กลิ่นศพโชยข้ามแดน! สะท้อน’ผู้นำกัมพูชา’ไร้หัวใจ จี้จัดการให้ถูกต้อง

กลิ่นศพโชยข้ามแดน! สะท้อน'ผู้นำกัมพูชา'ไร้หัวใจ จี้จัดการให้ถูกต้อง

กลิ่นศพโชยข้ามแดน! สะท้อน’ผู้นำกัมพูชา’ไร้หัวใจ จี้จัดการให้ถูกต้อง

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.41 น.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า กลิ่นศพโชยข้ามแดน… สะท้อนผู้นำกัมพูชา “ไร้หัวใจ”
แม้แต่ศพของลูกหลานตัวเอง ยังไม่คิดจะเก็บ แล้วจะเหลืออะไรให้เคารพในผู้นำกัมพูชา?

ชายแดนไทย–กัมพูชาวันนี้ เต็มไปด้วยศพทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งให้ “ตายเกลื่อน” กลางแดด เน่าเปื่อย ส่งกลิ่นเหม็นโชยไปทั่วแนวพรมแดน ผู้นำของเขา… อยู่ที่ไหน? ไม่แม้แต่จะรับศพทหารของตัวเองกลับไป

กลิ่นศพทำให้ทหารไทยที่ประจำการต้องใส่หน้ากาก N95 ทั้งวัน บางคนอาเจียนเพราะกลิ่นเน่า บางคนป่วยเป็นไข้เพราะสภาพแวดล้อม คนในพื้นที่ชายแดนร้องเรียนว่าแมลงวันเริ่มมากผิดปกติ

กลิ่นที่โชยมา ไม่ใช่แค่กลิ่นศพ… แต่มันคือกลิ่นของ “ผู้นำไร้หัวใจ”

แม่บางคน… อาจยังรอลูกรักกลับบ้าน แต่ลูกของเธอกำลัง “เน่าเปื่อยอยู่กลางแดด” โดยที่ “ผู้นำของเขา” ไม่แม้แต่จะเอ่ยถึงชื่อ

ญาติพี่น้องหลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนที่รักยังมีลมหายใจหรือไม่ ไม่มีการแจ้ง ไม่มีการส่งข่าว ไม่มีการจัดพิธี เขาตายเหมือนคนที่ไร้ความหมาย ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันก่อน เขาคือทหารของแผ่นดิน… ที่กล้าหาญที่สุดในสายตาแม่

ทหารตายไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ “ทิ้งศพไว้เน่า” คือเรื่องที่โลกไม่อภัย ในทุกสมรภูมิรบของโลก ไม่ว่าจะเป็นยูเครน–รัสเซีย อิสราเอล–กาซา ล้วนจัดการศพกันด้วยหลัก “มนุษยธรรม”

ทหารไม่ได้กลัวตาย แต่เขากลัวถูกลืม แต่วันนี้ไม่ใช่แค่ลืม แต่ถูก “ทิ้ง” เหมือนเศษขยะ

ประเทศที่เจริญแล้ว… เขาไม่ปล่อยศพเน่าแบบนี้ แม้แต่ศัตรูในสนามรบยังต้องได้รับเกียรติในการตาย

ต้องถูกเก็บ ต้องถูกส่งกลับ ต้องมีคนบอกครอบครัว นี่คือหลักมนุษยธรรมที่โลกยึดถือ

แต่กัมพูชา… ไม่เก็บศพทหารของตัวเอง ไม่บอกข่าวกับญาติ ไม่แม้แต่จะกล่าวคำขอโทษ

จะมีผู้นำประเทศไหนในโลกที่กล้าทอดทิ้งลูกหลานตัวเองเช่นนี้?

คำถามที่คนทั้งโลกควรถามก็คือ “ผู้นำกัมพูชา… อยู่ที่ไหน?” เขาเห็นไหมว่า ลูกหลานของเขากำลังตายเน่ากลางแดด? เขารู้ไหมว่า แม่คนหนึ่งกำลังรอศพลูกกลับบ้าน เพื่อได้จุดธูปให้สักดอก?

“ถ้าศพนี้คือลูกคุณ… คุณจะยอมให้เขานอนเน่ากลางแดดไหม?”

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในสนามรบ มนุษย์ก็ควรตายอย่างมีเกียรติ แต่ตอนนี้ทหารกัมพูชากำลังตายอย่างน่าสงสารที่สุดในประวัติศาสตร์การสู้รบ

ขณะที่คุณอ่านโพสต์นี้ อาจยังมี “แม่บางคน” ที่ไม่รู้เลยว่า ลูกของเธอ… กำลังเน่าอยู่ที่ชายแดน

เพื่อมนุษยธรรม เราขอเรียกร้องให้ผู้นำกัมพูชาเร่งจัดการศพทหารของตัวเองให้ถูกต้องตามประเพณีและหลักปฏิบัติสากลโดยด่วน… ได้โปรดเถอะ!

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดี‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’ผิด ม.144 เขย่า‘รัฐบาล-รัฐสภา’เสียวล้มทั้งกระดาน

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดี‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’ผิด ม.144 เขย่า‘รัฐบาล-รัฐสภา’เสียวล้มทั้งกระดาน

แนวหน้าวิเคราะห์ : คดี‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’ผิด ม.144 เขย่า‘รัฐบาล-รัฐสภา’เสียวล้มทั้งกระดาน

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ผลจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 มีมติคำวินิจฉัยให้ พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน พ้นจากสมาชิกภาพ ส.ส.เชียงราย ส่งผลให้หลุดจากตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทันที และตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา10 ปี จากกรณี ใช้อำนาจในฐานะกรรมาธิการแปรญัตติโยกงบประมาณลงพื้นที่ตนเองโดยมิชอบ อันเข้าข่าย กระทำความผิดตามรัฐธรรมนูญมาตรา 144  ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย โดยไม่เพียงทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเสียหนึ่งในกำลังหลักในสภาเท่านั้น แต่ยังเป็นหมุดหมายแห่งการตีกรอบอำนาจนักการเมือง”ซึ่งอาจขยายผลไปไกลกว่านั้น

บรรทัดฐานใหม่ทางกฎหมาย : มาตรา144 ที่ไม่ใช่แค่ตัวหนังสือ

มาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นบทบัญญัติ ที่ห้ามมิให้ สมาชิกสภาฯ คณะกรรมาธิการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดใช้อำนาจในการแปรญัตติงบประมาณ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อหน่วยงานหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งโดยมิชอบ ซึ่งแม้ที่ผ่านมาเคยมีการร้องเรียนกันบ้าง แต่ยังไม่เคยมีกรณีใดที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดอย่างชัดเจนและเด็ดขาดเช่นนี้

คำวินิจฉัยในครั้งนี้ของกรณี‘พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน’จึงไม่ใช่แค่ลงโทษเฉพาะบุคคล แต่เป็นการส่ง สัญญาณเตือน ไปถึง ส.ส. และคณะกรรมาธิการทั้งหลายว่า“ยุคเล่นกับงบอย่างเสรีจบลงแล้ว”โดยเฉพาะการโยกงบลงพื้นที่เพื่อหวังผลทางการเมืองส่วนตัวหรือของพรรค

สะเทือนเสถียรภาพรัฐบาล‘เศรษฐา-แพทองธาร’เสี่ยงโดนหมด

แม้กรณีของนายพิเชษฐ์จะเป็นการกระทำส่วนบุคคล ในฐานะกรรมาธิการงบประมาณ แต่ก็ไม่อาจแยกขาดจาก กระแสวิพากษ์วิจารณ์โยกกระทบไปถึง ตั้งแต่ รัฐบาล‘ครม.เศรษฐา’จนถึง รัฐบาล‘ครม.แพทองธาร’ที่มีความพยายามผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย“โครงการแจกเงินดิจิทัล 1หมื่นบาท”โดยอาศัยการโยกงบประมาณปี 2568 เพื่อใช้ในโครงการดังกล่าว

ฝ่ายค้านและภาคประชาชนหลายกลุ่ม  ได้ยื่นเรื่องถึง ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ โดยอ้างว่ารัฐบาลอาจมีพฤติกรรมละเมิดมาตรา144 เช่นเดียวกัน หากคำร้องเหล่านี้เดินหน้าสู่ศาลรัฐธรรมนูญจนกระทั่งมีการวินิจฉัย และหากพบว่ารัฐบาลมีการกระทำที่เข้าข่ายผิดจริง อาจนำไปสู่การล้มทั้งกระดานของนโยบายหลักเรือธงของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

เขย่าสภาทั้งระบบ นักการเมืองต้อง“กลัวกฎหมาย ไม่ใช่แค่กลัวคะแนนนิยม”

สิ่งสำคัญที่สุดที่ตามมาจากคำวินิจฉัยในครั้งนี้คือ บรรทัดฐานใหม่ของการใช้อำนาจในสภา โดยเฉพาะในยุคที่งบประมาณกลายเป็นเครื่องมือสำคัญทางการเมือง พรรคการเมืองจำนวนมากใช้กลไกงบประมาณเป็นเครื่องมือตอบแทนฐานเสียง หรือจูงใจในเขตเลือกตั้ง

แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าการแปรญัตติโยกงบลงพื้นที่ตนเองเป็นความผิดร้ายแรง ส.ส. ทั้งหลายอาจต้องกลับมาทบทวนว่า อำนาจในมือของตน ไม่ใช่สิทธิส่วนบุคคล ไม่ใช่ใช้อำนาจตามอำเภอใจ แต่เป็นหน้าที่ที่มีข้อจำกัดตามรัฐธรรมนูญ

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนทางการเมืองไทยครั้งใหญ่หรือไม่?

กรณี“พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน”เป็นมากกว่าการสูญเสียตำแหน่งของบุคคลคนหนึ่ง แต่คือการส่งเสียงดังๆจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไปยังนักการเมืองทั้งระบบถูกเขย่าว่า“กฎหมายมีเขี้ยวเล็บจริง”

หากกรณีนี้ถูกใช้เป็นแบบอย่างในการตรวจสอบและลงโทษนักการเมืองรายอื่นที่ใช้อำนาจโดยมิชอบ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมืองไทยที่แท้จริง แต่หากถูกปล่อยให้กลายเป็นเพียงแค่ “ข่าวประเด็นร้อนชั่วคราว”โดยไม่มีการไล่ตรวจสอบเชิงโครงสร้างต่อไป บรรทัดฐานที่ดีนี้ ก็อาจสลายไปกับกระแสการเมืองเช่นเดิม

ล่าสุด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2568 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในฐานะกรรมาธิฏารวิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์EMSถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)เพื่อขอให้ป.ป.ช.รีบส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคณะรัฐมนตรีและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี งบประมาณ พ.ศ.2569 จะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือสิ้นสุดสมาชิกภาพ ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 หรือไม่ และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 121 คน(ผู้ร้อง)หรือสมาชิกวุฒิสภา ที่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไปตามผลของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่

ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 1สิงหาคม ที่ผ่านมา แล้ว สส.และสว.ที่ทราบผลของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ไม่เสนอความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสาม เพื่อให้ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะหรือ เพื่อให้สส.322คน สิ้นสุดสมาชิกภาพ ด้วยหรือไม่นั้น ผู้ร้องหรือ สว.จะมีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ตามความในมาตรา 234 (1) หรือไม่ ดังนั้นตนเห็นว่าจึงมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสี่ ต่อไป

การเมืองไทยหลังจากนี้จะต้องจับตากระบวนการอย่างใกล้ชิดอย่างไม่กระพริบตาอะไรก็เกิดขึ้นได้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อกฎหมาย เมื่อผู้แทนของประชาชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาและมีอำนาจในการออกฎหมาย มากระทำผิดเสียเอง ก็ย่อมจะต้องได้รับโทษจากการกระทำ เพื่อเป็นบรรทัดฐานกับนักการเมืองต่อไป

รัฐบาลแพทองธารและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง คงต้องเตรียมรับมือกับแรงกระเพื่อม ที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะจากนี้ไป คำว่า“มาตรา 144”จะไม่ใช่แค่บรรทัดในรัฐธรรมนูญ แต่จะกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอยู่รอดทางการเมืองของ ทั้งรัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาทั้งสองสภา สุดท้าย อาจโค่นล้มกันทั้งกระดาน ส่งผลให้การเมืองไทยต้องเปลี่ยนครั้งใหญ่.

ตัวจริง-มืออาชีพ! ‘ภูมิใจไทย’ฝ่ายค้านเต็มตัว ฟันทุกเม็ด-ทุกประเด็น

ตัวจริง-มืออาชีพ! 'ภูมิใจไทย'ฝ่ายค้านเต็มตัว ฟันทุกเม็ด-ทุกประเด็น

ตัวจริง-มืออาชีพ! ‘ภูมิใจไทย’ฝ่ายค้านเต็มตัว ฟันทุกเม็ด-ทุกประเด็น

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.21 น.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช ได้โพสต์คลิปพร้อมข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า ภูมิใจไทย ฝ่ายค้านเต็มตัว

ใครที่เคยมีความคิด เคยสบประมาท เคยวิพากษ์วิจารณ์ว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นได้แต่พรรคร่วมรัฐบาล เป็นพรรคฝ่ายค้านไม่ได้ ค้านไม่เป็น แต่หลังจากพรรคภูมิใจไทยประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลแล้ว เราจะเห็นบทบาทของพรรคภูมิใจไทยว่า เป็นฝ่ายค้านที่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ค้านเอาจริงเอาจัง ค้านทุกประเด็น เก็บทุกเม็ด

นับตั้งแต่การประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านและเข้าร่วมประชุมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน ในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว พรรคภูมิใจไทยก็ได้แสดงบทบาท ประกาศตัวว่า เป็นฝ่ายค้านอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นว่าการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคภูมิใจไทย เข้มแข็ง เอาจริงเอาจัง เก็บทุกเม็ดจริงๆ ไม่ละเลย ค้านทุกประเด็น เท่าที่เห็นอยู่ คือ

1.หลังจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โยกย้ายข้าราชการในกระทรวงมหาดไทย ระดับอธิบดี 2ครั้ง2รอบ เพื่อล้างสิงห์สีน้ำเงิน ทำให้นายอนุทินในฐานะเจ้ากระทรวงเก่า ก็ออกมาคัดค้านวิพากษ์วิจารณ์ และตำหนิการทำหน้าที่ของนายภูมิธรรม ว่าเป็นการล้างแค้น เป็นการโยกย้ายด้วยเหตุผลทางการเมือง

2.การวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้กรมที่ดิน ยกเลิกที่ดินเขากระโดง ให้กรรมสิทธิ์ตกเป็นของการรถไฟแห่งประเทศไทยตามคำพิพากษา ก็มีการท้วงติงจากนายอนุทินว่า ไม่ควรเลือกปฏิบัติ ถ้าหากว่าจะแก้ปัญหาหรือยกเลิกที่ดินเขากระโดง ก็ควรที่จะยกเลิกที่ดินอัลไพน์ไปด้วย

3.วิพากษ์วิจารณ์กรณีที่กระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศปลดล็อก อนุญาตให้มีการเล่นการพนัน หรือกีฬาโป๊กเกอร์ได้ ซึ่งนายอนุทินวิจารณ์ว่า เป็นการส่งเสริมให้มีการเล่นการพนัน

4.มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลเลือกปฏิบัติต่อผู้อพยพในจังหวัดบุรีรัมย์ ปล่อยปละละเลยให้จังหวัดบุรีรัมย์ หรือผู้อพยพในจังหวัดบุรีรัมย์ อยู่ในความรับผิดชอบ หรือเป็นหน้าที่ของพรรคภูมิใจไทยดูแล รัฐบาลไม่สนใจและไม่ใส่ใจช่วยเหลือเหมือนจังหวัดอื่นๆ

5.ได้วิจารณ์การแก้ปัญหาช่วยเหลือผู้อพยพในจังหวัดชายแดนอีสานใต้ จังหวัดศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และอุบลราชธานี ล่าช้า ทำไมไม่รวดเร็วเหมือนกับการแก้ปัญหาที่ดินเขากระโดงหรือเซ็นอนุญาตโป๊กเกอร์

6.ประกาศความเป็นพรรคฝ่ายค้านตัวจริง ในการเลือกตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่1 โดยมติของพรรคภูมิใจไทย ประกาศว่าจะเลือกผู้แข่งขันของทุกพรรค ที่ไม่ใช่จากพรรคเพื่อไทย

พรรคภูมิใจไทยได้แสดงบทบาททำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านตัวจริง พร้อมเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพ บทบาทของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านของพรรคภูมิใจไทยในขณะนี้ เป็นการแสดงบทบาทที่เข้มข้น เข้มแข็ง และเอาจริงเอาจังมากกว่าการเป็นฝ่ายค้านของพรรคประชาชน ที่เป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้านด้วยซ้ำไป

แร้งกากิน’ศพทหาร’ ‘ไทย’ถก’จีบีซี’จี้ประเด็นแทงใจ’เขมร’ให้ได้อาย

แร้งกากิน'ศพทหาร' 'ไทย'ถก'จีบีซี'จี้ประเด็นแทงใจ'เขมร'ให้ได้อาย

แร้งกากิน’ศพทหาร’ ‘ไทย’ถก’จีบีซี’จี้ประเด็นแทงใจ’เขมร’ให้ได้อาย

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 07.13 น.

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Nantiwat Samart ระบุว่า การประชุมจีบีซี

การประชุมจีบีซีเริ่มมาแล้วสองวัน
เป็นการประชุม​SOM ของทั้งสองฝ่าย
ฝ่ายไทยมีผู้แทนเหล่าทัพ​ ฝ่ายความมั่นคง
เพื่อจัดเตรียมเอกสารเสนอที่ประชุมใหญ่
อะไรที่ตกลงกันได้นำเสนอสู่วันที่​ ​7
อะไรที่ตกลงกันไม่ได้​ วางไว้ก่อนคุยคราวหน้า

ข่าวเล็ดลอดออกจากห้องประชุมน้อยมาก
เป็นการประชุมที่มีเจ้าภาพมาเลเซียร่วม
ไทยให้อเมริกาและจีนเข้าร่วมในวันที่​ 7​ สิงหา

ไทยยื่นข้อเสนอไป​ 8 ข้อแต่เขมรเงียบ
เขมรรับข้อเสนอไทยส่งกลับไปพนมเปญ

ประเด็นที่ฝ่ายไทยเสนอในที่ประชุม
ให้ฝ่ายเขมรรีบเก็บศพทหารที่เสียชีวิต
อย่าปล่อยทิ้งไว้เป็นการไม่ให้เกียรติทหาร
มีปัญหาสุขอนามัยกลิ่นเหม็น​ ​แร้งกากิน
ประเด็นนี้แหลมคม​ แทงใจเขมรให้ได้อาย

ข้อเสนอหลักคงต่อจากผลประชุมอาร์บีซี
ห้ามละเมิดหยุดยิง​ ห้ามเคลื่อนย้ายกำลัง
ห้ามเพิ่มเติมกำลัง​ ห้ามบินโดรนล้ำแดน

การประชุมครั้งนี้​ คงไม่เสร็จในคราวเดียว
น่าจะมีอีกหลายครั้ง​ เพื่อวางกรอบเจรจาต่อไป
ทั้งในเรื่องเอ็มโอยู​ 43/44 พื้นที่ที่ไทยยึดคืน
รวมแผนที่​เจ้าปัญหา​1:200,000​ เขมรไม่ถอยง่ายๆ

มหาอำนาจเป็นผู้สังเกตการณ์ไทยไม่เสียหาย
ดีเสียอีก มีพยานรับรู้​ เพราะไทยไม่ใช่ผู้ละเมิด

หากการประชุมล้มเหลว​ชายแดนอาจปะทะกันอีก

พท.ชง‘ไชยา พรหมา’ นั่งรองปธ.สภาฯแทน‘พิเชษฐ์’

พท.ชง‘ไชยา พรหมา’ นั่งรองปธ.สภาฯแทน‘พิเชษฐ์’

พท.ชง‘ไชยา พรหมา’ นั่งรองปธ.สภาฯแทน‘พิเชษฐ์’

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

พท.ชง‘ไชยา.พรหมา’ นั่งรองปธ.สภาฯแทน‘พิเชษฐ์’

วันนอร์” นัด 7 สิงหาคม เลือกรองประธานสภาฯคนที่ 1 ชี้สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ชงชื่อ ชิงรองปธ.สภาคนที่ 1 ได้ ก่อนถกงบ69 วาระ 2-3 วันที่ 13-15 สิงหาคม ส่อลากยาวถึง 16 สิงหาคม โยน วิป 2 ฝ่าย” คุยเคาะ สรวงศ์ลั่นโควตารองปธ.สภา คนที่1ของเพื่อไทย ยังไม่ชัวร์ส่งชลน่านขอรอที่ประชุมพรรคเคาะ มติเพื่อไทยเคาะไชยา พรหมานั่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แทน พิเชษฐ์’ ‘ภูมิใจไทย’ มีมติหนุนทุกคนชิงเก้าอี้ รองประธานสภาฯคนที่1’ ยกเว้น เพื่อไทย

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการบรรจุระเบียบวาระเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ว่า ได้มีการบรรจุระเบียบวาระไว้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วันที่ 7 สิงหาคม เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ในระเบียบวาระอื่นๆ ต้องให้ทางสภาขอเลื่อนระเบียบวาระขึ้นมาเพื่อพิจารณาก่อนเพราะมีความจำเป็นที่จะต้องมีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีกหนึ่งคน เนื่องจากวันที่ 13-15สิงหาคมนั้นจะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 วาระ 2 และ 3 ซึ่งอาจต้องพิจารณาทั้งกลางวันและกลางคืน ประธานสองคน อาจไม่ทันจึงอยากให้พิจารณาเลือกในวันที่ 7 สิงหาคม

ชี้สมาชิกทุกคนมีสิทธิ์ชงชื่อชิงรองปธ.ได้

นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวต่อว่า ส่วนจะเลือกใครนั้น ตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับของสภาฯ เป็นอำนาจหน้าที่ของสมาชิกทุกคนที่จะเสนอได้ และคนได้เสียงข้างมากก็จะเป็นรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 โดยพรรคการเมืองต่างๆอาจจะไปคุยกันก่อนได้ จึงต้องรอดูว่าจะเป็นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนของการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ มีการจัดสรรเวลาไว้แล้วหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่าตามที่พูดคุยและมีการประสานภายใน ยังไม่ได้มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการนั้น เมื่อมีหนังสือชัดเจนรัฐบาลต้องส่งเอกสารมาให้สมาชิกที่จะอภิปรายวาระ 2 และ 3ได้แล้ว ส่วนจะใช้เวลาเท่าไหร่ ต้องให้คณะกรรมการประสานงานในสภาผู้แทนราษฎร(วิป)ทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และตัวแทนของรัฐบาล ไปพูดคุยกันเพื่อกำหนดโดยประมาณ เพราะการพิจารณาในวาระ 2 เราไม่สามารถทราบได้ชัดเจนว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่ เพราะขึ้นอยู่กับสมาชิกที่สงวนคำแปรญัตติทั้งกรรมาธิการและสส.

ถกงบ69อาจ3วันส่อลากยาวถึง16สค.

ประธานสภาผู้แทนฯกล่าวอีกว่า หากมีความประสงค์ที่จะอภิปรายเยอะก็ต้องใช้เวลาเยอะ แต่ปีที่แล้วหากตนจำไม่ผิดก็เป็น 3วัน แต่จะพิจารณาในช่วงกลางคืนด้วย บางครั้งอาจจะถึงเวลา 02.00 น. ก็มี ฉะนั้น ต้องให้วิปทั้งสองฝ่ายและรัฐบาลไปพูดคุยกัน

เมื่อถามว่า มีแนวโน้มที่จะลากยาวไปถึงวันที่ 16 สิงหาคมหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ กล่าวว่า ไม่อาจทราบได้ แต่ต้องมีการประสานกันก่อน และระหว่างที่มีการพิจารณาตั้งแต่วันที่ 13สิงหาคม วิปทั้งสองฝ่ายก็จะมีการประสานกันเป็นระยะๆ เพื่อให้การอภิปรายเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่เสียเวลามากจนเกินไป เพราะบางมาตราอาจมีผู้ที่ประสงค์จะอภิปรายเป็นจำนวนมาก ซึ่งเขาอาจประสานกันได้ว่าจะให้ใครเป็นผู้อภิปราย หากเป็นพรรคเดียวกัน

ลั่นโควตารองปธ.ของเพื่อไทย

นายสรวงศ์ เทียนทอง รมช.ท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการเสนอชื่อรองประธานสภาฯ คนที่1 วันนี้การประชุมพรรคเพื่อไทยจะได้ข้อสรุปหรือไม่ว่า การประชุม สส.พรรคเพื่อไทยวันนี้น่าจะมีการพูดคุยเรื่องนี้ ส่วนจะเป็นนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว สส.น่าน พรรคเพื่อไทย ตามที่เป็นกระแสข่าวก่อนหน้านี้หรือไม่นั้น ยังไม่ได้เคาะ ต้องดูที่ประชุมพรรคจะมีการเสนอชื่อใครและรายชื่อท่านใดจะได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกพรรค ส่วนจะเกี่ยวหรือไม่ต้องเป็นโควตาของภาคเหนือ นายสรวงศ์ ย้ำว่าจริงๆไม่เกี่ยว เพราะเราดูในศักยภาพของตัวบุคคล ท่านใดประสงค์ปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้ทางพรรคและสมาชิกก็พร้อมสนับสนุน

เมื่อถามว่าในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลต้องนำมาพิจารณาเป็นโควตาด้วยหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่า จริงๆแล้วไม่ได้มีการพูดคุยกันเลยซึ่งงงเหมือนกันทำไม เลขาธิการพรรคกล้าธรรมโพสต์ข้อความขอโอกาสให้พรรคกล้าธรรมนั่งรองประธานสภา ซึ่งไม่เป็นไร เดี๋ยวพูดคุยกันได้

ส่วนกรณีพรรคกล้าธรรมเสนอชื่อ สะถิระ เผือกประพันธุ์ สส.ชลบุรี พรรคกล้าธรรม นายสรวงศ์ กล่าวว่า เดี๋ยวต้องพูดคุยกันก่อนเพราะมีเวลาก่อนที่จะประชุมสภา เมื่อถามว่าต้องเป็นโควตาของพรรคเพื่อไทย จะขอชื่อเดียวเลยหรือไม่ นายสรวงศ์ กล่าวว่าแน่นอน เราไม่มีการเสนอ 2 ชื่อ เข้าที่ประชุมใหญ่อยู่แล้ว

นฤมลโวยพรรคร่วมไม่คุยรองปธ.

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการเสนอชื่อบุคคลดำรงตำแหน่งรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ว่า ในส่วนของพรรคกล้าธรรมมีคนที่พร้อมจะเสนอชื่อตั้งแต่ครั้งที่แล้ว และแสดงเจตจำนงมาตลอด เราคุยกันมาตลอดว่าไม่อยากพูดเรื่องนี้ออกสื่อ เพราะปัญหาของประเทศยังเยอะอยู่ ทั้งสถานการณ์ชายแดน น้ำท่วมภาคเหนือที่ยังฟื้นฟูไม่จบ รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจ จึงไม่อยากให้ประชาชนรู้สึกว่ามาแย่งตำแหน่งอะไรในขณะที่ชาวบ้านยังเดือดร้อน

นางนฤมล กล่าวว่า ส่วนที่นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ต้องออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะไม่มีการพูดคุยกันในสภาฯ เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง เรื่องนี้เป็นกิจการของสภาฯ ควรต้องหารือกันในสภาฯ โดยพรรคร่วมรัฐบาลต้องมาคุยกันและตกลงว่าจะเป็นอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องมาทวงตำแหน่งออกสื่อ แต่เมื่อไม่มีการพูดคุยโดยเลือกที่จะไม่คุย ก็จะเกิดปัญหาในการทำงานร่วมกันในสภาฯ แน่นอน

ลั่นไม่คุยกัน เกิดปัญหาวุ่นแน่

เมื่อถามว่าการเลือกรองประธานสภาฯ ครั้งที่แล้ว พรรคกล้าธรรมพร้อม แต่ในขณะที่พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าเป็นโควตาของพรรค ครั้งนี้จะทำอย่างไร นางนฤมล กล่าวว่า ตรงนั้นเราได้ไปคุยและก็ยอม แต่พอครั้งนี้ไม่คุยก็จะเป็นปัญหาในการทำงาน และจะมีปัญหาหลายอย่าง อีกทั้งสส.ก็จะไม่พอใจว่าไม่ได้รับการปรึกษาพูดคุยกัน ทั้งที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องคุยกัน

เมื่อถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยมีมติของเขา พรรคกล้าธรรมจะยอมหลีกทางหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า เป็นเรื่องของพรรคเขา แต่ยืนยันว่าต้องมาคุยกัน ถ้าไม่คุยก็เป็นปัญหาแน่นอน เมื่อถามย้ำว่า หากเพื่อไทยไม่คุย กล้าธรรมจะเสนอชื่อแข่งหรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า ต้องให้เป็นมติของพรรคกล้าธรรมพิจารณา

ส่วนที่มีข้อสังเกตว่าเก้าอี้รองประธานสภาฯไม่ใช่โควตาของพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่เป็นตำแหน่งที่ต้องทำงานโดยรวมในสภาฯ นางนฤมลกล่าวว่า ใช่ จึงต้องคุยกันว่าใครเหมาะสม หากข้อตกลงร่วมกันเป็นอย่างไรเราก็พร้อม เพราะพรรคกล้าธรรมไม่เคยเกเร แต่เมื่อเลือกจะไม่คุยก็จะมีปัญหา

เมื่อถามว่าในสถานการณ์เสียงปริ่มน้ำ เสียงของพรรคกล้าธรรมถือว่ามีความสำคัญใช่หรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า เราไม่ได้ขู่อย่างนั้น แต่ย้ำว่าถ้าไม่ได้หารือจะมีปัญหาทำงานร่วมกันในสภาฯ และเรื่องนี้สามารถคุยกันได้เพราะเจอกันทุกสัปดาห์ในสภาฯ

เมื่อถามย้ำว่า พรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้หารือใช่หรือไม่ นางนฤมล กล่าวว่า เท่าที่ทราบก็ไม่ได้หารือกัน ย้ำว่าเรื่องนี้ทางวิปต้องไปหารือกัน เมื่อตำแหน่งว่างลง

มติพท.เคาะไชยานั่งรองปธ.คนที่ 1

ที่พรรคเพื่อไทย(พท.)ได้มีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทยประจำสัปดาห์ โดยมีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยมีวาระสำคัญคือการเลือกบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1 แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีต สส.เชียงรายที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากมีพฤติกรรมที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 วรรคสองเป็นเวลา 10 ปี

โดยที่ประชุมได้มีการเสนอชื่อนายไชยา พรหมา สส.หนองบัวลำภู ดำรงตำแหน่งดังกล่าว ส่วนนพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส.แพร่ ได้เสนอชื่อตัวเองให้ที่ประชุมพิจารณาเช่นกัน ส่งผลให้ที่ประชุมพรรคต้องลงคะแนนโดยทางลับ ผลปรากฏว่าผลการลงคะแนนเป็นเอกฉันท์ โดยนายไชยา ได้รับเลือกจากสมาชิกพรรคให้ดำรงตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่ 1โดยพรรคพท.จะได้นำเสนอรายชื่อดังกล่าวเช้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาฯ ในวันที่ 7 ส.ค.นี้

สำหรับนายไชยา เป็น สส.มาหลายสมัย ตั้งแต่ปี 2544 เคยดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในยุคที่นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรับมนตรี

ภท.ชี้กธ.ขอชิงรองปธ.สะท้อนรบ.อ่อนแอ

ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลทำให้เสียงรัฐบาลปริ่มน้ำจนทำให้พรรคกล้าธรรมกล้าเสนอคนชิงตำแหน่งรองประธานสภาฯคนที่หนึ่งว่าต้องไปถามพรรคกล้าธรรม แต่เราได้พูดมาหลายครั้งแล้วว่าจากรัฐบาลที่เข้มแข็งจะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอเมื่อถามว่าหากพรรคเพื่อไทยไม่ยอม พรรคกล้าธรรมจะมีปัญหาหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยว ต้องไปถามพรรคกล้าธรรม แต่อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่รัฐบาลที่มีพรรคใดพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ต้องปรับทัศนคติตรงนี้ให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะมีปัญหาอยู่เรื่อย

ภท.พร้อมโหวตให้ทุกพรรคเว้นพท.

ที่พรรคภูมิใจไทย(ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานีในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคภูมิใจไทยกรณีการโหวตเลือกรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1แทนนายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพานที่ถูกบรรจุในระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่7ส.ค.นี้ว่าพรรคภูมิใจไทย มีมติไม่ส่งใครลงชิงตำแหน่งดังกล่าว แต่ถ้าใครจะเสนอตัวลงแข่งชิงรองประธานสภาฯคนที่1 พรรคภูมิใจไทยพร้อมโหวตสนับสนุนให้ทุกคน ยกเว้นแคนดิเดตจากพรรคเพื่อไทย เราพร้อมโหวตให้ทุกคน ที่ไม่ใช่จากพรรคเพื่อไทย

อย่าเซ็นสุ่มสี่สุ่มห้า! ‘อนุทิน’เตือนอธิบดีที่ดินคนใหม่ จัดการปมที่ดิน‘เขากระโดง’

อย่าเซ็นสุ่มสี่สุ่มห้า! ‘อนุทิน’เตือนอธิบดีที่ดินคนใหม่ จัดการปมที่ดิน‘เขากระโดง’

อย่าเซ็นสุ่มสี่สุ่มห้า! ‘อนุทิน’เตือนอธิบดีที่ดินคนใหม่ จัดการปมที่ดิน‘เขากระโดง’

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

อย่าเซ็นสุ่มสี่สุ่มห้า! ‘อนุทิน’เตือนอธิบดีที่ดินคนใหม่ จัดการปมที่ดิน‘เขากระโดง’ ระวังอย่าให้เกิดความเสียหาย ยกอดีตมีคนติดคุกมาแล้ว

อนุทิน” กระตุกเตือน อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่” ดูปมที่ดิน เขากระโดงตามกฎหมาย ยกอดีตย้อนเกล็ดเซ็นสุ่มสี่สุ่มห้า- เกิดความเสียหายติดคุกกันมาแล้ว ชี้คนระดับภูมิธรรมพูดก็ต้องเชื่อ ใช้มาตรฐานเดียวกับ คดีอัลไพน์” ไม่ขัดถูกตรวจสอบ สนามบินขนงพระ” ขณะที่ศุภชัยขอติดตามดูว่าใครจะติดคุกเป็นรายต่อไป รอดูบิ๊กอ้วนประกาศ เคสอัลไพน์-เขากระโดงจะใช้มาตรฐานเดียวกัน

เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่หากอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่เซ็นเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดง จะมีผลอย่างไรต่อไปว่า ต้องดูตามกฏหมาย ถ้าสุ่มสี่สุ่มห้า เซ็นแล้วผิดกฎหมาย ทำไปด้วยเจตนารมณ์ที่ไม่บริสุทธิ์ จงใจทำให้เกิดความเสียหาย หรือเป็นการกลั่นแกล้งกัน ก็ให้ดูว่าในสมัยก่อนมีอธิบดีกรมที่ดิน อดีตปลัดกระทรวง ต้องถูกโทษจำคุกเรื่องแบบนี้เราก็เห็นกันมาหมดแล้วเที่ยวไปเพิกถอนมติหรืออะไรต่างๆ ก็เห็นตัวอย่างกันมาหมดแล้ว ถ้าใครที่ทำเพื่อที่ต้องการจะมาดำรงตำแหน่งนี้ ก็ไม่มีใครห้าม และไม่มีอะไรมาห้ามให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือความเสียหายไม่ให้เขาดำเนินคดีกลับ

เมื่อถามว่าเรื่องที่ดินเขากระโดง จะอยู่แค่ระดับอธิบดีหรือฝ่ายการเมืองจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบ ส่วนนี้ต้องไปถามผู้ที่เสียหาย

เมื่อถามว่า นายภูมิธรรมประกาศใช้มาตรฐานเดียวกันกับกรณีที่ดินอัลไพน์ เชื่อหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าคนระดับท่านพูดก็ต้องเชื่อ แต่ขอให้ท่านทำให้เร็วเหมือนกับเรื่องเขากระโดง

เมื่อถามว่ามองอย่างไร ที่มีการเดินหน้าเพิกถอนที่ดินเขากระโดง ทำให้ 4 อธิบดีถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่ง เหมือนเป็นการล้างบาง นายอนุทินกล่าวว่า อธิบดีกรมที่ดินขอย้ายตัวเองเพราะปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามข้อสั่งการ

เมื่อถามว่าสุดท้ายที่ดินเขากระโดงจะต้องรื้อหรือจะยื้อกันไปอีกนาน นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าจะใช้คำว่ายื้อถูกหรือไม่ เพราะเรื่องพวกนี้ เป็นเรื่องของกฎหมาย สมัยตนอยู่กระทรวงมหาดไทยก็ยัง เรียกอธิบดีกรมที่ดิน มาถาม ว่าถ้าตนไม่ใช่ มท.1 ผลจะเป็นแบบนี้หรือไม่ ท่านก็ยังยืนยัน นอนยัน นั่งยัน ว่าก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าใครจะมาเป็น มท.1 ผลของคณะกรรมการมาตรา 61 ก็เป็นเช่นนี้ ตนยังบอกให้ทุกคนเป็นพยานบันทึกกันไว้ ซึ่งตนก็มีบันทึกไปที่ปลัดกระทรวงมหาดไทย ขอให้ดำเนินการทุกอย่างในเรื่องนี้ เพราะเป็นที่สนใจของประชาชน และเป็นเรื่องที่มีความกังขาขอให้ทำให้ถูกต้องทุกอย่าง ใครที่คิดว่าทำถูกต้องตามกฏหมายก็ทำไป และรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองได้กระทำ ถ้าทำไม่ผิดมันก็ไม่ผิด

เมื่อถามว่า ถ้าประชาชนที่ได้รับโฉนดอย่างถูกต้อง ถูกเพิกถอนสิทธิ์ จะมีคำแนะนำอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ควรต้องหาวิธีแก้ไขกันต่อไป เพราะไม่ใช่แค่ชาวบ้าน แต่เศรษฐกิจก็จะพังไปหมด ซึ่งที่ดินส่วนใหญ่มีโฉนดหมดแล้ว คงไม่มีใครโง่ที่จะซื้อที่ดินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องของที่ดินไม่ใช่การโอนเฉพาะ 2 ฝ่าย เจ้าหน้าที่กรมที่ดินต้องรับรู้ ไม่ใช่ว่าโอนวันนี้อีก 3 ปี 5 ปี จะไปเพิกถอน ไม่เช่นนั้นจะไม่มีใครกล้าลงทุน

“หากไม่ลงทุน ทุกอย่างก็กระจุกอยู่ในเมืองใหญ่ๆ เอาชัวร์ๆ ซื้อบนถนนสีลม สุขุมวิท เท่านั้นหรือ อีกหน่อยตำบลปากช่อง เขาค้อ สันกำแพง ก็ไม่มีใครกล้าไปลงทุน ถ้าทำแบบนี้ ทุกอย่างต้องมีความชัดเจน” นายอนุทิน กล่าว และว่า รัฐธรรมนูญมีการคุ้มครองอยู่แล้ว แต่บางคนก็ตีลูกมึนไปทำความเดือดร้อนให้ประชาชน ขออย่าลืมว่าเขากระโดงมีกว่า 900 ครอบครัว ไม่ใช่จ้องแต่ครอบครัวการเมือง แล้วได้รับผลกระทบไปด้วยก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร

เมื่อถามว่าจะให้มีการฟ้องร้องกลับหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่มีที่ดินตรงนั้น คงตอบแทนไม่ได้ แต่เห็นว่ารัฐบาลควรมีมาตรการคุ้มครอง ไม่ใช่พอถึงเวลาก็เอาเงินภาษีประชาชนมาเวนคืน

เมื่อถามถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ลงพื้นที่ตรวจสอบสนามบินขนงพระ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา อาจรุกล้ำทางสาธารณะ นายอนุทิน กล่าวว่า ประเด็นนี้ก็ให้หน่วยงานตรวจสอบ และมีเอกสารหลักฐานที่จะต้องไปชี้แจง

เมื่อถามต่อว่า ดีเอสไอควรจะไปตรวจสอบรีสอร์ทบนที่ดินของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรมด้วยหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ พร้อมย้อนว่า “ชอบถามแบบนี้” ก่อนกล่าวต่อว่า หากจะทำก็ต้องทำให้เท่าเทียมกันทุกคน แต่การเที่ยวไปตรวจที่ตรงนั้นตรงนี้ แล้วอีกหน่อยใครจะกล้าลงทุน เศรษฐกิจก็นิ่งหมด พร้อมย้ำว่า เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะมีการเปลี่ยนมือ การลงทุน การขาย การได้กำไร คนถึงจะไปจับจ่ายใช้สอย ใช้เงิน เศรษฐกิจต้องหมุนด้วยเงิน

“ฉะนั้น หากทำแบบนี้ อีกหน่อยมีคนนำที่ดินต่างจังหวัดมาขายใครจะกล้าซื้อ แล้วโฉนดถูกต้องหรือไม่ใครจะทราบเพราะบางโฉนดออกมาตั้งแต่ พ.ศ.2480 จะไม่ถูกได้อย่างไรก็ต้องอนุมานว่าถูกไว้ก่อน จึงขออย่าใช้กลไกทางราชการมากลั่นแกล้งทางการเมือง แบบนี้ถือว่าไม่มีประโยชน์ เพราะหากมีการเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้างก็โดนกลับ ประเทศไทยก็ไม่สงบสุข ทีนี้รู้หรือยังทำไมประเทศไทยไม่สงบสุข เพราะคนแบบนี้ไง” นายอนุทิน กล่าว

ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายภูมิธรรม ระบุจะใช้มาตรฐานเดียวกันในการจัดการเรื่องของสนามกอล์ฟอัลไพน์ กับเขากระโดงว่า อยากจะทบทวนให้ฟังว่า ตั้งแต่นางเนื่อม ชำนาญชาติศักดา ได้ทำพินัยกรรมยกที่ดินจำนวน 732 ไร่ ให้กับวัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 22 พ.ย.2512 ต่อมานางเนื่อมถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 22 พ.ค.2514 จึงมีการตั้งผู้จัดการมรดก แทนที่ที่ดินดังกล่าวจะถูกจดทะเบียนโอนให้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดก็หาไม่ เพราะพระราชเมธาภรณ์ อดีตเจ้าอาวาส แสดงเจตจำนงจะขายที่ดินของวัด แต่ผู้จัดการมรดกเดิมที่มีจำนวน 3 คนไม่ยอมอดีตเจ้าอาวาสจึงตั้งมูลนิธิมหามกุฏฯ ให้เป็นผู้จัดการมรดก ต่อมาได้โอนที่ดินทั้งสองแปลงให้แก่มูลนิธิมหามกุฏฯแล้วจดทะเบียนขายให้แก่บริษัท อัลไพน์ เรียลเอสเตท กับบริษัท อัลไพน์ กอล์ฟแอนด์สปอร์ตคลับ ในวันที่ 31 ส.ค. 2533 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 130 ล้านบาท โดยบริษัทดังกล่าวมีนางอุไรวรรณ เทียนทอง (ภรรยาของนายเสนาะ เทียนทอง) และนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ เป็นผู้ถือหุ้น

นายศุภชัยกล่าวต่อว่า ต่อมาทางบริษัทอัลไพน์ฯ ได้ขายหุ้นให้กับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ซึ่งในปี 2544 อธิบดีกรมที่ดินได้เพิกถอนการจดทะเบียนการโอนที่ดินเพื่อคืนที่ดินนั้นให้กับวัดเป็นที่ธรณีสงฆ์แล้ว ต่อจากนั้นปี 2545 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองปลัดกระทรวง (รักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย ขณะนั้น) มีคําสั่งให้เพิกถอนคําสั่งของอธิบดีกรมที่ดินนั้น แล้วก็คืนโฉนดที่ดินให้กับบริษัทอัลไพน์ฯ ในที่สุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เห็นว่า นายยงยุทธ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แล้วก็ถูกดําเนินคดีในศาลอาญาทุจริต จนปีพ.ศ. 2563 ศาลพิพากษาให้นายยงยุทธ จําคุก 2 ปี ตามคําพิพากษา นั่นคือในส่วนของกรณีอัลไพน์ฯ

นายศุภชัยกล่าวอีกว่า สำหรับกรณีที่ดินเขากระโดง เรื่องนี้ที่มีการเสนอให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดินมาตั้งแต่ปีพ.ศ.2552ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินในขณะนั้น ได้มีตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 ประมวลกฎหมายที่ดิน ในที่สุดคณะกรรมการชุดนั้นก็เห็นว่าการออกเอกสารสิทธิ์โฉนดที่ดิน น.ส.3 ไม่ได้คลาดเคลื่อน และไม่ชอบด้วยกฎหมาย อธิบดีกรมที่ดินในขณะนั้นก็ได้เห็นชอบกับคณะกรรมการ และให้ยุติเรื่องไม่เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ เรื่องนี้ก็มีมาจนกระทั่งปีพ.ศ. 2564 การรถไฟฯได้ไปฟ้องกรมที่ดิน ขอให้ใช้อํานาจเพิกถอนที่ดิน แต่ศาลปกครองมีคําพิพากษาให้กรมที่ดินไปตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 61 เหมือนตอนปี 2552 ที่อธิบดีตั้งมาครั้งหนึ่งแล้ว

และรอบนี้ผลก็เหมือนกันคือ มีความเห็นตามคณะกรรมการที่เสนอว่า การออกเอกสารสิทธิ์ ไม่ได้คลาดเคลื่อน หรือ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีความเห็นชอบตามมตินั้น คือไม่เพิกถอน พอไม่เพิกถอน สิ่งที่เกิดขึ้นคือเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา 21 กรกฎาคม 2568 นายภูมิธรรม ได้ให้นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.มหาดไทย ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 7 คน ซึ่ง 7 คนนี้ให้ไปตรวจสอบคําสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่เห็นชอบในการไม่เพิกถอน และหลังจากนั้น เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีคําสั่งว่า “ให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ดิน”

นายศุภชัย กล่าวต่อว่า จากการที่ได้ไล่เรียงตามลำดับไทม์ไลน์จนมาถึงตรงนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า แสดงว่ามีคนที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเรื่องของการให้เพิกถอนเรื่องนี้ ซึ่งตนไม่ทราบว่าใครที่จะต้องรับผิดชอบบ้าง เพราะกรณีที่เห็นชอบให้ไม่เพิกถอน มีตั้งแต่อธิบดีกรมที่ดิน รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ก็มีความเห็นเหมือนกันหมด รวมทั้งคณะกรรมการที่ตั้งไปตามมาตรา 61 หรือการตั้งคณะกรรมการที่ตั้งมาโดย มท.3 ตามคำสั่งของ มท.1 ให้มาตรวจสอบอธิบดีกรมที่ดินเรื่องนี้ ก็มีประเด็นว่ามันชอบ หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย

“ถ้าบอกว่านายยงยุทธ ที่ติดคุกไป ผมก็อยากรู้เหมือนกันว่าในที่สุดแล้ว กรณีเรื่องเขากระโดง จะมีการติดคุกกันเหมือนกับกรณีเรื่องของอัลไพน์ฯหรือไม่ ผมอยากติดตามดูว่า ใครจะติดคุกในกรณีเรื่องเขากระโดงบ้าง” นายศุภชัย กล่าว

ครม.โยกย้าย 6บิ๊กข้าราชการมหาดไทย ตั้งอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่

ครม.โยกย้าย 6บิ๊กข้าราชการมหาดไทย ตั้งอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่

ครม.โยกย้าย 6บิ๊กข้าราชการมหาดไทย ตั้งอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ครม.โยกย้าย 6บิ๊กข้าราชการมหาดไทย ตั้งอธิบดีกรมที่ดินคนใหม่

ครม.ไฟเขียว โยกย้าย 6 บิ๊ก ขรก.มท.แต่งตั้ง“ขจรเกียรติ” ผู้ว่าฯฉะเชิงเทรา นั่ง “อธิบดีกรมที่ดิน” แทน“พรพจน์” โยกนั่งรองปลัดฯ ตั้ง “เชษฐา” รองปลัดฯขึ้นอธิบดีปภ.โยก “ภาสกร” อธิบดีปภ.เป็นผุ้ว่าฯระยอง ครม.เด้ง’บุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์’ปลัดแรงงาน เข้ากรุเป็นผู้ตรวจฯพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตั้ง‘กันตพงศ์’นั่ง ปลัดพม.’ภูมิธรรม’ปัดโยก’ขรก.มหาดไทย’จ้องล้างบางสีน้ำเงิน ทุกอย่างเป็นไปตามความเหมาะสมชี้แจงได้

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติตามที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงมหาดไทย ให้ดำรงแหน่งประเภทบริหารระดับสูง รวม 6 ตำแหน่ง เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน และทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ประกอบด้วย

ครม.เคาะโยกย้าย 6บิ๊กมท.

1. นายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง 2. นายเชษฐา โมสิกรัตน์ รองปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 3. นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมที่ดิน 4. นายภาสกร บุญญลักษม์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง 5. นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี สำนักงานปลัดกระทรวง 6. นายสันติ รังษิรุจิ ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา สำนักงานปลัดกระทรวง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

เด้ง’บุญสงค์’ปลัดแรงงานเข้ากรุ

น.ส.ศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่าครม.มีมติอนุมัติรับโอน นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่ง ปลัดกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทวงแรงงาน มาดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการพิเศษ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ตั้ง‘กันตพงศ์’ปลัดกระทรวงพม.

นอกจากนี้ยังอนุมัติแต่งตั้ง นายกันตพงศ์ รังษีสว่าง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป

ทั้งนี้ ครม.ยังอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ แต่งตั้งนายสุรินทร์ วรกิจธำรง ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็น อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม

ตั้ง‘พิเชฐ’นั่งเลขาฯกพฐ.คนใหม่

ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทดแทน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งจะเกษียนอายุราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ดังนี้ นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และนายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ภูมิธรรม’ ปัดโยกขรก.ล้างบางสีน้ำเงิน

ด้าน นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวโยกย้ายอธิบดีกรมที่ดินและอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)วันนี้จริงหรือไม่ว่าตนจะขึ้นไปดู เพราะเพิ่งเอามาดูเหมือนเข้าเป็นวาระจร

เมื่อถามว่า การโยกย้ายครั้งนี้จะเป็นการล้างบางข้าราชการเครือข่ายสีน้ำเงินใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “ท่านไปคิดเรื่องล้างบางหมด การบริหารราชการแผ่นดินก็จะทำไม่ได้ ทั้งหมดเป็นไปตามความเหมาะสม ความชอบธรรม และมีเหตุผลอธิบายได้ทุกกรณี”นายภูมิธรรม ย้ำ

ย้ายอธิบดีปภ.-กรมที่ดิน ตามเงื่อนไข

นายภูมิธรรมให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุม ครม.มีมติโยกย้ายนายภาสกร บุญญลักษณ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง และนายพรพจน์ เพ็ญพาส อธิบดีกรมที่ดิน ไปนั่ง ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่า “ทำไมล่ะ ก็ว่ากันตามระบบระเบียบที่มีอยู่ ไม่มีปัญหาอะไร”

เมื่อถามว่า ไม่ได้เป็นการไปสางข้าราชการ เครือข่ายสีน้ำเงินใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบ “ คุณอย่าคิดว่า ผมทำอะไรต้องไปทำร้ายคนดิ ผมทำตามเงื่อนไขของการทำงาน “

อนุทิน’ปัดอธิบดีปภ.ไม่เกี่ยวสีน้ำเงิน

พรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดนโยกย้ายอีกหนึ่งตำแหน่ง ว่า ตรงนี้ไม่รู้ว่าโดนเรื่องอะไร เมื่อถามต่อว่าเป็นการตั้งใจล้างบางสายสีน้ำเงินหรือไม่นายอนุทินตอบทันทีว่าอธิบดีปภ.ไม่ใช่สายสีน้ำเงินซึ่งอธิบดีปภ.อยู่กับนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช อดีต รมช.มหาดไทย ตั้งแต่เป็นเด็กติดตามกันมาซึ่งตัวนายเสริมศักดิ์เองก่อนหน้านี้ก็มีมีข่าวว่าจะมานั่งเป็นมท.1-มท.2ด้วยซ้ำ อันนี้จึงไม่เกี่ยวกับสายสีน้ำเงินแน่นอนและไม่เกี่ยวกับตนแน่นอน เพราะใครๆก็รู้ว่าอธิบดีปภ. ทำงานมาตั้งแต่เป็นรุ่นเด็กอยู่แล้วว่าอยู่กับใครมา

รบ.ยกร่างเตรียมฟ้อง‘อาญา-แพ่ง’ระดับโลก เอาผิด‘กัมพูชา’ ฐานรุกรานอธิปไตยชาติไทย

รบ.ยกร่างเตรียมฟ้อง‘อาญา-แพ่ง’ระดับโลก เอาผิด‘กัมพูชา’ ฐานรุกรานอธิปไตยชาติไทย

รบ.ยกร่างเตรียมฟ้อง‘อาญา-แพ่ง’ระดับโลก เอาผิด‘กัมพูชา’ ฐานรุกรานอธิปไตยชาติไทย

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รบ.ยกร่างเตรียมฟ้อง‘อาญา-แพ่ง’ระดับโลก เอาผิด‘กัมพูชา’ ฐานรุกรานอธิปไตยชาติไทย เปิดฉากยิงสังหารปชช.-ทหาร ทบ.ซัดเขมรเถื่อนทิ้งศพทหาร กาชาดระหว่างปท.เยี่ยม18เชลย

โฆษก ทบ. เมินส่ง 18 เชลยศึกกัมพูชากลับ เชื่อมีนัย หวังใช้เป็นเครื่องมือดิสเครดิตไทย เชื่อสังคมโลกเข้าใจ ปมกัมพูชาบิดเบือนระเบิด MK-84 อ้างเป็นของไทยทอ.โต้ไม่ได้จัดซื้อระเบิดจากอิสราเอล ทบ.เชิญคณะ ICRC เข้าเยี่ยม 18 เชลยศึก ยันดูแลตามหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ส่วน บิ๊กเล็ก ย้ำ 8 เงื่อนไขฝ่ายไทย ประชุม GBC ยันมั่นใจได้ไม่ทำเสียประโยชน์ชาติ ด้าน ภูมิธรรม” สั่งสมช.คุยฝ่ายความมั่นคง ยกร่างเตรียมฟ้อง อาญา-แพ่ง” เอาผิดเขมรเปิดฉากยิง ทำไทยตายเจ็บสูญเสียหนัก ขณะที่เสธ.เบิร์ดมั่นใจนานาชาติเชื่อมั่นไทย รู้ทันกลโกงเขมร เผยห่วงภูมะเขือ-ตาควายเขมรเร่งเติมกำลัง จ้องยึดกลับ ฉะฮุน เซนเป็นโมฆะบุรุษคาดทหารเขมรดับ 2,500 ราย จากเหตุปะทะชายแดน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยรายงานสถานการณ์ภาพรวมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เหตุการณ์ทั่วไปถึงเช้าวันนี้ยังปกติ ไม่มีรายงานเหตุรุนแรงบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในทุกพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดน ขณะที่หน่วยงานความมั่นคงยังเฝ้าระวัง วางกำลังตามแนวปฏิบัติการตามแผน

ประณามเขมรป่าเถื่อนทิ้งศพทหาร

เพจกองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force โพสต์ข้อความระบุว่ากองทัพไทยประณามกัมพูชาปล่อยทิ้งศพทหารเน่าคาพื้นที่การรบ ไร้มนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ศพของผู้กล้าที่ควรได้รับเกียรติกลับถูกทอดทิ้งอย่างน่าเวทนา–ครอบครัวต้องเผชิญความเจ็บปวด โดยไร้โอกาสกล่าวอำลาครั้งสุดท้าย เกียรติศักดิ์ทหารคือเกียรติยศ และความภูมิใจของชาติและแผ่นดิน” เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพกัมพูชาตระหนักถึงหน้าที่ตามหลักสากล และแสดงความรับผิดชอบต่อทหารของตนเอง อย่าคิดแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของผู้นำมากกว่าทหารผู้ยอมพลีชีพในสนามรบ

จี้ปล่อย18เชลยมีนัยแอบแฝง

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกแถลงถึงกรณีกัมพูชาพยายามเรียกร้องส่งตัวเชลยศึกกัมพูชา 18 คนกลับว่า เรื่องนี้อยู่ในระบบตามกลไกกฎหมายระหว่างประเทศเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าความพยายามดังกล่าวมีนัยแอบแฝง เพื่อหวังทำลายความน่าเชื่อถือไทยในสายตาชาวโลก แต่เชื่อว่าไม่มีผล เพราะฝ่ายไทยดำเนินการตามกรอบกฎหมายและกติกาสากลอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา ต่างจากฝ่ายกัมพูชา

พลตรีวินธัยกล่าวต่อว่า ไทยจำเป็นและมีเหตุผลในการควบคุมตัวตามกฏหมายสากลระหว่างประเทศและอนุสัญญาเจนีวาด้วยการดูแลเป็นอย่างดีไทยส่งกลับทหารกัมพูชาเป็นทางการคืนไป18 ศพ ผ่านขั้นตอนถูกต้อง เป็นการให้เกียรติผู้สูญเสียถึงแม้จะเป็นทหารกัมพูชาซึ่งอยู่ฝ่ายตรงข้ามนอกจากนั้นเมื่อ 1 สิงหาคมไทยส่งทหารกัมพูชากลับอีก 2 คน ที่บาดเจ็บและสติฟั่นเฟือน หลังไทยดูแลรักษาพยาบาลอย่างดี แต่กัมพูชากลับมีหนังสือฟ้องสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ OHCHR กระทรวงการต่างประเทศไทยจึงมีหนังสือถึงOHCHR ตอบโต้ประท้วงข้อกล่าวหาดังกล่าวของกัมพูชาทันทีซึ่งท่าทีของกัมพูชาดูย้อนแย้งกับความจริงที่ปรากฏ ดังนั้น กองทัพไทยขอถามกัมพูชาว่า ทำไมไม่มาจัดเก็บศพตามหลักมนุษยธรรมสากล เพื่อให้เกียรติทหารของตัวเอง และกรณีไทยส่งศพทหารเขมรไปให้ 18 ศพ แต่กัมพูชาไม่เคยขอบคุณไทย ตรงข้ามเชลยศึกกัมพูชา 2 คนที่ไทยปล่อยตัวไป กลับไปพูดบิดเบือนข้อเท็จจริงและกล่าวหาไทย ทั้งที่ลงบันทึกแสดงเจตนาตนเองภายใต้หลักกฏหมายระหว่างประเทศและหลักสิทธิมนุษยชน แต่ก็ยังกล่าวหาให้ร้ายฝ่ายไทยถือเป็นพฤติกรรมเลวร้าย ไร้เกียรติศักดิ์ศรีของคนเป็นทหาร

ซัดเขมรบิดเบือนระเบิดMK-84ของไทย

พลตรีวินธัยยังกล่าวถึงกรณีนาย เฮง รัตนา ผู้อำนวยการ CMAC กัมพูชาอ้างว่า “ทีมผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่า ระเบิด MK-84 ที่พบมีหมายเลขล็อตIMI 96G015-11 และผลิตในปี 2539 (1996) โดยไทยอาจซื้อจาก IMI (Israel Military Industries) ซึ่งมีสิทธิ์ผลิตและจำหน่ายระเบิดรุ่นนี้จึงไม่ใช่ระเบิดที่เหลือจากสงครามอินโดจีนว่า กรณีข้อกล่าวอ้างเรื่องระเบิด MK-84 เป็นของกองทัพอากาศไทยนั้น ได้รับการประสานข้อมูลมาว่า กองทัพอากาศไม่เคยจัดซื้อระเบิดรุ่นดังกล่าวจากแหล่งที่กล่าวอ้างถึง โดยกองทัพอากาศไทย มีแนวทางการจัดซื้อยุทโธปกรณ์จากกลุ่มพันธมิตรที่ได้รับการรับรองผ่านความร่วมมือทางกระทรวงกลาโหมเท่านั้น การพิสูจน์หลักฐานต่างๆ ควรผ่านการตรวจสอบจากองค์กรเป็นกลางและมีความน่าเชื่อถือดับระดับสากล มิใช่ องค์กรจากฝ่าย กพช.ฝ่ายเดียว ยืนยันการปฏิบัติการทางอากาศของกองทัพอากาศไทย เป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎบัติสหประชาชาติ มาตรา 51 และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และหลักความชอบธรรมตามสิทธิป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด

ทอ.โต้ไม่เคยซื้อMK-84จากอิสราเอล

แหล่งข่าวกองทัพอากาศ (ทอ.)เผยว่า ทอ.ไม่ได้จัดซื้อระเบิดจากแหล่งที่กล่าวอ้าง ทอ.จัดซื้อยุทโธปกรณ์จากพันธมิตรที่ได้รับการรับรองผ่านความร่วมมือทางกลาโหมเท่านั้น การพิสูจน์ควรผ่านการตรวจสอบจากบุคคลที่ 3 ที่เป็นกลาง การปฏิบัติการทางอากาศของไทยเป็นการใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎบัติสหประชาชาติ มาตรา 51 และกองทัพอากาศให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติการที่อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และหลักความชอบธรรมตามสิทธิป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด

ทบ.เชิญICRCเยี่ยม18เชลยเขมร

ด้านพ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบกกล่าวว่าวันนี้ (5 สิงหาคม) กองทัพบก กองทัพภาคที่ 2 และกระทรวงการต่างประเทศเชิญ คณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานภูมิภาคคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross: ICRC) ประจำกรุงเทพฯ เข้าเยี่ยมเชลยศึกชาวกัมพูชา 18 นาย ที่สถานที่ควบคุมตัวในพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2โดย ICRC ถือเป็นหน่วยงานด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศที่ดูแลเรื่องเกี่ยวกับเชลยศึกโดยตรง การเข้าเยี่ยมครั้งนี้เป็นไปตามขั้นตอนปกติของหน่วยงาน ICRC ไม่ได้เข้ามาตรวจสอบตามข้อเรียกร้องของฝ่ายกัมพูชาที่มีการกล่าวอ้างแต่อย่างใดวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบสภาพความเป็นอยู่ของเชลยศึก อีกทั้งยังสะท้อนว่าไทยเคารพและยึดมั่นหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะพันธกรณีตามอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 ที่ไทยเป็นภาคี ตลอดจนเน้นย้ำความโปร่งใสในการดูแลเชลยศึกด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ตามมาตรฐานสากลโอกาสนี้ ทบ.เปิดให้เจ้าหน้าที่ ICRC พูดคุยกับเชลยศึกอย่างอิสระโดยไม่มีข้อจำกัดเวลา พร้อมจัดตรวจสุขภาพ เพื่อยืนยันว่าไม่มีการซ้อมทรมานอย่างที่มีการกล่าวหาสำหรับเชลยศึกกัมพูชาทั้ง 18 นาย กองทัพบกยืนยันว่าสุขภาพแข็งแรงได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ด้านอาหารครบ 3 มื้อ สถานที่พักที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ นอกจากนี้ กองทัพบกปฏิบัติตามขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ ICRC อย่างเคร่งครัดที่ไม่อนุญาตให้ผู้แทนฝ่ายไทยและสื่อมวลชนร่วมสังเกตการณ์ระหว่างพูดคุยกับเชลยศึก เพื่อความโปร่งใส

สั่งยกร่างฟ้องฮุนเซน-ฮุนมาเนต

นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่ามีข้อสั่งการจากนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีดังนี้ 1.เรื่องดำเนินคดีตามกฎหมายกรณีกัมพูชาใช้กำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์รุกรานอธิปไตยของไทยจนเกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน กำลังพลและทางราชการเป็นจำนวนมาก โดยมอบหมายสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นหน่วยงานหลักหารือกับหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย และเลขาธิการกฤษฎีกาประชุมช่วยให้คำแนะนำในการดำเนินคดีกับผู้สั่งการและผู้เกี่ยวข้องตามกฎหมายเร็วที่สุด เพื่อนำตัวผู้ทำผิดมาลงโทษ รวมทั้งเรียกร้อง ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว รวมทั้งแจ้งให้ประชาชนผู้เสียหายทราบถึงสิทธิฟ้องคดีอาญา ฟ้องแพ่งทั้งในและระดับโลก เรียกค่าเสียหายจากผู้สั่งการด้วย

นายจิรายุกล่าวต่อว่า นอกจากนี้การพบโดรนที่บินเข้ามามากผิดปกติให้สำนักงานการบินพลเรือน กระทรวงคมนาคม ร่วมกับฝ่ายความมั่นคง จัดระบบรับแจ้งเหตุจากประชาชน และตรวจสอบข้อเท็จจริงบังคับใช้กฎหมายกับผู้ทำผิดทันที และให้ฝ่ายปกครองเร่งประเมินสถานการณ์กับศบ.ทก. ของรัฐบาล และกองทัพ เพื่อให้ประชาชนทยอยกลับภูมิลำเนาได้ปลอดภัย และ3.การป้องกันแก้ปัญหาข่าวปลอมที่มีมากขึ้น

ไทยยื่น8เงื่อนไขถกจีบีซีเขมร

ที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จังหวัดนครนายกพลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รักษาราชการรมว.กลาโหมกล่าวถึงความคืบหน้าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทยกัมพูชา หรือGBC หลังฝ่ายเลขานุการ 2 ฝ่ายประชุมเป็นวันที่สองว่า เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ค่อยมีเรื่องมาเสนอ แต่ฝ่ายไทยเตรียมการไว้ 8 ข้อ โดยฝ่ายเลขาฯกัมพูชารับขอเสนอไปพิจารณา และปรึกษากับผู้บังคับบัญชา เนื่องจากทางกัมพูชาก็มาเฉพาะ ระดับเลขานุการเช่นกัน ซึ่งตามกรอบGBC ช่วง 4-6 สิงหาคมนี้ เป็นการประชุมของกองเลขาฯสองฝ่าย

ส่วนประเด็นข้อเสนอ 8 ข้อต่างจากข้อตกลงระดับพื้นที่ 7 ข้ออย่างไรนั้น พลเอกณัฐพลย้ำว่า เป็นการลงในรายละเอียดจากข้อตกลงเดิม สำหรับกรณีกัมพูชามีความเคลื่อนไหวลักษณะเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดนระหว่างประชุม GBC นั้น จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมด้วย ซึ่งจะนำประเด็นที่เป็นข้อห่วงใยทั้งหมดเข้าไปหารือร่วมกัน โดยหลักการประชุมของกองเลขาฯ ถ้ากัมพูชาเห็นด้วยกับข้อเสนอ 8 ข้อของไทยก็ถือว่าผ่าน และเข้าที่ประชุมหลักวันที่ 7 สิงหาคมได้ โดยก่อนการประชุมหลัก ทางกองเลขาฯ ก็จะกลับมาไทย เพื่อให้สภาความมั่นคงแห่งชาติเห็นชอบ ก่อนลงนามวันประชุมหลักต่อไป

ยันไม่ทำให้ปท.เสียประโยชน์แน่นอน

พลเอกณัฐพลกล่าวต่อว่า แต่ถ้าข้อเสนอทั้ง 8 ข้อที่ฝ่ายไทยเสนอไปกัมพูชายอมรับได้เพียงบางส่วน ก็จะบันทึกเฉพาะส่วนที่กัมพูชาเห็นด้วยตรงกัน และจะนำประเด็นที่กัมพูชาไม่เห็นด้วยไปประชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ต้องดูด้วยว่าประเด็นที่กัมพูชาไม่เห็นด้วยขัดแย้งกับเจตนารมณ์โดยรวมหรือไม่ ขอยืนยันจะไม่ทำให้ไทยเสียประโยชน์แน่นอน เพราะคนที่ไปประชุมไม่ได้มีเฉพาะกระทรวงกลาโหมเท่านั้น แต่ยังมีผู้แทนของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณา

ทั้งนี้ ได้สอบถามฝ่ายเลขาถึงเหตุผลที่กัมพูชาไม่ได้เสนอประเด็นเข้าการประชุมระดับเลขามากนัก และได้คำตอบเป็นลักษณะของทางกัมพูชาที่จะไม่มีอะไรเสนอ แต่จะรอฟังข้อเสนอจากฝ่ายไทย ไม่ว่าใครจะเป็นเจ้าภาพก็ตาม ซึ่งกองเลขาไม่ได้แปลกใจ เพราะเป็นเรื่องปกติของกัมพูชา ตนประหลาดใจ เพราะเห็นว่ากัมพูชาแสดงท่าทีต้องการประชุมแบบทวิภาคี จึงคาดว่ากัมพูชาจะเตรียมข้อเสนอมา แต่ก็ไม่เป็นอะไรถือว่าเป็นเรื่องปกติของกัมพูชา

ยันมีจีน-สหรัฐสังเกตการณ์ดี

ส่วนข้อสังเกตว่าหากการประชุม GBC ไม่คืบหน้าอาจส่งผลให้เกิดการปะทะตามแนวชายแดนขึ้นอีกรอบ พลเอกณัฐพลขอยืนยันว่า ฝ่ายไทยไม่มี แต่ขึ้นอยู่กับฝั่งกัมพูชาว่าจะรักษาคำพูดหรือไม่ อีกประเด็นหนึ่งที่ทำให้ไม่กังวลมากนักเนื่องจากมีประเทศผู้สังเกตการณ์อย่างจีน และสหรัฐซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจ เข้ามาร่วมด้วย ฉะนั้นการกระทำใดก็ตาม ถ้ากัมพูชาฝ่าฝืนคำมั่นสัญญาเรื่องหยุดยิงก็จะถูกประณามในเวทีโลกและสังคมนานาชาติ แต่ไทยไม่ได้ประมาทหน่วยในพื้นที่เฝ้าระวังอยู่

สำหรับการปล่อยข่าวยั่วยุจากฝั่งกัมพูชาพลเอกณัฐพลระบุว่า ไทยต้องหนักแน่น และตรวจสอบข่าวว่าเป็นข่าวจริงหรือข่าวปลอม ซึ่งไทยต้องระมัดระวังอยู่แล้ว ไม่ว่าจะยั่วยุเพื่อต้องการให้เกิดการใช้อาวุธกันหรือไม่ ขณะเดียวกันการเจรจาก็ต้องนำไปสู่ข้อยุติให้ได้ด้วยซึ่งบทบาทแตกต่างกันระหว่างทีมเจรจาที่พยายามทำให้ได้ข้อยุติ ส่วนหน่วยที่อยู่ในพื้นที่ป้องกันชายแดนก็ต้องเตรียมให้พร้อมประชาชนไม่ต้องห่วง

ถกจีบีซีวันที่สองคุยข้อตกลงหยุดยิงต่อ

ที่ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา หรือ ศบ.ทก. ได้เผยแพร่การประชุมของเลขานุการ GBC ของฝ่ายไทย วันนี้ (5 สิงหาคม) เวลา 09:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น)ว่า เป็นการหารือต่อเนื่องในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงกับฝ่ายกัมพูชา เพื่อได้ข้อตกลงหยุดยิงที่มีความยั่งยืน และรักษาความมั่นคงในพื้นที่และความปลอดภัยของประชาชนได้โดยพลเอกทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ได้เข้าประชุมผ่านVDO Conference เพื่อให้กำลังใจ และให้แนวทางต่อที่ประชุมให้ยึดกฎหมายประเทศไทย กฏหมายระหว่างประเทศ ผลประโยชน์ของชาติ และศักดิ์ศรีของประเทศไทยเป็นหลัก

ทภ.2สรุปEODกู้ระเบิดแล้ว48จุดเหลือ59จุด

เพจ กองทัพภาคที่ 2(ทภ.2) รายงานว่า ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ผลปฏิบัติที่สำคัญของสถานการณ์ถึงวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 14.00 น. สถานการณ์โดยรวมปัจจุบันไม่มีเหตุการณ์ ฝ่ายเรายังวางกำลังตามแนวพื้นที่ปฏิบัติการตามแผน

การทำพื้นที่ให้ปลอดภัยจัดชุดทำลายล้างวัตถุระเบิด (EOD)เข้าตรวจสอบพื้นที่ เพื่อทำลายวัตถุระเบิดที่ยังตกค้าง ซึ่งปัจจุบันทำลายไปแล้ว 48 พื้นที่ เหลืออีก 59 พื้นที่ ส่วนการดูแลผู้อพยพส่วนราชการทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ยังให้การสนับสนุนอำนวยความสะดวกในพื้นที่รวบรวมพลเรือนทั้ง 356 จุด ใน 4 จังหวัด ปัจจุบันมียอดรวม 69,338 คน ทั้งนี้ฝ่ายปกครองจัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่ บ้านเรือนประชาชนที่อพยพต่อเนื่อง

นานาชาติเชื่อมั่นไทย-รู้ทันกลโกงเขมร

วันเดียวกัน พล.ต.วันชนะ สวัสดี รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ให้สัมภาษณ์รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย “บุญระดม จิตรดอน” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ถึงความมั่นใจในความไว้ใจของนานาประเทศต่อประเทศไทย เมื่อเทียบกับกัมพูชาจากสถานการณ์ชายแดน พล.ต.วันชนะกล่าวว่า มั่นใจ 100% อย่างในอาเซียน หากเราคุยระหว่างบุคคล หรือทางการทหาร ก็เป็นเสียงเดียวกันว่าเขมรไว้ใจไม่ได้เมื่อออกไปสู่สังคมโลก อย่างกรณีฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร้องขออย่างเป็นทางการต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ให้รีบแก้ไขสิ่งที่เขาเรียกว่า “การรุกรานทางทหารที่วางแผนไว้ล่วงหน้า” โดยกองกำลังไทยตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย เรื่องนี้เป็นเครื่องยืนยันชัดเจนที่ทำให้เขมรเสียหน้าสุด เพราะหลังพูดคุย 2 ประเทศ UNSC ก็ไมได้มีแถลงการณ์ออกมา แต่ให้สองประเทศไปคุยกันเอง นี่คือข้อยืนยันอีกอย่างว่า นานาชาติรู้ทันกลโกงของเขมร

ชี้ตาควาย-ภูมะเขือจุดเสี่ยงเขมรเอาคืน

ผู้สื่อข่าวถามว่า สรุปสถานการณ์ที่ผ่านมาช่วงการสู้รบ 5 วันเต็ม เราสามารถยึดครองจุดไหนได้บ้าง และจุดไหนที่ยังเป็นปัญหามีความเสี่ยงสูงสุด พล.ต.วันชนะกล่าวว่า สำหรับปฏิบัติการของไทยเป็นเส้นปฏิบัติการที่ควรจะเป็นอยู่แล้ว ส่วนเขมร เสียเส้นปฏิบัติการของเขาล่าถอยไป คือตลอดแนวชายแดนที่ยันกันอยู่ เดิมทีเคยมีเส้นปฏิบัติการที่ทั้งสองฝ่ายล้ำไปล้ำมา จึงเกิดเขตแดนพิพาทโดยเขตแดนพิพาทดังกล่าว เขมรใช้วิธีการค่อยๆรุกคืบเข้ามา แล้วมาตั้งอยู่ในดินแดนพิพาทเหล่านั้น ยังไงเขาก็ไม่ได้ไปอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันเขตแดนพิพาทเหล่านั้น ไทยตีกลับคืนไปเป็นเขตแดนของฝั่งไทยในแผนที่ 1:50,000

ถามย้ำว่าจุดไหนอันตรายที่สุด ที่เขมรจ้องตีกลับให้ได้ พล.ต.วันชนะกล่าว่า ภูมะเขือ กับตาควาย ซึ่งจุดตาควายเป็นจุดอันตราย และเขมรพยายามตีกลับคืน เพราะภูมิประเทศเขาได้เปรียบเรา ทั้งนี้เนิน 350 เขายังยึดคืนอยู่ได้ เพราะเป็นเขตแดนของเขาจริงๆ บางคนอาจบอกว่าทำไมไม่ใช้เครื่องบินโจมตีไปเลย พอโจมตีแล้วนำกำลังขึ้นไปยึดนั้น ท้ายที่สุดยึดไม่ได้ ความหมายคือพื้นที่เนินสูงตรงนั้นจะเป็นพื้นที่อันตรายในการถูกระดมยิงจากอาวุธระยะไกล ดังนั้นการนำกำลังขึ้นไปพื้นที่นั้นก็ไม่ปลอดภัย

“สิ่งบอกเหตุของเขมรในตอนนี้นั้นคือเขมรมีการโยกย้ายกำลัง เพื่อจะมาเพิ่มเติมใน 2 จุดนี้ คือภูมะเขือ และตาควาย”พล.ต.วันชนะกล่าว และว่า สถานการณ์ขณะนี้เรียกว่าอยู่ในช่วงเตรียมพร้อม 100% เพราะฝ่ายเขมรประชิดแนวชายแดน ทยอยเพิ่มเติมกำลังตลอด ความพร้อมของเราขึ้นอยู่กับฝ่ายเขมร เพราะท่าทีของเขาคุกคามตลอดเวลา

“สถานการณ์ปัจจุบันไว้วางใจไม่ได้ เพราะนิสัยเขมรไม่สามารถไว้วางใจได้ สามารถทำลายทุกกฎที่มีอยู่ได้ ผมขอให้คำจำกัดความ ฮุน เซน เป็นบุคคลที่เรียกว่า “โมฆะบุรุษ” คือพร้อมเอาอะไรก็ได้ ไม่เอาอะไรก็ได้ ตามใจเขาเลย ก็ฝากแฮปปี้เบิร์ดเดย์ไปถึงโมฆะบุรุษด้วย”พล.ต.วันชนะกล่าว

คาดทหารเขมรดับ2.5พันคน

พล.ต.วันชนะยังประเมินจำนวนทหารกัมพูชาที่เสียชีวิตจากการปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตนได้รับรายงานจาก 4 แหล่ง แหล่งแรกระบุว่าอย่างน้อยต้องมีมากกว่า 700 คน แต่ไม่ยืนยันว่าถึง 1 พันคนหรือไม่ แหล่งที่สองคือ 1,000 – 2,000 คน แหล่งที่สามคือ 2,700 คน ส่วนแหล่งที่สี่คือ 6,000 คน แต่เท่าที่ตนประเมินภาพรวมการปฏิบัติงานแต่ละวัน เป็นการประมาณการของตน เชื่อว่าอยู่ที่ประมาณ 2,500 รายซึ่งส่วนใหญ่ศพทหารกัมพูชาจะอยู่ในแนวหลังคือกองพลสนับสนุน หรือกองบัญชาการแต่ละส่วนของเขา ส่วนการปะทะหน้าแนวถือว่าไม่ได้บาดเจ็บล้มตายมาก ที่บาดเจ็บล้มตายคือส่วนที่เครื่องบินไปปฏิบัติการ

ภท.บี้สภาฯลุยญัตติยกเลิกMOU43-44

ที่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี โฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงกรณีนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.กระบี่ พรรคภูมิใจไทย และคณะยื่นญัตติด่วน เรื่องขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาดำเนินการยกเลิกบันทึกความ (เอ็มโอยู) 2543 และ 2544 ระหว่างไทยกับกัมพูชาว่า พรรคภูมิใจไทยเห็นด้วย และอยากให้สภาฯนำญัตตินี้มาพิจารณา เพื่อให้เห็นถึงข้อดี ข้อด้อย และข้อที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศในเอ็มโอยูดังกล่าว เพื่อที่ขั้นต่อไปเราอยากให้ทำประชามติรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งประเทศว่าการเซ็นเอ็มโอยูดังกล่าว มีประโยชน์หรือโทษอะไรบ้าง เพราะตลอด 10 วันที่ผ่านมา เราเห็นชัดว่าข้อผิดพลาดเป็นอย่างไร ส่งผลกระทบถึงประชาชนแค่ไหน จึงเสนอญัตตินี้เพื่ออยากให้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) โดยใช้ระยะเวลาสั้นที่สุด ที่จะเสนอรัฐบาลให้ทำประชามติโดยเร็ว

รัฐบาลจัดงบเยียวยาผู้เสียชีวิต จนท.รัฐได้10ล้าน ชาวบ้าน8ล./เหตุปะทะไทย-เขมร

รัฐบาลจัดงบเยียวยาผู้เสียชีวิต จนท.รัฐได้10ล้าน ชาวบ้าน8ล./เหตุปะทะไทย-เขมร

รัฐบาลจัดงบเยียวยาผู้เสียชีวิต จนท.รัฐได้10ล้าน ชาวบ้าน8ล./เหตุปะทะไทย-เขมร

วันพุธ ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รัฐบาลจัดงบเยียวยาผู้เสียชีวิต จนท.รัฐได้10ล้าน ชาวบ้าน8ล./เหตุปะทะไทย-เขมร ครม.อนุมัติสั่งจ่ายจากงบกลาง ‘ภูมิธรรม’มั่นใจก้าวผ่านวิกฤต

คณะรัฐมนตรีอนุมัติ เยียวยา เหตุปะทะชายแดน จนท. รัฐเสียชีวิต 10 ล้าน พลเรือน 8 ล้านบาท “ภูมิธรรม” แถลง ย้ำคนไทยจะก้าวผ่านสองวิกฤต เดินหน้าไปด้วยกัน

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.เห็นชอบหลักเกณฑ์ให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์ สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา นับตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2568 จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ทั้งนี้ หากมีผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าวเพิ่มเติม ให้หน่วยงานขอรับการจัดสรรงบฯ ตามขั้นตอนต่อไป 2.เห็นชอบกรอบอัตราเงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบฯ (ต่อราย) ดังนี้ เจ้าหน้าที่รัฐ (เช่น ทหาร ทหารพราน ตำรวจ ตชด.) เสียชีวิตและทุพพลภาพ10ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส1ล้านบาท บาดเจ็บมาก5แสนบาท ประชาชน เสียชีวิตและทุพพลภาพ 8 ล้านบาท บาดเจ็บสาหัส 8 แสนบาท บาดเจ็บมาก 4 แสนบาท

3.เห็นชอบกรอบวงเงินงบฯ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากกรณีเหตุการณ์ สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา (วันที่ 16 ก.ค. – 2 ส.ค. 2568) จำนวน 404.60 ล้านบาท โดย (1) เบิกจ่ายจากงบกลางฯ เพื่อแก้ไขหรือเยียวยาความเดือดร้อนเสียหายในบางกรณี และ (2) กองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยตามระเบียบ นร. ว่าด้วยการรับบริจาคและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัยพ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้จัดเตรียมข้อมูลต่อไป ในการเยียวยาทรัพย์สินที่มีความเสียหาย

ก่อนหน้านี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ แถลงว่า “ก้าวผ่านสองวิกฤต เดินหน้าไปด้วยกัน”ในห้วงเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ก้าวผ่านสถานการณ์สำคัญสองประการ ที่ท้าทายและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านความมั่นคง และเศรษฐกิจของประเทศ เราเผชิญกับสถานการณ์ความรุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา นับตั้งแต่เดือนก.พ.2568 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทยได้อดทนอดกลั้นต่อการยั่วยุ การนำเสนอข่าวปลอมที่ทำลายความไว้วางใจทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ ที่สำคัญ รัฐบาลยึดมั่นในการเลือกใช้แนวทางสันติวิธีภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และตามหลักมนุษยธรรมมาโดยตลอด เราชาวไทยมีเอกลักษณ์ที่สืบทอดกันมา คือ ความเป็นคนที่รักสงบ อยู่ร่วมกันบนพื้นฐานของความเข้าใจในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่มีต่อกันและกัน แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งที่นำไปสู่การสูญเสียของประชาชนผู้บริสุทธิ์ ด้วยปฏิบัติการที่ไร้มนุษยธรรม

รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินมาตรการตอบโต้ในทันที ทั้งทางการทหาร การข่าว และการต่างประเทศอย่างรอบด้าน และเด็ดขาด เพื่อปกป้องอธิปไตย และชีวิตของประชาชนในชาติ และทำให้สถานการณ์กลับมาเป็นปกติโดยเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้เหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนได้สิ้นสุดลงแล้วเบื้องต้น และได้เริ่มเข้าสู่การเจรจา เพื่อแก้ไขปัญหานี้ร่วมกันผ่านการประชุม GBC ตามหลักสันติวิธี ซึ่งประเทศไทยของเราได้ยึดมั่นมาโดยตลอด รัฐบาลขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักของครอบครัวทุกๆ ครอบครัว และพี่น้องประชาชนทุกท่านในจังหวัดชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ซึ่งแม้ว่าความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะประเมินเป็นมูลค่ามิได้ แต่รัฐบาลจะขอผนึกกำลังจากทุกภาคส่วน เพื่อชดเชยความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และรายได้ของพี่น้องประชาชนทุกคนที่ได้รับผลกระทบ

โดยคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติเงินเยียวยาให้แก่ครอบครัวทหารที่เสียชีวิต รวมรายละ 10,000,000 บาท และครอบครัวประชาชนที่เสียชีวิต รวมรายละ 8,000,000 บาท พร้อมทั้งได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ และวิเคราะห์ข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อป้องกันข่าวปลอม ที่มุ่งหมายจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน

สถานการณ์สำคัญอีกประการหนึ่ง คือ ไทยเราต้องประสบกับมาตรการภาษีการค้าจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลขอยืนยันว่าได้ดำเนินการในเรื่องดังกล่าวอย่างรอบคอบและต่อเนื่อง โดยยึดหลักผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ การที่สหรัฐอเมริกาประกาศอัตราภาษีการค้าของไทยที่ร้อยละ19 จึงสะท้อนให้เห็นถึง ความพยายาม และผลจากการทำงานอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องทุกคน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ทำให้ไทยยังคงมีศักยภาพแข่งขันได้ในเวทีโลก และยังคงความได้เปรียบประเทศคู่แข่งขันในภูมิภาค ซึ่งอาจถือได้ว่า นี่คือโอกาสใหม่ของไทยในการเปิดประตูสู่การขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก

อย่างไรก็ดี รัฐบาลทราบดีว่า การเปลี่ยนแปลงกติกาและโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ของโลก ย่อมทำให้ทุกประเทศต้องมีการปรับตัว ดังนั้น รัฐบาลจึงได้กำหนดมาตรการทางการเงิน ทั้งมาตรการ Soft loan มาตรการพักชำระหนี้ การส่งเสริมให้คนไทยใช้สินค้าที่ผลิตภายในประเทศ และการตั้งงบประมาณเพื่อสนับสนุนและรองรับการปรับตัวของผู้ประกอบการไทย ทั้งรายใหญ่และรายย่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างความเข้มแข็งให้แก่พี่น้องเกษตรกรไทย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้ไปด้วยกันได้อย่างมั่นคง บทเรียนจากเหตุการณ์ทั้งสองที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้พวกเราต่างได้เรียนรู้ว่า การจะก้าวผ่านอุปสรรคต่าง ๆ จำเป็นต้องอาศัยความสามัคคีของพวกเราชาวไทยทุกคนเพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อน

ขณะนี้ก็ถึงเวลาที่เราคนไทยทุกคนจะจับมือร่วมใจกัน มองตรงไปยังโอกาสและความท้าทายข้างหน้า เพื่อเริ่มก้าวเดินไปสู่จุดมุ่งหมายเดียวกันอีกครั้ง นั่นคือ การสร้างประเทศไทยให้มีแต่ความสงบร่มเย็น และเพื่อประชาชนทุกคนได้อยู่ดีมีสุขโดยเร็ว

‘นักเขียนซีไรท์’จวกยับ! ป่วยหนักทั้งพรรค ซัดเห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด เห็นชั่วเป็นดี

'นักเขียนซีไรท์'จวกยับ! ป่วยหนักทั้งพรรค ซัดเห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด เห็นชั่วเป็นดี

‘นักเขียนซีไรท์’จวกยับ! ป่วยหนักทั้งพรรค ซัดเห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด เห็นชั่วเป็นดี

วันอังคาร ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.23 น.

5 ส.ค. 68 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ป่วยหนักทั้งพรรค” ตอนเป็นพรรคอนาคตใหม่ ผมเห็นว่าเป็นพรรคที่เพ้อเจ้อ โดยเฉพาะเจ้าของพรรค พอเป็นพรรคก้าวไกล ผมเห็นเป็นพรรคที่วิปลาส ตอนนี้เป็นพรรคประชาชน ผมเห็นว่าเป็นพรรควิปริต

เหมือนพวกเขามาจากดาวดวงอื่น เข้าใจโลกมนุษย์ผิดเพี้ยน เข้าใจประเทศบิดเบือน เข้าใจสังคมบิดเบี้ยว เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นกลับด้าน เพราะใจตัวเองชั่วร้าย

เมื่อพวกเขาพูดจึงไม่ได้อยู่กับความเป็นจริง เห็นผิดเป็นถูก เห็นถูกเป็นผิด เห็นชั่วเป็นดี เห็นดีเป็นชั่ว ขยันแต่ลอกถ้อยคำเท่จากคนอื่นมาพ่นน้ำลายใส่ปากพวกลิ่วล้อให้ไปพ่นต่อ พอโดนด่าก็ตะแบงบ้าง แถบ้าง แก้ตัวบ้าง โยนความผิดให้คนอื่นบ้าง เมื่อคนที่จิตใจปรกติฟังไม่ขึ้น ก็ขอโทษอย่างเสียไม่ได้

มันเป็นพรรคที่กลับกลอกปลิ้นปล้อน ไม่มีความจริงใจใด ๆกับประชาชน แม้แต่พวกกองเชียร์ลิ่วล้อของตัวเอง เห็นเป็นแค่เครื่องมือสำหรับขึ้นสู่อำนาจของพวกตนเท่านั้น

แย่กว่านั้น 6 ปีแล้ว คนพวกนี้ก็ยังไม่เคยสำแดงหัวคิดใด ๆ กับปัญหาที่เกิดขึ้น ไม่เคยแสดงวิสัยทัศน์ให้เห็นแม้แต่ครั้งเดียว ทุกอย่างมีแต่เกาะกระแสเรื่องราวที่เกิดขึ้น แล้วพ่นน้ำลายด้วยถ้อยคำเท่ ๆ ใส่หน้าประชาชน เพื่อจะหาเสียงเท่านััน” 

.-008