‘คุรุสภา’ ริบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติคุณฯ ‘ทิดแย้ม-ทิดอลงกต’

'คุรุสภา' ริบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติคุณฯ 'ทิดแย้ม-ทิดอลงกต'

‘คุรุสภา’ ริบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติคุณฯ ‘ทิดแย้ม-ทิดอลงกต’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

‘คุรุสภา‘  ริบรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติคุณฯ “ทิดแย้ม-ทิดอลงกต” ครูโฉดที่สระบุรีรอยกเลิกใบอนุญาตฯสิ้นสุดทางอาชีพครู

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568  นายเทวัญ ลิฟตพัลลภ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแล สำนักงานคุรุสภา เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีข่าวเชิงลบของพระผู้ใหญ่และถูกจับสึกจากความเป็นพระไปแล้ว นั้น ตนได้รับรายงานจากคุรุสภา ว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการคุรุสภาได้ลงนามให้ริบวางรัลผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติคุณให้เป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ จากอดีตพระธรรมวชิรานุวัตร (แย้ม อินทร์กรุงเก่า) อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม และเจ้าคณะภาค 14  หรือ ทิดแย้ม ที่ได้รับรางวัลเมื่อปี 2558  และ ทิดอลงกต หรือ อดีตพระราชวิสุทธิประชานาถ อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี ที่ได้รับรางวัลยกย่องเชิดชูเกียรติคุณให้เป็นผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ประจำปี 2563 ซึ่งขณะนี้ทั้ง 2 คน ได้สึกจากการเป็นพระแล้ว พฤติกรรมดังกล่าวไม่สมควรเป็นแบบอย่างแก่เด็กและเยาวชน

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีครูชายในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หนองแค จ.สระบุรี ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมหลังก่อเหตุล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง อายุ 7 ขวบ จำนวน 3 ราย และข่มขู่โดยการถ่ายภาพเพื่อแบล็กเมล์ นั้น เรื่องนี้เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งคุรุสภาในฐานะหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการประกอบวิชาชีพครู ได้ดำเนินการเบื้องต้นไปแล้ว โดยคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.)ได้สั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2568 และจะหมดอายุในวันที่ 22 มิถุนายน 2570 ไปแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณวิชาชีพ ซึ่งหากผลการพิจารณาพบว่ามีความผิดจริง ก็จะมีการยกเลิกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพภายใน 60 วัน ต่อไป

‘ปชน.’แซะ’ชัชชาติ’! หยุด’ไลฟ์-วิ่ง-อีเวนต์’ เร่งแก้ปัญหาไฟฟ้าในชุมชน

'ปชน.'แซะ'ชัชชาติ'! หยุด'ไลฟ์-วิ่ง-อีเวนต์' เร่งแก้ปัญหาไฟฟ้าในชุมชน

‘ปชน.’แซะ’ชัชชาติ’! หยุด’ไลฟ์-วิ่ง-อีเวนต์’ เร่งแก้ปัญหาไฟฟ้าในชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.53 น.

‘ปชน.’ แซะแสบ ‘ชัชชาติ’ หยุด ‘ไลฟ์-วิ่ง-อีเวนต์’ แล้วมาเข้มสั่งแก้ไฟฟ้า-ไฟส่องสว่างในชุมชน ซัดร้องเรียนหลายรอบ แต่ไร้คืบหน้า

28 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงของการเปิดให้สมาชิกหารือ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน หารือเรื่องปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในชุมชนบ่อฝรั่ง เขตจตุจักร กทม. ว่าไม่มีไฟใช้มานานนับปี มีดทั้งชุมชน

ตนร้องนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ไปหลายครั้งแต่ไม่มีการแก้ไข ทั้งที่ประชาชนแจ้งปัญหาร้องเรียนและในฐานะ สส. ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าไปหลายครั้ง เรื่องก็ยังเงียบอยู่ และเมื่อช่วงเดือนมิถุนายน ตนได้ลงพื้นที่พร้อมกับ 5 หน่วยงานของ กทม. ทุกคนย้ำตรงกันว่าติดอยู่ที่ผู้ว่า กทม.ที่ต้องมอบหมายหน่วยงานเท่านั้นถึงจะทำงานได้ และเมื่อวันที่ 17 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนได้นำปัญหามาหารือในที่ประชุมสภาฯ แต่ปัญหาก็ไม่ได้รับการแก้ไข เกิดการโยนกันไปมาระหว่าง นายชัชชาติ และหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดกรุงเทพฯ จนวันนี้ตนต้องนำมาหารือในสภาฯ ครั้งหนึ่ง

“แค่ปัญหาแสงสว่าง ผมต้องจี้ขนาดนี้ก็เกินไปหรือไม่ ไปพบผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ประชุมหน่วยงาน ส่งหนังสือ ถึงผู้ว่าฯ 2 รอบ อภิปรายในสภาฯ 2 รอบ มันเวอร์ไปประธาน ติดคอขวดคนเดียว คือผู้ว่าฯ ชัชชาติ ขอแค่ผู้ว่าฯ มอบหมายหน่วยงานให้ดำเนินการ เขาจะได้ทำงานต่อได้ จบแค่นั้น ประชาชนฝากบอก บอกผู้ว่าฯ หยุดวิ่ง หยุดไลฟ์ หยุดไปอีเวนท์ 10 นาที ขอแค่นี้ให้หน่อยได้ไหม” นายศุภณัฐ กล่าว

นายศุภณัฐ กล่าวต่อว่า ปัญหาถนนแจ้งวัฒนะ 5 ข้างศูนย์ราชการที่ไฟดับทั้งซอยนานหลายปีแล้ว ปัญหาคือ กทม.บ่ายเบี่ยงไม่รับถนน ทั้งที่กรมธนารักษ์ยกถนนเส้นนี้ให้กับ กทม.ผ่านมาแล้ว 7 ปี แต่ กทม.บอกยังไม่ให้ ซึ่งกรมธนารักษ์ยืนยันว่ามอบให้เรียบร้อยแล้ว แต่ในข้อเท็จจริงที่สอบถามมาได้คือ รอการตัดสินใจของผู้ว่าฯ กทม.ว่าจะรับถนนหรือไม่ และแม้จะหารือในสภาฯ รวมถึงส่งหนังสือถึงปลัด กทม. เรื่องก็ยังเงียบ และครั้งนี้เป็นการหารือรอบที่ 3

“ถนนเส้นนี้ทั้งผู้พิพากษา อัยการหมอ พยาบาล คนในชุมชนบ่นกันหมดว่าทำไมแก้ไม่ได้ เรื่องแค่นี้ ไฟดับอันตรายเขาเดินแล้วรถชน มันเปลี่ยว ปัญหาง่ายๆ แต่ผู้ว่าฯ แก้ไม่ได้ ทุกหน่วยงานบอกว่าติดที่ผู้ว่าฯท่านเดียวเท่านั้น” นายศุภณัฐ กล่าว

‘บิ๊กเต่า’ร้อง กมธ.ตำรวจ ขอความเป็นธรรม ฉะโยกย้ายเอาแต่คนใกล้ชิด ‘ใครขาว-ใครดำ’รู้กันหมด

‘บิ๊กเต่า’ร้อง กมธ.ตำรวจ ขอความเป็นธรรม ฉะโยกย้ายเอาแต่คนใกล้ชิด ‘ใครขาว-ใครดำ’รู้กันหมด

‘บิ๊กเต่า’ร้อง กมธ.ตำรวจ ขอความเป็นธรรม ฉะโยกย้ายเอาแต่คนใกล้ชิด ‘ใครขาว-ใครดำ’รู้กันหมด

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.49 น.

‘บิ๊กเต่า’บุกสภา ร้อง‘กมธ.ตำรวจ’ขอความเป็นธรรมปมโยกย้าย แนะให้ยึดหลักการ‘พ.ร.บ.ตำรวจ’ ประเมินจากความรู้-ความสามารถ ไม่ใช่ดุลยพินิจเอาแต่คนใกล้ชิด บอก‘ใครขาว-ใครดำ’รู้กันหมด หวั่นตำรวจหมดกำลังใจ บั่นทอนดาวรุ่ง ลั่นพลีชีพครั้งนี้ เพื่อพี่น้องตำรวจทั่วประเทศ ส่วนตัวไม่ได้ไม่เป็นไร หวัง‘ก.ตร.’เดินแนวทางถูกต้อง-ชอบธรรม ชี้รอดูรายชื่อก่อนพิจารณาว่าจะยื่นละเว้นปฏิบัติหน้าที่ด้วยหรือไม่ 

28 ส.ค.68 ที่รัฐสภา พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รองผบช.ก.) ยื่นหนังสือต่อน.ส.สุณัฐชา โล่สถาพรพิพิธ สส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เรื่องขอความเป็นธรรม ในการพิจารณาแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งและการโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่ง

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ  กล่าวว่า ตนได้ยื่นร้องเรียนไปยังนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ก่อนหน้านี้แล้ว วันนี้มายื่นกมธ.ตำรวจ เพราะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งที่จะขับเคลื่อนกระบวนการตำรวจด้วยความถูกต้องชอบธรรม ยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาสร้างความแตกแยกในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่มองว่าน่าจะเป็นตัวแทนของผู้ที่ได้รับสิทธิ์แต่ถูกลิดรอนสิทธิ์อีกหลายคน ที่ไม่ได้มาร้องด้วยตนเอง เพื่อให้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) กลับไปทบทวน เรายอมรับว่าช่วงการปฏิวัติไม่มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ตำรวจ พ.ศ. 2565 ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการพิจารณา การทำอะไรในขณะนั้นทำได้ด้วยดุลยพินิจและใช้ระบบอุปถัมภ์ แต่เมื่อมีพ.ร.บ.ตำรวจแล้ว ก็ต้องกลับมาดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อความเป็นธรรมกับคนที่ทำงานโดยตรง ซึ่งพ.ร.บ.ตำรวจมีจุดมุ่งหมายในการแบ่งส่วนของผู้ที่มีคุณสมบัติอาวุโส 50% อีก 50% ให้คิดอาวุโสประกอบความรู้ความสามารถ เจตนารมณ์ต้องการให้คนทำงานได้รับขวัญกำลังใจ ในการที่ได้พิจารณาความรู้ความสามารถ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่การที่มีกฎเกณฑ์กติกาแล้วไม่ปฏิบัติหรือเลือกปฏิบัติ เมื่อผลสัมฤทธิ์ออกมาบ่งบอกถึงการใช้ดุลยพินิจ ซึ่งอาจเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย

“ผมมองว่าการกระทำที่เกิดขึ้นหมิ่นเหม่ต่อข้อกฎหมาย เรารู้แล้วว่าผลลัพธ์ที่ออกมาใกล้ตัวกับผู้มีอำนาจ และไม่มีผลการปฏิบัติอย่างแท้จริง เรารู้ เราเห็น เพราะทำงานด้วยกันมา ใครขาว ใครเทา ใครดำ เพราะฉะนั้น สิ่งที่กมธ.ตำรวจ ทำได้คือการให้ความเป็นธรรมกับทุกคนด้วยความเสมอภาค เจตนารมณ์ของกฎหมายคือต้องการเห็นตำรวจตั้งใจทำงานให้กับพี่น้องประชาชนให้ได้รับความยุติธรรม แข่งการทำความดีให้พี่น้องประชาชน ใครที่เทาๆ ดำๆ ก็ต้องมีการพิจารณาว่าไม่ควรหรือไม่อย่างไร ขอให้ก.ตร.พิจารณาเรื่องนี้ด้วย”พล.ต.ต.จรูญเกียรติ  กล่าว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ  กล่าวว่า สิ่งที่ผู้บังคับบัญชาได้มอบให้กับตำรวจแล้วมอบให้ประชาชน ถ้ายังเป็นระบบอุปถัมภ์จะนำมาซึ่งความเสื่อม เพราะทุกคนมองแล้วว่าพ.ร.บ.ฉบับนี้ต้องมีการบังคับใช้และเดินไปในทางที่ถูกต้อง แต่การที่มีการชะลอคำสั่งพ.ร.บ.ฉบับนี้ และไม่นำผลการปฏิบัติมาใช้ จะทำให้ตำรวจเสียขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ก็จะอยู่กันแบบเช้าชาม เย็นชาม มีเพื่อนพี่น้องหลายคนที่มีฝีไม้ลายมือยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง มีน้องๆหลายคนเป็นดาวรุ่งที่กำลังจะโต จะทำไปทำไมในเมื่อเขาไม่พิจารณาเรื่องความรู้ ความสามารถ มันส่งผลถึงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ถ้าเจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม ประชาชนก็จะไม่ได้ ดังนั้น หลักการความเป็นธรรมต้องมาจากข้างบนแล้วลงมาสู่ข้างล่าง ตนมาวันนี้อยากจะมาแก้ไของค์กรตัวเอง ยืนยันว่าไม่ได้ ไม่เป็นไร แต่ตนมาเป็นตัวแทนของพี่ๆน้องๆหลายคน เพื่อสะท้อนไปถึงก.ตร. ให้พิจารณาเป็นไปตามพ.ร.บ.ตำรวจ ไม่ได้หวังมาป่วน ไม่ได้หวังมาสร้างความเสียหาย

เมื่อถามว่า การมายื่นร้องต่อกมธ.ตำรวจครั้งนี้ เพราะไม่เชื่อมั่นก.ตร. หรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ  กล่าวว่า ก่อนที่จะดำเนินการทุกอย่าง ตนได้เห็นข้อมูลข้อเท็จจริง ในการพิจารณาของบอร์ดกลั่นกรองชุดเล็ก เห็นแล้วว่าคนที่ได้รับแต่งตั้งเป็นคนใกล้ชิดผู้มีอำนาจ เพราะก่อนที่มีการประชุมก.ตร. 3 วัน จะมีการส่งรายชื่อผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง ให้ก.ตร.ทุกท่าน เราดูแล้วว่าผลที่ออกมาคือผลสัมฤทธิ์​คือมีการชะลอคำสั่ง และคนที่ได้กลับไม่ได้เป็นคนที่ไม่มีความรู้ ความสามารถในสายตาของพี่น้องตำรวจทั่วไป มีหลายคนที่ร้องแร่แห่กระเฌอ แต่ไม่กล้าออกมาพูด เพราะกลัวนายเล่นงาน แต่ตนเหมือนหนังหน้าไฟ เพราะสู้กับความถูกต้องเป็นธรรมมาเยอะ ชอบเรื่องความเป็นธรรม ดังนั้น การที่ออกมาจึงเป็นสิทธิ์ของประชาชนและข้าราชการที่จะมาขอความเป็นธรรม ไม่เกี่ยวกับผู้บังคับบัญชาที่จะมอบหมายหรือไม่อย่างไร เรามาร้องขอความเป็นธรรมในส่วนของเราได้ และย้ำว่าการร้องครั้งนี้ไม่ใช่การร้องเพื่อตัวเอง แต่เพื่อผู้มีสิทธิ์ทั้งหมด ทั้งผู้การที่ครบ 4 ปี แล้วก็ไม่พิจารณาไปพิจารณาเฉพาะ 5 ปี รองผู้บัญชาการ 2-4 ปี  ในส่วนของ 2 ปี ก็ไม่พิจารณา ไปพิจารณาเฉพาะ 3 ปี ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในผลการพิจารณาเราเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

“ผลที่ออกมากรรมาเป็นเครื่องชี้เจตนา ชัดเจนว่าการพิจารณาไม่ได้ใช้หลักการประเมิน แต่ใช้หลักดุลยพินิจ เรื่องมีตั้งแต่การทำประชาพิจารณ์คือเรียกหัวหน้าหน่วยงานมาทั้งหมดมาประชุมเพื่อตกลงว่าจะทำอย่างไร ให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่าย พอมีมติว่าให้ใช้การประเมิน ก็ให้กำลังพลทำแบบฟอร์มการประเมิน จากนั้นผบ.ตร. ส่งการประเมินให้กับกองบัญชาการต่างๆ  ประมาณวันที่ 20 ก.ค. แต่วันที่ 29 ก.ค. สำนักงานกำลังพล กลับมีคำสั่งให้ชะลอการประเมินส่อไปถึงเจตนาที่ไม่ควรจะเป็นเพราะเป็นฉันทามติของตำรวจทั้งประเทศ​จะมาอ้างว่ายังใช้การประเมินอยู่ แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาปรากฏว่าคนใกล้ตัวได้หมดเลย และผมขอย้ำว่าไม่จำเป็นต้องถึงผม แน่นอนว่าผมพลีชีพไปแล้วที่ออกมาครั้งนี้ไม่ต้องกลัว ผมคนจริง แก้ไขปัญหาหน่วยงานมาเยอะ สร้างความเปลี่ยนแปลงของหน่วยงานมาเยอะ พระก็เปลี่ยนแล้ว ตอนนี้จะมาเปลี่ยนตำรวจ เปลี่ยนพระมา แต่พอมาดูตำรวจพบว่าก็มีกฎหมายแล้ว ไม่ได้อยู่ในช่วงปฏิวัติรัฐประหารมาตรา 44 เรามีกฎหมายเป็นตัวขับเคลื่อน ฉะนั้น อย่าแถไถ ไม่เอาๆ อย่างนี้ไม่เอา ตำรวจชอบแถไถ เถลไถล ออกนอกแนวรันเวย์แล้วก็บอกว่าทำ อยากให้ผู้บังคับบัญชาตั้งสติ ถ้ามีคุณธรรม รู้จักคำว่าให้กับลูกน้อง ลูกน้องก็จะเอาไปให้พี่น้องประชาชนเอง ” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ  กล่าว

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ  กล่าวอีกว่า ตนคาดหวังว่าที่ประชุมก.ตร. จะเดินไปในแนวทางที่ถูกต้องชอบธรรม  เราส่งไปแล้วไม่รู้ว่าจะพิจารณาไปในทางใด แต่เรารู้ว่าหลายคนก็เห็นด้วยเพราะทุกคนเคยเป็นตำรวจจะรู้ว่าใครขาว ใครเทา ใครดำ

เมื่อถามว่า จะนำเรื่องนี้ร้องต่อศาลปกครองหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ  กล่าวว่า เอาไว้ทีหลัง แต่ตนดูไปถึงละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ด้วย การที่จะเข้าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ต้องดูผลสัมฤทธิ์ของรายชื่อที่ออกมา อันนี้จะครบองค์ประกอบ ซึ่งเราจะพิจารณาอย่างไรขอดูก่อน

ด้านน.ส.สุณัฐชา  กล่าวว่า  เป็นอำนาจหน้าที่ของกมธ.ตำรวจที่จะพิจารณาตามกลไกสภาฯอย่างรอบคอบ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิรูปวงการตำรวจ ซึ่งการประชุมกมธ.ช่วงเช้าที่ผ่านมามีมติว่าจะนำเรื่องร้องเรียนของพล.ต.ต.จรูญเกียรติ เข้าสู่การประชุมกมธ.ครั้งถัดไป และจะมีการพิจารณาเรื่องการแต่งตั้ง โยกย้าย สับเปลี่ยน หมุนเวียนตำแหน่งในภาพรวม นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติให้กมธ.ออกหนังสือเชิญ ผบ.ตร. จเรตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการสำนักการกำลังพล เข้าชี้แจงในวันที่ 4 ก.ย. เชื่อว่าจะทำให้เรื่องนี้กระจ่างชัดขึ้น และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.ตำรวจ

‘ภูมิธรรม’เตือน อินฟลูฯ นำรถดูดส้วมฉีดใส่เขมร ระวังเป็นเหตุพาไทยขึ้นศาลโลก

'ภูมิธรรม'เตือน อินฟลูฯ นำรถดูดส้วมฉีดใส่เขมร ระวังเป็นเหตุพาไทยขึ้นศาลโลก

‘ภูมิธรรม’เตือน อินฟลูฯ นำรถดูดส้วมฉีดใส่เขมร ระวังเป็นเหตุพาไทยขึ้นศาลโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.32 น.

“ภูมิธรรม”เตือน อินฟลูฯ เตรียมรถดูดส้วม ฉีดใส่มวลชนเขมร ให้ระวัง ห่วงเป็นเหตุพาไทยขึ้นศาลโลก เผย ตปท. เข้าใจดี ไม่ใช่ท่าทีรัฐบาล โอด ไม่อยากพูด กลัวทัวร์ลง หาว่า”เป็นคนไทยใจเขมร”

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 28 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีมีอินฟลูเอนเซอร์รายหนึ่งเตรียมนำรถดูดส้วม ไปฉีดใส่มวลชนชาวกัมพูชาที่แนวชายแดนบ้านหนองจาน เป็นห่วงภาพลักษณ์ของประเทศไทยต่อนานาชาติหรือไม่ว่า เราต้องมองอย่างแยกแยะ แต่หากพูดถึงท่าทีของรัฐบาลทั้งหมด เป็นบวกอยู่แล้ว แต่กรณีนี้เป็นเรื่องของความรู้สึก และความคิดเห็นรายบุคคล ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้น อยากให้ประชาชนช่วยกันห้ามปรามว่าอย่าไปทำแบบนั้น

“ความจริงผม ไม่อยากพูด เพราะเดี๋ยวทัวร์ก็มาลงผมอีกว่าเป็นคนไทยใจเขมร แต่สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวัง เพื่อให้นานาชาติเข้าใจ เพราะการต่อสู้ขณะนี้ หากทำไม่ดี จะเป็นผลผูกพันกับเรื่องของดินแดนและอีกหลายอย่าง และจะลากเราเข้าไปสู่ศาลโลกด้วย ซึ่งจะยิ่งเป็นปัญหา เราไม่อยากเข้าศาลโลก เพราะเราไม่ได้รับรองศาลโลก” 

นายภูมิธรรม กล่าวต่อว่า เท่าที่คุยกับกระทรวงกลาโหม ไม่มีอะไรน่าหนักใจ เป็นการพูดคุยความเข้าใจกัน ซึ่งทั่วโลกก็เข้าใจดี ว่าไม่ใช่บทบาทหรือความต้องการของรัฐบาลไทย แต่เป็นเรื่องของประชาชน ที่เป็นส่วนหนึ่งในสังคม

จับตา‘อิ๊งค์’ เข้าทำเนียบฯพรุ่งนี้ แถลงหลังศาลรธน.วินิจฉัย

จับตา‘อิ๊งค์’ เข้าทำเนียบฯพรุ่งนี้ แถลงหลังศาลรธน.วินิจฉัย

จับตา‘อิ๊งค์’ เข้าทำเนียบฯพรุ่งนี้ แถลงหลังศาลรธน.วินิจฉัย

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.25 น.

“อิ๊งค์”เข้าทำเนียบฯพรุ่งนี้ แถลงหลังศาลรธน.วินิจฉัย เปลี่ยนแผน”สส.เพื่อไทย”นัดรวมตัวที่พรรค 3 โมงรอให้กำลังใจ

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม จะเดินทางเข้าปักหลักบนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 14.00 น.วันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.) เพื่อติดตามรับฟังคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญคดีคลิปสนทนา ที่จะมีขึ้นในเวลา 15.00 น.โดยจะมีบรรดารัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) เข้าร่วมรับฟังคำวินิจฉัยพร้อมกับ น.ส.แพทองธาร ด้วย ทั้งนี้ เมื่อศาลอ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว น.ส.แพทองธาร จะแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน จากนั้น น.ส.แพทองธาร จะเดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย เพื่อพบปะกับ สส.ของพรรคที่มารอให้กำลังใจ และบรรดาแฟนคลับที่มารอให้กำลังใจด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ก่อนหน้านี้มีการนัดหมายให้ สส.ของพรรคเพื่อไทย รวมตัวกันที่พรรค แล้วนั่งรถเข้าทำเนียบรัฐบาล เพื่อมาให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ล่าสุดได้มีการเปลี่ยนแปลงไม่ให้ สส.เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล แต่ให้รวมตัวกันที่พรรคเพื่อไทยแทน ตั้งแต่ 15.00 น.

‘ภูมิธรรม’สะเทือนใจ ประสานหน่วยงานหาช่องช่วย‘เด็กกัมพูชา’ถูกคุมตัว

‘ภูมิธรรม’สะเทือนใจ ประสานหน่วยงานหาช่องช่วย‘เด็กกัมพูชา’ถูกคุมตัว

‘ภูมิธรรม’สะเทือนใจ ประสานหน่วยงานหาช่องช่วย‘เด็กกัมพูชา’ถูกคุมตัว

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.24 น.

‘ภูมิธรรม’ประสาน‘ผวจ.-ตำรวจ-พม.สุรินทร์’หาช่องช่วย‘เด็กกัมพูชา’ หลังถูกควบคุมตัว รับเป็นเรื่องสะเทือนใจ ยันรัฐบาลคำนึงถึงสิทธิมนุษยธรรม

เมื่อเวลา 14.15 น.วันที่ 28 ส.ค.68 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกฯ กล่าวถึงแนวทางการดำเนินการแก้ปัญหากรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้าจับกุมนักเรียนชายวัย 13 ปี ที่โรงเรียน หลังจากควบคุมตัวมารดาซึ่งเป็นชาวกัมพูชา ในฐานความผิดลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายว่า ตนรับทราบจากภาพของสื่อมวลชนเมื่อเช้านี้ และเห็นคลิปภาพซึ่งเป็นเรื่องที่สะเทือนใจของคุณครูที่อยู่ในโรงเรียนทั้งหมด เพราะเห็นเด็กมาตั้งแต่เล็กๆ เข้าเมืองมาแล้วมาอยู่ที่นี่ และอยู่ในระบบการศึกษาของไทย ซึ่งไม่ได้มีเจตนาชัดเจนว่าจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆภายในประเทศ ความผิดอาจจะมีคือ ลักลอบเข้าเมือง  โดยเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะถึงขนาดครูโพสต์ลงโซเชียลถึงความสะเทือนใจและจะหาทางแห้ไขปัญหา

นายภูมิธรรม กล่าวว่า เมื่อตนทราบเรื่องได้สั่งการให้ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ เลขานุการ รมว.มหาดไทยและเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามประสานไปยังพื้นที่ ซึ่งทุกฝ่ายรับทราบข้อมูลแล้ว ยืนยันเราไม่ได้มีเจตนาทำให้เกิดความสะเทือนใจเช่นนี้ แต่เป็นเรื่องของกฎหมายที่เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่เช่นนั้นจะเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และเมื่อทราบเหตุการณ์แล้วก็ต้องดูเป็นกรณีไป ย้ำว่ากรณีนี้ไม่ได้มีเจตนาหลบหนี และไม่ได้ทำให้สังคมไทยเกิดปัญหาด้านความมั่นคง มีตัวตน มีที่อยู่ ซึ่งตนสั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจ พัฒนาสังคมจังหวัด ลองคิดและหาช่องทาง

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า เรื่องนี้น่าจะหาทางออกได้ดีที่สุด แต่ขอเวลาสักนิด เพราะไม่ใช่ปัญหาด้านอาชญากรรม เด็กยังคงเรียนหนังสืออยู่ ถ้าจะแยกตัวตามกฎหมาย แม่ต้องถูกผลักดันออกนอกประเทศ ส่วนเด็กยังอยู่ได้ เพราะถูกคุ้มครองด้วยอายุยังไม่ถึง 15 ปี แต่การที่จะให้เด็กอายุไม่เกิน 15 ปีอยู่โดยไม่มีญาติพี่น้องในประเทศไทย ในฐานะที่ถูกปกป้องตามกฎหมายก็จะเป็นการจัดการทางมนุษยธรรมที่ยากเกินไป อย่างไรก็ตาม ขออย่ากังวลใจ เพราะเรารับรู้และรับทราบเรื่องแล้ว ทุกฝ่ายปฏิบัติต่อเด็กเป็นอย่างดี และได้สั่งการให้หาช่องทางทางกฎหมายและการดำเนินการ จะแก้ไขปัญหานี้ให้ดีที่สุด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ยังถูกคุมตัวหรือสามารถไปโรงเรียนได้ตามปกติ นายภูมิธรรม กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาเด็กถูกควบคุมตัว แต่ขณะนี้เด็กคลายความกังวลแล้ว ส่วนจะเรียนต่อได้หรือไม่ ต้องไปดูบนฐานช่องทางทางกฎหมาย เพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ เมื่อถามว่า มีโอกาสจะได้สัญชาติไทยหรือไม่ เพราะอาศัยอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เด็ก นายภูมิธรรม กล่าวว่า ต้องหาช่องทางและต้องมีกฎหมายรองรับ เพราะไม่ใช่เรื่องของเด็กอย่างเดียว แต่ต้องดูไปถึงแม่เด็กด้วย เหมือนเช่นเดียวกับกรณีชาวอุยกูร์ที่ถูกควบคุมตัวมากว่า 10 ปี ที่ต้องหาช่องทางในการคลี่คลาย เราไม่มีสิทธิ์จะทำอะไรนอกจากผลักดันเขาออกจากประเทศ แต่พื้นฐานเด็กยังไม่รู้เรื่องอะไร แล้วจะกลับไปได้อย่างไร กฎหมายต้องว่าให้ถูกต้อง มนุษยธรรมต้องดูให้สอดรับกับความเป็นจริง ซึ่งต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป

เมื่อถามถึงกรณีกระทรวงศึกษาธิการเสนอให้เด็กกลับไปทำเอกสารขอเข้าเมืองให้เรียบร้อยและกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง ปี 2522 กระทรวงมหาดไทยจะพิจารณาเรื่องนี้ให้เลยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้มีการควบคุมตามกฎหมาย แต่กำลังหาช่องทางอยู่ และเมื่อคุมตัวไปแล้วจะกักขัง หรือให้อยู่บ้านแล้วไปโรงเรียน ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพราะตนไม่สามารถตอบ อะไรที่เกินเลย ไปกว่านี้ได้ ต้องอยู่ที่รายละเอียดของความเป็นจริง ยืนยันว่ารัฐบาลคำนึงถึงเรื่องสิทธิมนุษยธรรมอยู่แล้ว และจะพยายามดำเนินการอย่างเต็มที่

‘ปลอดประสพ’แจงแนวคิดจ่ายชดเชย’ชาวกัมพูชา’ ที่รุกล้ำอาศัยในไทย เกิดจากความรักชาติ

'ปลอดประสพ'แจงแนวคิดจ่ายชดเชย'ชาวกัมพูชา' ที่รุกล้ำอาศัยในไทย เกิดจากความรักชาติ

‘ปลอดประสพ’แจงแนวคิดจ่ายชดเชย’ชาวกัมพูชา’ ที่รุกล้ำอาศัยในไทย เกิดจากความรักชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.15 น.

‘ปลอดประสพ’ โร่แจงชงแนวคิดหักมุม ‘จ่ายเงินชดเชยชาวกัมพูชา’ ที่รุกล้ำอาศัยในไทย อ้างเกิดจากความรักชาติ หวังดีที่จะยุติพิพาทชายแดนโดยเร็ว ชี้หากสถานการณ์ยกระดับเป็นทางการเมืองจพยากต่อการแก้ไข 

วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวชี้แจงกรณีที่เสนอให้มีการจ่ายเงินชดเชยแก่ชาวกัมพูชาที่อยู่อาศัยในพื้นที่รุกล้ำเขตแดนไทยว่า ข้อเสนอดังกล่าวเกิดจากความหวังดีและความรักชาติ ไม่ได้มีเจตนาอื่น พร้อมยอมรับฟังทุกความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายต่างก็รักชาติเช่นเดียวกัน

นายปลอดประสพ กล่าวต่อว่า พื้นที่บ้านหนองจาน เดิมเคยเป็นป่าสงวนและต่อมาถูกประกาศเป็นป่าเสื่อมโทรม   ทำให้เกิดการออกเอกสารสิทธิ ส.ค.1 และ ส.ค.2 แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโฉนดหรือ น.ส.3 ช่วงปี 2522 มีชาวกัมพูชากว่า1,000–2,000 คน หนีภัยจากเขมรแดงเข้ามาตั้งถิ่นฐาน และบางส่วนยังคงอาศัยอยู่จนถึงปัจจุบัน แม้พื้นที่นี้เป็นดินแดนไทยอย่างชัดเจนตามหลักเขตที่กำหนดไว้ในสัญญากับฝรั่งเศส แต่ก็มีปัญหาการอยู่อาศัยต่อเนื่องของชาวกัมพูชา

นายปลอดประสพ   กล่าวอีกว่า การจ่ายเงินชดเชยเป็นวิธีทำให้ไทยได้สิทธิในพื้นที่คืนโดยสมบูรณ์และรวดเร็วที่สุด  โดยไม่ต้องแลกด้วยการสูญเสียเลือดเนื้อของทั้งสองประเทศ  อีกทั้งยังป้องกันไม่ให้ชาวกัมพูชาบางกลุ่มใช้กฎหมายอ้างสิทธิครอบครองปรปักษ์  หลังอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์พื้นที่ต่อเนื่องมานานกว่า 30 ปี

“การจ่ายชดเชยก็  เช่นเดียวกับการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างถนนหรือสนามบิน โดยอ้างอิงราคาประเมินของกรมที่ดินที่อยู่ในระดับไม่สูงนัก ต่ำกว่าหมื่นบาทต่อไร่ และย้ำว่าควรมองผลสำเร็จที่ไทยได้พื้นที่คืน มากกว่าการถือเป็นเรื่องเสียเกียรติยศชาติ” นายปลอดประสพ กล่าว

เมื่อถามว่าชาวกัมพูชาจะยอมรับข้อเสนอรับค่าชดเชยหรือไม่ นายปลอดประสพ กล่าวว่า อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่เขาจะรับข้อเสนอ และควรให้เป็นเรื่องของคนในพื้นที่มากกว่าการเมือง    เพราะหากยกระดับเป็นข้อพิพาททางการเมืองจะยิ่งยากต่อการแก้ไข ส่วนการสร้างรั้วชายแดนสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อมีการตกลงเขตแดนแล้วเสร็จ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวอยู่บริเวณหลักเขต 49–50   ซึ่งมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์

เมื่อถามถึงกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU43 และ  MOU44  นายปลอดประสพ กล่าวว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเพียงกรอบการเจรจาที่อ้างอิงตามสนธิสัญญากับฝรั่งเศสเมื่อกว่า 100 ปีก่อน หากจะยกเลิกก็สามารถทำได้ แต่ต้องมี MOU ใหม่ขึ้นมาแทน  ไม่เช่นนั้นจะไม่มีกลไกสำหรับการเจรจา และหากไทย กัมพูชามีความจริงใจต่อกัน    ก็ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการปักปันเพราะหลักเขตมีความชัดเจนอยู่แล้ว

“ข้อเสนอจ่ายเงินชดเชยไม่ใช่การยกดินแดนให้กัมพูชา แต่เป็นทางออกเชิงปฏิบัติที่ทำให้ไทยได้ที่ดินคืนโดยไม่ต้องเผชิญความขัดแย้ง  พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเข้าใจเจตนาที่แท้จริง และร่วมกันหาทางออกอย่างสันติ โดยไม่ทำให้เกิดความแตกแยกภายในประเทศ” นายปลอดประสพ

ด่วน! ศาลรธน. แจ้งความเอาผิดเพจดัง เผยแพร่คลิปบิดเบือน ‘นั่งลงลูก’

ด่วน! ศาลรธน. แจ้งความเอาผิดเพจดัง เผยแพร่คลิปบิดเบือน 'นั่งลงลูก'

ด่วน! ศาลรธน. แจ้งความเอาผิดเพจดัง เผยแพร่คลิปบิดเบือน ‘นั่งลงลูก’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.13 น.

ด่วน! ศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งเอาผิด ‘เพจTheCritics-ช่องยูทูปสถาบันทิศทางไทย’ ละเมิดอำนาจศาล เผยแพร่คลิปบิดเบือน ‘นั่งลงลูก’

เมื่อวันที่ 28 ส.ค.68 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ออกเอกสารแจ้งว่า ตามข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งว่ามีการเผยแพร่คลิปและข่าวในสื่อสารมวลชนหลายช่องทางอันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในกระบวนการไต่สวนของศาลลักษณะที่สร้างความเข้าใจผิดต่อสาธารณชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อศาลรัฐธรรมนูญ เข้าข่ายเป็นความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาลตามมาตรา 38 และมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.)ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561  และข้อ 10และข้อ 11 ของข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2562 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะดำเนินการทางกฎหมายแก่บุคคลที่กระทำการบิดเบือนและเผยแพร่คลิปดังกล่าวต่อไป นั้น

เมื่อวันอังคารที่ 26 ส.ค. 2568 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองกำกับการ 2 กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับ Facebook The Critics และ YouTube สถาบันทิศทางไทย ซึ่งได้เผยแพร่ข่าวอันเป็นเท็จบิดเบือนข้อเท็จจริงในกระบวน การไต่ส่วนของศาลตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.ศ.2550

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ การแจ้งความร้องทุกข์ก่อนที่จะมีการนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติคดีคลิปเสียงของนายกฯในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.) เวลา 9.30 น. และอ่านคำวินิจฉัยในช่วงบ่ายวันเดียวกัน

‘เต้น’ซัด‘เขมร’จงใจปั่นป่วน แนะตั้งหลักคิดดีๆปมคลิปเสียงนายกฯ

‘เต้น’ซัด‘เขมร’จงใจปั่นป่วน แนะตั้งหลักคิดดีๆปมคลิปเสียงนายกฯ

‘เต้น’ซัด‘เขมร’จงใจปั่นป่วน แนะตั้งหลักคิดดีๆปมคลิปเสียงนายกฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.40 น.

“เต้น”ชี้แม้คดีนายกฯ 29 ส.ค.จะเป็นอย่างไร แต่ขอทุกฝ่ายเคารพกระบวนการยุติธรรม บอกสังคมต้องตั้งหลักคิด เป็นความจงใจของคนมีอำนาจกัมพูชาสร้างความปั่นป่วนการเมืองไทย บอกหากรัฐบาลชุดนี้ล้ม อีกฝ่ายจะเปิดฉากรุกเข้ามาอีกหรือไม่อย่างไร

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงข้อกังวลกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัยคดีคลิปเสียงระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.วัฒนธรรม กับ สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 ส.ค.นี้ ว่า มาถึงวันนี้ทุกฝ่ายต่างก็ปฏิบัติหน้าที่กันครบถ้วนตามกระบวนการยุติธรรม ทางผู้ถูกร้องนายกรัฐมนตรีก็ได้มีการชี้แจงรอบแรก และมีการแถลงคำชี้แจงด้วยตัวเองรวมถึงยื่นคำแถลงปิดคดีไปแล้ว ดังนั้น จากวันนี้ไปจนถึงวินาทีของการอ่านคำวินิจฉัย ตนคิดว่าทุกฝ่ายควรจะติดตามเหตุการณ์ด้วยความสงบ และไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นเช่นไร ย่อมมีคนเห็นด้วย หรือเห็นแตกต่างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ขอให้ทุกฝ่ายเคารพในกระบวนการยุติธรรม และขอให้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นยังคงดำรงสถานะและความเข้มแข็งของประเทศไทย ในการเผชิญกับภัยสงครามจากต่างประเทศ ซึ่งในขณะนี้ยังคาดเดาสถานการณ์ไม่ได้อยู่

เมื่อถามว่า แม้นายกฯ จะรอดหรือไม่รอด แต่มีบางกลุ่มมองว่ากระทบกับภาพลักษณ์ทำให้ความไม่น่าเชื่อถือเกิดขึ้นแล้ว จะกระทบต่อการบริหารของรัฐบาลเพื่อไทยหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เราต้องดูที่คำวินิจฉัยก่อน การจะไปวิเคราะห์หรือประเมินสถานการณ์หลังคำวินิจฉัยอาจจะทำได้ แต่คงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงเสียทีเดียว แต่ส่วนตัวตนมาถึงตรงนี้ก็ขอรอฟังคำวินิจฉัยก่อน ส่วนผลของความวินิจฉัยจะนำพากลางเมืองไปสู่ทิศทางไหน อีกวันเดียว วันพรุ่งนี้หากมาถามใหม่ตนก็จะให้ความเห็น

เมื่อถามว่า รัฐบาลจะเรียกความน่าเชื่อถือกลับมาได้อย่างไรบ้าง นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนคิดว่าทุกรัฐบาลย่อมผ่านสถานการณ์ที่กระแสนิยมขึ้นสูงหรือกระแสนิยมที่มีปัญหา รัฐบาลชุดนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากรัฐบาลชุดอื่นๆ การที่จะสร้างคะแนนนิยม สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ก็อยู่ที่ผลงาน การผลักดันนโยบาย และการแก้ไขปัญหาให้ปรากฏชัดต่อประชาชน ดังนั้น รัฐบาลนี้คงยืนอยู่บนหลักนี้ ทุกนาทีที่ได้ทำงานก็ต้องพยายามเอาผลงานที่เป็นรูปธรรมออกมานำเสนอต่อประชาชนให้ได้ ต่อให้มีหรือไม่มีสถานการณ์ขณะนี้ก็ตาม หากไม่ปรากฏผลงานก็แน่นอนว่าย่อมต้องถูกตั้งคำถาม ขณะเดียวกันหากมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ตัววิกฤต ศรัทธา หรือความนิยมที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีปัญหก็ย่อมมีหนทางที่จะฟื้นคืนมาได้

“อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าวันนี้สังคมไทยต้องตั้งหลักคิดกันดีๆ กรณีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นจากความจงใจของผู้อำนาจจากประเภทกัมพูชา ที่จะสร้างความปั่นป่วนทำลายเสถียรภาพทางการเมือง อาจมีเป้าหมายจนถึงขั้นล้มรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น หากรัฐบาลชุดนี้มีอันเป็นไปทางการเมือ จะหมายถึงประเทศอีกฝ่ายเขาประกาศเป็นความสำเร็จของเขาหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นสถานการณ์ต่อไปในช่วงเวลาที่ประเทศไทยขาดรัฐบาลที่มีอำนาจเต็ม เกมของอีกฝั่งหนึ่ง เขาจะเปิดฉากรุกเข้ามาอีกหรือไม่ อย่างไร แต่ที่พูดมาไม่ได้หมายความว่าจะไปชี้นำหรือแทรกแซงคำวินิจฉัย เพราะทั้งหมดต้องรอคำวินิจฉัยของศาล และเราต้องเคารพร่วมกัน” นายณัฐวุฒิ กล่าว

‘ลุงป้อม’โชว์บทเชฟ จัดข้าวหน้าไก่เลี้ยง’เสี่ยหนู’

'ลุงป้อม'โชว์บทเชฟ จัดข้าวหน้าไก่เลี้ยง'เสี่ยหนู'

‘ลุงป้อม’โชว์บทเชฟ จัดข้าวหน้าไก่เลี้ยง’เสี่ยหนู’

วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 14.30 น.

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 28 สิงหาคม 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) , นายสันติ พร้อมพัฒน์ และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ โดย พล.อ.ประวิตร ได้ลงมือทำข้าวหน้าไก่สูตรอร่อยมาเลี้ยงต้อนรับ

ทั้งนี้ ในวงสนทนาได้มีการพูคุยกันปกติในเรื่องทั่วๆ ไป รวมถึงได้มีการพูดกันเกียวกับปัญหาเรื่อง MOU 43 – 44 และสถานการณ์บ้านเมือง โดยมีบรรยากาศที่เป็นกันเอง ทุกคนที่รับประทานข่าวหน้าไก่สูตรลุงป้อม ถึงกับเอ่ยชม นอกจากนั้น พล.อ.ประวิตร ยังให้ข้าวหน้าไก่กับนายอนุทินกลับไปทานที่บ้านอีกด้วย

– 006