‘สมศักดิ์’ไม่พูดปม’วีโต้’ ขอแจงที่สภาฯ บอกทำเล่นๆ ไม่ได้ หวั่นโดนฟ้อง

‘สมศักดิ์’ไม่พูดปม'วีโต้' ขอแจงที่สภาฯ บอกทำเล่นๆ ไม่ได้ หวั่นโดนฟ้อง

‘สมศักดิ์’ไม่พูดปม’วีโต้’ ขอแจงที่สภาฯ บอกทำเล่นๆ ไม่ได้ หวั่นโดนฟ้อง

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.32 น.

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ได้มาร่วมประชุมติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ที่มี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยผู้สื่อข่าวพยายามเข้าสอบถามนายสมศักดิ์ ถึงรายละเอียดและสาเหตุการตีกลับมติแพทยสภา กรณีลงโทษ 3 หมอ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยนายสมศักดิ์ปฏิเสธให้สัมภาษณ์โดยระบุว่า จะให้ข้อมูลที่รัฐสภาในช่วงเย็นวันนี้ (30 พ.ค.) เนื่องจากมีรายละเอียดจำนวนมาก จะทำเล่นๆ ไม่ได้ เพราะกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้อง ซึ่งรายละเอียดในหนังสือมีการเผยแพร่ผ่านสื่ออยู่แล้ว แต่ตนจะไปชี้แจงถึงเหตุผลและความเห็นให้รับทราบเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ภายหลังการประชุมร่วมกับนายกฯเสร็จสิ้น ผู้สื่อข่าวพยายามเรียกนายสมศักดิ์อีกครั้ง แต่ไม่ได้ออกมาพบสื่อมวลชนและไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ และเดินทางออกจากทำเนียบฯทันที

‘หมอเปรม’หนุนชะลอตั้งกมธ.ฯตรวจสอบประวัติและความประพฤติองค์กรอิสระ

‘หมอเปรม’หนุนชะลอตั้งกมธ.ฯตรวจสอบประวัติและความประพฤติองค์กรอิสระ

‘หมอเปรม’หนุนชะลอตั้งกมธ.ฯตรวจสอบประวัติและความประพฤติองค์กรอิสระ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.12 น.

‘หมอเปรม’หนุนชะลอตั้งกมธ.ฯตรวจสอบประวัติและความประพฤติองค์กรอิสระ ชี้ต้องทำให้รอบคอบ-ใสสะอาด เตือนถ้าเมินเสียงทักท้วง จะกลายเป็น‘บูมเมอแรง’ที่ขว้างออกไปแรงย้อนกลับมาเร็ว ตัดคอพวกเราเอง

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) อภิปรายสนับสนุนญัตติให้ชะลอการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยระยะหลังเกิดขึ้น เพราะองค์กรอิสระมาโดยตลอด แรกเริ่มก็ดูเหมือนเป็นความหวังสำหรับการปฏิรูปการเมือง แต่ต่อมาชักจะไม่ใช่ แต่เป็นในลักษณะของการแต่งตั้งองค์กรอิสระในยุคใด ก็มักจะตอบสนองคนแต่งตั้งในยุคนั้น ตอบสนองผู้มีอำนาจในการเห็นชอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครองใดก็ตามก็ล้วนถูกผลกระทบจากองค์กรอิสระทั้งสิ้น

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีบางท่านประชาชนเลือกเข้ามา 14-15 ล้านเสียง แต่ก็ตกกระป๋องเพราะมติของกรรมการองค์กรอิสระเพียง 9 คน ทฤษฎีใหม่ทางการเมืองบอกว่า การควบคุมประเทศไทยต้องหาทางให้มีส่วนได้เสียในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ซึ่งก็มีคณะปฏิวัติรัฐประหารได้มีส่วนในการแต่งตั้งองค์กรอิสระแล้วก็ปกครองประเทศมายาวนาน ผู้มีอำนาจแต่งตั้งก็ไม่มีความผิด เหมือนอย่างกรณีที่รู้จักกันทั้งประเทศว่ายืมนาฬิกาเพื่อนก็ไม่ผิดเพราะองค์กรอิสระบอกว่าไม่ผิด องค์กรอิสระคือทฤษฎีควบคุมประเทศไทยยุคใหม่ แม้เราจะพ้นจากการปฏิวัติรัฐประหารแต่เราก็มาเจอรูปแบบใหม่ในการควบคุมองค์กรอิสระ คือวุฒิสภา

“ทั้งนี้ เมื่อวุฒิสภาแต่งตั้งองค์กรอิสระแล้วอยู่ไปได้อย่างน้อ 7-9 ปีโดยไม่มีการถอดถอน ไม่เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มีองค์กรอิสระ รัฐธรรมนูญปี 2540 แต่งตั้งและถอดถอนองค์กรอิสระได้ เพราะเป็นคนมีผิดชอบชั่วดีได้ผิดพลาดได้ แต่รัฐธรรมนูญปี 2560 ให้องค์กรอิสระอยู่ไปจนครบวาระแต่งตั้งเสร็จแล้วถอดถอนไม่ได้  เหมือนตีเช็คเปล่าแล้วไปกรอกตัวเลขเอาเอง ตรงนี้เป็นอันตราย ผมขอเตือนว่าอย่าให้ประเทศชาติถึงทางตัน คือคนเสื่อมศรัทธาองค์กรอิสระ เสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการแต่งตั้งที่มีปัญหา วันนี้สว.ส่วนหนึ่งอยู่ในการไตร่สวนสอบสวนของกกต. วันนี้ก็มีการประกาศเพิ่มเติมเรียกผู้ถูกกล่าวหาไปชี้แจงอีก 22 คนรวมแล้วเป็น 127 คน จากจำนวนวุฒิสภา 200 คน เรื่องแบบนี้จึงต้องระวัง เพราะถ้าไม่ระวังเกิดเหตุเหตุภัยทีหลังจะเป็นผลอย่างที่อาจารย์จรัญภักดีธนากุลได้กล่าวเอาไว้” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ตนมีความห่วงใยไม่อยากให้ติดกับดัก เราจะชะลอการแต่งตั้งไปก่อนได้หรือไม่ ถ้าเราพิสูจน์แก้ข้อกล่าวหาถึงที่มาแล้วเสร็จค่อยมาพิจารณาแต่งตั้งองค์กรอิสระถึงจะสง่างาม ไม่มีใครต่อว่าเราได้ อย่าลืมว่า เมื่อวุฒิสภาเลือกแล้วต้องนำรายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยเป็นขั้นตอนสุดท้ายเราจึงควรกลั่นกรองให้ใสสะอาดก่อนเพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทจะดีหรือไม่ 

สำหรับกรณีที่มีบางคนบอกว่า ถ้าสว.ไม่เลือกจะผิดมาตรา 157 ขอบอกว่าเป็นการพูดที่ใช้ตรรกะในทางที่ผิด เช่นเดียวกับตำรวจเห็นผู้ต้องหามีหมายจับปรากฏตัวต่อหน้าแล้วไม่จับนั่นผิดมาตรา 157 แต่กรณีนี้ไม่เกี่ยวกับมาตรา 157 เพราะเป็นการประชุมสมัยวิสามัญฯ ไม่บรรจุเรื่องนี้มาก็ได้รอไปพิจารณาในสมัยประชุมสามัญก็ได้ แต่เมื่อมีการบรรจุในระเบียบวาระแล้วให้ชะลอไว้ก่อนได้ การพิจารณาจะช้าหรือเร็วไม่สำคัญ แต่สำคัญตรงที่วุฒิสภาเลือกองค์กรอิสระต้องสง่างาม อย่ามองว่าวุฒิสภาจะทำอะไรก็ได้ อย่าลืมว่าวุฒิสภาอยู่ได้ต้องอาศัยความศรัทธาจากประชาชน ถ้าสวนกระแสประชาชนจะเป็นปัญหาภายหลังได้ เมื่อถึงวันนั้นเราจะเสียใจในภายหลัง วันนี้เรามีเครื่องมือมีอำนาจในการแต่งตั้งองค์กรอิสระ ถ้าเราทำอย่างสุกเอาเผากินไม่ฟังเสียงทักท้วงไม่ฟังเสียงใครมันจะกลายเป็นมูมเมอแรง ที่กว้างออกไปแรงมันก็จะย้อนกลับมาเร็วตัดคอพวกเราเอง

‘อนุทิน’ยัน มท.พร้อม หากเกิดเหตุฉุกเฉินพื้นที่ชายแดนช่องบก

'อนุทิน'ยัน มท.พร้อม หากเกิดเหตุฉุกเฉินพื้นที่ชายแดนช่องบก

‘อนุทิน’ยัน มท.พร้อม หากเกิดเหตุฉุกเฉินพื้นที่ชายแดนช่องบก

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.58 น.

“อนุทิน”ยัน มท.มีความพร้อม หากเกิดเหตุฉุกเฉินพื้นที่ชายแดนช่องบก ใช้มิติเครือข่ายกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านประชาสัมพันธ์แจ้งปชช.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมรับมือในการดูแลประชาชนหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ในพื้นที่บริเวณชายแดนช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ว่า ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้การดูแลความปลอดภัยประชาชนในเขตไทย ยืนยันขณะนี้มีความพร้อม ทั้งเรื่องอาหารศูนย์อพยพ ยารักษาโรค และการประกาศให้ประชาชนออกมาอยู่บริเวณนอกเขตอันตราย ส่วนเรื่องการเจรจา การเตรียมความพร้อมกำลัง เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง ทหาร กระทรวงกลาโหม และกระทรวงการต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในส่วนกระทรวงมหาดไทยจะใช้มิติของกำนันผู้ใหญ่บ้านในการช่วยประชาสัมพันธ์ โดยใช้เครือข่ายทั้งหมด จึงผู้ว่าราชการจังหวัดอยู่ในพื้นที่ตลอด

‘อนุทิน’ปัดเอี่ยว สว.ตั้ง กมธ.แจมปมมติแพทยสภา เชื่อ’สมศักดิ์’เอาอยู่

'อนุทิน'ปัดเอี่ยว สว.ตั้ง กมธ.แจมปมมติแพทยสภา เชื่อ'สมศักดิ์'เอาอยู่

‘อนุทิน’ปัดเอี่ยว สว.ตั้ง กมธ.แจมปมมติแพทยสภา เชื่อ’สมศักดิ์’เอาอยู่

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.55 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี สว.มีการตั้งกรรมาธิการร่วม 2 คณะ เพื่อตรวจสอบกรณีแพทยสภามีมติลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวกับการพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าสีน้ำเงินเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ด้วย ว่า ตนไม่รู้เรื่อง ตอนนี้ไม่กล้าเดินเข้าไปตึก สว.แล้ว ก่อนหน้านี้ยังไปขอข้าวเขากิน ไปหา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง บ้าง แต่ตอนนี้ถูกผูกจนไม่ไปแล้ว รอให้เรื่องเรียบร้อยก่อนค่อยไปหากันใหม่

ผู้สื่อข่าวถามว่า สังคมมองกันว่า สว.คือสีน้ำเงิน นายอนุทิน กล่าวว่า “สีน้ำเงินคือสีที่ดี เป็นสีประเสริฐ สีมงคล เป็นสีแห่งความจงรักภักดี”

เมื่อถามย้ำว่า แต่ถูกโยงกลายมาเป็นความขัดแย้งทางการเมือง นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่รู้ใครโยง อย่าวันนี้ที่เนชั่นตนก็ไป มีประชุมเรื่องยาเสพติดที่กระทรวงยุติธรรม พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม เชิญมาตนก็ไป แม้มีคนโยงว่ากระทรวงยุติธรรมกับกระทรวงมหาดไทยไม่ถูกกัน แต่เรื่องงานสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด พอตนไปทำไมไม่มาบอกว่าสามัคคีกัน ทำไมยังบอกว่าขัดแย้งอยู่ วันนี้ไม่รู้ว่าคนที่เสี้ยมเป็นใครกันแน่ ถ้าไม่ถูกกันจะไปทุกงานอย่างนี้ได้อย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีกระทรวงสาธารณสุขมีความวุ่นวาย หลัง นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข วีโตมติแพทยสภา นายอนุทิน กล่าวว่า วุ่นวายอย่างไร ไม่วุ่นวาย เมื่อสักครู่ได้ประชุมร่วมกับนายสมศักดิ์ที่ทำเนียบฯ ต่างสนับสนุนข้อมูลต่างๆ กันด้วยดี
เมื่อถามว่า ในฐานะอดีต รมว.สาธารณสุข คิดว่านายสมศักดิ์เอาอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายสมศักดิ์เป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ตนยังไม่จบชั้นมัธยมศึกษาเลย

‘ไอติม’ชำแหละงบการศึกษา ย้ำต้องรีเซต 6 ด้าน มองปฏิรูปเป็นวาระเร่งด่วน

'ไอติม'ชำแหละงบการศึกษา ย้ำต้องรีเซต 6 ด้าน มองปฏิรูปเป็นวาระเร่งด่วน

‘ไอติม’ชำแหละงบการศึกษา ย้ำต้องรีเซต 6 ด้าน มองปฏิรูปเป็นวาระเร่งด่วน

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.54 น.

ปฏิรูปวาระเร่งด่วน! ‘ไอติม’ชำแหละงบการศึกษา ย้ำต้องรีเซต 6 ด้าน ฉะ ODOS 1 อำเภอ 1 ทุน เหมือนถูกหวยเลขท้าย 2 ตัว หวั่นแค่พีอาร์ดูดี แต่ไม่ได้แก้โครงสร้าง ชี้ต้องไม่เน้นแค่การสร้างของเล่น เผยงบอัดฉีดด้านเทคโนโลยีการศึกษาสูงลิ่ว เท่างบฯ สร้างตึกสตง. 7 ตึก

เมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาฯ คนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 เป็นวันที่ 3  

โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณด้านการศึกษาว่า งบประมาณนี้ถูกจัดทำในห้วงเวลาที่ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แม้การลงทุนในการศึกษาและการยกระดับภาคการศึกษานั้น จะเป็นการลงทุนที่ไม่เห็นผลทันทีทันใด แต่เราต้องยืนยันว่าการลงทุนในมนุษย์เป็นการลงทุนที่จำเป็นและสำคัญมากต่อการทำให้เราอยู่รอด และแข่งขันกับโลกในอนาคตได้ การศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้ ซึ่งงบประมาณด้านการศึกษาของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ปีละ 4% และกระทรวงศึกษาธิการก็ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุด แต่ภายใต้รัฐบาลปัจจุบัน โครงสร้างงบประมาณการศึกษานั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นหากเราต้องการให้เกิดความคุ้มค่า ตนเห็นว่าเราต้องไปให้ไกลกว่าแค่ปรับปรุงหรือเพิ่มแต่งประมาณหลายโครงการ แต่ต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภาพใหญ่ ต้องรีเซตอย่างน้อย 6 ด้าน

ด้านแรก คือหลักสูตร ต้องไม่ใช่เหล้าเก่าในขวดใหม่ เพราะหลักสูตรเป็นหัวใจสำคัญของระบบการศึกษา เป็นการกำหนดเข้าใหม่ ปีนี้ดูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่กระทรวงศึกษาธิการออกมาประกาศว่าจะเดินหน้าหลักสูตรใหม่ฉบับปี 2568 แต่พอไปดูรายละเอียดไส้ใน เรากลับค้นพบว่าการจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่ ถูกจัดทำแบบลวกๆ ไม่รอบคอบเพียงพอ เสี่ยงต่อการเสียของ

“รัฐบาลไปเล่นท่ายากและท่าพิศดารโดยไม่จำเป็น ทางเลือกที่รัฐบาลสามารถเลือกได้กลับไม่เลือก คือการเพิ่มการต่อยอดจากหลักสูตรฐานสมรรถนะ ที่กระทรวงศึกษาฯและผู้เชี่ยวชาญและมีการเตรียมการวิจัยมาหลายปี ใช้งบประมาณหลายล้านบาท อบรมครูไปแล้วหลายส่วน  สิ่งที่รัฐบาลกลับไปเลือกคือการตั้งหลักสูตรขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ภายในระยะเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน ผมนับได้ 116-224 วัน” นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้เผื่อเวลาเพียงพอให้ครูและสถานศึกษาเตรียมความพร้อมสำหรับหลักสูตรใหม่ เรามีการเปิดเทอมไปเมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา แต่เอกสารทั้งหมดเกี่ยวกับหลักสูตรใหม่นั้น ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณะวันที่ 1 เม.ย. โรงเรียนมีเวลา 45 วันในการศึกษาและปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนของครูให้สอดคล้องกับหลักสูตรใหม่ กระบวนการที่อาจจะไม่รอบคอบเพียงพออาจจะทำให้หลักสูตรใหม่ไม่ประสบความสำเร็จ

นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า ด้านที่ 2 คือเรื่องภาระงานครู รัฐบาลต้องให้หยุดเป็นโรงงานผลิตแรงงาน ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขาดแคนอัตรากำลังคน การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่จะเพิ่มคนโดยการสร้างงานเสมอไป หากสามารถช่วยลดภาระงานครูที่ไม่จำเป็นออก เพื่อให้มีเวลามากขึ้นในการใช้เตรียมการเรียนการสอน หลายโครงการที่เพิ่มภาระงานครูโดยไม่จำเป็น เช่น โครงการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระหน้าที่ให้กับครู โดยผลชี้วัดไม่ได้สะท้อนความโปร่งใสของสถานศึกษาได้จริง ส่วนด้านที่ 3 คือต้องลดความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลต้องไปไกลกว่าการแจกทุน ไม่ใช่การแจกทุนไม่ดีกับภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดขาดการแจกทุนเนื่องจากเท่าไหร่ก็อาจจะไม่พอ

นายพริษฐ์ กล่าวถึง โครงการหนึ่งอำเภอหนึ่งทุน หรือ ODOS ของรัฐบาล ว่า เป็นโครงการที่ช่วยเหลือนักเรียนกว่า 5,700 คน แต่ถ้าคิดเป็นจำนวนนักเรียนที่ได้ทุนก็เหมือนกับการถูกหวยเลขท้าย 2 ตัว แม้ตนจะเชื่อว่าทุน ODOS จะสร้างอนาคตให้กับเด็กที่ได้รับทุนอย่างแน่นอน ส่วนนี้เห็นด้วย แต่ตนก็เห็นว่ารัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังกว่านี้ในการแก้ปัญหาอื่น เพื่อทำให้เด็กที่ขาดโอกาสอีกจำนวนมากและมีโอกาสหลุดพ้นจากกับดักความยากจน โดยการหาทางออกของโรงเรียนขนาดเล็กที่ยังขาดงบ รวมถึงต้องแก้ไขสถานการณ์ทางการเงินของ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ด้วย รัฐบาลยังไม่แก้ปัญหาเชิงรุกมากเพียงพอ ไม่เช่นนั้น โครงการ ODOS จะกลายเป็นเพียงกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR เป็นประโยชน์ ประชาสัมพันธ์แล้วดูดีแต่ไม่ได้แก้ไขตัวกิจการหลักของกระทรวงศึกษาธิการ

นายพริษฐ์ ระบุว่า ด้านที่ 4 คือการลงทุนในเทคโนโลยี รัฐบาลต้องไม่เน้นแค่การสร้างของเล่นใหม่ รัฐบาลชุดนี้มีการลงทุนเยอะมาก กับโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการศึกษา สูงถึง 13,000-15,000 ล้านบาท เช่น โครงการแพลตฟอร์ม Anywhere Anytime เทียบเท่ากับการสร้างอาคาร สตง. 6-7 อาคาร ซึ่งหากเรามีความกังวลเช่นไร กับการก่อสร้างอาคารที่อาจจะร้าง ไม่มีคนใช้ ซ้ำซ้อนกับที่มีอยู่ หรือหรูหราเกินจำเป็น เราก็ต้องมาตรวจสอบเช่นกันว่าเราไม่ได้กำลังจะสร้างแพลตฟอร์มที่อาจจะร้าง ไม่มีคนใช้ ซ้ำซ้อนกว่าที่มีอยู่ หรือหรูหราเกินจำเป็นเช่นกัน

ด้านที่ 5 คือการรีเซ็ตใบปริญญาให้เชื่อมกับอนาคต และไม่เป็นแค่ใบการันตี ตนเข้าใจดีว่าใบปริญญาอาจจะเป็นใบเบิกทางในหลายด้านของชีวิต แต่ต้องยอมรับว่าการมีใบปริญญาในเวลานี้ไม่เพียงพออีกต่อไป ในการรับประกันว่าจะมีงานที่รายได้ดีหลังจากเรียนจบ เพราะหลักสูตรที่เรามีนั้น อาจจะไม่รับประกันว่าเด็กที่จบมาอาจจะตอบโจทย์ความต้องการของตลาด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เคยยอมรับกับกรรมาธิการฯ ของตนว่าหลักสูตรไม่ได้ตอบโจทย์กับการศึกษา ซึ่งตนเห็นว่า อว. ก็ยังไม่ได้ใช้งบประมาณที่ตอบโจทย์ ในการเพิ่มแรงจูงใจให้มหาวิทยาลัยนั้นมีการปรับสาขาและคณะให้เท่าทันตลาดมากขึ้น

และด้านที่ 6 คือการรีเซตบทบาทรัฐเกี่ยวกับการยกระดับแรงงาน หลายครั้งที่รัฐเผลอไปคิดแทนตลาด โครงการที่เข้าข่ายในเรื่องนี้ คือโครงการเชฟ 1 หมู่บ้าน 1 อาหารไทย ภายใต้นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ซึ่งปีนี้ได้รับการจัดสรรงบประมาณ 70 ล้านบาท เพื่อผลิตเชฟเข้าสู่เข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร ตนคิดว่าในห้วงเวลาที่ธุรกิจร้านอาหารกำลังซบเซา มีการปิดธุรกิจร้านอาหารเพิ่มขึ้น 89% ในปี 2567 หลายคนบอกว่าเป็นการเผาจริง แต่รัฐบาลไปวิเคราะห์และจับสัญญาณตลาดอย่างไร ถึงได้ข้อสรุปเป็นแบบนี้ ตนขอเสนอโมเดลหนึ่งที่ชื่อว่า “เอกชนเลือก ผู้เรียนฝึก รัฐจ่าย” เป็นการรวบงบประมาณของโครงการยกระดับทักษะที่ให้ผู้เรียนไปเลือกเองว่าจะเรียนเกี่ยวกับอะไร

“การศึกษานั้นไม่ได้มีแค่ความสำคัญกับอนาคตของประเทศ เพื่ออนาคตของลูกหลานเรา แต่การศึกษานั้นเป็นบริการแรกที่เราได้รับจากรัฐเกิดขึ้นในประเทศนี้ ดังนั้น หากเราต้องการให้ประชาชนในประเทศนี้มีสัมผัสแรกกับรัฐที่ดี ผมเห็นว่าวาระการปฏิรูปการศึกษานั้น เป็นวาระที่เร่งด่วนและรอไม่ได้ เหมือนกับที่มีท่านหนึ่งได้กล่าวไว้ ไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำตอนไหน” นายพริษฐ์ กล่าว

‘ทักษิณ’มองเป็นอำนาจ‘รมว.สธ.’ วีโต้มติแพทยสภา

‘ทักษิณ’มองเป็นอำนาจ‘รมว.สธ.’ วีโต้มติแพทยสภา

‘ทักษิณ’มองเป็นอำนาจ‘รมว.สธ.’ วีโต้มติแพทยสภา

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.45 น.

‘ทักษิณ’ระบุ กรณีการวีโต้มติแพทยสภา เป็นอำนาจของ รมว.สาธารณสุข ถาม’ต้องให้บอกชื่อด้วยไหม’หลังคนสงสัยแชทแพทยสภาหลุดอาจไม่ใช่ของจริง แย้มคนส่งสติ๊กเกอร์ Yes ระดับสูงมาก ชี้ไม่มีปัญหาถ้าทุกคนเคารพกติกา ไร้อคติ มีจรรยาบรรณ สอนกฎหมาย’เสรีพิศุทธ์’ส่งหลักฐานเพิ่มเติม ศาลก็ไม่รับ เพราะไม่ใช่ผู้เกี่ยวข้องกับคดี

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่อาคารอินเตอร์ลิงค์ทาวเวอร์ บางนา นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ แพทยสภา ได้ทำหนังสือส่งความเห็นกลับต่อมติของแพทยสภา ลงโทษแพทย์ 3 คน ปมชั้น 14 ว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีสาธารณสุข เมื่อถามว่ามองเป็นผลดีหรือไม่นายทักษิณกล่าวว่าไม่ทราบครับ แล้วแต่คนจะมอง

เมื่อถามว่า มีคนสงสัยไลน์แชต  กลุ่มแพทยสภาที่หลุด ได้มาอย่างไร นายทักษิณ ร้อง โอ้ก่อนกล่าวว่า ต้องไปถามคนในกลุ่ม ไม่อย่างนั้นมันไม่หลุดหรอก

เมื่อถามว่า มีคนตั้งข้อสังเกตไม่ใช่ของกรรมการแพทยาสภา นายทักษิณ กล่าวว่า ต้องให้บอกชื่อไหม ต้องให้บอกชื่อด้วยไหม ก็เข้าใจว่าคงส่งไปให้ทุกคนทราบหมดแล้ว เมื่อถามว่า การตอบกลับในแชทด้วยสติกเกอร์ YES มีตำแหน่งในแพทยสภาสูงใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า สูงมาก

เมื่อถามว่า ถ้ามีการวีโต้แบบนี้ แต่ทางแพทยสภา ยืนยันมติตามเดิมแล้วจะเป็นอย่างไร นายทักษิณ กล่าวว่า ก็ว่ากันไปตามกติกา ทุกอย่างมีกติกา เมื่อถามว่า ส่วนที่มีการเปิดเอกสารวีโต้ โดยรายละเอียดส่วนใหญ่ กล่าวถึงการพิจารณาของแพทยสภา และการลงโทษแพทย์ทั้งสองคน ซึ่งการดำเนินการแบบนี้ จะทำให้แพทยสภา กับคณะกรรมการที่นายสมศักดิ์ตั้งขึ้น มีปัญหากันในวงการแพทย์หรือไม่

นายทักษิณ กล่าวว่า หลักการคือถ้าทุกคนเคารพกติกา ไม่มีอคติต่อกัน มีจรรยาบรรณในวิชาชีพของตัวเอง ก็ไม่มีปัญหา แต่บางทีบางครั้ง ก็เลือกข้าง วันนี้ประเทศไทยเราต้องหยุดเลือกข้างได้แล้ว ต้องมาเลือกข้างประชาชน เลือกข้างประเทศไทยดีกว่า มันจะทำให้บ้านเมืองสงบเสียที และสื่อทั้งหลายก็เช่นกัน อย่าไปเอาความขัดแย้งมาใช้เยอะ ทุกอย่างมันจะได้เบาบางลง วันนี้บางทีพอเราเสนอความขัดแย้งมากๆ คนที่ไม่มีอาชีพก็พลอยมีไปด้วย

เมื่อถามว่า วันที่ 13 มิ.ย. จะเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเองหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า ยังไม่ทราบต้องปรึกษาฝ่ายกฎหมายให้ชัดเจนก่อน เมื่อถามว่าหากผลเป็น Worst caste (เลวร้ายที่สุด)จะพร้อมรับมือใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร worst เพราะ the worst มันผ่านไปแล้ว

เมื่อถามว่า ส่วนที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ระบุว่าหากผลวันที่ 13 มิ.ย. ออกมาเป็นลบ นายทักษิณ ต้องหนีออกนอกประเทศแน่ นายทักษิณ กล่าวว่า ต้องถามหนูรี ว่าเอาข่าวมาจากไหน

เมื่อถามต่อว่าพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่าเคยไปเยี่ยมนายทักษิณมา 2 ครั้ง และบอกว่านายทักษิณสบายดี นายทักษิณ ถามกลับว่า “แล้วหนูรีสบายดีหรือเปล่า ผมก็เป็นห่วงอยู่”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนนายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ไปยื่นหลักฐานเพิ่มเติม ว่าในใบเสร็จของโรงพยาบาลตำรวจ ไม่มีค่ารักษาพยาบาล มีแต่ค่าห้อง นายทักษิณ กล่าวว่า เขาไม่ใช่ผู้เสียหาย และผู้เกี่ยวข้องในคดี ศาลรับฟังไม่ได้ อันนี้ตาม  กฏหมาย แต่เขาน่าจะรู้ เพราะเรียนกฎหมายตั้งเยอะ สงสัยลืมหมดแล้ว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ส่วนที่มีการปรากฏภาพถ่ายหน้าจอโทรศัพท์ในแอปพลิเคชัน ก่อนนัดพบนายทักษิณนั้น นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่รู้ ตนเองไม่ค่อยรู้เรื่อง  เมื่อถามต่อว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เคยไปเยี่ยมถึง 2 ครั้ง และพูดคุยกันหลายเรื่องนั้น มีเรื่องอะไรบ้าง นายทักษิณ กล่าวว่า ก็ไปถามพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อย่ามาถามตน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อ้างก็ต้องถามท่าน

‘ทักษิณ’จ่อประสานเมียนมา-จีนปราบยานรก‘ว้าแดง’ ไม่หวั่นโดนตั้ง‘ค่าหัว’

‘ทักษิณ’จ่อประสานเมียนมา-จีนปราบยานรก‘ว้าแดง’ ไม่หวั่นโดนตั้ง‘ค่าหัว’

‘ทักษิณ’จ่อประสานเมียนมา-จีนปราบยานรก‘ว้าแดง’ ไม่หวั่นโดนตั้ง‘ค่าหัว’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.38 น.

‘ทักษิณ’จ่อประสาน‘เมียนมา- จีน’ปราบแหล่งผลิตยาเสพติด สวน‘ว้าแดง’รู้หมดโรงงานอยู่ไหน ไม่หวั่นโดนตั้ง‘ค่าหัว’เหมือนอดีต

เมื่อเวลา 10.50 น.วันที่ 30 พ.ค.68 ที่อาคารอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีโฆษกว้าแดง ออกมาตอบโต้ในพื้นที่ไม่มีการผลิตยาเสพติด และท้าให้นายทักษิณ โชว์หลักฐาน ว่า ถ่ายรูปไว้หมดแล้วเห็นหมดแล้ว โรงงานอยู่ตรงไหนบ้าง

เมื่อถามว่ากรณีว้าแดงไม่ใช่เราจะเข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในเขาใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่ เราจะขอความร่วมมือจากรัฐบาลเมียนมา และรัฐบาลจีน ว่า แหล่งนี้เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย ขอให้ช่วยกันหน่อย ถ้าเขาช่วยไม่ได้ เพราะเข้าไปควบคุมดูแลไม่ได้ เราก็ต้องดูแลตัวเอง

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่เพราะในอดีต ตัวท่านเคยถูกตั้งค่าหัว 80 ล้านบาทมาแล้วเรื่องนี้ นายทักษิณ กล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก ตั้งมาเลย ผมมันประเภทแบบว่ามีหลวงพ่อหนังวัดโกยแน่บอยู่แล้ว”

เมื่อถามว่าครั้งนี้คิดว่าไม่น่าจะมีอีกใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่มีหรอก อย่าไปกลัว แต่ก็ไม่ต้องไปท้าทาย สบายๆ อยู่อย่างนี้แหล่ะ

‘ทักษิณ’เผยเคลียร์‘ฮุน เซน’จบแล้ว ถอยทั้งคู่ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามตะกร้อ

‘ทักษิณ’เผยเคลียร์‘ฮุน เซน’จบแล้ว ถอยทั้งคู่ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามตะกร้อ

‘ทักษิณ’เผยเคลียร์‘ฮุน เซน’จบแล้ว ถอยทั้งคู่ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามตะกร้อ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.23 น.

‘ทักษิณ’เผยเคลียร์‘ฮุน เซน’จบแล้ว ถอยทั้งคู่ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามตะกร้อ

เมื่อเวลา 10.50 น.วันที่ 30 พ.ค.68 ที่อาคารอินเตอร์ลิงค์ ทาวเวอร์ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารไทยและกัมพูชาปะทะกันบริเวณพื้นที่ชายแดนช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ว่า คิดว่าน่าจะเคลียร์กันจบแล้ว ผู้ใหญ่ทั้ง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีคุยกันรู้เรื่อง และทางทหารก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มันเป็นเรื่องกระทบกระทั่งกันในพื้นที่ของทหารชั้นผู้น้อย กติกาก็คือเขตแดนที่ไม่ชัดเจน ไม่มีการปักปัน ใครเป็นอย่างไรก็ให้ถอยออกไปเป็น “โนแมนแลนด์” ไม่ต้องมีคนอยู่ มันก็จะไม่มีอะไรไปกระทบกระทั่งกัน เพราะการปักปันเขตแดนของแต่ละประเทศทั่วโลก ใช้เวลาเป็น 1,000 ปี คุยกันไม่จบหรอก เพราะฉะนั้นก็เป็นโนแมนแลนด์เสีย ซึ่งความจริงแถวนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นป่าเท่านั้น

เมื่อถามว่า นายทักษิณ ได้คุยกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และประธานองคมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า 2 รัฐบาลคุยกันตลอด

“ผมและท่านฮุนเซนคุยกันเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่มีอะไร ทุกฝ่ายต้องอย่าไปเติมเชื้อ มันเป็นเรื่องที่กระทบกระทั่งกันบริเวณชายแดน แทนที่จะยิงกัน ก็เปลี่ยนมาเป็นเตะตะกร้อกันตอนเย็นก็ไม่มีอะไรแล้ว” นายทักษิณ กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีที่มีข่าวออกมามีการส่งกำลังทหารและอาวุธมาที่บริเวณชายแดน ดูแล้วสถานการณ์น่ากลัวหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่มีหรอกถอยหมดแล้ว

เมื่อถามว่าที่บอกว่าเคลียร์กับสมเด็จฮุน เซน เรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมสมเด็จฮุน เซน ยังมีการโพสต์เฟซบุ๊ก กับการพูดของกองทัพไทย เงื่อนไข 3 ข้อกับ 4 ข้อ มันแตกต่างกันมากเลย นายทักษิณ กล่าวว่า เดี๋ยวก็ดีขึ้น บางทีบางครั้งมันพูดกันคนละที แต่หลักการไม่มีอะไร ไม่มีการเพิ่มความตึงเครียด ช่วยกันทั้ง 2 ฝ่าย  และพยายามอธิบาย ให้คนที่อยู่ในพื้นที่เข้าใจว่า เราเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ควรมีความขัดแย้งกัน

เมื่อถามว่าทางสมเด็จฮุน เซน พยายามหยิบยกกรณีเขาพระวิหารขึ้นมาพูดด้วย นายทักษิณ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้อ่าน

‘พันธุ์ใหม่’ชักแม่น้ำทั้งห้า! แจงยิบ‘ญัตติชะลอตั้งองค์กรอิสระ-ตรวจสอบประวัติศาลฯ’

‘พันธุ์ใหม่’ชักแม่น้ำทั้งห้า! แจงยิบ‘ญัตติชะลอตั้งองค์กรอิสระ-ตรวจสอบประวัติศาลฯ’

‘พันธุ์ใหม่’ชักแม่น้ำทั้งห้า! แจงยิบ‘ญัตติชะลอตั้งองค์กรอิสระ-ตรวจสอบประวัติศาลฯ’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.22 น.

“พันธุ์ใหม่”ชักแม่น้ำทั้งห้า! แจงยิบ”ญัตติชะลอตั้งองค์กรอิสระ-ตรวจสอบประวัติศาลฯ” ย้ำมี 13 สว.เคยลาออก กมธ.สอบประวัติ ป.ป.ช.หลังร้องสอบดีเอสไอ ชี้ควรเดินตามหลักการ ป้องเกิดประโยชน์ทับซ้อน ด้าน”นันทนา”หวั่นเลือกคนเข้ามาตรวจสอบคดีตนเอง ทำงานต่างตอบแทน เตือนหากฝืนไปต่อ ระวังเจอ ปชช.ยื่นสอบจริยธรรม

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 2 (สมัยวิสามัญ) เป็นพิเศษ ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติขอให้ชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติฯ ของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้ความเห็นชอบกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนกว่ามีคำตัดสินในคดีที่สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวนมาก ตกเป็นผู้ถูกร้องและผู้ร้องขณะนี้ ที่ได้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนวาระเดิม ที่จะมีการตั้งกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ และให้ความเห็นชอบตำแหน่งต่างๆ ดังกล่าว

โดย นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะผู้เสนอญัตติ อภิปรายถึงเหตุผลของการเสนอญัตติว่า ขอยืนยันถึงหลักการทับซ้อนแห่งผลประโยชน์ เพราะ สว.จำนวนกำลังเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบทั้งโดย กกต.หรือกระทั่ง ป.ป.ช.แม้จะยังสถานะเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ ซึ่งญัตติดังกล่าวยังเกิดจากสิ่งที่ สว.หลายท่าน กรุยทางไว้ ไม่ว่าจะเป็นการร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ตรวจสอบบทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่มาแทรกแซงกระบวนการได้มาซึ่ง สว.รวมถึงเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมา มี สว.13 คน ลาออกจากกรรมาธิการสอบประวัติฯ ผู้ได้รับเสนอชื่อเป็น ป.ป.ช.เพื่อเป็นการป้องกันประเด็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ระหว่างปฏิบัติหน้าที่กับประเด็นการร้องทุกข์กล่าวโทษที่ได้ร้องทุกข์ไว้และอยู่ระหว่างการพิจารณาของ ป.ป.ช.

นายเทวฤทธิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อ สว.คำนึงถึงปัญหาการแทรกแซงกระบวนการปัญหาการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ในวันนี้ที่ สว.กำลังจะใช้สถานะผู้ให้ความเห็นชอบใน 3 องค์กรอิสระ ที่ สว.จำนวนมาก กำลังตกเป็นคู่กรณี ทั้งในสถานะผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องก็ตาม ดังนั้น จึงหนีไม่พ้นที่จะมองว่า เรื่องที่ดำเนินการอยู่นี้ผิดหลักการขัดกันแห่งผลประโยชน์ พร้อมเรียกร้องว่าไม่ควรปล่อยให้ สว.ทั้ง 13 คน ซึ่งได้ลาออกจากกรรมาธิการฯ ต้องเดินตามหลักการอย่างโดดเดี่ยว เพราะพวกท่านนำทางไว้ให้เราแล้ว ส่วนข้อกังวลที่ว่าจะเกิดสุญญากาศหากไม่มีคนเข้าไปทำงานในองค์กรอิสระต่างๆ นั้น เราไม่ได้ชะลอตลอดไป เพียงแค่ในช่วงที่มีการตรวจสอบ คาดว่าจะใช้ระยะเวลา ประมาณ 6 เดือน น่าจะแล้วเสร็จระหว่างนั้นยังรักษาการดำรงตำแหน่งอยู่ได้ ก็ขอให้สมาชิกคำนึงถึงผลเสียที่จะตามมาระหว่างการเดินหน้าต่อหรือชะลอไปก่อน

ด้าน น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.ลุกขึ้นอภิปรายต่อญัตติฯ ดังกล่าวว่า หากไม่บรรจุวาระการเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.และวาระการตั้งกรรมาธิการสามัญพิจารณาคุณสมบัติองค์กรอิสระอย่างเร่งรีบในสมัยประชุมวิสามัญนี้ เราคงไม่ต้องพิจารณาญัตตินี้ในวันนี้ เมื่อมีการบรรจุญัตตินี้แล้วก็หวังว่า สมาชิกทุกคนจะเปิดใจกว้าง รับฟังเหตุผลและเสียงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศจนนำไปสู่การลงมติเห็นชอบให้มีการชะลอการลงมติใดๆ เกี่ยวกับองค์กรอิสระออกไป แต่คำถามสำคัญคือ ทำไม สว.ต้องชะลอการลงมติเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรองค์กรอิสระ คำตอบที่ชัดเจนที่สุดคือ สว.กว่าครึ่งสภาฯ กำลังถูกแจ้งข้อกล่าวหาเรื่องการเข้าสู่ตำแหน่งโดยมิชอบ โดย กกต.และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กำลังตรวจสอบอยู่ แม้ตามหลักกฎหมายจะถือว่าผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้บริสุทธิ์แต่ถือว่าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้วเป็นผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า หาก สว.ลงมติเห็นชอบ กกต.จะเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ เลือกคนเข้ามาตรวจสอบคดีของท่านหรือไม่ อย่างนี้จะเรียกว่ามีธรรมาภิบาลหรือไม่ หรือเป็นเรื่องต่างตอบแทนกัน ส่วนกรณีที่ สว.จำนวน 92 คนยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อเอาผิดกับ รมว.ยุติธรรม และอธิบดีดีเอสไอ ฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 จากนั้นก็มีกลุ่ม สว.สำรองยื่นร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.ให้ตรวจสอบจริยธรรมของ สว.92 คน ข้อหาใช้อำนาจนิติบัญญัติก้าวก่ายการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อท่านเป็นผู้ถูกร้องมีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเป็นทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง แต่ท่านจะยังใช้สถานะ สว.คัดเลือก ป.ป.ช.จำนวน 3 คน เพื่อเข้าไปวินิจฉัยคดีของท่านอีกหรือ จะเป็นธรรมต่อผู้ร้องและผู้ถูกร้องหรือ หากท่านชนะคดีทั้งหมด คู่กรณีและประชาชนจะคิดอย่างไร

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า ขณะที่กรณี สว. 92 คน ยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ให้ตรวจสอบรองนายกรัฐมนตรี รวมถึงรมว.ยุติธรรม ในข้อหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอให้ถอดถอนจากตำแหน่ง และขอให้ศาลฯ สั่ง รมว.ยุติธรรม หยุดปฏิบัติหน้าที่ ท่านเป็นผู้ร้อง แล้วมาเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 2 รายเข้าไปดำรงตำแหน่ง ในขณะที่ท่านเป็นโจทก์อยู่จะเท่ากับว่าเป็นการเลือกผู้พิพากษามาตัดสินคดีของท่านเองหรือไม่ จะเป็นธรรมต่อฝ่ายจำเลยหรือไม่ นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ สว.จำเป็นต้องชะลอการลงมติในการเลือกองค์กรอิสระและชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาคุณสมบัติออกไปจนกว่าคดีจะสิ้นสุด เพราะหากดึงดันสังคมจะมองว่าท่านใช้สถานะสว.เพื่อประโยชน์แห่งคดีของท่านโดยแท้ ท่านอาจโต้แย้งเรื่องข้อกฎหมายว่า ไม่มีกฎหมายใดเปิดช่องให้หยุดปฎิบัติหน้าที่เป็นบางส่วนได้ หรืออาจมีผู้ร้องว่า สว.ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 แต่นี่เป็นครั้งแรกในรอบ 93 ปีของประชาธิปไตยไทยที่ สว.ถูกแจ้งข้อกล่าวหาเกินครึ่งสภาฯ ย่อมไม่มีกฎหมายไหนตามทัน เพราะเป็นเรื่องใหม่เพิ่งเกิดขึ้นในรุ่นนี้ เมื่อกฎหมายตามไม่ทันก็ต้องใช้จิตสำนึกและจริยธรรม

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ศาสตราจารย์พิเศษ จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้เสนอทางออกไว้กฎหมายไม่ได้เขียนห้ามก็จริงแต่ประเด็นที่ละเอียดกว่ากฎหมายสมควรทำหรือไม่ มันจะฝ่าฝืนจริยธรรมหรือไม่ ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นที่คิดว่าไม่มีปัญหามันจะเป็นปัญหาใหญ่ทีเดียว เวลาตรวจสอบบุคคลที่ทำหน้าที่สำคัญต้องตรวจสอบทางจริยธรรมว่า เป็นแบบอย่างได้หรือไม่ เมื่อเราจะตรวจสอบเขา การตรวจสอบต้องมีมาตรฐานจริยธรรม เพราะฉะนั้นเพื่อความรอบคอบควรเลื่อนภารกิจนี้ไปก่อน เพราะคนในองค์กรอิสระยังทำงานได้อยู่ ไม่ได้มีเหตุว่าถ้าไม่ผ่านภายในวันนี้ เดือนนี้จะเกิดสุญญากาศ

“ทั้งหมดเป็นคำแนะนำของปรมาจารย์ด้านกฎหมาย ที่ชี้ทางให้ สว.ทั้งหลายชะลอการทำหน้าที่เกี่ยวกับองค์กรอิสระออกไปก่อน เพื่อความสง่างามของการดำรงตำแหน่ง สว.และเพื่อไม่ให้การลงมติในวันนี้สร้างปัญหาต่อประเทศชาติและต่อตัวท่านเอง ทั้งนี้ สว.กลายเป็นเรื่องโด่งดังที่ประชาชนพากันจับตาว่า จุดจบของคดีนี้จะเป็นอย่างไร หากท่านทั้งหลายไม่ปิดหูปิดตาตนเอง ท่านย่อมทราบดีว่าขณะนี้ประชาชนจำนวนมากกล่าวขานถึง สว.ชุดนี้อย่างไร เขาคลางแคลงใจต่อที่มาของ สว.ชุดนี้มากเพียงใด” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า ท่านทั้งหลายอาจฟื้นฟูศรัทธาของประชาชนได้ด้วยการแสดงให้เห็นว่าการดำรงตำแหน่งสว.ของท่าน ไม่ได้ทำเพื่อผลประโยชน์แห่งตนหรือพวกพ้อง ด้วยการชะลอลงมติใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระจนกว่าคดีจะสิ้นสุด เมื่อท่านบริสุทธิ์ก็จะกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากท่านยังดึงดันที่จะลงมติเลือกองค์กรอิสระต่อไป โปรดรู้ไว้ว่าการกระทำของท่านได้ฝืนความรู้สึกของประชาชน และประชาชนผู้เป็นเจ้าของประเทศย่อมมีสิทธิ์ที่จะยื่นตรวจสอบจริยธรรมท่านที่ลงมติในวันนี้ด้วย

‘เผ่าภูมิ’เผย กมธ.หวยเกษียณปิดจ๊อบ พิจารณาร่างพรบ.เสร็จแล้ว ส่งสภาฯ บรรจุวาระ 2-3 ทันที

‘เผ่าภูมิ’เผย กมธ.หวยเกษียณปิดจ๊อบ พิจารณาร่างพรบ.เสร็จแล้ว ส่งสภาฯ บรรจุวาระ 2-3 ทันที

‘เผ่าภูมิ’เผย กมธ.หวยเกษียณปิดจ๊อบ พิจารณาร่างพรบ.เสร็จแล้ว ส่งสภาฯ บรรจุวาระ 2-3 ทันที

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.11 น.

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติกองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. แถลงข่าวว่า จากการประชุม กมธ.พิจารณาร่าง พ.ร.บ. กองทุนการออมแห่งชาติ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. เพื่อการทำนโยบายสลาก กอช. (หวยเกษียณ) ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2568 ถึงที่ 30 พฤษภาคม 2568 รวมการประชุมจำนวน 6 ครั้ง กมธ. ได้พิจารณาโดยใช้ร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรีเป็นหลักในการพิจารณา ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 13 มาตรา โดย กมธ. ได้มีการแก้ไขจำนวน 2 มาตรา ได้แก่ มาตรา 2 และมาตรา 8 (มาตรา 44/3 มาตรา 44/4 มาตรา 44/7 มาตรา 44/10 มาตรา 44/12 และมาตรา 44/14)

บัดนี้ กมธ. ได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งร่าง พ.ร.บ. ที่ กมธ. พิจารณาแล้วเสร็จ มีสาระสำคัญ ดังนี้

1. คุณสมบัติของผู้ซื้อสลาก กอช. (หวยเกษียณ)

 1) บุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปี โดยจะได้รับเงินคืนทั้งหมดเมื่ออายุครบ 60 ปี

 2) บุคคลที่มีอายุเกิน 60 ปี สามารถซื้อสลาก กอช. ได้เป็นคราว ๆ ซึ่งแต่ละคราวกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ซื้อสลาก กอช. ครั้งแรกในคราวนั้น และจะได้รับเงินออมทรัพย์ทั้งหมดคืนเมื่อครบกำหนดเวลา 5 ปีทุกคราว

2. สิทธิประโยชน์ของผู้ซื้อสลาก กอช. (หวยเกษียณ)

ผู้ซื้อสลาก กอช. มีสิทธิลุ้นรางวัลเป็นประจำทุกวันศุกร์ โดยมีเงินรางวัล ดังนี้

1) รางวัลที่ 1 มูลค่าหนึ่งล้านบาท จำนวน 5 รางวัล

2) รางวัลที่ 2 มูลค่า 1 พันบาท จำนวน 10,000 รางวัล

3) รางวัลพิเศษ ในกรณีการออกรางวัลใดไม่มีผู้ออมทรัพย์ถูกรางวัล ให้นำเงินรางวัลดังกล่าวไปตั้งหรือสมทบเป็นเงินรางวัลพิเศษในงวดถัด ๆ ไป

ทั้งนี้ จำนวนรางวัลและเงินรางวัลให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีกำหนดในกฎกระทรวง โดยคำนึงถึงความเหมาะสม สถานการณ์ สภาวะเศรษฐกิจ และจำนวนสลาก กอช. ที่ขายได้ โดยผู้ซื้อสลาก กอช. มีสิทธิซื้อสลาก กอช. ได้ไม่เกินคนละ 3,000 บาทต่อเดือน

3. การกำหนดสิทธิของผู้ซื้อสลาก กอช. (หวยเกษียณ) ให้สามารถได้รับเงินออมทรัพย์คืนก่อนอายุ 60 ปี ในกรณีดังนี้

1)กรณีทุพพลภาพ จำนวนไม่เกิน 3 ครั้ง

2) กรณีขอรับเงินคืนบางส่วนตามที่กำหนดโดยกฎกระทรวง

4. การกำหนดให้มีการคุ้มครองเงินต้นของผู้ออมทรัพย์ที่ซื้อสลาก กอช. (หวยเกษียณ) โดยให้กองทุนการออมแห่งชาติต้องคืนเงินที่ผู้ออมทรัพย์ซื้อสลาก กอช. เต็มจำนวน เมื่ออายุครบ 60 ปี

5. กำหนดให้เงินที่ได้รับจากการขายสลาก กอช. (หวยเกษียณ) ให้กองทุนการออมแห่งชาตินำไปหาประโยชน์สำหรับจ่ายให้แก่ผู้ออมทรัพย์

6. การกำหนดให้กองทุนการออมแห่งชาติแจ้งยอดเงินสะสมและเงินสมทบของสมาชิกหรือ

เงินออมทรัพย์ของผู้ออมทรัพย์ พร้อมทั้งผลประโยชน์ตอบแทนของเงินดังกล่าวให้สมาชิกหรือผู้ออมทรัพย์ทราบ

ทั้งนี้ ร่าง พรบ. ดังกล่าว คณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว และจะเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบในวาระ 2 – 3 ในช่วงเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรทันที

“ใกล้แล้วครับ…สำหรับหวยเกษียณ มาเปลี่ยนวันศุกร์ เป็นความสุขชองคนออมกันครับ” ดร.เผ่าภูมิ กล่าว