แวดวงนักปกครอง : 31 พฤษภาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 31 พฤษภาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 31 พฤษภาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายอนุทิน ชาญวีรกูล มท.1 เป็นประธานพิธีอำนวยพรผู้เดินทางไปประกอบพิธีฮัจย์ โดยมี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมช.มท. นายอับดุรเราะห์มาน อับดุลอะซีซ อัลซุฮัยบานี (H.E. Mr. Abdulrahman Abdulaziz Alsuhaibani) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียประจำประเทศไทย นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนจุฬาราชมนตรี ผู้แทนกรรมการอิสลามประจำกรุงเทพฯ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้แสวงบุญ ร่วมพิธี สำหรับเทศกาลฮัจย์ ประจำปี พ.ศ. 2568 (ฮ.ศ. 1446) มีผู้เดินทางจากประเทศไทยไปประกอบพิธีฮัจย์ จำนวน 6,603 คน เดินทางผ่านท่าอากาศยาน 2 แห่ง คือ ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ และท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จ.สงขลา

นายธนวัฒน์ รุ่งเรืองศรี นายอำเภออัมพวา จ.สมุทรสงคราม พร้อมด้วย นางสาวฐิรญาดา หลำเจริญ ปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ศูนย์บริหารการทะเบียนภาค 7 เจ้าหน้าที่ปกครอง และสมาชิก อส. ลงพื้นที่จัดทำบัตรประชาชนนอกสถานที่ให้แก่ผู้ป่วยติดเตียง ผูัสูงอายุและผู้พิการในพื้นที่ ต.บางนางลี่ ต.แควอ้อม ต.เหมืองใหม่ ต.ปลายโพงพาง ต.วัดประดู่ และ ต.บางช้าง ทั้งนี้ หากมีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุและผู้พิการในพื้นที่อำเภออัมพวา ต้องการมีบัตรประชาชน แต่ไม่สามารถเดินทางมายังสำนักทะเบียนได้ ขอให้ญาตินำบัตรประชาชนมาแจ้งแสดงความประสงค์ได้ที่สำนักทะเบียนอำเภออัมพวา จ.สมุทรสงคราม

นายดนุช นาคสง่า นายอำเภอมายอ จ.ปัตตานี มอบหมายให้นายอิบรอเฮง อาแซ ปลัดอำเภอ นางนูรียะห์ กูนิง เจ้าหน้าที่ปกครอง ร่วมกับเจ้าหน้าที่พัฒนาชุมชน, เจ้าหน้าที่ รพ.สต.เกาะจัน, ทีมงาน อบต.เกาะจัน,กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และบัณฑิตอาสา ร่วมประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัยผ่านกลไกตำบลมหัศจรรย์ 1,000 วัน plus สู่ 2,500 วันด้านภาวะโภชนาการ วัคซีน พัฒนาการ และการศึกษา และเพื่อเตรียมความพร้อม รับการประเมินจาก คณะกรรมการระดับอำเภอ ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะจัน อ.มายอ จ.ปัตตานี

นางสาวอรุณพร นครพุ่ม นายอำเภอบึงนาราง จ.พิจิตร ดำเนินการตามโครงการรถคลินิกจักษุศัลยกรรมเคลื่อนที่สภากาชาดไทยในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยนางสาวธนียา นัยพินิจผู้ว่าราชการจังหวัดพิจิตร เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยรองนายกเหล่ากาชาดจังหวัดพิจิตร นายรณรงค์ สิทธิเขตกรณ์ ปลัดจังหวัดพิจิตร หัวหน้าส่วนราชการจังหวัด-อำเภอเหล่ากาชาดจังหวัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธี ณ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบางลาย อ.บึงนาราง จ.พิจิตร

กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามสภาพอากาศ และข้อมูลสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่องโดยปฏิบัติตามคำแนะนำของทางราชการอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ สามารถติดตามประกาศการแจ้งเตือนภัยรายพื้นที่ได้ที่แอปพลิเคชั่น “THAI DISASTER ALERT” ซึ่งสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งระบบ IOS และ Android รวมถึงทางสื่อสังคมออนไลน์บัญชีทางการของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย Facebook กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย DDPM และ X @DDPMNews ทั้งนี้ หากได้รับความเดือดร้อนจากสาธารณภัย ประชาชนสามารถแจ้งเหตุ และขอความช่วยเหลือทางไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ 1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM รวมถึงสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง

นาย..อำเภอน้อย

‘แม้ว’โวเคลียร์‘ฮุนเซน’จบแล้ว ทหาร2ฝ่ายถอยทั้งคู่ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามตะกร้อ

‘แม้ว’โวเคลียร์‘ฮุนเซน’จบแล้ว ทหาร2ฝ่ายถอยทั้งคู่ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามตะกร้อ

‘แม้ว’โวเคลียร์‘ฮุนเซน’จบแล้ว ทหาร2ฝ่ายถอยทั้งคู่ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามตะกร้อ

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘แม้ว’โวเคลียร์‘ฮุนเซน’จบแล้ว ทหาร2ฝ่ายถอยทั้งคู่ เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามตะกร้อ สวน‘ว้าแดง’รู้โรงงานอยู่ที่ไหน เมินถูกตั้งค่าหัวเหมือนในอดีต ‘ทบ.’ร่อนแถลงการณ์4ข้อ

“ทักษิณ” เผย คุย “ฮุนเซน” จบแล้ว ไทย-กัมพูชา ถอยทั้งคู่เปลี่ยนสนามรบ เป็นสนามตะกร้อ จ่อประสานเมียนมา-จีน ปราบแหล่งผลิตยาเสพติด สวน “ว้าแดง” รู้หมดโรงงานอยู่ไหน ไม่หวั่นโดนตั้งค่าหัวเหมือนอดีต ด้านกองทัพบกออกแถลงการณ์ทหารไทย-กัมพูชา ยึด 4 ข้อแก้ปัญหาพิพาทชายแดน ยันทหาร 2 ฝ่ายถอนกำลังจากจุดปะทะช่องบก ขอเชื่อมั่นปกป้องอธิปไตยทุกตารางนิ้ว “ฮุน เซน” แถลงการณ์ 4 ข้อ “กองบัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา” ลั่นไม่ถอนกำลังจากจุดปะทะ

เมื่อวันที่ 30พฤษภาคม2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารไทยและกัมพูชาปะทะกันบริเวณพื้นที่ชายแดนช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ว่า คิดว่าน่าจะเคลียร์กันจบแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ดีคุยกันรู้เรื่อง และทางทหารก็มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มันเป็นเรื่องกระทบกระทั่งกันในพื้นที่ของทหารชั้นผู้น้อย กติกาก็คือว่าเขตแดนที่ไม่ชัดเจน ไม่มีการปักปัน ใครเป็นอย่างไรก็ให้ถอยออกไปเป็นโนแมนแลนด์ ไม่ต้องมีคนอยู่ มันก็จะไม่มีอะไรไปกระทบกระทั่งกัน เพราะการปักปันเขตแดนของแต่ละประเทศทั่วโลก ใช้เวลาเป็น1,000ปี คุยกันไม่จบหรอก เพราะฉะนั้นก็เป็นโนแมนแลนด์เสีย ซึ่งความจริงแถวนั้นก็ไม่มีอะไรเป็นป่า

‘แม้ว’โวคุย’ฮุน เซน”จบไปแล้ว

เมื่อถามว่า ตอนนี้นายทักษิณได้คุยกับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภา และประธานองคมนตรีแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า สองรัฐบาลคุยกันตลอด ตนและท่านฮุนเซนคุยกันเป็นประจำอยู่แล้ว ไม่มีอะไร ทุกฝ่ายต้องอย่าไปเติมเชื้อ มันเป็นเรื่องที่กระทบกระทั่งกันบริเวณชายแดน แทนที่จะยิงกัน ก็เปลี่ยนมาเป็นเตะตะกร้อกันตอนเย็นก็ไม่มีอะไรแล้ว เมื่อถามว่ากรณีที่มีข่าวออกมามีการส่งกำลังทหารและอาวุธมาที่บริเวณชายแดน ดูแล้วสถานการณ์น่ากลัวหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่มีหรอกถอยหมดแล้ว เมื่อถามว่า ตามที่บอกว่าเคลียร์กับสมเด็จฮุนเซนเรียบร้อยแล้ว แต่ทำไมสมเด็จฮุนเซนยังมีการโพสต์เฟซบุ๊คถึงกองทัพไทย โดยมีเงื่อนไข3-4ข้อ นายทักษิณ กล่าวว่า เดี๋ยวก็ดีขึ้น บางทีบางครั้งมันพูดกันคนละที แต่หลักการไม่มีอะไร ไม่มีการเพิ่มความตึงเครียด หลักการคือช่วยกันทั้งสองฝ่าย ไม่เพิ่มความตึงเครียด และพยายามอธิบาย ให้คนที่อยู่ในพื้นที่เข้าใจว่า เราเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ควรมีความขัดแย้งกัน เมื่อถามว่ากรณีสมเด็จฮุนเซน พยายามหยิบยกกรณีเขาพระวิหารขึ้นมา นายทักษิณ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้อ่าน เมื่อถามว่า กรณีโฆษกว้าแดง ออกมาตอบโต้ว่าในพื้นที่ของเขาไม่มีการผลิตยาเสพติด และท้าให้นายทักษิณโชว์หลักฐาน นายทักษิณ กล่าวว่า ถ่ายรูปไว้หมดแล้วเห็นหมดแล้ว โรงงานอยู่ตรงไหนบ้าง

เมื่อถามว่า กรณีว้าแดงไม่ใช่เราจะเข้าไปก้าวก่ายกิจการภายในเขาใช่ นายทักษิณ กล่าวว่า คือเราจะขอความร่วมมือ จากรัฐบาลเมียนมา และรัฐบาลจีนว่าแหล่งนี้ เป็นภัยคุกคามต่อประเทศไทย ขอให้ช่วยกันหน่อย ถ้าเขาช่วยไม่ได้ เพราะเข้าไปควบคุมดูแลไม่ได้ เราก็ต้องดูแลตัวเอง เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่เพราะในอดีตก็เคยถูกตั้งค่าหัว 80 ล้านบาท นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่เป็นไรหรอกครับ ให้ตั้งมาเลย ผมมันประเภทแบบว่ามีหลวงพ่อหนังวัดโกยแนบอยู่ เมื่อถามว่า ครั้งนี้คิดว่าไม่น่าจะมีอีกใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่มีหรอกอย่าไปกลัว แต่ก็ไม่ต้องไปท้าทาย สบายๆ อยู่อย่างนี้

‘ฮุน เซน’เผยแพร่แถลงการณ์4ข้อ

เฟซบุ๊ก“Samdech Hun Sen of Cambodia” ของจอมพลสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา บิดาของนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาคนปัจจุบัน โพสต์ภาพแถลงการณ์จากกองบัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา ที่มีข้อความระบุว่า หลังจากเกิดเหตุปะทะด้วยอาวุธระหว่างกองทัพกัมพูชาและกองทัพไทย เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 บริเวณหมู่บ้านเตโชมรกต ต.มรกต อ.จอมกระสานต์ จ.พระวิหาร ในวันที่ 29พฤษภาคม2568 เวลา 15:30น.พล.อ.เมา โซะพัน รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการกองทัพบกกัมพูชา และ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกของไทย ได้เข้าร่วมการหารือ ที่สำนักงานประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณจุดผ่านแดนช่องจอม-โอเสม็ด ได้ผลสรุปออกมา 4 ข้อดังนี้ 1.ทั้งสองฝ่ายยังคงดำเนินการแก้ไขสถานการณ์ผ่านกลไกที่มีอยู่ทั้งหมด ได้แก่ คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) คณะกรรมการชายแดนทั่วไปกัมพูชา-ไทย (GBC)และบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรังวัดและกำหนดเขตแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชาปี 2543 (MOU2543) เพื่อให้แนวชายแดนของทั้งสองประเทศเป็นชายแดนแห่งสันติภาพ มิตรภาพ ความร่วมมือ และการพัฒนา 2.ทั้งสองฝ่ายจะควบคุมสถานการณ์ตามสภาพเดิม อดทนอดกลั้น และแก้ไขปัญหาทั้งหมดผ่านคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งจะมีการประชุมภายใน 2 หรือ 3 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองประเทศ

ลั่นไม่ถอนกำลังทหารจากจุดปะทะ

3.ฝ่ายกัมพูชาขอให้มีการเคารพในอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน และไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 อีก 4.ฝ่ายกัมพูชาจะไม่ถอนกำลังหรือวางกำลังโดยไม่ติดอาวุธ ณ จุดที่เกิดการปะทะ เพราะบริเวณดังกล่าวฝ่ายกัมพูชาได้ครอบครองมาตั้งแต่ก่อนมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการรังวัดและกำหนดเขตแดนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชาปี 2543

แถลงการณ์กัมพูชาระบุว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องและยอมรับในทั้ง 4 ข้อข้างต้น และการหารือได้สิ้นสุดลงเมื่อเวลา 16.15 น. ของวันเดียวกัน ก่อนหน้านั้น ฝ่ายไทยได้แถลงข้อสรุปการหารือมีเพียง 3 ข้อ ได้แก่ 1.ให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินการแก้ไขปัญหาเป็นครั้งนี้ผ่านคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) ซึ่งจะจัดขึ้นภายใน 2-3 สัปดาห์ 2.ให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ในจุดที่เหมาะสม หรือ 200 เมตรจากจุดปะทะ ลดการเผชิญหน้า 3.ให้รักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ ให้ใช้ความอดทนอดกลั้น

ทบ.แถลงการณ์ยึด4ข้อแก้ปมพิพาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30พ.ค.68 กองทัพบกออกหนังสือแถลงการณ์ผลการเจรจาระหว่าง ผบ.ทบ.ไทย-ผบ.ทบ.กัมพูชา ในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ดังนี้ 1.ผบ.ทบ.ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียกำลังพลจากเหตุการณ์ปะทะ และเน้นย้ำถึงการให้ความสำคัญต่อเจตนารมณ์ของ รมว.กลาโหม ของทั้งสองประเทศ ที่ต้องการให้มีการเจรจา เพื่อยุติความขัดแย้ง พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนการพูดคุยเจรจาด้วยสันติวิธีในการหาข้อตกลงร่วมกัน และขอยืนยันว่า จะไม่มีการรุกรานอธิปไตย หรือการหยิบยกประเด็นข้อขัดแย้งในอธิปไตยของกัมพูชาโดยเด็ดขาด การเจรจาครั้งนี้จะส่งผลดีต่อประชาชนของทั้ง2ประเทศ โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ 2.กรณีข้อขัดแย้งบริเวณช่องบก กองทัพบกไทยและกัมพูชา มีความเห็นร่วมกันในการใช้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ Joint Boundary Committee (JBC) ซึ่งเป็นกลไกระดับรัฐบาลในการเร่งแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งผลการประชุมJBC คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในอีก 2สัปดาห์ โดยปัจจุบันกำลังทั้ง 2ฝ่ายที่เคยปะทะได้ตกลงที่จะเคลื่อนออกจากพื้นที่ ถือเป็นการคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายยังมีความเห็นพ้องในการใช้กลไกคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยบริเวณชายแดน หรือReqional Border Committee (RBC) เพื่อคลี่คลายข้อสงสัยที่อาจค้างคาและส่งเสริมกลไกJBCให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ขอให้เชื่อมั่นพร้อมปกป้องอธิปไตย

3.ผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายระบุว่า จะกำกับดูแลกำลังพลให้อยู่ภายใต้กรอบการเจรจาอย่างเคร่งครัด โดย ผบ.ทบ.กัมพูชาย้ำว่า ในส่วนของกัมพูชา หากมีผู้ใดฝ่าฝืนข้อตกลงที่ได้ร่วมกันวางไว้ในวัน 29 พ.ค. 68 จะดำเนินการย้ายกำลังออกจากพื้นที่ทันทีและยืนยันว่า ฝ่ายกัมพูชาสามารถควบคุมและสั่งการหน่วยงานทุกหน่วยได้อย่างเด็ดชาด 4.การพบปะเจรจาระหว่าง ผบ.ทบ.ไทยและกัมพูชาในครั้งนี้ บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปด้วยดี สามารถบรรลุข้อตกลงในการถอนกำลังออกจากจุดที่ปะทะและคงกำลังอยู่ในที่ตั้งเดิมรอผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมJBC ในระหว่างนี้ ผู้บังคับบัญชาทั้งสองฝ่ายจะกำกับดูแลกำลังพลให้อยู่ภายใต้กรอบการเจรจาอย่างเคร่งครัด โดยกองทัพบกจะยังคงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด และเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานด้านต่างๆ เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนต่อไป นอกจากนี้ กองทัพบกยังขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ ในการรับฟังข่าวสาร โดยใช้รับฟังข้อมูล จากรัฐบาลและสื่อหลักเท่านั้น เพื่อป้องกันความสับสนจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ พร้อมขอให้เชื่อมั่นการทำหน้าที่ทหารในการปกป้องอธิปไตยของไทยทุกตารางนิ้ว

ทบ.ย้ำถอนกำลังจุดปะทะแล้ว

ด้าน พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีกัมพูชาออกแถลงการณ์ไม่ถอยกำลังทหารออกจากจุดปะทะว่า การที่ฝ่ายกัมพูชาแถลงไม่ถอนกำลังไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าจุดไหน ก็คงต้องใช้กลไกที่มีอยู่ในกรอบข้อตกลงดำเนินการต่อไป แต่สำหรับจุดปะทะกันบริเวณคูเลต เมื่อเช้าวันที่ 28พ.ค.68 พบว่า ได้มีการถอยห่างกำลังเผชิญหน้าออกไปแล้วทั้ง2ฝ่าย ส่วนเรื่องเขตพื้นที่ตามแนวชายแดนที่ต่างฝ่าย ต่างฝ่ายอ้างสิทธิ์ด้วยกัน อาจจะทำให้เถียงกันไม่จบ จึงต้องใช้กลไก ฝ่ายเทคนิค คณะทำงานงานปักปันเขตแดน (JBC) พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.จะสนับสนุนให้มีการเร่งดำเนินการ ดังนั้นระหว่างที่รอผลของคณะทำงานJBCฝ่ายไทยก็คงจะใช้การลาดตระเวนดูแลพื้นที่ ด้วยจำนวนกำลังที่เหมาะสม ตามเงื่อนไขข้อตกลงMOUเหมือนในทุกพื้นที่ตามแนวชายแดนที่มีปัญหาในเรื่องการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกัน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติและของพี่น้องชาวไทย โดยยังคงยึดหลักไม่รุกรานอธิปไตยฝ่ายกัมพูชาเป็นสำคัญ

แม่ทัพภาค2นอนค้างคืนให้กำลังใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (29 พ.ค.) พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่2 ได้เข้าพื้นที่ตรวจเยี่ยมกำลังพลที่ฐานช่องบก พร้อมค้างคืนเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับกำลังพล พบว่ากำลังพลมีขวัญกำลังใจที่ดี พร้อมเน้นย้ำระเบียบวินัยและแนวทางปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล รวมถึง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.กลาโหม ในการปกป้องอธิปไตยของไทย โดยให้ยึดคำแถลงการณ์กองทัพบก ภายหลังผลสรุปการเจรจาระหว่าง พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ.กับ ผบ.ทบ.กัมพูชา แก้ไขปัญหาจุดปะทะช่องบกในห้วงที่ผ่านมา นอกจากนี้ แม่ทัพภาคที่2 ได้มอบพระหลวงปู่ทวด เนื้อว่าน วัดช้างให้และเหรียญหลวงพ่อใหญ่โชคดี จัดสร้างโดยกองทัพภาคที่2 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปรับภารกิจรักษาธิปไตยแห่งชาติ

อดีตบิ๊กข่าวกรองเตือนอย่ารับข้อ4

นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณี“ผบ.ทบ.ไทย-กัมพูชา”เปิดวงเจรจาหาข้อยุติ เหตุปะทะระหว่างทหารไทย-ทหารกัมพูชา บริเวณชายแดน‘ช่องบก’ จ.อุบลราชธานี ระบุว่า อย่าชะล่าใจ ผู้นำเหล่าทัพของทั้งสองฝ่ายพบเจรจากันเพื่อลดความขัดแย้งจากการปะทะกันเป็นเรื่องดี ข้อตกลงที่ผู้นำทหารตกลงกันที่จะให้มีการเจรจาในระดับ JBC ซึ่งเป็นการเจรจาในระดับสูงของทั้งสองรัฐบาล และการเจรจาระดับ RBC.ในระดับภูมิภาค แต่มีข้อสังเกตว่าแถลงการณ์ร่วมของผู้นำกองทัพมี 3ข้อ แต่ในแถลงการณ์ของกองบัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชามี4ข้อและข้อที่4นี่แหละสำคัญ เพราะระบุว่าฝ่ายกัมพูชาจะไม่ถอนกำลังหรือวางกำลังโดยไม่ติดอาวุธ ณ จุดที่เกิดการปะทะ เพราะบริเวณดังกล่าวฝ่ายกัมพูชาได้ครอบครองมาตั้งแต่ก่อนมีการลงนามในMOU43 ไม่ทิ้งนิสัยเดิมๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่อยากให้ตอแยกับแถลงการณ์ของกองบัญชาการทหารสูงสุดกัมพูชา แต่มองข้ามไม่ได้ ต้องปฏิเสธ อย่ายอมรับ

ปลุกประชาคมแพทย์ โค่นรัฐบาล-ล่าชื่อถอดถอน‘สมศักดิ์’

ปลุกประชาคมแพทย์ โค่นรัฐบาล-ล่าชื่อถอดถอน‘สมศักดิ์’

ปลุกประชาคมแพทย์ โค่นรัฐบาล-ล่าชื่อถอดถอน‘สมศักดิ์’

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ปลุกประชาคมแพทย์ โค่นรัฐบาล-ล่าชื่อถอดถอน‘สมศักดิ์’ อดีตนายกนศ.มหิดลจี้โฆษกสธ.ป้องรมว.สธ. ชี้ต้านวีโต้แพทยสภา เป็นพวกอาฆาตทักษิณ

แพทย์มหิดล ชง 5 ข้อปลุก “ประชาคมแพทย์” โค่นรัฐบาลไร้ประสิทธิภาพ ล่าชื่อถอดถอน “สมศักดิ์” พ้นรัฐมนตรี ขณะที่โฆษกสาธารณสุข ฉะเรียงตัวกลุ่มค้านวีโต้แพทยสภา เป็นพวกอาฆาตแค้นเทวดาทักษิณ ด้าน “แม้ว” ไม่รับปากไปศาล 13 มิถุนายน อ้างต้องถามทนายก่อน ถาม‘หนูรี’สบายดีหรือเปล่า

เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2568ดร.นพ.ประยงค์ เต็มชวาลา อดีตนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2516 ออกแถลงการณ์ถึง “ประชาคมแพทย์” ทั่วราชอาณาจักร ระบุว่า…ผมขอขอบคุณท่านสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นอย่างยิ่ง ที่ท่านสร้างปรากฏการณ์แห่งความสามัคคีในหมู่มวลแพทย์ทั้งประเทศให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีกัน อีกครั้งหนึ่ง(อย่างไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา)

ขอบคุณท่านที่ปลุกพวกเราเหล่าแพทย์ที่แทบไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเหตุบ้านการเมือง หรือแม้การประชุมของแพทยสภาเท่าใดนักด้วยสถานการณ์เวลานี้ ฝ่ายการเมืองได้วีโต้ มติของแพทยสภา (evidence based ได้แก่ ทักษิณ discredited องค์กรแพทยสภา , รมต.สมศักดิ์ ให้ข้อมูลแก่สาธารณะ ว่า ได้รับข้อมูลจากแพทยสภาไม่ครบ) ไปเรียบร้อย

คำถาม คือ เราต้องการเห็นอะไรในบ้านเมืองนับต่อจากวันนี้ ผมใคร่ขอเสนอว่าแพทย์เราน่าจะต้องเตรียมหามาตรการที่จะเป็นแนวทางต่อสู้กับฝ่ายการเมืองโดยเร่งด่วนที่สุด และการเปลี่ยนแปลงนี้ ต้องเป็นไปอย่าง radical change ที่เปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน

ต้องยืนยันมติแพทย์สภา

โดยมีข้อเสนอ ดังนี้1) กระตุ้น และเชิญชวนแพทย์ที่เป็นกรรมการแพทยสภา (ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและแต่งตั้ง) ให้เข้าร่วมประชุมกรรมการแพทยสภา เพื่อให้ครบองค์ประชุมและมีจำนวนไม่ต่ำกว่า 2ใน3 ขององค์ประชุม คือไม่น้อยกว่า 47 คน เพื่อมีมติยืนยันมติของแพทยสภาอีกรอบ

2) ขอความร่วมมือ และรวบรวมรายชื่อ แพทย์ และพี่น้องประชาชน เพื่อถอดถอน รมต.สมศักดิ์ และพลพรรค ที่วีโต้มติของแพทยสภา อันเป็นการทำให้ เกียรติยศและศักดิ์ศรีขององค์กรแพทยสภาเสียหาย หรือลดต่ำลง

3) รวมพลังร่วมกับพี่น้องประชาชนเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง และโค่นล้มรัฐบาล ที่ไร้ประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง (ที่นำโดย ลูกสาวของ สทร.ทักษิณ ชินวัตร)นี้ อย่างเร็วที่สุด

4) ศึกษา วิเคราะห์ และถอดบทเรียน การเมืองการปกครองที่เป็นผลมาจากระบบการเลือกตั้ง(ทั้ง สส.และ สว.ที่ผ่านมา) เพื่อให้เกิดต้นแบบที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

5) ร่วมด้วยช่วยกัน แบ่งปันบทความนี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม อนาคตของประเทศไทยอยู่ในมือทุกท่าน สร้างการเปลี่ยนแปลงในวันนี้ “ก่อน” จะไม่มีโอกาสที่จะทำได้

ปลุกพิทักษ์รักษาคุณธรรม

ด้วยความรักต่อประเทศที่เป็นแผ่นดินเกิด มาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกันอีกครั้งให้กับหน้าประวัติศาสตร์ของชาติไทยในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ เปลี่ยนวิกฤตให้กลายเป็นโอกาสธำรงไว้ซึ่งองค์กรแพทยสภา ที่เป็นศูนย์รวมของวิชาชีพแพทย์ทุกสาขาทั่วประเทศ ซึ่งแพทย์ทุกคนต่างมีปรัชญาที่ยึดมั่นในจริยธรรมและจรรยาบรรณแพทย์ในตลอดชีวิตการทำงานโดยยึดโอวาทของสมเด็จพระราชบิดาที่ว่า

“ขอให้ยึดประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง”

ฉะนั้นแพทย์เราจึงคาดหวังว่าองค์กรแพทยสภา จะเป็นสถาบันหลักที่จะอยู่พิทักษ์รักษาคุณธรรมจริยธรรมของสังคมไทย และสมควรที่จะเป็นสถาบันลำดับท้ายๆที่จะผดุงรักษาความยุติธรรมถูกต้องของชาติและสังคมไทยอย่างจริงจังต่อเนื่องต่อไป

ยันมติแพทย์สภาเหมือนเดิม

ด้าน แพทย์จุฬาฯ รุ่น 34 ได้ออกแถลงการณ์ พร้อมแนบรายชื่อ เพื่อร่วมแสดงออกถึงจุดยืน หลังจากที่ สภานายกพิเศษ หรือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 ยับยั้งหรือวีโต้มติของที่ประชุมใหญ่แพทยสภา

โดยระบุว่า “แพทย์จุฬาฯ ดังมีรายชื่อต่อท้ายแถลงการณ์นี้ ขอแสดงออกถึงจุดยืนร่วมกัน หลังจากที่ได้ทราบว่า สภานายกพิเศษ หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน) ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรมพ.ศ. 2525 ยับยั้งหรือวีโต้มติของที่ประชุมใหญ่แพทยสภา

ซึ่งประกอบด้วยกรรมการที่เป็นแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ จำนวน 70 คน เป็นกรรมการแพทยสภาโดยตำแหน่งจำนวน 35 คน ซึ่งรวมถึงคณบดีคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆถึง 28 คน และเป็นกรรมการแพทยสภาที่มาโดยการเลือกตั้งจากจำนวนแพทย์สมาชิกที่มีหลายหมื่นคน อีกจำนวน 35 คน

การที่คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ดังกล่าวข้างต้น จะมีมติใด โดยเฉพาะเรื่องการดูแลด้านจริยธรรม จรรยาบรรณของสมาชิกแพทย์ด้วยกันเองนั้น มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อยังประโยชน์ให้กับประชาชนหรือคนไข้จะได้รับการดูแลรักษาอย่างดียิ่ง กอปรไปด้วยคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจรรยาบรรณ ซึ่งแพทยสภาจะให้ความเป็นธรรมเสมอมา

ในกรณีที่มีผู้ร้องเรียนแพทย์หรือผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม แพทยสภาจะให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่ายคือ ผู้ป่วยหรือผู้ร้องเรียน และแพทย์ผู้ทำการรักษา โดยการกลั่นกรองข้อมูลอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพสูงยิ่ง

ยันทุกอย่างรอบคอบแล้ว

ตั้งแต่ในชั้นคณะอนุกรรมการจริยธรรมซึ่งดูข้อเท็จจริงเบื้องต้น หลังจากนั้นถ้ามีมูล จึงจะส่งให้อนุกรรมการสอบสวน และสุดท้ายส่งเข้าคณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ โดยที่ทางแพทยสภาได้จัดตั้งอนุกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อดูแง่มุมให้รอบคอบมากยิ่งขึ้น

คณะกรรมการแพทยสภาชุดใหญ่ จึงใช้ข้อมูลที่มีรายละเอียดที่ครบถ้วนสมบูรณ์สูงมาก จากอนุกรรมการทั้งสามคณะ ใช้เวลามากพอสมควร จนหลายครั้งมีเสียงร้องเรียนว่าทำไมเรื่องถึงล่าช้ามาก

จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้นของการทำงาน กว่าจะได้มาซึ่งมติของคณะกรรมการแพทยสภา จึงต้องใช้ความรู้ความสามารถ ความละเอียดรอบคอบในทุกมิติทุกประเด็น ตลอดจนระยะเวลานานพอสมควร จึงมีความน่าเชื่อถือสูง

เมื่อสภานายกพิเศษหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นประกอบจากคณะกรรมการที่ท่านรัฐมนตรีตั้งขึ้นเองอีก 10 คน ใช้เวลาประชุมเพียง 3 ครั้ง และใช้เวลาไม่มากนัก แล้วมีความเห็นสรุปส่งให้กับท่านรัฐมนตรี จึงน่าเชื่อได้ว่าเป็นไปได้ยากมาก ที่จะมีข้อมูลข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่หนักแน่นมากเพียงพอและน่าเชื่อถือ จนกระทั่งนำมาสู่การยับยั้งหรือวีโต้มติของคณะกรรมการแพทยสภาดังกล่าวได้

ดังนั้นพวกเราแพทย์จุฬารุ่น 34 จึงขอเรียกร้องให้สังคมได้ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป โดยขอสนับสนุนและให้กำลังใจกับคณะกรรมการแพทยสภา ขอให้ท่านกรรมการแพทยสภาทุกท่าน ได้โปรดเข้าร่วมประชุม และละเว้นการงดออกเสียง โดยร่วมกันยืนยันมติของแพทยสภาเดิม เพราะเป็นสิ่งที่มีความชอบธรรม ถูกต้อง เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง เพื่อเป็นการยืนยันถึงหลักการขององค์กรหรือสภาวิชาชีพ ที่นักการเมืองหรือเรื่องของทางการเมืองไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้อง ควรให้เป็นเรื่องอิสระของวิชาชีพที่จะตรวจสอบกันเองต่อไป”

โดยท้ายแถลงการณ์ดังกล่าว ยังมีการแนบรายชื่อแพทย์ 45 รายชื่อด้วย

แพทย์ศิริราชออกโรงช่วย

ขณะที่ ศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช รุ่น 83 ได้ออกแถลงการณ์เพื่อให้กำลังใจกรรมการแพทยสภา ในการยืนยันมติเดิม โดยระบุว่า “พวกเราขอให้กำลังใจกรรมการแพทยสภาทุกท่าน ในการยืนยันมติเดิมของแพทยสภาในวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 โดยยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นประโยชน์ที่หนึ่ง และจะไม่ยินยอมให้อำนาจอื่นที่ไม่มีจริยธรรมมายับยั้ง หรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน รวมทั้งมาทำลายศักดิ์ศรีของวิชาชีพแพทย์อย่างเด็ดขาด”

ทั้งนี้แถลงการณ์ดังกล่าวยังมีการแนบรายชื่อแพทย์ 85 รายชื่อด้วย

“สมศักดิ์”รูดซิบปาก

วันเดียวกัน นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ปฎิเสธที่จะให้ความเห็นกรณีวีโต้แพทย์สภา ในการลงโทษ 3 หมอ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาตัวของนายทักษิณ ชินวัตร

โดยระบุว่า รายละเอียดจำนวนมาก จะทำเล่นๆ ไม่ได้ เพราะกังวลเรื่องการถูกฟ้องร้อง ซึ่งรายละเอียดในหนังสือมีการเผยแพร่ผ่านสื่ออยู่แล้ว แต่ผมจะไปชี้แจงถึงเหตุผลและความเห็นให้รับทราบเพิ่มเติม

แม้วชี้เป็นอำนาจของสมศักดิ์

ในประเด็นดังกล่าว นายทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า ว่า เป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐมนตรีสาธารณสุข เมื่อถามว่า มองเป็นผลดีหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ไม่ทราบครับ แล้วแต่คนจะมอง

เมื่อถามว่า มีคนสงสัยแชทไลน์กลุ่มแพทยสภาหลุด ได้มาอย่างไร นายทักษิณ ร้องโอ้ ก่อนกล่าวว่า “ต้องไปถามคนในกลุ่ม ไม่อย่างนั้นมันไม่หลุดหรอก”

เมื่อถามว่า มีคนตั้งข้อสังเกตไม่ใช่ของกรรมการแพทยสภา นายทักษิณ กล่าวว่า “ต้องให้ต้องบอกชื่อไหม ต้องให้บอกชื่อด้วยไหม ก็เข้าใจว่าคงส่งไปให้ทุกคนทราบหมดแล้ว”

เมื่อถามว่า การตอบกลับในแชทด้วยสติ๊กเกอร์ YES มีตำแหน่งในแพทยสภาใช่หรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า “สูงมาก”

เมื่อถามว่า ถ้ามีการวีโต้แบบนี้ แต่ทางแพทยสภา ยืนยันมติตามเดิมแล้วจะเป็นอย่างไร นายทักษิณ กล่าวว่า “ก็ว่ากันไปตามกติกา ทุกอย่างมีกติกา”

เมื่อถามว่าส่วนที่มีการเปิดเอกสารวีโต้ซึ่งรายละเอียดส่วนใหญ่จะอยู่ที่การพักโทษ การกระทำแบบนี้ จะทำให้แพทยสภากับแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุขมีปัญหากันหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า หลักการ คือถ้าทุกคนเคารพกติกา ไม่มีอคติต่อกัน มีจรรยาบรรณในวิชาชีพของตัวเอง ก็ไม่มีปัญหา แต่บางทีบางครั้ง ก็เลือกข้าง วันนี้ประเทศไทยเราต้องหยุดเลือกข้างได้แล้ว ต้องมาเลือกข้างประชาชน เลือกข้างประเทศไทยดีกว่า มันจะทำให้บ้านเมืองสงบเสียที และสื่อทั้งหลายก็เช่นกัน อย่าไปเอาความขัดแย้งมาใช้เยอะ ทุกอย่างมันจะได้เบาบางลง วันนี้บางทีพอเราเสนอความขัดแย้งมากๆ คนที่ไม่มีอาชีพ ก็พลอยมีไปด้วย

ขอหารือทนายก่อนไปศาล13มิย

เมื่อถามว่า วันที่ 13 มิ.ย. จะเดินทางไปศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเองหรือไม่ นายทักษิณ กล่าวว่า ยังไม่ทราบ ต้องปรึกษาฝ่ายกฎหมายให้ชัดเจนก่อน

เมื่อถามว่า หากผลเป็น Worst case หรือเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดจะพร้อมรับมือใช่หรือไม่ นายทักษิณ ระบุว่า ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร worst เพราะ the worst มันผ่านไปแล้ว

เมื่อถามว่า ส่วนที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวช หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ระบุว่าหากผลวันที่ 13 มิ.ย. ออกมาเป็นลบ นายทักษิณต้องหนีออกนอกประเทศแน่ นายทักษิณ กล่าวว่า ต้องถามหนูรี เขาว่าเอาข่าวมาจากไหน

เมื่อถามว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่าเคยไปเยี่ยมนายทักษิณมา 2 ครั้ง และบอกว่านายทักษิณสบายดี นายทักษิณ ถามกลับว่า “แล้วหนูรีสบายดีหรือเปล่า ผมก็เป็นห่วงอยู่”

เมื่อถามว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เคยไปเยี่ยมถึง 2 ครั้ง และพูดคุยกันหลายเรื่องนั้น มีเรื่องอะไรบ้าง นายทักษิณ กล่าวว่า ก็ไปถามพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อย่ามาถามตน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ อ้างก็ต้องถามท่าน

โฆษกสธ.ใส่ไม่ยั้ง

น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา โฆษกกระทรวงสาธารณสุข ฝ่ายการเมือง เปิดเผยว่า หลังจากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ใช้สิทธิ์วีโต้ ยับยั้งมติแพทยสภา กรณีลงโทษแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษานายทักษิณ ชินวัตร เข้าพักรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยนายสมศักดิ์ได้ส่งหนังสือไปยังแพทยสภาแล้ว แสดงความไม่เห็นด้วยกับมติที่ลงโทษพักการใช้ใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมการแพทย์ 2 ราย ฐานผิดจริยธรรม

น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า ปรากฏว่ามีผู้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กล่าวหานายสมศักดิ์ หลายคนไม่ว่าจะเป็นนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน , นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) , นายสุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลับรังสิต , นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ซึ่งมิใช่เรื่องแปลก หรือน่าตื่นเต้นอะไร เพราะปกติคนเหล่านี้หลายคนโกรธเกลียดและอาฆาตแค้นนายทักษิณ ไม่พอใจพรรคเพื่อไทย คนเสื้อแดง มาตลอดเกือบ 20 ปี ไม่ว่าจะเหตุการณ์อะไร ก็จะพากันออกมากล่าวหา โจมตีอยู่ร่ำไป โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองไปไกลถึงไหนแล้ว ขาประจำก็จะยังติดหล่มอยู่กับการจะเล่นงานนายทักษิณไม่จบไม่สิ้น

ต้องตรวจสอบพวกเคลื่อนไหว

“ที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง คือ อารมณ์ความรู้สึกแห่งมิจฉาฐิติเช่นนี้ ปรากฏในหมู่สมาชิกแพทยสภา เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้ ควรจะต้องมีการตรวจสอบ สอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงเพื่อดำเนินการทางจริยธรรมวิชาชีพแพทย์ต่อไป” น.ส.ตรีชฎา กล่าว

น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า รวมทั้งได้ปรากฏข่าวแชทหลุดสมาชิกแพทย์สภารั่วออกมา สื่อมวลชนได้รายงานข่าวออกสู่สาธารณะแล้ว เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีสมาชิกในไลน์กลุ่มแพทยสภา เขียนข้อความที่มีลักษณะการเมือง แสดงความโกรธเกลียดอาฆาตแค้นนายทักษิณ เพื่อโน้มน้าวการลงมติลงโทษแพทย์ เช่น ระบุว่า “อย่างนี้ ต้องให้ทักษิณโดนคดี จะได้เข็ด ให้รู้รสเสียบ้าง ไม่เช่นนั้น จะลืมตัว คิดว่าจะทำอะไรก็ได้…..” จากนั้น ก็มีสมาชิกในไลน์ออกมาขานรับและบางคนก็ตักเตือนให้ระมัดระวังการโพสต์ข้อความ จากพฤติการณ์ดังกล่าว สังคมได้รับทราบแล้วว่า แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพที่มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีควบคุมจริยธรรมแพทย์ด้วยความยุติธรรม ได้ถูกลดทอนความน่าเชื่อถือ อันเนื่องมาจากการกระทำของสมาชิกบางส่วน กระทบไปถึงการมีมติให้ลงโทษแพทย์ 3 คนว่า อาจไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและยุติธรรม

ยับยั้งแพทย์สภาทำตามกม.

น.ส.ตรีชฎา กล่าวต่อว่า การวีโต้ หรือยับยั้งมติแพทยสภา นายสมศักดิ์ใช้สิทธิ์ตาม พ.ร.บ.วิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 มาตรา 25 ที่บัญญัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะ สภานายกพิเศษของแพทยสภา กระทำได้ ภายในกรอบเวลา 15 วัน ซึ่งนายสมศักดิ์ได้ส่งหนังสือถึงแพทยสภาไปแล้วเมื่อ 2 – 3 วันที่ผ่านมา ทั้งนี้ ไม่ใช่อยู่ ๆนายสมศักดิ์ก็ทำเรื่องไปเลย หากแต่เป็นผลมาจากแพทย์ที่ถูกลงโทษโดนตักเตือนและพักใช้ใบอนุญาต ร้องเรียนขอความเป็นธรรมมา จากนั้นนายสมศักดิ์ก็ตั้งคณะกรรมการจำนวน 10 คน มาพิจารณาและให้เสนอความเห็น ซึ่งก็พบว่า มีบางสิ่งบางอย่างในการดำเนินการในชั้นคณะอนุกรรมการของแพทยสภาไม่โปร่งใส ไม่กระจ่างชัดเจนในการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เมื่อทำหนังสือขอเอกสารรายละเอียดไปยังแพทยสภา ก็ไม่ได้รับแจ้งกลับมา ความคลุมเครือนี้ ทางคณะกรรมการชุดที่นายสมศักดิ์แต่งตั้ง จึงเสนอความเห็นและแนวทางมาให้พิจารณา หลังจากนายสมศักดิ์พิจารณาแล้ว เพื่อความเป็นธรรมของแพทย์ที่ถูกลงโทษ จึงใช้สิทธิ์วีโต้ตามอำนาจหน้าที่ของสภานายกพิเศษฯ

น.ส.ตรีชฎา กล่าวว่า แพทยสภาควรจะไปทบทวนดูว่า การวีโต้ดังกล่าว มีข้อเท็จจริง มีเหตุผลหรือไม่อย่างไร ขอย้ำว่า นายสมศักดิ์ ไม่ได้ไปบังคับ ขู่เข็ญกรรมการแพทยสภา ซึ่งมีทั้งสิ้น 70 คน มาจากการเลือกตั้งของสมาชิกแพภทยสภา 35 คน และกรรมการโดยตำแหน่ง 35 คน เพราะแต่ละคนล้วนมีเกียรติ มีอิสระ นายสมศักดิ์ก็มีอิสระและมีเกียรติเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ตามอำนาจที่กฎหมายให้การรับรองไว้ ซึ่งตามขั้นตอนต่อไป หากกรรมการแพทยสภายืนยันจะลงโทษพักใช้ใบอนุญาต 2 แพทย์ จะต้องมีมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 46 คน ผลออกมาเป็นเช่นไรก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้นตามกฎหมาย

เกลียดทักษิณโจมตีสมศักดิ์

“กลุ่มคนเกลียดอาฆาตแค้นนายทักษิณ ที่กล่าวหาโจมตีนายสมศักดิ์นั้น ไม่ศึกษา ไม่เข้าใจกฎหมาย และมีแต่อคติ ต้องการความสะใจเพียงอย่างเดียว อยากให้แต่ละคนย้อนกลับไปดูตัวเองเสียก่อนว่าปฏิบัติตน ทำหน้าที่ได้เป็นปกติหรือมีปัญหาอะไรหรือไม่ การที่จะออกมากล่าวหาคนอื่น และขั้นตอนจากนี้ไป เป็นหน้าที่ของแพทยสภาว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ไม่ควรเอาการเมืองเข้ามาเกี่ยว” น.ส.ตรีชฎา กล่าว

ตู่ย้ำ‘สมศักดิ์’ช่วยเรียกแขก

นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์รายการประเทศไทยต้องมาก่อน โดยเชื่อว่า นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษแห่งแพทยสภา ได้วีโต้มติลงโทษจริยธรรม เท่ากับเรียกแขกทั้งหมอและประชาชนลุกฮือปกป้องเกียรติภูมิแพทย์ครั้งสำคัญ “นายสมศักดิ์ วีโตมติแพทยสภายิ่งทำให้กระแสแพทย์อาวุโสและแพทย์ที่รักเกียรติภูมิ รวมทั้งประชาชนจะแสดงเจตนาคัดค้านการวีโต้ของ รมว.สาธารณสุข โดยจะเรียกร้องให้แพทยสภาใช้เสียง 2 ใน 3 ยืนยันมติเดิมในการประชุมวันที่ 12 มิ.ย. นี้”

‘เจิมศักดิ์’บอก’ออกอาการแล้ว’ หลัง’ทูตรัศม์’โพสต์ป่วยจิตวิปลาส ปลุกหมอล้มรัฐบาลเลือกตั้ง

'เจิมศักดิ์'บอก'ออกอาการแล้ว' หลัง'ทูตรัศม์'โพสต์ป่วยจิตวิปลาส ปลุกหมอล้มรัฐบาลเลือกตั้ง

‘เจิมศักดิ์’บอก’ออกอาการแล้ว’ หลัง’ทูตรัศม์’โพสต์ป่วยจิตวิปลาส ปลุกหมอล้มรัฐบาลเลือกตั้ง

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.22 น.

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์  แชร์ภาพโค้ดข้อความของนายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศที่มีข้อความว่า

ป่วยทิพย์มันกระจอก ต้องแบบออกมาปลุกหมอล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้ง มันถึงจะป่วยจิตวิปลาส ชั่วช้าของจริง
 
ซึ่ง รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทองเขียนแคปชั่นว่า “ออกอาการแล้ว”

‘สมศักดิ์’แจงสร้างศูนย์แพทย์แผนไทยที่สุโขทัย เหตุเป็นเขาสมุนไพรตั้งแต่ยุคพ่อขุนรามฯ

‘สมศักดิ์’แจงสร้างศูนย์แพทย์แผนไทยที่สุโขทัย เหตุเป็นเขาสมุนไพรตั้งแต่ยุคพ่อขุนรามฯ

‘สมศักดิ์’แจงสร้างศูนย์แพทย์แผนไทยที่สุโขทัย เหตุเป็นเขาสมุนไพรตั้งแต่ยุคพ่อขุนรามฯ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 22.07 น.

เป็นเขาสมุนไพรมาตั้งแต่ยุคพ่อขุนรามฯ! ‘สมศักดิ์’ โร่แจงสร้าง ‘ศูนย์แพทย์แผนไทย’ ที่คีรีมาส สุโขทัย ยันไร้ผลประโยชน์โยงเอี่ยว ’สาธารณสุข’

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เมื่อเวลา20.40น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ ที่มีนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานการประชุม วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เป็นวันที่สาม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงถึงงบประมาณของกระทรวงสาธารณสุขว่า ส่วนที่มีคำถามว่าศูนย์อาคารสาธารณสุขเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย ที่จะตั้งที่จ.สุโขทัย และมีการตั้งงบประมาณไว้ 140 ล้านบาทนั้น จริงๆ มีการตั้งงบประมาณไว้ 50 ล้านบาท แต่อีก 90 ล้านบาทเป็นงบประมาณผูกพันไว้สำหรับศูนย์อื่นๆ ที่สร้างไปแล้ว 

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ต้องไปตั้งที่อ.คีรีมาส จ.สุโขทัย เพราะอ.คีรีมาสเป็นเขาสมุนไพรตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราช และการที่บอกมีการตั้งรางวัลจำนวน 60 ล้านบาทนั้น ก็ไม่ใช่การตั้งรางวัลแต่เป็นการประชาสัมพันธ์กับแต่ละโรงพยาบาลที่ให้เลิกใช้ยาฝรั่ง แต่ให้มาใช้ยาแผนไทย 

นายสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่เพื่อนสมาชิกตั้งคำถามถึงการเชื่อมต่อระบบบริการสุขภาพดิจิทัลหรือ Thailand health Atlas ใช้ได้หรือไม่ ทำไมจึงไม่มีในเล่มงบประมาณขาวคาดแดงนั้น ขอเรียนว่า เรามีและมีการตั้งงบประมาณไว้ 17.55 ล้านบาท อยู่ในเล่มที่ 11 หน้า 70 บรรทัดที่ 4 อยู่ในโครงการใหญ่ Health data hub

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขณะที่กรณีที่มีการเอ่ยชื่อบุคคลที่นามสกุลเดียวกับตน เป็นหลานชายตนนั้น พ่อเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องกับตน เขาชื่อมหาคุณ เทพสุทิน เป็นเจ้าของร้านตำหรับไทย ขอเรียนว่าเขาไม่มีธุรกิจ ธุรกรรมอะไรกับกระทรวงสาธารณสุขเลย แม้แต่บาทเดียวก็ไม่ได้ทำธุรกิจกับกระทรวงสธารณสุข แต่คอยช่วยตนตั้งแต่สมัยที่มีโควิดเข้ามา เขาแนะนำตนในเรื่องฟ้าทะลายโจร เดี๋ยวฟ้าทะลายโจรจะขึ้นราคา หากเราไม่มีฟาวิพิราเวียร์ก็ให้สต็อกฟ้าทะลายโจร 

“อย่าไปคิดเลยว่ามหาคุณจะได้ประโยชน์จากกระทรวงสาธารณสุข เขาเป็นร้านตำหรับไทย เปิดร้านมาแล้ว 20 กว่าปี ปัจจุบันมี 80 กว่าสาขาทั่วประเทศ ทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 19 ปี อยู่ม.6 เคยฝึกงานอยู่บู๊ท 4 เดือนก่อนที่เจ้าของเขาจะขายให้มหาคุณในราคา 7 หมื่น แต่ตอนนี้เขาอายุ 40 กว่าปี มีธุรกิจตำหรับไทย 80 กว่าสาขา” นายสมศักดิ์ กล่าว

ทำให้นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ใช้สิทธิ์ซักถามว่า โครงการ NCD ที่เป็นโครงการใหม่ของท่าน ทำให้งบประมารไปจมอยู่ตรงนั้นเยอะ มีงบ 1,200 ล้านบาทนั้น จะนำไปอบรมทั้งหมดหรืออย่างไร ขอให้ช่วยชี้แจง

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ความจริง 1,200 ล้านบาทนั้นไม่พอ โครงการโรค NCD แค่ 2 โรค 4.4 หมื่นล้านบาท และมีทำให้มีโรคอื่นๆ ตามมาอีก ย้ำว่าในจำนวน 1,200 ล้านบาทนั้นไม่เพียงพอ เพราะยังมีเรื่องของเครื่องมือต่างๆ และการบันทึกข้อมูลด้วย ทั้งนี้ WHO ยังไม่สามารถดำเนินการได้ มีเพียงประเทศไทยที่สามรรถดำเนินการได้ อย่างไรก็ตาม ต้องขอโทษด้วยที่ไม่ได้มาฟังนพ.วาโยอภิปราย เพราะมีงานที่เซ็นทรัลพระราม 2 ซึ่งจะมาตอบคำถามอีกครั้งในวันที่ 31 พฤษภาคมหรืออาจจะขอส่งเป็นเอกสารให้ นพ.วาโย หากต้องการ

พปชร.ร่วมปกป้องเกียรติภูมิ-ศักดิ์ศรีแพทยสภา ชื่นชมทำอย่างตรงไปตรงมา

พปชร.ร่วมปกป้องเกียรติภูมิ-ศักดิ์ศรีแพทยสภา ชื่นชมทำอย่างตรงไปตรงมา

พปชร.ร่วมปกป้องเกียรติภูมิ-ศักดิ์ศรีแพทยสภา ชื่นชมทำอย่างตรงไปตรงมา

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.45 น.

ช่วยกันปกป้องเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีแพทยสภา  ชื่นชมที่ทำอย่างตรงไปตรงมา ถือหลักการและประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มากกว่าประโยชน์ของคนบางคน

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า “จากกรณีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2568 ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา อุปนายกแพทยสภาคนที่ 1 ประธานในที่ประชุมคณะกรรมการแพทยสภา แถลงมติที่ประชุมพิจารณาผลการสอบสวนจริยธรรมทางวิชาชีพเวชกรรมของแพทย์โรงพยาบาลราชทัณฑ์และแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ เกี่ยวกับการพักรักษาตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ โดยให้ลงโทษแพทย์ 3 ราย แยกเป็นให้ว่ากล่าวตักเตือน 1 ราย ในกรณีประกอบวิชาชีพเวชกรรมไม่ได้มาตรฐาน และพักใช้ใบอนญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม 2 ราย  กรณีให้ข้อมูลหรือเอกสารทางการแพทย์อันไม่ตรงกับความเป็นจริงและนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะสภานายกพิเศษ ได้วีโต้ผลการพิจารณาและส่งผล การพิจารณาให้แพทยสภา พิจารณาอีกรอบหนึ่ง

โดยกล่าวว่า เรื่องนี้เป็นไปตามที่สังคมคาดไว้  ว่า รมว. สาธารณสุข จะใช้สิทธิวีโต้ ตาม ม.25 พระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.2525   แม้นายสมศักดิ์จะใช้อำนาจยับยั้งมติแพทยสภาแล้วก็ตาม แต่ในท้ายสุดมติดังกล่าวต้องกลับไปที่ประชุมใหญ่แพทยสภาอยู่ดี  เชื่อมั่นว่า มติที่ประชุมใหญ่ คงเป็นไปตามเดิม เพราะข้อโต้แย้งของ รมว.ในฐานะสภานายกพิเศษ ไม่มีเหตุผลหรือสาระสำคัญที่จะทำให้มติแพทยสภาเปลี่ยนไป  ส่วนใหญ่แย้งเหตุผลทางธุรการซึ่งกรณีดังกล่าวทางแพทยสภาได้ตอบกลับไปยังสภานายกพิเศษ เรียบร้ิอยแล้ว    การวีโต้คงมีผลเพียงแค่ยื้อเวลาออกไป และเพื่อให้นายใหญ่เห็นว่า จงรักภักดีมากกว่าหลักการ   ซึ่งท้ายที่สุด  หากแพทยสภา ยืนยันตาม ผลการพิจารณาแต่เดิม  ก็จะส่งผล ในการพิจารณาของ ปปช. และศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 มิถุนายนที่จะถึงนี้อย่างแน่นอน

มีกระบวนการพยายามสร้างกระแส เพื่อดิสเครดิต และทำลายความน่าเชื่อถือของแพทยสภาอย่างต่อเนื่อง  เพื่อช่วยเหลือคนบางคนเพื่อไม่ให้ต้องกลับไปรับโทษจำคุกอีก  ถ้าการเมืองยังคงเล่นสกปรกอย่างนี้  ประเทศชาติไม่เจริญแน่นอน   ทั้งนี้ เพราะ หากมติแพทยสภายังคงอยู่  หรือมีผลครบถ้วนตามกฏหมาย แสดงให้เห็นว่า  การออกมาจากเรือนจำของนายทักษิณ  ชินวัตร เพื่อทำการตรวจรักษาเป็นไปโดยทุจริต และมิชอบด้วยกฎหมาย   เนื่องจากออกมาตรวจรักษาจำนวน 180 วัน  ไม่มีการป่วยในภาวะวิกฤต ที่อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ กรณีนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีเหตุจำเป็นจะต้องสั่งให้นายทักษิณ ชินวัตร  กลับไปรับโทษตามกฎหมายตามกำหนดเสียก่อน     

ดังนั้น  การอ้างว่าถูกควบคุมตัว หรือรับโทษมาแล้ว 180 วัน หรือ 1 ใน 3 ของโทษที่เหลือนั้น   หากไม่เกิดขึ้นจริงหรือเป็นไปโดยผิดขั้นตอนและระเบียบกฎหมาย  จะส่งผลให้นายทักษิณฯขาดคุณสมบัติหรือเป็นเหตุให้ไม่สามารถขอพระราชทานอภัยโทษในโทษที่เหลือ 1 ปีนั้นได้   เมื่อนายทักษิณฯขาดคุณสมบัติในการขอพระราชทานอภัยโทษ  การขอพระราชทานอภัยโทษจึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนบัญญัติของกฎหมาย จึงจำเป็นต้องกลับไปรับโทษที่เหลือ 1 ปีตามเดิม

นอกจากนี้  ผู้ป่วยภาวะวิกฤติ ที่จะอันตรายถึงแก่ชีวิต   ต่อมาเมื่อภาวะวิกฤติที่จะอันตรายถึงแก่ชีวิตหมดไป  ก็ถือว่า ความจำเป็นที่จะต้องพักรักษาตัวภายนอกเรือนจำก็จะหมดไปด้วย   เป็นหน้าที่ราชทัณฑ์จะต้องตรวจสอบและนำตัวผู้ป่วยที่มีอาการดีขึ้นกลับไปยัง โรงพยาบาลในเรือนจำหรือเข้าควบคุมในเรือนจำตามแต่อาการที่ปรากฎ  ไม่ใช่พักอยู่ รพ. ภายนอกเรือนจำจนหายปกติ  แข็งแรง ตีกอล์ฟ  เต้นระบำ นวดหน้า ขึ้นเวทีปราศรัย ด่าใครต่อใครได้

อีกประการหนึ่ง กระบวนการการตรวจรักษาภายนอกเรือนจำ  กรณีนี้ เป็นการควบคุม ตัวตามคำพิพากษาศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง   การออกไปรับการตรวจรักษาภายนอกเรือนจำ จะขออนุญาตศาลฯก่อน หากเป็นกรณีเร่งด่วนไม่สามารถขออนุญาตศาลเพื่อส่งตัว มาทำการตรวจรักษาภายนอกเรือนจำได้ในทันที   ก็ต้องรายงานเพื่อขออนุญาตศาลฯส่งตัวไปตรวจรักษาเพื่อทุเลาโดยเร็วที่สุด  ซึ่งในกรณีนี้  ก็ไม่มีการขออนุญาตต่อศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามกฏหมายแต่อย่างใด  

จากกระบวนการการสอบสวนของแพทยสภา ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า ทำให้เห็นว่า นายทักษิณฯ ไม่ได้ป่วยเป็นเส้นเอ็นเปื่อยยุ่ย หรือเจ็บป่วยในภาวะวิกฤติที่อันอาจจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต  เอกสารการตรวจทางการแพทย์ มีเหตุและข้อควรสงสัยว่า  ไม่ตรงความจริง  จึงได้ลงมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษดังกล่าว 

พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าว แม้จะมีการพยายามอ้างจากกลุ่มบุคคลหลายกลุ่ม โดยอ้างกฏหมาย ระเบียบ  ข้อบังคับของราชทัณฑ์ หรือกฎหมายของหน่วยงานอื่น  ซึ่งเป็นอนุกฏหมาย ไม่อาจมาหักล้างหรือ เทียบเท่ากฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายที่ออกโดยบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญได้  อีกทั้งการปฏิบัติตามกฏหมายย่อย  ก็ยังปฏิบัติได้ไม่ครบถ้วน  แสดงถึงข้อพิรุธที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย   ไม่ว่าจะ เป็นการส่งตัวคนไข้ออกจากเรือนจำโดยแพทย์ผู้รับผิดชอบยังไม่ได้ทำการตรวจคนไข้โดยตรง เพียงแค่สอบถามอาการจากพยาบาลเวรทางโทรศัพท์ เท่านั้น   ตลอดจนหลักฐานทางเวชระเบียนพยาบาลที่ปรากฎในคอมพิวเตอร์ และรายการจ่ายค่ารักษาพยาบาลก็ไม่ได้มีรายละเอียดยืนยันจากเจ็บป่วยร้ายแรง ที่ต้องรับการตรวจรักษาภาวะวิกฤตินานถึง180วัน 

ท้ายที่สุด  ทาง พล.อ. ประวิตร  วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคฯ  กล่าวชื่นชมแพทยสภาที่ทำอย่างตรงไปตรงมา ถือหลักการและประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก มากกว่าประโยชน์ของคนบางคนและวอนสังคมช่วยกันปกป้องเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีแพทย์สภา  เพื่อให้คง ทำงานอย่างตรงไปตรงมาเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

แพทย์ไทยจบใหม่ 3,000 คน! เลขาธิการแพทยสภาฯ ย้ำให้ยึด ‘ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง’

แพทย์ไทยจบใหม่ 3,000 คน! เลขาธิการแพทยสภาฯ ย้ำให้ยึด 'ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง'

แพทย์ไทยจบใหม่ 3,000 คน! เลขาธิการแพทยสภาฯ ย้ำให้ยึด ‘ประโยชน์เพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 21.20 น.

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 พล.อ.ท.นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า  แพทย์ไทยปีนี้ จบใหม่อีก ๓,๐๐๐ คน ขึ้นทะเบียนผ่านคนที่ ๘๐,๐๐๐ แล้ว 

ผมลงนามใบอนุญาตไป ก็อธิษฐานไป ขอให้ คุณธรรม จริยธรรม ความดีงามที่คุณหมอปฏิบัติ คุ้มครองคุณหมอใหม่ทุกคน ที่สำคัญ ขอให้ยึดพระราชดำรัส พระบิดาวงการแพทย์ไทย ที่ทรงประทานไว้ให้พวกเรา..ทุกๆคน

“ขอให้ถึงประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง 

ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง 

ลาภทรัพย์ และเกียรติยศจะตกแก่ท่านเอง

ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”

สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม บรมราชชนก

เชื่อมั่นและศรัทธาในน้องๆทุกคนครับ

‘เสี่ยตือ’ถามอย่างนี้ก็ได้หรือ? ปม‘ทักษิณ’ขู่ยึด มท. คืนเพื่อไทย ยกกฎหมายพรรคการเมืองเตือน

‘เสี่ยตือ’ถามอย่างนี้ก็ได้หรือ? ปม‘ทักษิณ’ขู่ยึด มท. คืนเพื่อไทย ยกกฎหมายพรรคการเมืองเตือน

‘เสี่ยตือ’ถามอย่างนี้ก็ได้หรือ? ปม‘ทักษิณ’ขู่ยึด มท. คืนเพื่อไทย ยกกฎหมายพรรคการเมืองเตือน

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.57 น.

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568  จากกรณีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ต้องการให้กระทรวงมหาดไทย กลับไปให้พรรคเพื่อไทยดูแลเองนั้น

ล่าสุด นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร และอดีต สส. หลายสมัย ซึ่งเป็นบิดาของ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส. พรรคภูมิใจไทย และรองประธานสภาฯ คนที่ 2 รวมถึง นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส. พรรคเดียวกัน ได้ออกมาแสดงจุดยืนผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเขียนข้อความว่า เขาคือใคร? อย่างนี้ก็ได้หรือ

มาตรา 28 แห่ง พ.ร.ป. พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 “ห้ามมิให้ผู้ใดซึ่งมิใช่สมาชิกพรรคการเมือง กระทำการครอบงำ หรือชี้นำพรรคการเมืองไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม…”

มาตรา 29 ห้ามผู้ใดที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคกระทำการอันเป็นการควบคุม ครอบงำ หรือชี้นำกิจการของพรรคในลักษณะที่ทำให้พรรค หรือสมาชิกขาดความเป็นอิสระ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือโดยทางอ้อม

โปรดเกล้าฯให้ข้าราชบริพารในพระองค์ฝ่าย ตร. เป็นนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์ 4 นาย

โปรดเกล้าฯให้ข้าราชบริพารในพระองค์ฝ่าย ตร. เป็นนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์ 4 นาย

โปรดเกล้าฯให้ข้าราชบริพารในพระองค์ฝ่าย ตร. เป็นนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์ 4 นาย

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.12 น.

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ พระบรมราชโองการ ประกาศ ให้ข้าราชบริพารในพระองค์ฝ่ายตำรวจ แต่งตั้งเป็นนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์ จำนวน 4 นาย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2568

โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.การถวายความปลอดภัย พ.ศ.2560 ประกอบมาตรา 4 มาตรา 5 และมาตรา 8 แห่ง พ.ร.บ.นายตำรวจราชสำนัก พ.ศ.2495 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ข้าราชบริพารในพระองค์ฝ่ายตำรวจ แต่งตั้งเป็นนายตำรวจราชองครักษ์ประจำพระองค์ จำนวน 4 นาย ดังนี้

1.พ.ต.อ.หาญศักดิ์ ม่านตา

2.พ.ต.อ.จิรเชษฐ์ ภูธเรศวชิรภักดิ์

3.พ.ต.อ.บัญชา สังกะเพศ

4.พ.ต.อ.วัชรพล ขำศิริ

ประกาศ ณ วันที่ 29 พฤษภาคม 2568 เป็นปีที่ 10 ในรัชกาลปัจจุบัน

‘สมศักดิ์’แจงยิบ! ปมวีโต้มติแพทยสภา ไม่หวั่นถูกล่าชื่อถอดถอน ปัดคุย’ทักษิณ’ ยันไม่มีเอื้อ

'สมศักดิ์'แจงยิบ! ปมวีโต้มติแพทยสภา ไม่หวั่นถูกล่าชื่อถอดถอน ปัดคุย'ทักษิณ' ยันไม่มีเอื้อ

‘สมศักดิ์’แจงยิบ! ปมวีโต้มติแพทยสภา ไม่หวั่นถูกล่าชื่อถอดถอน ปัดคุย’ทักษิณ’ ยันไม่มีเอื้อ

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 19.58 น.

“สมศักดิ์” แจงยิบ ปมวีโต้ มติแพทยสภา ระบุ ยึดข้อมูลคณะกรรมการสอบสวนฯ ลั่น ดันทุรังลงโทษแพทย์ไม่ได้ ยัน ไม่มีใบสั่ง ไม่กังวลผลที่ตามมา หลังถูกล่าชื่อยื่นถอดถอนรมต. ปัดเอื้อคดี “ทักษิณ” 13 มิ.ย.นี้

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 เวลา 18.00 น. ที่รัฐสภา นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีวีโต้มติแพทยสภาที่ให้ลงโทษแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับการพักรักษาตัวชั้น 14 ของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ในขั้นตอนของการร้องเรียน มีผู้ร้องเรียนแพทย์ทั้งสิ้น 4 คน โดยมีอนุคณะกรรมการ 3 ชุด คือ คณะอนุกรรมการจริยธรรม คณะอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม รวมถึงแพทยสภา ทั้งหมดทำหน้าที่เป็นขั้นตอน ทั้งนี้ ผู้ถูกร้องเรียน 4 คน ที่ถูกพิจารณาจากอนุกรรมการจริยธรรม ประกอบด้วย 1.นพ.วัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข 2.พญ.รวมทิพย์ สุภานันท์ 3.พล.ต.ท.นพ.โสภณรัชต์ สิงหจา 4.พล.ต.ท.นพ.ทวีศิลป์ เวชวิทารณ์ 
    
นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่ออนุกรรมการจริยธรรม รับพิจารณาแล้วบอกว่ามีมูล จึงส่งไปยังอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งผู้ถูกร้องที่ 1 ไม่มีความผิด ผู้ถูกร้องที่ 2 มีความผิดให้ว่ากล่าวตักเตือน ผู้ถูกร้องที่ 3 มีความผิดให้ภาคทัณฑ์ และผู้ถูกร้องที่ 4 ไม่มีความผิด แสดงให้เห็นว่าผู้ถูกร้องทั้ง 4 คน ได้รับการพิจารณาโทษแล้ว ซึ่งตนได้ใช้แนวทางข้อมูลส่วนใหญ่จากอนุกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในการพิจารณา แต่ในอนุกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม ตนได้ขอข้อมูลเพิ่มเติมไป 3 ครั้ง แต่ไม่ได้รับรายละเอียดกลับมา ตนจึงต้องพิจารณาตามข้อมูลที่มีอยู่ที่ได้ลงโทษไปครั้งแรก 

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนของ พญ.รวมทิพย์ ที่สั่งลงโทษด้วยข้อกล่าวหาว่าออกใบรับรองแพทย์ล่วงหน้าที่มีการตรวจร่างกายไว้ตั้งแต่ช่วงกลางวัน แต่การส่งตัวเกิดขึ้นตอนกลางคืน บอกว่าแพทย์ไม่มีอำนาจในการส่งตัว อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าในการพิจารณาเรื่อง ไม่ได้มีการพิจารณากฎหมายการส่งตัวของราชทัณฑ์ประกอบด้วย ซึ่งการส่งตัวนั้นเป็นอำนาจของผู้บัญชาการเรือนจำ  ตนจึงเห็นว่า เมื่อไม่นำเรื่องนี้มาพิจารณาอย่างครบถ้วน จึงเห็นสมควรว่า ต้องยกประโยชน์ให้ผู้ถูกร้อง

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ส่วนผู้ถูกร้องที่ 3 ที่บอกว่ามีการให้สัมภาษณ์ 2 ครั้ง แต่ไม่มีมีการพูดคำว่า ผู้ป่วยอยู่ในภาวะวิกฤติ ตนพยายามหาข้อมูลก็ไม่พบ มีการเพียงการสัมภาษณ์ว่าอาการหนัก น่าเป็นห่วง และการสัมภาษณ์นั้นไม่ได้เตรียมตัว เป็นการสัมภาษณ์แบบไม่ทันตั้งตัว ซึ่งผู้ถูกร้องเป็นนายแพทย์ใหญ่ได้รับรายงานข้อมูลอาการตอนตรวจ กับตอนสัมภาษณ์แตกต่างกัน แต่ไม่มีการพูดถึงคำว่าวิกฤติแต่อย่างใด ซึ่งน่าเสียดายที่ตนไม่ได้รับข้อมูลจากอนุกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม ของแพทยสภา จึงพิจารณาตามที่มี ดังนั้น เห็นว่าควรยกประโยชน์ผู้ถูกร้อง

ขณะที่ผู้ถูกร้องที่ 4 ที่เขียนความเห็นแพทย์นั้น เขียนเพียงว่าการรักษายังไม่เสร็จสิ้น ให้รักษาตัวต่อที่โรงพยาบาล แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นรพ.อะไร ซึ่งในส่วนนี้เป็นดุลพินิจของแต่ละคน ซึ่งผู้ถูกร้องรับทราบว่า ผู้ป่วยมีโรคประจำตัว 14 โรค รู้ถึงความซับซ้อนการรักษา อาจแตกต่างจากราชวิทยาลัย ที่รับรู้เพียงบางโรค การแสดงความเห็นแพทย์จึงไม่อาจเหมือนกันทั้งหมด ประกอบกับคณะอนุกรรมการสอบฯ สอบสวนแล้วเห็นว่าไม่มีความผิด ตนจึงเห็นตามตามควมเห็นของอนุกรรมการสอบสวนว่าไม่มีความผิด เพราะเสียงส่วนใหญ่ก็ให้เขาไม่ผิดแล้ว ตนจึงเห็นเป็นอย่างอื่นไม่ได้ 

เมื่อถามว่า จุดที่วีโต้ไปคือการเพิ่มในส่วนจริยธรรมใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อคณะกรรมการกลั่นกรองจริยธรรมมีมติออกมา คณะแพทยสภาก็มีการประชุมหลังจากนั้น ซึ่งตนไม่มีรายละเอียด แต่ในส่วนคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ทั้งนี้ กรณีนี้มีข้อมูลเดียวกัน แต่มาตรฐานการลงโทษมีความแตกต่าง และมีการสร้างมาตรฐานใหม่ ซึ่งตนคิดว่าหากปล่อยให้มีมาตรฐานในการลงโทษแพทย์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ จะทำให้เดือดร้อนกันไปหมด ตนไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่น เว้นแต่ว่าแนวทางเหล่านี้ได้ปรับเปลี่ยนเป็นเหมือนเดิม ไม่อยากให้มีมาตรฐานใหม่ ทั้งนี้ หากการดำเนินการออกมาเป็นตามธรรมชาติ ก็จะไม่มีการออกมาโวยวาย 

เมื่อถามว่า ที่ระบุว่ามีการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นธรรมชาติ แสดงว่ามีการเมืองแทรกแซงใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่อยากให้มีการเคลื่อนไหว เพราะไม่เป็นไปตามธรรมชาติของแพทยสภา อย่างในอดีตที่ผ่านมา ตนก็ไม่ได้ยับยั้งอะไร เพราะไม่มีการร้องเรียน หรือร้องขอความเป็นธรรม เราเห็นว่าเมื่อไม่มีการติดใจก็ผ่าน แต่เมื่อมีการเข้ามาขอความเป็นธรรม เราก็ควรพิจารณา

นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ในส่วนคณะกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม ไม่ได้ให้ข้อมูลกับบอร์ดใหญ่ จึงต้องใช้ข้อมูลของคณะสืบสวนสอบสวนเป็นหลัก ซึ่งมีคนของแพทยสภาและคนนอกเป็นคณะกรรมการรวม 5 คน 

เมื่อถามว่า หากในวันที่ 12 มิถุนายน ยึดมติเดิม จะทำให้รัฐมนตรีหมดความน่าเชื่อถือหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ความน่าเชื่อถือไม่ได้อยู่ตรงนี้ เพราะตนไม่ได้พิจารณาโดยลำพัง มีนักกฎหมาย และมีแนวทางปฏิบัติแพทยสภา ที่มีแพทย์เป็นที่ปรึกษาช่วยกันดู หากดูแล้วส่วนไหนที่ก้ำกึ่ง ก็คิดว่าสามารถยกประโยชน์ให้กับผู้ถูกกร้องได้ เช่นหากเสียงส่วนใหญ่ให้พ้นผิดแล้วยังจะมาลงโทษ จะถือว่าโหดร้ายเกินไปหรือไม่ ตนทำไม่ได้ ดังนั้นเมื่อน้ำหนักออกมาเช่นนี้ ตนก็ไม่สามารถดันทุลังไปทำโทษได้ เพราะไม่ใช่นิสัยตน 

เมื่อถามถึงกรณีที่แพทย์รวมตัวกันเพื่อที่จะมาถอดถอนตนเองออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่น่าเป็นห่วง ไม่เป็นไร เพราะตนเป็นนักการเมืองมาตั้งแต่ปี 2524 จนถึงวันนี้ 44 ปีแล้ว ใช้เวลากับการเมืองมานาน ดังนั้นไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ไม่เป็นไร 

เมื่อถามว่า แสดงว่าพร้อมออกจากตำแหน่งใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า เป็นคนที่มีความพร้อม ไม่ตระหนกตกใจอะไรทั้งสิ้น เพราะถือว่าทำดีที่สุดและตรงไปตรงมา มีเหตุผล ไม่มีเอ็นเอียง และไม่ได้ทำอะไรเสียหาย เป็นการปกป้องงานด้านนี้ เพื่อให้มีมาตรฐานของการทำโทษคนที่มีสติปัญญาอย่างแพทย์ ควรได้ใช้ความรู้ความสามารถ สติปัญญา ทำประโยชน์ให้ประชาชนอย่างสูงสุด 

เมื่อถามว่า หากมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จะถือว่านายสมศักดิ์ มีความผิด มาตรา 157 หรือไม่ นายสมศักดิ์ อุทานว่าโอ้ และกล่าวว่า อันนี้บางครั้งการประชุมก็อาจจะมีคำพูดคำจา วิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการล็อบบี้หรือไม่ ซึ่งส่วนตัวคิดว่าถ้าทำงานให้กับรัฐ เชื่อว่าทุกคนที่เป็นนักการเมือง หรือเป็นคณะกรรมการต่างๆ ที่มีผลกับการลงโทษคนอื่น ก็ย่อมถูกจับจ้องเป็นธรรมดา ดังนั้นหากไม่สามารถเป็นกลางหรือตอบคำถามได้ ก็จะเดินลำบาก 

เมื่อถามว่า มีการมองว่าเป็นการเปิดศึกกับแพทยสภา นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่จริง แพทย์ทั่วประเทศหากอยู่ในวิชาชีพ ก็จะรู้ว่าตนออกมาปกป้องในส่วนของอัตราโทษที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าไปเพิ่มอัตราโทษ ตนเองถือว่าทำถูกต้องแล้ว ไม่ตื่นเต้น และไม่คิดอะไรมากว่าจะเป็นการต่อสู้กับแพทย์ทั่วประเทศหรือไม่ 

เมื่อถามว่า ยอมรับกับผลที่ตามมาหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไรจะตามมาหรอก 

เมื่อถามย้ำว่า เรื่องนี้เอาอยู่ใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อย่าไปคิดมาก เพราะแพทย์ถือว่าเป็นผู้มีสติปัญญาที่ดี ไม่ทำให้บ้านเมืองเสียหายหรอก ยอมรับว่าตนไม่ได้เชื่อคณะที่ปรึกษาที่ตั้งขึ้นมา ที่ใช้เวลาเพียงเพียงแค่ 7 วัน ตนดูคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ซึ่งทำงานมาถึง 4 เดือน ซึ่งเป็นของแพทยสภาชุดที่สอง

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า นายสมศักดิ์ตั้งคณะกรรมการ และใช้เวลาพิจารณาเพียงไม่กี่วัน นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ตนมีเวลาแค่ 15 วัน แต่ในส่วนคณะกรรมการกลั่นกรองจริยธรรม ใช้เวลาพิจารณาไม่ถึงวัน อันไหนร้อนแรงกว่ากัน

เมื่อถามว่า การที่นายสมศักดิ์วีโต้แพทยสภา ค้านสายตาสังคม และมีการตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องนี้มีใบสั่ง นายสมศักดิ์ กล่าวว่า การวีโต้ หากไม่มีข้อมูลก็วีโต้ไม่ได้ และข้อมูลที่นำมา ก็ไม่ใช่ข้อมูลใหม่ เราตัดสินจากข้อมูลที่มีอยู่ หากมีแบบนี้ เราก็ไม่ได้ตัดสินเป็นอย่างอื่น หากมีข้อมูลแบบนี้ แล้วตัดสินเป็นอย่างอื่น เราก็ผิด และจะมีปัญหา เพราะฉะนั้น ต้องไปดูว่าข้อมูลที่ได้มาครบถ้วนแค่ไหน เราตัดสินบนข้อมูลและอำนาจหน้าที่ของสภานายกพิเศษ 

เมื่อถามย้ำว่า สรุปแล้วมีใบสั่งหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่มี จะมาสั่งผมได้อย่างไร” 

เมื่อถามว่า ไม่ได้ทำเพื่อเอื้อคดีของนายทักษิณในวันที่ 13 มิถุนายนนี้ใช่หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวสั้นๆ ว่า “ไม่มี”

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายทักษิณในเรื่องนี้หรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้คุย มีแต่พูดถึงเรื่องคลิปหลุดในไลน์