ทบ.กางกฎอัยการศึก รักษาอธิปไตยของชาติ-ฟันโทษ’เขมร’ป่วน

ทบ.กางกฎอัยการศึก รักษาอธิปไตยของชาติ-ฟันโทษ'เขมร'ป่วน

ทบ.กางกฎอัยการศึก รักษาอธิปไตยของชาติ-ฟันโทษ’เขมร’ป่วน

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.50 น.

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก พันเอก ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวว่า กองกำลังบูรพา ได้ออกประกาศกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อยในเขตบ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว ภายหลังปรากฏเหตุประชาชนจากฝั่งกัมพูชาลักลอบเข้ามาก่อความไม่สงบในเขตแดนไทย อันเป็นภัยต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

โดยเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนไทย และรักษาอธิปไตยของชาติ กองกำลังบูรพา จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พ.ศ.2457 กำหนดมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งมีสาระสำคัญ ดังนี้

มาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย

1.กำหนดพื้นที่บ้านหนองจาน ตำบลโนนหมากมุ่น อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว เป็นพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย

2.กำหนดถนนศรีเพ็ญ ในพื้นที่บ้านหนองจาน เป็นแนวรักษาความสงบเรียบร้อย

3.กำหนดมาตรการควบคุมเพื่อความปลอดภัยใน พื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย ดังนี้

3.1 ห้ามนำอาวุธหรือสิ่งเทียมอาวุธเข้ามาในพื้นที่

3.2 ห้ามปิดกั้นเส้นทางที่กระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการดำรงชีวิตของประชาชนในพื้นที่

3.3 ห้ามถ่ายภาพหรือบันทึกข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับฐานปฏิบัติการทางทหาร

3.4 ห้ามก่อเหตุทะเลาะวิวาท หรือดื่มสุราและของมึนเมาในพื้นที่

3.5 ห้ามนำเครื่องขยายเสียงเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าหน้าที่

ซึ่งมาตรการดังกล่าวนี้ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับความปลอดภัยสูงสุด และยืนยันชัดเจนต่อฝ่ายกัมพูชา ว่า เขตแดนไทยเป็นพื้นที่อธิปไตยที่ไม่อาจถูกล่วงละเมิดได้

ทั้งนี้ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ กองกำลังบูรพา ได้กำหนดแนวทางดำเนินคดีในกรณีที่มีชาวกัมพูชาละเมิดต่อมาตรการดังกล่าว ดังนี้

1.กรณีบุกรุกข้ามเขตแดนเข้ามาฝั่งไทย จะถูกดำเนินคดีตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง โดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง

2.กรณีบุกรื้อลวดหนาม

– มีความผิดฐานทำลายทรัพย์สินราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 360 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

– หากมีการเอาทรัพย์ไปด้วย เช่น ขโมย ลวดหนาม จะมีความผิดฐานลักทรัพย์ของทางราชการ ตามมาตรา 335 (10)

– หากเข้าข่ายเป็นการกระทบต่อเอกราชของไทย อาจมีความผิดตามมาตรา 119 หรือเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 119 ประกอบมาตรา 129 ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต

– เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 หรือเป็นผู้สนับสนุนตามมาตรา 119 ประกอบ มาตรา 129 ฐานกระทำการใดๆ ที่ทำให้เอกราชของไทยเสียไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต

3.กรณีก่อเหตุทะเลาะวิวาทในพื้นที่ฝั่งไทย

– หากมีการทำร้ายร่างกาย, ฆ่าหรือพยายามฆ่า จะถูกดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา และจะต้องรับโทษตามบทบัญญัติของกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด

กองกำลังบูรพา ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกท่านในการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย ความปลอดภัย ในพื้นที่อธิปไตยของไทย ซึ่งหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่กองกำลังบูรพา อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว

เตรียมใจไว้ด้วย!‘อ.ไชยันต์’ลั่น‘แพทองธาร’หมดความชอบธรรมทางการเมืองแล้ว

เตรียมใจไว้ด้วย!‘อ.ไชยันต์’ลั่น‘แพทองธาร’หมดความชอบธรรมทางการเมืองแล้ว

เตรียมใจไว้ด้วย!‘อ.ไชยันต์’ลั่น‘แพทองธาร’หมดความชอบธรรมทางการเมืองแล้ว

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.22 น.

เตรียมใจไว้ด้วย!‘อ.ไชยันต์’ลั่น‘แพทองธาร’หมดความชอบธรรมทางการเมืองแล้ว

29 สิงหาคม 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

“สำหรับผม นายกฯ แพฯหมดความชอบธรรมทางการเมืองไปแล้ว

ในประเทศที่เจริญแล้ว เขาลาออกไปเอง หรือไม่ก็โดนฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ และ สส.ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่ไว้วางใจด้วย

แต่กระนั้น พึงเตรียมใจไว้ด้วย”

‘บ้านหนองจาน’รับกฏอัยการศึก คุมเข้มตั้งด่านตรวจ คัดกรองประชาชนเข้าพื้นที่

'บ้านหนองจาน'รับกฏอัยการศึก คุมเข้มตั้งด่านตรวจ คัดกรองประชาชนเข้าพื้นที่

‘บ้านหนองจาน’รับกฏอัยการศึก คุมเข้มตั้งด่านตรวจ คัดกรองประชาชนเข้าพื้นที่

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.15 น.

‘บ้านหนองจาน’รับกฏอัยการศึก เจ้าหน้าที่คุมเข้มตั้งด่านตรวจเป็นระยะ คัดกรองประชาชนที่ต้องการเดินทางเข้าพื้นที่บ้านหนองจาน

29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังพลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ลงนามในประกาศกองกำลังบูรพา เรื่องกำหนดพื้นที่รักษาความสงบเรียบร้อย โดยใช้กฎอัยการศึกคุมพื้นที่ “บ้านหนองจาน” จ.สระแก้ว ขีดเส้นถ.ศรีเพ็ญ เป็นแนวรักษาความสงบ -ห้ามพกพาอาวุธ-ห้ามใช้เครื่องขยายเสียงโดยพลการ

บรรยากาศล่าสุดเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยโดยกลุ่มมวลชนในพื้นที่ที่เคยมาชุมนุมวันนี้บางตา และไม่มีเวทีปราศรัย ไม่มีรถเครื่องเสียง  แต่ยังคงมีประชาชนจากนอกพื้นที่เดินทางเข้าไปที่บ้านหนองจานในลักษณะตั้งใจไปทำคอนเทนท์เพื่อลงโซเชียลทั้งการเช็คอินใน Facebook หรือถ่ายคลิปวิดีโอเพื่อต้องการเผยแพร่ลงใน TikTok
 
ทั้งนี้หลังใช้กฎการควบคุมพื้นที่ได้มีการสับเปลี่ยนกำลังทหารจากปกติมาเป็นสารวัตรทหารในการควบคุมบริเวณถนนศรีเพ็ญที่เคยเป็นจุดชุมนุมรวมถึงมีการตั้งจุดตรวจของสารวัตรทหารและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านเป็นระยะเพื่อสอบถามและคัดกรองบุคคลที่ต้องการเดินทางเข้าไปในพื้นที่บริเวณบ้านหนองจานด้วย.

ด่วน!ศาลสั่งจำคุก’ใบปอ ทะลุวัง’ 6 ปี คดี ม.112

ด่วน!ศาลสั่งจำคุก'ใบปอ ทะลุวัง' 6 ปี คดี ม.112

ด่วน!ศาลสั่งจำคุก’ใบปอ ทะลุวัง’ 6 ปี คดี ม.112

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.04 น.

ศาลสั่งจำคุก”ใบปอ ทะลุวัง” 6 ปี คดีมาตรา 112 เจ้าตัวร่ำไห้ ศาลเมตตาเห็นว่าเป็น นศ.และทำความดีให้สังคม ลดโทษให้ 1 ใน 3 เหลือจำ 4 ปี ไม่รอลงอาญา ด้านทนายจ่อยื่นประกันชั้นอุทธรณ์

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ที่ห้องพิจารณา 911 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นเบื้องสูง หมายเลขดำ อ.1691/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ฟ้อง น.ส.ณัฐนิจ ดวงมุกสิทธิ์ หรือ ใบปอ และ น.ส.สุพิชฌาย์ ชัยลอม หรือ เมนู แกนนำกลุ่มทะลุวัง ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1 – 2 ในความผิดฐานดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 , ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 มาตรา 14(5)

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 30 – 31 มีนาคม 2565 จำเลยทั้งสองได้หมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ ด้วยการเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยการแชร์โพสต์ของเพจเฟซบุ๊ก “ทะลุวัง ThaluWang” ซึ่งมีภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบรมวงศานุวงศ์และข้อความวิจารณ์งบประมาณสถาบันกษัตริย์ในปี 2565 ทําให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ถูกดูหมิ่น เกลียดชัง เป็นการบิดเบือนข้อมูล โดยมีเจตนาแสดงความอาฆาตมาดร้าย และทําลายสถาบันกษัตริย์

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธต่อสู้ และได้รับการประกันตัว

ในวันนี้ น.ส.ณัฐนิจ ได้เดินทางเข้ามาฟังคำพิพากษาเพียงคนเดียว ส่วน น.ส.สุพิชฌาย์ จำเลยที่ 2 หลบหนีระหว่างการพิจารณาคดี ซึ่งศาลได้ออกหมายจับและปรับนายประกันก่อนหน้านี้แล้ว

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ อ้างว่า ไม่ใช่บุคคลในเพจทะลุวัง โดยมีบุคคลอื่นที่เป็นแอดมิน เพจใช้เฟซบุ๊กของจำเลยแทนตนเอง เพราะตนเองไม่ชอบเล่นเฟซบุ๊ก เนื่องจากไม่ปลอดภัย

ศาลพิเคราะห์เบิกความและพยานหลักฐานทั้งสองฝ่ายที่นำสืบหักล้างแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จากการตรวจสอบพยานหลักฐานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบโน้ตบุ๊คอยู่ในห้องของจำเลยทั้งสอง ซึ่งมีประวัติการใช้งานบัญชีเฟซบุ๊ก ใบปอ ณัฐนิจ จำเลยที่ 1 และเพจทะลุวัง ทำให้น่าเชื่อว่า จำเลยที่ 1 รู้เห็นการใช้งานและนำภาพและข้อความที่ระบุเกี่ยวกับการใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนกว่า 3 หมื่นล้านบาทมาใช้ ซึ่งเป็นการบิดเบือนจาบจ้วงและให้ร้ายสร้างความเสื่อมเสียต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทบความมั่นคงของชาติ พยานหลักฐานโจทก์นำสืบมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ โดยปราศจากข้อน่าสงสัย ข้อต่อสู้จำเลยฟังไม่ขึ้น การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียว ผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อันเป็นบทลงโทษหนักสุด พิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 3 ปี รวม 2 กระทง เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 6 ปี อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 1 ให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาบ้าง ทั้งยังเป็นนักศึกษา และทำความดีต่อสังคมด้วยการจะบริจาคอวัยวะ เป็นการบรรเทาผลร้ายจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 4 ปี ไม่รอลงอาญา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฟังคำพิพากษาวันนี้มีแนวร่วมกลุ่มทะลุวังเข้ามาให้กำลังใจและร่วมรับฟังการพิพากษาประมาณ 20 คนรวมทั้งบิดา มารดา ของ น.ส.ณัฐนิจ ด้วย หลังจากทราบผลคำพิพากษา น.ส.ณัฐนิจ ถึงกับร้องไห้และโผเข้ากอดครอบครัวของตนเอง โดยมีแนวร่วมกลุ่มทะลุวังยืนปลอบและให้กำลังใจ

ด้าน นายกฤฎางค์ นุตจรัส ทนายความ เปิดเผยสั้นๆ ว่า ได้เตรียมคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราว น.ส.ณัฐนิจ ในชั้นอุทธรณ์คดีไว้แล้ว

‘รุจิระ บุนนาค’เตือนระวัง! AI ลวงโลกปลอมตัวเป็นหมอโฆษณาอาหารเสริม-ยา สรรพคุณเกินจริง

'รุจิระ บุนนาค'เตือนระวัง! AI ลวงโลกปลอมตัวเป็นหมอโฆษณาอาหารเสริม-ยา สรรพคุณเกินจริง

‘รุจิระ บุนนาค’เตือนระวัง! AI ลวงโลกปลอมตัวเป็นหมอโฆษณาอาหารเสริม-ยา สรรพคุณเกินจริง

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.40 น.

‘รุจิระ บุนนาค’เตือนระวัง! AI ลวงโลกปลอมตัวเป็นหมอโฆษณาอาหารเสริม-ยา สรรพคุณเกินจริง

วันที่ 29 สิงหาคม 2568 รุจิระ บุนนาค เจ้าของคอลัมนิสต์ “กฎ กติกา ธุรกิจ” ของหนังสือพิมพ์แนวหน้า ได้เขียนคอลัมนิสต์ ในหัวข้อ “อาหารเสริม ยา โฆษณา สรรพคุณเกินจริง? โดยในบทความชี้ให้เห็นถึงปัญหาการโฆษณาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมและยาที่เกินจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ เทคโนโลยี AI (ปัญญาประดิษฐ์) ในการสร้างคลิปวิดีโอแอบอ้างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีชื่อเสียง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและหลอกลวงผู้บริโภคให้หลงเชื่อและซื้อสินค้า นอกจากนี้ ยังมีการใช้ดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ในการโฆษณา โดยที่ผู้บริโภคไม่สามารถทราบได้ว่าบุคคลเหล่านี้ได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์จริงหรือไม่ ผู้เขียนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สคบ. และ อย.เข้ามาตรวจสอบและดำเนินการอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องผู้บริโภคไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาที่ผิดจริยธรรมและเป็นอันตรายต่อสุขภาพ คลิกอ่านต้นฉบับ

โดยบทความมีเนื้อหาด้งนี้ 

ปัจจุบัน คนทั่วไปให้ความสนใจต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก จะเห็นได้ว่า ยอดจำหน่ายอาหารเสริมและยา สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้แก่ผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายหรือ แม้แต่ผู้ขายสินค้าประเภทนี้ผ่านทางโซเชียล และอินเทอร์เน็ต

อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ แต่ใช่ว่าทุกคนที่เกิดมาจะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงเหมือนกันหมดทุกคน 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญของการมีสุขภาพดี คือ อาหาร การรับประทานอาหารในปริมาณที่พอเหมาะ มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน ตามที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญ ส่งผลให้มีสุขภาพดี

เป็นเรื่องยากที่แต่ละคนจะรับประทานอาหารที่มีคุณภาพและสารอาหารครบถ้วนเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อการรักษาสภาพร่างกาย คงความแข็งแรงสม่ำเสมอในแต่ละวันได้  

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจึงเป็นสินค้าใช้โอกาสนี้ทำการตลาด สร้างยอดขาย และกำไรจากผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพ จัดว่าเป็นกลุ่มลำดับต้นๆ ที่เป็นเป้าหมายของการขาย

การโฆษณาขายอาหารเสริมในปัจจุบัน ที่ได้ผลทางด้านการตลาดมีทั้งทางโทรทัศน์ และทางโซเชียลมีเดีย

ถ้อยคำที่ใช้ในการโฆษณาขาย ของผู้ประกอบการบางราย บรรยายถึงสรรพคุณอาหารเสริม ชวนให้ผู้ชม และผู้ติดตาม เคลิบเคลิ้มจนสับสนว่า เป็นอาหารเสริม หรือยารักษาโรคกันแน่และมีสรรพคุณตามที่กล่าวอ้างจริงหรือไม่ เช่น อาหารเสริม บำรุงสายตา สรรพคุณราวกับรักษาอาการต่างๆ ของโรคทางตาได้จนแทบไม่ต้องไปพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจรักษาตากันอีกต่อไป

อาหารเสริม บำรุงข้อเข่า ที่ช่วยให้ผู้สูงอายุไม่มีอาการเจ็บหรือปวดข้อเข่า แม้จะมีอายุที่เพิ่มขึ้น

การโฆษณาขายยาบางประเภท เช่น ยารักษาริดสีดวงทวาร ที่โฆษณาว่าหากทานครบจำนวนชุดที่กำหนด จะหายขาดจากริดสีดวงทวาร และรับรองผล มีผู้ลองใช้และทาน แต่ไม่ได้ผลไม่สามารถติดต่อกลับให้รับผิด และเรียกร้องใดๆ ได้

นอกจากนี้ยังมีการโฆษณาขายยา ที่รักษาอาการอีกหลายอย่าง เช่น ความดันโลหิต เบาหวาน ต่อมลูกหมากที่น่าสงสัยถึง สรรพคุณและคุณภาพ ที่มีอยู่จริง

การโฆษณาขายอาหารเสริมและยาที่ได้ผล จะใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงหรือดารา ซึ่งเป็นที่รู้จักแก่บุคคลทั่วไป มาเป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณา เพราะถือว่า บุคคลเหล่านี้เป็นผู้ที่มีอิทธิพลในการ โน้มน้าวให้บุคคลอื่นเชื่อตาม หรือที่เรียกกันว่า อินฟลูเอ็นเซอร์ (Influencer)

ตามความเป็นจริงแล้ว ไม่มีใครทราบว่า บรรดาอินฟลูเอ็นเซอร์ ทั้งหลายที่ออกมาพูดถึงสรรพคุณอาหารเสริมและยา ตนเองจะได้เคยใช้ แล้วได้ผลตามที่โฆษณาได้ไม่ แม้บางรายจะพยายามพูดหรือแสดงออกเห็นว่า ได้ทดลองใช้ด้วยตนเองมาก่อนแล้ว หากไม่ได้ผลจะไม่ยอมรับโฆษณาให้สินค้าตัวนี้ก็ตาม

สิ่งที่น่ากังวลและเป็นห่วงมากในขณะนี้คือ การโฆษณาอาหารเสริมและยาบางชนิด ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หรืออินเตอร์เน็ต โดยมีคลิปวีดีโอของแพทย์หญิงและนายแพทย์ ซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์ที่มีชื่อเสียง ลูกศิษย์ทั่วบ้านทั่วเมือง ผลงานเป็นที่ประจักษ์ เป็นที่ยอมรับและเชื่อถือ ออกมาพูดถึงคุณภาพของยาและอาหารเสริม ตลอดจนพูดในลักษณะรับรองคุณภาพอีกด้วย

ทำให้ผู้คนที่เห็นคลิปของอาจารย์แพทย์ดังกล่าว เชื่อถือและเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าส่งผลให้ยอดขายอาหารเสริมและยาที่โฆษณา มียอดขายสูงขึ้น

แต่ผู้ที่ได้เห็นคลิปของอาจารย์แพทย์นั้น หากพิจารณาอย่างมีสติ จะทราบทันทีว่า บรรดาอาจารย์แพทย์ที่ปรากฏอยู่ในคลิปโฆษณานั้น จากเกียรติคุณ และความมีชื่อเสียง ตลอดจนการปฏิบัติตนของท่าน ที่มีคุณธรรมอย่างเป็นที่ประจักษ์ เป็นไปไม่ได้ที่ท่านจะกล่าว โฆษณาและรับรองผล อาหารเสริมและยาในคลิปเช่นนั้น

สิ่งที่เห็นในคลิปเป็นการใช้ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ โดยใช้ภาพเคลื่อนไหว และเสียงของอาจารย์แพทย์เหล่านั้น นำมาแปลงใหม่ ให้พูดข้อความและแสดงความคิดเห็นตามที่เจ้าของอาหารเสริมและยาต้องการ ซึ่งไม่น่าจะเป็นความจริง

การโฆษณาในลักษณะเช่นนี้จะเห็นได้ง่ายในแพลตฟอร์มตามโซเชียลมีเดีย โดยเริ่มจากการโฆษณาโดยใช้ ข้อความหรือคำพูด ที่โดนใจหรือน่าสนใจ แบบสะดุดตาก่อน

เมื่อมีผู้สนใจ เสมือนเป็นการคัดกรองในระดับหนึ่งแล้ว จึงให้กดคลิกเพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป จึงจะเห็นคลิปที่แอบอ้างว่าเป็นการโฆษณาโดยอาจารย์แพทย์ที่มีชื่อเสียงเหล่านั้น

สิ่งที่สำคัญคือ คนทั่วไปเมื่อรับชมคลิป จะเกิดความเชื่อถือและไว้วางใจ จนสั่งซื้ออาหารเสริมและยาดังกล่าว ซึ่งผลที่ได้รับ ไม่มีใครรับรองตามความเป็นจริงได้ว่า จะมีคุณภาพจริงตามที่กล่าวอ้างหรือไม่

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และสำนักคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ควรตรวจสอบและสอดส่องเรื่องนี้อย่างจริงจังเพื่อไม่ให้มีใครตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาเกินจริง

‘เลขานายกฯ’อุบคดีคลิปเสียงมี‘สัญญาณบวก’ โยน‘อิ๊งค์’ตัดสินใจเข้าทำเนียบฯลุ้นคำวินิจฉัย

‘เลขานายกฯ’อุบคดีคลิปเสียงมี‘สัญญาณบวก’ โยน‘อิ๊งค์’ตัดสินใจเข้าทำเนียบฯลุ้นคำวินิจฉัย

‘เลขานายกฯ’อุบคดีคลิปเสียงมี‘สัญญาณบวก’ โยน‘อิ๊งค์’ตัดสินใจเข้าทำเนียบฯลุ้นคำวินิจฉัย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.28 น.

‘เลขานายกฯ’โยน‘อิ๊งค์’ตัดสินใจเข้าทำเนียบรัฐบาล ลุ้นคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ ปัดตอบมี‘สัญญาณบวก’ให้รอฟังคำตัดสินบ่ายนี้

เมื่อเวลา 10.05 น.วันที่ 29 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม จะเดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อมารับฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญคดีคลิปเสียงสนทนาในช่วงบ่ายวันนี้ ว่า ให้นายกฯเป็นผู้ตัดสินใจเอง

เมื่อถามว่าจนถึงขณะนี้ได้รับสัญญาณบวกในคดีอย่างไรหรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ให้รอฟังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ

เปิดโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า ‘อิ๊งค์’แถลงหลังศาลรธน.ตัดสินคดีคลิปเสียง

เปิดโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า ‘อิ๊งค์’แถลงหลังศาลรธน.ตัดสินคดีคลิปเสียง

เปิดโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า ‘อิ๊งค์’แถลงหลังศาลรธน.ตัดสินคดีคลิปเสียง

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.23 น.

เปิดโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า ‘แพทองธาร’แถลงหลัง‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ตัดสินคดีคลิปเสียง

29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรม จะเดินทางเข้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 14.00 น. เพื่อติดตามรับชมการถ่ายทอดสดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีสว.36 คนเข้าชื่อยื่นเรื่องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรค 3 ประกอบมาตรา 82 ว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 106 (4) และ (5) หรือไม่ เนื่องจากไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร และสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ศาลจะอ่านคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า เจ้าหน้าที่ได้จัดเตรียมห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า สำหรับให้รัฐมนตรีร่วมรับฟังการถ่ายทอดสดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วย โดยน.ส.แพทองธาร จะเดินลงมาทักทายและร่วมรับฟังคำวินิจฉัยด้วย

จากนั้นน.ส.แพทองธาร จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังศาลรัฐธรรมนูญอ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้น ที่บริเวณโถงกลาง ภายในตึกไทยคู่ฟ้า  และเดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทยต่อ เพื่อพบปะกับสส.แกนนำพรรค และแฟนคลับที่มารอให้กำลังใจ

‘ชูศักดิ์’อุ้ม‘อิ๊งค์’ไม่ได้ทำร้ายบ้านเมือง ลั่นประเทศไม่มีทางตัน อย่าคิดมาก‘เสี่ยหนู’เดินสาย

‘ชูศักดิ์’อุ้ม‘อิ๊งค์’ไม่ได้ทำร้ายบ้านเมือง ลั่นประเทศไม่มีทางตัน อย่าคิดมาก‘เสี่ยหนู’เดินสาย

‘ชูศักดิ์’อุ้ม‘อิ๊งค์’ไม่ได้ทำร้ายบ้านเมือง ลั่นประเทศไม่มีทางตัน อย่าคิดมาก‘เสี่ยหนู’เดินสาย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.12 น.

‘ชูศักดิ์’บอกเพื่อไทยไม่ได้เตรียมการอะไร ให้รอฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ย้ำ‘อิ๊งค์’ไม่ได้ทำร้ายบ้านเมือง ให้ดูเจตนาหวังแก้ปัญหา ลั่นประเทศไม่มีทางตัน ระบุอย่าคิดไปมากหลัง‘เสี่ยหนู’เดินสายโชว์ภาพพบบิ๊กการเมือง 

เมื่อเวลา 09.25 น.วันที่ 29 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยคดีคลิปสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ และรมว.วัฒนธรรม พรรค พท.มีการเตรียมการอย่างไรว่า ไม่ได้เตรียมการอะไร รอฟังผลจากคำวินิจฉัยของศาลแค่นั้น น่าจะประมาณเวลา 15.00 น.

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสัญญาณอะไรหรือไม่ เพราะล่าสุดมีการเลื่อนการแต่งตั้งตำรวจ และผู้ว่าราชการจังหวัด นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ทุกฝ่ายบอกแล้วว่าเอาเจตนาดีของบ้านเมืองเป็นหลัก คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าสื่อมาถามตอนนี้มันก็คาดเดากันไป โดยที่ยังไม่รู้ว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร แต่ฟังดูจากการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายก็คิดว่ามันน่าจะเป็นเรื่องดี

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมาระหว่างเจตนากับข้อกฎหมาย เคยมีคดีไหนที่เอากรณีของเจตนาเป็นหลักหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เจตนาเป็นหลักอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ทั้งเรื่องทางแพ่งและอาญา ต้องดูว่าเจตนาเขาทำเพื่ออะไร ไม่มีเจตนาร้ายต่อบ้านเมือง มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว

เมื่อถามย้ำว่า แล้วเรื่องจริยธรรมที่นายกฯถูกร้อง นายชูศักดิ์ กล่าวว่า รอศาลวินิจฉัยก็แล้วกัน ตนพูดหลายครั้งแล้วว่าจริยธรรมร้ายแรงมี 6 ข้อ ลองไปเช็กกันดูว่าเข้าข้อไหนบ้าง

เมื่อถามอีกว่า ในฐานะเคยเป็นอาจารย์สอนหนังสือมา ตามหลักของกฎหมายจะดูเรื่องเจตนาเป็นหลักทุกคดี รวมถึงคดีการเมืองด้วยใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า “ครับ ถ้าเรามีเจตนาดีต่อบ้านเมือง ซึ่งเจตนามี 2 อย่าง คือ เจตนาดีและเจตนาไม่ดี ภาษากฎหมายเรียกว่ามีเจตนาประสงค์ต่อผล ต้องการให้เกิดอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราดูจากการให้สัมภาษณ์ มันก็ชัดเจนว่าเขาต้องการที่จะแก้ปัญหาบ้านเมือง”

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศมองว่าเป็นเรื่องปกติในการเจรจา ตรงนี้จะมีผลด้วยหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า มันก็ต้องมีการประเมินโดยรวมทั้งหมด ตนว่าในท้ายที่สุดแล้วรอฟังบ่ายนี้ ก็จะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อถามว่า ถ้ามองที่เจตนาแสดงว่าจากนี้ถ้าใครทำผิดให้ดูที่เจตนาด้วยหรือไม่ โดยดูเรื่องนี้เป็นบรรทัดฐาน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า อย่าไปดูว่าผิดหรือไม่ผิด แต่ที่ตนพูดเป็นการวิเคราะห์ว่าที่นายกฯพูดอย่างนั้นมีเจตนาร้ายต่อบ้านเมืองหรือไม่ มีเจตนาอะไร เพราะนายกฯบอกว่าต้องการที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ ซึ่งขณะนั้นมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เราก็ฟังได้อย่างนี้

เมื่อถามว่า หลังจากบ่ายนี้ คิดว่าสถานการณ์การเมืองจะเป็นอย่างไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ต้องดูว่าผลคำวินิจฉัยจะเป็นอย่างไร เมื่อถามว่า มีการเตรียมรับมือหากผลออกมาเป็นลบหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ก็แล้วแต่สถานการณ์จะเกิดขึ้นอย่างไร ก็ว่ากันไป ขอให้ดูสถานการณ์ตอนนั้นแล้วกัน

เมื่อถามย้ำว่า ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ประเทศจะมีทางออกใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า “ครับๆ” เมื่อถามอีกว่า การเมืองไม่ตันใช่หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่มีครับ ไม่มี”

เมื่อถามถึงกรณีมีการโชว์ภาพนายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เดินสายพบบุคคลต่างๆ รวมถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นการส่งนัยทางการเมืองอะไรหรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ไม่มีอะไร อย่าไปคิดมากก็แล้วกัน

ความผิดครบถ้วน! ‘เสธ.นิด’ทุบเปรี้ยง‘แพทองธาร’ไม่น่าจะรอดและไม่สมควรจะรอด

ความผิดครบถ้วน! ‘เสธ.นิด’ทุบเปรี้ยง‘แพทองธาร’ไม่น่าจะรอดและไม่สมควรจะรอด

ความผิดครบถ้วน! ‘เสธ.นิด’ทุบเปรี้ยง‘แพทองธาร’ไม่น่าจะรอดและไม่สมควรจะรอด

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.54 น.

ความผิดครบถ้วน! ‘เสธ.นิด’ทุบเปรี้ยง‘แพทองธาร’ไม่น่าจะรอดและไม่สมควรจะรอด

29 สิงหาคม 2568 พลอากาศโท วัชระ ฤทธาคนี หรือ “เสธ.นิด” อดีตนายทหารนักบินกองทัพอากาศ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

เมื่อนางแพทองธาร พูดโทรศัพท์กับ ฮุน เซน ในวันที่ ๑๕ มิ.ย. ๒๕๖๘ และเกิดเหตุตามมา ใน ๑๖ ก.ค.นั้นเองทหารไทยคนแรกถูกกับระเบิดขาขาดในสงครามชายแดน ๒๕๖๘ และอีก ๙ วันต่อมาทหารไทยต้องยิงป้องกันตัวตอบโต้ทหารกัมพูชา รบกันดุเดือด ๕ วัน ชิงดินแดนคืน

และในวันนั้น ๒๔ กรกฎาคม ๒๕๖๘ ทหารกัมพูชาจงใจยิงถล่มเขตชุมชนคนไทยด้วยแท่นยิงจรวดหลายลำกล้องเคลื่อนที่แบบ MN-21 มีคนตาย บาดเจ็บและบ้านเรือนพังพินาศในเขตจังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ และศรีสะเกษ

ถ้านางแพทองธาร ใช้เทคนิคใหม่ในการพูดแบบสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีแล้วและ ฮุน เซนซึ้งใจ

แต่ทำไมทหารกัมพูชาจึงยิงใส่ทหารไทยก่อน

มันควรจะเกิดการสู้รบกันไหม

มันควรจะแสวงหาสันติและความสงบสุขใช่ไหม

ดังนั้นประเด็นที่นางพูดแก้ตัวอย่างสวยหรูว่า “เป็นเทคนิคการพูด” “พูดเพื่อสร้างสัมพันธไมตรี” ซึ่งไม่เคยปรากฏว่าเป็นหลักการในตำราใดๆในโลกนี้เลย

จึงเป็นความผิดไร้จริยธรรมตามข้อร้องเรียนอย่างตั้งใจ ไร้สำนึกผิดชอบชั่วดี ไม่มีภาวะผู้นำ

และการพูดให้ร้าย มทภ.๒ ว่า “ไม่ใช่พวกเดียวกันกับเรา” (เราในที่นี่ของนาง คือ ฮุน เซนกับ นายกรัฐมนตรีเป็นพวกเดียวกัน) เป็นสร้างนโยบายและให้ข้อคิดกับฮุน เซน ว่า “มทภ.๒ พูดไปและทำไปโดยพละการและ มทภ.๒  “ทำเท่” เป็นการดูแคลนนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในระดับผู้บังคับบัญชาทหาร  ทหารไทยระดับล่างๆภายใต้การบังคับบัญชา มทภ.๒ จะคิดอย่างไร ขวัญจะดีหรือสั่นคลอนหวั่นไหวเพราะ “คนพูดเป็นถึงนายกรัฐมนตรี” ใช่ไหม เป็นการบ่อนทำลายกองทัพไทยใช่ไหม สรุปเป็นภัยต่อความมั่นคงไหม

คำพูดทั้งหมดของนางจึงเป็นเพียงพูดแก้ตัวเท่านั้นเอง

จึงสรุปได้ชัดเจนว่า “นางแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีเป็นคนไร้ศีลธรรม ไร้จริยธรรม ไร้วุฒิภาวะ ไร้ความเป็นผู้นำประเทศ”

คณะตุลาการเป็นบุคคลที่ทรงคุณวุฒิอย่างยิ่งยวดในเรื่อง “ความยุติธรรม ความลึกซึ้งในสำนึกผิดชอบชั่วดีพื้นฐานของมนุษย์ทั่วไป และหลักกฎหมายของไทยและของสากลจึงควรจะคิดลึกซึ้งรอบคอบมากกว่าผมเป็นร้อยเท่า”

แต่นางแพทองธารเป็นถึงนายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำการบริหารประเทศโดยนางเสมือนเป็นตัวอย่างที่ดีของชาติอีกด้วย

ไม่ต้องคิดถึงว่า นางแพทองธาร ทำผิดกฎหมายข้อใดมาตราอะไร แต่ที่แน่นอนชัดเจนนางไร้จรรยาบรรณและผิดจริยธรรมอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ

นางแพทองธาร ชินวัตรไม่น่าจะรอดและไม่สมควรจะรอด

ผมยอมที่จะเป็นผู้ถูกประณามว่าเป็นคน “มีอคติ คิดไม่ดี ไม่มีเหตุผล”

เปิดบทลงโทษ เมื่อพระภิกษุสงฆ์ละเมิดพระธรรมวินัย

เปิดบทลงโทษ เมื่อพระภิกษุสงฆ์ละเมิดพระธรรมวินัย

เปิดบทลงโทษ เมื่อพระภิกษุสงฆ์ละเมิดพระธรรมวินัย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.40 น.

เปิดบทลงโทษ เมื่อพระภิกษุสงฆ์ละเมิดพระธรรมวินัย

29 สิงหาคม 2568 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตสส.พัทลุง และอดีตรมว.วัฒนธรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

เมื่อพระภิกษุสงฆ์ละเมิดพระธรรมวินัย

พระภิกษุ ไม่ได้ถือศีลครบทั้ง 227 ข้อตลอดเวลาหรอก บางครั้งบางคราว ท่านก็ผิดศีลหรือละเมิดพระวินัยได้เหมือนกัน

เปรียบเหมือนข้าราชการ นั่นแหละ ที่บางครั้งก็ทำผิดวินัย ซึ่งมีโทษตั้งแต่ไล่ออก , ปลดออก , ลดเงินเดือน , ตัดเงินเดือน , ภาคทัณฑ์

พระภิกษุสงฆ์ก็เช่นเดียวกัน หากครั้งคราวใดทำผิดวินัย ก็ต้องถูกลงโทษตามวินัยสงฆ์ ตั้งแต่หนักไปหาเบา คือ โทษหนักคือ ปาราชิก, โทษปานกลาง คือ สังฆาทิเสส และ โทษเบา คือ ถุลลัจจัย,ปาจิตตีย์,ปาฏิเทสนียะ,ทุกกฏ, และ ทุพภาสิต

โทษหนักนั้น ให้ขาดจากความเป็นพระทันทีไม่ว่าจะมีผู้รู้หรือไม่ และ ไม่สามารถกลับมาบวชได้อีก

โทษปานกลาง แก้ได้ ด้วยการอยู่กรรม หรือเข้าปริวาสกรรม คือประพฤติวัตรเพื่อทรมานตน 6 ราตรี

โทษอย่างเบา แก้ได้ด้วยการปลงอาบัติ คือประจานตัวหรือบอกความผิดของตนเองต่อหน้าภิกษุด้วยกัน

มีผู้ถามว่า ถ้าภิกษุพูดเท็จหรือมุสาวาท ล่ะผิดระดับไหน ตามพระวินัย ก็ผิดระดับเบา ต้องแก้ด้วยการปลงอาบัติ หรือเรียกว่าการประจานตนเองหรือรับสารภาพต่อหน้าภิกษุด้วยกัน

เราเห็นสงฆ์ทำผิดพระวินัย แต่เราไม่รู้นี่ครับว่า สงฆ์รูปใดที่ทำผิดวินัย เช่น กล่าวมุสาวาท ท่านได้ปลงอาบัติท่ามกลางหมู่สงฆ์แล้วหรือยัง

ก็มีประมาณนี้แหละครับส่วนการประพฤติผิดวินัยข้อใดหากผิดกฎหมายทางโลกด้วยก็ว่าไปตามกฎของสังคม

ใครทำกับสงฆ์หรือแสดงออกเสมือนท่านผิดวินัยขั้นร้ายแรง รับรองนรกกินหัว เชื่อผมเถอะ รุ่มร้อน กระวนกระวาย เริ่มเห็นๆกันแล้วนี่ครับ

เสียดายเรื่องเหล่านี้ คณะสงฆ์เงียบสงัด ไม่กล้าอธิบายอะไร ปล่อยให้สงฆ์ถูกกระทำจนเลยความจริงไปเยอะ

ผมไม่ใช่นักบวชในพระพุทธศาสนา ก็กล้อมแกล้มได้ประมาณนี้แหละครับ ข้อเขียนวันนี้ อาจผิดพลาด ก็หวังว่าหากมีพระคุณเจ้าหรือท่านผู้รู้เข้ามาอ่าน คงให้อภัย และช่วยแก้ไขความเข้าใจที่ผิดพลาดของผมเพื่อความเข้าใจอันดี และ ธำรงไว้ซึ่งคำสอนอันบริสุทธิ์ของพระพุทธองค์