เช้านี้เงียบเหงา! ประชุมงบฯ69 วันที่ 4 ‘รมต.’หายเกลี้ยงเลี่ยงหลบสื่อ

เช้านี้เงียบเหงา! ประชุมงบฯ69 วันที่ 4 ‘รมต.’หายเกลี้ยงเลี่ยงหลบสื่อ

เช้านี้เงียบเหงา! ประชุมงบฯ69 วันที่ 4 ‘รมต.’หายเกลี้ยงเลี่ยงหลบสื่อ

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.53 น.

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี2569 วงเงิน 3.78ล้านล้านบาท วาระแรก เป็นวันที่4 ปรากฏกว่า บรรยากาศช่วงเช้าเป็นไปอย่างเงียบเหงา โดยเฉพาะบริเวณประตูหน้าอาคารรัฐสภา ที่เป็นทางเข้าหลักของรัฐมนตรี ปรากฏว่า แทบจะไม่มีรัฐมนตรีเดินทางมาร่วมการประชุม ทั้งรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย พรรคกล้าธรรม มีเพียงแค่น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รมว.วัฒนธรรม คนเดียวเท่านั้นที่เดินเข้าประตูดังกล่าว

ภายหลังจากที่เมื่อวันที่ 30 พ.ค.นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปให้สัมภาษณ์ที่สำนักข่าวเนชั่นทีวี ระบุว่า กระทรวงมหาดไทยควรกลับมาอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า อาจทำให้รัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ต้องสงวนท่าที เลี่ยงการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน จนกว่าประเด็นจะมีความชัดเจน

ประเทศประหลาด? ตำนานนักวิ่ง’เรวดี ศรีท้าว’ตั้งคำถาม ความเสื่อมโทรมในสังคม

ประเทศประหลาด? ตำนานนักวิ่ง'เรวดี ศรีท้าว'ตั้งคำถาม ความเสื่อมโทรมในสังคม

ประเทศประหลาด? ตำนานนักวิ่ง’เรวดี ศรีท้าว’ตั้งคำถาม ความเสื่อมโทรมในสังคม

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 10.45 น.

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 เรวดี ศรีท้าว วัฒนสิน อดีตนักวิ่งทีมชาติไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า  #ประเทศประหลาด?

ประเทศไทยเข้าสู่ยุคประหลาด…. ตรงไหน?

ตรงคนไทยที่บอกใครทั่วโลกว่าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เจริญทั้งด้านการปกครองและวัฒนธรรม

แต่กลับประหลาดตรงคนที่ไม่มีทั้ง…ศีลและธรรม มายืนออกทีวี  ออกสื่อทุกช่อง เรียกร้องให้คนไทยอย่าใช้อคติ ให้ใช้หลักการ ให้ใช้จริยธรรม ทั้งๆที่คนพูด….ไม่มี แม้แต่ความสำนึกผิดชอบชั่วดี… ที่สำคัญ…..สังคมกำลังขัดแย้งกันระหว่าง….ความดีที่แยกแยะไม่ได้กับความชั่วของนักการเมืองว่าอะไรกันแน่ที่ว่า……ดี
ประเทศไทยจึงประหลาด

#ประหลาดตรงนักการเมืองกลืนกินทุกความดี
#ประหลาดตรงนักการเมืองกลืนกินนิติรัฐนิติธรรม
#ประหลาดตรงคนไทยต้องกราบไหว้บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้คุ้มครองประเทศจากคนเลว
#ประหลาดตรงมีกฏหมายแต่ไม่มีผู้รักษาและบังคับใช้กฎหมาย
#ประหลาดตรงยินยอมให้นักการเมืองมีอำนาจเหนือทุกสถาบัน
#ประหลาดตรงคำว่าประชาชนที่ไม่รู้ว่าหมายถึงใคร?
#ประหลาดตรงประเทศไทยมีคนเก่งและเชี่ยวชาญทุกวงการจะเห็นได้จากในโซเชียล
ประเทศไทยที่เคยรุ่งเรืองกำลังจะดับไปด้วยการแยกไม่ได้ระหว่างดีหรือชั่ว

#ประเทศไทยหรือคนไทยที่ประหลาดที่ยอมรับความชั่วได้เพียงเพราะเขาเป็นนักการเมือง!

ที่ประหลาดหนักคือคนชั่วขาดความละอายมั่นหน้ามากกว่าทุกสมัย! และคนไทยก็นั่งดูเฉยๆ ปล่อยภาระให้คนดีที่ไม่รู้จะมีจริงไหม? ที่ต้องรอพิสูจน์ว่า “คนดี” โดนกลืนกินหมดหรือยัง? 
#ประเทศไทยหรือประเทศประหลาดใครจะช่วยไทยถ้าไทยไม่ช่วยกันเอง
#รักเธอประเทศไทยที่ไม่ใช่แค่สักแต่พูดแต่ลงมือทำให้เห็นว่ารักเธอประเทศไทย

ชัยชนะจอมปลอม? งัดข้อมูลโต้’ทักษิณ’ ปราบยาเสพติดไม่สำเร็จ

ชัยชนะจอมปลอม? งัดข้อมูลโต้'ทักษิณ' ปราบยาเสพติดไม่สำเร็จ

ชัยชนะจอมปลอม? งัดข้อมูลโต้’ทักษิณ’ ปราบยาเสพติดไม่สำเร็จ

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.56 น.

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “Vee Chirasreshtha” โพสต์ข้อความระบุว่า  ทักษิณ ประกาศสงครามกับ #ยาเสพติด กดดันให้เจ้าหน้าที่เร่งทำผลงาน เพื่อตนเองจะได้หน้าในการบริหาร โดยบอกว่าต้องทำรายชื่อพ่อค้ายาให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 ภายใน 10 วัน 

สามเดือนหลังจากนั้น มีผู้เสียชีวิตในคดียาเสพติด 1187 คดี ไปกว่า 1370 คน ที่ไม่รู้ด้วยว่าเขาเกี่ยวข้องจริงหรือไม่

ถ้าเสิร์ชหาคำว่า นายเกียรติศักดิ์ ถิตย์บุญครอง ภาพที่ได้จะเป็นชายหนุ่มวัย 17 ปี ผูกคอ เสียชีวิตที่ #กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 23 กค 2547 หลังจากที่มีตำรวจจับกุมตัวไปในข้อหาลักทรัพย์ และถูกพบว่าแขวนคอ เสียชีวิตในวันต่อมา 

แต่ คดีแบบนี้ ยังมีอีกกว่า 20 คดีที่กาฬสินธุ์นั่นล่ะ ทั้งที่ถูกยิงและแขวนคอ

ซึ่งในจำนวน 20 รายนี้ในคดียาเสพติด อยู่ในช่วงเวลาที่อยู่ในมาตรการและนโยบาย “ทำสงครามกับยาเสพติด” ของนายทักษิณ ชินวัตร และทุกคน ถูกยิงหรือถูกแขวนคอ “หลังได้รับการประกันตัว” ก็เลยอยากถามแพทองธารว่า ที่ว่าจะปราบยาเสพติดให้หมดไปนี่ จะดำเนินมาตรการเดียวกันนี้หรือเปล่า

อวยกันว่าทักษิณปราบปรามยาเสพติดได้ผล มีอัตรายาเสพติดลดลงอย่างเห็นตัวเลขได้ เราข้ามเรื่องการตัดตอนขบวนการ และคำสั่งของทักษิณที่ต้องการสร้างผลงานไปก่อน  เอาแค่ในช่วงที่ทักษฺิณบริหารงานประกาศว่า ชนะ ยาเสพติดได้แล้วปี 46 แล้วทำไมจากปี 47 ถึงปี 51 ยาเสพติดพุ่งสูงมากไม่หยุด ตั้งแต่ปี 47 เป็นต้นมาคดียาเสพติดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากปี 48 มีคดีราว 6000 คดี ถึงปี 51 คดียาเสพติดในเยาวชนเพิ่มขึ้นเป็น 10000 กว่าคดี ปี 51 โรงงานยาบ้าอยู่รอบๆ เชียงรายกว่า 53 แห่ง ราคายาบ้าที่ตอนนี้ทำเป็นตกอกตกใจว่าถูก สมัยคุณทักษิณก็ 300-400 บาทต่อเม็ด แต่ ทุนน่ะ 40 บาทครับ

เมื่อการผลิตมีเทคโนโลยีขึ้น ของก็ถูกลง แซลม่อนสมัยก่อนแพงมาก เดี๋ยวนี้ถูกลงมาก จะด้วยเอาปลาเทราท์ปลาอะไรมาหลอกหรือปลาฟาร์มไม่รู้ล่ะ แต่มันถูกลง เพราะงั้นไม่ต้อง ปรุงจริต ว่า ตายแล้ว ยาเสพติดถูกขนาดนี้ สมมติลูกคุณซื้อ คุณต้องถามแล้วว่า แล้วลูกคนที่เขาไม่ซื้อคืออะไร ทุนมันจริง ๆ อยู่ที่ 30-40 บาท ขายกันเป็นร้อย นี่ช่วงปี 51  ปีนั้นมีคนติดยาราว ๆ 5 แสนคน ร้อยละ 70 หรือ ราว ๆ 3-4 แสน  เป็นผู้เสพติดรายใหม่ ถามว่าที่ ประกาศชัยชนะกับยาเสพติดคือ ?  ตอนที่ทักษิณประกาศชัยชนะ ถือธงไตรงค์ คดียาเสพติดลดลงไป 64 เปอร์เซ็นต์

ถ้าบอกว่าทักษิณปราบยาเสพติดได้จนประกาศชัยชนะ ทำไมในยุคของน้องสาวทักษิณ อย่างยิ่งลักษณ์ คดียาเสพติดกลับเพิ่มขึ้นสูงเป็นสองแสนคดี จากหนึ่งแสนคดีในปี 47  จากปี 54 ถึงปี 56 คดียาเสพติดไม่ลดลงเลย ถามว่าแปลกตรงไหนที่ยุครอยต่อจากนายกยิ่งลักษณ์ที่คดีเพิ่มขึ้นมาตลอด จะเพิ่มขึ้นอีก ?

จากสถิติพบว่า หลังจากปี 47 มา ยาบ้า เปลี่ยนเป้าหมายจากกลุ่มผู้เสพในวัยทำงานในกลุ่มแรงงาน กลายเป็นเยาวชนแทน ปี 46 ถึงปี 51 ยาบ้าเข้าไปในโรงเรียนจากร้อยล่ะ 22.5 เป็น 34 ในปี 51 มกราถึงพฤศจิกาปี 51 มีเด็กในคดียาบ้าถึง 5900 คน และเด็กในคดียาอื่นๆ อีกกว่าหมื่นคน

#นักโทษเด็ดขายชายทักษิณ ยังมี หน้ามาพล่ามอะไร ?

‘สมศักดิ์’สั่งเร่งสอบกองทุนบัตรทอง! ชงตั้งหน่วยงานภายนอก ลุยตรวจการเงิน หลังเจอข่าวฉาว

'สมศักดิ์'สั่งเร่งสอบกองทุนบัตรทอง! ชงตั้งหน่วยงานภายนอก ลุยตรวจการเงิน หลังเจอข่าวฉาว

‘สมศักดิ์’สั่งเร่งสอบกองทุนบัตรทอง! ชงตั้งหน่วยงานภายนอก ลุยตรวจการเงิน หลังเจอข่าวฉาว

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.39 น.

“สมศักดิ์” ส่งหนังสือถึง เลขาธิการ สปสช. ชงตั้งหน่วยงานภายนอก ตรวจสอบทางการเงิน หลังกองทุนบัตรทอง ถูกวิจารณ์หนักล่มใน 3 ปี ขอเร่งดำเนินการด่วน พร้อมเสนอแนวทางปรับปรุง

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า จากกรณีปรากฏเป็นข่าวในสื่อมวลชนเกี่ยวกับปัญหาการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ กองทุนบัตรทอง ตนในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จึงได้มีข้อสั่งการถึงเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.68 เพราะที่ปรากฏเป็นข่าว อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเกี่ยวกับกองทุนฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล จึงขอให้พิจารณาดำเนินการ ดังต่อไปนี้

“1.จัดจ้างหน่วยงานภายนอกที่มีความเป็นอิสระ และมีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบทางการเงินและการบริหารจัดการ เพื่อเข้าดำเนินการตรวจสอบการบริหารและการใช้จ่ายงบประมาณของกองทุนฯ ในรอบระยะเวลาที่เหมาะสม 2.รายงานผลการตรวจสอบต่อผู้มีอำนาจในการกำกับดูแลกองทุนฯ และเสนอแนวทางการปรับปรุงแก้ไขในกรณีที่พบข้อบกพร่อง หรือมีความเสี่ยงต่อการบริหารจัดการ และ 3.เร่งดำเนินการในเรื่องดังกล่าวโดยเร็ว พร้อมรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ” รมว.สาธารณสุข กล่าว

‘วิรังรอง’ยกย่องแพทย์ไทย! โพสต์ซึ้งถึงเกียรติภูมิแพทยสภา

'วิรังรอง'ยกย่องแพทย์ไทย! โพสต์ซึ้งถึงเกียรติภูมิแพทยสภา

‘วิรังรอง’ยกย่องแพทย์ไทย! โพสต์ซึ้งถึงเกียรติภูมิแพทยสภา

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 09.05 น.

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568  นางวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศ โพสต์เฟซบุ๊ก วิรังรอง ทัพพะรังสี  ระบุว่า  อาจารย์ผูัใหญ่ส่งมาค่ะ ภาพอธิการบดี นายกสภาฯ จุฬา – มหิดล ทั้งอดีตและปัจจุบันรวมทั้งเจ้ากรมแพทย์ 

ขอกราบแสดงความนับถือ และให้กำลังใจคณะแพทย์ทุกท่านทั้งประเทศค่ะ เกียรติภูมิของ แพทยสภาคือเกียรติภูมิของแพทย์ ไทยทุกคนค่ะ

‘พุทธิพงษ์’โพสต์ซึ้งถึง’แพทย์ 365 วัน’ ชูจรรยาบรรณ-ความทุ่มเท เชื่อคนไทยเข้าใจ

'พุทธิพงษ์'โพสต์ซึ้งถึง'แพทย์ 365 วัน' ชูจรรยาบรรณ-ความทุ่มเท เชื่อคนไทยเข้าใจ

‘พุทธิพงษ์’โพสต์ซึ้งถึง’แพทย์ 365 วัน’ ชูจรรยาบรรณ-ความทุ่มเท เชื่อคนไทยเข้าใจ

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 08.10 น.

วันที่ 31 พฤษภาคม 2568 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์ข้อความระบุว่า แพทย์ 365วัน

จากคนที่เห็นและเติบโตอยู่กับแพทย์ ทั้งชีวิต คุณพ่อผมเป็นหมอ ตั้งแต่ผมลืมตาดูโลกและจำความได้คุณพ่อผมทำงานอย่างหนัก รักษาและดูคนไข้ตลอดเวลาทุกวัน จะดึกดื่นค่ำคืนเมื่อมีคนไข้หนักก็จะต้องออกไปทันที แม้เที่ยงคืนตี1ตี2 คุณพ่อก็จะเอาผมนั่งรถไปเป็นเพื่อน ให้รอในรถบ้าง ไปรออยู่ที่ห้องพักแพทย์บ้าง ทำให้ได้เห็นชีวิตของคนเป็นแพทย์ คนที่มีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคน มันเหนื่อยแค่ไหน ทุ่มเทอย่างไร

ดังนั้นจรรยาบรรณของความเป็นแพทย์ ไม่มีเวลาหยุดพัก ต้องอยู่ในหน้าที่ตลอดเวลา คิดและทำด้วยจิตอาสา ทุ่มเทอย่างหนักมาตลอดต่อเนื่อง  ผมภูมิใจที่ได้เกิดเป็นลูกของพ่อที่เป็นคุณหมอ ผมเชื่อในความเป็นมืออาชีพและจรรยาบรรณของความเป็นหมอที่ได้ถูกปลูกฝัง และกล่อมเกลามาอย่างหนักตลอดทั้งชีวิต 

ผมเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ที่มีความคิด มีสติ มีปัญญา มีเหตุและผล เคยได้เห็นการทำงานของคนที่มีอาชีพที่ต้องรับผิดชอบชีวิตคน จะเข้าใจและคิดไม่ต่างกัน
ผมยืนยันชัดเจนว่าผมสนับสนุน ให้กำลังใจและเชื่อมั่นในบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน 
#คิดดีทำดี #ให้กำลังใจแพทย์ทุกคน
#หมอดีๆยังมีอยู่จริง

ฮึ่ม!ยึด‘มหาดไทย’คืนให้‘เพื่อไทย’คุม ‘ทักษิณ’ทุบ‘ภูมิใจไทย’ ฉะ‘มท.’ทำงานไม่เต็มที่

ฮึ่ม!ยึด‘มหาดไทย’คืนให้‘เพื่อไทย’คุม ‘ทักษิณ’ทุบ‘ภูมิใจไทย’ ฉะ‘มท.’ทำงานไม่เต็มที่

ฮึ่ม!ยึด‘มหาดไทย’คืนให้‘เพื่อไทย’คุม ‘ทักษิณ’ทุบ‘ภูมิใจไทย’ ฉะ‘มท.’ทำงานไม่เต็มที่

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ฮึ่ม!ยึด‘มหาดไทย’คืนให้‘เพื่อไทย’คุม

‘ทักษิณ’ทุบ‘ภูมิใจไทย’ ฉะ‘มท.’ทำงานไม่เต็มที่ เหลือ2ปีจะเลือกตั้งแล้ว เชื่อภท.คุยได้ไม่ถอนตัว ‘อิ๊งค์’ตีมึนขอไปฟังพ่อก่อน

“ทักษิณ” เลิกเหนียม! โผล่อัด “มหาดไทย” ทำงานยังไม่เต็มที่ นโยบายเข้าไม่ถึงปชช. เหลืออีก 2 ปี ก็จะเลือกตั้งแล้ว เล็งคุยหัวหน้าพรรคเพื่อไทยดึงมาคุมเอง เชื่อคุย “ภูมิใจไทย” รู้เรื่อง ไม่ถอนตัวร่วมรบ. รุกต่อดึงก.เกษตรฯ-พาณิชย์ด้วย เพราะเป็นสิ่งที่พูดไปแล้วต้องทำให้ได้ ด้าน นายกฯมึนไม่รู้ “แม้ว” ขย่มภท.จ้องฮุบเก้าอี้คืน อ้างงานเยอะ ขอไปฟังก่อน ขณะที่ “ธรรมนัส”ฮึ่ม ไม่มีใครกล้าแตะ“กล้าธรรม” ลั่นก.เกษตรฯต้องเป็น“กธ.”ดูแล ด้าน รองประธานสภาฯคนที่1 นัด 2 สส.ปชน.-สื่อทัวร์สถาฯทุกจุดเสาร์นี้ จะได้รู้ปัญหา โอดของบปรับปรุงไปหมื่นล้าน ได้มาแค่ 8 พันล้าน ยันรีโนเวทรอบนี้เสร็จ ไม่ต้องทำอีกแล้ว

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์พิเศษกับ 3 บก.เครือเนชั่น โดยนายทักษิณสวมบทบาทเป็น บก.คนที่ 4 เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง โดยเฉพาะความเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลที่มักต้องคุมกระทรวงสำคัญๆไว้ในมือ ทางพรรคเพื่อไทยควรมีคนของตัวเองไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยหรือไม่

“แม้ว”ฉะมท.ทำงานไม่เต็มที่ไม่ถึงปชช.

โดยนายทักษิณตอบประเด็นนี้ว่า การนำนโยบายไปถึงประชาชน กระทรวงหลักคือกระทรวงมหาดไทย วันนี้ไม่ค่อยถึง เพราะว่ากระทรวงมหาดไทยยังไม่ค่อยทำเต็มที่ เวลาเหลือ 2 ปีแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่มหาดไทยต้องทำงานให้เต็มที่

เมื่อถูกถามว่านายทักษิณผ่านการเมืองมาเยอะและรู้จักพรรคเพื่อไทยดี วิเคราะห์ในฐานะบก.คนที่4รอบนี้ พรรคเพื่อไทยจะกล้ายึดหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า “ผมยังไม่ได้ถาม หัวหน้าพรรค ถ้าให้วิเคราะห์ก็เป็นเรื่องที่คงต้องพูดกันว่าให้พรรคเพื่อไทยเข้าไปทำบ้าง จะได้ทำนโยบายถึง เพื่อประชาชนได้สักที เพราะเวลาเหลือน้อยแล้ว อีก 2 ปีจะเลือกตั้งแล้ว”

แนะพท.ดึงมท.-กษ.-คมนาคม-มาดูเอง

ถามต่อว่า แล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่มี 69 เสียง เขาจะยอมหรือไม่ เมื่อกระทรวงนั้นคือหัวใจหลักคุมอำนาจบริหารและเอาชนะทางการเมือง นายทักษิณกล่าวว่า คือมันเป็นเรื่องการทำงานเพื่อประชาชน ถ้าอยากทำงานให้ได้ผล พรรคเพื่อไทยต้องตัดสินใจ เพื่อให้นโยบายถึงประชาชนจริงๆก็ต้องให้กระทรวงมหาดไทยอยู่ในความดูแลของพรรคเพื่อไทย นี่คือหลักการ

เมื่อถามอีกว่า นอกจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว ยังต้องมีกระทรวงไหนอีกที่สามารถทำให้รัฐบาลทำงานกระฉับกระเฉงและสามารถชนะเลือกตั้งครั้งต่อไป นายทักษิณกล่าวว่า ก็กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม ก็เป็นหัวใจ คมนาคมก็เรื่องของรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย พูดไปแล้วต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องมีเหตุผลบอกประชาชน มันเสียนิสัย เพราะมันเคยเป็นพรรคใหญ่มาก่อน

เชื่อคุย‘ภูมิใจไทย’รู้เรื่องไม่ถอนตัว

เมื่อถามว่าถ้าพรรคเพื่อไทยเอากระทรวงมหาดไทยมาได้ คิดในฐานะนักวิเคราะห์ซึ่งมีประสบการณ์ทางการเมือง ภูมิใจไทย เขาจะกล้าถอนตัวจากรัฐบาลหรือไม่ นายทักษิณกล่าวว่า คิดว่าน่าจะคุยกันรู้เรื่อง คงไม่ถอนมั้ง เราไม่อยากให้เขาถอนอ่ะ ก็อยู่ด้วยกันมา ถามต่อว่า แต่ถ้าเขาอยู่ไม่ได้ นายทักษิณ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องที่เราไม่สามารถควบคุมการตัดสินใจของแต่ละพรรคได้

นายกฯทำมึนขอไปฟังแม้วแนะยึดมท.คืน

ด้านน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังนายทักษิณระบุพรรคเพื่อไทยควรดึงกระทรวงมหาดไทยมาอยู่ในความดูแล โดยนายกฯย้อนถามว่า “ใครเป็นคนพูด เดี๋ยวจะต้องขอกลับไปดูก่อน เพราะว่าวันนี้ภารกิจเยอะมาก”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าแนวคิดนี้จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางการเมืองหรือไม่ นายกฯย้อนถามอีกว่า ใครเป็นคนให้สัมภาษณ์นะ ผู้สื่อข่าวตอบกลับว่า “นายทักษิณ” นายกฯจึงตอบว่า“อ๋อเหรอ เดี๋ยวขอกลับไปฟังก่อนนะ ยังไม่ได้ฟังเลย”

“ธรรมนัส”ลั่นเกษตรฯ“กธ.”ต้องดูแล

ส่วนท่าทีของ ร.อ.ธรรมมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยาและประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ระบุกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรเป็นของพรรคเพื่อไทยได้ดูแลว่า ในส่วนกระทรวงมหาดไทย ตนไม่ทราบ แต่กระทรวงเกษตรฯต้องเป็นพรรคกล้าธรรมดูแล

ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อเราทำเต็มที่แล้วทำไมจึงมีกระแสแบบนี้ออกมา เพราะมีช่องโหว่อะไรหรือไม่ทำให้นายทักษิณ ออกมาพูดแบบนี้ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ตนยืนยันในส่วนของกล้าธรรม ยังเหมือนเดิม ส่วนกระทรวงอื่นตนไม่ทราบ

ฮึ่มไม่มีใครกล้าแตะ“กล้าธรรม”

ถามอีกว่า นายทักษิณย้ำกระทรวงเกษตรฯเหมาะที่จะให้พรรคเพื่อไทยได้ดู ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า แล้วแต่ แต่ต้องเป็นพรรคกล้าธรรม ที่ผ่านมาช่วงที่ตนเป็นรมว.เกษตรฯ ตนทำดีที่สุด ช่วงเป็นรมช.ก็ได้ดูเรื่องที่ดินทำกินให้เกษตรกร และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตร อย่าไปกังวล เรื่องพวกนี้ ไม่มีใครมาแตะกล้าธรรมหรอก

ถามย้ำว่า มีสัญญาณปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมาบ้างหรือยัง ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ไม่มี เรื่องการปรับครม.เป็นอำนาจของนายกฯ ตนคงพูดไม่ได้

ลิซ่าถล่มงบมท.สร้างความเหลื่อมล้ำ

วันเดียวกัน ที่รัฐสภา การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ต่อเนื่องเป็นวันที่สาม โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม

โดยน.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อภิปรายงบฯกระทรวงมหาดไทย ในส่วนงบจังหวัด และกลุ่มจังหวัด 2.65 หมื่นล้านบาทว่า เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำ แสดงถึงความล้มเหลวของการกระจายอำนาจ และการพัฒนาท้องถิ่น เพราะที่ผ่านมาถึงปัจจุบันมักทุ่มงบส่วนนี้ให้หัวเมืองใหญ่ก่อน ยิ่งเพิ่มช่องว่างระหว่างชนชั้น โดยเวิลด์แบงก์เปิดเผยว่าประมาณ 70% ค่าใช้จ่ายรัฐบาลถูกใช้ในพื้นที่กทม. ทำให้เกิดช่องว่างการพัฒนาของหัวเมือง และชนบทเพิ่มขึ้น และเกิน 50% ของจังหวัดในประเทศไทยพัฒนาต่ำกว่าศักยภาพ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน และจังหวัดชายแดนใต้ หมายความว่าพื้นที่ในต่างจังหวัดส่วนมากมีศักยภาพเติบโตได้ดี แต่รัฐไม่สนับสนุน จัดสรรงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบเดิม ไร้ประสิทธิภาพในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน สุดท้ายโครงการจะจบที่การสร้างถนน ทำสะพาน ติดไฟส่องสว่าง เขื่อนป้องกันตลิ่ง รวมถึงเอาไว้เป็นพ็อกเก็ตมันนี่ปีละ 700 กว่าล้านบาท ติดประกระเป๋าผู้ว่าราชการจังหวัดเอาไว้จัดสรรกรณีจำเป็น

“สาเหตุทำให้เกิดการใช้งบแบบนี้ เพราะผู้มีอำนาจใช้งบคือผู้ว่าฯ ที่แต่งตั้งโดยมหาดไทย ไม่ได้ยึดโยงประชาชน ไม่เข้าใจพื้นที่ มาไม่นานก็ไป การออกแบบงบแต่ละจังหวัดก็เป็นวิธีตอกย้ำความเหลื่อมล้ำประชาชน ใช้เกณฑ์จังหวัดใหญ่ และรวย จึงจะได้งบประมาณเยอะกว่า ดังนั้น ถ้านายกฯต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสประชาชน ควรเริ่มจากการจัดสรรงบประมาณก้อนนี้ก่อน” น.ส.ภคมน กล่าว

ทุ่มงบสร้างถนน-ตึกไม่สนคุณภาพชีวิต

และว่า หากดูงบกลุ่มจังหวัด เช่น กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง 2 จ.กำแพงเพชร พิจิตร นครสวรรค์ และอุทัยธานี ล้ำหน้ากว่าใคร เพราะทุ่มเงินไปสร้างถนน สร้างอาคาร มากกว่าสร้างคน

ขณะที่ พื้นที่ชายแดนใต้เป็นพื้นที่เหลื่อมล้ำลำดับต้นๆ เห็นได้จากงบกลุ่มจังหวัด 1,205 ล้านบาท ถูกใช้ก่อสร้างและฝึกอบรม แต่ไม่ได้มีโครงการยกระดับคุณภาพชีวิต การศึกษา ท่านไม่เจียดมาเลยถือว่าใจดำ หรือในส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่าง จ.บึงกาฬ หนองบัวลำภู และอำนาจเจริญ ขาดแคลนแพทย์ แต่ไม่มีโครงการเข้าถึงสาธารณสุขเลย แต่ใช้กับทำถนนสร้างสะพาน งบภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย และอันดามัน ตั้งงบกลุ่มจังหวัด 1,278 ล้านบาท ระบุว่าสำหรับโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว แต่พบว่า งบส่วนมากเอาไปสร้างถนน ทำสะพาน และไฟส่องสว่าง นอกจากนี้ ยังมีโครงการใช้ทำถนนจริงๆอีก 3,800 ล้านบาท ทำให้ในงบประมาณปี 2569 ในส่วนงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัด จะก่อสร้างในพื้นที่ภาคใต้ถึง 5,000 ล้านบาท

ฉะรบ.จัดงบแบบทิ้งปชช.ไว้ข้างหลัง

น.ส.ภคมนกล่าวว่า สิ่งเหลานี้สะท้อนอำนาจทางการเมือง การทำภารกิจซ้ำซ้อน ขาดความพร้อมทำโครงการ วันนี้การพัฒนาที่ท่านคิดเป็น มีแต่การสร้างทุกอย่าง เหลือสร้างเดียวที่ไม่ทำคือ สร้างสรรค์ ไม่เคยสร้างสรรค์งบประมาณที่ประชาชนรอคอยอะไรเลย ตนจึงเสนอให้ใช้งบประมาณจังหวัด และกลุ่มจังหวัดอย่างสร้างสรรค์ตอบโจทย์พื้นที่มากกว่านี้ คำนึงถึงการพัฒนาระบบการศึกษา สาธารณสุข ขนส่งสาธารณะ และเครื่องจักรการเกษตร ต้องจัดสรรงบโดยคำนึงถึงการพัฒนาจังหวัด ไม่ใช่จัดสรรเป็นเค้กของกลุ่มอำนาจ และอยากเห็นงบถูกบริหารโดยท้องถิ่นจริงๆ ไม่ใช่ขอผ่านผู้ว่าฯ ตนอยากเห็นการถ่ายโอนงบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเชื่อมโยงประชาชนมากกว่า เพราะการจัดสรรงบแบบเดิม ปิดกั้นการกระจายอำนาจ ผู้ตกเป็นเหยื่อการใช้จ่ายแบบนี้คือประชาชน เป็นการจัดสรรงบที่ทิ้งประชาชนไว้ข้างหลัง

ไอติมชำแหละงบศธ.ต้องรีเซต6ด้าน

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน อภิปรายงบประมาณด้านการศึกษาตอนหนึ่งว่า การศึกษาไทยไปต่อแบบเดิมไม่ได้ งบประมาณด้านการศึกษาของไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567 ปีละ 4% และกระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมากที่สุด แต่รัฐบาลปัจจุบัน โครงสร้างงบประมาณการศึกษานั้น ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเราต้องการให้เกิดความคุ้มค่า ต้องรีเซตอย่างน้อย 6 ด้าน

ด้านแรกคือ หลักสูตร ต้องไม่ใช่เหล้าเก่าในขวดใหม่ ปีนี้กระทรวงศึกษาธิการประกาศเดินหน้าหลักสูตรใหม่ฉบับปี 2568 แต่พอไปดูรายละเอียดไส้ในพบถูกจัดทำแบบลวกๆ เสี่ยงต่อการเสียของ

ด้านที่ 2 คือเรื่องภาระงานครู รัฐบาลต้องช่วยลดภาระงานครูที่ไม่จำเป็นออก มีเวลาเตรียมการเรียนการสอน หลายโครงการเพิ่มภาระงานครูโดยไม่จำเป็น ด้านที่ 3 คือต้องลดความเหลื่อมล้ำ รัฐบาลต้องไปไกลกว่าการแจกทุน เนื่องจากเท่าไหร่ก็อาจไม่พอ ด้านที่ 4 คือการลงทุนในเทคโนโลยี รัฐบาลชุดนี้ลงทุนเยอะมากกับโครงการที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านการศึกษา สูงถึง 13,000-15,000 ล้านบาท เทียบเท่ากับการสร้างอาคาร สตง. 6-7 อาคาร ซึ่งเราก็ต้องมาตรวจสอบว่าเราไม่ได้กำลังจะสร้างแพลตฟอร์มที่อาจร้าง ไม่มีคนใช้ ซ้ำซ้อนกว่าที่มีอยู่ หรือหรูหราเกินจำเป็นเช่นกัน

ด้านที่ 5 คือการรีเซ็ตใบปริญญาให้เชื่อมกับอนาคต และไม่เป็นแค่ใบการันตี ซึ่งตนเห็นว่า อว. ยังไม่ได้ใช้งบประมาณที่ตอบโจทย์ ในการเพิ่มแรงจูงใจให้มหาวิทยาลัยนั้นปรับสาขาและคณะให้เท่าทันตลาดมากขึ้น และด้านที่ 6 คือการรีเซตบทบาทรัฐเกี่ยวกับการยกระดับแรงงาน โครงการที่เข้าข่ายคือโครงการเชฟ 1 หมู่บ้าน 1 อาหารไทย ภายใต้นโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ที่ได้งบฯ 70 ล้านบาท เพื่อผลิตเชฟเข้าสู่เข้าสู่อุตสาหกรรมอาหาร ทั้งที่ธุรกิจร้านอาหารกำลังซบเซา ธุรกิจร้านอาหารปิดตัวเพิ่มขึ้น 89% ในปี 2567 รัฐบาลไปวิเคราะห์และจับสัญญาณตลาดอย่างไร ถึงได้ข้อสรุปแบบนี้ ตนเห็นว่าวาระการปฏิรูปการศึกษาเป็นวาระที่เร่งด่วนและรอไม่ได้

“พิเชษฐ์”เล็งพา2สส.ปชน.ทัวร์สภาฯ

ด้านนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ให้สัมภาษณ์ว่า วันพรุ่งนี้ (31 พฤษภาคม) ตนจะนำ 2 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ทั้งนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม.พร้อมสื่อมวลชน เดินสำรวจอาคารรัฐสภา โดยจะเดินทุกจุดที่สงสัย เกี่ยวกับการของบประมาณปรับปรุงอาคารรัฐสภา ซึ่งการพาชมครั้งนี้จะได้รู้ว่า ปัญหาของสภาฯมีอะไรบ้าง ถ้าเขาไม่จุดประเด็น ก็ไม่มีใครรู้ว่าเราต้องทำอะไรบ้าง เช่นชั้น B2 มีห้องที่บรรจุคน 1,500 คน ห้องส่วนมากยังไม่มีเครื่องเสียง เวที ทุกวันนี้ถ้าจะจัดงานสัมมนาใหญ่ ก็ต้องจ้างอีเว้นท์มาทำ หมดเงินหลายแสนบาท ถ้าเราจะบริการประชาชนให้เกิดประโยชน์จริงๆ เราต้องสร้างความพร้อมไว้ เพราะรัฐสภาเป็นของประชาชน เราก็บริการเต็มที่ เราต้องทำรัฐสภาให้เป็นที่รับแขกบ้านแขกเมือง และคนที่อยากมาเรียนรู้ และเทคโนโลยีที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ แล้วคนที่เกี่ยวข้อง เขาคิดขึ้นมา ขั้นตอนต่างๆบริสุทธิ์โปร่งใสทั้งนั้น

โอดขอไปหมื่นล.ได้มาแค่8พันล.

“กว่าจะทะลุทะลวง ผ่านสำนักงบประมาณ ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) งบก็ถูกตัดไปเรื่อยๆ จริงแล้วสภาฯจำเป็นต้องของบประมาณหมื่นกว่าล้านบาท สุดท้ายได้แค่ 8 พันล้านบาท เหลืองบพัฒนานิดหน่อย นอกนั้นเป็นเงินเดือน และค่าใช้จ่ายประจำ แต่ก็ยินดี เพราะจะได้ทำให้สภาฯของเราที่รับมอบมานี้ ทั้งน้ำรั่ว น้ำซึมทั้งหลายได้ซ่อมแซม ไม่เช่นนั้นจะผุพังไปเรื่อยๆ” รองประธานสภาฯ คนที่ 1 กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า อนาคตจะมีการลดค่าใช้จ่ายลง เพราะของบไปแล้วจำนวนมาก นายพิเชษฐ์กล่าวว่า วันนี้เมื่อเรารับมอบรัฐสภา มีแต่โครงสร้าง แต่รายละเอียดไม่มี เช่น ห้องครัว ชั้น B2 ต้องทำอาหาร แต่ทุกวันนี้ต้องใช้ไฟฟ้า แม้แต่ห้องอาหารข้างบนก็ต้องใช้สายไฟชั่วคราว เมื่อเรารับมอบอาคารมาแล้ว เราก็ต้องจัดการให้เข้าที่เข้าทางตามแผนแม่บท ตามแปลนเริ่มแรกของเขา ถ้าทำเสร็จก็จบ จากนี้ก็ไม่ทำอีกแล้ว ทั้งนี้ ในน้ำรั่วน้ำซึมมีประกัน ฝ่ายสถานที่เขาคุยกับผู้ก่อสร้าง ช่วงประกันจะหมดปลายปีนี้ทุกอย่าง

ถามถึงห้องสันทนาการชั้น 5 ได้ใช้ประโยชน์อะไรหรือไม่ นายพิเชษฐ์กล่าวว่า ตอนนี้ชั้น 5 มีห้องว่างทั้งชั้น สวยมาก แต่ไม่มีอุปกรณ์อะไรสักอย่าง เป็นของสโมสรรัฐสภา ประธานสโมสรฯกำลังร่างกฎระเบียบอยู่ ถ้าเสร็จก็จะได้มีสโมสร มีที่ออกกำลังกาย สำหรับบุคลากรของรัฐสภา ตนก็จะพาไปดูด้วย

กกต.เรียกลอต5 22สว.เข้าชี้แจง‘คดีฮั้ว’ พี่ชายแกนนำภท.ติดโผ

กกต.เรียกลอต5 22สว.เข้าชี้แจง‘คดีฮั้ว’ พี่ชายแกนนำภท.ติดโผ

กกต.เรียกลอต5 22สว.เข้าชี้แจง‘คดีฮั้ว’ พี่ชายแกนนำภท.ติดโผ

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กกต.เรียกลอต5

22สว.เข้าชี้แจง‘คดีฮั้ว’

พี่ชายแกนนำภท.ติดโผ

กกต.เรียกเพิ่มลอต 5 สว.อีก 22 ราย แจงกล่าวหาพัวพันฮั้วเลือก สว. พบมีชื่อ“พี่ชายทรงศักดิ์”รมช.มท.แกนนำพรรคภูมิใจไทย อยู่ด้วย เผยยอดรวม 127 คนแล้ว “อนุทิน”ย้ำ ภท.ไม่เกี่ยวฮั้วเลือก สว. บอกทุกอย่างราบรื่น “นภินทร”

รับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ขณะที่ สว.มุ้งใหญ่สีน้ำเงิน ไม่เอาด้วยกับญัตติของกลุ่มพันธุ์ใหม่ ลงมติ 125 ต่อ 37 งดออกเสียง 12 เดินหน้าลุยไฟ ตั้ง กมธ.สอบประวัติฯ ของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ 3 คณะรวด“กกต.-ตลก.ศาล รธน.-อสส.” พบ “ผู้ว่าฯ ปู-พ.ต.อ.กอบ-สวัสดิ์-วุฒิชาติ” สลับนั่งคุมทุกชุด วุฒิสภาไฟเขียว “เพียรศักดิ์ สมบัติทอง” เป็น “กก.ป.ป.ช.”ด้วยเสียงข้างมาก 138 ต่อ 2 เสียง

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568 มีรายงานว่า คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน คณะที่ 26 ของสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ได้เรียกสมาชิกวุฒิสภา(สว.) เข้าชี้แจงเพิ่มเติมอีก 22 คน กรณีกล่าวหาว่าอาจพัวพันกับกระบวนการฮั้วเลือก สว. เท่ากับว่า ขณะนี้คณะกรรมการสืบสวนฯได้เชิญ สว.เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว 5 ล็อต แบ่งเป็นล็อตแรก 55 คน ล็อตสอง 10 คน ล็อตสาม 24 คน ล็อตสี่ 16 คน และ ล็อตห้า 22 คน รวมเป็นจำนวน 127 คน

สำหรับรายชื่อ สว.ล็อต 5 ที่ถูกเรียกเข้าชี้แจงมีดังนี้ 1.นางจุฑารัตน์ นิลเปรม 2.นางเจียระไน ตั้งกีรติ 3.นางมยุรี โพธิแสน 4.น.ส.จารุณี ฤกษ์ปราณี 5.น.ส.สุกัญญา ประจวบเหมาะ 6.นายกิตติพันธ์ อนันตกูลจิรโชติ 7.นายธนภัทร ตวงวิไล 8.น.ส.ภาวนา ว่องอมรนิธิ 9.นายกัมพล สุภาแพ่ง 10.นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ 11.นายอัครวินท์ ขำขุด 12.นางธารณี ปรีดาสันติ์ 13.นางรจนา เพิ่มพูน 14.น.ส.ปุณณภา จินดาพงษ์ 15.นายณรงค์ จิตราช 16.นายธนชัย แซ่จึง 17.นายพละวัต ตันศิริ 18.นายกัมพล ทองชิว 19.นายธัชชญาณ์ณัช เจียรธนัทกานนท์ 20.นายนพดล พิงสกุล 21. นายพรเพิ่ม ทองศรี พี่ชายนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย แกนนำพรรคภูมิใจไทย 22.นายสุพัตรชัย เตียวเจริญโสภา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี กกต. เรียก สว. เข้ารับทราบข้อกล่าวหาในคดีการฮั้วเลือก สว.โดยหนึ่งในนั้นมีนายพรเพิ่ม ทองศรี สว.กลุ่มที่ 13 จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพี่ชายของนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย หนึ่งในแกนนำพรรคภูมิใจไทย ว่า เรื่องนี้ตนและพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยว ส่วนนายพรเพิ่มกับนายทรงศักดิ์ เขาเป็นครอบครัวเดียวกัน อยู่ที่ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งการถูกเรียกไปรับทราบข้อกล่าวหา ก็ขอให้เตรียมข้อมูลไป คนที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย ที่ตนทราบก็มีนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมช.พาณิชย์ ซึ่งได้ไปตามกำหนดการและให้ความร่วมมือทุกอย่าง ตนเห็นว่า ทุกฝ่ายก็ให้ความร่วมมืออย่างดี และ กกต.ก็รับข้อมูลไปประกอบการพิจารณา แต่เรื่องของ สว.ย้ำว่าไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากรับทราบข้อกล่าวหาของนายนภินทรนั้นได้มารายงานให้ทราบว่า ได้รับความร่วมมือและให้เกียรติกันเป็นอย่างดี เท่าที่ทราบก็มีแค่นายนภินทร ส่วนคนอื่นยังไม่ได้รับรายงาน

ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงความคืบหน้าคดีพิเศษที่ 24/2568 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฟอกเงินของบุคคลหรือคณะบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. รวมถึงผู้ที่เป็นสมาชิกอั้งยี่และผู้สนับสนุน ว่า ขณะนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สอบปากคำพยานไปแล้วกว่า 60 ปาก และอยู่ระหว่างการรวบรวมถ้อยคำให้การ โดยพยานดังกล่าวมาจากหลายกลุ่ม แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ อธิบดีดีเอสไอย้ำว่า พนักงานสอบสวนกำลังเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ดีเอสไอ ยังไม่พิจารณาออกหมายเรียกผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน เพราะรอผลการดำเนินการของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนที่มีเจ้าหน้าที่ กกต. และ DSI รวม 7 ราย ให้เสร็จสิ้นก่อนหรือไม่ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ปฏิเสธหนักแน่นว่า “ไม่ได้เป็นเงื่อนไข เพราะเราก็รวบรวมพยานหลักฐานไปอีกส่วนหนึ่งเหมือนกัน”

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา (สมัยวิสามัญ) เป็นกรณีพิเศษ ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วนซึ่งเลื่อนญัตติ เรื่องขอให้ชะลอการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ(กมธ.) เพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งให้ความเห็นชอบกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)จนกว่ามีคำตัดสินใจคดีที่ สว.จำนวนมากตกเป็นผู้ถูกร้องและผู้ร้องในคดีฮั้วเลือก สว. เสนอโดย นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. กลุ่มพันธุ์ใหม่ขึ้นมาพิจารณาก่อนระเบียบวาระอื่น

โดย น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. อภิปรายสนับสนุนให้ชะลอกระบวนการไปจนกว่าถึงการประชุมสมัยสามัญ ในเดือน ก.ค.นี้ เพราะสังคมติเตียนอยู่ และต้องเรียกร้องให้องค์กรตรวจสอบสว. เร่งตรวจสอบให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ไปไหนมีแต่คนถามว่าลงชื่อหรือยัง ตนบอกว่าไม่ได้ลง เพราะเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยในวุฒิสภา เพราะเป็นพี่น้อง กินข้าวด้วยกันไปไหนไปด้วยกันตลอด บางคนเป็นเพื่อนตั้งแต่เด็กวันนี้ไม่มองหน้า เพราะทุกคนกังวล เครียด มองว่าอีกกลุ่มเป็นฝ่ายหนึ่ง กลุ่มที่ไม่มีค่ายถูกกล่าวหา คนที่มีค่ายถูกกล่าวหา

ส่วนฝ่ายที่เห็นแย้งกับญัตติดังกล่าว ได้ย้ำถึงการใช้หน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้อีกทั้งคดีที่ถูกตรวจสอบยังไม่มีการชี้ผลเป็นที่สิ้นสุด เช่น พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว.อภิปรายโต้แย้งว่าสว.ที่ถูกเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาคดีฮั้วเลือกสว.มีจริยธรรม เพราะกระบวนการที่ไต่สวนในคดีฮั้วสว.นั้น เป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ เราจึงเป็นผู้ที่ถูกกระทำจากอำนาจที่ไม่ชอบ ตนถือว่าตนเป็น สว.ที่ได้รับการเลือกด้วยความสุจริตเที่ยงธรรมตามที่กกต.ประกาศรับรอง จึงไม่อาจที่จะชะลอการดำเนินการที่จะแต่งตั้งกมธ.ตามวาระได้ เพราะการตั้งกมธ.สอบประวัติ มีขั้นตอนดำเนินงานตามระเบียบข้อบังคับวุฒิสภาและไม่สามารถทำอะไรนอกเหนือจากระเบียบได้ ตนมองว่ามีกรอบระยะกำหนดไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ไม่เช่นนั้นกรรมการสรรหาคงไม่ยึดกรอบในการทำงาน

หลังจากที่ สว.อภิปรายครบถ้วนแล้ว ในเวลา 13.00 น.ที่ประชุมให้ลงมติเพื่อชี้ขาดโดยมีมติ 125 ต่อ 37 เสียง ไม่เห็นด้วยกับญัตติดังกล่าว งดออกเสียง 12 เสียง จึงเดินหน้าพิจารณาเรื่องตามวาระที่กำหนดไว้ในระเบียบวาระต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่การลงมติดังกล่าวแล้วเสร็จ นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.กลุ่มสีขาว น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มพันธุ์ใหม่ รวมถึง สว.เสียงข้างน้อย แจ้งต่อที่ประชุมว่าไม่ร่วมสังฆกรรมกับการประชุม สว. ในกระบวนการเห็นชอบองค์กรอิสระในวันนี้ ก่อนที่จะวอล์คเอาท์ ออกจากห้องประชุม

ต่อมา ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. แถลงว่า ไม่ว่าเสียงข้างน้อยของสว.จะอภิปรายด้วยหลักการด้วยเหตุผลที่สมเหตุสมผลเพียงใด แต่ก็ไม่อาจที่จะโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการการลงมติ และที่สำคัญประชาชนจำนวนมากไม่ต้องการให้ สว.ลงมติเพื่อที่จะดำเนินการเลือกองค์กรอิสระในวันนี้ซึ่งมีถึง 7 ตำแหน่ง โดยจะเป็นสถานะขององค์กรอิสระไปอย่างสิ้นเชิง ทั้งนี้ สว.เสียงข้างมากก็ไม่ได้สนใจ ยังเดินหน้าเลือกองค์กรอิสระ เป็นเรื่องที่ฝืนความรู้สึกประชาชนและทำให้กระบวนการองค์กรอิสระบิดเบี้ยวไปหมด

ด้าน น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สว. กล่าวว่า ในนาม สว.เสียงข้างน้อย 30 คน เราพยายามทำเต็มที่แล้ว เราพยายามบอกว่าขอเลื่อนการพิจารณาออกไปก่อนเพื่อให้ผู้ที่ตรวจสอบเราดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 เดือน แต่สุดท้ายแล้วก็ได้เท่านี้ ขั้นตอนต่อไปประชาชนจะต้องพิจารณาเอาเอง

นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ กล่าวว่า หลังแถลงข่าวเสร็จตนจะไปยื่นต่อ ป.ป.ช.ตรวจสอบจริยธรรมของสว.ที่ลงมติว่ามีจริยธรรมในการลงมติหรือไม่ และผลที่ สว.เหล่านั้นได้กระทำไปชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ตามกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการกระทำในวันนี้และวันหน้า นอกจากนี้ ในสัปดาห์หน้าตนจะยื่นต่อนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ในมาตรา 113 ของรัฐธรรมนูญ และสุดท้ายจะยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน

“วันนี้กกต. ดีเอสไอออกมาเรียกในล็อตที่ 5 แล้วและล็อตที่ 6 บอกเลยว่าเป็นเจ้ใหญ่เมืองอำนาจ ล็อตที่ 7 บรรดาลูกเทพทั้งหลาย และล็อต 8 เจ้าพ่อเขากระโดงโดนแน่” ทนายอั๋น กล่าว

ที่รัฐสภา ในวาระพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และ ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นอัยการสูงสุด โดยรายชื่อคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ของบุคคลได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 15 คน ดังนี้ 1.นายกมล รอดคล้าย 2.พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ 3.นายจำลอง อนันตสุข 4.นายธนกร ถาวรชินโชติ 5.นายธนชัย แซ่จึง 6.นางธารนี ปรีดาสันติ์ 7.นายนิพนธ์ เอกวานิช 8. ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิฟาริด ระเด่นอาหมัด 9.นายประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล 10.นางรจนา เพิ่มพูน 11.นายฤชุ แก้วลาย 12.ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีระนันทน์ 13.นางวลีรักษ์ พัชระเมธาพัฒน์ 14.นายวิเชียร ชัยสถาพร 15.น.ส.วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์

ขณะที่ การเสนอรายชื่อกรรมาธิการสามัญสอบประวัติฯ ของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อในตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 15 คน ได้แก่ 1.นายจตุพร เรียงเงิน 2.นางสาวชญานัน ตริยตกาลชัย 3.นายนฤพล สุคนธชาติ 4.นายนิสิต พลกลิ่น 5.นายพิชาญ พรศิริประทาน 6.นายพิบูล หฤหรรษปราการ 7.นายภมร เชาวศิริกุล 8. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีรนันท์ 9.นายวิรัช ลิ้มสุวัฒน์ 10.นายวีระศักดิ์ วิจิตรแสงสี 11.พลเอกสวัสดิ์ ทัศนา 12. นายสุธน กล้าการขาย 13.พล.ต.ต.สุนทร ขวัญเพชร 14.นายโสภณ มโนมยา 15.นายเอมอร ศรีกงพาน

สำหรับคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติฯ ของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งอัยการสูงสุด มีจำนวน 15 คน ได้แก่ 1.พ.ต.อ.กอบ อัจจนากิตติ 2.น.ส.เขมรัตน์ สุรเมธีมานพ 3.นายจำลอง อนันตสุข 4.นายชาญวิทย์ บรรจงการ 5.นายธวัช สุรหว่าง 6.นายบุญชอบ สะสมทรัพย์ 7.นายพิสูจน์ รัตนวงศ์ 8.นายฤชุ แก้วลาย 9.นางวราพัฒน์ ไพพรรณวรรัตน์ 10.ผู้ช่วยศาสตราจารย์วราวุธ ตีรนันท์ 11.นายวิรัตน์ ธรรมบำรุง 12.นายวิรัตน์ รักพันธุ์ 13.นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร 14.นายสัมพันธ์ ไชยวิเศษจินดา 15.นางสาวอัจฉราพรรณ หอมรส

ทั้งนี้ ต้องทำให้เสร็จสิ้นภายใน 60 วัน ตั้งแต่วันที่ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญฯ

จากนั้น เวลา 14.00 น. ที่ประชุมวุฒิสภาดำเนินการเข้าสู่วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยเป็นการประชุมลับ

ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ตั้งคณะกรรมาธิการสามัญ ตรวจสอบประวัติฯ จำนวน 3 คณะ ได้แก่ 1.คณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการการเลือกตั้ง (นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา) จำนวน 15 คน กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 60 วัน จำนวน 15 คน 2. ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ (ศ. ร.ต.อ.สุธรรม เชื้อประกอบกิจ และนายสราวุธ ทรงศิวิไล) จำนวน 15 คน กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 60 วันจำนวน 15 คน และ 3.ตั้งคณะกรรมาธิการตรวจสอบประวัติและจริยธรรมผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นอัยการสูงสุด (นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอัยการสูงสุด) จำนวน 15 คน กำหนดระยะเวลาดำเนินงาน 60 วัน

จากนั้นที่ประชุมวุฒิสภา ที่นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม ได้เข้าสู่วาระพิจารณาให้ความเห็นชอบผู้ได้รับเสนอชื่อเป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จำนวน 3 คน ได้แก่ นายประกอบ ลีนะเปสนันท์ รองประธานศาลฎีกา นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง อธิบดีอัยการภาคสอง และ นายประจวบ ตันตินนท์ กรรมการอิสระ บริษัทสิริเวช จันทบุรี จำกัด (มหาชน) หลังจากที่คณะกรรมาธิการ สามัญตรวจสอบประวีติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมได้นำเสนอรายงานตรวจสอบต่อที่ประชุม ทั้งนี้ที่ประชุมได้พิจารณาเป็นการลับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากที่ที่ประชุมได้ประชุมลับนานเกือบ 2 ชั่วโมง ได้กลับมาประชุมแบบเปิดและลงมติด้วยการลงคะแนนลับผ่านการกดบัตรออกเสียง ผลปรากฎว่าที่ประชุมวุฒิสภา มีมติให้ความเห็นชอบนายเพียรศักดิ์ เป็น กรรมการ ป.ป.ช. ด้วยมติ เห็นด้วย 138 เสียง ไม่เห็นด้วย 2 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง

ขณะที่นายประกอบ ไม่ได้รับความเห็นชอบ เนื่องจากได้รับคะแนนเห็นชอบเพียง 61 เสียง ไม่เห็นด้วย 60 เสียง งดออกเสียง 33 เสียง ถือว่าได้เสียงเห็นชอบน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 100 คะแนน เช่นเดียวกับนายประจวบ ที่ไม่ได้รับความเห็นชอบ เพราะมติ สว. ให้ความเห็นชอบ 14 เสียง ไม่เห็นชอบ 108 เสียง งดออกเสียง 31 เสียง ถือว่าได้เสียงเห็นชอบน้อยกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 100 คะแนน

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ประเทศไทยไม่ได้ขาดงบประมาณแต่ขาดแผน ขาดวิสัยทัศน์ของผู้นำ และที่สำคัญที่สุดคือ ขาดหัวใจที่มองเห็นความเดือดร้อนของประชาชน”

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย

‘ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม’ ศาลปกครองสูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้หมื่นล้านคดีจำนำข้าว

‘ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม’ ศาลปกครองสูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้หมื่นล้านคดีจำนำข้าว

‘ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม’ ศาลปกครองสูงสุดสั่ง‘ยิ่งลักษณ์’ ชดใช้หมื่นล้านคดีจำนำข้าว

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทุบ “แนวหน้าออนไลน์” วันที่ 27 พ.ค. 2568 ชวนพูดคุยกับ นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ในประเด็นข้อถกเถียงกรณีคำตัดสินของศาลปกครอง ว่าตกลงแล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะต้องชดใช้ค่าเสียหายจากการปล่อยให้เกิดการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวหรือไม่ โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า  คดีนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นคนฟ้องให้เพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง โดยศาลปกครองชั้นต้นก็ตัดสินให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดได้พิพากษากลับคำตัดสินของศาลปกครองชั้นต้น โดยเห็นว่าอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ยังต้องชดใช้ค่าเสียหายในคดีจำนำข้าว แต่ได้แก้ไขในส่วนของจำนวนเงิน โดยอ้างถึงการเป็นเจ้าหน้าที่รัฐกระทำละเมิด ตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จึงเป็นที่มาของการตัดสินให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องร่วมชดใช้ด้วยในสัดส่วนร้อยละ 50 ของความเสียหาย เป็นที่มาของจำนวนเงิน 10,028 ล้านบาทเศษ ตามคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด

“10,028 ล้านเศษ ถามว่าในเมื่อคุณยิ่งลักษณ์เขาฟ้องเพิกถอนคำสั่งบางส่วน ถามว่าคุณยิ่งลักษณ์ต้องใช้ไหม? คำตอบต้องจ่าย! เพียงแต่ในปัจจุบัน ใน พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 ซึ่งแก้ไขฉบับที่ 3 ปี 2562 เขาออกรูปแบบใหม่ในเรื่องมาตรการบังคับทางปกครอง ไม่ต้องนำคดีไปฟ้อง แต่ต้องเป็นกรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดแล้วเข้าเกณฑ์มาตรา 12 พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิด ก็คือหน่วยงานรัฐสั่งให้จ่ายแล้วไม่จ่าย ก็สามารถจะบังคับยึดทรัพย์ได้ทันที ตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทันที สรุปแล้วคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดต้องจ่าย เพียงแต่ว่าศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยเฉพาะคำสั่งทางปกครองเดิมของกระทรวงการคลังเท่านั้นเอง”

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์แล้ว เพียงแต่มูลค่าทรัพย์สินที่ยึดได้ไม่เพียงพอ แต่เมื่อไปดูในกฎหมาย จะให้อำนาจเจ้าพนักงานของรัฐที่ออกคำสั่งทางปกครองอาจร้องขอต่อสำนักงานอัยการสูงสุดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการสืบทรัพย์ แต่กระบวนการนี้มีกรอบระยะเวลา 10 ปี โดยตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 สำหรับหนี้ตามคำพิพากษาของศาล บอกว่าเป็นหนี้ที่กำหนดที่แน่นอน ดังนั้นมูลหนี้ที่เกินจากทรัพย์ที่ยึดได้แล้วยังคงค้างอยู่ ก็สามารถไปฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลายได้

แต่ถึงผู้ออกคำสั่งทางปกครองข้างต้นจะเป็นกระทรวงการคลัง หากนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้บังคับบัญชาไม่ขยับ ถามว่ากระทรวงการคลังจะขยับหรือไม่ ดังนั้นคำสั่งทางปกครองก็เหมือนยังลอยๆ อยู่ ส่วนการยื่นคำร้องบังคับคดีดำเนินการต่อก็อยู่ที่ว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น ส่วนการที่ฝ่ายกฎหมายของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะขอให้พิจารณาคดีใหม่ตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.จัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ก็ต้องดูว่าจะยื่นด้วยเหตุใด

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

เช่น หากยื่นด้วยเรื่องการหักกลบลบหนี้ ก็ต้องได้ความว่าอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์เป็นเจ้าหนี้ของรัฐ คำถามคือเงินที่ใช้ซื้อข้าวเปลือกในโกดังเป็นเงินของใคร ซึ่งก็เป็นเงินภาษีประชาชน โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ อาศัยอำนาจในฐานะประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ ซึ่งมีอำนาจกำกับควบคุมแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของเงิน แล้ว น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะมาเป็นเจ้าหนี้ได้อย่างไร แม้กระทั่งที่บอกว่าจะเอาเงินจากการขายข้าวค้างเมื่อเร็วๆ นี้ไปหักลบกลบหนี้ คำถามคือข้าวนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ หรือไม่ หากไม่ใช่ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่เจ้าหนี้ ก็ไม่ถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่

เพราะการนำคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้จะต้องไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลเคยพิจารณาไปแล้ว การจะไปหักกลบลบหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในมาตรา 341 ระบุว่า จะหักกลบลบหนี้ได้ก็ต่อเมื่อต่างคนต่างเป็นเจ้าหนี้ซึ่งกันและกันและถึงกำหนดชำระ ส่วนกรณีที่ นายภูมิธรรม  เวชยชัย  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขายข้าวค้าง 10 ปีในโกดัง ได้ถึงกิโลกรัมละ 18 บาท มากกว่าก่อนหน้านั้นที่ขายกันได้เพียงกิโลกรัมละ 3 – 5 บาท คำถามคือใช้หักกลบลบหนี้ได้หรือไม่นั้น  

เรื่องนี้ก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า จำนำข้าวเป็นโครงการของรัฐบาลอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ แต่มีลักษณะเป็นการใช้งบประมาณของรัฐซื้อข้าวแบบซื้อขาด ไม่ใช่การจำนำที่ประชาชนมีสิทธิ์ไถ่ถอน โดยเป็นการซื้อขาดแบบเอาเงินของรัฐหรือก็คือภาษีประชาชนไปแทรกแซงตลาด ไม่ใช่เงินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพียงแต่รัฐเป็นผู้บริหารจัดการในทุกจุดจนถึงโกดัง ดังนั้นไม่ว่าจะขายข้าวได้ราคาเท่าใด เงินที่ได้มาก็ไม่ใช่เงินของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แล้วจะไปหักกลบลบหนี้ได้อย่างไร

“ใน พ.ร.บ.จัดตังศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ถ้าศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแล้วมันเป็นที่สุด แต่กฎหมายให้เปิดช่องว่างว่าถ้าเป็นพยานหลักฐานใหม่ที่เกิดขึ้น เปิดช่องในมาตรา 75 ให้ไปดำเนินการยื่นภายใน 90 วัน และถ้าข้อเท็จจริงใหม่ที่เกิดขึ้นจะต้องไม่เกิน 5 ปีนับตั้งแต่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่ถามว่าที่ผ่านมามีไหมในการขอพิจารณาคดีใหม่? มี! แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงใหม่จริงๆ ที่ศาลเห็นว่ายังไม่เคยพิจารณาพิพากษา แล้วมันมีผลก็คือว่าทำให้ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดเปลี่ยนไปจากรับผิดเป็นไม่รับผิดนั้นเอง”

ส่วนท่าทีของบรรดาคนในพรรคเพื่อไทย ที่ต่างแสดงความเห็นว่าคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุดไม่ได้บอกว่าอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ทำผิด คำถามคืออะไรคือความหมายของคำว่า “ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง” ตามที่ระบุในคำพิพากษา ประเด็นนี้ต้องไล่เรียงจากคำสั่งกระทรวงการคลังก่อน โดยคำว่าจงใจหรือประมาทเลินเล่อ มีการบัญญัติไว้ใน ป.แพ่งฯ มาตรา 420 โดยคำว่าประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หมายถึงการไม่ตรวจสอบให้ดีหรือเพิกเฉย คำดังกล่าวถูกระบุในคำสั่งกระบวนการคลัง และมาอยู่ในคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด

โดยหากไปดู พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 จะต้องฟังได้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรงเท่านั้นที่จะมีการไล่เบี้ยกับเจ้าหน้าที่รัฐได้ แต่หากไม่ร้ายแรงก็คือพ้นจากความรับผิด ดังนั้นจะร้ายแรงหรือไม่ต้องดูจากพฤติการณ์หรือการกระทำ เช่น  เป็นประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ แต่เข้าประชุมเพียงครั้งเดียวแล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยมากำกับดูแลว่านโยบายที่ขับเคลื่อนไปมีช่องว่างหรือไม่ ทั้งที่เวลานั้นมีเสียงทักท้วงจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ ตั้งแต่การตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีจนถึงการฟ้องล้มละลาย เบื้องต้นเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง โดยเริ่มจากปลัดกระทรวงการคลังที่เป็นฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 หากไม่ทำก็จะมีปัญหา และไล่ไปตามลำดับชั้น ตั้งแต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังไปจนถึงนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะถูกตั้งคำถามอย่างแน่นอนเพราะมีหน้าที่กำกับดูแลแต่กลับเพิกเฉย

 ส่วนกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แชร์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์ศาลซึ่งเป็นถ้อยคำรุนแรงทางสื่อสังคมออนไลน์ ก็ต้องระวังสุ่มเสี่ยงในประเด็นจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ทำให้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองได้ ซึ่งมีผลบังคับใช้ทั้งกับฝ่ายนิติบัญญัติอย่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และฝ่ายบริหารอย่างนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย อาจมีผู้ไปร้องเรียนให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบได้

“คือในเรื่องของจริยธรรม โดยเฉพาะข้อ 7 กับข้อ 8 ในเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยซื่อสัตย์สุจริต มันก็มีปัญหาว่าคุณไปแชร์ทำไม? เพราะอย่าลืมว่าแม้จะเป็นบุคคลในเครือญาติหรือคนในครอบครัว แต่สถานะคุณในวันนี้คุณเป็นผู้นำฝ่ายบริหารในระบบรัฐสภา ถามว่าคุณไปทำอย่างนั้นได้อย่างไร? มันก็เกิดปัญหาแล้ว ถ้ามีมือดีไปร้องก็น่าจะมีปัญหาตามมา ผมเชื่อว่ากรณีอย่างนี้ไม่รู้ว่าท่านแชร์เองหรือเปล่า เราก็ไม่รู้ เพราะไม่รู้ว่าท่านจะมีแอดมิน (บุคคลที่ไดรับมอบหมายให้ดูแลบัญชีสื่อสังคมออนไลน์) หรือเปล่า?

นายณัฐวุฒิ ขยายความเพิ่มเติมในการสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ประเด็นสำคัญคือต้องดูว่าใครเป็นคนโพสต์หรือแชร์ ซึ่งก็ต้องพิสูจน์ หากพบว่าเจ้าตัวไม่ได้ทำเองก็อาจดิ้นออกไปได้ แต่ในส่วนข้อ 7 กับข้อ 8 ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 มาตรา 235 (1) ระบุถึงการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก็จะนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

อนึ่ง มีข้อสังเกตในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่กล่าวถึงสามีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งไม่ได้จดทะเบียนสมรส ประเด็นนี้ต้องเข้าใจก่อนว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ยึดทรัพย์ไปแล้วหลายรายการ ซึ่งตรงนั้นเป็นทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วมระหว่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กับสามี ส่วนมีคำถามว่าในเมื่อไม่ได้จดทะเบียนสมรสแล้วจะกันส่วนได้อย่างไร แต่คำว่ากันส่วนนั้นหมายความถึงคู่สมรส หรือสามี – ภรรยาที่อยู่กินด้วยกันแต่ทำมาหาได้ร่วมกันมีทรัพย์สิน

ดังนั้นในระหว่างอยู่กินด้วยกันมีทรัพย์สินอะไรบ้าง ก็ใช้หลักหุ้นส่วนคือแบ่งคนละครึ่ง โดยคำพิพากษาบอกว่าให้ทำบัญชีรายรับ – รายจ่ายภายใน 60 วันเพื่อแจ้งต่อศาล แต่ตามหลักกฎหมายแล้ว เช่น สมมติมีทรัพย์สิน 600 ล้านบาท ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งหรือ 300 ล้านบาทเป็นทรัพย์สินที่เป็นกรรมสิทธิ์ร่วม ก็ต้องกันส่วน 300 ล้านบาทนั้นออกไป เพราะตามกฎหมายไม่สามารถยึดทรัพย์ของบุคคลอื่นไม่ได้ ให้ยึดได้เฉพาะลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือคำสั่งทางปกครองเท่านั้น

และแม้ท้ายที่สุดมีการฟ้องล้มละลาย แต่เมื่อผู้ถูกฟ้องไม่มีทรัพย์สินให้ยึดแล้วก็จะได้เพียงกระดาษคำพิพากษาใบเดียว ส่วนคำถามว่าส่วนที่เหลือนั้นประชาชนทั้งประเทศต้องร่วมกันจ่ายหรือไม่ ต้องเข้าใจว่าจำนวนเงินตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด เป็นมูลค่าความเสียหายจากการขายข้าวแบบจีทูจีในโครงการจำนำข้าว อย่าลืมว่าเป็นเรื่องแยกกันระหว่างการใช้อำนาจฝ่ายบริหารในการขับเคลื่อนนโยบาย เรื่องนั้นศาลไม่ได้ไปแตะ

ในขณะที่ความเสียหายซึ่งตรวจสอบได้ตีเป็นเงิน 20,057 ล้านบาท และตัดสินให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ร่วมชดใช้ร้อยละ 50 ตามมาตรา 8 ของ แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539  ก็คือว่าเป็นธรรมแล้ว เพียงแต่ขั้นตอนการบังคับคดี เมื่อใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตั้งเรื่องแล้วก็สามารถสืบทรัพย์ได้ภายในระยะเวลา 10 ปี ส่วนทรัพย์ที่สืบและยึดได้แล้ว การขายทอดตลาดสามารถทำได้แม้พ้นระยะเวลา 10 ปี อนึ่ง ศาลปกครองเคยมีคำพิพากษาในวันที่ 22 พ.ค. 2568 ตามหลักแล้วจะต้องเริ่มดำเนินการภายใน 30 วัน หรือภายในวันที่ 22 มิ.ย. 2568  

“จะไปใช้ระยะเวลาตามศาลปกครองไม่ได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลาตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.ความรับผิดละเมิดของเจ้าหน้าที่ ถามว่าเมื่อคำสั่งถึงที่สุดคุณต้องมีหนังสือแจ้งให้กับผู้ถูกกล่าวหาจะต้องจ่าย แต่ถ้าพูดในมุมมองคดีแพ่งก็คือลูกหนี้จะต้องจ่าย ดังนั้นแล้วถ้าหากไม่ดำเนินการก็มีหน้าที่แต่ไม่ปฏิบัติ มันก็เกิดปัญหาในเรื่องของคดีอาญาได้”    

หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ          

(ล้อมกรอบ)

สรุปลำดับเหตุการณ์คำพิพากษาศาลปกครอง คดีจำนำข้าวสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร : 1.ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลาง สั่งเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 135/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค.2559 ที่ให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท​ กรณีปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้น เนื่องจากกระทรวงการคลังยอมรับว่าไม่มีหลักฐานที่ยืนยันได้ชัดเจนว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ มีเจตนากระทำให้เกิดความเสียหายโดยตรง ทำให้ทางกระทรวงการคลังยื่นอุทธรณ์

2.ศาลปกครองสูงสุด มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2568 ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น ให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าวของกระทรวงการคลัง แต่ก็มีคำสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องชดใช้ค่าเสียหายในโครงการระบายข้าวแบบจีทูจี ในสัดส่วนร้อยละ 50 ของมูลค่าความเสียหาย โดยครั้งนี้ศาลปกครองสูงสุดระบุมูลค่าความเสียหายไว้ที่ 20,057 ล้านบาท ดังนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องร่วมชดใช้อยู่ที่ 10,028 ล้านบาท

3.ในคำตัดสินของศาลปกครองสูงสุด อธิบายเหตุผลของการสั่งให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ร่วมชดใช้ในมูลค่าดังกล่าว จากการระบายข้าวแบบจีทูจี ว่า เนื่องจากเป็นการใช้อำนาจทางปกครองในการดำเนินการ ซึ่งแม้จะมีคำเตือนเรื่องความเสี่ยงต่อการทุจริตทั้งจาก สตง. และ ป.ป.ช. แต่กลับไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อยับยั้ง ปล่อยให้มีเจ้าหน้าที่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์จนเกิดความเสียหายขึ้น จึงเข้าข่ายประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง