รอดหรือร่วง!จับตา‘ศาลรัฐธรรมนูญ’นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียง‘แพทองธาร’ บ่าย 3 วันนี้

รอดหรือร่วง!จับตา‘ศาลรัฐธรรมนูญ’นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียง‘แพทองธาร’ บ่าย 3 วันนี้

รอดหรือร่วง!จับตา‘ศาลรัฐธรรมนูญ’นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียง‘แพทองธาร’ บ่าย 3 วันนี้

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.22 น.

รอดหรือร่วง!จับตา‘ศาลรัฐธรรมนูญ’นัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียง‘แพทองธาร’ บ่าย 3 วันนี้

29 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 09.30 น.วันนี้ (29 ส.ค.68) คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะประชุม เพื่อแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติกรณีคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งมาจากสมาชิกวุฒิสภา (สว.) จำนวน 36 คน เสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมขัดต่อรัฐธรรมนูญขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธารสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82, มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง ศาลรัฐธรรมนูญ จะออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย ในเวลา 15.00 น.เป็นต้นไป ที่ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จัดเตรียมสถานที่ พร้อมมาตรการดูแลความปลอดภัย มีตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัยจำนวน 1 กองร้อยจากกองบังคับการตำรวจนครบาล 2 (บก.น.2) มาดูแลความเรียบร้อยของพื้นที่ พร้อมเจ้าหน้าที่ EOD และสุนัขตำรวจ รวมทั้งจัดรถจีโน่ มาสแตนบายด้านข้างศูนย์ราชการอาคาร 1 ด้วย

เบื้องต้นยังไม่มีการประกาศเขตอำนาจศาล และสถานการณ์โดยทั่วไปก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และเป็นไปตามระเบียบในเรื่องการจัดพื้นที่ และติดตั้งจอโทรทัศน์เพื่อรับภาพและเสียงจากห้องพิจารณาคดีมายังพื้นที่ด้านล่าง และห้องสื่อมวลชน ขณะเดียวกันก็จะมีการถ่ายทอดคำวินิจฉัยผ่านช่องทาง youtube สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญด้วย 

ศาลรัฐธรรมนูญ มีกำหนดนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ ลงมติ เวลา 9.30 น. โดยคดีนี้ศาลรับคำร้องไว้วินิจฉัย และมีคำสั่งให้ น.ส.แพทองธาร หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา รวมทั้งได้ไต่สวน น.ส.แพทองธาร และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. เมื่อวันนี้  21 สิงหาคม   และให้ส่งคำแถลงปิดคดีเมื่อวันที่  25 สิงหาคม 2568

ขณะที่ความเคลื่อนไหวของ น.ส.แพทองธาร ซึ่งไม่ได้เดินทางไปฟังที่ศาลรัฐธรรมนูญ แต่ส่งตัวแทนไปฟังแทน โดย น.ส.แพทองธาร จะเดินทางเข้าปักหลักบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 14.00 น. เพื่อติดตามรับฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะมีบรรดารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) เข้าร่วมรับฟังคำวินิจฉัยพร้อมกับ น.ส.แพทองธาร เมื่อศาลอ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว น.ส.แพทองธาร จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

เบิกเนตร!? เพราะมีนักการเมืองแบบ‘อิ๊งค์’ จึงต้องร้อง‘ศาลรธน.’ตัดสิน

เบิกเนตร!? เพราะมีนักการเมืองแบบ‘อิ๊งค์’ จึงต้องร้อง‘ศาลรธน.’ตัดสิน

เบิกเนตร!? เพราะมีนักการเมืองแบบ‘อิ๊งค์’ จึงต้องร้อง‘ศาลรธน.’ตัดสิน

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.11 น.

เบิกเนตร!? เพราะมีนักการเมืองแบบ‘อิ๊งค์’ จึงต้องร้อง‘ศาลรธน.’ตัดสิน

29 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” ระบุว่า…

ทำไมต้องมีศาลรัฐธรรมนูญ

วันนี้ วันที่ 29 สิงหาคม 2568 ศาลรัฐธรรมนูญมีนัดฟังคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงหลุด ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในข้อหาขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงบทบาทการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ ว่ามีความเหมาะสมถูกต้องตามหลักของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

มีหลายคนแสดงความเห็นว่า บทบาทการชี้ขาด เรื่องการกระทำผิดทางการเมืองของนักการเมือง ควรให้ประชาชนตัดสิน ไม่ใช่ให้องค์กรอิสระมาตัดสิน บางคนบอกว่า นักการเมืองมาจากการเลือกตั้งของประชาชนนับแสนนับล้านคน แต่ทำไมให้ศาลรัฐธรรมนูญที่มีเพียง9คน เป็นผู้ตัดสินอนาคตทางการเมืองของนักการเมือง

เนื่องจากเหตุผล เมื่อองค์กรอิสระมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแล้ว จำเป็นต้องใช้องค์กรอิสระในการตัดสินเรื่องจริยธรรมของนักการเมือง น่าจะมาจากเหตุผล 3 ข้อ คือ

1.เป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้เกิดขึ้นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 รัฐรัฐธรรมนูญปี 2550 และปีรัฐธรรมนูญปี 2560 ฉบับปัจจุบัน องค์กรอิสระยังทำหน้าที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญต่อไป

2.เหตุที่ต้องมีองค์กรอิสระ เพราะนักการเมืองไม่รู้จักรับผิดชอบชั่วดี ไม่มีจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ การแต่งตั้งการเข้าสู่ตำแหน่ง ฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเช่น ขาดคุณสมบัติ บางคนมีประวัติเสื่อมเสีย เกี่ยวข้องกับยาเสพติด เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา เกี่ยวข้องกับเว็บการพนัน เกี่ยวข้องกับการค้าน้ำมันเถื่อน เกี่ยวข้องกับการค้าของหนีภาษี ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายทั้งสิ้น แต่ว่าผู้มีหน้าที่ก็ยังแต่งตั้งเพื่อเอาใจ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

3.เนื่องมาจากนักการเมืองขาดสปิริต ไม่แสดงความผิดชอบความผิดต่อหน้าที่ของตัวเอง บางคนทำผิดก็ไม่ยอมรับผิด ไม่แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองไม่มีสปิริตทางการเมือง เมื่อเทียบกับนักการเมืองในต่างประเทศ ในประเทศที่เจริญแล้ว อย่างเช่นนักการเมืองในประเทศตะวันตก หรือนักการเมืองประเทศญี่ปุ่น  ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีองค์กรอิสระ หรือองค์กรใดมาตัดสินความผิดถูก เมื่อทำผิดก็จะแสดงความรับผิดชอบโดยการลาออกทันที

ด้วยเหตุผล 3 ข้อนี้ นักการเมืองไทยเป็นนักการเมืองที่ขาดจิตสำนึก หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า นักการเมืองไทยหน้าด้าน  เล่นลิ้น หาช่องทางเอาตัวรอด ตีความกฎหมายแบบศรีธนญชัย พยายามหลีกเลี่ยงการแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง จึงทำให้ต้องมีการเขียนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างละเอียด และมีองค์กรอิสระมาเป็นฝ่ายตัดสิน ถ้านักการเมืองไทยมีคุณภาพรับผิดชอบชั่วดี ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาตรวจสอบ เมื่อตรวจสอบตัวเองได้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีองค์กรอิสระเหล่านี้มาตรวจสอบถ่วงดุล

ส่วนตัวก็ไม่เห็นด้วยกับการมีองค์กรอิสระเข้ามาแทรกแซงการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มาของคณะกรรมการองค์กรอิสระ ที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน แต่ด้วยความจำเป็น เมื่อสภาพการเมืองเมืองไทยเป็นเช่นนี้ คุณภาพนักการเมืองไทยเป็นเช่นนี้ จึงจำเป็นต้องมีองค์กรอิสระ และเมื่อมีองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ต้องใช้องค์กรอิสระให้สมกับเจตนารมณ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

เพราะฉะนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไม่ควรมีศาลรัฐธรรมนูญในการตัดสินคดีของนางสาวแพทองธาร ซึ่งถ้าหากนางสาวแพทองธาร มีความรับผิดชอบชั่วดี แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง ตั้งแต่วันที่คลิปหลุด โดยการลาออกหรือยุบสภา เรื่องนี้คงไม่มีการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อยืนกระต่ายขาเดียว ไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น จึงจำเป็นต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรตัดสิน

ศาลรธน.ชี้ชะตาคดีคลิปเสียงฮุนเซน ‘อิงค์’ลุ้นระทึก! ปักหลักทำเนียบฟังคำวินิจฉัย

ศาลรธน.ชี้ชะตาคดีคลิปเสียงฮุนเซน ‘อิงค์’ลุ้นระทึก! ปักหลักทำเนียบฟังคำวินิจฉัย

ศาลรธน.ชี้ชะตาคดีคลิปเสียงฮุนเซน ‘อิงค์’ลุ้นระทึก! ปักหลักทำเนียบฟังคำวินิจฉัย

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ศาลรธน.ชี้ชะตาคดีคลิปเสียงฮุนเซน ‘อิงค์’ลุ้นระทึก! ปักหลักทำเนียบฟังคำวินิจฉัย สส.พท.นัดให้กำลังใจที่พรรค ‘ภท.’ขู่เปิดซักฟอกมาตรา151

อิ๊งค์”ลุ้นระทึก!ปักหลักที่ทำเนียบฯฟังศาลรธน.อ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงคุย“ฮุนเซน”พร้อมแถลงข่าวหลังศาลชี้ขาดโดยมี รมต.เพื่อไทยร่วมให้กำลังใจ ก่อนเข้าพรรคพท.พบสส.-แฟนคลับรวมพลรอให้กำลังใจ“ภูมิธรรม”ย้อนถามสื่อข่าวซื้อเสียงโหวต 2 พันล้าน พลิกขั้วล้มรัฐบาล บอกอย่าเพิ่งคิด ศาลยังไม่ตัดสินด้าน ปชน.-ภท.ต่างเกาะติดศาลชี้ขาดคดีคลิปใกล้ชิด“โรม”ระบุถ้านายกฯรอดจ่อหารือ ภท.ลุยเปิดซักฟอกม.151“อดีตสว.สมชาย”เชื่อประวัติศาสตร์(ไม่)ซ้ำรอยคดีซุกหุ้น?ยัน“อิ๊งค์”ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง“หมอวรงค์” ย้ำศาลยังเป็นที่พึ่ง-ทางออกประเทศ ‘ยุทธพร’มองคดีคลิปเสียงออกได้2ทาง

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดอ่านคำวินิจฉัยในคำร้องของสมาชิกวุฒิสภา 36 คนเข้าชื่อเสนอคำร้องต่อประธานวุฒิสภายื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเรื่องคลิปเสียงการสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีกับสมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภาแห่งกัมพูชา กล่าวหาว่านายกรัฐมนตรีมีพฤติกรรมขัดต่อรัฐธรรมนูญขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของ น.ส.แพทองธารสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82, มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) เนื่องจากเป็นการกระทำที่ผิดมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงโดยศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติ ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม2568 เวลา 09.30น.และออกนั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย ในเวลา 15.00 น.เป็นต้นไปที่ห้องพิจารณาคดี ชั้นสาม ศาลรัฐธรรมนูญนั้น

อิ๊งค์’ปักหลักลุ้นคดีที่ทำเนียบฯ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.วัฒนธรรมว่าวันที่ 29 สิงหาคมนี้จะเดินทางเข้าปักหลักบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 14.00 น. เพื่อติดตามรับฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีคลิปสนทนาที่จะมีขึ้นในเวลา 15.00น.โดยน.ส.แพทองธารไม่ได้เดินทางไปฟังที่ศาลรัฐธรรมนูญแต่ส่งตัวแทนไปฟังแทน

โดยจะมีบรรดารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย(พท.)เข้าร่วมรับฟังคำวินิจฉัยพร้อมกับน.ส.แพทองธารด้วย ทั้งนี้เมื่อศาลอ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว น.ส.แพทองธาร จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนด้วย

ก่อนเข้าพรรคพบส.ส.-แฟนคลับ

จากนั้นน.ส.แพทองธารจะเดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบปะกับสส.ของพรรคที่มารอให้กำลังใจและบรรดาแฟนคลับที่มารอให้กำลังใจด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนหน้านี้มีการนัดหมายให้สส.ของพรรคพท.นัดรวมตัวกันที่พรรคแล้วนั่งรถเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อมาให้กำลังใจน.ส.แพทองธาร แต่ล่าสุดได้มีการเปลี่ยนแปลงไม่ให้สส.เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลแต่ให้รวมตัวกันที่พรรคพท.ตั้งแต่ 15.00น.แทน

อ้วน’ย้อนปมซื้อเสียงพลิกขั้วล้มรบ.

นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวมีการซื้อเสียงโหวต 2พันล้าน เพื่อล้มรัฐบาล หากมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยนายภูมิธรรมย้อนถามสื่อว่า”ใครหรอครับ บอกมาเลย ผมจะได้ไปเจอ ผมยังไม่เคยได้ยินเรื่องนี้”เมื่อถามย้ำว่ากังวลหรือไม่ว่าหากหลังวันที่ 29ส.ค.หากมีอุบัติเหตุทางการเมืองกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯซึ่งต้องมีการโหวตเลือกนายกฯใหม่อาจจะมีการพลิกขั้วนายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าไปคิดสิ่งที่ยังไม่เกิด ตรงนั้นจะเกิดเมื่อน.ส.แพทองธารมีความผิด แต่ตอนนี้เรายังไม่รู้เลยว่านายกฯมีความผิดหรือไม่ เอาไปทีละขั้นตอน

ไม่มีใครรู้อยู่ที่ดุลยพินิจของศาล

ส่วนกรณีที่สส.พรรคเพื่อไทยจะนั่งรถบัสจากพรรคมาให้กำลังใจน.ส.แพทองธาร ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันพรุ่งนี้(29ส.ค.) นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนไม่ทราบ คงมาให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาตนไม่ได้เข้าพรรคเลย เพราะมีภารกิจเยอะเลยไม่ทราบว่าเขาคุยอะไรกัน

เมื่อถามว่ามีการมองกันว่าบรรดาสส.รู้ผลล่วงหน้าแล้ว นายภูมิธรรม กล่าวว่า อย่าไปคิดอย่างนั้น ตนเชื่อว่า สส.พรรคเพื่อไทย เชื่อในความตั้งใจและความบริสุทธิ์ใจของนายกฯ และเชื่อว่าข้อกล่าวหาไม่ใช่ปัญหา และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศหลายส่วนก็ระบุว่าเป็นเรื่องธรรมดาทางการทูต ดังนั้น สส.จึงมั่นใจและคิดว่าจะประสบความสำเร็จ เลยอยากมาแสดงความยินดี อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าศาลจะใช้ดุลพินิจอย่างไร

ก่อแก้ว’ยกสารพัดเหตุรอด-ไม่รอด

นายก่อแก้ว พิกุลทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย(พท.)โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กระบุว่า 29 ส.ค. เป็นวันชี้ชะตา อนาคตของประเทศ เป็นวันที่คนไทยต้องลุ้น ยิ่งกว่าวันออกหวยว่านายกฯที่มาจากการเลือกตั้ง จะถูกศาลรัฐธรรมนูญถอดถอนอีกหรือไม่ จากกรณีคลิปหลุด ถ้าท่านนายกฯแพทองธารไม่ถูกถอดถอน การบริหารประเทศสามารถเดินต่อได้ทันที หลังจากที่ได้วางแนวทางและทำงานในการขับเคลื่อนประเทศเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจไว้หลายเรื่องถ้าท่านนายกฯแพทองธาร ถูกถอดถอน(ทำให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งไปพร้อมกัน) ต้องเลือกนายกรัฐมนตรีกันใหม่ การบริหารงานแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหาที่มีหลายเรื่อง จะหยุดชะงัก ไม่ต่อเนื่อง เสียเวลาอีกหลายเดือน ดีไม่ดี อาจจะมีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่

ย้ำเลือก‘นายกฯใหม่’มีแต่ปัญหา

นายก่อแก้วมองว่าในกรณีที่จะมีการเลือกนายกฯใหม่ ถ้าดูจากรายชื่อแคนดิเดตที่เหลืออยู่ ล้วนแต่มีปัญหาที่แตกต่างกัน ผมขอยกมาแค่ 3ท่านที่เป็นไปได้ 1.คุณชัยเกษม นิติสิริ จากพรรคเพื่อไทย ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วน แต่ในแง่ของการยอมรับ อาจจะทำให้การให้ความร่วมมือจาก ส.ส.ในพรรคร่วมรัฐบาล หรือแม้กระทั่งในพรรคเพื่อไทยเอง จะน้อยกว่า ท่านนายกฯแพทองธาร 2. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากพรรครวมไทยสร้างชาติ องคมนตรี ซึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการยึดอำนาจ ในช่วงที่ดำรงค์ตำแหน่งนายกฯกว่า 8 ปี ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในความชอบธรรม ความสามารถและผลงานเป็นอย่างมาก3. คุณอนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี จากการที่กำลังถูกสอบสวนเพื่อดำเนินคดีฮั้วการเลือกตั้ง ส.ว. ทำให้เกิดคำถามในเรื่องจริยธรรมและการยอมรับ โดยเฉพาะจากผู้นำนานาชาติ และนักลงทุนต่างประเทศ

ชี้‘อิ๊งค์’ไม่รอด-ประเทศไปต่อยาก

“จะเห็นได้ว่าถ้าท่านนายกฯแพทองธารถูกถอดถอนจะมีปัญหาตามมาสารพัดเรื่อง เกิดสุญญากาศ และ เกิดความไม่เชื่อมั่นในกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศเป็นอย่างยิ่งความเห็นส่วนตัวผม สรุปได้ว่า”ถ้าท่านนายกฯแพทองธารรอด ประเทศไทยรอดแต่ถ้าท่านนายกฯแพทองธารไม่รอด ประเทศไทยไปต่อยาก”ผมขอให้ประเทศไทยรอดครับ”นายก่อแก้ว ย้ำ

ปชน.เกาะติดชี้ชะตาคดีคลิปเสียง

ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงของน.ส.แพทองธารชินวัตร นายกฯและรมว.วัฒนธรรม สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาวันพรุ่งนี้ (29ส.ค.)ว่า ต้องยอมรับตรงไปตรงมาว่า เรื่องนี้หากมีคำวินิจฉัยอะไรก็จะส่งผลทางการเมืองอยู่มาก ในฐานะที่เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านก็จะติดตามอย่างใกล้ชิดและได้มีการพูดคุยกับ สส. ของพรรคว่าเรื่องนี้ติดตามและเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถเพิกเฉยได้เพราะอาจจะส่งผลทางการเมืองมากอย่างแน่นอน

ชี้‘อิ๊งค์’รอดจ่อคุยภท.ลุยซักฟอกม.151

เมื่อถามว่าพรรคฝ่ายค้านจะมีการวางแผนเตรียมการเปิดอภิปรายรัฐบาล หลังมีคำวินิจฉัยหรือไม่นั้นนายรังสิมันต์กล่าวว่า สำหรับประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องแยกออกเป็น 2ส่วนส่วนที่หนึ่งในกรณีที่สถานการณ์ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ การตรวจสอบของฝ่ายค้านก็ต้องเดินหน้าต่อไป ก่อนหน้านี้เราเองก็ได้มีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านถึงแนวทางในการสอบและการใช้มาตรการที่สำคัญเช่นการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 แต่มีเหตุแทรกแซงกรณีของศาลรัฐธรรมนูญเข้ามา พรรคฝ่ายค้านจึงต้องพิจารณาใคร่ครวญ เพราะใช้ได้เพียงปีละครั้งจึงต้องพิจารณาในจุดนี้

“ขอย้ำว่าหากเข้าสู่ภาวะปกติและมีคำตัดสินของศาลให้นายกรัฐมนตรีรอด พรรคประชาชนก็จะพูดคุยกับภูมิใจไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านอื่นๆอย่างเป็นกิจจะลักษณะว่าจะมีการดำเนินการเมื่อไหร่ แต่หากเกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันก็คงต้องรอดูว่าสุดท้ายแล้วจะเกิดอะไรขึ้น แต่พรรคประชาชนเคยเสนอไปก่อนหน้านี้ว่าไม่อยากให้ประเทศไทยถึงทางตันและไม่ควรมีใครพาไปถึงจุดนั้น”

ย้ำทางออกที่ดีคืนอำนาจให้ปชช.

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า พรรคประชาชนขอย้ำเหมือนเดิมว่า เรามีข้อตกลงและมีการเสนอรูปแบบไปแล้ว ว่าเราไม่ได้มีจุดประสงค์ในการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลอย่างแน่นอน แต่เราพร้อมที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และไม่เกิดทางตัน ส่วนตัวขอย้ำว่าสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ คือการคืนอำนาจให้กับประชาชน และไม่ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ต้องยอมรับว่าจะมีข้อครหาจากประชาชน ดังนั้นการเลือกตั้งใหม่ คือทางออกที่ดีที่สุด แต่ทางพรรคประชาชนก็ไม่สามารถที่จะไปกำหนดทุกอย่างได้

ภท.รวมพลเกาะติดคดีอิ๊งค์ที่พรรค

มีรายงานข่าวว่าทางพรรคภูมิใจไทย จะมีการนัดรวมตัวส.ส.ของพรรคที่ทำการพรรคภูมิใจไทยเพื่อเกาะติดฟังศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม สนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.)ด้วย

สมชาย’เชื่อประวัติศาสตร์(ไม่)ซ้ำรอย?

ด้านนายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (อดีต สว.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“สมชาย แสวงการ” ระบุว่า..#ประวัติศาสตร์(ไม่)ซ้ำรอย? #29สิงหา #ชี้ชะตาบ้านเมือง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีพ่อซุกหุ้นคนขับรถคนรับใช้ เมื่อ 3 ส.ค.2544 #บกพร่องโดยสุจริต ด้วยเงื่อนงำของมติไม่ผิด 8:7 หรือ มติผิด 7:6:2 นั้น

รายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ(คอป)ระบุว่า คำวินิจฉัยคดีซุกหุ้นเป็นหนึ่งในสาเหตุวิกฤติบ้านเมืองในเวลาต่อๆมา“อำนาจตุลาการซึ่งควรมีบทบาทและหน้าที่ผดุงไว้ซึ่งหลักนิติธรรม ไม่สามารถยุติความขัดแย้งทางการเมืองได้ กลับเป็นผู้ละเมิดหลักนิติธรรมเสียเอง กลายเป็นปัญหารากเหง้าและปมปัญหาความขัดแย้งต่อมา…เป็นการบิดเบือน หักดิบกฎหมาย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของความเคลือบแคลงในหลักนิติธรรม คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญในคดีประวัติศาสตร์

คลิปสนทนาลับหลุดของลูกสาวอุ๊งอิ๊ง-uncleฮุนเซน ที่จะพิสูจน์ว่าไม่สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง“เสียความลับชาติ เสื่อมเกียรติภูมิ เสี่ยงสงคราม เสียอธิปไตยไทย”ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่ พรุ่งนี้ 29สค68 คงรู้กันครับ#เชื่อมั่นในหลักนิติธรรม#เชื่อมั่นศาลรัฐธรรมนูญ@คลิปสนทนาลับ 17นาทีเต็ม ผู้นำไทย-เขมร

ยัน‘อิ๊งค์’ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง

“คลิปหลุดดังกล่าว..ได้ชี้ให้เห็นถึงการกระทำผิดมาตรฐานจริยธรรมในฐานะนายกรัฐมนตรี..ในหลายประเด็นอาทิ..การไม่ปกป้องอธิปไตย..เอกราชของราชอาณาจักร..การไม่รักษาเกียรติภูมิของประเทศและตำแหน่ง..การไม่รักษาความลับราชการ..การเปิดเผยข้อมูลให้ศัตรูได้เปรียบในการบ..การกล่าวหาแม่ทัพเป็นฝ่ายตรงข้ามกับตน..การยอมรับกระทำการใดๆ..ทุกประการตามคำสั่งของข้าศึก..การมีผลประโยชน์ส่วนตน ฯลฯ..อันเป็นการกระทำผิดกฎหมายความมั่นคงตามหมวด 3..เรื่อง ความผิดต่อความมั่นคงนอกราชอาณาจักร..ผิดประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งการเมือง..อันเป็นความผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง..และแสดงถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี”

“พี่น้องประชาชนไทยได้ฟังคลิปลับที่หลุดออกมากันแล้ว..และหากพิจารณาข้อเท็จจริงตามเอกสารและ Timeline..ที่เห็นชัดเจนเช่นนี้..คงวินิจฉัยได้เองแล้วครับ..ว่าแพทองธาร ชินวัตร..ได้กระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง..ไม่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยอีกต่อไป ..ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 29 ส.ค.68 จะออกมาเช่นนี้หรือไม่..พวกเราที่เห็นพ้องตรงกันแล้ว คงต้องติดตามต่อไปครับ”นายสมชาย ย้ำ

วรงค์’ย้ำศาลยังเป็นที่พึ่ง-ทางออกปท.

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“วรงค์ เดชกิจวิกรม – WarongDechgitvigrom”ระบุว่า…#กระบวนการยุติธรรมยังเป็นที่พึ่งให้เป็นทางออกของประเทศหรือไม่ ช่วงก่อนวันตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ คดีคลิปเสียงที่อุ๊งอิ๊งคุยกับฮุนเซน จะพบว่าคนของพรรคเพื่อไทย ออกมาอวยอุ๊งอิ๊งกันมาก เพื่อปั่นกระแสว่าอุ๊งอิ๊งรอดจากคดีสิ่งที่ต้องถามคนเหล่านี้ พวกคุณได้ฟังคลิปเสียง การเจรจาจริงๆหรือยัง คุณลองฟังสัก2-3รอบ ขอแค่ฟังภาษาไทยรู้เรื่อง คุณจะได้รับรู้ถึงเจตนา เนื้อหาสาระจริงๆ ที่อุ๊งอิ๊งคุยกับฮุนเซน

คลิปเสียงนี้เป็นภาษาไทย แม้ฮุนเซนจะพูดเขมรแต่ก็มีล่ามที่อุ๊งอิ๊งสนิทสนม ไว้วางใจคอยช่วยแปร การฟังด้วยใจเป็นธรรมจึงสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ เพราะไม่ต้องตีความประชาชนทั่วไปก็สามารถเข้าใจได้ถึงความเหมาะสม ความน่าไว้วางใจที่อุ๊งอิ๊งพูด ความรู้สึกเป็นพวกเดียวกับฮุนเซนที่ปล่อยให้ฮุนเซนตำหนิทหารไทย หรือแม้แต่เจตนาคำพูดของอุ๊งอิ๊งที่ถามความต้องการของฮุนเซน ถ้าฟังแบบคนไทยฟังจะรู้ว่า อุ๊งอิ๊งพูดเพื่ออะไร สอดคล้องกับคำชี้แจงต่อศาลหรือไม่

“การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ จึงไม่แปลกใจที่คนไทยส่วนใหญ่มีคำตอบอยู่ในใจแล้ว แต่เพราะเคารพกระบวนการยุติธรรม จึงรอฟังคำตัดสินอย่างเป็นทางการของศาล ว่ากระบวนการยุติธรรมยังเป็นที่พึ่งให้เป็นทางออกของประเทศหรือไม่”นพ.วรงค์ ย้ำ

สมชัย’กาง4ปัจจัยคดีคลิปเสียง‘อิ๊งค์’

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้งโพสต์เฟซบุ๊ก“ปั่นไปไหน–สมชัย ศรีสุทธิยากร”ระบุว่า..ทำความเข้าใจ ปัจจัย หัวหรือก้อย คดีแพทองธาร 1.เนื้อหาของสิ่งที่พูดในคลิปเสียง ละเมิด คุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรีในรัฐธรรมนูญตามมาตรา160(4) ซื่อสัตย์สุจริต(5)ไม่มีพฤติกรรมฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่ 2.การฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมที่จัดว่าเป็นระดับร้ายแรง มี 3ประเด็น คือ 1)การไม่พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ 2)การถือผลประโยชน์ส่วนตนเหนือผลประโยชน์ชาติ และ 3) การไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต

3. การฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมที่ไม่จัดว่าร้ายแรงแต่อาจตีความว่าร้ายแรงได้จากพฤติกรรม เจตนาและระดับความร้ายแรง มี 3ประเด็น คือ 1) การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง 2) การไม่รักษาความลับของการประชุม และ 3) การคบหาสมาคมกับผู้มีชื่อเสียงในทางเสื่อมเสีย จนกระทบต่อความเชื่อถือศรัทธาของประชาชน 4. การตีความถึงคำพูดที่ปรากฏในคลิปเสียงเทียบกับมาตรฐานทางจริยธรรมที่บัญญัติ และมาตรฐานการวินิจฉัยของตุลาการเสียงข้างมาก ตั้งแต่ 5 เสียงขึ้นไปในกรณีดังกล่าวนับถอยหลัง ไม่เกิน 24 ชั่วโมงแล้ว จะรู้หัวหรือก้อย

ยุทธพร’มองคดีคลิปเสียงออกได้2ทาง

ที่รัฐสภานายยุทธพร อิสรชัย อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชกล่าวถึงการประเมินสถานการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะอ่านคำวินิจฉัยคดีคลิปเสียงสนทนาของน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯวันที่29ส.ค.นี้ว่า50:50 สามารถออกไปได้ทุกทาง ออกได้ทั้งสองฝั่งเพราะเรื่องกฎหมายมีการเขียนไว้กว้าง อย่างคำว่าซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์หรือไม่ หรือคำว่าจริยธรรมร้ายแรงหรือไม่นั้น ก็สามารถวินิจฉัยออกมาได้ทั้งหมด เพราะคงไม่มีใครตอบได้ชัดเจนว่า ซื่อสัตย์สุจริตหมายถึงอะไร ขณะเดียวกันมาตรฐานจริยธรรม ก็เป็นประเด็นที่ถูกจับขึ้นมาเหมือนกัน อยู่ที่ศาลว่าจะรับพิจารณาทั้ง 2 ประเด็นดังกล่าวหรือไม่และนายกฯ ก็ต้องผ่านพ้นทั้ง2ประเด็นจึงจะสามารถไปต่อได้ หากติดประเด็นใดประเด็นหนึ่งจะไปต่อไม่ได้

“เรื่องนี้เป็นเรื่องของกฎหมายที่เขียนไว้กว้าง ความหมายแตกต่างกัน ขณะเดียวกันก็เป็นข้อเท็จจริงซึ่งต้องมีการพิสูจน์ ในคำวินิจฉัยของศาลว่าจะฟังข้อเท็จจริงอย่างไร ทั้งคำชี้แจงของนายกฯหรือคำร้องของผู้ร้อง รวมถึงการแถลงปิดคดีของทั้งสองฝ่าย และเรื่องการไต่สวนพยาน 2ปากสำคัญ คือตัวนายกฯและนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็ต้องอยู่ที่ว่าศาลจะวินิจฉัยไปในทางใด”นายยุทธพรระบุและว่า หากมองในแง่ข้อกฎหมาย การวินิจฉัยให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรีหรือถึงขั้นตัดสิทธิ์ทางการเมืองก็ดีสิ่งเหล่านี้ต้องมีความเด็ดขาดเพราะเป็นผลที่เกิดขึ้นต่อบุคคล

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ทางออกที่ถูกต้องคือไทยต้องยกเลิก MOU 43–44อย่างเป็นทางการ และแจ้งให้กัมพูชาทราบว่าจำเป็นต้องร่าง MOU ฉบับใหม่ ภายใต้กระบวนการรัฐสภาและหลักกฎหมายสากล เพื่อให้การแบ่งเขตแดนและการใช้ทรัพยากรเป็นธรรม โปร่งใส คุ้มครองผลประโยชน์สูงสุดของชาติ”

ดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี

รองเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ

‘อ้วน’ย้ำสิ้นก.ย. เพิกถอนโฉนด ที่ดินเขากระโดง

‘อ้วน’ย้ำสิ้นก.ย. เพิกถอนโฉนด ที่ดินเขากระโดง

‘อ้วน’ย้ำสิ้นก.ย. เพิกถอนโฉนด ที่ดินเขากระโดง

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

‘อ้วน’ย้ำสิ้นก.ย. เพิกถอนโฉนด ที่ดินเขากระโดง คาใจให้ร้องศาล

ภูมิธรรม” โวสิ้นกันยายน มีข่าวดี เขากระโดงชัดเจนหมด ลุยเพิกถอนก่อน ไม่พอใจไปท้วงที่ศาล ปมสนามบอล-สนามแข่งรถ ต้องให้เจ้าของที่จริงตัดสินใจ ใครมาอยู่หลังพรฎ.ผิดหมด โอ่ ปรับมาตราส่วนของกรมที่ดิน-รฟท.เรียบร้อยแล้ว

เมื่อวันที่ 28สิงหาคม2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการเพิกถอนที่ดินเขากระโดง จ.บุรีรัมย์ อธิบดีกรมที่ดินคนใหม่ได้เซ็นหรือยัง ว่า ยัง ภายในสิ้นเดือน ก.ย.น่าจะชัดเจนทั้งหมด เพราะขณะนี้ท่านเพิ่งมารับตำแหน่ง โดยได้มีการประชุมและดูสภาพปัญหาทั้งหมดแล้ว เราไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรือผลีผลามจะทำ เราทำตามกระบวนการกฎหมาย เท่าที่ดูไทม์ไลน์น่าจะมีข่าวดีที่ชัดเจนช่วงสิ้นเดือน ก.ย.ว่าเราได้ทำตามกฎหมาย

เมื่อถามถึงความชัดเจนของพื้นที่สนามฟุตบอลและสนามแข่งรถ ต้องรื้อถอนหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องว่าตามกฎหมาย โดยอิงคำพิพากษาศาลทั้งหมด ตนประชุมกับทุกส่วนแล้ว ตามไทม์ไลน์ที่วางไว้จะดำเนินการบางประการและเปิดโอกาสให้ทักท้วง ซึ่งกระบวนการทางกฎหมายเราจะเดินถึงที่สุด ส่วนการทักท้วงไปว่ากันที่ศาล เมื่อถามย้ำว่า หมายความว่าจะเพิกถอนก่อนค่อยทักท้วงทีหลัง หรือจะเปลี่ยนเป็นการเช่า นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันเป็นคนละขั้นตอน อยู่ๆ ไปตัดสินไม่ได้ สมมติว่าถ้าเราไปอยู่ที่ดินของหลวง ใครเป็นเจ้าของพื้นที่นั้นเขาก็เป็นคนตัดสินใจ หากมีฝ่ายที่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร หรืออยากขอความเยียวยาช่วยเหลืออะไรตามกฎหมายที่ทำได้ก็ต้องให้ผู้มีอำนาจเป็นเจ้าของที่แปลงนั้น เราต้องว่าไปตามสิทธิ์ของแต่ละคน ใครมีหลักฐานได้ที่ดินมาก่อนมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตสร้างทางรถไฟหลวง หรือก่อนพระเจ้าอยู่หัวจะพระราชทานก็ว่าไป แต่ถ้ามาหลังจากนั้นไม่ว่าจริงหรือไม่ ก็ผิดกฎหมายทั้งนั้น ส่วนจะผิดกฎหมายในขั้นตอนที่ต้องดำเนินการอย่างไร ก็ว่าอีกเรื่อง เพราะหากพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานก็เป็นที่หลวงมาตั้งแต่ต้น พระราชกฤษฎีกาที่ออกมาในรัชกาลที่ 6 ประกาศชัดเจนว่าที่ดินแปลงนี้เป็นของหลวง

นายภูมิธรรม กล่าวว่า การที่ที่ดินแปลงนี้เป็นของหลวง สิ่งที่ศาลต้องการให้ทำอย่างเดียวคือ ปรับให้มาตราส่วนของกรมที่ดินและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ตรงกัน ตอนนี้เกือบจะเรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าเรียบร้อยแล้วได้ เพราะหลังจากนี้ได้มีการรังวัดใหม่ ไปดูแล้ว มาปรับกันแล้ว ถ้าสองฝ่ายชัดเจนตรงนี้จะเป็นแผนที่ประกอบการดำเนินการและประกาศให้ผู้อยู่ในพื้นที่รับทราบ เพื่อให้ได้รู้ว่าถูกกล่าวหาว่าเข้ามาในที่ดินของหลวง ซึ่งโฉนดต่างๆ ที่ได้มา ต้องถือว่าได้มาโดยมิชอบ ส่วนจะตรงไหน แล้วใครจะรับผิดชอบ ก็ว่าไป ถ้าชัดเจนทั้งหมด กรมที่ดินสามารถประกาศยกเลิกโฉนดเดิมแล้วให้ไปเรียกร้องเอา

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะใช้ช่องทางตามมาตรา 61 วรรค 8 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน เพิกถอนที่ดินใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า คงหลายส่วน ตนเล่ากระบวนการไปแล้ว ขั้นตอนมีหลายอย่าง มีกรรมการที่ต้องขึ้นมา และยังมีกรณีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ อีก ก็ต้องว่าไปตามนั้น ตนมีหน้าที่ทำให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาล สรุปอย่างไรก็แค่นั้น ส่วนกระบวนการหลังจากนี้เป็นเรื่องของกรมที่ดิน รฟท. และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ได้รับผลกระทบ

เขย่าโผโยกย้ายตร. ‘บิ๊กเต่า’บุกสภา ร้องกมธ.ตำรวจ

เขย่าโผโยกย้ายตร. ‘บิ๊กเต่า’บุกสภา ร้องกมธ.ตำรวจ

เขย่าโผโยกย้ายตร. ‘บิ๊กเต่า’บุกสภา ร้องกมธ.ตำรวจ

วันศุกร์ ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เขย่าโผโยกย้ายตร. ‘บิ๊กเต่า’บุกสภา ร้องกมธ.ตำรวจ โอดไม่เป็นธรรม

บิ๊กเต่า” ร้องกมธ.ตำรวจ ขอความเป็นธรรม ก.ตร.ทบทวนแต่งตั้งโยกย้าย 2568 แฉคนได้รับแต่งตั้งใกล้ชิดนาย บอกพลีชีพยอมเป็นหนังหน้าไฟ สู้กับความถูกต้อง ไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่หวังให้ความเป็นธรรม เปลี่ยนแปลงวงการตำรวจ เล็งยื่น157ต่อ แต่รอผลก่อน ด้าน ปธ.กมธ.รับลูกนำเข้าที่ประชุม4ก.ย.ทันที

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม บิ๊กเต่า-พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางเข้ายื่นหนังสือต่อ นางสาวสุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ ประธานคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมกับการแต่งตั้งโยกย้ายประจำปี 2568 หลังจากที่ได้ร้องเรียนต่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรีแล้ว เพื่อขับเคลื่อนกระบวนการตำรวจ ให้เป็นไปในแนวทางที่ชอบธรรม

โดยยืนยันว่า การยื่นร้องเรียนดังกล่าว ไม่ได้เพื่อสร้างความแตกแยกในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ขอเป็นตัวแทนของผู้ที่ถูกลิดรอนสิทธิ์ เพื่อให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร.ได้ทบทวนแนวความคิด การปฏิบัติ ที่อดีตในช่วงการรัฐประหาร ไม่มีพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ เกิดความเหลื่อมล้ำการแต่งตั้งโยกย้าย โดยใช้ดุลยพินิจ แต่เมื่อมีพระราชบัญญัติตำรวจฯ แล้ว ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรม และยกระดับมาตรการการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อเป็นคุณ และเป็นธรรม แก่ผู้ที่ทำงานโดยตรง เพราะเมื่อก่อนใช้ระบบอุปถัมภ์ แต่กฎหมายมีเจตนารมณ์ ใช้ทั้งคุณสมบัติและอาวุโส และความรู้ความสามารถร่วมกัน ซึ่งหากใช้เพียงดุลยพินิจ ก็อาจเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายได้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ย้ำว่าไม่ต้องการสร้างความแตกแยกไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง เจตนารมณ์ต้องการให้คนที่ทำงาน ได้รับขวัญและกำลังใจในการที่จะมาพิจารณาเรื่องของความรู้ความสามารถ เป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีที่มีกติกาออกมาแล้วถ้าไม่ปฏิบัติหรือเลือกปฏิบัติและผลสัมฤทธิ์ออกมา บ่งบอกถึงการไปใช้ดุลยพินิจ มันอาจเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ในฐานะที่ดูแลงานทุจริต เคยเป็นผู้บังคับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติไม่ชอบ ดูแลเรื่องทุจริตมาอย่างต่อเนื่อง มองว่าการ กระทำที่เกิดขึ้นหมิ่นแม่ ต่อกฎหมาย ขอให้คณะกรรมการก.ตรให้ความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนเสมอเหมือนกัน

“จะอยู่กันแบบเช้าชามเย็นชามมีพี่มีเพื่อนมีน้องหลายคน ที่เข้ามาพบ และบอกว่า ยกตัวอย่าง อีกหลายคนที่มีฝีไม้ลายมือ ยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง น้องๆที่กำลังจะโตขึ้นในวันข้างหน้าเป็นดาวรุ่ง จะทำไปทำไม ในเมื่อไม่ได้พิจารณาเรื่องผลงานความรู้ความสามารถ มันส่งผลต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมไม่ต้องกลัวว่าประชาชนจะได้ หลักการความเป็นธรรมจะต้องมาจากข้างบนก่อน แล้วมาสู่ข้างล่าง ดังนั้นผมมาวันนี้ อยากจะมาแก้ไของค์กรตัวเองด้วย ยืนยันไม่ได้ไม่เป็นไรแต่ถ้าผมไม่ลงชื่อร้องจะกลายเป็นบัตรสนเท่ห์ ผมมาเป็นตัวแทนของพี่ๆน้องๆหลายคน เพื่อสะท้อนไปถึงคณะกรรมการก.ตร. ให้เป็นไปตามกฎหมายพ.ร.บ. ที่กำหนดไว้ไม่ได้หวังสร้างความเสียหาย หรือป่วน” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า ขอให้กรรมาธิการการตำรวจฯนำเรื่องนี้ไปพิจารณา อยากให้พ.ร.บ. นี้เป็นเครื่องการันตีให้เจ้าหน้าที่ทั่วประเทศที่ถูกฤทธิ์รอนสิทธิ์ได้รับสิทธิ์ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ ให้แข่งกันที่การทำงานและแข่งกันทำความดีให้พี่น้องประชาชน ใครที่เทาๆดำๆ ก็ต้องมีการพิจารณาว่าไม่ควร หรืออย่างไร มันมีหลักเกณฑ์หลายอย่าง ขอให้กรรมาธิการการตำรวจดูเรื่องนี้ด้วย

ด้านนางสาวสุณัฐชา กล่าวว่า จะนำเข้าที่ประชุมกมธ.ตำรวจในวันที่ 4 กย.นี้พร้อมกับเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่าได้เห็นข้อมูลข้อเท็จจริงจากการกลั่นกรองบอร์ดชุดเล็ก และเห็นแล้วว่าคนที่ได้รับการแต่งตั้ง เป็นคนใกล้ชิดของผู้มีอำนาจ เพราะก่อนจะมีการประชุมก.ตร. 3 วันจะมีการส่งรายชื่อ ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งให้ก.ตร.ทุกท่าน ดังนั้นเราได้ดูแล้ว ผลที่ออกมาคือผลสัมฤทธิ์ มีการชะลอคำสั่ง คนที่ได้กลับไม่ได้เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถในสายตาของตำรวจทั่วไป มีหลายคนที่ร้องแรกแหกกระเชอแต่ไม่กล้าออกมา เรากลัวนายจ้องกลัวนายเล่นงาน แต่ตนเหมือนหนังหน้าไฟ เราสู้กับความถูกต้อง ที่ออกมาไม่ได้มีเจตนา มันเป็นสิทธิ์ของประชาชนหรือข้าราชการที่จะมาร้องขอความเป็นธรรม ที่สามารถทำได้ การร้องครั้งนี้ไม่ได้พูดถึงตัวเองแต่พูดถึงผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด

“มีคนเก่ง ทำไมไม่เอาเขามาพิจารณา ไม่จำเป็นต้องมาถึงผมแน่นอนผมพลีชีพไว้แล้วที่จำเป็นต้องออกมาครั้งนี้ไม่ต้องกลัวผมคนจริง แก้ไขปัญหาในงานมาเยอะ สร้างความเปลี่ยนแปลงมาเยอะ พระก็เปลี่ยนแล้ว ตอนนี้จะมาเปลี่ยนตำรวจ มาดูตำรวจสิว่ามีกฎหมายแล้วต้องใช้กฎหมาย เป็นตัวขับเคลื่อน อย่าเทไถ งอแงแบบนี้ไม่เอา ตำรวจชอบเถลไถลออกนอกแนวรันเวย์ อยากให้ ผู้บังคับบัญชา ตั้งสติ ถ้ามีคุณธรรมรู้จักคำว่าให้กับลูกน้อง ลูกน้องก็จะให้กับพี่น้องประชาชนเอง” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว

ทั้งนี้หากผลการแต่งตั้งโยกย้ายเป็นไปตามโผจะร้องศาลปกครองหรือไม่นั้น พลตำรวจตรีจรูญเกียรติ ยังไม่ยืนยัน แต่เห็นว่า หากเป็นไปตามโผจริง แสดงว่า ความผิดสำเร็จแล้ว อาจเข้าข่ายประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้ เพราะทำงานเรื่องนี้ แล้วคุยหลายรอบ การเข้าฐานความผิดละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ต้องดูผลที่ออกมาด้วย เข้าหรือไม่เข้าเดี๋ยวว่ากันศาลปกครองไว้ทีหลัง แต่เราจะพิจารณาอย่างไรขอดูก่อน

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘ปิยดา บุญเรืองขาว’ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคดี สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง 'ปิยดา บุญเรืองขาว' ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคดี สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ‘ปิยดา บุญเรืองขาว’ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคดี สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.54 น.

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่อง แต่งตั้งข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นางสาวปิยดา บุญเรืองขาว ข้าราชการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี (นักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญเชี่ยวชาญ)
ให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านคดี (นักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญทรงคุณวุฒิ) สำนักงานศาลรัฐธธรรมนูญ

ตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2567

ประกาศ ณ วันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

ภูมิธรรม เวชยชัย

รองนายกรัฐมนตรี

ขออย่าลวงโลก! ทัพไทยเผย ‘TMAC ‘ ท้า ‘CMAC เขมร’ ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมออกงบประมาณให้

ขออย่าลวงโลก! ทัพไทยเผย 'TMAC ' ท้า 'CMAC เขมร' ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมออกงบประมาณให้

ขออย่าลวงโลก! ทัพไทยเผย ‘TMAC ‘ ท้า ‘CMAC เขมร’ ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด พร้อมออกงบประมาณให้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.25 น.

กองทัพไทย โดย ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ร้องเรียน UN กรณี กัมพูชาลักลอบใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา พร้อมเชิญองค์กรนานาชาติเข้าร่วมพิสูจน์ทราบและเก็บกู้ทุ่นระเบิด

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 จากเหตุการณ์ที่ กำลังพลของกองทัพบก ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลบริเวณด้านทิศตะวันตกของปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2568 เวลา 15.45 นาฬิกา ระหว่างปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนตามเส้นทางประจำวัน นับเป็นเหตุการณ์ครั้งที่ 6 ที่ทหารไทยเสียขา จากการเหยียบกับระเบิด จากการกระทำที่เลวทรามไร้จิตสำนึกของกองทัพกัมพูชา

พลตรี วิทัย ลายถมยา โฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพื้นที่ พบว่าทุ่นระเบิดสังหารดังกล่าวเป็นทุ่นระเบิดชนิด PMN-2 ซึ่งถูกลักลอบวางโดยทหารกัมพูชา โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนับเป็นครั้งที่ 6 และเป็นครั้งที่ 3 ที่เกิดขึ้นหลังจากที่ไทย–กัมพูชาได้มีข้อตกลงหยุดยิงร่วมกันในกรอบการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) จึงเป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชายังคงเจตนาละเมิดข้อตกลงอย่างต่อเนื่อง

แม้กระทรวงกลาโหมกัมพูชาจะออกมาปฏิเสธ โดยอ้างว่าทุ่นระเบิดดังกล่าวเป็นเพียงวัตถุระเบิดตกค้างจากสงครามในอดีตและยืนยันว่ายังปฏิบัติตามอนุสัญญาออตตาวา แต่ข้ออ้างนี้ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากกองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวได้ผ่านการเก็บกู้และเคลียร์ทุ่นระเบิดแล้วตั้งแต่ปี 2019 รวมกว่า 1,300 ลูก ซึ่งไม่มีทุ่นชนิด PMN-2 อยู่เลย อีกทั้งทุ่นที่ตรวจพบมีลักษณะเป็นพลาสติกแข็ง ผลิตใหม่ ผิวมันเงา และมีรหัสอักษรและตัวเลขคมชัด แตกต่างจากทุ่นเก่าที่เคยใช้ในกัมพูชาอย่างชัดเจน

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ทั้งภาพถ่ายและคลิปจากโทรศัพท์มือถือทหารกัมพูชาที่ถูกทิ้งไว้ในพื้นที่ภูมะเขือ แสดงการถือและสาธิตการใช้ทุ่น PMN-2 พร้อมเสียงสนทนาเป็นภาษาเขมร ภาพถ่ายจากสื่อสังคมออนไลน์กัมพูชา เมื่อ 30 กรกฎาคม 2568 ที่ปรากฏพวงทุ่น PMN-2 อยู่บริเวณปราสาทตาควาย รวมทั้งเหตุการณ์ เมื่อ 22 สิงหาคม 2568 ที่ตรวจพบทหารกัมพูชาดักซุ่มและมีการพบ PMN-2 หลายลูกในพื้นที่ใกล้เคียง หลักฐานเหล่านี้ตอกย้ำว่ากัมพูชายังคงลักลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ ละเมิดทั้งข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งกัมพูชาเป็นรัฐภาคีและเคยให้คำมั่นต่อประชาคมโลกว่าจะเลิกใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล

กองบัญชาการกองทัพไทย โดยศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ขอเรียกร้องไปยังองค์การสหประชาชาติ (UN) โดย UN Mine Action Service(UNMAS) ศูนย์ระหว่างประเทศว่าด้วยการปลดทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมแห่งนครเจนีวา (GICHD) รวมถึงองค์กรสากลที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิสูจน์พยานหลักฐานอย่างเป็นกลาง และเข้าร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม โดยเสนอตั้งเป็น “คณะที่ปรึกษาและสังเกตการณ์ร่วม ด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรม” (Joint Humanitarian Demining Advisory and Observatory Group) อีกทั้งขอเชิญศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา (CMAC) เข้าร่วมเก็บกู้และพิสูจน์ทราบร่วมกับองค์กรนานาชาติ โดยฝ่ายไทยพร้อมให้การสนับสนุนทั้งงบประมาณ เบี้ยเลี้ยง และการอำนวยความสะดวกทุกประการ หากฝ่ายกัมพูชาไม่มีงบประมาณเพียงพอให้กำลังพล ไทยยินดีที่จะสนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อแสดงความจริงใจในการธำรงสันติภาพ และยืนยันว่าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมต้องอยู่เหนือแรงกดดันทางการเมืองหรือความสุดโต่งทางชาตินิยม

กองทัพไทยขอย้ำว่าการเพิกเฉยหรือปฏิเสธในสิ่งที่มีพยานหลักฐานชัดเจน ถือเป็นการบั่นทอนเกียรติยศของการเป็นทหาร และเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพในภูมิภาค จึงเรียกร้องให้กองทัพกัมพูชาเคารพข้อตกลงที่มีร่วมกันและยึดมั่นในกติกาสากลด้วยการกระทำที่จริงใจ มิใช่เพียงผลิตถ้อยคำที่ออกมาลวงโลก และไม่ยอมรับพฤติกรรมที่ชั่วร้ายของคนในชาติของตนเอง

‘มาริษ’คุย ICRC ยื่นหลักฐานเขมรวางทุ่นระเบิดเกิดเหตุซ้ำ

'มาริษ'คุย ICRC ยื่นหลักฐานเขมรวางทุ่นระเบิดเกิดเหตุซ้ำ

‘มาริษ’คุย ICRC ยื่นหลักฐานเขมรวางทุ่นระเบิดเกิดเหตุซ้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.04 น.

“มาริษ” คุย ICRC ยื่นหลักฐานกัมพูชาใช้โล่มนุษย์-วางทุ่นระเบิดเกิดเหตุซ้ำ ยันละเมิดสิทธิมนุษยชนสากล ยกกรณีบ้านหนองจานเป็นพื้นที่ที่ไทยช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมร่วมกับ ICRC ยุคสงครามกลางเมือง ประธาน ICRC ชื่นชมไทยใช้ความอดทนอดกลั้น ยึดมั่นกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อเวลา 11:00 น. วันที่ 28 ส.ค. 68 ตามเวลาท้องถิ่นสวิตเซอร์แลนด์ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เข้าพบ นางมีรยานา สปอลยาริส เอ็กเกอร์ (Mirjana Spoljaric Egger) ประธานคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) โดยได้เปิดเผยภายหลังการหารือว่าวันนี้ได้นำหลักฐานที่ไทยยื่นประท้วงกัมพูชาต่อรัฐภาคีในอนุสัญญาออตตาว่า ที่กัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ขณะเดียวกันตนได้อธิบายถึงสิ่งที่ไทยประสบปัญหากับกัมพูชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน การบิดเบือนข้อมูลข่าวสาร และวันนี้มาใช้ข้อมูลเพิ่มเติมกรณีที่กัมพูชาใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์กดดันประเทศไทย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศทุกอย่าง

นายมาริษ ได้ย้ำต่อประธาน ICRC ว่าไทยดำเนินมาตรการทุกอย่าง ทั้งมาตรการทางต่างประเทศและมาตรการทางทหาร สอดคล้องกับกฏบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศทุกประการ และการเดินทางมาครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันว่า ประเทศไทยใช้วิธีตอบสนองกับช่องทางในการสื่อสารที่เป็นทางการเท่านั้น ซึ่งประธาน ICRC ได้ชื่นชมที่ไทยใช้ความอดทนอดกลั้น นายมาริษ กล่าวว่า จากสิ่งต่างๆ ที่ไทยทำ ทำให้การเดินทางมากรุงเจนีวาในครั้งนี้ได้รับการยอมรับว่าไทยยึดมั่นในกรอบจารีตประเพณีของประชาคมโลก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังเปิดเผยว่า ตนยังได้เล่าให้ประธาน ICRC ว่า กัมพูชายังคงละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและมีการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลซึ่งขัดต่ออนุสัญญาออตตาวา โดยล่าสุดเมื่อวานก็เกิดเหตุขึ้นครั้ง ทำให้ทหารไทย 1 นายต้องบาดเจ็บสูญเสียขา แม้ว่าไทยพยายามให้กัมพูชาร่วมมือ แต่หากกัมพูชายังคงละเมิดกฎระเบียบทุกอย่าง ตนจึงจำเป็นต้องประท้วงและประนามผ่านองค์กรต่างๆ ทั้งที่เจนีวาไปทั้งหมดแล้ว รวมถึงกระทรวงการต่างประเทศและกองทัพ ได้ประท้วงกัมพูชาในกรณีดังกล่าวอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายเข้าใจ ดังนั้นถือว่า การเดินทางเยือนกรุงสต็อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี 

“ในหลักการ ICRC ชื่นชม และพูดว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยทำในขณะนี้ ในการรณรงค์ชี้แจงทุกอย่างโดยใช้ข้อเท็จจริง (Fact) เป็นตัวสู้กับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน เป็นสิ่งที่นานาอารยประเทศให้การสนับสนุนและส่งเสริมในสิ่งที่เราทำอยู่ตลอดเวลา” นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ กล่าว

ส่วนพื้นที่บ้านหนองจานที่ ICRC เคยมีบทบาทจัดตั้งศูนย์อพยพของกัมพูชาในช่วงสงครามกลางเมืองนั้น นายมาริษ กล่าวว่า ตนได้บอกกับ ICRC ว่าหน้าที่ของตนตั้งแต่ที่ได้เข้ามาในกระทรวงการต่างประเทศคือเรื่องศูนย์อพยพของกัมพูชา จึงเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างดี และเป็นหนึ่งในหลายคนของกระทรวงที่ผลักดันให้ความช่วยเหลือกับกัมพูชามาโดยตลอด ทั้งปัญหาสันติภาพในกัมพูชา เพื่อไม่ให้เกิดสงครามกลางเมือง ให้ความช่วยเหลือชาวกัมพูชาที่หลบหนีภัยสงครามเข้ามาในไทย สิ่งต่างๆเหล่านี้ เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในสายตาทุกประเทศ ว่า ไทยเป็นประเทศที่รักสันติจริง โดยดูจากการกระทำ ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อ

ซึ่งการกระทำที่ผ่านมาโดยตลอดยืนยันได้ดีที่สุดว่าเราคือประเทศรักสันติและมีบทบาทความช่วยเหลือกัมพูชามาตั้งแต่มีปัญหาอยู่ และการที่กัมพูชาได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มอาเซียนก็เป็นอีกหนึ่งบทบาทของไทย ซึ่งเหล่านี้คือข้อเท็จจริง (Fact) ที่ทั่วโลกรับรู้ จึงเป็นการยืนยันว่า “ไทยให้ความช่วยเหลือด้านสิทธิมนุษยชน” ต่อกัมพูชามาอย่างต่อเนื่อง

‘แพทองธาร’ร่วงแน่!!! วิเคราะห์ปม’อยากได้อะไรจะจัดการให้’ ขัดหลักเจรจาสากล ทำลายศักดิ์ศรีชาติ

'แพทองธาร'ร่วงแน่!!!  วิเคราะห์ปม'อยากได้อะไรจะจัดการให้' ขัดหลักเจรจาสากล ทำลายศักดิ์ศรีชาติ

‘แพทองธาร’ร่วงแน่!!! วิเคราะห์ปม’อยากได้อะไรจะจัดการให้’ ขัดหลักเจรจาสากล ทำลายศักดิ์ศรีชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 20.57 น.

วันที่ 27 สิงหาคม 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า นายกฯ แพทองธาร จะรอดหรือร่วงในวันที่ 29 สิงหาคม 2568

มีข้อเท็จจริง 2 ฉากทัศน์ และข้อกฎหมายอย่างน้อย 4 ข้อหลักที่ต้องพิจารณา ดังนี้

1)ข้อเท็จจริงในฉากทัศน์ที่หนึ่ง

คือคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างแพทองธาร กับ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ความยาว 17 นาทีเศษ มีข้อความสำคัญที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ของไทยว่า เป็นบุคคลฝ่ายตรงข้าม และขอให้นายฮุน เซน อย่าไปฟังการพูดของคนที่เป็นของ “พวกฝ่ายตรงข้าม” โดยมีข้อความว่า “ ไม่อยากให้ Uncle ไปฟังคนที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเรา เพราะว่าพอไปฟังฝั่งตรงข้ามอย่างพวกแม่ทัพภาค 2 อย่างเนี้ยค่ะ เป็นคนของฝั่งตรงข้ามหมดเลย…” และข้อความที่ว่า “จริง ๆ แล้วท่านอยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้”
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

(1)ขาดความซื่อสัตย์สุจริต

เหตุแห่งการที่รัฐธรรมนญไทยให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวเพราะขาดความซื่อสัตย์สุจริตและฝ่าฝืนจริยธรรม มาจากหลักการทำลายความไว้วางใจที่รัฐมนตรีได้รับจากมหาชน (the abuse or violation of some public trust)

“ซื่อสัตย์สุจริต” หมายถึง การคิด พูด และกระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่โกง ไม่เอาเปรียบใคร และยึดมั่นในความถูกต้องเสมอ

บทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างแพทองธาร ชินวัตร กับ ฮุน เซน ดังกล่าวขางต้น แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า แพทองธารไม่ได้คิดและพูดด้วยความบริสุทธิ์ใจ และไม่ได้ยึดมั่นในความถูกต้อง จึง

ถือได้ว่าแพทองธารขาดความซื่อสัตย์เป็นที่ประจักษ์

(2) มีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรม มีข้อกฎหมายที่ต้องพิจารณาอย่างน้อย 3 ข้อ ดังนี้

ก)ต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ 

เกียรติภูมิ (prestige) และผลประโยขน์ (interests) ของชาติที่นายกรัฐมนตรีต้องพิทักษ์รักษา หมายถึง ศักดิ์ศรี ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของประชาชนและนานาประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำรัฐบาลมีหน้าที่สำคัญในการธำรงรักษา ส่งเสริม และไม่ทำให้เสื่อมเสีย ไม่ว่าจะในด้านการบริหาร การต่างประเทศ หรือพฤติกรรมส่วนตัว
บทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างแพทองธาร ชินวัตร กับ ฮุน เซน ดังกล่าวขางต้น แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า แพทองธารทำให้ชาติไทยเป็นที่ดูแคลนในสังคมโลก  กระทบต่อศักดิ์ศรี ความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ของประเทศในสายตาของประชาชนและนานาประเทศ เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ถือได้ว่ามีลักษณะร้ายแรง

ข) ต้องไม่กระทำการที่ก่อให้ความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

“เกียรติศักดิ์ (honor and dignity) ของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” หมายถึง ความมีเกียรติ ความน่าเชื่อถือ และความเคารพที่สังคมให้ต่อบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งในด้านพฤติกรรมส่วนตัว การปฏิบัติหน้าที่ และภาพลักษณ์ในสายตาของประชาชนและนานาชาติ

บทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างแพทองธาร ชินวัตร กับ ฮุน เซน ดังกล่าวขางต้น แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า แพทองธารได้ทำลายความมีเกียรติ ความน่าเชื่อถือ และความเคารพที่สังคมให้ต่อบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เข้าข่ายกระทำการที่ก่อให้ความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นค่านิยมหลัก เมื่อพิจารณาประกอบกับต่อมาทหารกัมพูชาใช้อาวุธหนักโจมตีไทยจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน และบ้านเรือนของพลเรือนไทย และทำให้พลเรือนไทยตายและบาดเจ็บหลายสิบราย ถือได้ว่ามีลักษณะร้ายแรง

ค) รักษาความลับของทางราชการ

บทสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างแพทองธาร ชินวัตร กับ ฮุน เซน มีการเปิดเผยมาตรการยกระดับการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และการค้ามนุษย์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จึงเป็นการไม่รักษาความลับของทางราชการตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนของราชการ ซึ่งเป็นจริยธรรมทั่วไป เมื่อพิจารณาประกอบกับต่อมาทหารกัมพูชาใช้อาวุธหนักโจมตีไทยจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่โรงพยาบาล ร้านสะดวกซื้อ ปั๊มน้ำมัน และบ้านเรือนของพลเรือนไทย และทำให้พลเรือนไทยตายและบาดเจ็บหลายสิบราย ถือได้ว่ามีลักษณะร้ายแรง

2) ข้อเท็จจริงในฉากทัศน์ที่สอง

การสนทนาระหว่างแพทองธาร กับ ฮุน เซน เมื่อวันที่15 มิถุนายน 2568 เกิดขึ้นภายหลังจากกองบัญชาการกองทัพไทยได้เสนอเรื่อง มาตรการยกระดับฯ เพื่อให้เข้าที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติโดยเร่งด่วนแล้ว แต่ต่อมาปรากฏว่า ไม่มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติในวันที่ 16 มิถุนายน 2568 แต่อย่างใด กลับมีการตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แทน จนกระทั่งปัจจุบันมาตรการยกระดับฯ ตามหนังสือของกองบัญชาการกองทัพไทย ยังไม่มีการดำเนินการแต่อย่างใด ก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อกัมพูชา
นับเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน  เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอันเป็นอุดมการณ์ ถือได้ว่ามีลักษณะร้ายแรง

3) ที่แพทองธารอ้างในคำชี้แจงว่า คำพูด “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” มีเจตนาเพียงต้องการให้คู่เจรจาได้เสนอเงื่อนไขหรือความต้องการออกมาก่อน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการเจรจาเชิงผลประโยชน์ (Principled Negotiation) โดยการใช้เทคนิคสำคัญคือการตั้งคำถามเพื่อค้นหาความต้องการที่แท้จริง (Interest-Based) ในลักษณะไม่โจมตีจุดยืนของคู่เจรจา แต่มุ่งทำความเข้าใจความต้องการที่อยู่เบื้องหลังมากขึ้น เพื่อจะได้นำมาพิจารณาเจรจาต่อรองเงื่อนไขที่จะนำไปสู่การยุติความตึงเครียดที่เกิดขึ้น ตนไม่ได้มีเจตนาที่จะดำเนินการตามเงื่อนไขที่เสนอมาทุกกรณีแต่อย่างใด เพราะจะต้องนำเงื่อนไขดังกล่าวไปพูดคุยกับฝ่ายความมั่นคงของไทยก่อนเพื่อร่วมกันพิจารณาและตัดสินใจ นั้น

ผู้เขียนเห็นว่า ถ้อยคำที่ว่า “อยากได้อะไรก็ให้ท่านบอกมาได้เลยค่ะ เดี๋ยวจะจัดการให้” เป็นถ้อยคำที่ส่อแสดงให้เห็นเป็นนัยว่า ขอเพียงให้คุณอาบอกความต้องการมา ตนจะดำเนินการให้ในเวลาไม่ช้า แสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าตนมีอำนาจที่จะสนองความต้องการฝ่ายเดียวให้ได้ หาใช่การเจรจาบนหลักการ Principled Negotiation และ Interest-Based Negotiation อันเป็น 1 ใน 4 หลักการสำคัญเกี่ยวกับการเจรจาที่เน้นความร่วมมือและผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน (win-win outcome) ซึ่งเป็นแนวคิดที่พัฒนาขึ้นโดย Roger Fisher และ William Ury จากโครงการ Harvard Negotiation Project (หนังสือ Getting to Yes, 1981) ดังที่แพทองธารกล่าวอ้างในคำชี้แจงไม่ 

4) กล่าวโดยสรุป ผู้เขียนเห็นว่า นายกฯ แพทองธาร ร่วง ครับ

วัส ติงสมิตร

นักวิชาการอิสระ