ถกครม.นัดพิเศษ เงียบเหงา รมต.ประชุมบางตา ไร้เงา‘ก๊วนรมต.กล้าธรรม-สุชาติ ชมกลิ่น’

ถกครม.นัดพิเศษ เงียบเหงา รมต.ประชุมบางตา ไร้เงา‘ก๊วนรมต.กล้าธรรม-สุชาติ ชมกลิ่น’

ถกครม.นัดพิเศษ เงียบเหงา รมต.ประชุมบางตา ไร้เงา‘ก๊วนรมต.กล้าธรรม-สุชาติ ชมกลิ่น’

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

‘ภูมิธรรม’ถกครม.นัดพิเศษ เงียบเหงา รมต.ประชุมบางตา ไร้เงา‘ก๊วนรมต.กล้าธรรม-สุชาติ ชมกลิ่น’ จับตาตั้ง‘หมอมิ้ง’นั่งเลขานายกฯ

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 30 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีและรักษาการรองนายกฯ และรักษาการรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) โดยมีวาระสำคัญคือ การแต่งตั้งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยมีชื่อนพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกฯ ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี

นอกจากนี้ยังมี คำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรมต.ประจำสำนักนายกฯ ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี  และคำสั่งมอบหมาย และมอบอำนาจให้รองนายกฯ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ รองประธานกรรมการ และประธานในคณะกรรมการต่างๆ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการประชุมครม.นัดพิเศษเป็นไปอย่างเงียบเหงา บรรดารัฐมนตรีเข้าร่วมประชุมบางตา โดยมีรัฐมนตรีแจ้งลาการประชุม 4 คน คือ 1.นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ  2.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สธ. 3.นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.คลัง 4. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ 5.นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.เกษตรและสหกรณ์ 6. นายอัครา พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ และ 7.นายสุชาติ ตันเจริญ รมต.ประจำสำนักนายกฯ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐมนตรีในส่วนของพรรคกล้าธรรม(กธ.) ทั้งนางนฤมล , นายอรรถกร และนายอัครา นอกจากนี้ ยังมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รมช.พาณิชย์ และแกนนำกลุ่ม 18 ไม่ได้เข้าร่วมประชุมครม.ด้วย

‘บิ๊กเล็ก’ยัน! รบ.รักษาการ ไม่กระทบงานป้องกันประเทศ กลาโหมมอบอำนาจใช้กำลังไว้แล้ว

'บิ๊กเล็ก'ยัน! รบ.รักษาการ ไม่กระทบงานป้องกันประเทศ กลาโหมมอบอำนาจใช้กำลังไว้แล้ว

‘บิ๊กเล็ก’ยัน! รบ.รักษาการ ไม่กระทบงานป้องกันประเทศ กลาโหมมอบอำนาจใช้กำลังไว้แล้ว

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.56 น.

“บิ๊กเล็ก” ยัน รบ.รักษาการ ไม่กระทบงานความมั่นคงป้องกันประเทศ เหตุกลาโหม มอบกฎการใช้กำลังไว้แล้ว

30 สิงหาคม 2568 เมื่อเวลา 10.05 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีรัฐบาลรักษาการ จากกระทบกับงานชายแดนหรือไม่ ว่า เรื่องป้องกันประเทศไม่มีผล เนื่องจากคำสั่งกระทรวงกลาโหม มีการมอบอำนาจกฎการใช้กำลังไว้แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร

เมื่อถามย้ำว่า หากรัฐบาลสิ้นสภาพโดยสิ้นเชิง จะกระทบกับการทำหน้าที่ของศูนย์ เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตัว ศบ.ทก.ต้องรอหารือที่ประชุม แต่ในเรื่องงานป้องกันประเทศ หรือปกป้องอธิปไตย ขอสื่อมวลชนและประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง เพราะ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) มอบอำนาจไปแล้วว่า เหตุการณ์ตรงไหนเป็นอย่างไร สามารถทำอะไรได้บ้าง เพราะฉะนั้นการป้องกันประเทศไม่มีปัญหา สามารถตัดสินใจได้เลย เพราะมีคำสั่งมอบอำนาจชัดเจนอยู่แล้ว

พล.ณัฐพล กล่าวว่า นโยบายไม่เปลี่ยนอยู่แล้ว ตอนนี้คงไม่มีใครมาเปลี่ยนนโยบาย ขณะเดียวกัน หากเกี่ยวกับการใช้กำลังป้องกันประเทศเพื่อปกป้องชายแดน กัมพูชาจะทำอะไรเราก็พร้อมทุกอย่าง ยืนยันว่าพร้อมเหมือนเดิม แต่ที่จะต้องรอความชัดเจน คือนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รวมถึงกิจกรรมอื่นที่เกี่ยวข้อง ย้ำว่า เรื่องการป้องกันชายแดน และการใช้กำลังป้องกันประเทศไม่มีปัญหา สบายใจได้

เมื่อถามว่า นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ส่งสัญญาณอะไรในส่วนของพรรคหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่มี ตนยังไม่ได้รับสัญญาณอะไร เพราะปกติตนไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวงานในพรรค ไปเฉพาะวาระการประชุม นอกจากนั้นไม่ทราบ

‘เดชอิศม์’ลั่น‘ประชาธิปัตย์’100% จับมือ‘เพื่อไทย’ไปต่อ

‘เดชอิศม์’ลั่น‘ประชาธิปัตย์’100% จับมือ‘เพื่อไทย’ไปต่อ

‘เดชอิศม์’ลั่น‘ประชาธิปัตย์’100% จับมือ‘เพื่อไทย’ไปต่อ

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.51 น.

‘เดชอิศม์’ลั่น‘ปชป.’100% จับมือร่วม‘รัฐบาลเพื่อไทย’ไปต่อ รับขั้วตรงข้ามทาบทาม

เมื่อเวลา 09.50 น.วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เปิดถึงจุดยืนในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า “ยังหนึ่งเดียว”

เมื่อถามว่า มีการติดต่อมาจากขั้วตรงข้ามบ้างหรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า มีบ้าง

เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันจะยังคงอยู่กับฝั่งพรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายเดชอิศม์ กล่าวว่า อยู่ฝั่งนี้100เปอร์เซ็นต์ทั้งหมด100เปอร์เซ็นต์

จับตารับเงื่อนไข‘ปชน.’แล้วเปลี่ยนทีหลัง ‘พท.-ภท.’ชิงความได้เปรียบก่อนเลือกตั้ง

จับตารับเงื่อนไข‘ปชน.’แล้วเปลี่ยนทีหลัง ‘พท.-ภท.’ชิงความได้เปรียบก่อนเลือกตั้ง

จับตารับเงื่อนไข‘ปชน.’แล้วเปลี่ยนทีหลัง ‘พท.-ภท.’ชิงความได้เปรียบก่อนเลือกตั้ง

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.41 น.

‘นักวิชาการธรรมศาสตร์’เชื่อแม้‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’จะประกาศรับเงื่อนไข‘พรรคประชาชน’ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงได้หลังเป็นรัฐบาลแล้ว ชี้ทุกพรรคต้องการอยู่ยาวและไม่จริงจังเรื่อง‘แก้รัฐธรรมนูญ’ แต่หวังใช้อำนาจควบคุมกลไกรัฐ-ช่วงชิงงบปี69 ‘ลด-แลก-แจก-แถม’สร้างคะแนนนิยม มั่นใจรัฐบาลอายุสั้น เหตุไร้เสถียรภาพคุมเสียง ระบุ‘ภูมิธรรม’ไม่มีอำนาจยุบสภา-หากทำตอนนี้‘เพื่อไทย’เจ็บหนักสุด

30 สิงหาคม 2568 ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ทางการเมืองหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้ทั้งพรรคเพื่อไทยและภาคภูมิใจไทยพยายามช่วงชิงการเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาล โดยพบว่าทั้งสองพรรคได้ตอบรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน (ปชน.) ไม่ว่าจะเป็นการยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน การจัดให้มีการออกเสียงประชามติและแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อปูทางไปสู่การเป็นรัฐบาล แต่เมื่อเป็นรัฐบาลได้แล้วทุกพรรคย่อมต้องการที่จะอยู่ในอำนาจให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้นสิ่งที่เคยรับปากไว้ก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอด เช่นเดียวกันกับที่เคยเกิดขึ้นต่อกรณีการฉีกบันทึกความเข้าใจ (MOU) เมื่อปี 2566 พรรคก้าวไกลในขณะที่กำลังพยายามจัดตั้งรัฐบาลและเกิดการข้ามขั้วในที่สุด

“การตอบรับเงื่อนไขเหล่านี้ โดยเฉพาะเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการต่อรองกันทางการเมืองเท่านั้น เพราะรูปธรรมที่เกิดขึ้นมาโดยตลอดกว่าสองปีที่ผ่านมาคือ มีเพียงพรรคประชาชนที่เอาจริงเอาจังกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะที่พรรคเพื่อไทยติดอยู่แค่ขั้นตอนของการตีความ และพรรคภูมิใจไทยก็แทบมองไม่เห็นการขับเคลื่อนเหล่านี้ จึงไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นเพราะยังไม่เห็นเจตจำนงที่จะผลักดันร่วมกันโดยถ้วนหน้าจากทุกฝ่ายทางการเมือง” ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวต่อไป รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นจะมีอายุสั้นมาก เนื่องจากเสถียรภาพทางการเมือง เสียงมีความกระจัดกระจาย ไม่ว่าขั้วไหนก็คงไม่สามารถคุมเสียงได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ถึงแม้ว่าระยะเวลาจะสั้นแต่ก็เพียงพอที่จะเข้าควบคุมกลไกรัฐได้ทั้งหมด จึงเป็นผลดีต่อการเลือกตั้งในอนาคต ไม่ว่าพรรคไหนก็อยากเลือกตั้งตอนที่ตัวเองอยู่ในอำนาจ

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือทั้งเพื่อไทยและภูมิใจไทย หวังจะออกนโยบายลดแลกแจกแถม เพื่อนำไปสู่การหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งถัดไป เพราะรู้ว่าอายุรัฐบาลใหม่เหลือไม่มาก ส่วนตัวคิดว่ากว่าที่รัฐบาลใหม่จะเข้าทำงานได้ก็คงเป็นช่วงปลายเดือน ก.ย. หรือ ต้นเดือน ต.ค. นี้ ซึ่งทันพอดีกับการประกาศใช้ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปี 2569 และหลังจากนั้นจะเป็นช่วงเวลาของการเบิกจ่ายทำผลงานสร้างคะแนนนิยมกันอย่างแน่นอน” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวอีกว่า หากเกิดการยุบสภาขึ้นในเวลานี้ ผู้ที่บาดเจ็บหนักที่สุดคือพรรคเพื่อไทย เพราะนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ได้ทำให้ความไว้วางใจของประชาชนสูญสิ้น และโพลคะแนนความนิยมของรัฐบาลก็ตกต่ำเป็นประวัติการณ์ ยังไม่นับว่านโยบายเรือธงจำนวนมากก็ไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างที่ให้ความหวังไว้

สำหรับข้อถกเถียงเรื่องอำนาจของ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี จะมีอำนาจในการยุบสภาหรือไม่ ส่วนตัวเชื่อว่าไม่สามารถยุบได้ เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ให้นายกรัฐมนตรีถวายคำแนะนำให้พระมหากษัตริย์ทรงตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา ซึ่งตอนนี้เราไม่มีนายกฯ แต่มีผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกฯ คำถามแบบหลักรัฐศาสตร์เบื้องต้นเลยก็คือ คำว่านายกรัฐมนตรีกับผู้ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี มีอำนาจเทียบเท่ากันหรือไม่ มากไปกว่านั้นคือยังไม่เคยมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน ที่รักษาการนายกฯ จะมาดำเนินการยุบสภา และเมื่อสืบค้นต่อไปว่าเคยมีประเทศไหนในโลกหรือไม่ที่เป็นประชาธิปไตยแบบรัฐสภาและมีรักษาการนายกฯ ยุบสภาในช่วงการเมืองอยู่ในสภาวะสุญญากาศ ก็ยังค้นไม่เจอ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ยังกล่าวต่อไปอีกว่า กลไกที่ฝังเอาไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2560 ได้เปิดช่องให้เกิดสิ่งที่เรียกว่านิติสงครามเพื่อใช้กฎหมายเล่นงานฝ่ายตรงข้าม หนึ่งในนั้นคือความผิดเรื่องการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงที่ตีความได้กว้างขวาง และส่วนตัวกล้ายืนยันว่า น.ส.แพทองธาร จะไม่ใช่รายสุดท้ายที่โดนแต่จะมีเพิ่มเข้ามาอีก เพราะได้เล็งเห็นถึงอิทธิฤทธิ์ของความผิดฐานนี้แล้วว่าสามารถทำให้นายกรัฐมนตรีต้องหลุดออกจากตำแหน่งได้ง่ายๆ ถึงสองคน และนี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ได้ออกแบบไว้ ซึ่งทำให้ศักยภาพทางการเมืองของสังคมไทยเกิดความไม่แข็งแรง จนทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีเสถียรภาพเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาระยะยาวให้กับประเทศได้

ประชาชนรอดู‘รัฐบาลใหม่’ ได้รมต.เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือแค่‘โควตา’คนเดิมตำแหน่งใหม่

ประชาชนรอดู‘รัฐบาลใหม่’ ได้รมต.เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือแค่‘โควตา’คนเดิมตำแหน่งใหม่

ประชาชนรอดู‘รัฐบาลใหม่’ ได้รมต.เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือแค่‘โควตา’คนเดิมตำแหน่งใหม่

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.11 น.

ประชาชนรอดู‘รัฐบาลใหม่’ ได้รมต.เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือแค่‘โควตา’คนเดิมตำแหน่งใหม่

30 สิงหาคม 2568 นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา (สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า…

เราจะได้รัฐมนตรีที่เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรือหน้าเดิมคนเดิมตำแหน่งใหม่

ประเทศไทยรอดู!

เมื่อวานเป็นวันประวัติศาสตร์อีกวันหนึ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ ๖:๓ ให้นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สองของประเทศไทยขาดคุณสมบัติความเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งหมดหลุดจากตำแหน่งไปด้วย

การเมืองไทยคึกคักเหมือนวันประกาศผลเลือกตั้ง พรรคการเมืองต่าง ๆ วิ่งจับขั้วหาพรรคแนวร่วม ก่อร่างสัญญา เดี๋ยวสักพักอาจจะมีการเซ็น MOU ให้เห็นกันอีก

ประเด็นสำคัญที่ผมฝันคือ พรรคการเมืองร่วมพูดคุยกันว่า

“จะทำอย่างไรให้ประเทศไทยดีกว่านี้

ให้ประชาชนอยู่ดีมีความสุขขึ้น

พืชผลทางการเกษตรมีราคาพอเลี้ยงปากท้องเกษตรกร

ลดการฉ้อราษฎร์บังหลวง คอรัปชั่น เลิกกินส่วนต่าง

เลิกงบต้อนรับจัดงาน event รับรัฐมนตรี เป็นต้น”

แทนที่จะคุยกันว่า

“พรรคไหนจะเอากี่ตำแหน่ง

สส.กี่คนได้โควตารัฐมนตรีเท่าไหร่

ฉันจะได้อะไรบ้างจากการยกมือให้ในครั้งนี้”

ประชาชนและผมจะรอดูครับว่า หน้าตารัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร?

ท่านจะใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเป็นรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาประเทศ

หรือจะได้รัฐมนตรีหน้าเดิมคนเดิมตำแหน่งใหม่ จากระบบโควตา ที่มาจากการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

ขอให้ฝันของผมและประชาชนเป็นจริงซัก ๔ เดือนเถอะครับท่าน สส. ผู้ทรงเกียรติ

นพ.วีระพันธ์ โพสต์ด้วยว่า “ประชาชนจับตา! ขอรัฐมนตรีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 4 เดือนเพื่อบริหารประเทศ ไม่เอารัฐมนตรีหน้าเดิมจากระบบโควต้านะครับท่าน สส. ใครเห็นด้วยช่วยกันแชร์ครับ”

เจ็บจี๊ดๆ!‘หมอวรงค์’เหน็บดีใจกว่า‘อิ๊งค์’ไม่รอด ก็‘ภูมิธรรม’หลุดด้วย

เจ็บจี๊ดๆ!‘หมอวรงค์’เหน็บดีใจกว่า‘อิ๊งค์’ไม่รอด ก็‘ภูมิธรรม’หลุดด้วย

เจ็บจี๊ดๆ!‘หมอวรงค์’เหน็บดีใจกว่า‘อิ๊งค์’ไม่รอด ก็‘ภูมิธรรม’หลุดด้วย

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.50 น.

เจ็บจี๊ดๆ!‘หมอวรงค์’เหน็บดีใจกว่า‘อิ๊งค์’ไม่รอด ก็‘ภูมิธรรม’หลุดด้วย

30 สิงหาคม 2568 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “วรงค์ เดชกิจวิกรม – Warong Dechgitvigrom” ระบุว่า “คนไทยดีใจที่อุ๊งอิ๊งไม่รอด ที่ดีใจมากกว่า คือ ภูมิธรรมต้องหลุดด้วย แม้ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ แต่อำนาจลดลง”

คลี่มติ‘ศาลรธน.’ วินิจฉัยชัดๆ‘อิ๊งค์’ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

คลี่มติ‘ศาลรธน.’ วินิจฉัยชัดๆ‘อิ๊งค์’ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

คลี่มติ‘ศาลรธน.’ วินิจฉัยชัดๆ‘อิ๊งค์’ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.35 น.

คลี่มติ‘ศาลรธน.’ วินิจฉัยชัดๆ‘อิ๊งค์’ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

30 สิงหาคม 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกแพทองธารพ้นจากตำแหน่ง

ในที่สุด วันแห่งประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ก็เดินทางมาถึง หลังจากนี้อีกไม่กี่ชั่วโมง ก็จะผ่านพ้นไป อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ผู้คนในสังคมไทยก็ค่อยๆ ลืมเลือนวันนี้ไป คงเหลือไว้แต่ความดีและความชั่วให้ผู้คนได้จดจำ

ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยด้วยมติ 6:3 ว่า นายกแพทองธารเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568

รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เว้นแต่นายกแพทองธารจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ (ต้องห้ามตามาตรา 168 (1) ตอนท้าย)

ผู้เขียนมีข้อสังเกตและความเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังนี้

1) หากอ่านคำวินิจฉัยคดีนี้ให้ละเอียดจะพบว่า

ตุลาการทั้ง 9 เห็นว่า แพทองธารฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม โดย 6 เสียงเห็นว่า ฝ่าฝืนอย่างร้ายแรง ส่วนอีก 3 เสียงเห็นว่า ฝ่าฝืนไม่ร้ายแรง

ในฝ่ายตุลาการเสียงข้างมาก 6 เสียง มี 4 เสียงเห็นว่า แพทองธารขาดทั้งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขณะที่อีก 2 เสียงเห็นว่า ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอย่างเดียว ไม่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

2) ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในตอนท้ายว่า การกระทำของแพทองธารที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุน เซน ไม่ใช่เทคนิคการเจรจาตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบและระมัดระวัง

เมื่อแพทองธารมีประโยชน์ส่วนตนคือคะแนนนิยมและเสถียรภาพของรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แพทองธารกลับไม่คำนึงถึงและยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง

การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอนหรือทำให้เสียหายซึ่งเกียรติภูมิและเกียรติของนายกรัฐมนตรีและประเทศไทย ทำให้ประชาชนขาดความภาคภูมิใจและความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ มีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แพทองธารฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหลายข้อ เช่น ข้อ 6 (ไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ) ข้อ 7 (ถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ) และข้อ 8 (ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต)

เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้ จึงต้องถือว่า แพทองธารขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) อยู่ในตัว จะกลายเป็นฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามมาตรา 160 (5) อย่างเดียว  โดยไม่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามความเห็นของตุลาการ 2 เสียง ได้อย่างไร

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ

เปรียบ‘สามก๊ก’! จับตา‘ทักษิโฉ-เพื่อไทย’ชักดาบสุดท้าย ตายตกไปตามกัน

เปรียบ‘สามก๊ก’! จับตา‘ทักษิโฉ-เพื่อไทย’ชักดาบสุดท้าย ตายตกไปตามกัน

เปรียบ‘สามก๊ก’! จับตา‘ทักษิโฉ-เพื่อไทย’ชักดาบสุดท้าย ตายตกไปตามกัน

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.17 น.

เปรียบ‘สามก๊ก’! จับตา‘ทักษิโฉ-เพื่อไทย’ชักดาบสุดท้าย ตายตกไปตามกัน

30 สิงหาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบุติ อดีต สส.พัทลุง โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “อำนาจในการยุบสภา คือดาบสุดท้ายของพรรคเพื่อไทย”

นายนิพิฏฐ์ โพสต์อีกว่า “โจโฉ ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก แต่ไม่ยอมให้โลกทรยศ”

ภาพที่ สส.แตกกระสานซ่านเซ็นออกจากพรรคเดิม มาสวามิภักดิ์คุณอนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ไม่ต่างกับการทรยศหรือหักหลังพรรคร่วมรัฐบาลเดิม

หากเปรียบเหมือนวรรณกรรม “สามก๊ก” ก็เหมือน “โจโฉ” ที่ยอมสังหารทุกคน เพื่อแผนในการฆ่า “ตั๋งโต๊ะ” ดังคำกล่าวของยาขอบ ที่ว่า “ผู้ยอมทรยศคนทั้งโลก ดีกว่าให้คนทั้งโลกทรยศ”

หากเปรียบการเมืองตอนนี้ คุณทักษิณ ชินวัตร ก็เปรียบเหมือนโจโฉ ที่กำลังถูกทรยศจาก สส.พรรคร่วมรัฐบาลเดิม อยู่ที่ “ทักษิโฉ” คนนี้จะยอมถูกทรยศหรือไม่ หากไม่ยอมถูกทรยศ ก็เพียงชักกระบี่ และ แสดงอานุภาพแห่งกระบี่ดาบสุดท้าย

“ยุบสภา” ให้ตายตกไปตามกัน

ก็ต้องดูว่า “ทักษิโฉ” จะชักกระบี่สังหารหรือไม่

ผ่าเกมชิงตั้งรัฐบาล!‘อนุทิน’เป็นต่อหลายขุม จับตา‘ทักษิณ’ดีลพลิกสถานการณ์

ผ่าเกมชิงตั้งรัฐบาล!‘อนุทิน’เป็นต่อหลายขุม จับตา‘ทักษิณ’ดีลพลิกสถานการณ์

ผ่าเกมชิงตั้งรัฐบาล!‘อนุทิน’เป็นต่อหลายขุม จับตา‘ทักษิณ’ดีลพลิกสถานการณ์

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.50 น.

ผ่าเกมชิงตั้งรัฐบาล!‘อนุทิน’เป็นต่อหลายขุม จับตา‘ทักษิณ’ดีลสำคัญพลิกสถานการณ์

30 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า…

เกมชิงตั้งรัฐบาล “อนุทิน” เป็นต่อหลายขุม

หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไป ทำให้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีว่างลง มีการแย่งชิงกันจัดตั้งรัฐบาล มีการเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคักใน 2 ขั้ว คือ ขั้วอำนาจเดิมของพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล กับขั้วใหม่ของพรรคภูมิใจไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกุล เคลื่อนไหวเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

การเคลื่อนไหวของพรรคภูมิใจไทยได้ดำเนินการแบบลับๆเงียบๆ เดินเกมใต้ดินมาตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งช่วงนั้นเหมือนกับเกิดสุญญากาศทางการเมือง ทำให้ผู้นำจิตวิญญาณหรือครูใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถนัดเดินเกมใต้ดิน ประสานงานจับมือกันเปลี่ยนขั้วรัฐบาล

จนใกล้ถึงวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย คือวันที่ 29 สิงหาคม จึงปรากฏภาพความเคลื่อนไหวทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกุล โพสต์เฟซบุ๊กภาพกับบุคคลสำคัญหลายคน ซึ่งเป็นการแสดงสัญญาณว่า นายอนุทินพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่

การเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ได้ดำเนินการมาจนถึงคืนวันที่ 28 สิงหาคม ก่อนวันศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย1วัน มีกระแสข่าวว่า นายอนุทินได้รวมเสียงสนับสนุนได้ถึง 270 เสียง เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธารพ้นจากตำแหน่งไป นายอนุทินก็เดินเกมชิงธงนำ ประสานงานจัดตั้งรัฐบาลทันที คือการไปพบกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้รับเงื่อนไขข้อเสนอของพรรคประชาชนทุกข้อ

การเคลื่อนไหวไปพบกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานพรรคกล้าธรรม ซึ่งได้ประสานงานอย่างลับๆมาก่อน จนมีความมั่นใจว่า เสียงสนับสนุนของขั้วพรรคภูมิใจไทยมากกว่าขั้วพรรคเพื่อไทย ซึ่งแกนนำพรรคเพื่อไทย โดยนายภูมิธรรม เวชยชัย ได้นั่งแถลงข่าวพรรคร่วมรัฐบาลเดิม แต่ขาดพรรคกล้าธรรม และกลุ่มส.ส.สุชาติ ชมกลิ่น ทำให้ขั้วของพรรคเพื่อไทย มีเสียงไม่เพียงพอ รวมทั้งตัวบุคคลที่จะชูขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ไม่ชัดเจน นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ยังเป็นปัญหาเจ้าตัวไม่มีความมั่นใจ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขั้วพรรคเพื่อไทยไม่มีความพร้อมในการชิงจัดตั้งรัฐบาล

เกมการจัดตั้งรัฐบาลจึงตกอยู่ในขั้วของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทินจึงเป็นต่อพรรคเพื่อไทย เว้นแต่ในช่วงวันหยุดนี้ นายทักษิณจะพลิกเกมการเมือง มีข้อต่อรองใหม่ หรือสร้างเงื่อนไขใหม่เปิดดีลใหม่ จนทำให้เสียงสนับสนุนเทมายังขั้วพรรคเพื่อไทย

เมื่อถึงวันนั้นอาจเป็นไปได้ ถ้าเกมที่นายทักษิณ จะพลิกด้วยการล็อบบี้ให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรีขัดตาทัพ เป็นนายกรัฐมนตรีคนกลาง เมื่อถึงจุดนั้นอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นของพรรคเพื่อไทยเหมือนเดิมก็ได้

‘พปชร.’ทุบเปรี้ยง‘เพื่อไทย’ขาดความชอบธรรม ดึงดันตั้ง‘รัฐบาลใหม่’ก็แก้ปัญหาไม่ได้

‘พปชร.’ทุบเปรี้ยง‘เพื่อไทย’ขาดความชอบธรรม ดึงดันตั้ง‘รัฐบาลใหม่’ก็แก้ปัญหาไม่ได้

‘พปชร.’ทุบเปรี้ยง‘เพื่อไทย’ขาดความชอบธรรม ดึงดันตั้ง‘รัฐบาลใหม่’ก็แก้ปัญหาไม่ได้

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.26 น.

‘พปชร.’เห็นว่า‘พรรคเพื่อไทย’ขาดความชอบธรรม การยอมรับจากพี่น้องประชาชนในการบริหารประเทศต่อไป หากจัดตั้ง‘รัฐบาลใหม่’ก็จะแก้ปัญหาที่มีอยู่ไม่ได้

30 สิงหาคม 2568 พล.ต.ท.ปิยะ ต๊ะวิชัย โฆษกพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดและ มีคำพิพากษาว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง และให้พ้นตำแหน่งนายกฯ กรณีคดีคลิปเสียงฮุน เซน และทางพรรคเพื่อไทย พยายามรวมพรรคการเมืองต่างๆเพื่อจัดตั้งรัฐบาล กรณีดังกล่าวเห็นว่า พรรคเพื่อไทยขาดความชอบธรรม และการยอมรับจากพี่น้องประชาชนในการบริหารประเทศต่อไปแล้ว

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ชัดว่า การกระทำของ น.ส.แพทองธารฯ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงผลประโยชน์ประเทศชาติ ทำให้เกียรติภูมิของประเทศ และนายกฯเสียหาย ทำให้ประชาชนคนไทยเสียหาย ขาดความภูมิใจ ขาดความไว้วางใจนายกฯ ไม่พิทักษ์เกียรติภูมิ รักษาประโยชน์ชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว อันเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง หากพรรคเพื่อไทยยังคงขืนดึงดันพยายามจัดตั้งรัฐบาล โดยพยายามเสนอชื่อนายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็จะไม่ได้รับการยอมรับจากประขาชน   และปัญหาที่คงเป็นปัญหาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งของตระกูลชินและตระกูลฮุน  อันนำไปสู่ปัญหาการสู้รบและความสูญเสียกำลังพลฝ่ายทหารและชีวิตประชาชนทั้งสองประเทศ ก็ยังคงคาราคาซังและไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างเด็ดขาด

“ความสูญเสียของพี่น้องทหารหาญ  ที่พวกเขายอมสละชีวิต ยอมขาขาดพิการ เพราะเพื่อต้องการรักษาประเทศชาติ  ไม่ใช่เพื่อรักษาประโยชน์ของครอบครัวคนหนึ่งคนใด นายกรัฐมนตรีคนต่อไปต้องไม่มาจากพรรคเพื่อไทย” หากนายชัยเกษม นิติสิริ ได้รับการเสนอชื่อ  ความไม่เชื่อมั่นในความสามารถในการบริหารงานที่มาจากรัฐบาลเพื่อไทย และการไม่ยอมรับของประชาชน เพราะยังถูกครอบงำจากตระกูลชินวัตรอยู่ดีที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยนำพาประเทศจมดิ่งสู่ความยากจน   ถูกจัดลำดับจาก Moody ที่ปรับระดับประเทศไทยลงต่ำสุด อีกทั้ง IMF และ World Bank ก็เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ต่ำกว่ากัมพูชา และ สปป.ลาว” โฆษก พปชร. กล่าว

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า การเคลื่อนไหวต่อต้านของคนเกือบทั้งประเทศ รวมถึงกลุ่มรวมพลังแผ่นดินปกป้องอธิปไตย ที่ยื่นข้อเรียกร้องในการเคลื่อนไหว 5 ข้อ ได้แก่

1. ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544

2. ยกเลิกโครงการเอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์

3. ยกเลิกการขายที่ดิน 99 ปี

4. ยกเลิกโครงการแลนด์บริดจ์ที่แอบซุกซ่อนที่ดินกว่า 3 แสนไร่ 99 ปี

5. ยกเลิกพ.ร.บ.ศูนย์กลางทางการเงินเพื่อสร้างสกุลเงินใหม่

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องส่วนใหญ่ล้วนเป็นนโยบายหรือเป็นการสร้างปัญหาของรัฐบาลเพื่อไทยเกือบทั้งนั้น โดยเฉพาะนายชัยเกษม นิติสิริ  ยังมีส่วนพัวพันกับการแก้ไข มาตรา 112 อีกด้วย   ตอนนี้  ประเทศต้องหาทางก้าวข้ามวังวนของปัญหาเพื่อพัฒนาประเทศต่อไป

“นอกจากนี้ พปชร.เตรียมติดตามผล การดำเนินคดี น.ส.แพทองธาร ซึ่งทางกองบัญชาการสอบสวนกลางได้รับคำร้องทุกข์ กรณีปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่ โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และข้อหาความมั่นคง และการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีผู้ร้องนั้น ทั้งนี้เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันองค์กรอยู่แล้ว ดังนั้น โอกาสที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. จะวินิจฉัยเป็นผลตรงกันข้ามกับศาลรัฐธรรมนูญเป็นไปได้ยากเว้นแต่จะมีคำอธิบายหรือเหตุผลที่ชัดเจน ถ้าคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่า น.ส. แพทองธารฯ มีการกระทำฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง  ก็จะต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาฯพิพากษาซึ่งที่ผ่านมาถ้าศาลฎีกาเห็นว่ามีความผิดจะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต” พล.ต.ท.ปิยะ กล่าว