ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ!‘อนุทิน’ลั่นพร้อมเป็น ‘นายกฯ’ ตั้งแต่ปี62 ‘ศักดิ์ดา’ หอบ 10 สส.เพื่อไทยข้ามขั้ว

ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ!‘อนุทิน’ลั่นพร้อมเป็น‘นายกฯ’ตั้งแต่ปี62 ‘ศักดิ์ดา’หอบ 10 สส.เพื่อไทยข้ามขั้ว

ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ!‘อนุทิน’ลั่นพร้อมเป็น‘นายกฯ’ตั้งแต่ปี62 ‘ศักดิ์ดา’หอบ 10 สส.เพื่อไทยข้ามขั้ว

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.55 น.

ผนึกตั้งรัฐบาลฝ่าวิกฤตชาติ! ‘อนุทิน’ลั่นพร้อมเป็น‘นายกฯ’มาตั้งแต่ปี62 มั่นใจเสียงเพียงพอตั้ง‘รัฐบาลเฉพาะกิจ’ ขอทำงานสร้างบ้านสร้างเมือง 4 เดือน แล้วคืนอำนาจให้ประชาชน ขณะที่‘เพื่อไทย’ยุ่งแล้ว ‘ศักดิ์ดา’เปิดหน้าพาสส.หนุนกว่า 10 เสียง เช่นเดียวกับ‘กลุ่มสุชาติ’เติม 16 เสียง

29 ส.ค.68 เวลา21.25น. ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังกลับจากเดินทางไปพูดคุยกับแกนนำพรรคประชาชน และแกนนำพรรคกล้าธรรม เพื่อขอเสียงสนับสนุนในการจัดตั้งรัฐบาล โดยมีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรี และอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์

นายอนุทิน กล่าวว่า วันนี้พวกเราซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้มารวมตัวกันเพื่อที่จะแสดงความพร้อมในการที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลชุดต่อไป เพื่อที่จะทำให้ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไข และคลี่คลายโดยเร็ว ทำให้การขับเคลื่อนของประเทศไทยที่รักของเราได้เดินหน้าต่อไปโดยไม่มีการหยุดชะงัก วันนี้หลังจากที่ตนได้รับทราบเงื่อนไขที่ทางพรรคประชาชน ได้แจ้งให้กับพี่น้องประชาชนได้รับทราบแล้ว ว่าในการที่จะขอรับการสนับสนุนจากพรรคประชาชนให้ไม่เกิดช่องว่างในการบริหารราชการแผ่นดินนั้น เราทั้งหมดในที่นี้รับทราบเงื่อนไขของพรรคประชาชน ซึ่งได้มีการหารือพูดคุยกัน และมีการชี้แนะแนวทางมอบให้ตนหารือกับพรรคประชาชนเมื่อหัวค่ำที่ผ่านมา ซึ่งทางพรรคประชาชนได้รับทราบเจตนารมณ์ของพวกเราทุกคน และเงื่อนไขของพรรคประชาชนพวกเราทุกคนยืนยันไปว่าจะดำเนินการตามสิ่งที่ได้มีการหารือกันไว้ในสาระสำคัญ รวมถึงประเด็นรายละเอียดก็เห็นพ้องต้องกัน

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า วันนี้หลังได้รับทราบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว พวกเราก็มารวมตัวกัน และเห็นว่าจะปล่อยให้ประเทศไทยหยุดชะงัดไม่ได้ ปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันบางทีเป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา ถ้าเป็นกลุ่มเดิมอาจจะแก้ไขไม่ได้ แต่ถ้าเป็นกลุ่มพวกเรามั่นใจว่าจะแก้ไขได้ เรามีความห่วงใยบ้านเมือง มีความต้องการคืนความสงบสุขทั้งหลายให้กับบ้านเมือง

นายอนุทิน กล่าวว่า พวกเราทั้งหมดในที่นี้เมื่อรวมกับเสียงพรรคประชาชนแล้ว มั่นใจว่าจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศได้ เงื่อนไขต่างๆที่มีคือเรื่องของการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ เงื่อนไขการแก้ปัญหาคืนความสงบสุข การเจรจาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาอย่างรุนแรง นอกเหนือจากการบริหารราชการแผ่นดินทั่วไปแล้ว เราจะคืนอำนาจให้กับพี่น้องประชาชนภายในเวลา 4 เดือน หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายรับตำแหน่ง และยุบสภา เพื่อพี่น้องประชาชนจะได้รีเซตประเทศอีกครั้งและได้ใช้อำนาจของพี่น้องประชาชนตัดสินใจอนาคตของบ้านเมืองถึงผู้ที่จะมาบริหารประเทศต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนเข้าใจดีว่ามีอุปสรรคปัญหาต่างๆมากมาย อยากจะมาอยู่ตรงนี้ก็ต้องแลกกับการสูญเสียบางอย่างของพรรคพวกพี่น้องของพวกเราทั้งสิ้น แต่เราจะปล่อยให้ประเทศอยู่โดยที่มีความเคลือบแคลงสงสัยหรือความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนเป็นบ้านเช่นนี้ไม่ได้

“พวกเราที่อยู่ในที่นี้ขอเข้ามาแก้ไขปัญหาบ้านเมืองในทุกๆด้าน และคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนโดยเร็วที่สุด” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนตอบรับอย่างเป็นทางการที่จะสนับสนุนให้เป็นนายกฯแล้วใช่หรือไม่และขณะนี้รวบรวมได้กี่เสียงแล้ว นายอนุทิน กล่าวว่า คิดว่าการที่เราได้พูดคุยกับพรรคประชาชน เราได้พูดในหลักการในทีโออาร์ที่ทางพรรคประชาชนนำเสนอมา ซึ่งเราตอบรับทีโออาร์เช่นนั้นได้เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง ส่วนหน้าที่การรวบรวมเสียงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน ซึ่งในหลักการพรรคประชาชนก็ไม่ได้มีข้อขัดแย้งหรือการไม่เห็นด้วยแต่อย่างใด อาจจะเหลือเรื่องของรายละเอียดปลีกย่อย เพราะพรรคประชาชนต้องการให้มีการตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรกำกับเอาไว้ ซึ่งเป็นแนวทางการดำเนินงานของพรรคประชาชน ซึ่งจะมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการช่วยกันหาทางออกให้กับประเทศ

เมื่อถามว่า เงื่อนไขของพรรคประชาชนเหมือนจะให้ยุบสภาเร็วเกินไปหรืออาจมีการยืดหยุ่น ยอมรับได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าอยู่ในเงื่อนไขเราก็ต้องรับเงื่อนไขนั้น มันไม่มีคำว่าเร็วเกินไปหรือช้าเกินไป เพราะเรารู้ว่าเงื่อนไขเวลามีเท่านี้ ดังนั้น เราต้องจัดลำดับความสำคัญปัญหาของบ้านเมืองที่ต้องได้รับการแก้ไขทันที พวกเราที่อยู่ในที่แห่งนี้ รวมถึงพรรคกล้าธรรม ที่เราเพิ่งได้ไปพบหัวหน้าพรรคมาเมื่อสักครู่ เรามีประสบการณ์ มีความสามารถ มีความตั้งใจ มีความจริงใจที่จะเข้ามาแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน

เมื่อถามว่า รวบรวมเสียงไว้มีประมาณกี่เสียง นายอนุทิน กล่าวว่า ขออนุญาตว่าเราไม่เอาเรื่องของจำนวนตัวเลขมาพูด เราถือว่ามาทำงานให้บ้านเมือง และยืนยันว่ามีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารราชการแผ่นดินได้เร็วที่สุด  

เมื่อถามย้ำว่า พรรคกล้าธรรมมาอยู่กับพรรคภูมิใจไทยแน่นอนแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการแถลงข่าวร่วมของหัวหน้าพรรคแล้ว ซึ่งหัวหน้าพรรคกล้าธรรมได้แถลงในรายละเอียดแล้วและมีการแถลงยืนยันกับผู้สื่อข่าวแล้วด้วย

เมื่อถามถึงพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ปิดกั้น รัฐบาลครั้งหน้า เป็นรัฐบาลที่มีวัตถุประสงค์แน่นอนเฉพาะกิจ จะต้องจัดทำเรื่องที่มันแก้ไขปัญหาที่มีอยู่ให้ผ่านไปได้โดยเร็ว เพราะฉะนั้น ถ้าพรรคในกลุ่มใด ที่เห็นว่ามีความสามารถช่วยกันสร้างชาติทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ พวกเราทุกคนในที่นี้จะไม่มีการตั้งแง่ใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ได้ยกหูพูดคุยแล้วหรือไม่กับพรรคร่วมรัฐบาล นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ตอนนี้คุยกันก็มาอยู่ตรงนี้แล้ว และตอนนี้มีเสียงเพียงพอที่จะนำเสนอให้กับทางพรรคประชาชนได้มีความวางใจ ว่าการร่วมมือระหว่างประชาชนกับกลุ่มของพวกเราจะทำประโยชน์ให้กับประเทศเต็มที่

เมื่อถามว่า ขณะนี้พร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ความพร้อมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของตนเอง ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตของพรรคภูมิใจไทย ก็ต้องบอกว่าพร้อมมาตั้งแต่ปี 2562 แล้ว

เมื่อถามว่า ห่วงเรื่องการชิงยุบสภาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเองขอไม่ก้าวล่วงตรงนั้น ซึ่ง ความเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารสิ้นสุดลงทำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตอนนี้ทุกคนมาสร้างบ้านสร้างเมืองต่อดีกว่า ซึ่งกระบวนการในการเลือกนายกใหม่ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น

เมื่อถามว่า เพื่อไทยจะเสนอชื่อแข่ง มีความกังวลเรื่องการดีลไม่ลงตัวและย้ายฝั่ง นายอนุทิน กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีแล้ว พรรคพลังประชารัฐมีหรือไม่

เมื่อถามว่า ทางกลุ่ม 18 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ ของนายสุชาติ ให้เหตุผลในการมาร่วมสนับสนุนอย่างไร นายอนุทิน จึงให้นายสุชาติกล่าวให้เหตุผลว่า พวกตนมากัน16คน โดยการสนับสนุนครั้งนี้เป็นเอกสิทธิ์ของสส. มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประเทศชาติบ้านเมืองเดินหน้าต่อไป

เมื่อถามว่า ได้คุยกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติแล้วหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า เป็นเรื่องสิทธิ์ของสส. ตนพูดในฐานะที่ตนก็เป็นสส.เหมือนกัน  สส.ทุกคนมีสิทธิ์ หนึ่งคนหนึ่งสิทธิ์ พวกเรามี16คนเห็นตรงกัน และเดินมาถึงจุดนี้

ขณะที่ นายศักดิ์ดา สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ได้เดินทางมาร่วมแถลงข่าวในครั้งนี้ ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงเหตุผลในการมาร่วมสนับสนุนในครั้งนี้ว่า ตนและพรรคพวกกลุ่มหนึ่งอยากเห็นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปในทางที่ดีขึ้น จึงมาสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกฯ

เมื่อถามว่า นำสส.มากี่คน นายศักดิ์ดา กล่าวว่า ประมาณ10กว่าคน เป็นสส.พรรคเพื่อไทยทั้งหมด เมื่อถามว่า ได้คุยกับทางพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายศักดา กล่าวว่า มันเป็นเอกสิทธิ์ของตน ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกับพรรคเพื่อไทย แต่เราอยากเห็นบ้านเมืองไปได้ ตนเป็นผู้แทนฯบ้านนอก เห็นความเดือดร้อนประชาชน ตนมั่นใจว่านายอนุทิน เหมาะสมที่สุด

ทั้งนี้ ภายหลังการแถลงข่าวเสร็จสิ้น ยังมีนายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม เดินทางมาร่วมแสดงความยินดี พร้อมเข้าสวมกอด รวมถึงพูดคุยกับนายอนุทินอีกด้วย

มติศาลรธน.6:3/ฟันพ้นนายกฯ ‘อิ๊งค์’ไม่รอด ชี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง

มติศาลรธน.6:3/ฟันพ้นนายกฯ ‘อิ๊งค์’ไม่รอด ชี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง

มติศาลรธน.6:3/ฟันพ้นนายกฯ ‘อิ๊งค์’ไม่รอด ชี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มติศาลรธน.6:3/ฟันพ้นนายกฯ ‘อิ๊งค์’ไม่รอด ชี้ผิดจริยธรรมร้ายแรง เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง ‘ครม.’หลุดด้วยทั้งคณะ ส่งปปช.ฟันอาญาดาบ2

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย คดีคลิปเสียง “แพทองธาร-ฮุนเซน”เห็นว่า ไม่ถึงขั้นขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่เป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2568 และคณะรัฐมนตรีพ้นด้วยทั้งคณะ เห็นแก่ประโยชน์ตัวเอง ศาลลงมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 ด้าน “แพทองธาร” แถลงน้อมรับคำวินิจฉัย ย้ำในบทสนทนาไม่มีประโยชน์ตัวเองบริสุทธิ์ใจ ตั้งใจทำเพื่อประเทศชาติ หวังทุกฝ่ายช่วยกันสร้างเสถียรภาพการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญ มีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ ในคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็น สว. 3 6คน ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรี ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงบทสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธารและสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ศาลรัฐธรรมนูญว่า เจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ พร้อมมาตรการดูแลความปลอดภัย มีตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยจำนวน1กองร้อยจาก กองบัญชาการตำรวจนครบาล 2 หรือ บก.น.2 พร้อมเจ้าหน้าที่ EODและสุนัขตำรวจ รวมทั้งจัดรถจีโน่ รถควบคุมตัวผู้ต้องขัง รถดับเพลิง มาประจำด้านข้างศูนย์ราชการอาคาร1 ด้วย แต่เบื้องต้นยังไม่มีการประกาศเขตอำนาจศาล และสถานการณ์โดยทั่วไป เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ช่วงเช้ายังไม่มีการชุมนุม หรือมีกลุ่มมาให้กำลังใจแต่อย่างใด

ศาลรธน.ย้ำคลิปเสียงเป็นของจริง

เวลา 15.00น.คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อ่านคำวินิจฉัย โดยสรุปว่า รธน.มีอำนาจวินิจฉัยวินิจฉัยได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา มาตรา 106 (4) และ (5) เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติรัฐมนตรี ที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจทางการเมือง ส่วนหลักฐานคลิปเสียงที่ผู้ถูกร้องระบุว่าไม่ควรนำมาเป็นหลักฐานเพราะได้มาโดยมิชอบ ศาลเห็นว่าศาลรธน.ใช้ระบบไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริงได้ ซึ่งนอกจากคลิปเสียงสนทนา ก็มีคลิปผู้ถูกร้อง แถลงยอมรับว่าเป็นคลิปจริงและการไต่สวนผู้ถูกร้อง ก็ยอมรับว่าเป็นคลิปจริง และคลิปเป็นหลักฐานสำคัญที่จะพิจารณา จึงฟังได้ว่าผู้ถูกร้องกล่าวตามในคลิปจริง ศาลจึงรับฟังคลิปเสียงเป็นพยานหลักฐานได้

นายกฯต้องสุจริตเป็นที่ประจักษ์

การพิจารณาว่าคุณสมบัติของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงหรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า รธน.กำหนดให้คุณสมบัติต้องมีความสุจริตเป็นเป็นที่ประจักษ์ ไม่มีการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ต้องได้รังความไว้วางใจอย่างสูงจากประชาชน และได้รับการตรวจสอบอย่างสูงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญตามคำปรารภ ที่ไม่ให้ผู้บริหารที่ขาดคุณธรรมจริยธรรมเข้ามาดำรงตำแหน่ง เท่ากับคุณสมบัติของนายกฯต้องสูงกว่าส.ส.ด้วยเหตุที่จริยธรรมเป็นสิ่งที่ควรเป็นรากฐานของสังคม รธน.จึงกำหนดกรอบทางการเมืองว่า ต้องสุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง คำว่าซื่อสัตย์ คือไม่คดโกง จริงใจ ไม่หลอกลวง สุจริต คือซื่อตรง ยึดมันในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรม ต้องซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น แสดงออกให้เห็นโดยทั่วไป เป็นความซื่อสัตย์สุจริตโดยทั่วไปต่อสังคม ส่วนมาตรฐานทางจริยธรรมครอบคลุมถึงการรักษาเกียรติภูมิของชาติ

ไม่ผิดไม่ซื่อสัตย์-เจตนาทำปท.สงบ

ประเด็นว่า ผู้ถูกร้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ เห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่แค่การเรียกร้องให้มีคุณธรรมในรูปแบบของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องโปร่งใส เป็นที่ยอมรับ ปรากฎชัดเจนในสังคม มีน้ำหนักชัดเจนว่าไม่สุจริต หรือบิดเบือนผลประโยชน์ของชาติ ต้องพิจารณาถึงความได้สัดส่วน ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าระหว่างคุยกับฮุนเซน สถานการณ์มีความตึงเครียดสูง แม้จะมีประชุมเจบีซี แต่ฮุนเซน กดดันให้ไทยเปิดด่าน เรียกแรงงานกลับ ผู้ถูกร้องจึงเจรจา แต่ไม่พบว่ามีการตอบรับข้อเสนอใดๆ ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆจของตำแหน่งแม่ทัพภาค 2 ไม่ส่งผลการเปิดด่าน ไม่ได้ทำตามข้อเสนอ การถือว่าไม่ซื่อสัตย์ จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ถ้ายังรักษาผลประโยชน์ของชาติ ไม่ให้ขัดแย้งรุนแรงกระทบเอกราช บูรณภาพอาณาเขต ไม่ได้รับข้อเสนอ เป็นบ่อนทำลายประเทศชาติ การสนทนาเป็นการแสดงออกความไม่นิ่งเฉย เจตนรักษาความสงบสุข ซึ่งเป็นเรื่องที่นายกฯพึงกระทำ การกระทำจึงไม่เป็นการไม่ซื่้อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

ตำหนิแม่ทัพ2-กัมพูชาได้ประโยชน์

เรื่องกระทำผิดจริยธรรม ผู้ถูกร้องเป็นหัวหน้ารัฐบาล จึงมี 2สถานะ คือประชาชน ที่มีเสรีภาพ และนายกฯที่ถูกจำกัดเสรีภาพ ต้องรักษาประโยชน์ประเทศมากกว่าประโยชน์ส่วนตน การติดต่อนานาประเทศ มีอำนาจกำหนดนโยบายบริหาร และรักษาอธิปไตย ปกป้องศักดิ์ศรีเกียรติภูมิ นายกฯจึงมีอำนาจตัดสินใจ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสนทนา เรื่องเปิดปิดด่าน สืบเนื่องจากการปะทะช่องบก แม้การสนทนาจะเป็นเวลาส่วนตัว แต่เนื้อหาเป็นเรื่องการเปิดด่าน เป็นความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่การสนทนาทั่วไป จึงไม่ใช่การกระทำในฐานะประชาชน แต่เป็นในฐานะนายกฯ ที่ผู้ถูกร้องต้องไม่ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เมื่อฟังเนื้อหา ที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ที่อ้างว่าเป็นเทคนิคเจรจา มุ่งหมายลดความตึงเครียด แต่ฟังว่าไปอยู่ฝั่งเดียวกับฮุนเซน แต่แม่ทัพภาค 2 เป็นอีกฝั่งหนึ่ง ตำหนิว่าพูดจาไม่เป็นประโยชน์ประเทศชาติ ทำให้ฝ่ายกัมพูชาไปใช้ประโยชน์ได้

การเจรจาต้องรักษาผลประโยชน์ชาติ

การบอกว่าต้องหารือฝ่ายความมั่นคงและต้องการให้เขาแสดงท่าที ใช้เทคนิคตั้งคำถาม หาข้อเท็จจริง เพื่อนำมาพิจารณาต่อรองเงื่อนไขที่เป็นทางการ เห็นว่าผู้ถูกร้องทราบดีว่าฮุนเซน ไม่ใช่ผู้นำประเทศ ที่จะส่งผลผูกพันระหว่างประเทศ และยังบอกว่าคุยกับฮุนมาเนตด้วย ก็เท่ากับว่าประสงค์ใช้แนวทางแบบทางการและไม่เป็นทางการ ไม่ว่าใช้เทคนิคแบบไหน แต่ถ้าใช้บทบาทนายกฯสนทนา ก็ต้องใช้กรอบรธน.ที่กำหนดให้เห็นประโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก รอบคอบระมัดระวัง คำนึงถึงกรอบจริยธรรม ไม่ใช่ว่าจะเจรจาได้อิสระตามอำเภอใจ ยิ่งเป็นการเจรจาเรื่องความมั่นคงระหว่างประเทศ ทั้งที่รู้ว่ามีฝ่ายความมั่นคงร่วมด้วยได้ แต่ก็เลือกใช้วิธีนี้ ยิ่งต้องรับผิดชอบระมัดระวัง รักษาประโยชน์ของชาติมากยิ่งขึ้น

ให้เห็นใจหลาน-ลักษณะยอมจำนน

“การใช้คำว่า ให้เห็นใจหลาน ตอนนี้เขาไล่ไปเป็นนายกฯที่เขมร อยากได้อะไรก็บอกมาได้เลย…” ถ้อยคำเป็นการขอให้เห็นใจ เพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาอย่างหนัก ทำให้เสถียรภาพของผู้ถูกร้องสั่้นคลอน เรียกร้องให้เปิดด่านพร้อมกัน เพราะถ้าทำตามคำเรียกร้องจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ การพูดจาเป็นลักษณะยอมจำนน ยื่นข้อเรียกร้องใดๆได้ตามความต้องการ เป็นการยืนยันว่าไทยพร้อมเปิดด่าน ทั้งที่การเข้าร่วมประชุมสภาความมั่นคง มีมติให้กองทัพพิจารณาควบคุมจุดผ่านแดน พิจารณาจากเบาไปหาหนัก ต่อมา กองทัพควบคุมด่านทั่วประเทศ และไม่มีการเปลี่ยนแปลงมติสภาความมั่นคงแต่อย่างใด

ไม่ไช่เทคนิคเจรจา-มุ่งประโยชน์ตัวเอง

ต่อมา มีข้อเสนอการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ที่ให้ตัดไฟ อินเตอร์เน็ต ในประเทศชายแดนที่เป็นแหล่งคอลเซนเตอร์และกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าไม่มีการนำเรื่องพื้นที่พิพาท 4 จุดเข้าศาลโลก และระบุว่าไทยได้รับผลกระทบน้อยกว่าในการปิดด่าน การยอมเปิดด่านพร้อมกัน ของฮุนเซน จึงเป็นการทำตามข้อเสนอฮุนเซน เพื่อรักษาสัมพันธ์ส่วนตัว และหวังแต่คะแนนนิยมตัวเอง ไม่คำนึงสถานการณ์ความมั่นคง และผลประโยชน์ของชาติ การกระทำย่อมทำให้วิญญูชนเข้าใจได้ว่าพร้อมทำตามข้อเสนอฮุนเซน เพราะรู้จักเป็นการส่วนตัว แม้ข้อเท็จจริงว่าหลังการสนทนา ผู้ถูกร้องเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงชุดเล็ก และแจ้งว่าคุยกับฮุนเซน แต่ไม่ได้บอกรายละเอียด อันเป็นการแสดงเจตนาปกปิด เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียหาย โดยเลขาฯสมช.บอกว่า เพิ่งทราบรายละเอียดการสนทนาจากคลิปที่เผยแพร่ในสาธารณะ การกระทำของผู้ถูกร้อง ที่ขอความเห็นใจจากฮุนเซน ไม่ใช่เทคนิคเจรจา แต่มุ่งหวังผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่คำนึงผลประโยชน์ประเทศชาติ ทำให้เกียรติภูมิของประเทศ และนายกฯเสียหาย ทำให้ประชาชนคนไทยเสียหาย ขาดความภูมิใจ ขาดความไว้วางใจนายกฯ ไม่พิทักษ์เกียรติภูมิ รักษาประโยชน์ชาติ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว อันเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง-ครม.พ้นด้วย

แม้จะกล่าวอ้างว่าเป็นการเจราจาส่วนตัว ให้บ้านเมืองกลับสู่ความสงบ โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง กระทบชีวิตทหารประชาชน แต่เมื่อการกระทำส่งผลกระทบภาพลักษณ์ เสียหายว่าคำนึงประโยชน์กัมพูชามากกว่า ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้อง เสียหายต่อเกียรติศักดิ์นายกฯ ปฏิบัติราชการไม่คำนึงประโยชน์ชาติ ดังนั้นการกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง เมื่อพิจารณาถึงเจตนา จึงเป็นเรื่องร้ายแรง จึงมีพฤติกรรมฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติตามจริยธรรม ทำให้ขาดคุณสมบัติตามรธน.มาตรา165 เรื่องอื่นไม่จำต้องวินิจฉัย อาศัยเหตุผลข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่ 1ก.ค.2568 ตั้งแต่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ครม.พ้นทั้งคณะ

มติศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก6ต่อ3

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 6 ต่อ3 (คือนายปัญญา อุดชาชน/ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม/นายวิรุฬห์ แสงเทียน /นายจิรนิต หะวานนท์ /นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ และนายอุดม รัตน์อมฤต)วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อย 4 เสียง คือ นายปัญญา อุดชาชน/ นายวิรุฬห์ แสงเทียน /นายจิรนิติ หะวานนท์/ นายบรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ เห็นว่านางสาวแพทองธาร ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา160(4) และ(5)และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ2 เสียง;คือนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม;และนายอุดม รัฐอมฤต เห็นว่านางสาวแพทองธาร ผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 160 ( 5 ) ทั้งนี้ นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้นางสาวแพทองธาร ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 1กรกฎาคม2568 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างน้อยจำนวน 3 คน คือ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ นายนภดล เทพพิทักษ์ และนายสุเมธ ลอเจริญกุล เห็นว่าเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมไม่ร้ายแรงความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องไม่สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง( 4) ประกอบมาตรา160 (4)และ(5) เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคหนึ่ง(4) ประกอบมาตรา160 (4) และ(5)แล้วรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา167วรรคหนึ่ง( 1)โดยให้นำมาตรา168 วรรคหนึ่ง(3) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คู่กรณีถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยได้เมื่อพ้นกำหนด 15วันนับแต่วันที่อ่านคำวินิจฉัย

‘อิ๊งค์’น้อมรับคำวินิจฉัยศาลรธน.

เวลา 16.30น.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม แถลงภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติให้พ้นจากตำแหน่งนายกฯ ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุนเซน ทั้งนี้ มีรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็น นายภูมิธรรม เวชยชัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง พร้อมหัวหน้าและแกนนพรรคร่วมรัฐบาล พ.ต.อ.ทวี สอดาส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาตไทยพัฒนา นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

น.ส.แพทองธาร กล่าวว่า อย่างแรกด้วยความเคาพรต่อกระบวนการยุติธรรม ดิฉันขอน้อมรับคำวินิจฉัย ในฐานะคนไทยคนหนึ่งขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ความตั้งใจอย่างแท้จริงที่ทำเพื่อประเทศ ในบทสนทนานั้นไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ของตนเองสิ่งที่ยึดมั่นเสมอนั่นคือชีวิตของประชาชน ทหาร พลเรือน ตนตั้งใจจริงด้วยจิตใจมุ่งมั่นว่าจะทำอย่างไรเพื่อรักษาชีวิตของพวกเขาไว้ให้ได้ คลิปเกิดก่อนเกิดเหตุรุนแรง ตั้งใจจะสื่อสารจริงๆ คำตัดสินของศาล เป็นอีกครั้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างเฉียบพลัน เราต้องมาช่วยกันทุกฝ่าย ไม่ว่ารัฐบาล ฝ่ายค้าน ประชาชน ทุกคนต้องมาร่วมใจกันสร้างเสถียรภาพให้กลับมาเข้มแข็ง ไม่ให้มีจุดเปลี่ยนอย่างเฉียบพลันเช่นนี้อีก

ขอบคุณปชช.ให้โอกาสได้มาทำงาน

ขอขอบพระคุณประชาชนที่ให้โอกาสตนทำงานเพื่อประเทศชาติมาเกือบ 1ปีเต็ม ภูมิใจที่มาอยู่ตรงนี้ นำประสบการณ์ความจั้งใจมาพัฒนาประเทศชาติ ทำให้ประเทศไทยเต็มไปด้วยโอกาส ตนคิดว่ารัฐบาลจะนำเรื่องของโอกาสกลับมาให้ประชาชนให้ได้ เพราะการที่ประชาชนลืมตาอ้าปาก กินดีอยู่ดีได้ นั่นคือพื้นที่การเป็นประเทศที่เข้มแข็ง ตนในฐานะคนไทยรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สุดหัวใจ ยืนยันเรื่องนี้ ขอบคุณที่ให้โอกาส ขอบคุณครม.ที่ทำงานร่วมกันมา ให้ความรู้ ประสบการณ์ และรู้ข้อดีข้อเสียของตนเองและทำเพื่อประเทศให้ดีขึ้นได้ ตนยินดีทำทั้งนั้น จากนี้ขอส่งกำลังใจให้ทีมบริหารช่วยกันพัฒนาประเทศต่อไป ตนจะติดตามอย่างใกล้ชิดและเป็นพลังที่ดีของประเทศชาติต่อไป จากนั้น ได้มีเสียงปรบมือดังสนั่นให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“หากการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินนโยบายสำคัญ เช่น การเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ การแก้ไขปัญหาชายแดน การจัดการอุทกภัย และการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยเฉพาะโครงการที่ต้องการรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มในการตัดสินใจ”

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล

ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

แวดวงนักปกครอง : 30 สิงหาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 30 สิงหาคม 2568

แวดวงนักปกครอง : 30 สิงหาคม 2568

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ห้วงสัปดาห์ที่ผ่านมา นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร อธิบดีกรมการปกครอง นำทีมผู้บริหารกรมฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมพร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของฝ่ายปกครองในการ “พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง” ย้ำ!! ผลสำเร็จสูงสุด คือ การช่วยเหลือประชาชนให้ดีที่สุด โดยก่อนเริ่มภารกิจติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่อุบลราชราชธานี นายนิรัตน์ พร้อมด้วยฝ่ายปกครอง กำนัน ผญบ. ชรบ. สมาชิก อส. อ.น้ำยืน ร่วมร้องเพลงชาติไทย “เสียงดังก้องด้วยความภาคภูมิใจ”

ปกครอง 24 ชั่วโมง !!..เช้ามืดวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายภูมิธรรม เวชยชัย มท.1 พร้อมชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครองเปิดปฏิบัติการ “สิงห์ปราบพยศ” บุกจับกุมทะลายบ่อนการพนันทำผิดซ้ำซากในพื้นที่เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ พบนักพนันกว่า 200 คน เงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านต่อเดือน โดยมี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปมท. พร้อมหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกรมการปกครอง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ดอนเมือง ปฏิบัติการในครั้งนี้มุ่งเน้นการปราบปรามบ่อนการพนันและกลุ่มผู้มีอิทธิพล โดยความร่วมมือของกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง บูรณาการทำงานร่วมกัน ทั้งฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อขจัดปัญหาที่กระทบต่อสังคมและความสงบเรียบร้อยของประเทศ

จากสถานการณ์น้ำป่าดินสไลด์ถล่มหมู่บ้านปางอุ๋งเก่า-ปางอุ๋งใหม่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ สัปดาห์ที่ผ่านมาจนเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต ได้รับบาดเจ็บ และสูญหายหลายรายนายเกรียงศักดิ์บุญตาปวน นายอำเภอแม่แจ่ม ได้สั่งการตั้งศูนย์ช่วยเหลือประชาชน ณ รพ.สต.บ้านปางอุ๋ง เพื่อรับแจ้งความเสียหายจากประชาชนเรื่องบ้านเรือน ยานพาหนะ สัตว์เลี้ยง รวมทั้งจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวที่โรงเรียนบ้านปางอุ๋งเพื่อรองรับประชาชนที่ไม่มีที่อยู่อาศัย โดยความร่วมมือทุกภาคส่วนทั้ง อบต.แม่ศึก ฝ่ายปกครอง สาธารณสุข โรงพยาบาล กิ่งกาชาด โดยจัดหาอาหารเครื่องนุ่งห่ม น้ำดื่ม ยากันยุง ยารักษาโรค และทีมแพทย์ พยาบาล จิตเวช เข้าดูแลพี่น้องประชาชนอย่างใกล้ชิด เนื่องจากบางคนมีอาการตกใจ วิตกกังวล หวาดกลัว

จากกรณี มีกลุ่มบุคคลใช้อุปกรณ์สแกนม่านตา ชื่อว่า Orb ในการสแกนเก็บข้อมูลม่านตาของประชาชนเพื่อยืนยันตัวตนตามห้างสรรพสินค้า และชักชวนไปใช้แอปพลิเคชั่นเพื่อแลกกับเหรียญเงินดิจิทัลคริปโตเคอร์เรนซี Cryptocurrency เป็นเงินประมาณ 500-1,000 บาท กรมการปกครองได้ตรวจสอบข้อมูลแล้วพบว่าไม่ใช่การดำเนินการจัดเก็บข้อมูลของสำนักทะเบียนกลาง !!กรมการปกครอง หรือส่วนราชการอื่นๆ แต่อย่างใด ขณะนี้อยู่ระหว่างที่กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ตำรวจไซเบอร์) วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น หากถูกหลอกหลวงไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือพบเห็นการกระทำความผิดดังกล่าวสามารถร้องขอความช่วยเหลือได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด/อำเภอ หรือสายด่วนศูนย์ดำรงธรรม 1567

นาย..อำเภอน้อย

‘ภูมิธรรม’สยบ!เด้งผบ.ตร. ยืนกรานสัมพันธ์ยังแน่น

‘ภูมิธรรม’สยบ!เด้งผบ.ตร. ยืนกรานสัมพันธ์ยังแน่น

‘ภูมิธรรม’สยบ!เด้งผบ.ตร. ยืนกรานสัมพันธ์ยังแน่น

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘ภูมิธรรม’สยบ!เด้งผบ.ตร. ยืนกรานสัมพันธ์ยังแน่น

“ภูมิธรรม” สยบข่าวลือ ปลด ผบ.ตร.เซ่นไม่ตอบสนองโผนายพล บอกไร้สาระ ยันสัมพันธ์ ผบ.ตร.แน่นปึ้ก ลั่นมีอำนาจปิดประชุม ก.ตร.แจงเหตุเลื่อนไปพิจารณา 31 สิงหาคมนี้ เพื่อเคลียร์ปมร้องเรียนให้จบ รับมีกรรมการ ก.ตร.ตะโกนไล่ อ้างใช้อำนาจมิชอบ ส่วน “บิ๊กเต่า” ยันเดินหน้าทำงานต่อ แม้ไม่ได้ขึ้นเป็น ผบช.

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะประธาน ก.ตร.เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยขอเลื่อนการประชุมโดยอ้างเหตุผลมีนายตำรวจร้องเรียนไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย ว่าได้มีกระแสข่าวสะพัดออกมา ว่านายภูมิธรรม เตรียมให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยอ้างเรื่องฝ่ายปกครองจับกุมบ่อนการพนันรายใหญ่ ย่านดอนเมือง กทม.และเนื่องจากไม่สนองนโยบายการแต่งตั้งโผนายพล

ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจต้องการให้เสนอชื่อ พล.ต.ท.นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร.ที่มีปัญหากรณีรักษาตัวนายทักษิณ ชินวัตร ที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ซึ่งแพทยสภา ชี้ว่าผิดเรื่องจริยธรรม ไม่ได้ขยับขึ้น รอง ผบ.ตร.และโยกย้าย ผบช.และรอง ผบช.ในสายขึ้นมา เป็น ผบช.วางตัวในพื้นที่หน่วยงานสำคัญ

รายงานข่าวระบุว่า บรรยากาศขัดแย้งไม่ลงตัวของฝ่ายการเมืองกับ ผบ.ตร. เริ่มตั้งแต่การจัดทำโผนายพล ที่ ผบ.ตร.เลี่ยงเข้าพบฝ่ายการเมือง ที่ต้องการฝากเด็กในสายการเมือง เพื่อให้ได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย จนมีข่าวปล่อยว่ามีความพยายามเลื่อนการประชุม ก.ตร.และข่าวปลด ผบ.ตร.เพื่อให้เปลี่ยนรายชื่อโผนายพล กระทั่งวันนัดประชุม ก.ตร.นายภูมิธรรม พูดคุยกับ ผบ.ตร.ด้วยบรรยากาศเคร่งเครียดนานกว่า 2 ชั่วโมง ก่อนจะเข้าประชุม ก.ตร.แจ้งเลขานุการ ก.ตร.รับเรื่องร้องเรียนนายตำรวจให้ ผบ.ตร.แก้ปัญหา ก่อนลุกหนีจากห้องประชุมไม่สนใจเสียงคัดค้านของ ก.ตร.ซึ่ง ผบ.ตร.เตรียมให้ ผบช.มาชี้แจงประธาน ก.ตร.

สำหรับหนังสือร้องเรียนนายตำรวจ 4 เรื่องได้แก่ พล.ต.ท.นพ.โสภณรัชต์ สิงหจารุ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ที่มีปัญหาชั้น 14 รพ.ตำรวจ ไม่ได้เสนอชื่อเป็น รอง ผบ.ตร. พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ รอง ผบช.น. พล.ต.ต. จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.และ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ฐากูรปุณยสิริ รอง ผบช.ตชด.

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แหล่งข่าวใกล้ชิด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยืนยันว่า ผบ.ตร.ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ไม่ปล่อยให้ข่าวลือมาสั่นคลอนการทำงาน ซึ่งนับตั้งแต่ก้าวขึ้นรับตำแหน่ง ผบ.ตร.ได้เดินหน้าสนองนโยบายรัฐบาลอย่างเต็มที่ทุกด้าน โดยเฉพาะการแก้ปัญหายาเสพติด

แหล่งข่าวระบุอีกว่า ผลงานต่างๆ ในระหว่างที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ถูกมองว่าเป็นหลักประกันทางการเมือง ที่ทำให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังคงยืนหยัดในตำแหน่งได้ท่ามกลางแรงกดดัน เพราะสิ่งที่ตอบโจทย์สังคมได้ดีที่สุดไม่ใช่ข่าวลือ แต่คือความจริงที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน

เวลา 11.20 น.วันเดียวกัน ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม กล่าวถึงกรณีที่เลื่อนการประชุม ก.ตร.เป็นวันที่ 31 สิงหาคมนี้ ว่าไม่มีอะไรที่เป็นประโยชน์ส่วนตัว ไม่ได้รู้จักใครทั้งหมด หรือรู้จักใครเป็นการส่วนตัว แต่มีเรื่องร้องเรียนจากนายตำรวจ 4 ราย ซึ่งจำนวนนี้มีอย่างน้อยครึ่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการทำงาน คนหนึ่งเป็นนายแพทย์ใหญ่ รพ.ตำรวจ ในคดีชั้น 14 โดยทั้งหมดเขียนจดหมายร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ตนได้หารือกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้รับคำแนะนำในข้อกฎหมาย ว่าในส่วนของ พล.ต.ต.นพ.โสภณรัชต์ เป็นสิทธิของเขาที่จะสามารถหยิบขึ้นมาพิจารณาได้ เพราะยังไมได้มีความผิด กรรมการที่ตั้งเป็นการพูดถึงเรื่องข้อเท็จจริง ตามกฎ ก.ตร.เขามีสิทธิที่จะเสนอชื่อเข้ามา จะรับได้หรือไม่ เป็นสิทธิของ ก.ตร.

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า ในส่วนของ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ได้พูดกับเราว่าเขาไม่ได้สนใจ ถ้าเขาไม่ได้หรืออะไรก็แล้วแต่ เขาเห็นว่าการแต่งตั้งครั้งนี้มันไม่ชอบ อยากให้มีการทบทวน ส่วนกรณี พล.ต.ต.นพศิลป์ เป็นตำรวจนายหนึ่งที่มีชื่อเสียงได้รับการยอมรับ ก็ไม่ได้รับการพิจารณา ตนไม่ขอลงรายละเอียด ขณะที่อีกคนคือ พล.ต.ต.รุ่งโรจน์ ซึ่งทั้ง 4 เป็นบุคคลที่ไม่ได้รับการถูกเสนอชื่อ ฉะนั้น การประชุม ก.ตร.เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม ทาง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ชวนตนเข้าไปคุยในห้องรับรอง เลยสอบถามว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไร ท่านมีความตั้งใจและพยายามอธิบายหลายเรื่อง แต่มันอยู่ที่ข้อเท็จจริง ตนไม่มีปัญหาอย่างใด แต่ที่มีเป็นปัญหาคือว่าถ้าเขาร้องเรียนมา และตนไม่สามารถทำตามสิ่งที่ถูกต้อง ตามกฎหมาย จะมีปัญหาหรือไม่ และมันมีข้อเสนอแนะของกฤษฎีกา ที่เป็นข้อเท็จจริงส่วนหนึ่งที่จะพิจารณาได้ ผบ.ตร.ก็พยายามทำความเข้าใจ

“ผมบอกว่าเลื่อนไปก่อนได้หรือไม่ เพราะในเมื่อพูดถึงเรื่องระบบ ลองไปทบทวนดู ซึ่งมีเวลาที่เราจะพิจารณา ควรจะทำก่อน และเรื่องนี้เมื่อทำแล้ว โผตำรวจออกแล้ว ก.ตร.ตัดสินใจ เราจะต้องนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ด้วย ผมไม่อยากให้เกิดความไม่เรียบร้อย อยากให้คุยกันให้จบ ผบ.ตร.เลยบอกว่า ถ้าอย่างนั้นให้นำเข้าที่ประชุม ก.ตร.ในวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา” นายภูมิธรรม กล่าว

นายภูมิธรรม กล่าวว่า ได้คุยกันว่าถ้าเลื่อนจะเลื่อนอีกสัก 2 สัปดาห์ ให้ได้ทำงาน แต่มีข้อกฎหมายโต้แย้งหลายเรื่อง และได้ความชัดเจนแล้ว การขยายเกินวันที่ 31 สิงหาคม มันมีข้อกฎหมายที่โต้แย้งกัน ในระเบียบ ก.ตร.ระบุว่าต้องจัดการให้เสร็จภายในวันที่ 31 สิงหาคม เว้นแต่มีเหตุผลที่เพียงพอถึงจะขยายเวลาต่อไปได้ เมื่อเรียกประชุมแล้วควรจะต้องประชุม ตนได้แจ้งในที่ประชุม ก.ตร.ว่าได้รับเรื่องร้องเรียน และมีหนังสือแนบของกฤษฎีกา ที่มีความเห็นว่าเป็นสิทธิของเขาที่จะเสนอได้ เพื่อประกันสิทธิของผู้ที่ร้องเรียน และยังมีเวลา จึงขอเลื่อนไปวันที่ 31 สิงหาคมนี้ เวลา 15.00 น.และขอให้ปิดประชุม

จากนั้นมีกรรมการ ก.ตร.คนหนึ่ง ยกมือขอพูด แต่ตนเดินออกมาจะถึงประตูห้องประชุมอยู่แล้ว โดยขอแสดงความเห็น ไม่มีอะไร ตนจึงกลับไปนั่งใหม่ ทั้งที่ปิดประชุมไปแล้ว มีการพูด เอาสไลด์ขึ้นมา ตนเลยบอกว่าปิดประชุมไปแล้ว พบกันวันที่ 31 สิงหาคม เป็นอำนาจของประธานฯ ที่สามารถเลื่อนการประชุมได้ แต่ขยายเวลาไม่ได้ ที่ตนทำคือเลื่อนประชุมในกรอบที่กฎหมายให้อำนาจไว้

“มีคนตะโกนตามหลังมา ซึ่งผมไม่ทราบว่าเสียงใคร คล้ายๆ กับบอกว่า ผมกำลังทำในสิ่งที่ผิด ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งได้บอกว่าไม่เป็นไร ผมทำตามหน้าที่ ถือว่าตัดสินใจไปแล้ว โดยอำนาจและกรอบในการพิจารณาที่คิดไว้ในฐานะประธานฯ ต้องการทำให้กระบวนการมันชอบธรรมก่อน ซึ่งผมไม่ทราบว่าเป็นเสียงของใคร” นายภูมิธรรม กล่าว

เมื่อถามว่ามีข่าวว่าจะเด้ง ผบ.ตร.นายภูมิธรรม กล่าวว่า อันนี้เป็นเรื่องที่เกินเลย สื่อมวลชนต้องดูว่าข่าวมาจากไหน ตนไม่เคยพูดอย่างนี้ ความสัมพันธ์กับ ผบ.ตร.ยังดีอยู่ และเห็นใจท่านเพราะทำงาน แต่เห็นใจตัวเองด้วย เพราะก็โดนหนังสือร้องเรียนอย่างเป็นทางการ ซึ่งไม่เกี่ยวกับตัวบุคคลเลย สิ่งที่เขาร้องมาคือ ให้มีกระบวนการกลับไปทบทวน ก็ยังมีเวลา ถ้าทบทวนแล้วจะตัดสินใจเลือกหรือไม่ อย่างไรก็อยู่ที่ ก.ตร.

“ผมไม่ได้มีอะไรที่ไม่สบายใจกับ ผบ.ตร.เมื่อเช้าวันเดียวกันนี้ยังหัวเราะ มีหนังสือพิมพ์ลง บอกจะเด้ง ผบ.ตร.ผมเลยบอกว่าไร้สาระ ผมมีสิทธิ์อะไร อยู่ๆ จะไปเด้ง ผบ.ตร.ไม่อยู่ในความคิดเลย มีแต่คนจะปั่นให้ทะเลาะกัน ซึ่งคิดว่าไม่เป็นผลดี เวลานี้ทุกอย่างยังทำอยู่ภายใต้กฎหมาย การจะเด้งทุกอย่างต้องมีเหตุมีผล และท่านก็มีไมตรีจิต การตัดสินใจแบบนี้ผมรับผิดชอบ ซึ่ง ผบ.ตร.บอกว่าไม่ต้องให้ถึงผมหรอก ท่านก็จะรับผิดชอบให้ ผมบอกว่าไม่เป็นไร ว่าไปตามกระบวนการ เมื่อคืนผมก็ยังไลน์คุยกับท่าน ว่าต้องขอโทษที่ต้องตัดสินใจแบบนี้ เพราะมีการร้องเรียนมา ผมอยากจะทำให้มันโปร่งใส ไม่อยากให้ยื่นเรื่องขึ้นไปถึงพระองค์ท่าน ทั้งที่ยังมีเรื่องคาราคาซังอยู่” นายภูมิธรรม กล่าว

ขณะเดียวกัน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.กล่าวถึงเหตุที่มีการเลื่อนประชุม ก.ตร.ว่าไม่ได้มีสาเหตุจากที่ตนยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะมีตำรวจหลายนายยื่นขอความเป็นธรรมเช่นกัน แต่ตนเหมือนเป็นระเบิดพลีชีพไปแล้ว สู้กับผู้ใหญ่ จึงเชื่อว่าคงไม่ถูกเสนอชื่อเลื่อนตำแหน่งในการพิจารณาครั้งนี้ แต่ก็จะไม่เกเร ไม่เกียร์ว่าง ยังคงทำงานต่อไป เพียงแต่ที่ออกมาต่อสู้เพื่อให้คนที่มีความรู้ความสามารถได้รับความเป็นธรรม

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวยืนยันว่าการร้องขอความเป็นธรรมครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องผิดวินัย เพราะไม่เคยพูดไม่ดีถึงผู้บังคับบัญชา เพียงแค่กระตุกเตือนให้พิจารณาอย่างเป็นธรรม พิจารณาที่ผลงาน ไม่ใช่แค่เลื่อนตำแหน่งให้คนใกล้ชิดหรือเพื่อนร่วมรุ่น และไม่ได้มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง ตนยอมรับว่าเคยได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเร็วขึ้นเป็นผู้บังคับการ (ผบก.) ภายในระยะเวลา 3 ปี จากที่ต้องดำรงตำแหน่งรอง ผบก.ให้ครบ 5 ปี เนื่องจากขณะนั้นรัฐบาลทหาร ประกาศใช้มาตรา 44 และต้องการบุคคลที่มีความสามารถเข้ามาจัดการปัญหาทุจริตต่างๆ จึงได้รับเลือก โดยไม่ได้วิ่งเต้นใดๆ

รอง ผบช.ก.กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าได้เลื่อนตำแหน่งเร็วในช่วงที่เป็นรองผู้กำกับ และผู้กำกับการ (ผกก.) ด้วยนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ทั้งนี้ หากการประชุม ก.ตร.ที่จะมีขึ้นในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ มีผลให้ถูกโยกย้ายไปสังกัดอื่น คณะกรรมการ ก.ตร.ก็ต้องมีเหตุผลชี้แจงอย่างเหมาะสม ว่าเหตุใดจึงสั่งย้าย เพราะคดีสำคัญเกี่ยวกับการทุจริตที่ตนดูแลอยู่ ยังมีอีกมาก

ศาลสั่งจำคุก4ปี ‘ใบปอ ทะลุวัง’ ความผิดคดี112 ดูหมิ่นสถาบัน

ศาลสั่งจำคุก4ปี ‘ใบปอ ทะลุวัง’ ความผิดคดี112 ดูหมิ่นสถาบัน

ศาลสั่งจำคุก4ปี ‘ใบปอ ทะลุวัง’ ความผิดคดี112 ดูหมิ่นสถาบัน

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลสั่งจำคุก4ปี ‘ใบปอ ทะลุวัง’ ความผิดคดี112 ดูหมิ่นสถาบัน

ศาลอาญาพิพากษาจำคุก “ใบปอ ทะลุวัง” 6 ปี คดี ม.112 ร่ำไห้ ศาลเมตตาเห็นว่าเป็นนักศึกษาและทำความดีให้สังคม ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา ด้านทนายยื่นประกันชั้นอุทธรณ์

เมื่อเวลา 09.30 น วันที่ 29 สิงหาคม 2586 ที่ห้องพิจารณา 911ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นเบื้องสูง หมายเลขดำ อ1691/2565ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ฟ้องน.ส.ณัฐนิจ ดวงมุกสิทธิ์ หรือ ใบปอ และน.ส.สุพิชฌาย์ ชัยลอม หรือ เมนู แกนนำกลุ่มทะลุวัง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ,ความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฯ พ.ศ.2550มาตรา 14(5)

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 30-31 มีนาคม 2565 จำเลยทั้งสองได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยการแชร์โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ทะลุวัง ThaluWang” ซึ่งมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์และข้อความวิจารณ์งบประมาณสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 ทําให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นการบิดเบือนข้อมูล โดยมีเจตนาแสดงความอาฆาตมาดร้าย และทําลายสถาบันกษัตริย์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธต่อสู้ และได้รับการประกันตัว

ในวันนี้น.ส.ณัฐนิจ ได้เดินทางเข้ามาฟังคำพิพากษาเพียงคนเดียว ส่วน น.ส.สุพิชฌาย์ จำเลยที่ 2 หลบหนีระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งศาลได้ออกหมายจับและปรับนายประกันก่อนหน้านี้แล้ว

จำเลยที่ 1ให้การปฏิเสธอ้างว่าไม่ใช่บุคคลในเพจ ทะลุวังโดยมีบุคคลอื่นที่เป็นแอดมิน เพจใช้เฟซบุ้กของจำเลยแทนตนเอง เพราะตนเองไม่ชอบเล่นเฟซบุ้ก เนื่องจากไม่ปลอดภัย

ศาลพิเคราะห์เบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบโน้ตบุ๊คอยู่ในห้องของจำเลยทั้งสอง ซึ่งมีประวัติการใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ค ใบปอ ณัฐนิจ จำเลยที่ 1 และเพจทะลุวัง ทำให้น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นการใช้งานและนำภาพและข้อความที่ระบุเกี่ยวกับการใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนกว่า 3 หมื่นล้านบาทมาใช้ซึ่งเป็นการบิดเบือนจาบจ้วง และให้ร้ายสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทบความมั่นคงของชาติ พยานหลักฐานโจทก์นำสืบมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยปราศจากข้อน่าสงสัย ข้อต่อสู้จำเลยฟังไม่ขึ้น

การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นบทลงโทษหนักสุด

พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทงเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 6 ปี อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้าง ทั้งยังเป็นนักศึกษา และทำความดีต่อสังคมด้วยการจะบริจาคอวัยวะ เป็นการบรรเทาผลร้ายจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้4 ปี ไม่รอลงอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้มีแนวร่วมกลุ่มทะลุวังเข้ามาให้กำลังใจและร่วมรับฟังการพิพากษาประมาณ 20 คนรวมทั้งบิดา มารดา ของน.ส.ณัฐนิจด้วย หลังจากทราบผลคำพิพากษาน.ส.ณัฐนิจถึงกับร้องไห้และโผเข้ากอดครอบครัวของตนเองโดยมีแนวร่วมกลุ่มทะลุวัง ยืนปลอบและให้กำลังใจ

ด้าน นายกฤฎางค์ นุตจรัส ทนายความเปิดเผยสั้น ๆ ว่าได้เตรียมคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว น.ส.ณัฐนิจในชั้นอุทธรณ์คดีไว้แล้ว

‘ชูศักดิ์’ มั่นใจ พท.ไม่เดียวดาย เผยรัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้

'ชูศักดิ์' มั่นใจ พท.ไม่เดียวดาย เผยรัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้

‘ชูศักดิ์’ มั่นใจ พท.ไม่เดียวดาย เผยรัฐบาลรักษาการมีอำนาจยุบสภาได้

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.58 น.

‘ชูศักดิ์’ เผย รบ.รักษาการยุบสภาฯ ได้ ชี้อยู่ระหว่างรวมเสียงตั้งรบ. มั่นใจ พท.ไม่เดียวดาย มอง ข้อเสนอ 4 เดือน ปชน.ต้องการให้ทำประชามติแก้ รธน.ก่อนยุบสภา

เมื่อเวลา 19.47 น. วันที่ 29 ส.ค. ที่พรรคเพื่อไทย นายชูศักดิ์  ศิรินิล รักษาการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการจะสามารถยุบสภาได้หรือไม่ว่า  ก่อนหน้านี้เคยให้ความเห็นไว้แล้ว 

เมื่อถามว่าการหารือของแกนนำพรรคเพื่อไทยมีแนวคิดเรื่องการยุบสภาหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการหารือกันในเรื่องนี้ แต่เรื่องนี้เคยถกเถียงกันใน ครม.จำได้หรือไม่ โดยมีสองความเห็นแต่ความเห็นหนึ่งคิดว่าสามารถทำได้ และเชื่อว่า ทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่ความเห็นแบบ 100%  แต่ขณะนี้ความเห็นส่วนใหญ่คือสามารถทำได้

นายชูศักดิ์ ยังอธิบายอีกว่า  อำนาจการยุบสภาหากถามว่ารักษาการณ์สามารถทำได้หรือไม่ ก็ทราบดีเพราะมีความเห็นอยู่ ซึ่งตนคิดว่าสามารถทำได้ นายกฯมีอำนาจอย่างไรผู้รักษาการก็มีอำนาจเหมือนกัน  

เมื่อถามว่าข้อเสนอ 4 เดือนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนนั้นคิดว่าสามารถทำได้หรือไม่  นายชูศักดิ์ กล่าวว่าตนคิดว่าความเห็นของพรรคประชาชนไม่ได้หมายความว่าแก้เลย จากที่ตนฟัง เขาอยากให้คงการทำประชามติไว้ เพราะทำประชามติเสร็จก็ยุบสภา ไม่ใช่หมายความว่า 4 เดือนแล้วจะสามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ เพราะโดยหลักแล้ว 4 เดือนไม่สามารถทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้เลย

เมื่อถามต่อว่าดีลนี้เป็นดีลในอนาคตใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า  เขาอยากให้ยุบสภาแต่ก่อนจะยุบสภาอยากให้ทำประชามติให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อเดินหน้าทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากที่ตนฟังดูเป็นลักษณะนั้น 

เมื่อถามว่าหากทุกอย่างผ่านไปได้ การฟอร์มรัฐบาลใหม่ในการเลือกตั้งครั้งหน้าดีลนี้ก็สามารถเป็นไปได้ใช่  นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทุกคนก็อยากมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อยู่แล้ว 

เมื่อถามว่าขณะนี้ทุกพรรคพร้อมที่จะเลือกตั้งแล้วหรือไม่ นายชูศักดิ์  กล่าวว่า ขอให้ไปถามแต่ละพรรคหากประเมินพรรคการเมืองส่วนใหญ่ ไม่มีใครชอบเรื่องยุบสภาอยากให้อยู่ครบวาระทั้งนั้น แต่การยุบสภามีเหตุ

เมื่อถามว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยเริ่มเดียวดายแล้วหรือไม่ เนื่องจากพรรคร่วมรัฐบาลเริ่มตีตัวไปอยู่ฝ่ายตรงข้าม นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็สุดแล้วแต่จะมอง รัฐบาลก็เป็นแบบนี้ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะรวมเสียงข้างมากได้ ขณะนี้เข้าใจว่ายุทธการคือพยายามแย่งเสียงกัน แต่ท้ายที่สุดใครจะได้หรือไม่ได้ต้องรอเวลา 

เมื่อถามต่อว่า สุดท้ายเพื่อไทยจะไม่เดียวดายใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่หรอกครับ”

‘ชลน่าน’ มองแก้ รธน. 4 เดือนยาก ลั่น‘อิ๊งค์’ยังนั่งหัวหน้าพรรค

'ชลน่าน' มองแก้ รธน. 4 เดือนยาก ลั่น‘อิ๊งค์’ยังนั่งหัวหน้าพรรค

‘ชลน่าน’ มองแก้ รธน. 4 เดือนยาก ลั่น‘อิ๊งค์’ยังนั่งหัวหน้าพรรค

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.50 น.

“ชลน่าน” มองแก้ รธน.4 เดือนเป็นไปได้ยาก นอกจากแก้บางมาตรา ชี้เป็นสิทธิ ภท.เดินหน้าตั้งรบ. ชี้ พท.ไม่วิกฤตเพราะเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อย เผย “อิ๊งค์” นั่ง หน.พรรคต่อ เชื่อจะทำให้พรรคแข็งแกร่งกว่าเดิม 

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่พรรคเพื่อไทย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีสถานการณ์ทางการเมืองท่ามกลางสถานการณ์ที่ฝุ่นยังตลบอยู่ในขณะนี้ ทางพรรคเพื่อไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรว่า ต่อไปนี้ก็ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของสภาฯ ที่ต้องพยายามเลือกนายกฯ คนใหม่ให้เร็วที่สุด โดยเท่าที่พูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว

เมื่อถามว่าเสียงยังคงแน่นเหมือนเดิมหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบ เพราะไม่ใช่คนเข้าไปเจรจา ซึ่งส่วนตัวยังค่อนข้างมั่นใจว่า พรรคเพื่อไทยยังคงได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยจากเท่าที่ฟังมา แม้จะมีข่าวลือต่างๆ ที่ออกมา แต่จากการตรวจสอบทุกเสียงยังคงอยู่ ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงตามที่เป็นข่าว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ  เดินทางเข้าพรรคเพื่อไทยวันนี้ ได้มีโอกาสเจอกันแล้วหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ตนยังไม่ได้เจอ และยังไม่ได้พูดคุยอะไรกัน เพราะวันนี้ตั้งใจมาให้กำลังใจน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ เท่านั้น ซึ่งเท่าที่ได้พบเจอกัน น.ส.แพทองธารยังคงเข้มแข็ง แต่มีคำพูดหนึ่งบอกว่า จะไม่ร้องไห้ แต่พอมาเจอพี่ๆ น้อง ๆ สส. และมวลชน ก็ทำให้น้ำตาไหลออกมาเอง ซึ่งมองว่าเป็นความอบอุ่นทางใจของพวกเรา ที่ยังคงมีความรัก และช่วยกันสนับสนุนซึ่งกันและกัน

นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า น.ส.แพทองธาร ยังคงเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยอยู่ และคุณสมบัติทุกๆ อย่าง ยังไม่มีคุณสมบัติต้องห้ามใด ส่วนอนาคตจะตัดสินใจอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของน.ส.แพทองธาร แต่หลายคนมองว่าหากยังเป็นหัวหน้าพรรคอยู่จะทำให้ความเข้มแข็ง

เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าทาบทามพรรคประชาชนให้มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ตนมองว่าถือเป็นสิทธิ์ของพรรคภูมิใจไทยที่จะทำได้ ซึ่งถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีเสียงในสภาฯ ตามกลไกของรัฐธรรมนูญใครสามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ ก็สามารถเลือกนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลได้

เมื่อถามว่าเงื่อนไขของพรรคประชาชนที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ภายในระยะเวลา 4 เดือน พรรคภูมิใจไทยจะสามารถรับเงื่อนไขดังกล่าวได้หรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ส่วนตัวไม่แน่ใจ เพราะดูจากเวลาภายใน 4 เดือน ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยากมาก ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดแก้ภายในระยะเวลา 4 เดือนได้ ยกเว้นแก้ไขในบางมาตราเท่านั้น 

เมื่อถามถึงแต้มต่อของพรรคเพื่อไทยหลังจากนี้จะเป็นไปในทิศทางใดนั้น นพ.ชลน่าน กล่าวว่า หวังว่าเสียงข้างมากในสภาฯ ยังสามารถเดินหน้าทำงานให้กับประชาชนได้ และยังสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้

เมื่อถามว่ากรณีหากมีอุบัติเหตุทางการเมือง จะพร้อมเป็นฝ่ายค้านหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ก็เป็นไปตามระบบ หากพรรคเพื่อไทยไม่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าไม่เป็นวิกฤตของพรรคเพื่อไทย เพราะพรรคเพื่อไทย เจอเหตุการณ์ลักษณะเช่นนี้มาบ่อยครั้ง การเมืองของประเทศไทยเป็นแบบนี้ จะมองว่า เป็นวิกฤต หรือไม่วิกฤตนั้น ทุกอย่างที่พรรคเพื่อไทยเจอ พรรคเพื่อไทยก็พยายามประคอง และใช้กลไกทุกอย่างที่มีอยู่ โดยเฉพาะกลไกตามระบบรัฐสภา เพื่อเดินหน้าไปให้ได้ และมั่นใจว่า จะไม่มีคนในพรรคเพื่อไทย เป็นสส.งูเห่า และส่วนตัวก็ไม่กังวล เพราะ สส. ของพรรคเพื่อไทยเหนียวแน่น ทำหน้าที่เพื่อประชาชน 

เช็คเสียงหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ทะลุ 280 เสียง สะพัด! 15 เสียงเพื่อไทยมาด้วย

เช็คเสียงหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ทะลุ 280 เสียง สะพัด! 15 เสียงเพื่อไทยมาด้วย

เช็คเสียงหนุน ‘อนุทิน’ นั่งนายกฯ ทะลุ 280 เสียง สะพัด! 15 เสียงเพื่อไทยมาด้วย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.29 น.

เช็คเสียงหนุน ‘อนุทิน’ นั่ง ‘นายกฯ’ ทะลุถึง 280 สะพัด ‘15 เสียงสส.อีสานเพื่อไทย’ มาด้วย  

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเดินเกมเร็วจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย เบื้องต้นมีรายงานว่า สามารถรวมเสียงได้ทะลุ 280 เสียงแล้ว ประกอบด้วยภูมิใจไทย 69 เสียง ประชาชน 143 เสียง กล้าธรรม 25 เสียง พลังประชารัฐ 20 เสียง ประชาธิปัตย์ 4 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติกลุ่มของนายสุชาติ ชมกลิ่น 16 คน พรรคเล็ก 4 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง และพรรคเป็นธรรม 1 เสียง

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า มีสส.พรรคเพื่อไทย ในภาคอีสาน จำนวน 15 คน ที่จะมาสนับสนุนยกมือโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีปัญหาไม่เชื่อมั่นเสถียรภาพของรัฐบาลที่คะแนนนิยมตกต่ำ และประสบปัญหาเรื่องการดูแลสส.ไม่ทั่วถึง

อย่างไรก็ตามขณะนี้มีสส.ในสภาฯ จำนวน 492 เสียง จำนวนกึ่งนึงคือ 247 เสียง

‘อุ๊งอิ๊งค์-ทักษิณ’ปัดตอบสื่อ ก่อนขึ้นรถกลับทันที

'อุ๊งอิ๊งค์-ทักษิณ'ปัดตอบสื่อ ก่อนขึ้นรถกลับทันที

‘อุ๊งอิ๊งค์-ทักษิณ’ปัดตอบสื่อ ก่อนขึ้นรถกลับทันที

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.28 น.

”สองพ่อลูกชิน“ ปัดตอบสื่อหลังศาลรธน.วินิจฉัย “แพทองธาร” พ้นตำแหน่งนายกฯ

วันที่ 29 สิงเวลา 20.14 น. ที่พรรคเพื่อไทย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางออกจากพรรคเพื่อไทยพร้อมกล่าวทักทายสื่อมวลชนสั้นๆว่า “อ้าว ยังไม่กลับกันอีกเหรอ”

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามว่า มีการพูดคุยกับทางด้านของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นอย่างไรบ้าง แต่น.ส.แพทองธารไม่ตอบคำถามสื่อมวลชน เพียงแค่ยิ้มรับแล้วเดินขึ้นรถโดยทันที 

โดยก่อนหน้านี้เวลา 19.46 น.นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางออกจากพรรคเพื่อไทย โดยทันทีที่นายทักษิณปรากฏตัวออกมามีมวลชนผู้สนับสนุนมอบพวงมาลัย พร้อมสวมกอดและนายทักษิณได้โบกมือทักทายสื่อมวลชน โดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ พร้อมทั้งถามถึงฝั่งพรรคภูมิใจไทยเดินหน้าทาบทามหาพรรคการเมืองต่างๆเพื่อตั้งรัฐบาล ซึ่งนายทักษิณไม่ตอบคำถาม จากนั้นขึ้นรถออกจากพรรคเพื่อไทยทันที