‘ธนกร’ขอบคุณสภาโหวตผ่านงบ69 ฉลุย ขอ รบ.ใช้จ่ายคุ้มค่า แก้ปัญหาปากท้อง-หนี้สิน

‘ธนกร’ขอบคุณสภาโหวตผ่านงบ69 ฉลุย ขอ รบ.ใช้จ่ายคุ้มค่า แก้ปัญหาปากท้อง-หนี้สิน

‘ธนกร’ขอบคุณสภาโหวตผ่านงบ69 ฉลุย ขอ รบ.ใช้จ่ายคุ้มค่า แก้ปัญหาปากท้อง-หนี้สิน

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.45 น.

เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รองหัวหน้าพรรคและสส.บัญชี รายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ(รทสช.) กล่าวว่า ขอขอบคุณสภาผู้แทนราษฎร ที่โหวตเห็นชอบรับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ด้วยคะแนน 322 เสียง ไม่เห็นด้วย 158 เสียง ซึ่งหลังจากนี้จะมีการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการทั้ง 73 คนตามสัดส่วนเพื่อเข้ามาพิจารณาให้เกิดความเหมาะสม สมเหตุสมผลของงบประมาณที่แต่ละกระทรวงเสนอมา  โดยขอให้การใช้จ่ายของภาครัฐทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงให้เกิดความคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีทุจริต เพื่อบริหารจัดการงบประมาณลงไปขับเคลื่อนการทำงานของทุกส่วนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

ทั้งนี้ นายธนกร ขอให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ได้เร่งดำเนินโครงการแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง ลดภาระค่าครองชีพ แก้หนี้ครัวเรือน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ หาช่องทางการจำหน่ายผลผลิตพืชผลการเกษตร ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย ผ่านการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศให้มากขึ้น ตามที่ตนได้เสนอให้นำรูปแบบโครงการคนละครึ่ง เวอร์ชั่นใหม่มาใช้ เชื่อว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของไทยให้ดีขึ้น 

“36 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล พร้อมเดินหน้าทำงานทั้งเชิงนโยบายและลงพื้นที่ช่วยพี่น้องประชาชนให้ได้รับการแก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น เรายังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยสนับสนุนนโยบายที่ดีของรัฐบาลเพื่อประเทศและประชาชนคนไทยอย่างเต็มที่”นายธนกร ระบุ

‘อิ๊งค์’ โพสต์ขอบคุณสมาชิกสภา ร่วมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 69

'อิ๊งค์' โพสต์ขอบคุณสมาชิกสภา ร่วมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 69

‘อิ๊งค์’ โพสต์ขอบคุณสมาชิกสภา ร่วมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 69

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.35 น.

“นายกฯ”โพสต์ขอบคุณสมาชิกสภา ร่วมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 69 ย้ำรัฐบาลจะใช้เม็ดเงิน เติมความฝันให้คนไทยกลับมามีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ว่า ขอขอบพระคุณท่านประธาน และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ที่ได้ร่วมกันพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  ที่รัฐบาลเสนอด้วยความตั้งใจจริง

ข้อคิดเห็น ข้อสังเกตุ และข้อเสนอแนะที่ทุกท่านได้อภิปรายไว้ ขอฝากให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นโดยสภานี้ นำไปประกอบการพิจารณาอย่างละเอียดครบถ้วนต่อไป

ท่ามกลางสถานการณ์ทั้งทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวทีโลก ยากต่อการคาดการณ์ทิศทางและบทสรุป แต่รัฐบาลจะทุ่มเททำหน้าที่เต็มที่ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน เราจะลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส ใช้เม็ดเงินจากร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เติมความฝันให้คนไทยกลับมามีกินมีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีค่ะ

‘นายกฯอิ๊งค์’ตอบปมปรับครม. อะไรก็เกิดขึ้นได้ ลั่น ‘พ่อ’ ครอบงำไม่ได้

'นายกฯอิ๊งค์'ตอบปมปรับครม. อะไรก็เกิดขึ้นได้ ลั่น 'พ่อ' ครอบงำไม่ได้

‘นายกฯอิ๊งค์’ตอบปมปรับครม. อะไรก็เกิดขึ้นได้ ลั่น ‘พ่อ’ ครอบงำไม่ได้

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.33 น.

“นายกฯอิ๊งค์”ตอบปมปรับครม.  อะไรก็เกิดขึ้นได้ ชี้ยึด มท. คำพูด “ทักษิณ” ไม่ใช่ของตน ลั่น ”พ่อ“ ครอบงำไม่ได้ แค่คำปรึกษาที่มาถึงลูกสาว

เมื่อเวลา17.00 น.วันที่ 31 พ.ค. 68 ที่รัฐสภา น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์หลังการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 2569 กรณีที่กระแสสังคมจับจ้องประเด็นการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ออกมาเปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยควรอยู่ที่พรรคเพื่อไทยว่า วันนี้ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไร และสมมุติว่า ถ้าจะต้องปรับหรืออะไรจริงๆ ก็เป็นส่วนของพรรคเพื่อไทยที่เป็นรัฐมนตรีเดียว อย่างไรตนก็ต้องคุยเองอยู่แล้ว ตนเห็นว่ามีกระแสออกไปหลายอย่างมาก คิดว่าทำให้รัฐมนตรีทุกคนรู้สึกหวั่นไหว รู้สึกท้อใจ ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะจริงๆ ก็พยายามสื่อสารในส่วนของพรรคเพื่อไทยอยู่แล้วว่า ถ้าจะอย่างไรเดี๋ยวจะคุยเอง 

เมื่อถามว่า ขอให้พูดชัดๆ เรื่องการปรับ ครม. ได้หรือว่า นายกฯ ก็เริ่มขยับแล้ว น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ไม่มีอะไรชัดเจนก็เลยพูดชัดๆไม่ได้ อะไรก็เกิดขึ้นได้นี่คือสิ่งที่พูด 

เมื่อถามว่า 2 ปีที่ผ่านมา ผลงานกระทรวงมหาดไทยไม่ดีจริงใช่หรือไม่  น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า อันนี้เป็นความเห็นของนายทักษิณ แต่ตนยังไม่ประเมินอะไรแบบนั้น ก็เดี๋ยวรอดู 

เมื่อถามว่า มองการทำงานของนายอนุทินอย่างไร น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า จริงๆแล้วเวลาที่มีอะไรก็ยกหูหากันได้ อย่างนายอนุทิน เวลายกหูหาหรืออะไรก็ให้คำตอบและติดต่อกันได้ทุกครั้ง และมีกระบวนการของกระทรวงมหาดไทย หรือทุกๆกระทรวงก็มีเรื่องที่ทำได้ และไม่ได้ แต่ว่าจะอย่างไรในอนาคตก็เดี๋ยวมาตอบกันอีกที 

เมื่อถามว่า ปัจจัยหลักที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล จะดึงกระทรวงมหาดไทยมาดู คืออะไร น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ”ประเด็นคือดิฉันยังไม่ได้พูด ถ้าตรงนี้จะลงลึกอย่างไรให้ถามนายทักษิณ เพราะดิฉันไม่ได้ให้สัมภาษณ์ ให้สัมภาษณ์วันนี้ก็วันนี้ ยังไม่มีอะไรเปลี่ยน ถ้าเปลี่ยนเมื่อไหร่จะมารายงาน“ 

เมื่อถามว่า ในอนาคตการสลับกระทรวงมีความเป็นไปได้หรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า ทุกอย่างเป็นไปได้ อย่างที่พูดทุกเรื่องตอนเลือกตั้งทุกอย่างเป็นไปได้เสมอ พูดคำเดิมทุกอย่างก็เป็นไปได้ และเป็นอะไรที่เรา ไม่ได้วาดหวังวาดคิดไว้ ก็เป็นอย่างนั้นทุกครั้ง  เพราะฉะนั้นครั้งนี้ก็เช่นกันอะไรก็เกิดขึ้นได้ 

เมื่อถามอีกว่า ขณะนี้รัฐบาลยังแข็งแรงเหมือนวันแรกหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า เหมือนเดิม เมื่อสักครู่เพิ่งส่งข้อความไปในกรุ๊ปไลน์ ครม.ว่า ให้ขอบคุณทุกแรงโหวตในเรื่องงบประมาณ ทุกคนจะได้ทำงานให้ประชาชนต่อ เพราะได้งบประมาณแล้ว นโยบายอะไรที่วางไว้จะได้ทำให้เต็มที่ 

เมื่อถามว่า มีการจับท่าทีของพรรคภูมิใจไทย ว่าขัดกับรัฐบาลเช่นเรื่องการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ที่บอกว่าให้ทำ แต่อย่าไปทำช่วงใกล้เลือกตั้ง น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า “อ๋อที่ท่านพูดว่าจะให้เป็น 2 บาทหมื่นแทนใช่หรือไม่ ก็ไม่ได้ขัดเสียทีเดียว บอกให้เพิ่มขึ้นแต่จริงๆงบมันไม่พอต้องทำในส่วนอื่นก่อน” 

เมื่อถามว่า คำพูดของนายทักษิณ ทำให้เกิดการบั่นทอนจิตใจพรรคร่วมรัฐบาลหรือไม่ น.ส.แพทองธาร ตอบว่าไม่นะคะ เมื่อสักครู่ก็นั่งข้างๆกันหลายพรรคไม่มีอะไร ไม่มีใครถาม ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย 

เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับนายทักษิณ หรือไม่ทำไมถึงพูดเช่นนี้ น.ส.แพทองธาร ตอบว่าคุยค่ะ คุยทุกวัน ถ้าเมื่อสักครู่ถ่ายภาพตอนตนคุยโทรศัพท์ได้ ตนก็กำลังคุยกับคุณพ่ออยู่

เมื่อถามว่า ได้ถามไปหรือไม่ ทำไมถึงพูดลักษณะนี้ออกมา ทำให้ตอนนี้ถูกจับตาว่าครอบงำอีกแล้ว น.ส.แพทองธาร ไม่ตอบคำถามดังกล่าวเพียงแต่พูดว่า “อืม ค่ะ” 

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า จะโดนเรื่องครอบงำอีกหรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า “มันครอบงำยังไง จริงๆ แล้วคนที่รู้สึกกระทบโดยคำพูดของท่าน ไม่ใช่แค่ในพรรคเพื่อไทย คนที่ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งการเมืองเลยก็รู้สึกกระทบกับคำพูดของท่าน จะถือว่าท่านครอบงำคนอื่นไหมค่ะ ก็แล้วแต่ว่าใครรู้สึกหรือไม่ เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล เราจะให้เขาครอบงำหรือไม่ เราจะรู้สึกอย่างไร ดิฉันคิดว่ามันครอบงำไม่ได้หรอกค่ะ มันไม่ได้ แล้วแต่ว่าเราจะยอมให้เขาครอบงำหรือไม่ ไม่ใช่แค่นายทักษิณ แต่หมายถึงใครก็ได้” 

เมื่อถามว่า ยืนยันหรือไม่นายทักษิณไม่สามารถเข้ามาครอบงำได้ น.ส.แพทองธาร ตอบว่า “คุณทักษิณ ครอบงำไม่ได้อยู่แล้วค่ะ” เมื่อถามย้ำอีกว่า อย่างไรก็จะไม่มี “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ 2” ใช่หรือไม่ น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า ”คุณทักษิณ ให้คำปรึกษา ลูกสาวของคุณทักษิณ รับไว้พิจารณา” 

รัฐบาลยันยังไม่ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาทุกด่าน เริ่มหยุดยาว นทท.คึกคัก

รัฐบาลยันยังไม่ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาทุกด่าน เริ่มหยุดยาว นทท.คึกคัก

รัฐบาลยันยังไม่ปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชาทุกด่าน เริ่มหยุดยาว นทท.คึกคัก

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.16 น.

รัฐบาลยืนยันชายแดนไทย-กัมพูชาวันนี้ นักท่องเที่ยวคึกคักในวันหยุดยาว ยืนยันไม่มีการปิดด่านทุกด่าน ชี้ค้าขายตามแนวชายแดนเป็นปกติ วอนกระบวนการยุยงปลุกปั่นไม่สร้างประโยชน์ใดๆให้กับคนไทยกว่า 70 ล้านคนทั้งประเทศ

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ติดตามและรับรายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จากฝ่ายความมั่นคงและผู้ที่เกี่ยวข้องในทุกหน่วย ซึ่งยืนยันว่า ไม่มีการสั่งปิดด่านพรมแดนไทย-กัมพูชาทุกด่าน ตามกระแสข่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในทุกด่านยังมีการค้าขายตามปกติ ทั้งคนไทยและกัมพูชา ต่างข้ามผ่านแดนไปมาในการประกอบกิจกรรมในชีวิตประจำวัน การส่งออกสินค้าผ่านแดนจากประเทศไทยไปกัมพูชาก็ดำเนินการกันตามปกติอย่างคึกคัก โดยเฉพาะวันนี้เป็นวันแรกของวันหยุดยาวถึง 4 วัน ทำให้มีนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเดินทางผ่านเข้า-ออก ในทุกๆ ด่านเป็นจำนวนมาก

นายจิรายุ ฯ กล่าวต่อไปว่า มีคนบางกลุ่มพยายามยุยงปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีกับประชาชนคนไทยกว่า 70 ล้านคน ทั้งนี้ ยืนยันชายแดนไทย-กัมพูชาในทุกด่านไม่มีอะไรน่ากังวล เหตุการณ์ปกติการค้าขายชายแดนคึกคักในช่วงวันหยุดยาว ขอประชาชนอย่าเป็นกังวล อย่าหลงเชื่อหรือส่งต่อข้อความในออนไลน์  

“ข่าวปิด 6 ด่าน 10 จุดผ่อนปรนชายแดนไทย-กัมพูชา นั้นไม่เป็นความจริง ไม่มีการปิด ไม่มีการสั่งการใดๆ จากส่วนกลางและยืนยันว่าไม่มีการปิดด่านทุกด่าน ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ฝ่ายความมั่นคงและเจ้าหน้าที่ดูแลและอำนวยความสะดวก ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวถึง 4 วันนี้อย่างต่อเนื่อง“ นายจิรายุ กล่าว

‘พิชิต’ซัด นายกฯ เป็นใบ้ ปรับ ครม. ก็ไม่รู้เรื่องชายแดน-จำนำข้าว’อาปู’ก็ไม่ตอบ

'พิชิต'ซัด นายกฯ เป็นใบ้ ปรับ ครม. ก็ไม่รู้เรื่องชายแดน-จำนำข้าว'อาปู'ก็ไม่ตอบ

‘พิชิต’ซัด นายกฯ เป็นใบ้ ปรับ ครม. ก็ไม่รู้เรื่องชายแดน-จำนำข้าว’อาปู’ก็ไม่ตอบ

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.53 น.

31 พ.ค. 68 นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) โพสต์เฟซบุ๊ก Pichit Chaimongkol ระบุว่า “นายกฯเป็นใบ้ ปรับ ครม.นายกฯก็ไม่รู้
ชายแดนไทย-กัมพูชา นายกฯก็ไม่ทราบ จำนำข้าวอาปู นายกฯก็ไม่ตอบ ชั้น 14 แพทยสภา นายกฯก็ใบ้รับประทาน นายกรัฐมนตรีเมืองไทยรู้อะไรบ้างครับ นางแบก นายหาม ก็แบกกันไป หามกันมา โดยไม่ดูเลยว่า คนที่นั่งเก้าอี้นายกฯนั้น มีความสามารถอะไรบ้าง ตัดสินใจอะไรเป็นหรือไม่ ประเทศอื่นเขาเจอ วิกฤตเศรษฐกิจ ประเทศไทย ซวยซ้ำ เจอภาวะนายกฯ วิกฤต ตามไปด้วย” 

.-008

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : Pichit Chaimongkol

‘ศิริกัญญา’โอ่แจกเงินหมื่นก็ได้’นายกฯเท้ง’ เบรคหยุดใช้ปชน.เป็นตัวประกันศึก2พรรค

'ศิริกัญญา'โอ่แจกเงินหมื่นก็ได้'นายกฯเท้ง' เบรคหยุดใช้ปชน.เป็นตัวประกันศึก2พรรค

‘ศิริกัญญา’โอ่แจกเงินหมื่นก็ได้’นายกฯเท้ง’ เบรคหยุดใช้ปชน.เป็นตัวประกันศึก2พรรค

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.25 น.

“ศิริกัญญา” โอ่แจกเงินหมื่นก็ได้ “นายกฯเท้ง” เบรคหยุดใช้ปชน.เป็นตัวประกันศึก 2 พรรค

31 พ.ค.68 ที่รัฐสภา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า การอภิปรายครั้งนี้ได้ยินคำว่ากาลเทศะบ่อยมาก เพราะงบมีน้อยจึงต้องใช้ให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อเตรียมรับมือสงครามการค้า และต้องระวังการทุจริต  ทำไมฝ่ายค้านจะพูดไม่ได้ มองว่า สิ่งที่เราพูดเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ขณะนี้สงครามการค้ายังไม่แผ่วง่ายๆ ความไม่แน่นอนยังมีอยู่สูงมาก เหตุการณ์เลวร้ายที่สุดคือ เศรษฐกิจปีนี้โตสุดแค่1.3%  และปีหน้าโต 1% แม้สงครามการค้าจะจบ เศรษฐกิจไทยก็ใช่ว่าจะดี เคยเตือนให้เอาร่างพ.ร.บ.งบรายจ่าย2569 กลับไปแก้ไข แต่รัฐบาลไม่ทำ พอไม่ใช่ดิจิทัลวอลเล็ต งานไม่เดิน รัฐบาลบอกจัดงบกลางยืดหยุ่นแบบกระจาย แต่ไม่รู้ยืดหยุ่นอย่างไร คิดแต่ปล่อยผีให้โยกงบไปใช้ง่ายๆ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย บอกให้แจกดิจิทัลวอลเล็ต 10,000บาท ไม่งั้นได้นายกฯเท้งแน่ๆ แต่ถ้าทำแบบนี้ ต่อให้แจกใกล้ช่วงเลือกตั้ง 20,000 บาท เลยก็ได้ ก็ยังได้นายกฯเท้งเหมือนเดิม ส่วนการจัดงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 157,000ล้านบาท ถามว่ากระตุ้นแบบใด อย่างกระทรวงมหาดไทยให้อบต. 10,000โครงการ เป็นโครงการตู้กดน้ำสะอาด ให้มีตู้กดน้ำทุกอบต. ถามว่ากระตุ้นแบบไหน 

น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีโครงการกองทุนหมู่บ้านเอสเอ็มแอล กระจายไปยังหมู่บ้านต่างๆ6,000ล้านบาท   ในปี2568 ขณะนี้เหลืออีก 4เดือน งบยังไม่ได้ใช้ แต่มีการตั้งบริษัทเตรียมรับงานกันแล้ว มีใบเสนอราคาพร้อมยื่น อำนวยความสะดวกๆสุด บางร้านเป็นของประธานกองทุนหมู่บ้าน สว. กระจายตัวอยู่แถวเชียงใหม่ ร้อยเอ็ด พิษณุโลก แพร่ น่าน นครสวรรค์ กำแพงเพชร ถ้าไม่ป้องกันไว้ เตรียมได้เลยมีหัวคิว 30% มาขอตั้งโครงการตู้กดน้ำดื่ม ไม่ตรงอะไรกับเอสเอ็มแอลเลย จัดงบแบบนี้ทำนายได้เลยธกส.เตรียมเงินได้เลย รัฐบาลมาเอาแน่ รัฐบาลบอกว่า งบรายจ่ายประจำปีต่ำสุดในรอบ 18ปี แต่เป็นเพราะไปตัดงบรายจ่ายประจำลงให้ดูดี ทั้งงบรักษาพยาบาลตัด 10,000ล้านบาท งบบำนาญข้าราชการ 51,000ล้านบาท งบชำระดอกเบี้ย 65,000ล้านบาท แล้วมาเคลมว่า รายจ่ายประจำดีขึ้น แล้วค่อยเอางบกลางมาโปะถือว่าควรดีใจหรือไม่ วันนี้ได้เรียนรู้การเมืองแห่งความเป็นจริง ไม่มีนายกฯยุบสภา ตอนความนิยมย่ำแย่ ยกเว้นจะศึกภายในจากพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน แต่อย่าเอาพรรคประชาชนเป็นตัวประกัน ระหว่างท่านทั้งสอง 

เตือนรัฐก่อนเป็น’กบต้ม’ เร่งแก้’ผูกขาด-คอรัปชั่น-นิติรัฐ’

เตือนรัฐก่อนเป็น'กบต้ม' เร่งแก้'ผูกขาด-คอรัปชั่น-นิติรัฐ'

เตือนรัฐก่อนเป็น’กบต้ม’ เร่งแก้’ผูกขาด-คอรัปชั่น-นิติรัฐ’

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.13 น.

วงเสวนาเศรษฐศาสตร์ มธ.คึกคัก ส่งสัญญาณเตือน ต้องตื่นตัวรีบแก้ไขด่วน ก่อนจะกลายเป็น “กบต้ม” แนะเร่งแก้ “ผูกขาด-คอรัปชั่น-นิติรัฐ”

เมื่อวันที่ 31 พ.ค.68 ที่คณะเศรษฐ ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพฯ กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม จัดเวทีสาธารณะ หัวข้อ “Why Nations Fail – บทเรียนที่ประเทศไทยต้องไม่ล้มเหลว” โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งว่า ถ้าพูดถึงระบบการทำงานของภาครัฐที่ยังทำงานอยู่แต่ไม่สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีองค์กรจัดอันดับรัฐล้มเหลวนั้นไทยอยู่ที่อันดับ 95 คะแนนก็อยู่ตรงกลาง ที่มีคำเตือนแล้ว ทั้งนี้ตนได้อ่านหนังสืออีก 2 เล่ม เล่มแรกบอกว่าโครงสร้างของรัฐที่จำนำส่การพัฒนาประเทศค่อนข้างแคบ มีความเสี่ยงสูง เพราะด้านหนึ่งคือรัฐรวบอำนาจ ทำลาย กลไกตลาด ระบบทุนนิยม การแข่งขัน และอีดด้านหนึ่งคือรัฐไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้ ไร้กติกาไร้ระบบไร้ระเบียบ ดังนั้นต้องมีความพอดี ส่วนหนังสืออีกเล่มย้ำว่าลำพังเทคโนโลยีไม่ใช่คำตอบของการพัฒนาประเทศทั้งหมด เพราะในอดีตการเข้ามาของเทคโนโลยีก็สร้างความมั่งคั่งกับแค่นายทุนหยิบมือ แต่สิ่งที่ทำให้คนส่วนใหญ่ได้ประโยชน์คือการปฏิวัติอุตสาหกรรม มีกฎกติกาการรวมตัวกันของแรงงาน มีอำนาจต่อรอง มีระบบจัดเก็บภาษี และจัดทำสวัสดิการ 

ด้วยเหตุนี้ ตนมองว่าไทยมีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถบรรลุศักยภาพที่มีที่คิดว่าจะทำได้ เพราะเวลาสถาบันต่งๆ จัดอันดับประเทศไทย เรื่องคอรัปชั่น เสรีภาพทางเศรษฐกิจ เสรีภาพทางการเมือง ความเป็นประชาธิปไตย ความพร้อมในการเอาเทคโนโลยีไปใช้ ยังเห็นการจัดอันดับที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา มีแต่ลดลงเรื่อยๆ อาจกระเตื้องขึ้นมาบางปีแล้วก็เสื่อมถอยลงไปอีก จุดอ่อนมีทั้งเศรษฐกิจและการเมือง โดยในเรื่องของเศรษฐกิจนั้น ถ้าดูที่อื่น 10 ปีมานี้บริษัทที่เติบโตในตลาดหลักทรัพย์จะเกี่ยวกับเทคโนโลยี แต่ของไทยน่าจะมีแค่ 1 บริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี นอกนั้นคือรัฐวิสาหกิจเดิมธุรกิจที่ผูกขาด ตรงนี้จึงทำให้ยากการก้าวข้ามสภาพปัจจุบัน ถ้าลองไปเสนอความคิดดีๆ กับธุรกิจขนาดใหญ่ในประเทศไทยปฏิกิริยาจะเหมือนกันหมดว่าน่าสนใจมาก แต่ไม่มีความกระตือรือร้นที่จะทำ เพราะทุกวันนี้เขาไม่ต้องแข่งขันอะไร ถ้าต่อไปสังคมไม่โต ไม่มีอำลังซื้อคำตอบของเขาก็แค่ไปลงทุนในต่างประเทศ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนในทางการเมือง วันนี้ ตนก็ยังมองว่าการเมืองจะเป็นแบบนี้ไปอีกอย่างน้อย 3-4 ปี เพราะเกือบทุกพรรคการเมืองก็พึงพอใจกับสภาพอย่างนี้ คนที่เป็นรัฐบาล ก็พึงพอใจกับความที่ได้เป็นรัฐบาล ส่วนจะผสมกลมกลืนหรือไม่คนละเรื่อง แต่ยังสามารถดำรงสถานะความเป็นรัฐบาล ใช้สถานะความเป็นรัฐบาลหวังว่าจะเอื้อให้การเลือกตั้งครั้งหน้าได้ระดับหนึ่ง แต่ถามว่ามีวิสัยทัศน์หรือมีจุดร่วมจะพาประเทศไปทางไหนหรือไม่ ก็ไม่มีใครทราบ ขนาดพรรคฝ่ายค้านก็มองในทำนองว่า ห้วงเวลาอยู่ข้างเขา ยิ่งประเทศสะสมปัญหามากขึ้นเท่าไหร่ วันข้างหน้ายิ่งมีโอกาสพลิกกลับมา ดังนั้น

“ประเทศไทยต้องหลุดพ้นจากสภาพนี้ก่อน เพราะเวลาเดินเร็วมาก ถ้าเสียโอกาสไปอีกเพียงแค่ 2 ปี 3 ปี 4 ปี แล้วคิดจะไปไล่ตามให้ทันทีหลังก็เหนื่อย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า จุดหนึ่ง ที่ทำให้เรายังไม่สามารถไปไหนได้เพราะความตื่นตัว เศรษฐกิจที่เริ่มถดถอยแต่คนไม่มีการตื่นตัว น่าจะเกิดความชินชา ซึ่งเมื่อเหล่านี้จะไปผูกพันกับคอรัปชั่นด้วยแต่คนก็จะชินชาว่ามันก็เป็นอย่างนี้ ประเด็นท้าทาย หรือเราต้องรอให้เกิดวิกฤตก่อน หรือรอจนถูกต้มจนสุกแล้ว ส่วนตัวเคยหวังว่าโดนัลด์ทรัมป์จะมาช่วยเรา เพราะวันที่ขึ้นเป็นประธานาธิบดีการประกาศนโยบายแรกๆ ทำให้คนไทยมีอารมณ์ร่วมหมดว่าจะทำอย่างไรให้ ประเทศไทยรอด แม้กระทั่งฝ่ายค้าน ที่บอกว่าจะต้องให้กำลังใจรัฐบาล ดังนั้นตอนนี้ต้องมีการกระตุ้นความรู้สึกคนไทยให้มีส่วนร่วมในการปรับตัว และต่อสู้เพื่อให้ประเทศไทยอยู่รอด

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า จริงๆ หลายเรื่อง หลายภาคส่วนตนเห็นว่าก็มีการขยับ แต่ที่จับตาอยู่คือระบบศาล ระบบยุติธรรมไปด้วยหรือเปล่า และอย่างที่มีผู้กล่าวมาก่อนหน้านี้ว่าผู้ที่มีอำนาจในระบบเศรษฐกิจผูกขาด มีอิทธิพลมากต่อระบบการเมือง นี่คือจุดล่อแหลมจุดอันตรายที่เราต้องหาทางแก้ไขให้ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งจากหนังสือที่ตนได้อ่าน มีการเปรียบเทียบไทยกับเกาหลีใต้ เพราะเคยอยู่ในระดับการพัฒนาเดียวกัน แต่วันนี้เกาหลีใต้ไปไกลกว่าเยอะ สิ่งที่เขาคิดและชี้ชัดคือบทบาทของทหารเกาหลีใต้ถอยออกไปเยอะจากการเมือง แต่ส่วนตัวอยากจะชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่า นอกจากกองทัพเกาหลีใต้ถอยออกไปแล้ว จะเห็นว่า ประธานาธิบดีทุกคนที่โกงกินติดคุกหมด ถ้าประเทศไทยมีนายกฯ โกงและติดคุกด้วย เราก็อาจจะไปถึงจุดที่เกาหลีไปถึงด้วยเช่นกัน

ที่ผ่านมามีคนพูดกับตนว่า “หวังว่าทหารจะไม่เข้ามาอีก” แสดงว่ามีการเรียนรู้ระดับหนึ่ง ว่าถ้าเราจะไปหวังพึ่งกลไกลบางอย่างที่คิดว่าลอยมาแล้วจะแก้ปัญหาได้ในที่สุดเราก็จะผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า วันนี้ส่วนตัวเห็นว่ารัฐธรรมนูญยังเป็นอุปสรรคอยู่ แต่คนที่ที่รู้สึกแบบเดียวกันไม่กล้ากระโดดมารื้อรัฐธรรมนูญเพราะไม่รู้ว่ารื้อแล้วจะได้อะไรกลับมา เพราะสัญญาณที่เกิดขึ้นคือ เห็นว่าองค์กรอิสระไม่น่าเชื่อถือ พอบอกไม่เอาเผด็จการทหาร แต่คำตอบเดียวที่มีคือ ให้ทุกอย่างเป็นไปตาม เสียงข้างมากที่มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถ้าไปสู่จุดนั้นก็แสดงว่า เราไม่เรียนรู้จากประวัติศาสตร์ ดังนั้นสำหรับตนการช่วยการทำให้กลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจของคนที่มาจากการเลือกตั้งคือสิ่งสำคัญ กระบวนการส่งคนเช้าสู่อำนาจสำคัญ จึงกลับมาที่เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย ความเป็นอิสระของหน่วยงานตรวจสอบต่างๆ ที่ไม่จำกัดอยู่แค่องค์กรอิสระ หรือศาลแต่คือสื่อมวลชนด้วย  

ทั้งนี้ คิดว่ากันคาดหวังให้ราชการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องยากเพราะระบบราชการ ไม่ได้ออกแบบมาให้เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง แต่คนที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงคือระบบการเมืองที่เข้มแข็ง ถ้ารัฐบาลเสถียรภาพง่อนแง่น จะเปลี่ยนแปลงอะไรก็คงลำบาก ตนคิดว่าโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญปี 2540 คนร่างตั้งโจทย์ชัดว่าไม่เอารัฐบาลผสม แต่ออกแบบให้รัฐบาลเข้มแข็งกับ ออกแบบให้มีระบบตรวจสอบใหม่ คือการสร้างองค์กรอิสระจำนวนมาก ซึ่งถ้าองค์กรเหล่านั้นทำงานได้ผลตามนั้นคิด มันก็ไปได้ วันนี้โจทย์นั้นก็ยังอยู่กับเรา เราอยากได้รัฐบาลเข้มแข็ง มีทิศทางที่ชัดเจนในการที่จะปรับโครงสร้างต่างๆ แต่ต้องถูกตรวจสอบ โดยองค์กรที่ควรเชื่อถือไ ด้และมีความเป็นอิสระ

“วันนี้คนไทย เด็กไทย ภาคเอกชนไทยข้าราชการไทยไม่ได้เลวร้ายไปกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นจึงคิดว่า ทำได้เดือนหน้าได้ จึงต้องมาหาจุดพลิกตรงนี้ให้ได้เพื่อให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น” นายอภิสิทธิ กล่าว และว่า การเริ่มต้นทำสิ่งเหล่านี้ได้ ต้องทำให้คนไทยตื่นตัวร่วมกันว่า ต้องช่วยกันสร้างการเปลี่ยนแปลง  

ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.การคลัง กล่าวว่า ตนก็มีอารมณ์อึดอัดต่อหลายอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยไม่ว่าระดับสังคมหรือเศรษฐกิจก็ตาม  จากการอ่านหนังสือเล่มหนึ่งพบว่า สิ่งที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศคือ 1. ภูมิลักษณะที่เปลี่ยนแปลงเร็ว 2. เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง 3. การเปลี่ยนแปลงผู้นำเพราะหลายประเทศมีการเลือกตั้ง เช่นสหรัฐอเมริกาที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำก็ทำให้ประเทศพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อกลับมามองประเทศไทย ที่เราเคยหวังว่าเมื่อไม่นานมานี้เราก็ประสบความสำเร็จเมื่อเทียบกับหลายประเทศโดยเฉพาะเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ตาม วันนี้สิ่งที่ชัดเจนเรามีปัญหาหลักอยู่ 2 อย่างคือ 1. เรามีปัญหาเรื่องเงินฝืดธนาคารไม่ปล่อยกู้เศรษฐกิจไม่โต GDP ไม่โต 2. มีปัญหาหนี้สินโดยเฉพาะหนี้สินครัวเรือนซึ่ง 2 ปัญหานี้ เปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น หลังยกฟองสบู่ ก็อยู่ในสภาวะ เงินฝืดหลายปีจนนายกรัฐมนตรีอาเบะมีนโยบายเมื่อ 2012 เรียกว่าธนู 3 ดอก 1. ผ่อนคลายการเงินลดอัตราดอกเบี้ยลงไปต่ำกว่า 0% 2. กระตุ้นนโยบายการคลัง 3. การปฏิรูปภาคธุรกิจ ซึ่งต้องทำพร้อมกันทั้ง 3 เรื่อง โดยเฉพาะดอกสุดท้ายที่ทำให้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นฟื้นตัว และวันนี้เศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็มีความคึกคัก แม้ปัญหาจะอย่างมากอยู่แต่ก็เป็นบทเรียนให้กับประเทศไทยว่าวันนี้ด้วยปัญหาคล้ายๆ กันรวมถึงปัญหาการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

“ดังนั้นไทยอาจจะเรียนรู้บทเรียนนโยบายของญี่ปุ่นมาประยุกต์ใช้อาจจะทันท่วงทีต่อการกระตุ้นให้ประเทศไทยฟื้นตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างน้อยใน 10 ปีข้างหน้า และปัจจัยที่สำคัญมากคือ เรื่องของผู้นำ ญี่ปุ่นยังต้องพึ่งนายกฯ อาเบะ ผมกล้าพูดว่าถ้าไม่มีอาเบะก็ไม่สามารถที่จะผลักดันนโยบายที่ท้าทายทางการเมืองได้ เหมือนกับที่ญี่ปุ่นได้ทำมาเพราะฉะนั้นกลับมาที่ประเทศไทยของเราช่องทางมันมีแต่ต้องอาศัยผู้นำคำถามที่สำคัญคือแล้วเราจะทำอย่างไรถึงจะได้ผู้นำที่ดี” นายกรณ์ กล่าว

ขณะที่ ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่าโลกปัจจุบันมีโอกาส ที่จะทำนโยบาย หรือมาตรการต่างๆให้ถูกเพื่อเปลี่ยนสภาวะปัญหาที่เผชิญอยู่มาเป็นโอกาสในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ได้  โดยเฉพาะการพัฒนาทางเทคโนโลยีสามารถนำมาสู่โอกาสที่หลากหลายได้ อยากได้ก็ตามอย่างมีหลายปัจจัยที่ยังกังวลว่ารัฐยังไม่สามารถ ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ได้อย่างยั่งยืน เช่นโครงสร้างสถาบันการเมือง เศรษฐกิจที่มีลักษณะกินรวบ  มากกว่ากันเปิดโอกาสการมีส่วนร่วม และเราเริ่มเห็นปฏิสัมพันธ์ของสถาบันเศรษฐกิจ และสถาบันการเมืองกินร่วมทำให้โอกาสของคนส่วนใหญ่ของประเทศยากขึ้น นอกจากนี้หลักนิติรัฐยังเห็นว่าอ่อนแอทุกระดับ  

“ตอนนี้เราอาจจะไม่ใช่รัฐที่ล้มเหลวหรือรัฐที่สอบตก แต่ผมรู้สึกว่า เป็นรัฐกบต้ม รัฐนิ่งเฉยมากขึ้น ดังนั้นเราจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เป็นกบที่นิ่งเฉยแต่ตระหนักถึงอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆจะทำอะไรก็ให้รีบๆทำ ก่อนที่จะปล่อยให้น้ำร้อนขึ้นเรื่อยๆนะขณะที่กล้ามเนื้อเราอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ดังนั้นต้องช่วยกันตระหนักรู้และหาทางออกจากหม้อน้ำที่อุณหภูมิ สูงขึ้นเรื่อยๆก็เชื่อว่าจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยส่วนใหญ่ได้” ดร.วิรไท กล่าว และว่า ส่วนสำคัญคือการปฏิรูประบบราชการพราะเป็นตัวเชื่อมของของสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้อ่อนแอมาก และกลายเป็นเสริม หรือจำยอมให้เกิดการกินรวบ วันนี้เราเห็นนโยบายการเมืองหลายอย่างที่ไม่ค่อยยึดโยงผลประโยชน์ของประชาชน และก็เห็นการตัดสินใจของภาครัฐหลายอย่างเหมือนกันที่ไม่ได้ยึดโยงกับประโยชน์ของประชาชน จึงต้องปฏิรูประบบราชการ

ขณะที่ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร กล่าวว่า ตัวชี้วัดคุณภาพของสังคมไทยวันนี้ มี 3-4 ตัวคือ1.คุณภาพของนิติรัฐ มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมหรือไม่ เพราะหลายกรณีในเมืองไทยที่คนทำผิดไม่ต้องรับผิด กฎหมายถูกบังคับใช้ไม่เท่ากันในหลายกรณี 2. เรื่องคอรัปชั่น ที่คนมองว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมไทย ใครๆ ก็จ่ายทั้งๆ ที่สังคมอื่นเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ 3.การผูกขาดกินรวบ และ 4 ความเป็นประชาธิปไตย นี่คือสัญญาณ ที่สำคัญของคุณภาพสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจ

‘เครือข่ายเยาวชน’ยื่น 4 ข้อถึงนายกฯใน‘วันงดสูบบุหรี่โลก’ หวังเพิ่มโทษ-ฟันจนท.รับส่วย‘บุหรี่ไฟฟ้า’

‘เครือข่ายเยาวชน’ยื่น 4 ข้อถึงนายกฯใน‘วันงดสูบบุหรี่โลก’ หวังเพิ่มโทษ-ฟันจนท.รับส่วย‘บุหรี่ไฟฟ้า’

‘เครือข่ายเยาวชน’ยื่น 4 ข้อถึงนายกฯใน‘วันงดสูบบุหรี่โลก’ หวังเพิ่มโทษ-ฟันจนท.รับส่วย‘บุหรี่ไฟฟ้า’

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.57 น.

‘เครือข่ายเยาวชน’ยื่น 4 ข้อถึงนายกฯใน‘วันงดสูบบุหรี่โลก’ หวังเพิ่มโทษ-ฟันจนท.รับส่วย‘บุหรี่ไฟฟ้า’ 

31 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายเยาวชน-ครอบครัว นำโดย นางสาวยศวดี ดิสสระ ผู้อำนวยการเครือข่ายนักสื่อสารรุ่นใหม่ และ นางสาวเพชรลดา  ศรัทธารัตนตรัย แกนนำเครือข่ายเยาวชนลดปัจจัยเสี่ยง พร้อมเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพเยาวชน มูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัว เครือข่ายครอบครัวปลอดบุหรี่  เครือข่ายนักสื่อสารรุ่นใหม่ ฯลฯ เข้ายื่นหนังสือถึงนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผ่านทางนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก เพื่อสนับสนุนนโยบายรัฐบาลที่เดินหน้าปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างจริงจัง พร้อมยื่นข้อเสนอเชิงรุก

นางสาวยศวดี กล่าวว่า ปัจจุบันไฟฟ้ามีการพัฒนารูปแบบไปมากเพื่อมุ่งเป้าไปที่กลุ่มเด็กและเยาวชน จนยากที่จะสังเกตได้โดยง่าย แต่จากการติดตามการทำงานของรัฐบาลในห้วงเวลาที่ผ่านมา ตั้งแต่มีการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้า ก็พบว่า มีการตรวจสอบ จับกุมผู้ค้ารายใหญ่ และผู้ค้ารายย่อยต่างๆ จำนวนมาก เครือข่ายฯ จึงขอขอบคุณรัฐบาลแสดงให้เห็นถึงการเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ เพราะต้องยอมรับว่า ปัจจุบันมีเด็กเยาวชน ถูกหลอกให้มีความเชื่อผิดว่าสูบแล้วเท่ สูบแล้วดูมีคลาส ไม่ทำลายสุขภาพ แต่ในข้อเท็จจริงเราก็ได้ทราบจากข่าวอยู่เสมอว่า มีเด็กอายุน้อยป่วยโรคปอดอักเสบรุนแรงจากบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ทำให้เสียสุขภาพ เสียโอกาสในการมีสุขภาพที่ดี กระทบพัฒนาการ สุดท้ายก็เป็นผลกระทบกับประเทศชาติต่อไป ทั้งแง่ของการสูญเสียค่ารักษาพยาบาล และสูญเสียกำลังแรงงานของชาติในอนาคต

ด้าน นางสาวเพชรลดา กล่าวต่อว่า เนื่องในโอกาสวันงดสูบบุหรี่โลก วันที่ 31 พฤษภาคม นี้ เครือข่ายขอแสดงจุดยืนและมีข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อร่วมปกป้องเด็กและเยาวชนจากภัยบุหรี่ไฟฟ้า ดังนี้ 

1.ขอขอบคุณและสนับสนุนนโยบายการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้าของรัฐบาล  ขอบคุณและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการปกป้องคุ้มครองเด็กและเยาวชนจากภัยของบุหรี่ไฟฟ้า 

2. ขอให้การดำเนินงานด้านการปราบปราบบุหรี่ไฟฟ้า  ยังคงต้องอย่างจริงจังต่อเนื่องและควรเร่งดำเนินการปิดช่องทางการขายออนไลน์ทุกรูปแบบให้มากขึ้นด้วย  เพราะยังคงเป็นช่องทางหลักที่เข้าถึงเด็กและเยาวชนในปัจจุบัน

3.หากพบเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์  ส่วน  เงินใต้โต๊ะ จากการจำหน่วยบุหรี่ไฟฟ้าต้องลงโทษอย่างเด็ดขาด ควรเพิ่มบทลงโทษให้มากกว่าคนปกติทั่วไป  และการส่งสัญญาณที่ชัดเจนเด็ดขาดจะช่วยในการป้องปรามที่ดี

4.ขอให้เร่งสร้างความชัดเจนกับการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา  ที่พบว่ายังมีช่องว่างในการทำงานในสถานศึกษา  โดยเฉพาะอำนาจในการตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้า  ขั้นตอนหลังจากการตรวจยึด  ที่เด็ก เยาวชนต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง  ไม่ควรกลายเป็นผู้ต้องหาจากความผิดนี้   และขอให้รัฐบาลสนับสนุนการทำงานของครูและบุคลากรทางการศึกษา  สร้างความมั่นใจในการทำงาน ให้ครูได้รับการปกป้องคุ้มครองด้วย

“ขอขอบคุณรัฐบาลที่จริงจังกับการแก้ไขปัญหาบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อปกป้องเด็ก เยาวชนและคุ้มครองสุขภาพประชาชน ถือว่าเป็นนโยบายรูปธรรมที่ชัดเจน และจับต้องได้ เชื่อว่าความจริงจังในการแก้ไขปัญหา และทำอย่างต่อเนื่องจะช่วยปิดช่องทางกลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลประโยชน์ ลดความเสียหายต่อภาครัฐในการดูแลรักษาผู้ป่วยหรือได้รับผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างมหาศาล  ที่สำคัญคือสามารถปกป้องเด็กและเยาวชนไทยให้มีสุขภาพที่ดี และมีคุณภาพ ซึ่งจะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศชาติให้เข้มแข็งได้มากขึ้น”นางสาวเพชรลดา กล่าว

นางสาวจิราพร กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี และรัฐบาล ทุกหน่วยงานมีความจริงใจในการปราบกรามบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าเทียบสถิติ ถือว่าเยอะกว่าปีที่แล้ว และจากนี้ก็จะเดินหน้าต่อเนื่องในการปราบปราม โดยมีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทั้งการแก้ไขกฎหมายเพิ่มอำนาจครู อาจารย์สามารถตรวจยึดบุหรี่ไฟฟ้าได้ การแก้ไขกฎหมายเปิดตู้คอนเทนเนอร์สินค้านำเข้า ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการบังคับใช่ในเร็วๆ นี้ แต่ในส่วนที่ทำได้เลยในตอนนี้ การสื่อสารประชาสัมพันธ์ในโรงเรียน และการตรวจจับผู้ลักลอบจำหน่าย ซึ่งตอบขอขอบคุณภาคประชาชน เครือข่ายเด็กเยาวชนที่ทำงานร่วมกันมาตลอด เพราะมีจุดยืนดียวกันในการป้องเด็ก เยาวชน เพื่อให้เติบโตไปเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ และร่วมให้ข้อมูลเบาแสจนสามารถนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดได้ 

“ท่านนายกฯ ได้ฝากขอบคุณเครือข่าย และยืนยันว่า ได้ให้ความสำคัญในการปราบปรามบุหรี่ไฟฟ้ามาก เพราะทราบถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชน ซึ่งตัวท่านนายกฯ เองก็มีลูก จึงอยากให้เด็กๆ ทุกคนเติบโตขึ้นมาภายใต้สุขภาวะที่ดี มาเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ ดังนั้นยืนยันว่ารัฐบาลนี้จะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่” นางสาวจิราพร กล่าว 

ทำไมแพทย์ทั้งประเทศรวมพลังสนับสนุนให้แพทยสภา ยืนยันมติ 8 พ.ค. 68

ทำไมแพทย์ทั้งประเทศรวมพลังสนับสนุนให้แพทยสภา ยืนยันมติ 8 พ.ค. 68

ทำไมแพทย์ทั้งประเทศรวมพลังสนับสนุนให้แพทยสภา ยืนยันมติ 8 พ.ค. 68

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.46 น.

31 พ.ค. 68 นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้ส่งข้อความผ่านผู้สื่อข่าว โดยระบุข้อความว่า “กรณีแพทยสภามีมติลงโทษทางจริยธรรมต่อแพทย์ 3 ท่าน แต่กลับถูกนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ใช้อำนาจในตำแหน่งสภานายกพิเศษ ยับยั้งมติแพทยสภา 8 พ.ค. 68 อย่างไม่มีเหตุผลอันสมควร โดยอ้างว่าแพทย์ไม่มีความผิด เพราะเอาใจใส่คนไข้ แต่แพทย์ทั้งประเทศเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจยับยั้งอย่างไม่มีเหตุผลอันควร จึงมีความเห็นร่วมกันว่า แพทยสภาจะต้องลงมติยืนยัยมติเดิมให้จงได้ โดยการเรียกร้องให้กรรมการแพทยสภามาเข้าประชุมให้ครบ และลงมติยืนยันมติเดิม (ยกเว้นเสียงเดียวคือ นายแพทย์ใหญ่รพ.ตำรวจ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถูกลงโทษ)”

‘สุทิน’ชักแม่น้ำทั้ง5แจงยิบ! อวยรัฐบาลตีโจทย์แตก

'สุทิน'ชักแม่น้ำทั้ง5แจงยิบ! อวยรัฐบาลตีโจทย์แตก

‘สุทิน’ชักแม่น้ำทั้ง5แจงยิบ! อวยรัฐบาลตีโจทย์แตก

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.33 น.

‘สุทิน’ ชักแม่น้ำทั้ง5แจงยิบ! ‘4 กรอบ’จัด ‘งบฯ ปี69’ อวยรัฐบาลตีโจทย์แตก โต้ ‘ฝ่ายค้าน’ งบกองทัพไม่สามารถใช้ฐานเดิมพิจารณาได้ แต่ต้องดูเหตุตึงเครียดรอบด้าน ฉะอย่าดิสเครดิตประเทศตัวเองเป็น ‘รัฐล้มเหลว’ ยันรับได้รัฐบาลจัดงบประมาณ เหน็บ  ‘มืออาชีพ’ กับ ‘มือสมัครเล่น’ เรื่องเดียวกัน แก้ปัญหาคนละแบบ 

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท วาระแรก ต่อเนื่องเป็นวันที่ 4 เข้าสู่ช่วงท้ายของการอภิปรายฯนายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวสรุปในฝั่งของรัฐบาลว่า การที่จะบอกว่างบประมาณแผ่นดินชอบหรือไม่ชอบ และควรที่จะยกมืออนุมัติหรือไม่นั้น มี 4 กรอบ คือ 1.ชอบด้วยกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งการทำงบประมาณมีกฎหมายเกี่ยวข้อง รัฐบาลไม่สามารถทำตามใจตัวเองได้ 2.มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศที่ตั้งไวหรือไม่ 3.สามารถตอบโจทย์ประเทศได้หรือไม่ และ 4. ตรงใจ สส.ตรงใจสภาฯหรือไม่เพราะเป็นตัวแทนประชาชน และเชื่อว่าเป็นคนที่รู้ปัญหาของประชาชนมากที่สุด สำหรับหน้าตาของงบประมาณฉบับนี้มียอดเงิน 3.78 ล้านล้านบาท ซึ่งมีการเพิ่มขึ้นตามปัจจัย แต่ส่วนตัวตนไม่พอใจกับงบนี้ เพราะอยากได้เยอะกว่านี้ แต่ติดที่สถานะการเงินของประเทศ และประมาณการรายรับ ซึ่งจะไปชนกรอบวินัยการเงินการคลัง ส่วนหากมีการตั้งงบน้อยกว่านี้จะไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจพัฒนาได้ ดังนั้นการตั้งงบประมาณจำนวนนี้ อยู่บนความจำเป็นและข้อจำกัด 

นายสุทิน กล่าวต่อว่า รัฐบาลที่ผ่านมาไม่มีใครอยากกู้เงิน แต่มันมีความจำเป็นตามปัจจัยที่เกิดขึ้น ซึ่งการกู้เงินไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับการจัดทำงบประมาณ เพื่อมาฟื้นฟูเศรษฐกิจและมีความคุ้มค่าในการดำเนินการหรือไม่ และการกู้เงินไม่ใช่ครั้งแรก ในประเทศไทยไม่มีการกู้เงินมีแค่ 2 ปี คือปี 48-49 ในสมัยนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ทำงบประมาณแบบสมดุล และที่ผ่านมาได้เห็นการทำงบประมาณของภาครัฐที่ลดลง โดยค่อนข้างเป็นทุกข์กับรายจ่ายประจำที่ค่อนข้างสูง และไม่มีผลไปถึงชาวบ้านและการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งปีนี้รายจ่ายประจำลดลงแม้จะไม่มากเป็นการเริ่มที่ดีและปีต่อๆ ไปต้องลดลงเรื่อยๆ 

นายสุทิน กล่าวอีกว่า  ส่วนเรื่องของงบการลงทุน ก็พบว่าลดลง ซึ่งความเป็นจริงต้องเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเกิดความเสียหายหากไม่รู้ว่าลดลงแล้วไปอยู่ไหน จากข้อมูลคือการไปชดใช้หนี้เงินคงคลัง ที่จะทำให้สถานะทางการคลังของเราดีขึ้น ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในส่วนนี้ ซึ่งหน้าตาโดยรวมของงบประมาณฉบับนี้ ถือว่าสอดคล้องกับสถานะของประเทศปัจจุบันแลปีต่อไป ซึ่งถือว่ารับได้ ส่วนงบประมาณนี้จะสอดคล้องกับกฎหมายหรือไม่นั้น ที่ผ่านมามีหลายรัฐบาลที่ตกม้าตายเพราะไปทำผิดกฎหมาย ที่สำคัญคือกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งจากการตรวจสอบดูหลายประเด็นมีความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและระเบียบวินัยการเงินการคลัง รวมไปถึงการใช้วิธี พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณเพื่อคำนวณรายรับรายจ่าย รวมถึง พ.ร.บ.การจัดการหนี้ภาครัฐ 

นายสุทิน กล่าวต่อไปว่า ขณะที่ยุทธศาสตร์ของประเทศและแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูประเทศระยะที่ 2 ซึ่งมีการขยายจาก 6 ยุทธศาสตร์เป็น 9 ยุทธศาสตร์ สิ่งที่ตนสนใจและเห็นด้วยในยุทธศาสตร์การเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์พัฒนาคนไทยให้มีศักยภาพ จากที่มีการวิเคราะห์ศักยภาพในเวทีโลกเด็กไทยน่าห่วง หากวัดด้วยการศึกษาวันนี้แพ้ประเทศเพื่อนบ้าน และดูสภาพสังคมด้านยาเสพติดก็รุมถล่ม ทำให้คนหมดคุณภาพ ซึ่งสามารถทำนายอนาคตประเทศได้ การจัดงบในจุดนี้มีการเพิ่มขึ้น รวมถึงยังมีการเพิ่มด้านความเป็นธรรมในสังคม ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งวันนี้คนไทยเจอปัญหา 2 เรื่องคือความจน และความเหลื่อมล้ำ 

นายสุทิน กล่าวว่า ส่วนกรอบที่ 3 งบประมาณฉบับนี้ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาประเทศได้หรือไม่นั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ซึ่งการจัดงบเปรียบเสมือนการให้ยากับประเทศ เมื่อ 7 เดือนที่แล้วรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ เข้ามาบริหารประเทศได้มีการแถลงนโยบายซึ่งตนอยากรู้ว่าจะตีโจทย์ประเทศแตกหรือไม่ หากเปรียบประเทศไทยเป็นคนเขาจะรู้ไหมป่วยเป็นโรคอะไร หากวิเคราะห์โรคผิดจ่ายยาผิดก็จะทำให้ตาย แต่หากหมอวิเคราะห์โลกถูกจ่ายยาถูกก็จะทำให้ฟื้น  ซึ่งจากการแถลงนโยบายที่ผ่านมา ต้องชมว่ารัฐบาลตีโจทย์แตกวินิจฉัยถูก  ส่วนการจ่ายยาก็ต้องดูในวันนี้ว่าจัดงบประมาณเป็นอย่างไร หากบอกว่าเป็นโรคไตแต่ไปจ่ายยาเบาหวานก็จะทำให้ตายเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงต้องดูว่ารัฐบาลจัดงบประมาณถูกทิศถูกทางหรือไม่ 
นายสุทิน กล่าวต่อว่า วันนี้ปัญหาของประเทศชาติและประชาชนค่อนข้างมองตรงกันว่าเรื่องใหญ่สุดคือเรื่องเศรษฐกิจและปากท้อง การขยายตัวทางเศรษฐกิจยังต่ำ โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูง 80 % ของจีดีพี สิ่งนี้เป็นตัวกัดกร่อนและเป็นแรงเสียดทานทางเศรษฐกิจ ซิ่งสิ่งที่เห็นในการจัดงบครั้งนี้คือรัฐบาลทุ่มไปกับเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจำนวนมาก แต่หลายคนมองว่างบประมาณที่จัดอาจจะไม่เพียงพอ ยายังไม่แรง แต่เราต้องเข้าใจว่าการกระตุ้นไม่สามารถใช้งบประมาณรัฐอย่างเดียว ซึ่งต้องมีมาตรการอื่นๆ เข้ามาช่วยเหลือ ซึ่งรัฐบาลมีการตั้งรับกับการผันผวนของเศรษฐกิจโลกซึ่งวันนี้มีความขัดแย้งกันหลายประเทศ อาจจะมีการเกิดสงคราม ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกหด รวมถึงภาษีทรัมป์ ส่วนในเชิงรุกรัฐบาลพยายามหารายได้ใหม่ การลงแรงซอฟต์พาวเวอร์ที่จะทำให้เกิดรายได้ใหม่เราไม่งอมืองอเท้ากับรายได้เก่า และงบประมาณที่ได้รับจัดสรร ทั้งยังได้มีการส่งเสริมเอกชนทั้งในเรื่องการลงทุน การท่องเที่ยว การส่งออก โดยงบประมาณ 3.78 ล้านล้านบาทจะใช้ไปเพื่อหมุนฟันเฟืองในด้านต่างๆ ทั้งการส่งออกอุตสาหกรรม เอกชน 

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ส่วนจะเป็นการจัดงบประมาณที่ถูกจุดหรือไม่นั้น สำหรับการจัดงบกลางมีคำถามว่าสามารถรองรับความผันผวนได้จริงหรือไม่ ทั้งเรื่อง น้ำแล้ง น้ำท่วม และภาษี อย่างไรก็ตามเมื่อปีที่แล้ว มีการตำหนิว่าจัดงบกลางมากเกินไป เป็นแบงค์เช็คเพื่อให้รัฐบาลจ่ายได้แต่ตรวจสอบไม่ได้ แต่เมื่อปีนี้งบกลางลดลงก็ถูกตำหนิอีก สำหรับงบกลาง 6 แสนล้านบาท ตนอาจไม่พอใจ แต่สามารถเข้าใจได้ว่าการจัดทำงบประมาณแผ่นดินไม่ได้จบเท่านี้ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้นจริงๆ ก็สามารถทำงบประมาณกลางปีได้  ขณะที่หลายคนสนใจเรื่องรายได้เกษตรกร เอสเอ็มอี ตกต่ำก็ต้องยอมรับว่าเป็นจริง พบว่ารัฐบาลมี 2 แผนในการแก้ไข คือการใช้งบประมาณแผ่นดินและงบประมาณนอกแผ่นดินเช่น งบประกันรายได้การเกษตร ข้าว ยาง และส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างเป็นระบบ แต่ยังมีรายได้นอกงบประมาณ การจัดทำซอฟต์โลน ร่วมกับธนาคารเพื่อหาสินเชื่อให้กับทางเอสเอ็มอี ทั้งการป้องกันเอสเอ็มอีต่างชาติที่เป็นคู่แข่งของคนในประเทศ

นายสุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนงบกองทัพตนก็พอรู้เรื่อง ซึ่งมีการทวงถามถึงการปรับลดขนาดกองทัพ ซึ่งมองว่าการจัดงบยังเยอะอยู่ ในอดีตสมัยตนเป็น รมว.กลาโหมเคยพูดว่าการจัดงบความมั่นคง การจัดงบกองทัพ จะแตกต่างจากการจัดงบกระทรวงอื่น เนื่องจากกระทรวงอื่นมีการนำฐานเดิมมาตั้งแล้วบวกเงินเฟ้อเข้าไป แต่เรื่องความมั่นคงและกองทัพจะใช้ฐานเดิมไม่ได้ ซึ่งจะต้องดูถึงฐานคู่แข่งและบริบทโลก ว่าสถานการณ์โลกนั้นไปอย่างไร เข้าสู่โหมดตึงเครียดหรือไม่จะมีการสู้รบหรือไม่ และจะขยายตัวมาถึงเราหรือไม่ เพื่อนบ้านกับเราเอากัน ซัดกัน หรือยัง ย้ำว่าฐานความมั่นคงไม่ใช่ฐานตัวเลขเดิม แต่เป็นฐานสถานการณ์ หากมีความตึงเครียดต้องจัดงบประมาณเยอะ หากผ่อนคลายก็จัดงบน้อย และยิ่งมีการส่งสัญญาณว่าจะมีเหตุจะนิ่งนอนใจและจัดงบประมาณ ต้องขอกับทางกรรมาธิการ และต้องทำความเข้าใจกัน ดังนั้นงบส่วนนี้จึงไม่ได้มีความบกพร่อง หากงบส่วนไหนไม่เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศ สามารถตัดได้ แต่อันไหนเกี่ยวกับยุทธการต้องมีความเห็นใจ 

“สุดท้ายกรอบการตอบโจทย์ประเทศตนมองว่าทุกรัฐบาล ไม่มีใครจะจัดงบประมาณละเลยประชาชน ทุกรัฐบาลอยากจัดงบให้ประชาชนชื่นชม อยากเห็นเศรษฐกิจขยายตัว ให้ประชาชนหน้าชื่นตาบาน กินอิ่ม นอนอุ่น ดังนั้นกรอบงบประมาณนี้จะขอให้ความเห็นชอบและให้กำลังใจ ส่วนงบประมาณปีนี้จะถูกใจเพื่อนสมาชิกหรือไม่ จากที่มีการประเมินมา 4 วัน เพื่อนสมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่เราเห็นใจข้อจำกัดของรัฐบาล แต่อาจจะไม่ตรงใจบ้างก็เป็นเหตุที่ทุกคนจะต้องเข้าใจและยอมรับให้ได้  ส่วนที่ไม่ตรงใจอาจจะเป็นเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้าน ซึ่งก็สามารถเข้าใจได้ เพราะหากรัฐบาลจัดงบแล้วฝ่ายค้านขึ้นมาชื่นชมจะผิดปกติ แต่หากขึ้นมาตำหนิและรายละเอียดบางอย่างมันเลยเถิด ไม่ถูกกาลเทศะ รัฐบาลต้องแยกแยะและเก็บไปคิด เช่น การบอกว่าประเทศไทยเข้าสู่รัฐล้มเหลว ซึ่งควรที่จะต้องพูดอย่างระมัดระวังเพราะการดิสเครดิตประเทศของตัวเองเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และการทุจริตในหลายเรื่องบางครั้งยังไม่เกิดขึ้นในร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้ แต่อาจเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งสามารถเตือนสติกันได้” นายสุทินกล่าว 

นายสุทิน กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้หากอภิปรายงบประมาณแผ่นดินแล้วพูดเรื่องการทุจริต สิ่งที่ควรพูดคือการตั้งงบในลักษณะนี้อาจไม่สามารถตรวจสอบได้ หรือมีการหมกเม็ด ซึ่งจะสามารถป้องกันการทุจริต ฝ่ายค้านควรมีมุมมองที่วิตกจริตให้น้อยลง และตั้งอยู่บนโลกของความเป็นจริง ขณะที่รัฐบาลเองก็ต้องรับฟัง ท้ายที่สุดความแตกต่างทางความคิดในสภา แต่จะมีสิ่งทีเหมือนกันคือการเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและมาจากประชาชน ซึ่งเราอาจมองไม่ต่างกันแต่มีวิธีแก้ปัญหาที่ต่างกัน ด้วยประสบการณ์และความเป็นมืออาชีพที่ต่างกัน ซึ่งคนเป็นมืออาชีพและไม่เป็นมืออาชีพหรือเป็นมือสมัครเล่น เรื่องเดียวกันก็จะอาจจะมีการแก้ปัญหากันคนละแบบ แต่หวังว่าร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฉบับนี้จะถูกนำไปพิจารณาในวาระที่สองอย่างรอบคอบ และเข้าสู่วาระที่สามก่อนที่จะถูกอนุมัตินำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติ ซึ่งตนเห็นชอบให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่านความเห็นชอบของสภา เพื่อไปพิจารณาในวาระต่อไป