หยุดหลอกชาวบ้าน!! ‘เทพชัย’ซัด’ทักษิณ’หมดปัญญาแก้ปัญหา ไปไหนก็ดันแต่บ่อนกาสิโน

หยุดหลอกชาวบ้าน!! 'เทพชัย'ซัด'ทักษิณ'หมดปัญญาแก้ปัญหา ไปไหนก็ดันแต่บ่อนกาสิโน

หยุดหลอกชาวบ้าน!! ‘เทพชัย’ซัด’ทักษิณ’หมดปัญญาแก้ปัญหา ไปไหนก็ดันแต่บ่อนกาสิโน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.44 น.

‘เทพชัย หย่อง’ซัด’ทักษิณ’หยุดหลอกชาวบ้านได้แล้ว อัดหมดปัญญาแก้ปัญหา ไปไหนก็ดันแต่บ่อนกาสิโน

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2568 นายเทพชัย หย่อง สื่อมวลชนอาวุโส โพสต์เฟซบุ๊ก Thepchai Yong โดยแชร์ภาพที่เป็นโควทคำพูดของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อ้างว่าประเทศไทยไม่มีสถานที่รองรับทั้งคอนเสิร์ต และกีฬาที่ดีๆ ทำให้ศิลปินหรือนักกีฬาระดับโลกไม่มาที่ประเทศไทย ซึ่งรัฐบาลลงทุนไม่ไหว จำเป็นต้องให้เอกชนลงทุน โดยที่ต่างประเทศก็เริ่มทำกัน โดยนายเทพชัย แชร์พร้อมระบุแคปชั่นข้อความว่า “หยุดหลอกชาวบ้านได้แล้ว หมดปัญญาแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ไปไหนก็ต้องดันแต่เรื่องบ่อนกาสิโน” 

ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก : Thepchai Yong

‘อดีตรมว.คลัง’เตือนกู้ 5 แสนล้านกระตุ้นศก.ไร้ประสิทธิภาพ หยุดขายฝันปั้นวิกฤติเป็นโอกาส

‘อดีตรมว.คลัง’เตือนกู้ 5 แสนล้านกระตุ้นศก.ไร้ประสิทธิภาพ หยุดขายฝันปั้นวิกฤติเป็นโอกาส

‘อดีตรมว.คลัง’เตือนกู้ 5 แสนล้านกระตุ้นศก.ไร้ประสิทธิภาพ หยุดขายฝันปั้นวิกฤติเป็นโอกาส

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.43 น.

‘ธีระชัย’เตือนกู้ 5 แสนล้านกระตุ้นเศรษฐกิจแบบไร้ประสิทธิภาพ ‘หยุดขายฝันปั้นวิกฤติเป็นโอกาส’ เร่งเก็บกระสุนการคลังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

29 เมษายน 2568 นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะรองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แถลงถึงกรณีรัฐมนตรีคลังเตรียมกู้เงิน 5 แสนล้าน ซึ่งอ้างว่าเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฝ่าวิกฤตภาษีสหรัฐ ภายหลังจากกองทุนการเงินฯ (IMF) หั่นจีดีพีไทยของปี 2567 จากเดิม 2.9% เหลือ 1.8% และของปี 2568 จากเดิม 2.6% เหลือ  1.6%

นายธีระชัย ระบุว่า โดยหากรัฐบาลเลือกที่จะกู้เงิน 5 แสนล้านบาท ก็จะทำให้หนี้สาธารณะจากปัจจุบัน 64.21% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3% นั้น ขอเตือนว่า หนี้ที่รัฐบาลกู้ 10.69 ล้านล้านบาท หารด้วยจำนวนคนไทย 66 ล้านคนนั้น เป็นภาระต่อคนกว่า 160,000 บาทอยู่แล้ว จึงขอให้ประชาชนคัดค้านการก่อหนี้เพิ่มถ้าหากไม่สร้างประโยชน์อย่างแท้จริง โดยแนะนำให้ประชาชนจับตารัฐบาลใน 5 เรื่อง

1. รัฐบาลควรลดการกู้เพื่อแจกอุดหนุนอุปโภคบริโภค เพราะถึงแม้จะทำให้จีดีพีสูงขึ้นบ้าง แต่เป็นเพียงชั่วคราว

การใช้กระสุนแบบนี้ไม่เพิ่มประสิทธิภาพของประเทศ จึงจะไม่ช่วยเพิ่มรายได้อนาคตที่จะเอามาใช้คืนหนี้ ดังเห็นได้ว่าโครงการแจกเงินหมื่นที่ใช้งบประมาณไปแล้วถึง 1.75 แสนล้านบาท ก็ได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจน้อยมาก และไม่เกิดแรงส่งที่ยั่งยืน

2. เงินที่จะใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจะต้องเกลี่ยจากงบประมาณให้เต็มที่ก่อน โดยรัฐบาลจะต้องเด็ดขาดในการตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นหรือไม่เร่งด่วน จะต้องแสดงผลงานด้านนี้ให้ประชาชนเห็นก่อน

3. สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) เป็นเรื่องปลายทาง แต่กระทรวงการคลังควรเร่งหารือกับแบงค์ชาติในเรื่องต้นทาง 4 เรื่องก่อน คือ

(ก) ด้านผ่อนคลายนโยบายการเงิน

(ข) ด้านเพิ่มการแข่งขันในระบบสถาบันการเงิน

(ค) ด้านการปรับโครงสร้างหนี้ที่จริงจังโดยให้สถาบันการเงินต้องควักกำไรสะสมเข้ามารับภาระมากขึ้น และ

(ง) ด้านการบีบลดกำไรส่วนต่างดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน

4. รัฐบาลควรประกาศยกเลิกการแจกเงินหมื่นเฟส 3 ทันที เพราะสถานการณ์โลกข้างหน้ามีหลายความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง จึงควรเก็บกระสุนการคลังเอาไว้เพื่อใช้ยามจำเป็น

5. รัฐบาลควรปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีศักยภาพสูงขึ้น ทั้งด้านการศึกษาของเยาวชน การช่วยให้ผู้ใหญ่ใช้ปัญญาประดิษฐ์ การเพิ่มทักษะของแรงงาน และการจับมือกับประเทศภูมิภาคเพื่อเร่งการค้าและการลงทุนระหว่างกัน

“ประชาชนควรจับตาว่า ท่ามกลางวิกฤตภาษีสหรัฐ รัฐบาลนี้จะพยายามขายฝัน ’เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส แต่แทนที่จะเป็นโอกาสสำหรับพี่น้องไทยกลับจะเป็นโอกาสเพื่อนายทุนพรรคมากกว่าหรือไม่” นายธีระชัย กล่าว

‘มาริษ’ร่วมวง BRICS ที่บราซิล พร้อมเปิดกิจกรรมมวยไทย ดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยต่างแดน

'มาริษ'ร่วมวง BRICS ที่บราซิล  พร้อมเปิดกิจกรรมมวยไทย ดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยต่างแดน

‘มาริษ’ร่วมวง BRICS ที่บราซิล พร้อมเปิดกิจกรรมมวยไทย ดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยต่างแดน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.23 น.

‘มาริษ’ร่วมวง BRICS ที่บราซิล ยืนยันพร้อมขยายความร่วมมือ-แสดงบทบาทประเทศไทย พร้อมเปิดกิจกรรมมวยไทย ดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยต่างแดน

เมื่อวันที่ 29 เม.ย.2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม BRICS และประเทศหุ้นส่วน (BRICS Partnership Session) ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม BRICS ในวันที่ 29 เม.ย.2568 ที่นครรีโอเดจาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล ตามคำเชิญของนายเมารู วิเอรา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบราซิล พร้อมเปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกยินดีมาก ที่ได้พบหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศบราซิล ซึ่งเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกลุ่ม BRICS เมื่อวานนี้ (28 เม.ย.) ที่นครรีโอเดจาเนโร เพราะ BRICS เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพและพลวัตมาก จึงเชื่อมั่นว่า การประชุมกลุ่ม BRICS ในครั้งนี้ จะประสบความสำเร็จทุกประการ ซึ่ง BRICS ประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวใหญ่ที่สุดของไทย 3 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย รัสเซีย  อีกทั้งเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูง

นายมาริษ ยังระบุว่า บราซิลเป็นประเทศที่มีบทบาทสำคัญ ซึ่งไทยพร้อมขยายความร่วมมือทวิภาคีกับบราซิลในด้านต่าง ๆ เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงทางอาหาร สาธารณสุข เกษตร ไปจนถึงพลังงานสีเขียว

ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้ ยังถือเป็นโอกาสสำคัญที่ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นครั้งแรก ในฐานะประเทศหุ้นส่วนของ BRICS ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ไทยแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังได้เดินทางไปเปิดกิจกรรม MUAYTHAI MASTER CLASS ที่นครรีโอเดจาเนโร บราซิล ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านกีฬา การกีฬาแห่งประเทศไทย สถานทูต ณ กรุงบราซิเลีย และสมาพันธ์มวยไทยบราซิล เพื่อสอนทักษะมวยไทยให้แก่ผู้สนใจมวยไทยโดยนักมวยไทยที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จัก โดยกิจกรรมมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 300 คน พร้อมมั่นใจว่า มวยไทยเป็นอีกหนึ่งซอฟต์พาวเวอร์ที่สำคัญของไทย ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง และจะเติบโตไปได้อีกมาก ซึ่งภาครัฐพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งในไทยและต่างประเทศครับ และตนเองก็ภูมิใจมาก ที่ได้สัมผัสกับความรักในศิลปะการต่อสู้และวัฒนธรรมไทยในต่างแดน แม้จะห่างไกลกันเกือบค่อนโลก

‘เหวง’ปัดเผาบ้านเผาเมืองไม่ใช่ฝีมือ‘คนเสื้อแดง’ มโนมีบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ทำลายหลักฐาน

‘เหวง’ปัดเผาบ้านเผาเมืองไม่ใช่ฝีมือ‘คนเสื้อแดง’ มโนมีบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ทำลายหลักฐาน

‘เหวง’ปัดเผาบ้านเผาเมืองไม่ใช่ฝีมือ‘คนเสื้อแดง’ มโนมีบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ทำลายหลักฐาน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 09.15 น.

‘เหวง’ปัดเผาบ้านเผาเมืองไม่ใช่ฝีมือ‘คนเสื้อแดง’ มโนมีบิ๊กคลีนนิ่งเดย์ทำลายหลักฐาน

29 เมษายน 2568 นพ.เหวง โตจิราการ อดีตแกนนำนปช. คนเสื้อแดง โพสต์ข้อความว่า “การเผาบ้านเผาเมืองไม่ได้เกิดจากคนเสื้อแดง จัดให้มีบิ๊กคลีนนิ่งเดย์เพื่อทำลายพยานหลักฐานเอาผิดศอฉ.กับรบ.อภิสิทธิ์ให้เกลี้ยงไม่เหลือหรอ”

‘ชินวรณ์’ลั่นแม้ฝ่ากระแสเงินเชี่ยวกรากไม่ได้ แต่คนดีต้องมีที่ยืน

‘ชินวรณ์’ลั่นแม้ฝ่ากระแสเงินเชี่ยวกรากไม่ได้ แต่คนดีต้องมีที่ยืน

‘ชินวรณ์’ลั่นแม้ฝ่ากระแสเงินเชี่ยวกรากไม่ได้ แต่คนดีต้องมีที่ยืน

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.51 น.

‘ชินวรณ์’ลั่นแม้ฝ่ากระแสเงินเชี่ยวกรากไม่ได้ แต่คนดีต้องมีที่ยืน

29 เมษายน 2568 นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม สส.นครศรีธรรมราช เขต 8 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ว่า “29 เม.ย.68 พี่น้องประชาชนชาวเขต 8 ฉวาง ช้างกลาง พิปูน นาบอน ฝากผมกราบขอบพระคุณ ท่านชวน หลีกภัย ท่านบัญญัติ บรรทัดฐาน ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ อดีตหัวหน้าพรรคทั้งสามท่าน และทีมงานทุกท่านที่ได้มาเคาะประตูบ้านเยี่ยมเยียน และยืนยันให้ช่วย ชินวรณ์ บุณยเกียรติ ไปเป็นน้ำดี ไล่น้ำเสีย และทำงานร่วมกับท่าน”

“แม้ฝ่ากระแสเงินที่เชียวกรากไม่ได้ แต่คำยืนยันยังเป็นจริงครับ“คนดีต้องอยู่กับคนดี และมีที่ยืนต่อไป”

‘พิธา’ร่ายยาวหาก 2 ปีก่อน‘ก้าวไกล’เป็นรัฐบาล ‘4 เสาหลัก’จะเป็น‘วาระสำคัญ’ของไทย

‘พิธา’ร่ายยาวหาก 2 ปีก่อน‘ก้าวไกล’เป็นรัฐบาล ‘4 เสาหลัก’จะเป็น‘วาระสำคัญ’ของไทย

‘พิธา’ร่ายยาวหาก 2 ปีก่อน‘ก้าวไกล’เป็นรัฐบาล ‘4 เสาหลัก’จะเป็น‘วาระสำคัญ’ของไทย

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 08.38 น.

‘พิธา’ร่ายยาวหาก 2 ปีก่อน‘ก้าวไกล’เป็นรัฐบาล ‘4 เสาหลัก’จะเป็น‘วาระสำคัญ’ของไทย

29 เมษายน 2568 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Pita Limjaroenrat – พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ระบุว่า..

รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาเยือน Pacitan บ้านเกิดของ ดร.สุซิโล บัมบัง ยูโดโยโน (SBY) อดีตประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ผู้มีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ด้วยภาวะผู้นำที่มั่นคง รอบคอบ และตั้งมั่นในหลักประชาธิปไตยที่ยังเป็น แรงบันดาลใจในระดับอาเซียน

ในฐานะนักการศึกษา (Visiting Fellow)ผมมีความสนใจและอยากกลับมาอินโดนีเซียอีกครั้ง เพื่อเรียนรู้ แลกเปลี่ยน และทบทวนบทเรียนร่วมกัน ในช่วงเวลาที่ภูมิภาคของเรากำลังเผชิญกับความท้าทายรอบใหม่

เมื่อ 20 กว่าปีก่อน ผมทำงานเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ (Management Consulting) ผมเคยมีโอกาสร่วมงานกับรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานภาครัฐ และธนาคารในอินโดนีเซีย ประสบการณ์เหล่านั้นทำให้ได้เห็นรากฐานสำคัญที่หล่อหลอมประเทศแห่งนี้อยู่บ้างในอดีต

ผมได้พบกับท่าน SBY ครั้งแรกเมื่อปี 2009–2010 ขณะเป็นนักศึกษาที่ Harvard Kennedy School และได้ฟังบรรยายของท่านเกี่ยวกับภาวะผู้นำและการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตย

ต่อมาเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปบรรยายที่ Stanford University และที่นั่นเองที่ได้พบกับ คุณกีตา วิริยาวัน อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ในรัฐบาลของท่านอดีตประธานาธิบดี ซึ่งนำไปสู่การพบปะและการสนทนาในวันนี้

เราร่วมกันแลกเปลี่ยนบทเรียนสำคัญ 4 ประการที่เปลี่ยนโฉมอินโดนีเซีย:

• Reformasi: การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยหลังยุคอำนาจเบ็ดเสร็จ

• Dwifungsi: หรือ dual function คือการปฏิรูปบทบาทของกองทัพให้อยู่ภายใต้ระบอบพลเรือน หยุดบทบาทหลากหลายของกองทัพให้เป็นมืออาชีพและออกห่างจากการเมือง

• Decentralisasi: การกระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตยฐานราก

• Masa Keemasan: “ยุคทอง” ที่อินโดนีเซียมีเสถียรภาพทางการเมือง เศรษฐกิจเติบโต และมีบทบาทระดับโลกที่เข้มแข็งขึ้น

แน่นอนว่าบริบทและช่วงเวลาของแต่ละประเทศย่อมไม่เหมือนกัน แต่หากพรรคก้าวไกลได้เป็นรัฐบาล เมื่อ 2 ปีที่แล้ว เสาหลักทั้งสี่เหล่านี้ — การปฏิรูปสถาบันการเมือง, การปรับสมดุลพลเรือนกับกองทัพ, การกระจายอำนาจ และการสร้าง ประเทศที่มีเสถียรภาพและความหวัง — ก็คงเป็นวาระสำคัญของไทยเช่นเดียวกัน

ในช่วงเวลาที่บทบาทของอาเซียนกำลังถูกทดสอบจากการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ การเดินทางครั้งนี้จึงมีความหมายเป็นพิเศษ

โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ การเมืองเชิงอำนาจ (power-based diplomacy) กำลังเบียดบัง การทูตบนกฎกติกา (rule-based diplomacy) — เมื่อฝ่ายเดียวมาก่อนพหุภาคี การแข่งขันมาก่อนความร่วมมือ และชาตินิยมมาก่อนการพึ่งพาอาศัยกัน การสร้างภูมิภาคที่ตั้งอยู่บนหลักการจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น

พรุ่งนี้ ผมจะได้พบกับกับ ดร.มาร์ตี นาตาเลกาวา อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ผู้ซึ่งยืนหยัดขับเคลื่อน ความเป็นกลางเชิงรุก การสร้างพหุภาคี และ การเสริมสร้างบทบาทอาเซียน — เสียงที่จำเป็นอย่างยิ่งในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนจากการทูตบนกฎกติกาไปสู่การเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยอำนาจครับ

เช็ค 3 ท่าที‘ทักษิณ’โพล่ง‘สึ่งตึง’ ส่อเครียด 2 ปัญหา ดัน‘อิ๊งค์’นายกฯต่อ ยากกว่าเข็นครกขึ้นเขา

เช็ค 3 ท่าที‘ทักษิณ’โพล่ง‘สึ่งตึง’ ส่อเครียด 2 ปัญหา ดัน‘อิ๊งค์’นายกฯต่อ ยากกว่าเข็นครกขึ้นเขา

เช็ค 3 ท่าที‘ทักษิณ’โพล่ง‘สึ่งตึง’ ส่อเครียด 2 ปัญหา ดัน‘อิ๊งค์’นายกฯต่อ ยากกว่าเข็นครกขึ้นเขา

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 07.56 น.

เช็ค 3 ท่าที‘ทักษิณ’โพล่ง‘สึ่งตึง’ ส่อเครียด 2 ปัญหา ดัน‘อิ๊งค์’นายกฯต่อ ยากกว่าเข็นครกขึ้นเขา

29 เมษายน 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “ทักษิณเครียด!!!” ระบุว่า…

ทักษิณเครียด!!!

ถ้าใครติดตามความเคลื่อนไหวของนายทักษิณ ชินวัตร ตอนเดินทางไปร่วมพิธีสระเกล้า รดน้ำดำหัวที่เชียงใหม่ และได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และปราศรัยในหลายประเด็น

แต่ที่น่าสนใจถึงท่าที การแสดงออกของนายทักษิณในลักษณะเยาะเย้ย แข็งกร้าว และพาดพิงไปถึงบุคคลอื่นอย่างเห็นได้ชัดใน 3 กรณี คือ

1.การปราศรัยบนเวทีหาเสียงนายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่

ได้พาดพิงและวิพากษ์วิจารณ์ถึงนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ว่า เป็นหนุ่มซินตึ๊ง หรือ“สึ่งตึง” เป็นภาษาเหนือ หมายความว่า โง่เง่า ซื่อบื้อ ไม่เต็มบาท ซึ่งถือว่าเป็นการกล่าวหาด้วยภาษาท้องถิ่นที่รุนแรง เหมือนเป็นการไม่ให้เกียรติกัน

2.การพูดถึงกรณีที่พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ประกาศจะเอานายทักษิณเข้าคุกให้ได้

จนนายทักษิณได้กล่าวในลักษณะเยาะเย้ยว่า บอกให้หนูรี ใจเย็นๆหน่อย ทำตัวดีๆหน่อย จะได้เป็นรองนายกฯกับเขาบ้าง

3.การพูดถึงความมั่นใจผลักดันกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ เดินหน้าไปได้ โดยไม่ต้องกังวลถึงเสียงต่อต้าน และกล่าวหาคนที่คัดค้านว่า เป็นขาประจำระวังจะเครียดจนติดเตียงได้

การแสดงออกของนายทักษิณในลักษณะนี้ เป็นการบ่งบอกถึงความไม่ปกติทางอารมณ์ น่าจะเกิดจากความเครียดสะสมในใจเกิดจากปัญหา 2 ส่วนคือ

1.ปัญหาส่วนตัวของนายทักษิณเองอาจจะวิตกเรื่องคดีชั้น 14 ที่อยู่ในชั้นสอบสวนของป.ป.ช.และการสอบสวนของแพทยสภาที่กำลังจะสรุปผลการสอบสวน การยื่นคำร้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของนาย ชาญชัย อิสระเสนารักษ์ ให้มีคำสั่งนำนายทักษิณกลับเข้าเรือนจำใหม่ ซึ่งศาลได้นัดฟังคำสั่งในวันที่ 30 เมษายนนี้ จนอาจทำให้เกิดความเครียดได้

2.ปัญหาการทำงานของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่เป็นไปตามความต้องการ เรื่องการปรับคณะรัฐมนตรียังมีความเห็นที่ต่างกัน การเจรจากำแพงภาษีก็ยังไม่มีความชัดเจน  ปัญหายาเสพติดระบาดอย่างหนัก และปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ เกิดเหตุรุนแรงรายวัน เป็นความล้มเหลวทางด้านความมั่นคงของรัฐบาล ซึ่งนางสาวแพทองธาร ไม่ได้ประสีประสาในเรื่องเหล่านี้เลย 

จนทำให้นายทักษิณเกิดความเครียดในการผลักดันให้อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป ซึ่งยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก

รอสหรัฐคอนเฟิร์ม กรอบเวลานัดเจรจา‘กำแพงภาษี’ ‘อิ๊งค์’โยน‘พิชัย’แจงรายละเอียด

รอสหรัฐคอนเฟิร์ม กรอบเวลานัดเจรจา‘กำแพงภาษี’ ‘อิ๊งค์’โยน‘พิชัย’แจงรายละเอียด

รอสหรัฐคอนเฟิร์ม กรอบเวลานัดเจรจา‘กำแพงภาษี’ ‘อิ๊งค์’โยน‘พิชัย’แจงรายละเอียด

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รอสหรัฐคอนเฟิร์ม กรอบเวลานัดเจรจา‘กำแพงภาษี’ ‘อิ๊งค์’โยน‘พิชัย’แจงรายละเอียด

นายกฯ“อิ๊งค์”เผย รอสหรัฐคอนเฟิร์ม กรอบเวลาเจรจา“กำแพงภาษี”ระบุ“พิชัย”ขุนคลังเป็นผู้ให้รายละเอียดเรื่องคืบหน้าในการหารือ เพื่อให้ภาพรวม ตรงกันทั้งสื่อในประเทศและต่างประเทศ ด้าน“พิชัย”รมว.พาณิชย์ ย้ำยังไม่สรุปเงื่อนไข คุยภาษีทรัมป์ ขณะที่ “เทพไท”สะกิด“ทักษิณ”เช็ควีซ่าก่อนจะไปเจรจากับทรัมป์ เตือนระวังหน้าแตก

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง กรุงเทพฯ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.สกลนคร และ จ.นครพนม ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) อาการป่วยเป็นอย่างไรบ้าง พร้อมลุยลงพื้นที่แล้วใช่หรือไม่ ว่า พร้อมลุยหายดีร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการเจรจากับสหรัฐอเมริกาเรื่องมาตรการกำแพงภาษี นายกฯ กล่าวว่า นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ก็อัพเดตเรื่อยๆ แต่รายละเอียดให้รอจากนายพิชัย เพื่อให้ภาพรวมตรงกันทั้งสื่อในประเทศและสื่อต่างประเทศที่นำเนื้อหาไปแปล

เมื่อถามถึงความคืบหน้าเรื่องกรอบเวลาได้มีการพูดคุยกันแล้วหรือยัง ว่าจะเดินทางไปเจรจาสหรัฐอเมริกาเมื่อไร นายกฯ กล่าวว่า รออยู่ เมื่อถามย้ำว่า ต้องรอให้ทางสหรัฐอเมริกาคอนเฟิร์มกลับมาใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ค่ะ ต้องรอคอนเฟิร์ม ส่วนระยะเวลายังไม่แน่ใจ”

ที่โรงแรมเฮอริเทจ นครพนม นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวถึงแนวทางการเจรจาแก้กำแพงภาษีของสหรัฐอเมริกาว่า ขณะนี้ ยังไม่ได้มีข้อสรุปว่าจะมีการเจรจาเรื่องอะไร อยู่ที่สหรัฐว่าเขาเห็นว่าเรื่องอะไรสำคัญบ้าง ขอร้องให้สรุป ถ้าพูดไปก่อนจะทำให้เกิดปัญหา ยืนยันว่าไม่ได้รอให้สหรัฐเป็นผู้เสนอเงื่อนไขไทยเองก็ต้องเสนอด้วยจะต้องเห็นตรงกันทั้ง 2 ฝ่าย เหมือนกับการเจรจาเขตการค้าเสรี หรือ FTA ที่จะหารือกันว่าเขาอยากได้อะไรแล้วมาต่อรองกัน

ส่วนแนวทางการเจรจาของประเทศไทยจะรอให้ประเทศต่างๆ เจรจาให้นิ่งก่อน แล้วค่อยเข้าไปเจรจาใช่หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ต้องทำไปพร้อมกัน ในช่วงนี้เป็นการให้ข้อมูลกับภาคเอกชนของสหรัฐ เช่น ก่อนหน้านี้เคยมีการพูดคุยกับบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) รวมถึงพูดคุยกับซีอีโอของบริษัทใหญ่ใหญ่หลายแห่งว่าเขาอยากได้อะไร ขณะที่สหรัฐยังก็ไม่มีข้อสรุป รวมถึงตัวแทนฝั่งไทยที่ไปพบสหรัฐมาก็ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่ยืนยันว่ามีการเจอกันแล้วในระดับเจ้าหน้าที่ แต่ยังไม่มีมีการเสนอเงื่อนไข

ทั้งนี้ นายพิชัย เปิดเผยว่ามีข่าวดี จากภาคเอกชนของสหรัฐว่าไทยไม่อยู่ 1 ใน 10 ที่สหรัฐจะขึ้นกำแพงภาษี เพราะ 10 ประเทศนี้จะลำบากส่วนประเทศไทยน่าจะอยู่ในลำดับที่ 11- 12 ซึ่งภาคเอกชนของสหรัฐ เขาเชื่อว่าเจรจา 1-2 ครั้งก็จบแล้ว แต่นี่เป็นข้อมูลที่ภาคเอกชนแจ้งมากับตน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่สหรัฐเผยความคืบหน้าในการเจรจาเรื่องกับ 6 ประเทศเอเชีย แต่ไม่มีไทยนั้น นายพิชัยกล่าวว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร ถึงเวลามีก็มีไม่เป็นไร แต่เชื่อว่าอย่างไรต้องมีชื่อประเทศไทยแน่นอน

ขณะที่ นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” เรื่อง “ตอบข้อสงสัย ทักษิณ เจรจาภาษีทรัมป์” ระบุว่า… ผมเห็นข่าวที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน เคยเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาเปิดเผยข้อมูลการเจรจาเรื่องกำแพงภาษีกับอเมริกาอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงแนวทางแก้ไขว่าเป็นอย่างไร แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาล

กลับมาได้คำตอบจากนายทักษิณ ที่ได้เปิดเผยถึงเรื่องบนโต๊ะเจรจาว่า ได้เอาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง และเรื่องที่มีการจับกุม นายพอล แชมเบอร์ส คดีมาตรา 112 เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และได้ตั้งคำถามว่า นายทักษิณ ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรเลยในรัฐบาลนี้ ไม่ได้เป็นที่ปรึกษา หรืออยู่ในคณะเจรจาด้วย ดังนั้นคำพูดของนายทักษิณ ไม่แน่ใจว่าจะเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน และจะนำไปสู่การแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร

ผมอยากจะตอบข้อสงสัยของ น.ส.ศิริกัญญา ว่า อย่าไปคาดหวังคำตอบจากรัฐบาลเลย เพราะรัฐบาลชุดนี้อยู่ภายใต้กำกับของนายทักษิณ คอยฟังคำสั่งจากนายทักษิณแต่เพียงผู้เดียว เมื่อนายทักษิณพูดอะไรออกไป นั่นหมายถึงทิศทางของรัฐบาล และถ้าหากนายทักษิณจะเดินทางไปเจรจาเรื่องกำแพงภาษี กับโดนัล ทรัมป์จริง ก็สามารถทำได้ จะมีน้ำหนักมากกว่าทีมไทยแลนด์ที่รัฐบาลตั้งขึ้นเป็นตัวแทนในการเจรจาเสียอีก

ถ้าหากนายทักษิณจะขออนุญาตศาลเพื่อเดินทางออกนอกประเทศ ก็เชื่อว่าน่าจะได้รับอนุญาต เพราะศาลเคยอนุญาตให้นายทักษิณเดินทางไปต่างประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง

ปัญหาอยู่ที่นายทักษิณจะเดินทางเข้าประเทศสหรัฐอเมริกาได้หรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ นายมาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ประกาศขึ้นแบล็คลิสต์ งดวีซ่าเข้าประเทศกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการส่งตัวอุยกูร์กลับประเทศจีน ทั้งตัวผู้บริหารและบุคคลในครอบครัว

ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้เปิดเผยรายชื่ออย่างเป็นทางการ แต่จากการวิเคราะห์ของ Human Rights Watch บุคคลที่อาจเข้าข่าย ได้แก่ นายกรัฐมนตรี (น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (นายภูมิธรรม เวชยชัย) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม (พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง) เลขาธิการ สมช. (นายฉัตรชัย บางชวด) และเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่มีบทบาทในการอนุมัติ ฯลฯ

ถ้าหากนายทักษิณคิดจะเดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเจรจาเรื่องกำแพงภาษีจริง ก็ขอให้ตรวจสอบวีซ่าเข้าประเทศเสียก่อน กลัวจะหน้าแตกกลับมา

‘บิ๊กเกรียง’เมิน DSI จำลองเหตุ คดีฮั้วเลือก สว. ชี้ต่างทำหน้าที่

‘บิ๊กเกรียง’เมิน DSI จำลองเหตุ คดีฮั้วเลือก สว. ชี้ต่างทำหน้าที่

‘บิ๊กเกรียง’เมิน DSI จำลองเหตุ คดีฮั้วเลือก สว. ชี้ต่างทำหน้าที่

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘บิ๊กเกรียง’เมิน DSIจำลองเหตุ คดีฮั้วเลือกสว. ชี้ต่างทำหน้าที่

“บิ๊กเกรียง”ยันไม่กังวล”ดีเอสไอ”จำลองเหตุการณ์”ฮั้วเลือกสว.” บอกใครมีหน้าที่ก็ทำไป พร้อมรับต้องปรับปรุงรูปแบบสื่อสารผลงาน”สว.” ชี้ประชาสัมพันธ์อาจมีจุดบอด-การเสนอไม่น่าสนใจ

เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2568 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ให้สัมภาษณ์ ภายหลังเป็นประธานเปิดงานโครงการอบรมเสริมสร้างประสิทธิภาพในการเผยแพร่ผลงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.)วุฒิสภา ถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ลงพื้นที่จำลองเหตุการณ์เลือกวุฒิสภา(สว.)ที่อิมแพคฟอรั่ม เมืองทองธานีว่า“ไม่มีอะไร ก็ว่ากันไป” เมื่อถามย้ำว่าเรื่องนี้ถูกมองว่าเป็นเกมการเมือง เพราะมาทำในช่วงนี้ พล.อ.เกรียงไกรสวนทันทีว่า“ไม่ทราบ” เมื่อถามว่ากังวลใจหรือไม่ พล.อ.เกรียงไกรย้อนว่า ไหนว่าจะมาถามเรื่องงานที่มาเปิดกิจกรรม ก่อนกล่าวว่า“ไม่รู้จะกังวลใจเรื่องอะไร ก็ทำหน้าที่กันไป”

เมื่อถามว่าหลังจากนี้ดีเอสไออาจจะมีการเรียกหลักฐาน สว.พร้อมหรือไม่ พล.อ.เกรียงไกรกล่าวว่า “ผมไม่ตอบเรื่องนี้ เมื่อกี้บอกว่าจะสัมภาษณ์อีกเรื่องหนึ่ง อย่างนี้หลอกกันนี่หว่า” ก่อนหัวเราะ ผู้สื่อข่าวจึงชี้แจงว่าเป็นการถามเพิ่มเติม อยู่ที่ว่าจะตอบหรือไม่ พล.อ.เกรียงไกรกล่าวว่า“ไม่เป็นไร เป็นหน้าที่ของใครของมัน ปกติธรรมดา ก็ว่ากันไป เราอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ก็แค่นั้น” เมื่อถามว่าการตรวจสอบการฮั้วเลือก สว.ครั้งนี้ มีการใช้ AI เข้ามาด้วย พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า“ไม่ทราบ AI คืออะไร ผมไม่ทราบ”

พล.อ.เกรียงไกร กล่าวย้ำอีกว่า หน้าที่ใครหน้าที่มัน ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ ไม่เป็นไร เป็นไปตามหน้าที่ของเขา หน้าที่ของเรา มีหน้าที่ก็ทำไป ไม่เป็นไร

นอจากนี้ พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง ยังให้สัมภาษณ์ถึงการเชิญวิทยากร และสื่อมวลชนมาร่วมแลกเปลี่ยนความคิด กับคณะกรรมการธิการสว.คณะต่างๆว่าตนชอบกับฟังการประชาสัมพันธ์ และเทคนิคการพาดหัวข่าวต่างๆ เราทำงานเยอะมาก แต่ไม่ค่อยได้ออกสื่อ และสื่อก็ไม่ค่อยเอาไปออก วันนี้จึงให้คณะกรรมาธิการคณะต่างๆ มาแลกไปเปลี่ยนความคิดเห็นกับสื่อ ว่าจะทำอย่างไร ให้การนำเสนอของเรา หรือผลงานที่เราทำ ออกสู่สายตาของประชาชน ให้ประชาชนรับรู้รับทราบ เช่น การลงพื้นที่ของตนเมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ในช่วงการปิดสมัยประชุมสภา ประชาชนก็สงสัยว่า ตนจะลงไปทำไมอีก ตนจึงชี้แจงว่าแม้สภาจะปิดไป แต่การประชุมของคณะกรรมาธิการ ยังจะต้องมีการดำเนินงานต่อไป ซึ่งประชาชนบางส่วน ยังไม่ทราบว่า ในช่วงนี้วุฒิสภามีหน้าที่อะไรบ้าง หรือคิดว่ากลับไปนอนบ้านเฉยๆ

เมื่อถามว่า จะเป็นการทำมากแต่ได้น้อยหรือไม่ พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า คงไม่ใช่ ทำมากก็ได้มาก แต่ในการรับรู้ของประชาชน ว่างานที่เรากำลังทำอยู่ มีอะไรบ้าง มีผลทางการปฏิบัติอย่างไร ยังน้อย

เมื่อถามว่า ประชาสัมพันธ์น้อยไปใช่หรือไม่ พล.อ.เกรียงไกร กล่าวว่า ไม่น้อย แต่ช่องทางในการประชาสัมพันธ์ ที่จะทำให้เข้าถึงเป้าหมาย เพื่อให้ประชาชนรับรู้รับทราบ เราอาจจะมีจุดบอด หรืออาจจะไม่เป็นที่สนใจในการนำเสนอ รวมถึงการเรียบเรียงข้อมูลผลการปฏิบัติงาน ว่าจะทำอย่างไรให้ประชาชนสามารถเข้ามาสัมผัสและติดตามได้ คงต้องมีการปรับรูปแบบการสื่อสาร ซึ่งที่ผ่านมาการสรุปผลการประชุม ก็มีบ้าง ไม่มีบ้าง บางครั้ง ก็ไม่ได้นำเสนอในเนื้องาน วันนี้จึงนำวิทยากรเข้ามาสอน มาบอกเล่าต่อคณะกรรมาธิการ เช่นจะต้องเขียนข่าวอย่างไร ให้มีความน่าสนใจ และจะต้องใช้สื่อลักษณะไหน และในการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการคณะต่างๆ ก็ไม่มีงบประมาณในการพาสื่อกลางเข้าไปด้วย จึงอาจจะใช้สื่อในพื้นที่

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันอังคาร ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“รัฐบาลมุ่งหมายที่จะทำให้การแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนประสบความสำเร็จ ดังนั้นทุกฝ่ายจึงจำเป็นจะต้องทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง การประเมินว่าเมื่อถึงเวลาเท่านั้นเท่านี้จะต้องมีการปรับ ครม. เหมือนที่เคยทำกันมาในอดีตก็คงจะไม่ใช่เสมอไป”

นายวรชัย เหมะ
อดีต สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย
ที่ปรึกษาของ รมว.พาณิชย์