ประมวลภาพ!! ม็อบ’คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม’บุก’ปชป.’จี้ถามจุดยืนคอมเพล็กซ์

ประมวลภาพ!! ม็อบ'คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม'บุก'ปชป.'จี้ถามจุดยืนคอมเพล็กซ์

ประมวลภาพ!! ม็อบ’คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม’บุก’ปชป.’จี้ถามจุดยืนคอมเพล็กซ์

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.45 น.

ประมวลภาพ!! ม็อบ’คปท.-ศปปส.-กองทัพธรรม’บุก’ปชป.’จี้ถามจุดยืนเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ 

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศของกลุ่มเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) กลุ่มศูนย์รวมประชาชนปกป้องสถาบัน (ศปปส.) และกองทัพธรรม ที่นำโดยนายพิชิต ไชยมงคล แกนนำ คปท. พร้อมด้วยมวลชนของ คปท., ศปปส. และกองทัพธรรม ที่เคลื่อนขบวนมวลชนจากสะพานชมัยมรุเชษฐ ข้างทำเนียบรัฐบาล ไปยังที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อยื่นหนังสือเพื่อสอบถามถึงจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลว่า จะมีจุดยืนอย่างไร ต่อพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. ….  หรือ เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ 

‘มาริษ’ทวิภาคีจีน-รัสเซียกระชับความร่วมมือ ยกระดับศก.พร้อมรับมือการค้าโลก

'มาริษ'ทวิภาคีจีน-รัสเซียกระชับความร่วมมือ ยกระดับศก.พร้อมรับมือการค้าโลก

‘มาริษ’ทวิภาคีจีน-รัสเซียกระชับความร่วมมือ ยกระดับศก.พร้อมรับมือการค้าโลก

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.53 น.

‘มาริษ’ทวิภาคี จีน-รัสเซีย กระชับความร่วมมือขจัดอาชญากรรมข้ามชาติ-ยกระดับ ศก. – พร้อมรับมือการค้าโลก ย้ำไทยยึดหลักการ WTO

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือทวิภาคี ร่วมกับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในห้วงการประชุมกลุ่ม BRICS ที่บราซิล โดยเปิดเผยผลการหารือทวิภาคีในครั้งนี้ พร้อมย้ำว่าไทยกับจีน มีประเด็นที่จะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดหลายประเด็น และยืนยันความมุ่งมั่นที่จะสานต่อความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ การค้าการลงทุน โครงการด้านคมนาคม ตลอดจนความร่วมมือระดับภูมิภาค เช่น กรอบความร่วมมือ แม่โขง-ล้านช้าง หรือ MLC

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังได้พบหารือทวิภาคี ร่วมกับนายเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหพันธรัฐรัสเซียในห้วงการประชุมกลุ่ม BRICS ที่บราซิล โดยย้ำว่า รัสเซีย เป็นอีกหนึ่งประเทศผู้เล่นสำคัญในกลุ่ม BRICS ซึ่งตนได้ใช้โอกาสนี้ ผลักดันการเจรจา FTA ไทย-สหภาพเศรษฐกิจยูเรเชีย สนับสนุนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว รวมถึงขอบคุณฝ่ายรัสเซีย ที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้การแสดงของวง Royal Bangkok Symphony Orchestra (RBSO) ในกรุงมอสโก และนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

นายมาริษ ยังกล่าวย้ำว่า หนึ่งในประเด็นสำคัญหนึ่งที่ตนได้แลกเปลี่ยนในการหารือกับทั้ง 2 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คือ สถานการณ์ และทิศทางการค้าโลก และระบบพหุภาคีครับ ซึ่งตนยืนยันว่า ไทยยืนหยัดในหลักการและบรรทัดฐานการค้าระหว่างประเทศ อันมีองค์การการค้าโลกเป็นแกนกลาง และไทยจะเจรจาหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ร่วมกับทุกฝ่ายต่อไป – 002

‘สส.ปชน’โพสต์ถอดบทเรียนตึกสตง.ถล่ม ชงปฏิรูปองค์กรอิสระ ให้ไม่เป็นอิสระจากปชช.

'สส.ปชน'โพสต์ถอดบทเรียนตึกสตง.ถล่ม ชงปฏิรูปองค์กรอิสระ ให้ไม่เป็นอิสระจากปชช.

‘สส.ปชน’โพสต์ถอดบทเรียนตึกสตง.ถล่ม ชงปฏิรูปองค์กรอิสระ ให้ไม่เป็นอิสระจากปชช.

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.29 น.

‘สส.ปชน’โพสต์ถอดบทเรียนตึกสตง.ถล่ม ชงปฏิรูปองค์กรอิสระ ให้ไม่เป็นอิสระจากประชาชน

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก เรื่อง [ถอดบทเรียนตึก สตง. ถล่ม : ถึงเวลาปฏิรูปองค์กรอิสระ ให้ไม่เป็นอิสระจากประชาชน ] มีเนื้อหาดังนี้

.
ตลอด 1 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่เหตุการณ์ตึก สตง. ถล่มจากแผ่นดินไหว ผมเชื่อว่าสังคมไทยเราได้เห็นถึงปัญหาของรัฐไทยในหลากหลายเรื่องที่ถูกซุกไว้ใต้พรมและเสี่ยงจะก่อความเสียหายเพิ่มเติมหากไม่ได้รับการแก้ไข (เช่น ความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ความหละหลวมในการกำกับมาตรฐานวัสดุก่อสร้าง และการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่สมเหตุสมผล) แต่ท่ามกลางปัญหามากมายที่สังคมต้องการคำตอบ ประชาชนจำนวนไม่น้อยกลับรู้สึกว่าการตรวจสอบและการเรียกร้องความรับผิดรับชอบทางการเมืองจาก สตง. ต้องเผชิญกับอุปสรรคมากเป็นพิเศษ
.
สาเหตุหลักของปัญหานี้ เป็นเพราะ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นตัวอย่างหนึ่งของ “องค์กรอิสระ” ตามรัฐธรรมนูญ (เช่นเดียว กับ กกต. และ ป.ป.ช.) ที่ถูกตั้งคำถามมากขึ้นเช่นกันถึงประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการทำหน้าที่
.
“องค์กรอิสระ” เป็นแนวคิดที่ถูกริเริ่มขึ้นในรัฐธรรมนูญ 2540 โดยมีเจตนาที่ต้องการเห็นองค์กรที่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบหน่วยงานอื่น โดยเป็น “อิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง” หรือพูดง่ายๆคือไม่ใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร
.
แต่ไม่ว่าเราจะคิดเห็นอย่างไรกับการวางเป้าหมายดังกล่าว..
และไม่ว่าเราจะเห็นว่าองค์กรอิสระที่ผ่านมาบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้จริงหรือไม่…
.
สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ คือวิวัฒนาการเรื่ององค์กรอิสระตลอด 20-30 ปีที่ผ่านมา และรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เราใช้กันอยู่ตอนนี้ ได้ทำให้องค์กรอิสระมีความเป็น “อิสระจากประชาชน” มากขึ้น
.
หากเราต้องการเห็นองค์กรอิสระที่ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น โดยไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผมเห็นว่าเราต้องปฏิรูปองค์กรอิสระโดยการ “เติมประชาชน” เข้าไปใน 4 โจทย์ด้วยกัน (ซึ่งมีหลายทางเลือกในเชิงรายละเอียดที่สามารถร่วมกันแลกเปลี่ยนได้)
.
[ โจทย์ 1 = ปรับ “กระบวนการสรรหา-เสนอชื่อ” ให้นำไปสู่ความหลากหลายมากขึ้น ]
.
ปัญหา: แม้ว่าคณะกรรมการสรรหาองค์กรอิสระ ณ เวลานี้ จะมีตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนอยู่ 2 คนโดยตำแหน่ง (ประธานสภา ผู้นำฝ่ายค้าน) แต่คณะกรรมการส่วนใหญ่กลับเป็นบุคคลที่ถูกแต่งตั้งจากศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นๆ ซึ่งเสี่ยงจะทำให้เกิดการเสนอแต่ชื่อ “คนกันเอง” โดยที่ไม่มีหลักประกันว่าเสียงของประชาชนจะถูกสะท้อนผ่านตัวแทนที่ประชาชนเขาเลือกเข้าไป
.
ทางออก: เพิ่มตัวแทนประชาชนจากหลากหลายฝ่ายเข้าไปในกระบวนการสรรหา-เสนอชื่อมากขึ้น
.
– ทางเลือก 1.1 (แม่น้ำ 1 สายที่หลากหลาย): คงคณะกรรมการสรรหาและเสนอชื่อเป็นชุดเดียว แต่เพิ่มตัวแทนประชาชนหรือภาคส่วนอื่นๆเข้าไปมากขึ้น (ยกตัวอย่างเช่น รธน. 2540 ที่มีตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนภาควิชาการในจำนวนและสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ)
.
– ทางเลือก 1.2 (แม่น้ำหลายสาย): แบ่งโควต้าคณะกรรมการองค์กรอิสระเป็นหลาย “สาย” และเปิดให้มีคณะกรรมการสรรหาและเสนอชื่อที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละ “สาย” (เช่น หากกรรมการ ก.ก.ต. มี 7 คน อาจจะแบ่งให้มีโควต้าที่ถูกเสนอชื่อโดยตัวแทนรัฐบาล 2 คน + เสนอชื่อโดยตัวแทนฝ่ายค้าน 2 คน + เสนอชื่อโดยตัวแทนวุฒิสภา (หากยังมี) 1 คน + เสนอชื่อโดยตัวแทนศาล-ศาลรัฐธรรมนูญ-องค์กรอิสระอื่น 2 คน)
.
(ป.ล. การถูกเสนอชื่อ ไม่ได้หมายความว่าบุคคลดังกล่าวจะได้ดำรงตำแหน่งทันที เพราะขึ้นอยู่กับการออกแบบการรับรองชื่อในโจทย์ถัดไป)
.
[ โจทย์ 2 = ออกแบบ “กระบวนการรับรองชื่อ” ให้ยึดโยงประชาชน-ไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ]
.
ปัญหา: รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดไว้ว่า ไม่ว่าคณะกรรมการสรรหา (จากโจทย์ 1) จะเสนอชื่อใคร บุคคลดังกล่าวจะได้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ต่อเมื่อได้ถูก “รับรอง” โดยกึ่งหนึ่งของวุฒิสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ ณ ปัจจุบัน ไม่ยึดโยงกับประชาชน (เนื่องจาก สว. ภายใต้ รธน. 2560 ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง) และไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือสีใดสีหนึ่ง (ตามที่ปรากฏให้เห็นในทุกวันนี้)
.
ทางออก: ปรับกระบวนการรับรองชื่อ ให้ยึดโยงประชาชน และไม่ถูกผูกขาดได้โดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
.
– ทางเลือก 2.1 (เน้น “ฉันทามติ” / กรรมการทุกคนเป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่าย): ปรับให้บุคคลที่ถูกเสนอชื่อต้องถูก “รับรอง” โดยรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร (เพื่อให้มีความยึดโยงกับประชาชนผ่านตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้ง) แต่เพื่อให้ได้บุคคลที่เป็นที่ยอมรับจากทุกฝ่ายและป้องกันการผูกขาดโดยรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากในสภาฯ อาจมีการกำหนดให้ต้องได้เสียงมากกว่าการได้แค่ “กึ่งหนึ่ง” ของรัฐสภาหรือสภาผู้แทนราษฎร (เช่น “สองในสาม”) รวมถึงอาจกำหนดว่าต้องได้เสียง “ขั้นต่ำ” จากทุกฝ่าย (เช่น ต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของ สส. รัฐบาล + เกินกึ่งหนึ่งของ สส. ฝ่ายค้าน)
.
– ทางเลือก 2.2 (เน้น “คานกัน” / คณะกรรมการมีตัวแทนครบจากทุกฝ่าย): หากมีความกังวลว่าทางเลือก 2.1 เสี่ยงจะทำให้แต่ละฝ่ายร่วมกันฮั้วเพื่อเลือกคนที่ไม่กล้าตรวจสอบฝ่ายใดเลยไปเป็นกรรมการองค์กรอิสระ อีกทางเลือกที่เป็นไปได้ คือการเปิดให้หลากหลายฝ่าย (เช่น ตามทางเลือก 1.2) เสนอคนเข้ามาโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการรับรองใดๆเพิ่มเติม เพื่อรับประกันว่าคณะกรรมการองค์กรอิสระโดยรวม จะมีตัวแทนจากหลากหลายฝ่ายที่ย่อมคานและถ่วงดุลกันและกันในการทำหน้าที่ โดยไม่ปล่อยให้คณะกรรมการถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
.
[ โจทย์ 3 = ตีกรอบ “ขอบเขตอำนาจ” ให้ยึดโยงประชาชน-ไม่ถูกผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ]
.
ปัญหา: องค์กรอิสระได้มีการขยายขอบเขตอำนาจในหลายเรื่องตลอด 20 ที่ผ่านมา ที่กลายมาเป็นอุปสรรคต่อการทำหน้าที่ของตัวแทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ว่าจะมาเพราะบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 (เช่น การให้ กกต. มีอำนาจ “บัตรส้ม” ที่สามารถถอดผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งออกจากตำแหน่งได้ด้วยข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต แม้ในที่สุดพิสูจน์ว่าไม่ได้มีการกระทำผิดตามข้อกล่าวหา) หรือจากกฎหมายอื่นๆหรือแนวปฏิบัติ (เช่น การใช้ดุลพินิจของ สตง. ในการตีความกฎหมาย ที่เป็นการจำกัดอำนาจของท้องถิ่นในการจัดทำบริการสาธารณะมากเกินจำเป็น)
.
ทางออก: ทบทวนขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เป็นรายองค์กร (เช่น ยกเลิกอำนาจ กกต. ในการออกใบส้ม / ทบทวนกฎหมายกระจายอำนาจเพื่อปลดล็อกการทำหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะของท้องถิ่น)
.
[ โจทย์ 4 = คืนสิทธิให้ประชาชนในการริเริ่ม “กระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ” ]
.
ปัญหา: แม้รัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 เคยให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการพิจารณาถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ (2540: 50,000 รายชื่อ / 2550: 20,000 รายชื่อ) แต่รัฐธรรมนูญ 2560 กลับลบอำนาจประชาชนในการเข้าชื่อออก (ยกเว้นการเข้าชื่อ 20,000 รายชื่อเพื่อริเริ่มการถอดถอนกรรมการ ป.ป.ช.)
.
ทางออก: คืนสิทธิให้ประชาชนในการเข้าชื่อ (เช่น 20,000 รายชื่อ) เพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ที่มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย
.
.
โดยสรุป หากเราต้องการให้องค์กรอิสระอย่าง สตง. มีความยึดโยงและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนมากขึ้น และหากเราต้องเติมเสียงของประชาชนเข้าไปในการคัดเลือก-รับรอง-ตรวจสอบ องค์กรอิสระอย่าง สตง. เราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้หากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560

ขอบคุณภาพ และเยื้อหาจากเฟซบุ๊ก : พริษฐ์ วัชรสินธุ – ไอติม – Parit Wacharasindhu

‘ศิริกัญญา’แนะเบรกแจกเงินหมื่น เก็บกระสุนไว้ยิงยามจำเป็น หลัง’มูดี้ส์’ปรับลดเครดิตไทย

'ศิริกัญญา'แนะเบรกแจกเงินหมื่น เก็บกระสุนไว้ยิงยามจำเป็น หลัง'มูดี้ส์'ปรับลดเครดิตไทย

‘ศิริกัญญา’แนะเบรกแจกเงินหมื่น เก็บกระสุนไว้ยิงยามจำเป็น หลัง’มูดี้ส์’ปรับลดเครดิตไทย

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.17 น.

‘ศิริกัญญา’สะกิดรัฐบาล หลัง’มูดี้ส์’ปรับลดเครดิตไทยลงสู่เชิงลบ แนะเบรกแจกเงินหมื่น เก็บกระสุนไว้ยิงยามจำเป็น

เมื่อวันที่ 30 เม.ย.2568 สืบเนื่องจาก บริษัท จัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) ได้ปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทย ลงสู่มุมมอง “เชิงลบ” (Negative) จากเดิมที่มีเสถียรภาพ (Stable)

ล่าสุด น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความถึงกรณีดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “มูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง ปรับแนวโน้มเรตติ้งไทยจาก “Stable” เป็น “Negative” ยังคงอันดับเรตติ้งที่ Baa1

เหตุผลสำคัญคือผลจากการขึ้นภาษีของสหรัฐ ที่จะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำอยู่แล้วให้แย่ลงอีก เนื่องจากไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐค่อนข้างสูง และความเสี่ยงจะยิ่งทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำลง ผลของการเติบโตที่ต่ำ (คาดการณ์ 2%) จะยิ่งทำให้ฐานะทางการคลังที่แย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก

ถือเป็น “wake up call” หรือนาฬิกาปลุกชั้นดีที่จะทำให้รัฐบาลหันมาจริงจังเสียทีกับการรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่จะตกต่ำจากสงครามการค้า

ถ้าไม่อยากให้ฐานะทางการคลังแย่ลง อย่าเพิ่งแจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต เก็บกระสุนไว้ยิงเมื่อยามจำเป็น ลดการกู้เงินได้ ลดหนี้สาธารณะได้อีกนะคะ”

ถอดผลเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราช บทเรียน 4 พรรคการเมือง ก่อนถึงศึกใหญ่ปี70

ถอดผลเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราช บทเรียน 4 พรรคการเมือง ก่อนถึงศึกใหญ่ปี70

ถอดผลเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราช บทเรียน 4 พรรคการเมือง ก่อนถึงศึกใหญ่ปี70

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.52 น.

ถอดผลเลือกตั้งซ่อมนครศรีธรรมราช บทเรียน 4 พรรคการเมือง ก่อนถึงศึกใหญ่ปี70

30 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ผลเลือกซ่อมเขต 8 เมืองคอน บทเรียนของทุกพรรคการเมือง” ระบุว่า…

ผลเลือกซ่อมเขต8เมืองคอน

บทเรียนของทุกพรรคการเมือง

ผลการเลือกตั้งซ่อม สส.เขต8 นครศรีธรรมราชได้เสร็จสิ้นไปแล้ว

ผลปรากฏว่า พรรคกล้าธรรม ของร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่ส่งนายก้องเกียรติ เกตุสมบัติ เบอร์5 ได้รับเลือกตั้งด้วยคะแนน 38,680 คะแนน ท่ามกลางการวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องการใช้กระสุนดินดำจนชนะเลือกตั้ง ซึ่งผลการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้พรรคที่ลงแข่งขัน ต้องสรุปบทเรียนกันทุกพรรค เช่น

1.พรรคกล้าธรรม

ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหม่ ที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งสส.ครั้งแรก ปักธงได้สำเร็จ ทำให้เครดิตความน่าเชื่อถือของร.อ.ธรรมนัส สูงขึ้นเป็นอย่างมาก นักเลือกตั้ง นักการเมืองที่มีชื่อเสียง อดีตสส.และสส.ปัจจุบัน ต่างมีความสนใจอยากลงสมัครในนามพรรคกล้าธรรม เพราะเชื่อว่า ร.อ.ธรรมนัส เป็นคนใจถึงพึ่งได้ สู้จริงกล้าได้กล้าเสีย ทุ่มเทกระสุนดินดำอย่างไม่อั้น จนได้รับชัยชนะ จึงทำให้พรรคกล้าธรรมมีโอกาสเลือกผู้สมัครเกรด Aได้มากกว่าพรรคการเมืองอื่น

2.พรรคภูมิใจไทย

ในฐานะเจ้าของพื้นที่เดิม มีฐานเสียงพร้อม กระสุนดินดำและเสบียงกรังก็ไม่แพ้พรรคอื่น อำนาจรัฐก็อยู่ในเต็มที่ แต่ไม่สามารถที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ อำนาจรัฐที่มีก็ไม่สามารถบล็อคคู่ต่อสู้ไม่ให้ออกอาวุธได้ จึงพ่ายแพ้ไป เสียรังวัดไปไม่น้อย ซึ่งพรรคจะต้องสรุปบทเรียนว่า จุดบกพร่องและจุดอ่อน ที่ทำให้พ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ อยู่ที่จุดใด เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ในปี 2570

3.พรรคประชาชน

ซึ่งเป็นพรรคที่มีฐานเสียงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ในการเลือกตั้งปี 2566 สูงเป็นอันดับหนึ่งของภาคใต้ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ได้คะแนนเพียง 6811 คะแนน ซึ่งต่ำมากเมื่อเทียบกับคะแนนปาร์ตี้ลิสต์เขต8เดิม ที่ได้ 24,245 คะแนนและคะแนนผู้สมัครเดิม 11,587คะแนน ซึ่งพรรคประชาชนต้องหาคำตอบให้ได้ว่า เพราะเหตุใดจึงได้คะแนนต่ำผิดปกติมาก

4.พรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งเป็นพรรคเจ้าของพื้นที่เดิม ในอดีตเคยมีคะแนนปาร์ตี้ลิสต์สูงถึง 60,000 -70,000คะแนนมาโดยตลอด แต่เลือกตั้งครั้งนี้กลับได้คะแนน 4,190 คะแนน ถือว่าตกต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของพรรค ผู้บริหารพรรคจะต้องสรุปบทเรียนว่าเป็นเพราะเหตุใด การนำพรรคประชาธิปัตย์เข้าร่วมรัฐบาลกับระบอบทักษิณ มีผลต่อคะแนนนิยมของพรรคหรือไม่ ถ้าหากผู้บริหารพรรคยังมั่นใจว่าผลการเลือกตั้งซ่อมครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เสียขวัญ และให้ไปดูผลการเลือกตั้งในปี2570 ถึงวันนั้นอาจจะสายเกินไปก็ได้

ผมคิดว่าการเลือกตั้งซ่อมเขต8 นครศรีธรรมราช น่าจะเป็นบทเรียนให้กับพรรคการเมืองที่ลงแข่งขันทุกพรรค ที่จะต้องสรุปบทเรียนหาจุดบกพร่องมาแก้ไข  เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งใหญ่ในปี 2570

เปิด 11 ข้อ! ‘ปลอดประสพ’เผยประชาชนบอกแล้ว คิดอย่างไรเรื่อง‘ตึกสตง.’ถล่ม

เปิด 11 ข้อ! ‘ปลอดประสพ’เผยประชาชนบอกแล้ว คิดอย่างไรเรื่อง‘ตึกสตง.’ถล่ม

เปิด 11 ข้อ! ‘ปลอดประสพ’เผยประชาชนบอกแล้ว คิดอย่างไรเรื่อง‘ตึกสตง.’ถล่ม

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.45 น.

เปิด 11 ข้อ! ‘ปลอดประสพ’เผยประชาชนบอกแล้ว คิดอย่างไรเรื่อง‘ตึกสตง.’ถล่ม

30 เมษายน 2568 นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี , อดีตรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และที่ปรึกษาศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี” เรื่อง “ประชาชนบอกแล้ว จะเอายังไงเรื่องตึก สตง.” ระบุว่า…

ประชาชนบอกแล้ว จะเอายังไงเรื่องตึก สตง.

ผมได้เขียนเรื่องตึก สตง. ถล่มมา 3 ครั้งแล้ว มี FC เข้ามาอ่านหลายแสนคน ซึ่งถือว่ามากมาย และก็มีเจ้าหน้าที่สตง.ออกมาพูดว่าไม่ OK ดังนั้นวันนี้ผมจะย่อให้ฟังว่าคนจำนวน 412,983 คน เขาคิดอย่างไรกับท่านและเขาแนะนำอะไรบ้าง

1. ไม่ให้มีการสร้างอาคาร สตง. ที่บริเวณสวนจตุจักรอีกต่อไป ให้เอาที่ดินพร้อมอาคารผนวกกับสวนเบญจสิริเพื่อกิจการสาธารณะประโยชน์

2. ให้สร้างอนุสรณ์สถานชื่อ“ ปราบโกง“ โดยใช้เศษซากของตึก สตง. เป็นวัตถุดิบและเอาชื่อคนงานที่เสียชีวิตมาติดไว้ และให้ถือว่าวันที่ 28 มีนาคม วันแผ่นดินไหวตึกถล่มเป็นวันไว้อาลัย

3. ให้เจ้าหน้าที่สตง. รวมตัวกันบริจาคเงินเดือนหนึ่งเดือนเพื่อสร้างกองทุนสนับสนุนการศึกษาของทายาทผู้เสียชีวิตและรักษาพยาบาลผู้บาดเจ็บ รวมไปถึงการดูแลเจ้าK-9(สุนัข) ทั้งหลายที่มาช่วยงานจนขาแข้งเป็นแผลไปตลอดชีวิต

4. ให้เจ้าหน้าที่สตง. ผู้ชายจำนวนเท่ากับผู้เสียชีวิต บวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับเหล่าคนงานที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้

5. ให้เปลี่ยนชื่อ สตง. เป็นอย่างอื่นที่เป็นมงคลหรือไม่ก็ให้ยกเลิก สตง. ไปเลย ซึ่งผมว่ามันอาจจะเกินเลยไปหน่อย เพราะจะอย่างไรรัฐบาลก็จำเป็นต้องมีหน่วยงานแบบนี้อยู่

6. ให้เจ้าหน้าที่สตง.ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทุกระดับลาออก

7. ให้สังคายนาระบบการออกแบบ การควบคุมการก่อสร้าง  โดยเฉพาะการประมูลเสียใหม่ และให้หามาตรการป้องกันการขายงาน ซึ่งเรื่องนี้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณกรรมาธิการขึ้นมาแล้ว โดยมีผมเป็นประธาน

8. ให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณจัดตั้งองค์กรเอกชนวิชาชีพเพื่อตรวจสอบ ติดตามการก่อสร้างขนาดใหญ่ของรัฐให้มีมาตรฐานและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน

9. ให้หาคนรับผิดชอบมาลงโทษ ซึ่งปรากฏว่า  มีคนจำนวนไม่น้อยที่เขาประชดว่า ให้เอามาประหารชีวิตเสียเลยด้วยซ้ำไป

10. หน่วยราชการไม่ควรมีที่ทำงานเป็นตึกสูงมากๆ เพราะสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่มาติดต่อ

11. มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งข้อสงสัยกับรัฐบาลชุดคสช. ที่เคยหวังว่า จะมาปราบโกง แต่กลับมีการโกงมากกว่าเดิมและเป็นคำโตๆทั้งสิ้น

แน่นอนสตง.ต้องมีคนดีอยู่เป็นจำนวนมาก มิเช่นนั้นจะอยู่มาได้อย่างไรถึง 100 ปี

แต่ไอ้พวกเลว หรือปลาเน่าตัวเดียว ก็ทำให้ปลาทั้งเข่งเหม็นหมด ดังนั้นพวกท่านก็ต้องจำใจยอมรับสภาพ

ถามจุกๆ 5 ข้อ! งบ‘บัตรทอง’ 2 แสนล้าน ทำไม‘รพ.’ขาดทุน ‘บุคลากร’ถูกลืม

ถามจุกๆ 5 ข้อ! งบ‘บัตรทอง’ 2 แสนล้าน ทำไม‘รพ.’ขาดทุน ‘บุคลากร’ถูกลืม

ถามจุกๆ 5 ข้อ! งบ‘บัตรทอง’ 2 แสนล้าน ทำไม‘รพ.’ขาดทุน ‘บุคลากร’ถูกลืม

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.25 น.

ถามจุกๆ 5 ข้อ! ‘หมอวี’ผิดหวัง‘เลขา สปสช.’แจงไม่เคลียร์ งบ‘บัตรทอง’ 2 แสนล้าน ไร้คำตอบทำไม‘โรงพยาบาล’ขาดทุน ‘บุคลากร’ถูกลืม

30 เมษายน 2568 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข วุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า…

ผมผิดหวังกับคำตอบของท่านเลขา สปสช อย่างยิ่ง !

หลังจากรออย่างใจจดใจจ่อมา 1 สัปดาห์ ที่ท่านรองเลขารับปากจะชี้แจงให้ละเอียด

“แถลงตัวเลขงาม แต่คำถามสำคัญกลับไม่ยอมตอบ”

งบเกือบ 2 แสนล้านของบัตรทอง

ใช้อย่างไร?

โรงพยาบาลยังขาดทุนได้อย่างไร?

เมื่อ สปสช. แถลงผลดำเนินงานกองทุนบัตรทอง ปี 2567 ดูเหมือนตัวเลขจะสวยงาม

• มีคนใช้สิทธิบัตรทอง 47 ล้านคน

• บริการผู้ป่วยนอก 176 ล้านครั้ง เกินเป้า

• บริการผู้ป่วยใน 6.9 ล้านครั้ง เกินเป้า

• บริการเฉพาะทาง เช่น ไต เบาหวาน เอดส์ จิตเวช ฯลฯ ก็เกินเป้า

แต่…สังคมยังไม่ได้คำตอบในประเด็นสำคัญ

1. ตัวเลขความสำเร็จเหล่านี้ ไม่ใช่ผลงานของ สปสช แต่คือผลงานของ “หน่วยบริการ”

โรงพยาบาลต่างๆ ทั้งของรัฐ เอกชน รวมถึงรพ.มหาวิทยาลัย ทหาร ตำรวจ และ อปท.

โดยเฉพาะรพ.ในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข คือผู้ทำงานจริง

ต้องรับความเสี่ยง ใช้งบจำกัด รับคนไข้มากขึ้นแต่ได้งบเท่าเดิม

งบเหมาจ่ายรายหัว 3,472 บาทต่อหัวต่อปี เพียงพอไหม? ไม่เคยมีคำตอบชัดเจน

2. ทำไม “โรงพยาบาลยังขาดทุน”?

ขณะที่ สปสช.โชว์ตัวเลขผลงาน แต่หลายโรงพยาบาลต้องกู้เงิน

บางแห่งจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรล่าช้า หนี้สะสมพุ่ง

งบเพิ่มขึ้นรวม 6.6%

แต่ไม่ได้บอกเลยว่า “งบที่เพิ่มขึ้น” จ่ายถึงหน่วยบริการอย่างไร?

3. งบกลางใช้ไปไหน? ไม่เคยแถลง

ในแต่ละปีมี “งบกลาง” ที่ควรใช้ช่วยเหลือกรณีเร่งด่วน เช่น พื้นที่กันดาร เครื่องมือแพทย์ฉุกเฉิน หรือหน่วยบริการขาดทุนหนัก

แต่ไม่เคยมีการเปิดเผยว่าใช้ไปอย่างไร โปร่งใสหรือไม่

4. หลักเกณฑ์การจัดสรรงบย่อยทั้ง 9 กองทุน ไม่เคยชัดเจน

สังคมถามมาตลอดว่า

 • แต่ละกองทุนใช้งบเท่าไร?

 • แบ่งอย่างไร? ตรวจสอบได้ไหม?

 • หากเกินเป้า หน่วยบริการจะได้เงินเพิ่มหรือไม่?

คำถามนี้สะท้อนอยู่ในตารางของ สปสช. เอง (แนบในโพสต์)

เช่น กองทุนไตวายเพิ่มขึ้นเกือบ 30%

แต่ “ค่าตอบแทนหน่วยบริการ” ไม่เพิ่มตาม

ทำให้หน่วยบริการยิ่งทำงานดี ยิ่งขาดทุนหนัก

5. ประชาชนเข้ารับบริการมากขึ้น แต่ “บุคลากร” ยังถูกลืม

จำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น

งานดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง งานป้องกันโรคในชุมชน

เจ้าหน้าที่ต้องทำมากขึ้น แต่ไม่มีค่าตอบแทนเพิ่ม

ระบบดูแลบุคลากรยังอ่อนแอ ทำให้เกิด “ภาวะหมดไฟ” ทั่วประเทศ

สรุป: แถลงตัวเลขไม่ตอบคำถามที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่อยากรู้

สิ่งที่สังคมต้องการไม่ใช่แค่ “ตัวเลขบริการเกินเป้า”

แต่คือคำตอบว่า

“งบเกือบ 2 แสนล้านของระบบบัตรทองถูกใช้ไปอย่างไร?”

“ทำไมโรงพยาบาลยังขาดทุน?”

“หน่วยบริการและบุคลากรที่เหนื่อยหนัก ได้รับอะไรตอบแทน?”

ถึงเวลาแล้วที่ สปสช. ต้องเปิดเผยอย่างโปร่งใส และฟังเสียงจากคนในระบบอย่างจริงใจ

นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย วุฒิสมาชิก

รองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา 

ถามแทนบุคลกรสาธารณสุข

โต้ข่าวมะกันปัดดีลเจรจาไทย นายกฯยึดคาถาเดิม ต้องจับมืออาเซียนต่อรองสหรัฐ

โต้ข่าวมะกันปัดดีลเจรจาไทย  นายกฯยึดคาถาเดิม  ต้องจับมืออาเซียนต่อรองสหรัฐ

โต้ข่าวมะกันปัดดีลเจรจาไทย นายกฯยึดคาถาเดิม ต้องจับมืออาเซียนต่อรองสหรัฐ

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

โต้ข่าวมะกันปัดดีลเจรจาไทย นายกฯยึดคาถาเดิม ต้องจับมืออาเซียนต่อรองสหรัฐ อย่าเล่นการเมือง-ปล่อยข่าวลือ กอ.รมน.สวนหมัดกมธ.ทหาร

นายกฯเชื่ออาเซียนรับมือภาษีสหรัฐ เกิดอำนาจต่อรอง ชี้ข่าวลือสหรัฐไม่เจรจาไทย แนะคนไทยอย่ายิงกันเอง “วิโรจน์”เปิดศึกกองทัพ! ฉะ“กอ.รมน.”อ้างความภักดี ม.112 ก่อหายนะเศรษฐกิจ ท้า“พล.ต.วินธัย”เข้าแจงกรรมาธิการฯ ปมฟันคดี 112 “พอล แชมเบอร์ส” ลั่นหากโยง‘ภาษีทรัมป์’ ใครกล้ารับผิดชอบ ‘กอ.รมน.’แจงดำเนินคดี ม.112 นักวิชาการสหรัฐถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังประชุม ครม.สัญจร ถึงข้อสั่งการเรื่องการแก้ปัญหาภาษีสหรัฐจะร่วมมือกับประเทศในอาเซียนอย่างไรว่า ได้ไปคุยกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชา และได้คุยนอกรอบกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้คุยว่าจะเน้นเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรที่เรามีอยู่ และเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศมารวมพลังกัน เพื่อเป็นข้อต่อรองที่สำคัญ แต่ละประเทศมีการทำงานของแต่ละประเทศไป แต่ในกลุ่มอาเซียนจะรวบรวมกันว่ามีอะไรพิเศษที่มารวมกันได้ในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐ เพราะเมื่อรวมกลุ่มของอาเซียนแล้วจะมีประชากรเพิ่มจำนวนมาก จะเป็นน้ำหนักที่มากขึ้นได้ เพื่อต่อรองกับสหรัฐ ซึ่งจะมีการประชุมกันนอกรอบ และกับประเทศกัมพูชา จะมีการประชุมร่วมกันด้วย

เมื่อถามกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สาเหตุที่สหรัฐไม่เจรจากับประเทศไทย อาจเกี่ยวข้องกับความมั่นคงที่มีการจับกุม ดร.พอล เวสลีย์ แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกันและอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนเรศวร ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จะทำให้การเจรจายากขึ้นหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการไป รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ ทั้งหมดจะมีการเจรจาในภาพรวม อะไรที่เกี่ยวข้องจะมีการนำมาพูดคุยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงการต่างประเทศ

เมื่อถามถึงกำหนดวันที่จะไปเจรจากับสหรัฐอเมริกาเรื่องภาษียังไม่ชัดเจนใช่หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า วันยังไม่มีการระบุออกมา รวมถึงวันในการรวมตัวของกลุ่มอาเซียน เพราะต้องดูเหตุการณ์ ตอนนี้ความเร็วไม่ใช่ประเด็น แต่เป็นเรื่องความแม่นยำที่จะต้องกลับมาพิจารณาในข้อมูลที่ละเอียดมากขึ้นว่าการเจรจากับสหรัฐอเมริกา มีอะไรที่ทำเพิ่มขึ้นได้ โดยกระทรวงการคลังได้หารืออย่างต่อเนื่อง

เมื่อถามย้ำถึงกระแสข่าวว่า สหรัฐไม่ยอมเจรจากับไทย นายกฯ กล่าวย้อนว่า ข่าวนี้มาจากไหน สื่อมวลชนตอบว่าเป็นข่าวลือที่ออกมา นายกฯจึงระบุว่า ถ้าเป็นข่าวลือในประเทศ ไม่อยากให้ลือแบบนี้ เพราะเรากับสหรัฐมีความสัมพันธ์ที่ดีตลอดระยะเวลาอันยาวนาน การจะลือเพื่อทำประเด็นทางการเมือง ไม่ควร เราต้องผนึกกำลังกันไว้ และเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทำให้การเจรจาต่อรองของเราเข้มแข็ง ไม่ใช่มัวแต่คิดถึงประเด็นทางการเมือง ยิงกันเองก่อน เรายังไม่ได้มีอะไรที่จะไปคุย เราต้องแข็งแรงกันเองก่อนด้วย ไม่อยากให้ปล่อยข่าวลือแบบนี้

เมื่อถามถึงกรณีที่อยากให้มีการเจรจากับสหรัฐในยกแรกก่อน เพื่อให้เห็นความต้องการของสหรัฐ จะมีความเป็นไปได้หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า เรื่องความต้องการของสหรัฐนั้น ต้องบอกก่อนว่าก่อนจะมาแถลงแบบนี้เราต้องคุยกันข้างหลังก่อน ไม่อย่างนั้นจะเกิดผลกระทบระหว่างประเทศ การทำงานในกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าที่ได้คุย และ นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบอยู่ตอนนี้ก็ได้มีการพูดคุยทุกแง่มุมเบื้องหลังให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นก็ไม่สามารถออกมาพูดผ่านสาธารณะได้ ทุกหน่วยงานก็มีการทำงานและประชุมร่วมกันตลอด ไม่ได้หายไปไหน มีการติดต่อประสานงานกับสหรัฐโดยตลอด

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การทหาร สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการเรียกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เข้ามาชี้แจงในคดีมาตรา 112 ของนายพอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวสหรัฐอเมริกา ว่า ขณะนี้ยังติดใจอยู่หลายเรื่อง พอได้อ่านคำชี้แจงผ่านสื่อของ พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (โฆษก ทบ.) คำถามที่เกิดขึ้น คือ พล.ต.วินธัย มีตำแหน่งอะไรใน กอ.รมน. ซึ่งเคยเป็นอดีตโฆษก กอ.รมน. แต่รายละเอียดในข่าวระบุตำแหน่งว่าเป็นโฆษกกองทัพบกโชคดีที่ตอนอ่านข่าวพบว่า พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษก กอ.รมน. ตัวจริง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์แล้ว แต่ก็ให้สัมภาษณ์ในลักษณะทำนองเดียวกัน จึงต้องตั้งคำถามว่าในเมื่อ พล.ต.วินธัย กล้าที่จะชี้แจงแทน กอ.รมน. ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เป็นโฆษก กรรมาธิการทหาร จึงคิดว่า คงมีความรู้ทางด้านกฎหมายมหาชน และพระราชบัญญัติ กอ.รมน. ด้วย ดังนั้นในวันที่ 8 พ.ค.นี้ นี้ก็จะเชิญ พล.ต.วินธัย และพล.ต.ธรรมนูญ มาด้วย

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า วันนี้มาตรา 112 เป็นอาญาแผ่นดิน ตามหลัก ป.วิอาญา ประชาชนหรือบุคคลทั่วไป ที่พบเห็นการกระทำความผิด ก็สามารถแจ้งดำเนินคดีได้ นี่เป็นเรื่องพื้นฐานทางกฎหมาย แต่ กอ.รมน. เป็นหน่วยงานรัฐ ต้องยึดหลักกฎหมายมหาชน ซึ่งในวันที่ 8 พ.ค.นี้นายทหารพระธรรมนูญ มาก็ได้ เพราะตนก็จะเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมารับฟังด้วยเช่นกัน

นายวิโรจน์ กล่าวว่า แม้แต่ นายทักษิณ ก็ออกมายอมรับ ว่าการดำเนินคดี การแจ้งข้อกล่าวหากับนายพอลครั้งนี้ มีส่วนไม่มากก็น้อย เกี่ยวกับการเจรจาภาษีศุลกากรตอบโต้สหรัฐใช่หรือไม่ นั่นหมายความว่าหากการดำเนินการของ กอ.รมน. ครั้งนี้ไม่รอบคอบเพียงพอ ไม่เคารพหลักกฎหมายมหาชน ที่สามารถอธิบายกับนักนิติศาสตร์ในและต่างประเทศได้ นี่อาจเป็นต้นเหตุของหายนะทางเศรษฐกิจ ที่กระทบกระเทือน ปากท้องกับประชาชนทั้งประเทศ ใครจะรับผิดชอบ และการแจ้งความในมาตรา 112 ก็อาจจะถูกพิจารณา และถูกวิพากษ์วิจารณ์ จากเวทีโลกได้ว่า คุณกำลังนำเอาสถาบันเข้าไปอยู่ท่ามกลางข้อพิพาท ซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

“ผมขอถาม ไปทั้งพล.ต.วินธัย และพล.ต.ธรรมนูญ หากเกิดผลกระทบ และภายหลังยกฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง หรือมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าพอลไม่ผิด ใครจะรับผิดชอบกับหายนะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับประชาชน” นายวิโรจน์ กล่าว และว่าหาก กอ.รมน.และ พล.ต.วิธัย ไม่มาชี้แจงต่อกรรมาธิการในสัปดาห์หน้า ก็จะเรียกจนกว่าจะมา ยืนยันว่า ที่ประชุม กมธ.ฯ วันที่ 8 พ.ค.นี้ จะไม่มีปิดไมค์แน่นอน

ที่กองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษก กอ.รมน. ชี้แจงกรณีที่มีการสันนิษฐานว่า การดำเนินคดีกับ ดร.พอล เวสลีย์ แชมเบอร์ส ตามมาตรา 112 เรื่องความมั่นคงของรัฐ ในช่วงที่รัฐบาลไทยเตรียมการเจรจาเรื่องการขึ้นภาษีกับสหรัฐอเมริกา อาจสร้างผลกระทบหรือสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยหรือไม่ ว่า การดำเนินคดีเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ กับเรื่องภาษีเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน มีสถานะทางกฎหมายและผลกระทบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 3 เป็นหน่วยงานความมั่นคง มีหน้าที่ปกป้องความมั่นคงของสถาบันของชาติ การกระทำที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ว่าจะโดยคนไทยหรือชาวต่างชาติ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งการพิจารณาในชั้นศาลถือว่าเป็นกระบวนยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่าย สามารถนำหลักฐาน ข้อเท็จจริง พยานมาชี้แจงแสดงได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยขอยืนยันว่าการดำเนินคดีกับ ดร.พอล เวสลีย์ แชมเบอร์ส เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมภายใต้หลักนิติธรรม พร้อมขอให้สังคมรอการตัดสินจากกระบวนการยุติธรรม และเคารพอำนาจศาลในการพิจารณาคดี

‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก! ศาลรับไต่สวนชั้น14หรือไม่

‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก! ศาลรับไต่สวนชั้น14หรือไม่

‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก! ศาลรับไต่สวนชั้น14หรือไม่

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ทักษิณ’ลุ้นระทึก! ศาลรับไต่สวนชั้น14หรือไม่ ‘ทนายเชาว์’ชี้มีสิทธิ์นอนคุก หากศาลรับคำร้องไว้พิจารณา

“ทักษิณ”ลุ้นหนักศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งตามคำร้องของ “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” ที่ยื่นขอให้ไต่สวนกรณีกรมราชทัณฑ์อนุญาตให้ออกจากเรือนจำไปรักษาตัวที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจขณะที่“ทนายเชาว์”ชี้“นักโทษเทวดา”มีสิทธิ์กลับเข้าคุกหากศาลรับคำร้องไว้ไต่สวน

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์Facebook เรื่องลุ้นความยุติธรรมจากศาลฎีกาฯ ส่ง“ทักษิณ”กลับ“คุก”มีเนื้อหาว่า ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 30เม.ย.เวลา13.00 น.เพื่อฟังคำสั่งตามคำร้องที่นายชาญชัยยื่นต่อศาลฎีกาฯเมื่อวันที่ 10ม.ค.2568 เพื่อขอให้ไต่สวนกรณีที่กรมราชทัณฑ์อนุญาตให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องคำพิพากษาจำคุก 8ปีในคดีทุจริต ก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษเหลือ1ปี ได้ออกจากเรือนจำไปเข้ารับการรักษาตัวที่ห้องวีไอพี ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 22ส.ค.2566 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล ซึ่งนายชาญชัยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา89, 89/2(1) (2) และมาตรา 246 และไม่อาจอ้างกฎกระทรวงเรื่องการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำพ.ศ.2563 ลงวันที่ 25 ก.ย.2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา55 วรรคสอง แห่ง พรบ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 เพราะขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

นายเชาว์ ระบุด้วยว่า ก่อนหน้านี้นายชาญชัย เคยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2566 และเมื่อวันที่ 15 ก.พ.2567 ศาลมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองเรื่องโดยไม่ต้องไต่สวน โดยให้เหตุผลว่าเมื่อศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สิ้นสุดไปแล้ว การบังคับโทษและอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ปฏิบัติชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่ต้องไต่สวน นายชาญชัยจึงยื่นคำร้องอีกเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเดิม และขอให้รับคำร้องไว้ไต่สวนและมีคำสั่งบังคับโทษจำคุกให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด และศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 30 เม.ย.นี้

สำหรับกรณี การป่วยทิพย์และติดคุกทิพย์ของนายทักษิณตนเคยเรียกร้องไปที่ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด ในฐานะที่เป็นโจทก์ฟ้องคดีนายทักษิณถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง ว่านายทักษิณไม่ได้ ต้องคำพิพากษาจำคุกตามคำพิพากษาของศาลจริง แต่ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด นิ่งเฉยไม่กล้าใช้สิทธิ ที่พึงกระทำ ทำให้ประชาชนต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องกันเอง หากมองกรณีคำร้องของนายชาญชัย เป็นไปได้สูงที่ ศาลจะสั่งว่านายชาญชัยไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลเช่นนี้ ประกอบกับกรณี ปัญหาการ รับโทษจำคุก ตามคำพิพากษาของนายทักษิณเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสังคมกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองสามารถใช้อำนาจของศาล รับคำร้องไว้ ไต่สวนได้

“ว่าแต่ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองจะใช้อำนาจที่ตนเองมีอยู่หรือไม่ ถ้าศาลใช้อำนาจรับ กรณีนี้ไว้ไต่สวน นายทักษิณ คงหนีความจริงไม่พ้น ต้องกลับเข้าไปติดคุกในเรือนจำ ได้เรียนรู้เสียทีว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง คนพยายามยุติความเป็นธรรมเพื่อตัวเองอาจทำได้แค่ชั่วคราว สุดท้ายมีราคาที่ต้องจ่ายตามพฤติกรรมของตัวเอง” นายเชาว์ ระบุทิ้งท้าย

ยกฟ้อง‘ทนง พิทยะ’ คดีสินบนโรลส์-รอยซ์

ยกฟ้อง‘ทนง พิทยะ’  คดีสินบนโรลส์-รอยซ์

ยกฟ้อง‘ทนง พิทยะ’ คดีสินบนโรลส์-รอยซ์

วันพุธ ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลยกฟ้อง“ทนง พิทยะ”อดีตประธานบอร์ดการบินไทยกับพวก พ้นผิดทุจริตจัดซื้อเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ พยานหลักฐานโจทก์อ่อน

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ถ.เลียบทางรถไฟ ย่านตลิ่งชัน ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในคดีอาญาหมายเลขดำ อท 152/2567 ที่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายทนง พิทยะ อดีตประธานกรรมการบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (ปธ.บอร์ดการบินไทย) และที่ปรึกษาอนุกรรมการพิจารณาแผนการลงทุนระยะยาวของบริษัทฯ และนายกวีพันธ์ เรืองผกา อดีตรองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายการเงินและการบัญชี ฝ่ายบริหารงานนโยบายบริษัท การบินไทยฯ และอนุกรรมการพิจารณาแผนการลงทุนระยะยาวของบริษัทฯ เป็นจำเลยที่1-2 ในความผิดฐานเป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 กรณีการทุจริตจัดซื้อเครื่องบินที่ติดตั้งด้วยเครื่องยนต์ยี่ห้อโรลส์-รอยซ์ครั้งที่ 3 ระหว่างปี 2547 – 2548

โจทก์ฟ้องระบุความผิดสรุปว่า จำเลยที่1 ใช้อำนาจในตำแหน่งที่ตนเป็นประธานกรรมการบริษัทฯ เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง ครอบงำ การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายจัดการหรือฝ่ายบริหารอนุกรรมการพิจารณาแผนการลงทุนระยะยาวของบริษัท การบินไทยฯ ในการพิจารณาการเพิ่ม ลดจำนวนเครื่องบิน การจัดหาเครื่องยนต์และอะไหล่เครื่องบิน ตลอดจนการจัดหาเครื่องบินและเครื่องยนต์โดยมุ่งหมายให้มีการพิจารณาเปรียบเทียบเฉพาะเครื่องบินพิสัยไกลขนาดกลาง (LM) เพียง A340-600 กับ B777-200ER ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ติดตั้งด้วยเครื่องยนต์ยี่ห้อโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) ทั้งที่บริษัทเคยประสบปัญหาค่าซ่อมเครื่องยนต์ของโรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และเครื่องยนต์ TRENT มีแหล่งซ่อมน้อยมาก

การกระทำของจำเลยทั้งสอง ซึ่งมีหน้าที่ทำ จัดการ เกี่ยวกับจัดหาเครื่องบินโบอิ้ง B777-200ER จำนวน 6 ลำ และเครื่องยนต์โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) TRENT 892 สำหรับเครื่องบินดังกล่าว รวมทั้งเครื่องยนต์สำรอง-อะไหล่โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) TRENT 892 สำหรับโบอิ้ง รวมทั้งเครื่องยนต์สำรอง-อะไหล่โรลส์-รอยซ์ (Rolls-Royce) TRENT 500 สำหรับเครื่องบินแอร์บัส A340-500/600 รวม 7 เครื่อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองฐาน เป็นพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่องค์การ บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานของทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้วเห็นว่า จำเลยที่1 ไม่มีพฤติการณ์ในการโน้มน้าวให้คณะอนุกรรมการพิจารณาจัดหาเครื่องบิน B777-200ER อีกทั้งไม่มีพยานหลักฐานฟังได้ว่า จำเลยที่1 สั่งให้แก้ไขรายงานการประชุมในการแก้ไขการสั่งซื้อเครื่องยนต์สำรอง จากบริษัท โรลส์-รอยซ์ฯ ประกอบกับ นายกวีพันธ์ เรืองผกา จำเลยที่ 2 เป็นเพียงผู้รับมอบอำนาจตามมติคณะกรรมการบริษัทและในการจัดหาเครื่องบินB777-200er และเครื่องยนต์สำรอง เป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบและกฎหมาย อีกทั้งการแก้ไขเครื่องยนต์อยู่ในแผนอยู่แล้ว ดังนั้น การกระทำของจำเลยที่ 2 จึงไม่เป็นความผิดตามฟ้องเช่นกัน พิพากษายกฟ้อง