ชมสดงานเสวนา’Why Nations Fail บทเรียนที่ประเทศไทย ต้องไม่ล้มเหลว’ สดจากธรรมศาสตร์

ชมสดงานเสวนา'Why Nations Fail บทเรียนที่ประเทศไทย ต้องไม่ล้มเหลว' สดจากธรรมศาสตร์

ชมสดงานเสวนา’Why Nations Fail บทเรียนที่ประเทศไทย ต้องไม่ล้มเหลว’ สดจากธรรมศาสตร์

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.

“แนวหน้าออนไลน์” เชิญชมการไลฟ์สดงานเสวนา ห้วห้อ “Why Nations Fail บทเรียนที่ประเทศไทย ต้องไม่ล้มเหลว” จัดโดย กลุ่มเศรษฐศาสตร์เพื่อสังคม ดำเนินรายการโดย ผศ.ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมีวิทยากร 4 ท่าน ประกอบด้วย

1.ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตรชัย กรรมการ ผจก. หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ศิษย์เก่าคณะเศรษฐฯ มธ.

2.ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ศิษย์เก่าคณะเศรษฐฯ มธ.

3.คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตอาจารย์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มธ.

4.คุณกรณ์ จาติกวนิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

‘ผู้สมัครนายกสภาทนายความ’ ยื่น ‘พิเชษฐ์’ ขอคืนระบบ CIOS เต็มระบบจากศาลยุติธรรม

'ผู้สมัครนายกสภาทนายความ' ยื่น 'พิเชษฐ์'  ขอคืนระบบ CIOS เต็มระบบจากศาลยุติธรรม

‘ผู้สมัครนายกสภาทนายความ’ ยื่น ‘พิเชษฐ์’ ขอคืนระบบ CIOS เต็มระบบจากศาลยุติธรรม

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.36 น.

“ผู้สมัครนายกสภาทนายความ” ยื่น “พิเชษฐ์”  ขอคืนระบบ CIOS เต็มระบบจากศาลยุติธรรม 

วันที่ 31 พฤษภาคม2568 ที่รัฐสภา นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่หนึ่ง มารับหนังสื่อร้องเรียน จาก ดร.ธนพล คงเจี้ยง ผู้สมัครนายกสภาทนายความหมายเลข 4 เดินทางไปยื่นหนังสือเรื่อง “ทวงคืนcios เต็มระบบ เพื่อประโยชน์ของเพื่อนทนายความและประชาชน“ ต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กฎหมาย คณะ กมธ.ศาล และคณะ กมธ.วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร 

โดยระบบการยื่นคำคู่ความผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่อศาล หรือที่เรียกว่าระบบ Cios เริ่มใช้ในเมื่อเดือนกันยายน 2562 โดยสำนักงานศาลยุติธรรมให้ทนายความยื่นคำร้อง. คำฟ้องและกรณีเกี่ยวกับคดีผ่านทางระบบ  Cios. ซึ่งทนายความ ก็ใช้ระบบดังกล่าวมาโดยตลอด ซึ่งทำให้เกิดความสะดวกในการทำงานเป็นอย่างมากเพราะไม่จำเป็นต้องไปยื่นคำร้องคำฟ้องที่ศาลโดยตรงเป็นการลดภาระค่าใช้จ่ายที่มีกับทนายความและประชาชน

ต่อมาในช่วงปีพ.ศ. 2567 เริ่มเกิดมีปัญหาเกี่ยวกับระบบดังกล่าว ทำให้มีการปิดระบบไปในระยะเวลาหนึ่งและเมื่อเปิดระบบมาแล้ว ปรากฏว่าระบบถูกตัดทอนประสิทธิภาพในการทำงานไปหลายอย่าง ไม่สามารถยื่นคำร้อง คำฟ้องหรือคำคู่ความหลายๆประเภทได้จากเดิมที่เคยทำได้ ซึ่งไม่เคยมีการชี้แจงจากสำนักงานศาลยุติธรรมว่าเหตุใดระบบ cios ถึงมีปัญหาล่ม และเหตุใดเมื่อเปิดระบบขึ้นมาใหม่แล้วจึงตัดทอนความสามารถในการยื่นคำร้องคำขอคำแถลงหรือคำฟ้องลงกว่าเดิมทำให้มีประสิทธิภาพด้อยลง 

โดยในการยื่นคำหนังสือครั้งนี้ เพื่อต้องการให้สำนักงานศาลยุติธรรมได้ดำเนินการแก้ไขให้การยื่นเอกสารผ่านระบบ CIOs ให้เสร็จแล้วใช้งานตามปกติ เพื่อ 1.เป็นการลดปัญหาในการติดตามสถานะของคดีและคำสั่งคดีของศาล  

2.ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของทนายความและคู่ความที่เกี่ยวข้องในการเดินทางไปยื่นเอกสารที่ศาลจังหวัดนั้นๆและลดปัญหาการเดินทาง ซึ่งเป็นไปตามที่ได้รับการร้องเรียนมาจากพี่น้องทนายความทั่วประเทศ 

ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับเรื่อง คณะ สว. ร้องสอบ คณะกรรมการคดีพิเศษ แทรกแซง กกต. คดีฮั้วเลือก สว.

ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับเรื่อง คณะ สว. ร้องสอบ คณะกรรมการคดีพิเศษ แทรกแซง กกต. คดีฮั้วเลือก สว.

ผู้ตรวจการแผ่นดิน รับเรื่อง คณะ สว. ร้องสอบ คณะกรรมการคดีพิเศษ แทรกแซง กกต. คดีฮั้วเลือก สว.

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.16 น.

‘ผู้ตรวจฯ’ รับเรื่อง ‘คณะสว.’ ร้องสอบ ‘คกก.คดีพิเศษ’ ใช้อำนาจไม่ชอบแทรกแซง ‘กกต.’ คดีฮั้วแล้ว เดินตามแนว‘ศาลรัฐธรรมนูญ – ป.ป.ช.’ รับพิจารณาหลังพบเข้าองค์ประกอบความผิด

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสิริน ชาวเพืชรดี  รองเลขาธิการปฏิบัติการแทนเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด  ที่ผผ. 1203/384  เรื่อง แจ้งการรับเรื่องร้องเรียน  ถึง คณะวุฒิสภา  ตามที่อ้างถึงหนังสือร้องเรียนของ คณะ ลงวันที่ 18 มีนาคม 2568 โดยมีรายละเอียดว่า ตามหนังสือที่อ้างถึง ท่านและคณะได้ยื่นเรื่องร้องเรียนผ่านประธานวุฒิสภา ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือปฏิบัตินอกเหนือหน้าที่และอำนาจตามกฎหมายของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.)

กรณีมีมติในการประชุม ครั้งที่3/2568  เมื่อวันที่ 6มีนาคม 2568  รับคดีเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา เมื่อปีพ.ศ.2567  ในความผิดฐานฟอกเงินไว้พิจารณาดำเนินการเป็นคดีพิเศษ 
อันถือเป็นการแทรกแซงหรือครอบงำการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)และเป็นการกดดันหรือข่มขู่การปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560  ความละเอียดแจ้งแล้ว นั้น

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินขอเรียนว่า ผู้ตรวจการแผ่นดิน (นายทรงศัก สายเชื้อ) ได้รับเรื่องร้องเรียนของท่านไว้พิจารณาแล้ว เป็นเรื่องร้องเรียนเลขดำที่  763 /2568  ขณะนี้อยู่ระหว่างการแสวงหา ข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีหนังสือขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียน 

พร้อมให้จัดส่งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และกรณีมีความจำเป็น สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินอาจประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งจะได้ดำเนินการโดยเร็ว
 
ทั้งนี้ เมื่อได้รับการชี้แจงข้อเท็จจริงหรือให้ความเห็นครบถ้วนแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินจะได้นำมาประกอบการพิจารณาจัดทำคำวินิจฉัยต่อไป จึงเรียนมาเพื่อทราบ หากมีความคืบหน้าเป็นประการใดจะได้แจ้งให้ทราบต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงาน่า ขณะนี้ คณะสว. ได้ยื่นการตรวจสอบการใช้อำนาจของ คณะกรรมการคดีพิเศษ  และปรากฎว่า 3 องค์กรอิสระ ได้รับไว้พิจารณาเพราะเข้าองค์ประกอบความผิด เป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ประกอบด้วย  1.คณะสว. ได้ร้อง ศาลรัฐธรรมนูญ ให้นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม  ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ  และพ.ต.อ.  ทวี สอดส่อง รมว.ยุติธรรม   ในฐานะรอง คณะกรรมการคดีพิเศษ  พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี  โดย ศาลรัฐธรรมนูญ รับฟ้อง และหยุดปฏิบัติหน้าที่ พ.ต.อ.ทวี ไปแล้ว   

2. คณะสว. ยังยื่นร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ลงโทษ พ.ต.อ.ทวี กับพ.ต.ต.  ยุทธนา  แพรดำ  อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ  ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่  และได้รับคำร้อง และตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง   และ  3.  คณะ สว.  ได้ ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน  และผู้ตรวจฯได้รับไว้สอบสวนแล้วว่า การทำหน้าที่ของคณะกรรมการคดีพิเศษ  ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่  

‘สมชัย’ชี้ตรรกะป่วยจัด! ปม’สมศักดิ์’แจงเหตุวีโต้มติแพทยสภา

'สมชัย'ชี้ตรรกะป่วยจัด! ปม'สมศักดิ์'แจงเหตุวีโต้มติแพทยสภา

‘สมชัย’ชี้ตรรกะป่วยจัด! ปม’สมศักดิ์’แจงเหตุวีโต้มติแพทยสภา

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 13.06 น.

‘สมชัย’ชี้ตรรกะป่วยจัด ปม ‘สมศักดิ์’แจงเหตุวีโต้มติแพทยสภา แซะ”หรือนี่ คือตรรกะ ของนักการเมืองที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปี เป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง”

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 นายสมชัย  ศรีสุทธิยากร  นักวิชาการ และอดีต กกต. โพสต์สื่อโซเชียลแสดงความคิดเห็นหลังนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขชี้แจงเหตุผลการยื่นวีโตมติแพทยสภาที่ลงโทษแพทย์ 3  กรณีชั้น 14 โดยระบุว่า “ตรรกะป่วยจัด”

นายสมชัย ได้ตั้งคำถามเปรียบเปรยว่าหากคิดเพียงว่าการกระทำของแพทย์หากไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ป่วย “ไม่ถือเป็นการผิดจรรยาบรรณ” การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ หรือกระบวนการยุติธรรมของรัฐนั้นก็ “ไม่ผิดจรรยาบรรณ” ใช่ไหม

ถ้าเช่นนั้น หมอออกใบรับรองแพทย์เป็นเท็จให้คนสมัครงาน  ให้คนได้รับการยกเว้นการรับราชการทหาร ให้คนเอาไปเคลมเงินจากบริษัทประกัน  หรือ คดีฆ่าคนตาย หมอก็ชันสูตรว่าเป็นอุบัติเหตุให้ฆาตกรพ้นผิด  อย่างนี้ก็คงไม่ผิดจรรยาบรรณในความเห็นของท่านรัฐมนตรีและบรรดาที่ปรึกษาของท่าน

“หรือนี่ คือตรรกะ ของนักการเมืองที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปี เคยเป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง ที่บอกว่าตัวเองเลือกข้างถูกเสมอ ยกเว้นข้างประโยชน์ของประชาชน” นายสมชัย กล่าว

‘เซีย’ อัด รมว.แรงงาน ปรับค่าจ้างช้ากว่าเต่าย่อง ลากไส้นำงบความปลอดภัย ไปสร้างตึก 50 ล.

'เซีย' อัด รมว.แรงงาน ปรับค่าจ้างช้ากว่าเต่าย่อง ลากไส้นำงบความปลอดภัย ไปสร้างตึก 50 ล.

‘เซีย’ อัด รมว.แรงงาน ปรับค่าจ้างช้ากว่าเต่าย่อง ลากไส้นำงบความปลอดภัย ไปสร้างตึก 50 ล.

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.49 น.

“เซีย”ถล่มรมว.แรงงาน ปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบเต่าย่อง ฉะไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน นำงบสร้างความปลอดภัยให้แรงงาน 50ล้าน ไปสร้างตึก ซื้อรถ แทนการสร้างความปลอดภัย ซ้ำยังดึงงบฯพัฒนาทักษะฝีมือไปซื้อคอมพิวเตอร์ 83 ล้าน 

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ที่รัฐสภาในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญเป็นพิเศษ ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานในการประชุม วาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 เป็นวันที่ 4 โดยนายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน(ปชน.)  กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาสินค้าแพงขึ้นทุกอย่าง แต่ค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นช้าเป็นเต่าย่อง ต่ำสุดอยู่ที่ 337บาท ทั้งที่รมว.แรงงานบอกจะปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 400บาท ทั่วประเทศ ค่าครองชีพสูงขึ้น แต่กระทรวงแรงงานกล้าของบประมาณเกี่ยวกับการปรับค่าจ้างเพิ่มขึ้น ขณะที่เรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้แรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานระบุในตัวชี้วัดปี 2569 จะผลักดันจำนวนแรงงานให้ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย 2.5ล้านคน ทั้งที่แรงงานประเทศไทยมี 40ล้านคน ที่เหลือจะปล่อยตามยถากรรมใช่หรือไม่ จำนวนอุบัติเหตุของผู้ใช้แรงงานเพิ่มขึ้นทุกวัน ปี2565 มีผู้ประสบอุบัติเหตุจากการทำงาน 76,000คน ปี2566 เพิ่มเป็น81,000คน และปี2567 มี87,000คน รวม 3ปี มีแรงงานบาดเจ็บจากการทำงาน 2.5แสนคน ปีนี้ของบโครงการความปลอดภัยและชีวอนามัยประเทศไทย 100ล้านบาท ดูเหมือนให้ความสำคัญความปลอดภัยป้องกันอุบัติเหตุการทำงาน แต่เป็นงบดำเนินการแค่ 31ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นงบสร้างตึกมากกว่า 50ล้านบาท และที่เหลือซื้อลิฟต์ กับรถอีก 5คัน จะช่วยลดอุบัติเหตุอย่างไร 

นายเซีย กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ลูกจ้างถูกลอยแพจากการเลิกจ้าง รัฐบาลไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายให้นายจ้างนำเงินมาจ่ายค่าชดเชยให้ลูกจ้างได้ ข้อมูลกรมสวัสดิการและคุ้มแรงงาน ปี2562-2567 มีลูกจ้างไม่ได้รับเงินตามคำสั่งเจ้าพนักงานตรวจแรงงาน 43,000 คน เป็นเงิน 2,800ล้านบาท ปล่อยนายจ้างกินหรู อยู่สบาย ไม่ดำเนินคดีนายจ้างอย่างจริงจัง ปล่อยแรงงานถูกนายจ้างละเมิด จัดงบแบบน่าสังเวช ส่วนการเพิ่มทักษะเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงาน ปีนี้ได้งบพัฒนาทักษะแรงงานนอกระบบ 260 ล้านบาท ได้งบเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 160 ล้านบาท แต่เป็นโครงการเดิมๆ อบรมอาชีพแบบเบี้ยหัวแตกอบรมเสร็จก็แจกของ สุ่มเสี่ยงทุจริต ละเลยพัฒนาฝีมือแรงงานให้ตรงความต้องการตลาดแรงงานปัจจุบัน งบที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เอาไปพัฒนาฝีมือแรงงาน แต่เอาไปซื้อคอมพิวเตอร์ใช้ในสำนักงาน 83 ล้านบาท และพัฒนาระบบบริหารจัดการกลางด้วยปัญญาประดิษฐ์ 74 ล้านบาท

“อีกเรื่องคือสวัสดิการผู้พิการ มีกฎหมายกำหนดให้หน่วยงานรัฐที่มีผู้ปฏิบัติงาน 100 คนขึ้นไป ต้องรับคนพิการเข้าทำงานในอัตรา 100 คน ต่อ1 คน แต่หน่วยงานรัฐไม่ทำตามกฎหมาย ปี 2567 หน่วยงานรัฐจ้างงานคนพิการเพียง 3,600คน จากสัดส่วนที่ต้องรับคนพิการ 18,000 ตำแหน่ง และจัดงบโครงการ ส่งเสริมคนพิการทำงานในหน่วยงานภาครัฐ ให้แค่ 3.6 แสนบาท เท่ากับจ้างคนพิการได้แค่ 2คน ” นายเซีย กล่าว

นายเซีย กล่าวต่อว่า ส่วนโครงการส่งเสริมสวัสดิการเพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่การเกษียณอย่างมีคุณภาพของประชากรวัยแรงงาน ได้งบ 2ล้านบาท  โครงการจัดสวัสดิการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานและครอบครัวเพื่อส่งเสริมแรงงานหญิง 5ล้านบาท ก็เอาไปจัดอบรม นำแรงงานมานั่งฟังกระทรวงแรงงานเทศนาว่า เกษียณแล้วจะทำตัวอย่างไร ไม่ให้เป็นภาระครอบครัว ไม่แน่ใจใครควรไปอบรมระหว่างคนทำงานปากกัดตีนถีบ หรือรัฐบาลที่จัดงบไม่มีน้ำยา เมื่อรัฐบาลไม่สามารถจัดงบได้เหมาะสม จึงไม่เห็นด้วยกับร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 69 

‘เด็จพี่’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ ส่งสัญญาณดึง ‘มท.’กลับ หวังปราบยาเสพติดเข้มข้น ขอ รมต. อย่ายึดติดตำแหน่ง

'เด็จพี่' เชื่อ 'ทักษิณ' ส่งสัญญาณดึง 'มท.'กลับ หวังปราบยาเสพติดเข้มข้น ขอ รมต. อย่ายึดติดตำแหน่ง

‘เด็จพี่’ เชื่อ ‘ทักษิณ’ ส่งสัญญาณดึง ‘มท.’กลับ หวังปราบยาเสพติดเข้มข้น ขอ รมต. อย่ายึดติดตำแหน่ง

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 12.09 น.

‘พร้อมพงศ์’ มอง ปรับครม. เพื่อประชาชน เผย ทักษิณ ส่งสัญญาณดึง มหาดไทย หวังเห็น ปราบยาเสพติดเข้มข้น ขอ รัฐมนตรี อย่ายึดติดตำแหน่ง 

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกับสำนักงานเนชั่น พร้อมกับวิเคราะห์การเมือง อยากให้กระทรวงมหาดไทย มาอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นมุมมองของอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ห่วงใยบ้านเมืองที่อยากให้การทำงานแก้ไขปัญหาต่างๆให้ประชาชนอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหายาเสพติด ที่กำลังระบาดอย่างหนักส่งผลร้ายต่อเยาวชน ประเทศชาติ ถึงแม้ภาครัฐ ตำรวจ ทหาร จะเข้มงวดกวดขัน แต่ก็ยังไม่หมดไป ดังนั้นหากได้หน่วยงานที่ทำงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและส่วนท้องถิ่น บวกกับการเอาจริงเอาจังจากเจ้าหน้าที่ จะเห็นการแก้ปัญหาอย่างเข้มข้น เป็นรูปธรรมมากขึ้น  

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า ขอดักทางพวกที่จะออกมาบอกว่าท่านทักษิณ ก้าวก่าย แทรกแซงการบริหารงานของรัฐบาล ท่านเพียงมองจากผู้ที่มีประสบการณ์ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี2สมัย ผ่านการบริหารประเทศมาก่อน เก็บข้อมูลจากการลงพื้นที่ สัมผัสกับประชาชนเลยให้ความเห็นออกมา ถึงอย่างไรอำนาจการปรับครม.เป็นอำนาจของนางสาวแพทองธาร นายกรัฐมนตรี ผลสุดท้ายแล้วการปรับออกมาจะเป็นอย่างไร ปรับกี่ตำแหน่ง กี่กระทรวง รัฐมนตรีจากพรรคใดบ้าง ไม่มีใครรู้ ถือเป็นเรื่องปกติ รัฐบาลทำงานมาได้ระยะหนึ่ง จะต้องมีการปรับเปลี่ยนบ้าง เลือกบุคคลมาแก้ไขปัญหาให้ประชาชนอย่างตรงจุด

ขณะเดียวกันบรรดาเจ้ากระทรวงไม่ควรยึดติด กระทรวงนั้นกระทรวงนี้เป็นของกู สมบัติกู ไม่ว่าอยู่ตรงไหนก็ทำงานให้กับประชาชนได้ทั้งนั้น วาระของรัฐบาลที่เหลือประมาณ2ปี ไม่เพียงพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาลอย่างเดียว ต้องอาศัยพรรคร่วมรัฐบาลร่วมแรงร่วมใจในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน รัฐบาลกำลังเร่งแก้ไข เป็นการปรับเพื่อทำงานให้ประชาชน โดยประชาชนเองก็จะจับตามอง หลังการปรับครม.ไปแล้ว รัฐมนตรีที่กำกับดูแล ทำงานได้ดีขึ้นหรือไม่ ถ้าสัมผัสไม่ได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี รัฐมนตรีเหล่านั้นจะถูกกระแสสังคม ประชาชนลงโทษเอง

‘ภัณฑิล’ โร่แจงไม่ทัวร์สภาร่วม ‘พิเชษฐ์’ อ้างไม่เหมาะ-ต้องแจงต่อสาธารณะ

‘ภัณฑิล’ โร่แจงไม่ทัวร์สภาร่วม ‘พิเชษฐ์’ อ้างไม่เหมาะ-ต้องแจงต่อสาธารณะ

‘ภัณฑิล’ โร่แจงไม่ทัวร์สภาร่วม ‘พิเชษฐ์’ อ้างไม่เหมาะ-ต้องแจงต่อสาธารณะ

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.56 น.

‘ภัณฑิล’ โร่แจงไม่ทัวร์สภาร่วม ‘พิเชษฐ์’ อ้างไม่เหมาะ-ต้องแจงต่อสาธารณะ เตรียมยื่น ‘ศาลรธน.’ ตรวจสอบ แปรงบเข้าพื้นที่ตัวเอง ด้าน ‘ภัสริน’ ข้องใจเงิน 87% กองอยู่ ‘เชียงราย’
 
วันที่ 31 พฤษถาคม 2568 เวลา 10.05 น. ที่รัฐสภา นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงกรณีที่นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.เชียงราย และรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เชิญตน และนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เดินสำรวจอาคารรัฐสภาในวันนี้ (31 พ.ค.) หลังจากถูกอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีประมาณพ.ศ.2569 ในส่วนงบสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่มีความฟุ่มเฟือยและพบพิรุธหลายโครงการว่า ได้รับคำเชิญจากนายพิเชษฐ์จริง หลังจากที่ตนอภิปรายเสร็จนายพิเชษฐ์ก็เข้ามาหาตนที่ห้องอาหารเพื่ออยากชี้แจง แต่หลายเรื่องตนอยากให้นายพิเชษฐ์ชี้แจงต่อสาธารณะ แม้ระหว่างการอภิปรายนายพิเชษฐ์จะชี้แจงไปบางส่วน แต่ตนกับนายพิเชษฐ์มีความเห็นแตกต่างกัน เพราะตนไม่เห็นความจำเป็นโครงการเหล่านี้ 
 
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า พรรคประชาชนกำลังจะยื่นเรื่องการแปรงบเข้าเขตพื้นที่ของตนเองว่าผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ขณะนี้อยู่ระหว่างการร่างคำร้อง ตนจึงมองว่าไม่เหมาะที่วันนี้จะมาแถลงข่าวร่วมกับนายพิเชษฐ์ เพราะกำลังจะยื่นตรวจสอบนายพิเชษฐ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ และคงไม่ต้องให้นายพิเชษฐ์พาทัวร์สภา ซึ่งตนสามารถพาทุกคนทัวร์สภาได้เองอยู่แล้ว อย่างศาลาแก้วที่เถียงกันไปมาก็ยังไม่เห็นรายละเอียดว่าจะทำอะไร ทั้งที่ใช้งบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ตนได้ข่าวมาว่าจะรื้อศาลาแก้วทั้งหมด นายพิเชษฐ์กล้าเถียงหรือไม่ว่าจะไม่รื้อ รวมถึงเสาปฏิมากรรมด้านหน้าอาคารรัฐสภาด้วย เพราะมีโครงการจะนำพระบรมราชนุสาวรีย์รัชกาลที่ 7 มาประดิษฐาน รวมถึงรับรองงานใหญ่ในต้นปีหน้าโดยที่ยังไม่มีการบอกรายละเอียดโครงการ 
 
“นายพิเชษฐ์ชอบพูดคำว่าแค่พันล้าน พูดแบบนี้ดูถูกประชาชน เงินก็คือเงินแม้จะบาทเดียวก็เงิน จะใช้คำว่าแค่ไม่ได้ไม่อยากให้เบี่ยงประเด็นว่าเหมาะสมหรือไม่ ประชาชนได้ตัดสินไปแล้วว่าเป็นการใช้จ่ายงบประมาณที่สุรุ่ยสุร่าย ผมอยากให้สื่อมวลชนติดตามเรื่องการแปรงบประมาณเข้าเขตพื้นที่ตนเอง ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 อย่างชัดเจนแม้แต่เจ้าหน้าที่สภายังแซวเลยว่าจะต้องไปอยู่เชียงรายหรือไม่ จึงจะสามารถทำโครงการได้หมด นายพิเชษฐ์พยายามเบี่ยงประเด็นเป็นเรื่องอาคารสถานที่ ซึ่งก็มีปัญหาอยู่แล้ว แต่ประเด็นคือนายพิเชษฐ์กำลังจะใช้งบอบรมสัมมนาอย่างมิชอบ โดยใช้คำว่าสตรี เยาวชน มาบังหน้าอีกด้วย” นายภัณฑิล กล่าว 
 
ขณะที่น.ส.ภัสริน รามวงศ์ สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวว่า เหตุใดงบประมาณ 87% จึงไปกองที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งการเขียนโครงการใช้แบบฟอร์มเดียวกัน แม้แต่ปากกาก็น้ำหมึกเดียวกัน ลงวันที่เดียวกัน ถ้าไม่ไร้เดียงสาจนเกินไปคนเขียนโครงการก็น่าจะเป็นคนเดียวกันหรือไม่ และมีการใช้ว่าคำว่าโครงการสตรี ตนจึงได้ไปสอบถามข้อมูลที่อนุกรรมาธิการสตรี เพื่อขอคำชี้แจงว่าเหตุใดมีโครงการเกี่ยวกับสตรี และโยกย้ายงบไปที่จังหวัดเชียงรายจังหวัดเดียว
 
จากนั้น นายภัณฑิล กล่าวเสริมว่า โครงการต่างๆ เรียงตามเลขหมู่บ้านเลย เป็นการกระทำที่อุกอาจมาก ซึ่งรายละเอียดโครงการในงบปี 69 ก็ยังทำซ้ำแบบเดิมโดยที่งบประมาณไม่ได้ลดลง ทั้งนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติห้ามใช้เงิน เพราะเป็นฝ่ายที่ออกกติกา ถ้ามีการใช้เงินฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติจะแยกกันไม่ออก ถือว่ามีเจตนาตั้งแต่แรก ท่านไม่เคยตอบรายละเอียดโดยอ้างแต่คำว่าศักดิ์ศรี เราจะมีศักดิ์ศรีได้ในฐานะสส. หากมีการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นถึงจะภูมิใจในศักดิ์ศรีได้ ทุกวันนี้นายพิเชษฐ์ยังจินตนาการอยากจะใช้เงินต่อ จึงเป็นเหตุผลที่ตนไม่อยากเสียมารยาทมายืนร่วมแถลงข่าวกับนายพิเชษฐ์ เพราะจุดยืนเราต่างกัน
 
จากนั้น นายภัณฑิล และน.ส.ภัสรินได้พาสื่อมวลชนไปดูพื้นที่ที่ได้ของบประมาณเพื่อปรับปรุง เช่น ศาลาแก้ว โดยตั้งคำถามว่าหากเปลี่ยนเป็นห้องแอร์จะกระทบกับสิ่งแวดล้อม พร้อมตั้งข้อสงสัยถึงประมาณที่จะปรับปรุงสถาปัตยกรรมบริเวณหน้าอาคารรัฐสภาว่ามีความจำเป็นจริงๆหรือ

‘เผ่าภูมิ’ยิ้มร่า! ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เม.ย. บวก 2.2% พลิกบวกครั้งแรกใน 9 เดือน

'เผ่าภูมิ'ยิ้มร่า! ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เม.ย. บวก 2.2% พลิกบวกครั้งแรกใน 9 เดือน

‘เผ่าภูมิ’ยิ้มร่า! ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เม.ย. บวก 2.2% พลิกบวกครั้งแรกใน 9 เดือน

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.38 น.

‘รมช.เผ่าภูมิ’ ยิ้ม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม เม.ย. บวก 2.2% พลิกบวกครั้งแรกใน 9 เดือน ยานยนต์บวก 1.3% พลิกบวกครั้งแรกใน 21 เดือน VAT ในประเทศบวก 28 เดือนติด

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน เม.ย. 68 ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน +2.2% พลิกกลับเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 9 เดือน เราเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในภาคการผลิต ซึ่งเป็นจุดอ่อนของเศรษฐกิจไทยมาโดยตลอดในระยะหลัง อย่างไรก็ตามต้องติดตามพัฒนาการนี้อย่างใกล้ชิด
นอกจากนั้น อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นสิ่งที่รัฐบาลติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากติดลบหนักมาโดยตลอด แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัว โดยในเดือน เม.ย. 68 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ +1.3% พลิกเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 21 เดือน รถยนต์ส่วนบุคคล +8.8% พลิกเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 12 เดือนเช่นกัน และรถจักรยานยนต์ +14.2% บวกต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 และบวกสูงสุดในรอบ 22 เดือน

โดย 5 อุตสาหกรรมที่ส่งผลบวกต่อ MPI  เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่
1. อุตสาหกรรมการผลิตอาหารร้อยละ +8.0
2. อุตสาหกรรมยานยนต์ร้อยละ +1.3
3. อุตสาหกรรมการผลิตยางและพลาสติกร้อยละ +2.9
4. อุตสาหกรรมการผลิตแร่อโลหะร้อยละ +7.3
5. อุตสาหกรรมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายร้อยละ +10.8

ในด้านการบริโภค ยังเห็นสัญญาณบวกต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศ โดยภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไม่หักเงินเฟ้อ ที่จัดเก็บในประเทศ +11.0% ขยายตัวเป็นบวกต่อเนื่อง 28 เดือน 
“สิ่งที่เราอยากเห็นต่อจากนี้คือภาคการบริโภคที่ต้องโตต่อเนื่อง และเหนี่ยวนำไปสู่ภาคการผลิตที่ยังมีปัญหา แต่เราเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัว ตามที่ได้กล่าวไปข้างต้น” ดร.เผ่าภูมิ กล่าว

‘พิชัย’ลั่นพยายามทำอยู่ หลัง ‘ทักษิณ’ บอก ‘คลัง’ เป็นกระทรวงหลักเรียกคะแนน

‘พิชัย’ลั่นพยายามทำอยู่ หลัง ‘ทักษิณ’ บอก ‘คลัง’ เป็นกระทรวงหลักเรียกคะแนน

‘พิชัย’ลั่นพยายามทำอยู่ หลัง ‘ทักษิณ’ บอก ‘คลัง’ เป็นกระทรวงหลักเรียกคะแนน

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.24 น.

“พิชัย” บอก พยายามทำอยู่ หลัง “ทักษิณ” ชี้เป้า ”กระทรวงการคลัง“ เป็นกระทรวงหลักเรียกคะแนนเลือกตั้ง 

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 เวลา10.20 น. ที่รัฐสภา นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์กรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บอกว่ากระทรวงการคลังจะเป็น 1 ใน 4 กระทรวงที่เป็นหัวใจหลักสามารถดึงคะแนนนิยมกลับมาทำให้ชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าได้จากนี้ต้องปรับตัวอะไรหรือไม่ ว่า  ตนยังไม่ได้ดูการให้สัมภาษณ์ดังกล่าว เพราะนั่งเตรียมแต่งาน 

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะต้องปรับอะไรหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ตนปรับตลอดเวลา ตนรู้อยู่แล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง

เมื่อถามว่านายทักษิณ ระบุว่า กระทรวงการคลัง ถือเป็นกระทรวงหลักที่พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องดูเอง เห็นด้วยหรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ปกติยุคที่เรามีปัญหาที่จะต้องแก้ไขเยอะๆ ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนสำคัญ เมื่อถามย้ำว่าควรจะอยู่ในการดูแลของพรรคแกนนำรัฐบาลใช่หรือไม่ นายพิชา หัวเราะ พร้อมบอกว่า “บังเอิญผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้”

เมื่อถามว่า ระยะเวลาที่เหลือ 2 ปีจะเพียงพอกับการเรียกคะแนนนิยมกลับมาได้หรือไม่ นายพิชัย กล่าวว่า ตนพยายามทำอยู่ ที่ผ่านมาก็ทำได้ปีนึงแล้ว

เมื่อถามว่า กรณีดิจิทัลเฟส 3 ต้องชะลอไปจะทำให้การหาเสียงยากขึ้นหรือไม่ นายพิชัยกล่าวว่า มันมีเหตุผลของมันอยู่ เราสามารถอธิบายได้ 

อ้าว! ‘พิเชษฐ์’โดน’ส.ส.ปชน.’เทนัดดูสภา แจงงบ 8,000 ล้านแค่เล็กๆ เมื่อเทียบระดับกระทรวง

อ้าว! 'พิเชษฐ์'โดน'ส.ส.ปชน.'เทนัดดูสภา แจงงบ 8,000 ล้านแค่เล็กๆ เมื่อเทียบระดับกระทรวง

อ้าว! ‘พิเชษฐ์’โดน’ส.ส.ปชน.’เทนัดดูสภา แจงงบ 8,000 ล้านแค่เล็กๆ เมื่อเทียบระดับกระทรวง

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 11.02 น.

ทัวร์ล่ม! “พิเชษฐ์” โดน ส.ส.ปชน.เทนัดดูสภา แจง งบ 8,000 ล้าน แค่เล็กๆ เมื่อเทียบกับระดับกระทรวง ลั่น ไม่กลัว ถูกร้องศาลรธน. ขัด ม.144 โยกงบลงจังหวัดตัวเอง ยัน บริสุทธิ์ใจ พร้อมให้ตรวจสอบ

เมื่อเวลา 09.35 น. วันที่ 31 พฤษภาคมที่รัฐสภา นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาคนที่หนึ่ง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ว่านายพิเชษฐ์ทำผิดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ใน พ.ร.บ.งบประมาณปี 69 พร้อมชี้แจงหรือไม่ ว่า เป็นเรื่องของกระบวนการก็ว่ากันไป ทั้งนี้ตนยังไม่ทราบ และยังไม่เห็นเรื่อง 

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาชนกล่าวหาว่านายพิเชษฐ์ มีการโยกงบเพื่อนำโครงการไปกระจุกในพื้นที่จังหวัดของตัวเอง นายพิเชษฐ์กล่าวว่า ตนโยกไม่ได้หรอก ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน หากมีอะไรก็ขอให้ตรวจสอบกันไป 

เมื่อถามว่า หนักใจหรือไม่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า “ไม่ได้หนักใจ ยื่นไปเลยครับ” 

เมื่อถามว่า ประเด็นดังกล่าวจะบานปลายหรือไม่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า “ยินดีครับ ขอให้ตรวจสอบเลย ห้ามไม่ได้” 

เมื่อถามว่า มองว่าเป็นเกมการเมืองเพื่อเอาคืนหรือไม่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า “ถ้าเราทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายด้วยความบริสุทธิ์ใจ ผมไม่ห่วง ผมไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ยินดี จะยื่นอะไรก็ยื่นไป”

ทั้งนี้ นายพิเชษฐ์เปิดเผยระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่า ได้นัดนายภัณฑิล น่วมเจิม ส.ส.กทม. พรรคประชาชน มาร่วมเดินตรวจสอบอาคารรัฐสภาในเวลา 10:00 น. เพื่อทำความเข้าใจถึงปัญหาและเหตุผลในการของบปรับปรุงอาคารรัฐสภา แต่เมื่อให้สัมภาษณ์เสร็จ ก็ได้รับแจ้งจากเลขาฯ ว่านายภัณฑิลได้ปฏิเสธนัดหมายดังกล่าว

นายพิเชษฐ์ จึงให้สัมภาษณ์ถึงการนัดหมายสื่อและ ส.ส.พรรคประชาชน เพื่อเดินทัวร์รัฐสภาว่า หลังจากที่ตนได้มีการเชิญนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.พรรคประชาชน แต่นายพริษฐ์ บอกว่าไม่ว่าง ติดอภิปราย  แต่นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน ซึ่งรับปากไว้ว่าจะมา แต่ล่าสุดแจ้งว่าไม่มาแล้ว  จึงต้องยกเลิกภารกิจเดินชมอาคารรัฐสภา 

นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ตนพร้อมที่จะตอบข้อซักถาม หากทั้งสองคนพร้อม จะยื่นตามช่องทางใดก็ยื่นไป อยากให้มาแต่อยากให้มาดูว่าสภาทำไมต้องใช้งบประมาณ ไม่ต้องเอาการเมืองมายุ่ง ตนยินดีให้ตรวจสอบทุกประเด็น ”รออยู่นะครับ ให้ท่านทั้งสองมาเดินดู งบประมาณของรัฐสภา“

ส่วนการที่ 2 ส.ส. พรรคประชาชนไม่มาตามนัดสะท้อนอะไรหรือไม่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่าตนไม่ทราบ คนเราต้องขึ้นอยู่กับความจริง งบประมาณสภากว่าจะผ่านขึ้นมาอยู่ในงบประมาณปี 69 ถูกตัดหลายขั้นตอน  สุทธิออกมาเท่านี้ เราต้องดูแลสภาให้ดูดีสมเกียรติ สมกับเป็นสถาบันนิติบัญญัติของประเทศ  ตนยืนยันรับทุกเรื่องที่ร้องเรียนมา นี่คืองบเล็กๆ 8,000 ล้านบาทของสภา 

เมื่อถามว่า มีการกล่าวหาว่ามีรองประธานสภาฯ ตั้งงบเอง ตัดเอง และโยกงบเอง นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ก็ต้องไปคุยในรายละเอียด จะไปร้องเรียนที่ไหน ก็สอบสวนสืบสวนกันไป ไม่มีปัญหา  แต่ตอนนี้ตนไม่ทราบว่าเขาร้องเรียนในจุดไหน แต่งบทุกอันมีเหตุผลทั้งหมด และการบริหารของเจ้าหน้าที่ทำด้วยความรอบคอบและตระหนักถึงความจำเป็น  

เมื่อถามว่า ทำไม 8,000 ล้านบาท ถึงใช้ว่าเป็นงบเล็กๆ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า หน่วยงานของนิติบัญญัติเป็นเสาหลักของประเทศเสาหนึ่ง เราได้งบประมาณ 8,000 กว่าล้านบาท เทียบกับกระทรวง ทบวง กรม อื่นๆ มันน้อยมาก สำหรับการเผยแพร่ประชาธิปไตย สำหรับสถาบันที่ประชาชนเลือกมา ตนคิดว่ามันควรจะพร้อมกว่านี้ เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน งบต่างๆเพื่อความมั่นคง เพื่ออนาคตของฝ่ายนิติบัญญัติ  

ทั้งนี้ หากในชั้นกรรมาธิการงบประมาณ เรียกไปชี้แจงกรณีดังกล่าวจะไปหรือไม่ นายพิเชษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ขอชี้แจง เพราะสภาไม่เหมือนกระทรวง ทบวง กรม ไม่มีรัฐมนตรี แล้วใครจะมาชี้แจงแทน เพราะเจ้าหน้าที่ก็ต้องทำงาน ไม่สามารถที่จะมาตอบโต้ได้ ถ้าตนไม่ชี้แจงสภาก็เสียหาย วงสภาก็เสียหาย คุณกล่าวหาแค่ฝ่ายเดียว ซึ่งคุณก็ไม่เข้าใจ ออกสื่อไปทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติเสียหาย ซึ่งตนในฐานะที่เป็นผู้บริหารตรงนี้ ก็พยายามที่จะทำความเข้าใจกับสมาชิกเท่าที่จะทำได้ 

”ถ้าไม่พูดสภาเสียหาย แล้วจะไปต่อที่ไหนจะลงไปอยู่ข้างล่างก็ในฐานะสมาชิก มันไม่มีที่จะพูดคุย ไม่เป็นไรจะไปยื่นที่ไหนก็ไป ผมพร้อมจะไปตอบทุกที่“ นายพิเชษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่าพรรคประชาชนจะยื่นตามมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ ต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีอาจมีส่วนในการใช้งบประมาณรายจ่ายไม่ว่าโดยทางตรง หรือทางอ้อม  นายพิเชษฐ์ กล่าวว่ายินดี ยื่นก็ต้องไปชี้แจงไม่มีปัญหา  และที่กล่าวหาว่า ตนโยกงบฯ ไปลงพื้นที่ตนเองนั้น ขอยืนยันว่า ไม่สามารถทำได้ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน และสามารถตรวจสอบได้ พร้อมยืนยันอีกว่า ไม่มีความหนักใจ

ส่วนจะมีความบานปลายไปถึงการตรวจสอบพฤติกรรมของตนเองนั้น ก็ยินดีให้ตรวจสอบ เพราะห้ามไม่ได้ 

ขณะที่การยื่นครั้งนี้จะเป็นเกมการเมืองเพื่อเอาคืนหรือไม่นั้น นายพิเชษฐ์ ระบุว่า หากทำงานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ด้วยความบริสุทธิ์ใจตนไม่ห่วง และไม่กลัวอะไรทั้งนั้น เพราะทำเพื่อส่วนรวม ความก้าวหน้า และความมั่นคง ยืนยันว่า ไม่มีปัญหา และยินดีให้ตรวจสอบทุกจุด ซึ่งงบประมาณของสภาฯ ที่ได้รับการจัดสรรแค่ 8,000 ล้านบาท และหากคณะกรรมาธิการงบประมาณ เห็นว่าราคาสูงเกินไป หรือไม่เหมาะสม ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการที่จะปรับลด ซึ่งตนมีหน้าที่ดูแล และบริหารรัฐสภา ย้ำว่า ไม่ห่วง มีความบริสุทธิ์ใจ ทำเพื่อประชาชน หากจะยื่นตรวจสอบอะไรก็สามารถทำได้