนวหน้าออนไลน์ ได้รับพระราชทานรางวัลเทพทอง ประเภทบุคคลดีเด่นด้านสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ ประจำปี 2567 ด้วยความรู้ความสามารถที่โดดเด่นจริงๆ เป็นเกียรติแก่ตนเองและชาวแนวหน้าออนไลน์…

●● เพราะ วิรัช ลิ้มวิชัย อดีตประธานศาลฎีกาและ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ และพวงชมพู ประธานชมรมภริยาตุลาการ ร่วมบริจาคเงินสร้างพระสมเด็จองค์ปฐม เป็นประจำ เมื่อได้รับหนังสือที่ระลึกการจัดสร้างพระฯ “พลังแห่งศรัทธา” ปลื้มปีติมาก และกล่าวว่า เป็นหนังสือสวยงามมากและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์อย่างยิ่ง ทำให้เฉิดโฉม จันทราทิพย์ กรรมการจัดสร้างพระฯและประธานจัดทำหนังสือฯ เล่มล่าสุดนี้ใจฟูด้วยความปีติอย่างยิ่ง หนังสือมีความหนา 228 หน้า สี่สีทั้งเล่ม บูชาเพียงเล่มละ 299 บาท ติดต่อได้ที่ 084-9959549 และ..080-5625289…

●● ดร.ลาลีวรรณ กาญจนจารี ประธานสมาคมการพูดภาษาอังกฤษ (ประเทศไทย) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ จัดการแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ภาษาอังกฤษต่อหน้าสาธารณชนระดับชาติรอบชิงชนะเลิศ หัวข้อ “Unity,to be real, must stand the severest strain without breaking” 31 มี.ค. 13.30 น. รร.เดอะ เบอร์เคลีย์ประตูน้ำ…●●

คุณแหน

ผลวิจัยชี้หญิงไทยเลี่ยงการตรวจคัดกรองเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น เหตุเพราะภาระหน้าที่ในครอบครัวสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย-แปซิฟิก

ผลวิจัยชี้หญิงไทยเลี่ยงการตรวจคัดกรองเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น  เหตุเพราะภาระหน้าที่ในครอบครัวสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย-แปซิฟิก

ผลวิจัยชี้หญิงไทยเลี่ยงการตรวจคัดกรองเสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น เหตุเพราะภาระหน้าที่ในครอบครัวสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชีย-แปซิฟิก

วันจันทร์ ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศ.พญ.ศิริวรรณ ตั้งจิตกมล

โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) และ โรช ไทยแลนด์ ร่วมฉลองเดือนแห่งวันสตรีสากล จัดงานเสวนาหัวข้อ “ร่วมส่งเสียงสตรีให้มีพลัง เพื่อผลักดันสุขภาพสตรีไทย” มุ่งเน้นความสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการตรวจคัดกรองเพื่อสุขภาพหญิงไทย โดยได้รับเกียรติจากศ.พญ.ศิริวรรณ ตั้งจิตกมล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย พร้อมด้วย พญ.ศิริโสภาเตชะวัฒนวรรณา อาจารย์ประจำสาขาวิชาเคมีบำบัด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์โรคมะเร็งในผู้หญิงไทย ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงในสังคมปัจจุบัน และความท้าทายด้านสุขภาพที่ผู้หญิงไทยกำลังเผชิญ

ในปัจจุบัน ผู้หญิงมีบทบาทสำคัญในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง หรือสาธารณสุข โดยเฉพาะในบทบาทของผู้ดูแลครอบครัว ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการตัดสินใจด้านสุขภาพ ข้อมูลล่าสุดจาก Roche Diagnostics APAC Women Health Survey 2025 ในผู้หญิงภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อายุ 25-50 ปี มากกว่า 300 ราย ระบุว่า ร้อยละ 28 ของผู้หญิงไทยเคยเลื่อนหรือหลีกเลี่ยงการรักษาทางการแพทย์ เนื่องจากภาระหน้าที่ในครอบครัว โดยประเทศไทยสูงเป็นอันดับ 2 รองจากอินเดีย ใน 8 ประเทศในเอเชีย-แปซิฟิก นอกจากนี้ มากกว่าร้อยละ 80 ของผู้หญิงในประเทศโลกตะวันตกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้ตัดสินใจเรื่องการดูแลสุขภาพของครอบครัว ยิ่งกว่านี้ผู้หญิงยังเป็นกำลังหลักในระบบสาธารณสุขโดยร้อยละ 66 ของผู้ดูแลคนป่วยในครอบครัวทั่วโลกคือผู้หญิง และร้อยละ 71ของบุคลากรทางการแพทย์ก็คือผู้หญิงเช่นกัน อีกทั้ง ยังรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของครอบครัวสูงถึงร้อยละ 70

อย่างไรก็ตาม ภาระเหล่านี้ทำให้ผู้หญิงไทยละเลยสุขภาพของตนเอง ส่งผลให้อัตราการเกิดมะเร็งในผู้หญิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลล่าสุดจาก EconomistImpact เผยว่า ร้อยละ 27.8 ของผู้หญิงไทยไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม และร้อยละ 24.9 ไม่เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก สาเหตุหลักมาจากการขาดความรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการตรวจสุขภาพและความกังวลเกี่ยวกับผลตรวจ

ปัจจุบัน มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งเต้านม เป็นสองในห้าอันดับแรกของโรคร้ายที่คร่าชีวิตผู้หญิงไทยมากที่สุด แม้ว่าการตรวจคัดกรองจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาได้แต่หลายคนยังลังเลหรือไม่สามารถเข้าถึงบริการตรวจสุขภาพได้อย่างทั่วถึง ข้อมูลล่าสุดระบุว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิงไทยมองว่าการตรวจคัดกรองเป็นเรื่องที่ไม่เร่งด่วน ทำให้พลาดโอกาสในการป้องกันและรักษาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ศ.พญ.ศิริวรรณ ตั้งจิตกมล นายกสมาคมมะเร็งนรีเวชไทย เปิดเผยว่า “มะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับ 2 ในผู้หญิงไทย มีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งชนิดนี้วันละ 13 คน ที่น่าตกใจคือ ประมาณร้อยละ 85 ของผู้หญิงที่ยังมีเพศสัมพันธ์เคยติดเชื้อ HPV และมากกว่าร้อยละ 99 ของผู้หญิงที่เป็นมะเร็งปากมดลูกมาจากการติดเชื้อนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของมะเร็งปากมดลูก การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ที่จะช่วยให้พบความผิดปกติของมะเร็งปากมดลูกในระยะเริ่มแรก จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงต่อการพบมะเร็งในระยะลุกลามและเสียชีวิต”

ผลสำรวจดังกล่าว พบว่า ร้อยละ 55เคยตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกร้อยละ 12 วางแผนจะไปตรวจ ที่น่ากังวล คือ อีกร้อยละ 33 ไม่ต้องการตรวจคัดกรองเลย เนื่องจากกลัวเจ็บและอาย ดังนั้น จึงมีวิธีการที่ช่วยให้ผู้หญิงก้าวข้ามข้อจำกัดเหล่านี้โดยการเก็บสิ่งส่งตรวจด้วยตนเอง (Self-Sampling HPV Test) พบว่า ร้อยละ 65 ของสตรีที่ทำการสำรวจเห็นด้วยว่าการตรวจคัดกรองด้วยตัวเองนี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถช่วยป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ ซึ่งผลจากการศึกษาระดับนานาชาติและการศึกษาของสมาคมมะเร็งนรีเวชไทยพบว่าการเก็บสิ่งส่งตรวจหาเชื้อ HPV ด้วยตนเองและโดยแพทย์นั้น มีประสิทธิภาพทัดเทียมกันข้อมูลเหล่านี้ จึงเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับสตรีเพื่อดูแลสุขภาพโดยการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยตนเองจากการเก็บตัวอย่างจากปากมดลูกเพื่อตรวจหาเชื้อ HPV

พญ.ศิริโสภา เตชะวัฒนวรรณาอาจารย์ประจำสาขาวิชาเคมีบำบัด ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า“การตรวจคัดกรองสุขภาพสตรีมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สถาบันมะเร็งแห่งชาติให้แนวทางไว้สำหรับผู้หญิงอายุ 20+ ควรตรวจเต้านมด้วยตนเองเดือนละครั้ง กลุ่มอายุ 40-69 ปี นอกจากการตรวจเต้านมด้วยตนเองเป็นประจำแล้ว ควรได้รับการตรวจโดยแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมทุก 1 ปี

ผู้หญิงไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านสุขภาพ เพราะมีการคาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 15.9 และอัตราการเสียชีวิตเพิ่มจากปี 2020 ขึ้นสูงถึงร้อยละ 25.9ภายในปี 2030 สอดคล้องกับแนวโน้มทั่วโลกที่คาดว่าจะมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นร้อยละ 21.1 เป็นมากกว่า 2.7 ล้านคนและอัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 25.2เป็น 857,319 คน ในช่วงเวลาเดียวกัน”

นอกจากนี้ การสำรวจของโรชยังพบว่า ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่หรือประมาณร้อยละ 52 ค้นหาข้อมูลด้านสุขภาพจากอินเตอร์เนต และร้อยละ 48 หาข้อมูลจากโรงพยาบาล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของแหล่งข้อมูลออนไลน์ในการให้ความรู้ด้านสุขภาพ อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัยหรือพบความผิดปกติ ควรเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการวินิจฉัยและดูแลสุขภาพที่เหมาะสม

นายมิไฮ อิริเมสซู กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ ประเทศไทย กล่าวว่า “จากผลสำรวจ เราพบว่า เหตุผลหลักที่ผู้หญิงไทยไม่ตรวจคัดกรองมะเร็ง เพราะคิดว่าไม่มีอะไรผิดปกติ (34% ) กลัวเจ็บ (28%12) และกลัวผลตรวจ (26%12) ดังนั้น การสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการตรวจคัดกรองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง”

โรชมุ่งมั่นส่งเสริมโครงการด้านสุขภาพที่ดีของผู้หญิง เพื่อยกระดับสิทธิและความเท่าเทียมด้านสุขภาพในสังคมไทย โดยดำเนินโครงการต่างๆ เช่น โครงการช่วยเหลือด้านสุขภาพสำหรับสตรีไทยที่จัดกิจกรรมตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ให้ความรู้แก่พนักงานในโรงงาน และส่งเสริมการใช้ชุดเก็บรวบรวมด้วยตนเองผ่านช่องทางดิจิทัลนอกจากนี้ยังมีโครงการสัปดาห์ตรวจสุขภาพสตรีแห่งชาติ ร่วมมือกับพันธมิตรกว่า 60 องค์กรทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมโรดโชว์ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกและให้ความรู้แก่ผู้หญิง รวมถึงโครงการ Cancer Care Connect ที่ร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงการตรวจคัดกรองมะเร็งทุกชนิดสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย ตอกย้ำการตระหนักรู้และความสำคัญของการดูแลสุขภาพในผู้หญิงยุคใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์เร่งรีบ

ทั้งนี้ โรชตั้งเป้าว่า ปีนี้ ศูนย์ความเป็นเลิศ (Centers of Excellence)ในโรงพยาบาลต่างๆ จะมีการตรวจวินิจฉัยและแนวทางการรักษาแบบใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้มีการวินิจฉัยตรวจพบโรคมะเร็งตั้งแต่ระยะแรกๆ เพิ่มขึ้น 10%

พญ.ศิริโสภา เตชะวัฒนวรรณา

พญ.ศิริโสภา เตชะวัฒนวรรณา

มิไฮ อิริเมสซู

มิไฮ อิริเมสซู