‘นิพนธ์’เตือน’ประชาธิปัตย์’ต้องกล้าเปลี่ยนทุกด้าน ไม่เปลี่ยนมีแต่ล่มสลาย

'นิพนธ์'เตือน'ประชาธิปัตย์'ต้องกล้าเปลี่ยนทุกด้าน ไม่เปลี่ยนมีแต่ล่มสลาย

‘นิพนธ์’เตือน’ประชาธิปัตย์’ต้องกล้าเปลี่ยนทุกด้าน ไม่เปลี่ยนมีแต่ล่มสลาย

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.57 น.

“นิพนธ์” เตือน “ประชาธิปัตย์” ต้องกล้าเปลี่ยนทุกด้าน หากไม่เปลี่ยนมีแต่ล่มสลาย ย้ำบทเรียนพ่ายเลือกตั้งนครศรีธรรมราชสะท้อนความเชื่อมั่นที่ถดถอย

เมื่อวันที่ 29  เมษายน  นายนิพนธ์  บุญญามณี  อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับผลการเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์พ่ายแพ้อย่างราบคาบว่า พรรคต้องน้อมรับการตัดสินใจของประชาชน และนำผลคะแนนครั้งนี้กลับมาทบทวนอย่างจริงจัง  เพื่อกำหนดแนวทางฟื้นฟูพรรคให้กลับมาเป็นความหวังและเป็นที่พึ่งของประชาชนอีกครั้ง

นายนิพนธ์กล่าวต่อว่า  การเมืองเป็นเรื่องของความเชื่อมั่นและความศรัทธา หากพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถสร้างศรัทธาและความไว้วางใจจากประชาชนได้ ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ดังนั้น คณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุด ต้องกลับมาทบทวนและต้องกล้าเปลี่ยนแปลงในทุกมิติอย่างจริงจัง หากยังคงยึดติดกับแนวทางเดิมโดยไม่ปรับตัว พรรคก็มีแต่จะเสื่อมถอยและล่มสลายในที่สุด

 “วันนี้พรรคต้องกล้าถามตัวเองว่า ประชาชนคิดอย่างไรกับพรรค ในสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องกล้าประกาศแนวทางการเมืองที่สุจริต โปร่งใส และทำให้ประชาชนเห็นเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแค่กล่าวอ้าง แต่ต้องแสดงให้เห็นว่าพรรคกล้าเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่สังคมไม่พึงประสงค์ได้จริง ๆ” นายนิพนธ์ กล่าว

นายนิพนธ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาธิปัตย์จำเป็นต้องวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งว่าเพราะเหตุใดประชาชนจึงหันหลังให้ และจะต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา เพราะสุดท้ายแล้ว ประชาชนจะมอบอนาคตของประเทศและฝากฝังไว้ให้กับผู้ที่เขาเชื่อถือได้เท่านั้น

 “ถ้าพรรคไม่กล้าเปลี่ยนแปลง ก็มีแต่จะพ่ายแพ้ พรรคประชาธิปัตย์ต้องกล้าเปลี่ยนทุกอย่าง หากไม่เปลี่ยน ก็ไม่สามารถอยู่รอดได้” นายนิพนธ์กล่าว

‘เฉลิมชัย’ปัดปชป.เสียพื้นที่ภาคใต้ ชี้รอดูเลือกตั้งครั้งหน้า

'เฉลิมชัย'ปัดปชป.เสียพื้นที่ภาคใต้ ชี้รอดูเลือกตั้งครั้งหน้า

‘เฉลิมชัย’ปัดปชป.เสียพื้นที่ภาคใต้ ชี้รอดูเลือกตั้งครั้งหน้า

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.46 น.

‘เฉลิมชัย’ปัดปชป.เสียพื้นที่ภาคใต้ ชี้รอดูเลือกตั้งครั้งหน้า 

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2568 ที่หอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยนครพนม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลการเลือกตั้งซ่อม สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 ที่ผู้สมัครจากพรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายชนะ ว่า ก็ตามที่เห็น เราไม่ได้คาดการณ์ว่าจะแพ้หรือชนะ แต่เราก็รอผลที่ออกมา เมื่อผลออกมาอย่างไร ก็ว่าไปตามนั้น

เมื่อถามว่า มีการประเมินหรือไม่ว่าทำไมคะแนนถึงพ่ายแพ้มากขนาดนี้ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ตามข่าวนั่นแหละ หรืออาจจะมีเหตุผลอื่น

เมื่อถามว่า แสดงว่าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถควบคุมภาคใต้ได้อีกแล้วใช่หรือไม่ นายเฉลิมชัย กล่าวว่า ไม่หรอก รอดูผลการเลือกตั้งครั้งหน้า

‘ทักษิณ’มีสิทธิ์กลับคุก! อดีตโฆษกปชป.คาด 30 เม.ย.ศาลฎีกาฯรับไต่สวนคำร้อง‘ชาญชัย’

‘ทักษิณ’มีสิทธิ์กลับคุก! อดีตโฆษกปชป.คาด 30 เม.ย.ศาลฎีกาฯรับไต่สวนคำร้อง‘ชาญชัย’

‘ทักษิณ’มีสิทธิ์กลับคุก! อดีตโฆษกปชป.คาด 30 เม.ย.ศาลฎีกาฯรับไต่สวนคำร้อง‘ชาญชัย’

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.45 น.

‘เชาว์’ชี้‘ทักษิณ’มีสิทธิ์กลับคุก คาด‘ศาลฎีกาฯ’รับไต่สวนคำร้อง‘ชาญชัย’แม้ไม่ใช่ผู้เสียหาย แต่ความปรากฏต่อศาลฯแล้ว รอลุ้น 30 เม.ย.

29 เมษายน 2568 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ Facebook เรื่อง “ลุ้นความยุติธรรมจากศาลฎีกาฯ ส่ง “ทักษิณ” กลับ “คุก” มีเนื้อหาระบุว่า…

ตามที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ วันที่ 30 เม.ย.นี้ เวลา 13.00 น. เพื่อฟังคำสั่งตามคำร้องที่นายชาญชัยได้ยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2568 เพื่อขอให้ไต่สวนกรณีที่กรมราชทัณฑ์อนุญาตให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งต้องคำพิพากษาจำคุก 8 ปีในคดีทุจริต ก่อนได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษเหลือ 1 ปี ได้ออกจากเรือนจำไปเข้ารับการรักษาตัวที่ห้องวีไอพี ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 22 สิงหาคม 2566 โดยไม่ได้รับอนุญาตจากศาล

ซึ่งนายชาญชัยเห็นว่าการกระทำดังกล่าวอาจขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 89, 89/2(1) (2) และมาตรา 246 และไม่อาจอ้างกฎกระทรวงเรื่องการส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำ พ.ศ.2563 ลงวันที่ 25 ก.ย.2563 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 55 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ.2560 เพราะขัดต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ก่อนหน้านี้นายชาญชัย เคยยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.2566 และเมื่อวันที่ 15 ก.พ.2567 ศาลมีคำสั่งยกคำร้องทั้งสองเรื่องโดยไม่ต้องไต่สวน โดยให้เหตุผลว่าเมื่อศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สิ้นสุดไปแล้ว การบังคับโทษและอนุญาตให้ส่งตัวผู้ต้องขังไปรักษาตัวนอกเรือนจำเป็นอำนาจหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ ปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ของกรมราชทัณฑ์ปฏิบัติชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่ต้องไต่สวน

นายชาญชัยจึงยื่นคำร้องอีกเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งเดิม และขอให้รับคำร้องไว้ไต่สวนและมีคำสั่งบังคับโทษจำคุกให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุด และศาลนัดฟังคำสั่งวันที่ 30 เม.ย.นี้

สำหรับกรณี การป่วยทิพย์และติดคุกทิพย์ของนายทักษิณตนเคยเรียกร้องไปที่ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด  ในฐานะที่เป็นโจทก์ฟ้องคดีนายทักษิณถือเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมือง  ว่านายทักษิณไม่ได้ ต้องคำพิพากษาจำคุกตามคำพิพากษาของศาลจริง  แต่ ป.ป.ช. และอัยการสูงสุด นิ่งเฉยไม่กล้าใช้สิทธิ ที่พึงกระทำ  ทำให้ประชาชนต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องกันเอง 

หากมองกรณีคำร้องของนายชาญชัย เป็นไปได้สูงที่ ศาลจะสั่งว่านายชาญชัยไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาล  แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลเช่นนี้ ประกอบกับกรณี ปัญหาการ รับโทษจำคุก ตามคำพิพากษาของนายทักษิณเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางในสังคมกระทบกระเทือนต่อความยุติธรรม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองสามารถใช้อำนาจของศาล รับคำร้องไว้ ไต่สวนได้ 

ว่าแต่ว่าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองจะใช้อำนาจที่ตนเองมีอยู่หรือไม่ ถ้าศาลใช้อำนาจรับ กรณีนี้ ไว้ไต่สวน นายทักษิณ คงหนีความจริงไม่พ้น ต้องกลับเข้าไปติดคุก ในเรือนจำ ได้เรียนรู้เสียทีว่าความยุติธรรมมีอยู่จริง คนพยายามยุติความเป็นธรรมเพื่อตัวเองอาจทำได้แค่ชั่วคราว สุดท้ายมีราคาที่ต้องจ่ายตามพฤติกรรมของตัวเอง

ไทม์ไลน์’เงินหมื่น’ ‘จุลพันธ์’แย้ม’ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3’รอเข้าครม.แล้ว

ไทม์ไลน์'เงินหมื่น' 'จุลพันธ์'แย้ม'ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3'รอเข้าครม.แล้ว

ไทม์ไลน์’เงินหมื่น’ ‘จุลพันธ์’แย้ม’ดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3’รอเข้าครม.แล้ว

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.44 น.

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ที่มหาวิทยาลัยนครพนม นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง กล่าวถึงโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ระยะที่ 3 ผ่านการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ให้กับผู้ที่มีอายุ 16 – 20 ปี จำนวน 2.7 ล้านคน ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังได้เสนอเรื่องมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว และรอการบรรจุเข้าสู่การพิจารณา โดยการแจกเงินยังคงเป็นไปตามไทม์ไลน์ คือไตรมาสที่ 2 ช่วงเดือน พ.ค. – มิ.ย.68

ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การดำเนินโครงการขณะนี้มีความคืบหน้าตามลำดับ โดยที่ผ่านมาได้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมไปถึงการหารือกับทางสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อเชื่อมระบบการทำธุรกรรมทางการเงิน ซึ่งเบื้องต้นก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีปัญหาอะไร

“การดำเนินการทั้งหมดยังคงเป็นตามไทม์ไลน์ไตรมาสที่ 2 ปีนี้ และยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร เพราะตอนนี้ได้เสนอมาแล้ว” นายจุลพันธ์ กล่าว

เมื่อถามย้ำว่า การเสนอโครงการแจกเงินดิจิทัลรอบนี้จะเสนอในที่ประชุมครั้งต่อไปหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า อาจจะเข้า แต่ก็ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนก่อน

โต้ส่งอุยกูร์ไปแคนาดา ‘ทวี’ยัน 5 คนยังอยู่ในเรือนจำ ไม่ทราบมี3คนถือพาสปอร์ตคีร์กีซสถาน

โต้ส่งอุยกูร์ไปแคนาดา 'ทวี'ยัน 5 คนยังอยู่ในเรือนจำ ไม่ทราบมี3คนถือพาสปอร์ตคีร์กีซสถาน

โต้ส่งอุยกูร์ไปแคนาดา ‘ทวี’ยัน 5 คนยังอยู่ในเรือนจำ ไม่ทราบมี3คนถือพาสปอร์ตคีร์กีซสถาน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.35 น.

‘ทวี’ปัดส่งชาวอุยกูร์ไปแคนาดา  ยัน 5 คนยังอยู่ในเรือนจำ ไม่ทราบมี3คนถือพาสปอร์ตคีร์กีซสถาน โยนหน่วยงานเกี่ยวข้องแจง

เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 29 เมษายน ที่หอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยนครพนม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมกล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวว่ารัฐบาลไทยส่งชาวอุยกูร์ 3 คนไปประเทศแคนาดาว่า กระทรวงยุติธรรมไม่มีเรื่องนี้ ยืนยันว่าชาวอุยกูร์อีก 5 คน ยังอยู่ในเรือนจำ

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการระบุว่าทั้ง 3 คนถือพาสปอร์ตของประเทศคีร์กีซสถาน พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ ต้องไปถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

‘ปราชญ์ สามสี’โพสต์ภาพพระราชินีทรงถือพวงกุญแจถัก’สะท้อนสายสัมพันธ์ราชวงศ์ไทย-ภูฏาน

'ปราชญ์ สามสี'โพสต์ภาพพระราชินีทรงถือพวงกุญแจถัก'สะท้อนสายสัมพันธ์ราชวงศ์ไทย-ภูฏาน

‘ปราชญ์ สามสี’โพสต์ภาพพระราชินีทรงถือพวงกุญแจถัก’สะท้อนสายสัมพันธ์ราชวงศ์ไทย-ภูฏาน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.29 น.

‘ปราชญ์ สามสี’โพสต์ภาพชวนอบอุ่นหัวใจ พระราชินีทรงถือพวงกุญแจถัก’สะท้อนสายสัมพันธ์ราชวงศ์ไทย-ภูฏาน

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2568 เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี  (ป.สามสี) ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความ โดยระบุว่า “ในพระราชกรณียกิจ ณ กรุงทิมพู วันสุดท้าย… มีภาพน่ารักชวนยิ้มที่หลายคนสังเกตเห็น คือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงถือพวงกุญแจตุ๊กตาถักคู่หนึ่งไว้ในพระหัตถ์ มองดูแล้ว… เอ๊ะ? ตุ๊กตาคู่นี้เหมือนจะเป็นกษัตริย์จิกมี่ และ สมเด็จพระราชินีเจ็ตซุน เพมา แห่งราชอาณาจักรภูฏานหรือไม่? 

หากใช่จริง ๆ ก็เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่อบอุ่นหัวใจมาก สะท้อนสายสัมพันธ์อันแนบแน่นและน่ารักระหว่างราชวงศ์ไทยกับภูฏาน สมกับเป็นการเยือนที่เต็มไปด้วยไมตรีและรอยยิ้มอย่างแท้จริง ใครเห็นเหมือนกันบ้างนะ? “
 

ภูมิใจไทยต้องทำการบ้านเพิ่ม!หลังพ่ายศึกเมืองคอน เร่งปรับแผนสู้เลือกตั้งใหญ่

ภูมิใจไทยต้องทำการบ้านเพิ่ม!หลังพ่ายศึกเมืองคอน เร่งปรับแผนสู้เลือกตั้งใหญ่

ภูมิใจไทยต้องทำการบ้านเพิ่ม!หลังพ่ายศึกเมืองคอน เร่งปรับแผนสู้เลือกตั้งใหญ่

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.23 น.

‘พิพัฒน์’รับ ภท. ต้องทำการบ้านเพิ่มหลังแพ้เลือกตั้งซ่อมเมืองคอน จ่อปรับแผนสู้ศึกเลือกตั้งใหญ่ โยน กกต. แจงปมซื้อเสียง

เมื่อเวลา 08.50 น. วันที่ 29 เมษายน  ที่หอประชุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมหาวิทยาลัยนครพนม  นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ในฐานะรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยดูแลพื้นที่ภาคใต้ ให้สัมภาษณ์กรณีผลการเลือกตั้งซ่อมสส. นครศรีธรรมราช เขต 8 ที่ผู้สมัครพรรคกล้าธรรมเป็นฝ่ายชนะว่า  ผลการเลือกตั้งเป็นเรื่องปกติ ใครที่ลงพื้นที่มากกว่าก็ควรเป็นผู้ชนะ  ที่สำคัญคือเราต้องเข้าใจว่าผู้สมัครของพรรคกล้าธรรมอยู่ในอำเภอฉวาง  เพราะฉะนั้นการยึดครองพื้นที่ในอำเภอฉวางเป็นเรื่องปกติ ประชาชนก็ต้องเลือกคนในบ้าน

ผู้สื่อข่าวถามว่าตอนแรกคะแนนของพรรคภูมิใจไทยนำ  แต่ทำไมพรรคกล้าธรรมจึงมีคะแนนตีตื้นขึ้นมาได้ นายพิพัฒน์กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้ เพราะคนในพื้นที่เป็นผู้ตัดสินใจ แต่เรื่องการตัดสินใจเราก็ต้องยอมรับความเป็นจริง

เมื่อถามว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะสะท้อนถึงการเลือกตั้งใหญ่ครั้งหน้าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรหรือไม่ นายพิพัฒน์กล่าวว่า  เราคงต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด ซึ่งหากเป็นการเลือกตั้งใหญ่บริบทก็ต้องเปลี่ยนไป หลายพรรคคงมีการปรับเปลี่ยนท่าที โดยเฉพาะพรรคเก่าแก่เขาก็มีฐานส่วนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยกับผู้สมัครคนที่ผ่านมา

ถามว่าไม่ได้ชะล่าใจใช่หรือไม่  นายพิพัฒน์กล่าวว่า เราคิดว่าเราทำเต็มที่แล้ว เพราะครั้งที่ผ่านมาเราได้ 23,000 คะแนน แต่ครั้งนี้ได้ 28,000 คะแนน ถือว่าสส.ในพื้นที่ก็ยังครองใจชาวบ้านเขต 8 ได้ แต่ในอำเภอที่เราแพ้คือ  อ.พิปูน และอ.ฉวาง ต้องไปทำการบ้านใหม่ คงต้องไปทบทวนตัวเอง

ถามอีกว่าความพ่ายแพ้ครั้งนี้เกิดจากอะไร นายพิพัฒน์กล่าวว่า  เกิดจากความนิยมของชาวบ้าน อย่างไรก็ตามเราก็สบายใจ เพราะเราได้คะแนนเพิ่มขึ้น 5,000 กว่าคะแนน ถือว่าฐานเสียงยังคงที่ เราต้องพยายามต่อไป

เมื่อถามถึงกรณีนายชินวรณ์  บุณยเกียรติ  ผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์ออกมาระบุว่ามีการซื้อเสียง นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ตนพูดอะไรมากไม่ได้

ไม่เหมาะสมก็ยินดี! ‘สรวงศ์’รับข่าวปรับ ครม.ทำงานสะดุด

ไม่เหมาะสมก็ยินดี! 'สรวงศ์'รับข่าวปรับ ครม.ทำงานสะดุด

ไม่เหมาะสมก็ยินดี! ‘สรวงศ์’รับข่าวปรับ ครม.ทำงานสะดุด

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.20 น.

“สรวงศ์”รับข่าวปรับ ครม.ทำงานสะดุด ขรก.ลำบากใจเรื่องสั่งการ ลั่นหาก”นายกฯ”มองว่าไม่เหมาะสมก็ยินดี

เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2568 ที่มหาวิทยาลัยนครพนม จ.นครพนม นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีได้มีการส่งสัญญาณปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วหรือยัง ว่า ไม่มีหรอก และขอวิงวอนสื่อมวลชนว่า เรื่องการปรับ ครม.ขอให้เป็นอำนาจของนายกฯ เมื่อไหร่ปรับก็เมื่อนั้น ถ้าออกข่าวกันไปแบบนี้การทำงานมันจะสะดุด การสั่งการข้าราชการต้องยอมรับว่าลำบากใจในการทำงาน จึงขอวิงวอนเมื่อไหร่ปรับก็ปรับ พวกตนพร้อมอยู่แล้ว ถ้านายกฯ เห็นว่าไม่เหมาะสมก็ยินดี

เมื่อถามว่า ขอเหตุผลที่ รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา ไม่ควรถูกปรับ นายสรวงศ์ หัวเราะ พร้อมกล่าวว่า ไม่ทราบเลย อย่าให้ประเมินตัวเองเลย ก็พยายามทำงานให้เต็มที่ รับฟังทุกเหตุผลและข้อเสนอแนะ เมื่อถามว่า จะสะดุดหรือไม่หากปรับ ครม.ตอนนี้ เพราะกระทรวงพาณิชย์ต้องไปเจรจากับสหรัฐอเมริกา นายสรวงศ์ กล่าวว่า เรื่องเจราจาเป็นเรื่องของทีม ตนขอไม่แสดงความเห็นเรื่องนี้ เป็นอำนาจของนายกฯ

‘กอ.รมน.’แจงดำเนินคดีม.112‘พอล แชมเบอร์ส’เป็นภัยความมั่นคง ไม่เกี่ยว‘ภาษีทรัมป์’

‘กอ.รมน.’แจงดำเนินคดีม.112‘พอล แชมเบอร์ส’เป็นภัยความมั่นคง ไม่เกี่ยว‘ภาษีทรัมป์’

‘กอ.รมน.’แจงดำเนินคดีม.112‘พอล แชมเบอร์ส’เป็นภัยความมั่นคง ไม่เกี่ยว‘ภาษีทรัมป์’

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 10.15 น.

‘กอ.รมน.’แจงดำเนินคดี ม.112 ‘พอล เวสลีย์ แชมเบอร์ส’ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ คนละเรื่องกับเจรจา‘กำแพงภาษีสหรัฐ’

29 เมษายน 2568 ที่กองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร(กอ.รมน.) พลตรี ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษก กอ.รมน. ชี้แจงกรณีที่มีการสันนิษฐานว่า การดำเนินคดีกับ ดร.พอล เวสลีย์ แชมเบอร์ส ตามมาตรา 112 เรื่องความมั่นคงของรัฐ ในช่วงที่รัฐบาลไทยเตรียมการเจรจาเรื่องการขึ้นภาษีกับสหรัฐอเมริกา อาจสร้างผลกระทบหรือสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยหรือไม่ ว่า การดำเนินคดีเกี่ยวกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ กับเรื่องภาษีเศรษฐกิจ เป็นเรื่องที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน มีสถานะทางกฎหมายและผลกระทบที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ทั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 3 เป็นหน่วยงานความมั่นคง มีหน้าที่ปกป้องความมั่นคงของสถาบันของชาติ การกระทำที่เข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่ว่าจะโดยคนไทยหรือชาวต่างชาติ ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกัน ซึ่งการพิจารณาในชั้นศาลถือว่าเป็นกระบวนยุติธรรมที่เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่าย สามารถนำหลักฐาน ข้อเท็จจริง พยานมาชี้แจงแสดงได้อย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย โดยขอยืนยันว่าการดำเนินคดีกับ ดร.พอล เวสลีย์ แชมเบอร์ส เป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมภายใต้หลักนิติธรรม พร้อมขอให้สังคมรอการตัดสินจากกระบวนการยุติธรรม และเคารพอำนาจศาลในการพิจารณาคดี

ชำแหละพฤติกรรมกมธ.ทหาร ‘อัษฎางค์’กางรธน.ชี้ส่อเข้าข่ายละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ชำแหละพฤติกรรมกมธ.ทหาร ‘อัษฎางค์’กางรธน.ชี้ส่อเข้าข่ายละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ชำแหละพฤติกรรมกมธ.ทหาร ‘อัษฎางค์’กางรธน.ชี้ส่อเข้าข่ายละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.59 น.

ชำแหละพฤติกรรมกมธ.ทหาร ‘อัษฎางค์’กางรธน.ชี้ส่อเข้าข่ายละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

29 เมษายน 2568 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” ระบุว่า พฤติกรรมของคณะกรรมาธิการการทหาร ที่อาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายและจริยธรรมอย่างร้ายแรง

จากการติดตามตรวจสอบพฤติการณ์ของคณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร พบว่ามีการกระทำที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายและละเมิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงในหลายประเด็น ดังนี้

ขัดต่อรัฐธรรมนูญ:

• มีการดำเนินการประชุมโดยไม่ชอบ เช่น มอบหมายให้ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการทำหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เป็นหน้าที่ของกรรมาธิการโดยตรงเท่านั้น

ผิดข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร:

• ประธานคณะกรรมาธิการทำหน้าที่ชี้นำ และสรุปผลการประชุมเอง โดยไม่ได้มาจากการอภิปรายหรือพิจารณาจากกรรมาธิการทั้งคณะ

• สมาชิกที่เข้าร่วมประชุมเกือบทั้งหมดมาจากพรรคการเมืองเดียวกัน ขาดความเป็นกลางทางการเมือง

ใช้อำนาจหน้าที่โดยทุจริต:

• ก้าวก่ายอำนาจตุลาการ โดยตัดสินชี้ขาดด้วยตนเองว่าการดำเนินคดีเป็นการฟ้องเท็จ และเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. ทั้งที่หน้าที่ดังกล่าวอยู่ในอำนาจของศาล ไม่ใช่คณะกรรมาธิการ

ข้อสังเกตสำคัญ:

พฤติการณ์เหล่านี้ ไม่ใช่เพียงการผิดขั้นตอนธรรมดา แต่สะท้อนให้เห็นถึงการบิดเบือนบทบาทหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และอาจเข้าข่ายละเมิดมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งบ่อนทำลายหลักนิติธรรม และลดทอนความน่าเชื่อถือของสภาผู้แทนราษฎรในสายตาประชาชน

ประเด็นนี้ประชาชนควรจับตาอย่างใกล้ชิด:

เพื่อปกป้องหลักการประชาธิปไตย และให้การใช้อำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติดำเนินไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส