เปิดชื่อ 22 สว. กกต.เรียกล็อต 5 แจงคดี’ฮั้ว’ ยอดรวม 127 คนแล้ว

เปิดชื่อ 22 สว. กกต.เรียกล็อต 5 แจงคดี'ฮั้ว' ยอดรวม 127 คนแล้ว

เปิดชื่อ 22 สว. กกต.เรียกล็อต 5 แจงคดี’ฮั้ว’ ยอดรวม 127 คนแล้ว

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เรียกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้าชี้แจงเพิ่มเติมอีก 22 คน กรณีกล่าวหาว่า อาจพัวพันกับกระบวนการฮั้ว สว.เท่ากับว่าขณะนี้คณะกรรมการสืบสวนฯ ได้เชิญ สว.เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 5 ล็อต แบ่งเป็น ล็อตแรก 55 คน , ล็อตสอง 10 คน , ล็อตสาม 24 คน , ล็อตสี่ 16 คน และล็อตห้า 22 คน รวมเป็น 127 คน

สำหรับรายชื่อ สว.ล็อต 5 ที่ถูกเรียกเข้าชี้แจง มีดังนี้ 1.นางจุฑารัตน์ นิลเปรม 2.นางเจียระไน ตั้งกีรติ 3.นางมยุรี โพธิแสน 4.น.ส.จารุณี ฤกษ์ปราณี 5.น.ส.สุกัญญา ประจวบเหมาะ 6.นายกิตติพันธ์ อนันตกูลจิรโชติ 7.นายธนภัทร ตวงวิไล 8.น.ส.ภาวนา ว่องอมรนิธิ 9.นายกัมพล สุภาแพ่ง 10.นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ 11.นายอัครวินท์ ขำขุด

12.นางธารณี ปรีดาสันติ์ 13.นางรจนา เพิ่มพูน 14.น.ส.ปุณณภา จินดาพงษ์ 15.นายณรงค์ จิตราช 16.นายธนชัย แซ่จึง 17.นายพละวัต ตันศิริ 18.นายกัมพล ทองชิว 19.นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ 20.นายนพดล พิงสกุล 21.นายพรเพิ่ม ทองศรี (พี่ชายของ นายทรงศักดิ์ ทองศรี อดีตแกนนำพรรคภูมิใจไทย อดีต รมช.มหาดไทย) และ 22.นายสุพัตรชัย เตียวเจริญโสภา

สส.เพื่อไทยชู’รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์’เพิ่มงบศึกษาวิจัยปี’69 ลงทุนทรัพยากรมนุษย์ 3 มิติ

สส.เพื่อไทยชู'รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์'เพิ่มงบศึกษาวิจัยปี'69 ลงทุนทรัพยากรมนุษย์ 3 มิติ

สส.เพื่อไทยชู’รัฐบาลอุ๊งอิ๊งค์’เพิ่มงบศึกษาวิจัยปี’69 ลงทุนทรัพยากรมนุษย์ 3 มิติ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.50 น.

‘ลิณธิภรณ์‘ ชูรัฐบาล เพิ่มงบการศึกษาวิจัยปี 69 เปิดฉากลงทุนทรัพยากรมนุษย์ไทย 3 มิติ อัดฉีด STEM พัฒนา AI หนุน Soft Power บรรลุ Zero Dropout ได้จริง

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. งบ ประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ด้านการศึกษา วิจัย พัฒนา ส่งเสริมเยาวชนและทรัพยากรมนุษย์ของไทย

น.ส.ลิณธิภรณ์ อภิปรายว่า งบการศึกษาในปีนี้คือหลักฐานว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้พูดถึงอนาคตเฉยๆ แต่กำลังลงทุนกับการเรียนรู้อย่างจริงจัง เพราะไม่มีอะไรจะชัดเจนเท่ากับการที่รัฐบาลให้งบการศึกษาเพิ่มขึ้น ทั้งที่รัฐต้องบริหารท่ามกลางความท้าทายทางการคลัง โดยจัดสรรงบกระทรวงศึกษาธิการ 355,108 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.2% และกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 140,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.1%

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า งบประมาณปี 69 นสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน รัฐบาลนายกฯ แพทองธาร “ลงทุนสร้างอนาคตกับการศึกษาของเด็กไทยในโลกยุค Ai ”  พร้อมสร้างโอกาสและลดความเหลื่อมล้ำไปพร้อมกัน ใน 3 มิติ คือ

(1) มิติการสร้างคนเพื่อรองรับเทคโนโลยีขั้นสูงและส่งเสริมความสร้างสรรค์ ใช้งบประมาณ 35,149 ล้านบาท พัฒนาหลักสูตร STEM และ AI ตลอดจนงบ 215.33 ล้านบาท สนับสนุน Soft power ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย 

(2) มิติการสร้างหลักสูตร Higher Education Sandbox หลังสูตรที่แตกต่างจากมาตรฐานอุดมศึกษา และงานวิจัยผลิตความรู้ต้นน้ำ อย่าง BCG  อว.For EV ด้วยงบ 19,800 ล้านบาท ผลักดันเศรษฐกิจอนาคตผ่านเทคโนโลยีระดับสูง ตอบโจทย์ภาคอุตาหกรรม

(3) มิติการลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เด็กและเยาวชนไทย ด้วยงบ กสศ. 7,987 ล้านบาท ทำให้โครงการ Zero Dropout จากคำโฆษณากลายเป็นผลลัพธ์ที่เห็นได้จริง และเพิ่มทางเลือกการศึกษานอกระบบการศึกษา กว่า 200 ล้านบาท พร้อมฟื้นทุน ODOS กว่า 7,200 ทุนด้วยงบ 4,599 ล้านบาทเปิดโลกทัศน์ โอกาสแห่งความฝัน การเรียนของเด็กไทยในต่างประเทศ

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า แม้งบ 2569 จะมีข้อดีอยู่มาก แต่รายจ่ายบางส่วนอาจปรับปรุงเพิ่มเติมให้เหมาะสมได้มากกว่านี้ เช่น งบประมาณฝึกอบรมและสัมมนาครู โดยเฉพาะกิจกรรมภายใต้หน่วยงานต้นสังกัดในระดับภูมิภาค ที่มีเนื้อหาซ้ำซ้อน และขาดตัวชี้วัดที่ชัดเจน เพราะเราไม่ได้ต้องการครูที่นั่งฟังบรรยายวันละ 8 ชั่วโมง แต่เราต้องการครูที่มีเวลาสอนเด็กให้เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริง ตลอดจนงบที่ซื้อเพื่อซื้อมากกว่าการพัฒนา เช่น บำรุงรักษาระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบสารสนเทศ 146 ล้านบาท หรือคอมพิวเตอร์ที่มีราคาต่อหน่วยต่ำกว่า 1 ล้านบาท รวม 243 หน่วยกำหนดวงเงิน 187 ล้านบาท

จึงฝากเป็นข้อสังเกตให้คณะอนุกรรมาธิการการศึกษาใช้เป็นแนวทางพิจารณา เพราะการพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษาไม่ควรเริ่มจากกล่องสินค้า แต่ต้องเริ่มจากความเข้าใจผู้เรียนและครูว่าต้องการอะไร? ใช้เป็นหรือไม่? และมีความพร้อมระดับไหน?

“นับตั้งแต่วันที่พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลจนถึงวันนี้ รัฐบาลได้เห็นความสำคัญของการลงทุนใน ทรัพยากรมนุษย์ของไทย รัฐบาลนี้เข้าใจดีว่าการแข่งขันในโลกอนาคตไม่ได้วัดกันที่ GDP อย่าง เดียว แต่วัดกันที่คุณภาพของคน เราจึงให้การศึกษาเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา งบประมาณปี 2569 อาจไม่ได้หวือหวาในเชิงตัวเลข แต่เป็นการเริ่มวางกลไกแห่งอนาคต ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และมีเป้าหมายชัดเจน ถึงโลกจะหมุนไป แต่เพื่อไทยหัวใจยังคงเป็นประชาชน” น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าว

ชวนชมไลฟ์สดงานเสวนา’Why Nations Fail บทเรียนที่ประเทศไทย ต้องไม่ล้มเหลว’พรุ่งนี้

ชวนชมไลฟ์สดงานเสวนา'Why Nations Fail บทเรียนที่ประเทศไทย ต้องไม่ล้มเหลว'พรุ่งนี้

ชวนชมไลฟ์สดงานเสวนา’Why Nations Fail บทเรียนที่ประเทศไทย ต้องไม่ล้มเหลว’พรุ่งนี้

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.43 น.

ในวันพรุ่งนี้ (31 พฤษภาคม 2568) เวลา 13.30 – 16.30 น. “แนวหน้าออนไลน์” เชิญชวนประชาชนผู้สนใจร่วมชมการไลฟ์สดงานเสวนา ห้วห้อ “Why Nations Fail บทเรียนที่ประเทศไทย ต้องไม่ล้มเหลว” จัดโดย กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีวิทยากร 4 ท่าน ประกอบด้วย

1.ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการ ผจก. หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ศิษย์เก่าคณะเศรษฐฯ มธ.

2.ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ศิษย์เก่าคณะเศรษฐฯ มธ.

3.คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตอาจารย์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ.

4.คุณกรณ์ จาติกวนิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

พร้อมเชิญชวนประชาชนผู้สนใจ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ณ ห้อง 101 คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) สำรองที่นั่ง (จำกัด) สแกน QR Code

สส.ปชน.อัดรัฐบาลจัดสรรงบจว.-กลุ่มจว.ไม่ตอบโจทย์ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ

สส.ปชน.อัดรัฐบาลจัดสรรงบจว.-กลุ่มจว.ไม่ตอบโจทย์ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ

สส.ปชน.อัดรัฐบาลจัดสรรงบจว.-กลุ่มจว.ไม่ตอบโจทย์ ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.29 น.

“ลิซ่า” อัด รัฐบาลจัดสรรงบจังหวัด – กลุ่มจังหวัด ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำ ไม่ตอบโจทย์แก้ปัญหาให้ประชาชนในพื้นที่ ซัด ใจดำหลังพบงบกลุ่มจังหวัดชายแดนใต้ ไม่มีเจียดทำโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตปชช. เผย ภาพรวมทั่วทุกภูมิภาคส่วนใหญ่เอาไปทำถนน – สร้างตึก

เมื่อเวลา 09.25 น. วันที่ 30พ.ค. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 วันที่สาม โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุมทั้งนี้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณกระทรวงมหาดไทย ในส่วนของงบจังหวัด และกลุ่มจังหวัด 2.65 หมื่นล้านบาท ว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำ แสดงให้ถึงความล้มเหลวของการกระจายอำนาจ และการพัฒนาท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมักทุ่มงบส่วนนี้ให้กับหัวเมืองใหญ่ก่อน เป็นการเพิ่มช่องว่างระหว่างชนชั้น โดยเวิลด์แบงก์เปิดเผยว่าประมาณ 70% ค่าใช้จ่ายรัฐบาลถูกใช้ในพื้นที่กทม. ทำให้เกิดช่องว่างการพัฒนาของหัวเมือง และชนบท กว้างขึ้นเรื่อยๆ และเกิน 50% ของจังหวัดในประเทศไทยพัฒนาต่ำกว่าศักยภาพโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน และจังหวัดชายแดนใต้ หมายความว่าพื้นที่ในต่างจังหวัดส่วนมากมีศักยภาพที่จะเติบโตได้ดี แต่รัฐไม่สนับสนุน และดูเหมือนรัฐบาลที่นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเข้าใจปัญหานี้อย่างดี เพราะท่านได้แถลงนโยบายว่าจะทำให้ประเทศไทยทุกตารางนิ้วเป็นโอกาสของทุกคน แต่สุดท้ายเป็นแค่คำพูดที่ไม่มีแววจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะมีการปล่อยให้งบจังหวัด และกลุ่มจังหวัด ถูกจัดสรรแบบเดิม ไร้ประสิทธิภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สุดท้ายโครงการจะจบที่การสร้างถนน ทำสะพาน ติดไฟส่องสว่าง เขื่อนป้องกันตลิ่ง รวมถึงเอาไว้เป็นพ็อกเก็ตมันนี่ปีละ 700 กว่าล้านบาท ติดประกระเป๋าผู้ว่าราชการจังหวัดเอาไว้จัดสรรกรณีจำเป็น

“สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการใช้งบแบบนี้ เพราะผู้มีอำนาจใช้งบคือผู้ว่าฯ ที่แต่งตั้งโดยมหาดไทย ไม่ได้ยึดโยงประชาชน ไม่เข้าใจพื้นที่ มาไม่นานก็ไป การออกแบบงบประมาณแต่ละจังหวัดก็เป็นวิธีการที่ตอกย้ำความเหลื่อมล้ำประชาชน ใช้เกณฑ์จังหวัดใหญ่ และรวย จึงจะได้งบประมาณเยอะกว่า ดิฉันเห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่น้อยเกินไป ซึ่งการพัฒนาต้องจับมือโตไปด้วยกันอย่าทิ้งใครไว้ข้างหลังแบบนี้ ดังนั้น หากนายกฯ ต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสประชาชน ควรต้องเริ่มจากการจัดสรรงบประมาณก้อนนี้ก่อน” น.ส.ภคมน กล่าว 

น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า หากดูงบกลุ่มจังหวัด เช่น กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2  จ.กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ และอุทัยธานี มีความล้ำหน้ากว่าใคร เพราะมีการทุ่มเงินไปกับการสร้างถนน สร้างอาคาร มากกว่าสร้างคน ขณะที่ พื้นที่ชายแดนใต้เป็นพื้นที่เหลื่อมล้ำลำดับต้นๆ เห็นได้จากงบกลุ่มจังหวัด 1,205 ล้านบาท ถูกใช้สำหรับการก่อสร้าง และฝึกอบรม แต่ไม่ได้มีโครงการยกระดับคุณภาพชีวิต และการศึกษา แม้แต่นิดเดียว ท่านไม่เจียดมาเลยถือว่าใจดำ หรือในส่วนของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่าง จ.บึงกาฬ หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ ขาดแคลนแพทย์ แต่ไม่มีโครงการที่เกี่ยวกับการเข้าถึงสาธารณสุขเลย แต่ใช้กับทำถนนสร้างสะพาน งบภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน ตั้งงบกลุ่มจังหวัด 1,278 ล้านบาท โดยระบุว่าสำหรับโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่พบว่า งบส่วนมากเอาไปสร้างถนน ทำสะพาน และไฟส่องสว่าง นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ใช้สำหรับทำถนนจริงๆอีก 3,800 ล้านบาท ทำให้ในงบประมาณปี 69 ในส่วนของงบจังหวัด และกลุ่มจังหวัด จะมีการก่อสร้างในพื้นที่ภาคใต้ถึง 5,000 ล้านบาท  

น.ส.ภคมน กล่าวว่า สิ่งเหลานี้สะท้อนให้เห็นถึงอำนาจทางการเมือง การทำภารกิจซ้ำซ้อน ขาดความพร้อมในการทำโครงการ วันนี้การพัฒนาที่ท่านคิดเป็นมีแต่การสร้าง ท่านสร้างทุกอย่าง เหลือสร้างเดียวสี่ท่านไม่ทำคือสร้างสรรค์ ท่านไม่เคยสร้างสรรค์งบประมาณที่ประชาชนรอคอยอะไรเลย ตนจึงเสนอให้ใช้งบประมาณจังหวัด และกลุ่มจังหวัดอย่างสร้างสรรค์ตอบโจทย์พื้นที่มากกว่านี้ ต้องคำนึงถึงการพัฒนาระบบการศึกษา ระบบสาธาณสุข ขนส่งสาธารณะ และเครื่องจักรการเกษตร ท่านต้องลงไปพูดคุยกับประชาชน อย่าคิดเอง ต้องจัดสรรงบโดยคำนึงถึงการพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่จัดสรรเป็นเค้กของกลุ่มอำนาจ และอยากเห็นงลบถูกบริหารโดยท้องถิ่นจริงๆ ไม่ใช่ขอผ่านผู้ว่าฯ ตนอยากเห็นการถ่ายโอนงบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นองค์กรทางการเมืองที่มีความเชื่อมโยงประชาชนมากกว่า เพราะการจัดสรรงบแบบเดิม เป็นการปิดกั้นการกระจายอำนาจ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อการใช้จ่ายแบบนี้คือประชาชน เป็นการจัดสรรงบที่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’เตือนทหารไทยอย่ายอมรับข้อตกลงไทย-กัมพูชา ห้ามมองข้าม‘ข้อ4’

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’เตือนทหารไทยอย่ายอมรับข้อตกลงไทย-กัมพูชา ห้ามมองข้าม‘ข้อ4’

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’เตือนทหารไทยอย่ายอมรับข้อตกลงไทย-กัมพูชา ห้ามมองข้าม‘ข้อ4’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.14 น.

‘อดีตบิ๊กข่าวกรอง’เตือนทหารไทยอย่ายอมรับข้อตกลงไทย-กัมพูชา ห้ามมองข้าม‘ข้อ4’  

30 พฤษภาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณี “ผบ.ทบ.ไทย-กัมพูชา” เปิดวงเจรจาหาข้อยุติ เหตุปะทะระหว่างทหารไทย-ทหารกัมพูชา บริเวณชายแดน‘ช่องบก’ จ.อุบลราชธานี ระบุว่า…

อย่าชะล่าใจ

ผู้นำเหล่าทัพของทั้งสองฝ่ายพบเจรจากันเพื่อลดความขัดแย้งจากการปะทะกันเป็นเรื่องดี

ข้อตกลงที่ผู้นำทหารตกลงกันที่จะให้มีการเจรจาในระดับ JBC ซึ่งเป็นการเจรจาในระดับสูงของทั้งสองรัฐบาล และการเจรจาระดับ RBC. ในระดับภูมิภาค

แต่มีข้อสังเกตว่าแถลงการณ์ร่วมของผู้นำกองทัพมี  3 ข้อ

แต่ในแถลงการณ์ของกองบัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา มี 4 ข้อ

และข้อที่ 4 นี่แหละสำคัญ เพราะระบุว่าฝ่ายกัมพูชาจะไม่ถอนกำลังหรือวางกำลังโดยไม่ติดอาวุธ ณ จุดที่เกิดการปะทะ เพราะบริเวณดังกล่าวฝ่ายกัมพูชาได้ครอบครองมาตั้งแต่ก่อนมีการลงนามใน MOU 43

ไม่ทิ้งนิสัยเดิมๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ไม่อยากให้ตอแยกับแถลงการณ์ของกองบัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา แต่มองข้ามไม่ได้ ต้องปฏิเสธ

อย่ายอมรับ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

+ ‘ฮุน เซน’แพร่แถลงการณ์ 4 ข้อ‘กองบัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา’ ลั่นไม่ถอนกำลังจากจุดปะทะ

+ เปิดเบื้องลึกวงเจรจา‘ผบ.ทบ.ไทย-กัมพูชา’ มัดมือชก ดื้อไม่ถอย เคลมพื้นที่

‘พิเชษฐ์’เผยแล้ว! เปิดที่มางบฯรีโนเวท‘สภาฯ’ 8 พันล้าน​

‘พิเชษฐ์’เผยแล้ว! เปิดที่มางบฯรีโนเวท‘สภาฯ’ 8 พันล้าน​

‘พิเชษฐ์’เผยแล้ว! เปิดที่มางบฯรีโนเวท‘สภาฯ’ 8 พันล้าน​

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.10 น.

“พิเชษฐ์”นัด”2 สส.ปชน.-สื่อมวลชน”เดินสำรวจสภาฯทุกจุดน่าสงสัยพรุ่งนี้​ เผยของบฯปรับปรุงไปหมื่นล้าน แต่ได้แค่ 8 พันล้าน​ ส่วนใหญ่เป็นงบประจำ ยันรีโนเวทคราวนี้ ก็ไม่ต้องทำอีกแล้ว เตรียมปรับปรุงชั้น 5 ห้องสันทนาการให้ใช้งานได้

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภา นายพิเชษฐ์​ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ว่า วันพรุ่งนี้ (31 พ.ค.) ตนจะนำ 2 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ทั้ง นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พร้อมคณะสื่อมวลชน เดินสำรวจอาคารรัฐสภา​ ส่วนจะเป็นเวลาใดนั้น รอให้นายพริษฐ์ อภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ให้เสร็จสิ้นก่อน แต่น่าจะเป็นช่วงกลางวัน โดยจะเดินทุกจุดที่สงสัย เกี่ยวกับการของบประมาณปรับปรุงอาคารรัฐสภา ซึ่งการพาชมครั้งนี้จะได้รู้ว่า ปัญหาของสภาฯ มีอะไรบ้าง ถ้าเขาไม่จุดประเด็น ก็ไม่มีใครรู้ ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เช่นชั้น B2 ที่มีห้องที่บรรจุคน 1,500 คน ห้องส่วนมาก แต่ยังไม่มีเครื่องเสียง ซึ่งจะต้องมีแสงสีเสียงและเวที ทุกวันนี้ถ้าจะจัดงานสัมมนาใหญ่ ก็ต้องจ้างอีเว้นท์มาทำ​ หมดเงินหลายแสนบาท ถ้าเราจะบริการประชาชนให้เกิดประโยชน์จริงๆ เราก็ต้องสร้างความพร้อมไว้ เพราะรัฐสภาเป็นของประชาชน เราก็บริการเต็มที่

“เวลาเราไปรัฐสภาของต่างประเทศ ทุกประเทศเขาจะเปิดให้ประชาชนเข้ามาเยี่ยมชม ซึ่งเป็นสมบัติของเขา เราก็ต้องทำรัฐสภาให้เป็นที่รับแขกบ้านแขกเมือง และรับประชาชนทุกคนที่อยากจะมาเรียนรู้ และเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ แล้วคนที่เกี่ยวข้อง เขาคิดขึ้นมา ขั้นตอนต่างๆ บริสุทธิ์โปร่งใสทั้งนั้น และกว่าจะทะลุทะลวง ผ่านสำนักงบประมาณ แล้วผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.​) งบก็ถูกตัดไปเรื่อยๆ จริงๆ แล้วสภาฯ มีความจำเป็นจะต้องของบประมาณหมื่นกว่าล้านบาท สุดท้ายได้แค่ 8 พันล้านบาท เหลืองบพัฒนานิดหน่อย นอกนั้นเป็นเงินเดือน และค่าใช้จ่ายประจำ แต่ก็ไม่เป็นไร ยินดี เพราะจะได้ทำให้สภาฯ ของเราที่รับมอบมานี้ ทั้งน้ำรั่ว น้ำซึมทั้งหลายจะได้ซ่อมแซม ไม่เช่นนั้นจะผุพังไปเรื่อยๆ” รองประธานสภาฯ คนที่ 1 กล่าว

เมื่อถามว่า ในอนาคตจะมีการลดค่าใช้จ่ายลง เพราะมีการของบไปแล้วจำนวนมาก นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า วันนี้เมื่อเรารับมอบรัฐสภา มีแต่โครงสร้าง แต่รายละเอียดไม่มี อย่างเช่นห้องครัว ชั้น B2 ซึ่งจะต้องมีการทำอาหาร แต่ทุกวันนี้ต้องใช้ไฟฟ้า แม้แต่ห้องอาหารข้างบนก็ต้องใช้สายไฟชั่วคราว ซึ่งไม่ถาวร ดังนั้น เมื่อเรารับมอบอาคารมาแล้ว เราก็ต้องจัดการให้เข้าที่เข้าทาง ตามแผนแม่บท ตามแปลนเริ่มแรกของเขา ถ้าทำเสร็จก็จบ จากนี้ก็ไม่ทำอีกแล้ว

เมื่อถามว่า ในส่วนของน้ำรั่วน้ำซึมมีประกันหรือไม่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ฝ่ายสถานที่เขาคุยกับผู้ก่อสร้าง ตอนนี้อยู่ในช่วงประกัน จะหมดภายในปลายปีนี้ทุกอย่าง อย่างต้นไม้เราไปทำอะไรมากไม่ได้ เพราะอยู่ในช่วงประกัน ถ้าต้นไม้ต้นไหนตาย เราก็ให้ประกันมาจัดการ ส่วนเรื่องตัดหญ้าเป็นเรื่องของเรา

เมื่อถามว่า ในส่วนห้องสันทนาการชั้น 5 ได้มีการใช้ประโยชน์อะไรหรือไม่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ตอนนี้ชั้น 5 มีห้องว่างทั้งชั้น สวยมาก แต่ไม่มีอุปกรณ์อะไรสักอย่าง โดยเป็นของสโมสรรัฐสภา พี่เพิ่งจะตั้งประธานสโมสร และประธานกำลังร่างกฎระเบียบอยู่ ถ้าเสร็จเรียบร้อยเราก็จะได้มีสโมสร มีที่ออกกำลังกาย สำหรับบุคลากรของรัฐสภา ไปใช้บริการได้ ซึ่งตนก็จะพาไปดูด้วย

‘นายกฯ’ ชู 5 ด้านดึงนทท. ขอทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมมือ

'นายกฯ' ชู 5 ด้านดึงนทท. ขอทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมมือ

‘นายกฯ’ ชู 5 ด้านดึงนทท. ขอทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมมือ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.57 น.

‘นายกฯ’ถกท่องเที่ยว ชู 5 ด้านดึงนทท. หลังสถานที่ต่างๆ ปรับตัว ทำอะไรใหม่ๆ ขอทุกหน่วยงานบูรณาการร่วมมือ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 30 พ.ค.2568 ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์การท่องเที่ยวไทย ครั้งที่ 2/2568 โดยมี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข นายสรวงศ์ เทียนทอง รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว(ผบช.ทท.) พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้มาติดตามเรื่องความคืบหน้าการท่องเที่ยว อย่าลืมว่าการท่องเที่ยวเป็นสิ่งสำคัญหลักของประเทศ และเป็นรายได้หลักของประเทศ  ที่ต่างๆ ที่ไปเริ่มมีการปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวของเขาหรือเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ เห็นผลได้ชัด เราก็จะมาดูกันต่อว่าจะทำอย่างไรให้เป็นอะไรที่ใหม่และน่าท่องเที่ยว มีกิจกรรมประสบการณ์ใหม่ๆให้กับการท่องเที่ยวของเรา 

ทั้งนี้ จากการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบ่งเป็นประเด็นสำคัญ 5 ด้าน 1.เรื่องของการสร้างภาพลักษณ์ 2.เรื่องความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว 3.การอำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว 4.ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว และ 5.การจัดกิจกรรม เพื่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวปัจจุบันและในอนาคต  และที่สำคัญการท่องเที่ยวจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างบูรณาการเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ขอให้ทุกท่านอย่าลืมว่าหากขาดเหลืออะไรต้องซัพพอร์ตกัน ขอให้บูรณาการร่วมมือกันการท่องเที่ยวของเราจะได้เกิดผลให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

‘นพ.ตุลย์’แจงแชทหลุดเม้าท์’ทักษิณ’ไม่ใช่ของแพทยสภา ฝากสื่อถามให้ด้วยแชทใคร

'นพ.ตุลย์'แจงแชทหลุดเม้าท์'ทักษิณ'ไม่ใช่ของแพทยสภา ฝากสื่อถามให้ด้วยแชทใคร

‘นพ.ตุลย์’แจงแชทหลุดเม้าท์’ทักษิณ’ไม่ใช่ของแพทยสภา ฝากสื่อถามให้ด้วยแชทใคร

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.18 น.

‘นพ.ตุลย์’แจงแชทหลุดเม้าท์’ทักษิณ’ไม่ใช่ของกรรมการแพทยสภา ฝากสื่อถามให้ด้วยแชทใคร ลั่น’ทักษิณ’ควรยอมรับกระบวนการยุติธรรม

จากกรณี นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมติแพทยสภา โดยได้ระบุตอนหนึ่งว่า แพทยสภามีหน้าที่ดูเรื่องจริยธรรมของแพทย์ บางทีแพทยสภาก็ไม่มีจริยธรรมเสียเอง บางคนไลน์กลุ่มหลุดออกมา แพทยสภาบางคนด่าตน อยู่ในไลน์กลุ่ม ซึ่งหลังจากนั้นก็มีข้อความไลน์ของกลุ่มแพทยสภาหลุดออกมา

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 พ.ค.2568 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ส่งข้อความผ่านไลน์ถึงผู้สื่อข่าว กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า แชทที่นายทักษิณอ้างถึง ตรวจสอบแล้วไม่ใช่แชทของกรรมการแพทยสภา ส่วนจะเป็นแชทของใคร ฝากสื่อถามนายทักษิณให้ด้วย ทั้งนี้ ตนคิดว่าทักษิณควรยอมรับกระบวนการยุติธรรม

จับตา 2 เรื่องใหญ่รัฐบาลท้าทายสังคม ระวังเป็น‘น้ำผึ้งหยดเดียว’

จับตา 2 เรื่องใหญ่รัฐบาลท้าทายสังคม ระวังเป็น‘น้ำผึ้งหยดเดียว’

จับตา 2 เรื่องใหญ่รัฐบาลท้าทายสังคม ระวังเป็น‘น้ำผึ้งหยดเดียว’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.49 น.

จับตา 2 เรื่องใหญ่รัฐบาลท้าทายสังคม ระวังเป็น‘น้ำผึ้งหยดเดียว’

30 พฤษภาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “2 เรื่องใหญ่ ที่รัฐบาลกำลังท้าทายสังคม” ระบุว่า…

2เรื่องใหญ่ ที่รัฐบาลกำลังท้าทายสังคม

หลังจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแพทยสภา ได้ตัดสินใจวีโต้มติของคณะกรรมการแพทยสภา เกี่ยวกับการพิจารณาลงโทษด้านจริยธรรมกับแพทย์3คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร ที่โรงพยาบาลตำรวจ

จนทำให้เกิดการเคลื่อนไหวจากองค์กรและบุคลากรทางการแพทย์อย่างกว้างขวาง มีการออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน ต่อต้านการตัดสินใจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในครั้งนี้ ทำให้เกิดกระแสสังคมเคลื่อนไหวสนับสนุนการเคลื่อนไหวขององค์กรทางการแพทย์ เพราะเป็นวิชาชีพที่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมสูงกว่าอาชีพอื่นๆ

การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตัดสินใจวีโต้มติของแพทย์สภา แม้ว่าเป็นอำนาจหน้าที่สามารถทำได้ก็ตาม แต่ทำให้หลายฝ่ายคิดว่า เป็นการแทรกแซงองค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ ซึ่งทำให้สังคมรับไม่ได้ และอาจจะขยายผลเป็นประเด็นทางการเมือง เกิดการเคลื่อนไหวกว้างขวางมากยิ่งขึ้น เพราะการเคลื่อนไหวของกลุ่มวิชาชีพทางการแพทย์ จะได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคม และเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทางการเมืองอีกเรื่องหนึ่ง

เช่นเดียวกับกรณีที่รัฐบาลผลักดันร่างพรบ.ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร หรือกฎหมายกาสิโนถูกกฎหมาย ที่รัฐบาลต้องการผลักดันให้สำเร็จในสมัยรัฐบาลชุดนี้ ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเช่นกัน เพราะเป็นปัญหาทางด้านจริยธรรมและคุณธรรมของสังคม ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมยอมรับไม่ได้ และจะเป็นปัญหาทางการเมืองที่บั่นทอนเสถียรภาพรัฐบาลอย่างแน่นอน

ขอเตือนรัฐบาลว่า ปัญหาทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับจริยธรรมและคุณธรรมนั้น ที่ทุกภาคส่วนของสังคม ไม่สามารถยอมรับได้ในตอนนี้ก็คือ

1.กรณีคดีชั้น 14 ที่นายทักษิณ มารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ยอมติดคุกแม้แต่วันเดียว และฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานขององค์กรแพทย์สภา

2.กรณีรัฐบาลเร่งออกกฎหมายเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายให้สำเร็จโดยเร็ว โดยไม่สนใจเสียงคัดค้าน ก็จะเกิดแรงต่อต้านอย่างรุนแรงแน่นอน

ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีใครคาดคิดว่า การชุมนุมทางการเมืองของประชาชนจะจุดติดขึ้นได้อีก แต่เมื่อรัฐบาลเปิดประเด็นปัญหาทางด้านจริยธรรมและคุณธรรมขึ้นมา ประชาชนทุกภาคส่วน ต่างร่วมมือสามัคคีกันเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง จะเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว ที่ทำให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองที่ใหญ่กว่าทุกครั้งก็ได้

โฆษก สธ.ป้อง‘สมศักดิ์’ ฉะกลุ่มค้านวีโต้‘แพทยสภา’เป็นพวกอาฆาต‘ทักษิณ’

โฆษก สธ.ป้อง‘สมศักดิ์’ ฉะกลุ่มค้านวีโต้‘แพทยสภา’เป็นพวกอาฆาต‘ทักษิณ’

โฆษก สธ.ป้อง‘สมศักดิ์’ ฉะกลุ่มค้านวีโต้‘แพทยสภา’เป็นพวกอาฆาต‘ทักษิณ’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.38 น.

‘โฆษกสาธารณสุข’ป้อง‘สมศักดิ์’ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายวีโต้มติ‘แพทยสภา’ปมชั้น 14 ฉะเรียงแถวพวกเกลียดอาฆาตแค้น‘ทักษิณ’ทั้งฝ่ายค้าน-สว.-นักวิชาการในคราบนักเคลื่อนไหว

30 พฤษภาคม 2568 น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า หลังจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ใช้สิทธิ์วีโต้ ยับยั้งมติแพทยสภา กรณีลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยนายสมศักดิ์ได้ส่งหนังสือไปยังแพทยสภาแล้ว แสดงความไม่เห็นด้วยกับมติที่ลงโทษพักการใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมการแพทย์ 2 ราย ฐานผิดจริยธรรม

น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า ปรากฏว่ามีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กล่าวหานายสมศักดิ์ ไม่ว่าจะเป็นนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน , นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) , นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลับรังสิต , นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งมิใช่เรื่องแปลก หรือน่าตื่นเต้นอะไร เพราะปกติคนเหล่านี้หลายคนโกรธเกลียดและอาฆาตแค้นนายทักษิณ ไม่พอใจพรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง มาตลอดเกือบ 20 ปี ไม่ว่าจะเหตุการณ์อะไร ก็จะพากันออกมากล่าวหา โจมตีอยู่ร่ำไป โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองไปไกลถึงไหนแล้ว ขาประจำก็จะยังติดหล่มอยู่กับการจะเล่นงานนายทักษิณไม่จบไม่สิ้น

“ที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง คือ อารมณ์ความรู้สึกแห่งมิจฉาทิฐิเช่นนี้ ปรากฏในหมู่สมาชิกแพทยสภา เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ ควรจะต้องมีการตรวจสอบ สอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการทางจริยธรรมวิชาชีพแพทย์ต่อไป” น.ส.ตรีชฎา กล่าว

น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า รวมทั้งได้ปรากฏข่าวแชทหลุดสมาชิกแพทย์สภารั่วออกมา สื่อมวลชนได้รายงานข่าวออกสู่สาธารณะแล้ว เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีสมาชิกในไลน์กลุ่มแพทยสภา เขียนข้อความที่มีลักษณะการเมือง แสดงความโกรธเกลียดอาฆาตแค้นนายทักษิณ  เพื่อโน้มน้าวการลงมติลงโทษแพทย์ เช่น ระบุว่า “อย่างนี้ ต้องให้ทักษิณโดนคดี จะได้เข็ด ให้รู้รสเสียบ้าง ไม่เช่นนั้น จะลืมตัว คิดว่าจะทำอะไรก็ได้…..” จากนั้น ก็มีสมาชิกในไลน์ออกมาขานรับและบางคนก็ตักเตือนให้ระมัดระวังการโพสต์ข้อความ จากพฤติการณ์ดังกล่าว สังคมได้รับทราบแล้วว่า แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีควบคุมจริยธรรมแพทย์ด้วยความยุติธรรม ได้ถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ อันเนื่องมาจากการกระทำของสมาชิกบางส่วน กระทบไปถึงการมีมติให้ลงโทษแพทย์ 3 คนว่า อาจไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและยุติธรรม

น.ส.ตรีชฎา กล่าวต่อว่า การวีโต้ หรือยับยั้งมติแพทยสภา นายสมศักดิ์ใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 25 ที่บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะ สภานายกพิเศษของแพทยสภา กระทำได้ ภายในกรอบเวลา 15 วัน ซึ่งนายสมศักดิ์ได้ส่งหนังสือถึงแพทยสภาไปแล้วเมื่อ 2 – 3 วันที่ผ่านมา  ทั้งนี้ ไม่ใช่อยู่ ๆนายสมศักดิ์ก็ทำเรื่องไปเลย หากแต่เป็นผลมาจากแพทย์ที่ถูกลงโทษโดนตักเตือนและพักใช้ใบอนุญาต ร้องเรียนขอความเป็นธรรมมา จากนั้นนายสมศักดิ์ก็ตั้งคณะกรรมการจำนวน 10 คน มาพิจารณาและให้เสนอความเห็น ซึ่งก็พบว่า มีบางสิ่งบางอย่างในการดำเนินการในชั้นคณะอนุกรรมการของแพทยสภาไม่โปร่งใส ไม่กระจ่างชัดเจนในการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เมื่อทำหนังสือขอเอกสารรายละเอียดไปยังแพทยสภา ก็ไม่ได้รับแจ้งกลับมา ความคลุมเครือนี้ ทางคณะกรรมการชุดที่นายสมศักดิ์แต่งตั้ง จึงเสนอความเห็นและแนวทางมาให้พิจารณา หลังจากนายสมศักดิ์พิจารณาแล้ว เพื่อความเป็นธรรมของแพทย์ที่ถูกลงโทษ จึงใช้สิทธิ์วีโต้ตามอำนาจหน้าที่ของสภานายกพิเศษฯ 

น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า แพทยสภาควรจะไปทบทวนดูว่า การวีโต้ดังกล่าว มีข้อเท็จจริง มีเหตุผลหรือไม่อย่างไร ขอย้ำว่า นายสมศักดิ์ ไม่ได้ไปบังคับ ขู่เข็ญกรรมการแพทยสภา ซึ่งมีทั้งสิ้น 70 คน มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกแพภทยสภา 35 คน และกรรมการโดยตำแหน่ง 35 คน เพราะแต่ละคนล้วนมีเกียรติ มีอิสระ นายสมศักดิ์ก็มีอิสระและมีเกียรติเช่นกัน  ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมายให้การรับรองไว้ ซึ่งตามขั้นตอนต่อไป หากกรรมการแพทยสภายืนยันจะลงโทษพักใช้ใบอนุญาต 2 แพทย์ จะต้องมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 46 คน ผลออกมาเป็นเช่นไรก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้นตามกฎหมาย

“กลุ่มคนเกลียดอาฆาตแค้นนายทักษิณ ที่กล่าวหาโจมตีนายสมศักดิ์นั้น ไม่ศึกษา ไม่เข้าใจกฎหมาย และมีแต่อคติ ต้องการความสะใจเพียงอย่างเดียว อยากให้แต่ละคนย้อนกลับไปดูตัวเองเสียก่อนว่าปฏิบัติตน ทำหน้าที่ได้เป็นปกติหรือมีปัญหาอะไรหรือไม่ การที่จะออกมากล่าวหาคนอื่น และขั้นตอนจากนี้ไป เป็นหน้าที่ของแพทยสภาว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ไม่ควรเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยว” น.ส.ตรีชฎา กล่าว