‘ศุภชัย’กระซวกซ้ำ! กังขา’อดีตนายกฯ’ถูกศาลฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง

'ศุภชัย'กระซวกซ้ำ! กังขา'อดีตนายกฯ'ถูกศาลฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง

‘ศุภชัย’กระซวกซ้ำ! กังขา’อดีตนายกฯ’ถูกศาลฟันผิดจริยธรรมร้ายแรง

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.34 น.

ผีหัวขาดทั้งรัฐบาลทั้งพรรค?! ‘ศุภชัย’ กระซวกซ้ำ กังขา ‘อดีตนายกฯ’ ถูกศาลฯวินิจฉัยผิดจริยธรรมร้ายแรง ‘หัวหน้าพรรค-กก.บห.’ ต้องพ้นไปทั้งหมดหรือไม่ คาใจมี ‘เงาซาตาน’ อยู่ข้างหลัง 

31ส.ค.2568 นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถามอดีตนายกรัฐมนตรีว่า นายกฯ พ้นจากหน้าที่เพราะผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง 

นายกฯ เป็นหัวหน้าพรรค  ถูกศาลวินิจฉัยว่า ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขาดคุณสมบัติการเป็นหัวหน้าพรรคต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามข้อบังคับพรรคหรือไม่? 

เมื่อหัวหน้าพรรค พ้นจากตำแหน่ง กรรมการบริหารพรรค ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะด้วยใช่หรือไม่? 

คนในพรรคไปเจรจากับใครมีผลผูกพัน? 

หรือบ้านนี้เมืองนี้ถูกขับเคลื่อนโดยรักษาการๆๆ ที่มีเงาซาตานอยู่ข้างหลัง?  

ผีหัวขาดทั้งรัฐบาล ทั้งพรรค!??!

.-008 

‘ลิณธิภรณ์’ ชวน ‘ปชน.’ จับมือ ‘พท.’ แก้ รธน. ตามเป้าหมายที่เคยมีร่วมกันมาแต่ต้น

'ลิณธิภรณ์' ชวน 'ปชน.' จับมือ 'พท.' แก้ รธน. ตามเป้าหมายที่เคยมีร่วมกันมาแต่ต้น

‘ลิณธิภรณ์’ ชวน ‘ปชน.’ จับมือ ‘พท.’ แก้ รธน. ตามเป้าหมายที่เคยมีร่วมกันมาแต่ต้น

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.44 น.

‘ลิณธิภรณ์’ ชวน ‘ปชน.’ จับมือ ‘พท.’ แก้ รธน. ตามเป้าหมายที่เคยมีร่วมกันมาแต่ต้น แนะ อย่าเป็นนั่งร้านให้ถูกครหาฮั้ว สว.-เขากระโดง ย้ำ ‘เพื่อไทย‘ ชัดพร้อมแก้ รัฐธรรมนูญมาแต่แรก 

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.68  น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงข้อเสนอของพรรคประชาชน (ปชน.) ที่กำหนดเงื่อนไขสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ว่า ประชาชนคนไทยทุกคนทราบดีว่าพรรค พท.และพรรคปชน. ประกาศเป้าหมายสอดคล้องกันมาโดยตลอดคือรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มีปัญหาและต้องได้รับการแก้ไข ดังนั้น เมื่อพรรคพท.เป็นแกนนำรัฐบาลก็ได้ตั้งกลไกศึกษาแนวทางแก้รัฐธรรมนูญอย่างเป็นรูปธรรม แต่พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กลับเป็นอุปสรรคขัดขวางและไม่เคยจริงใจต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มากไปกว่านั้น พรรค ภท.ยังด่างพร้อยด้วยคดีที่ดินเขากระโดง ลามไปถึงถูกตรวจสอบในคดีฮั้ว สว. ซึ่งมีที่มาจากรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ข้อครหาเหล่านี้สร้างความคลางแคลงใจต่อประชาชนอย่างกว้างขวาง คำถามคือ ต่อหน้าประชาชนคนไทยทั้งประเทศนี้ พรรคปชน.จะฝากความหวังและอนาคตไว้กับพรรค ภท.ได้อย่างไร

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ในทางกลับกัน แม้รัฐบาลพรรคพท.อาจยังทำไม่ครบถ้วนตามนโยบายที่ประกาศไว้ด้วยข้อจำกัดทางการเมือง แต่หลายเรื่องที่ดำเนินการเช่น การเอากัญชากลับเข้าสู่บัญชียาเสพติดได้สำเร็จ เพื่อแก้ปัญหายาเสพติดและปกป้องเยาวชน ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์จริงจังของรัฐบาลพรรค พท. อย่างที่พรรคภท.ไม่แม้แต่จะคิดหรือทำได้สำเร็จเลยแม้เคยมีอำนาจอยู่ในมือก็ตาม แล้วพรรคปชน.ต้องการจะถูกจดจำว่าเป็นผู้มอบอำนาจบริหารประเทศให้พรรคภท.หรือไม่

น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงฝากคำถามให้ชวนคิดว่า ถ้าหัวใจสำคัญคือการร่วมมือกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จอย่างที่พรรคพท. และพรรคปชน.เคยเดินร่วมทางกันมาตั้งแต่แรก ขอให้คิดให้ดี อย่าเป็นนั่งร้านให้พรรคที่ไม่มีเจตนารมณ์เรื่องนี้ มาร่วมกับพรรค พท.สร้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนใหม่ให้คนไทยกัน

”หากวันนี้พรรคประชาชนเลือกที่จะร่วมยกมือให้กับพรรคภูมิใจไทย จะตอบประชาชนด้วยความมั่นใจได้อย่างไรว่า เสียงของผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคของท่าน จะไม่ถูกใช้เป็นนั่งร้านให้พรรคที่ไม่มีเจตนารมณ์ร่วมกันนี้มาตั้งแต่ต้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้สำเร็จ อย่างที่พรรคประชาชนประสานเสียงสอดคล้องกับพรรคเพื่อไทยมาแต่แรก เพราะพรรคเพื่อไทยหัวใจคือประชาชน“ น.ส.ลิณธิภรณ์ กล่าว

ชำแหละ 5 เล่ห์กล‘พท.’กวนน้ำให้ขุ่น ดึงสติ‘ปชน.’อย่าหลงคำลวงศพเดินได้ รอวันเผา

ชำแหละ 5 เล่ห์กล‘พท.’กวนน้ำให้ขุ่น ดึงสติ‘ปชน.’อย่าหลงคำลวงศพเดินได้ รอวันเผา

ชำแหละ 5 เล่ห์กล‘พท.’กวนน้ำให้ขุ่น ดึงสติ‘ปชน.’อย่าหลงคำลวงศพเดินได้ รอวันเผา

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.32 น.

ชำแหละ 5 เล่ห์กล‘พท.’กวนน้ำให้ขุ่น ดึงสติ‘ปชน.’อย่าหลงคำลวงศพเดินได้ รอวันเผา

31 สิงหาคม 2568รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์ อดีตอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

เล่ห์กลของ เพื่อไทย วันนี้ คือ สกัด อนุทิน ทุกทาง เตะถ่วงการเลือกนายกฯออกไปให้นานที่สุด ดึงดันตั้ง นายก-รบ.พท. ลากไปให้ถึงปี 70

1.ขู่ยุบสภา

แต่ความจริง พท.ไม่มีวันยุบสภา คนที่พร้อมเลือกตั้งทันทีวันนี้ คือ พรรคประชาชนและภูมิใจไทย ขืนยุบสภา พท.ตายเดี่ยว พรรคแตก งูเห่ายั้วเยี้ย เลือกกลับมาเป็นอันดับสาม

2.ถ่วงเวลาให้ทักษิณวิ่งเต้นทำ “ดีลใหม่” กับกลุ่มอำนาจ

3.“แจกกล้วยหวีใหญ่กว่าภจท.” ดึงพวกกลับให้ได้เสียงเข้าใกล้ 250+

4.กดดันปชน.ให้ยอม “โหวตฟรีๆ” ให้ตัวเอง ปล่อยข่าวปชน.ขอตำแหน่งในรบ.ใหม่ พท.ติดต่อคุยแล้ว ดีเอนเอใกล้กัน ทักษิณดีลธนาธรได้แล้ว ให้สส.พูดดีแต่ปชต.ปลอมออกมาเตือนปชน. ไอโอพรรคและพวกแบกไปฟลัดหน้าเพจทุกที่

ท่องอยู่สองคำ “คดีเขากระโดง ฮั้วสว.ๆๆๆๆๆ”

5.ยื่นข้อเสนอโน่นนี่ เกทับเงื่อนไขของปชน. กวนน้ำให้ขุ่น ยื้อให้ปชน.สับสนลังเล ส่งบริวารตัวเล็กมาเจรจาถ่วงเวลา ให้เห็นว่า พท.ยอมแล้ว แต่ปชน.เป็นฝ่ายปฏิเสธเสียเอง

พรรคประชาชน ต้องแน่วแน่ไม่หวั่นไหว ไม่ไหลไปกับคำลวงของเพื่อไทยซึ่งวันนี้เป็นศพเดินได้ รอแค่วันเผา

เปิดชื่อทีม ‘เพื่อไทย’สู่ขอ’ปชน.’บ่ายนี้ ‘ทวี-เดชอิศม์’ร่วมวง’ดนุพร’คาด’ยุบสภา’ไวกว่า 4 เดือน

เปิดชื่อทีม 'เพื่อไทย'สู่ขอ'ปชน.'บ่ายนี้ 'ทวี-เดชอิศม์'ร่วมวง'ดนุพร'คาด'ยุบสภา'ไวกว่า 4 เดือน

เปิดชื่อทีม ‘เพื่อไทย’สู่ขอ’ปชน.’บ่ายนี้ ‘ทวี-เดชอิศม์’ร่วมวง’ดนุพร’คาด’ยุบสภา’ไวกว่า 4 เดือน

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.21 น.

‘เพื่อไทย’ ส่ง ’ชูศักดิ์-สรวงศ์-จิราพร-จุลพันธ์‘ หารือ ’ปชน.‘ มี ‘ทวี – เดชอิศม์’ ร่วมวงด้วย เชื่อได้ข้อยุติที่เป็นประโยชน์กับ ปชช. ย้ำเดินหน้าตามข้อเสนอ พร้อมยุบสภา ได้ก่อนครบกรอบเวลา 4 เดือน

เมื่อวันที่ 31 ส.ค.68  นายดนุพร ปุณณกันต์ สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการนัดหารือกันของพรรค พท.และพรรคประชาชน (ปชน.) ในช่วงบ่ายวันนี้ว่า การหารือกันของพรรค พท.และพรรคปชน.จะสร้างบรรยากาศการเมืองที่ดีที่จะทำให้เห็นว่าประเทศจะไม่เกิดสุญญากาศทางการเมือง เนื่องจากมีข้อเสนอที่ชัดเจนในกรอบเวลาที่เหมาะสม ซึ่งพรรค พท. ตอบรับเงื่อนไขต่างๆ ตามข้อเสนของพรรคปชน.ตั้งแต่ต้น และยืนยันว่าหากสามารถดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวได้รวดเร็วก็จะสามารถยุบสภาคืนอำนาจให้พี่น้องประชาชนได้ก่อนเวลา 4 เดือนที่พรรคปชน.วางเอาไว้  

นายดนุพร กล่าวต่อว่า ส่วนข้อเสนอเพิ่มเติมอื่นๆ ที่พรรคพท.เสนอไปก็เพื่อให้ประเด็นคำถามที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันในสังคม เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเรื่องเอ็มโอยูทั้ง 2 ฉบับ ได้มีข้อยุติผ่านกระบวนการประชาธิปไตย ทั้งนี้ การหารือกันในช่วงบ่ายวันนี้ พรรค พท.จะนำโดย นายชูศักดิ์ ศิรินิล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค นายสรวงศ์ เทียนทอง สส.สระแก้ว และเลขาธิการพรรค นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่และรองหัวหน้าพรรค น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ดและรองหัวหน้าพรรค 

นายดนุพร กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ มีตัวแทนจากพรรคร่วมรัฐบาล นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และนายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมด้วย ซึ่งการประสานนัดหมายกับพรรคปชน.ในครั้งนี้ และข้อเสนอต่างๆ ที่พรรคพท.ได้เสนอไปนั้นได้มีการประสานให้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคได้รับทราบและเห็นชอบตรงกันแล้ว จึงคาดหวังว่าผลการหารือในวันนี้จะมีข้อยุติที่ดีและเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด

‘เรืองไกร’ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ ครม. จะยุบสภา ขัดคำสั่งศาล รธน.หรือไม่

'เรืองไกร' ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ ครม. จะยุบสภา ขัดคำสั่งศาล รธน.หรือไม่

‘เรืองไกร’ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ ครม. จะยุบสภา ขัดคำสั่งศาล รธน.หรือไม่

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.10 น.

‘เรืองไกร’ ร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบ ครม. จะยุบสภา ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและผิด พรป. ป.ป.ช. หรือไม่

เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2568 นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตวุฒิสภา  เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือทางไปรษณีย์ EMS เพื่อขอให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบรัฐมนตรีที่เข้าร่วมประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ว่าเข้าข่ายมีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1) หรือไม่ และขอให้รีบดำเนินการมีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกา และ/หรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาพิพากษาต่อไปตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 235

นายเรืองไกร กล่าวว่า เหตุแห่งคำร้องมาจากเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย รักษาการนายกฯ ให้สัมภาษณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า “เมื่อถามว่าวันนี้จะหารือเรื่องอำนาจการยุบสภาฯหรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่าไม่ต้องหารือ ถ้าเราจะยุบเราก็ยุบเลย หากใครขัดข้องก็สามารถไปฟ้องได้ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องมาถกเถียงในเรื่องที่เราเชื่อว่าไม่มีปัญหา” ซึ่งจากคำสัมภาษณ์ของนายภูมิธรรม  จึงอาจขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และเข้าข่ายอาจฝ่าฝืนมาตรา 234 (1) จึงต้องร้อง ป.ป.ช. เป็นข้อๆ ดังนี้

ข้อ 1. เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญได้แถลงข่าวที่ 32/2568 ในเรื่อง (1) ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรม นูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5)หรือไม่ (เรื่องพิจารณาที่ 18/2568) โดยผลการพิจารณาสรุปได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญประชุมปรึกษาหารือร่วมกันแล้ว มีมติโดยเสียงข้างมาก (6 ต่อ 3) วินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) และเห็นว่าผู้ถูกร้องขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (5) ทั้งนี้ นับตั้ง แต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 ประกอบมาตรา 82 วรรคสอง คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) แล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป

ข้อ 2. รัฐธรรมนูญ มาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) บัญญัติว่า“มาตรา 168 ใหคณะรัฐมน ตรีที่พ้นจากตำแหน่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้  (1) ในกรณีพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 167 (1) (2) หรือ (3) ให้อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เว้นแต่ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรา 167 (1) เพราะเหตุขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 98 หรือมาตรา 160 (4) หรือ (5) นายกรัฐมนตรีจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปมิได้”

ข้อ 3. รัฐธรรมนูญ มาตรา 211 บัญญัติว่า “มาตรา 211 องค์คณะของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในการนั่งพิจารณาและในการทำคำวินิจฉัย ต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 7 คน คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่รัฐธรรมนูญจะบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น

เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องใดไว้พิจารณาแล้ว ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ใดจะปฏิเสธไม่วินิจฉัย โดยอ้างว่าเรื่องนั้นไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญมิได้  คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ”

ข้อ 4. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (5) แล้ว รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 167 วรรคหนึ่ง (1) โดยให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป ดังนั้น คำวินิจฉัยดังกล่าวจึงเป็นเด็ดขาดผูกพันให้คณะรัฐมนตรีต้องนำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป กล่าวคือ ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่เท่านั้น

ข้อ 5. ต่อมาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์รัฐบาลไทยได้แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ รายละเอียดปรากฏตามสำเนาเอกสารที่แนบ

ข้อ 6. ต่อมาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 มีข้อเท็จจริงในเว็บไซต์ไทยรัฐ หัวข้อ “ภูมิธรรม” ยันมีอำนาจยุบสภา เย้ยภูมิใจไทย ฝันกลางวัน รวมได้ 280 เสียง ลงข่าวไว้ส่วนหนึ่ง ดังนี้ วันที่ 30 ส.ค. 2568 เมื่อเวลา 09.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย รักษาการนายกฯ ให้สัมภาษณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า “เมื่อถามว่าวันนี้จะหารือเรื่องอำนาจการยุบสภาฯหรือไม่ นายภูมิธรรม ตอบว่า ไม่ต้องหารือถ้าเราจะยุบเราก็ยุบเลย หากใครขัดข้องก็สามารถไปฟ้องได้ไม่มีปัญหาอะไร ไม่ต้องมาถกเถียงในเรื่องที่เราเชื่อว่าไม่มีปัญหา” รายละเอียดปรากฏตามสำเนาข่าวที่แนบ

ข้อ 7. ดังนั้นในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 จึงอาจมีการพิจารราเพื่อจะหาเหตุจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 10 วรรคสี่ มากล่าวอ้างขยายความว่ารองนายกรัฐมนตรีที่รักษาการแทนนายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยุบสภาได้ เพื่อที่จะไม่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ หาได้ไม่

ข้อ 8. ทั้งนี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 10 วรรคห้า บัญญัติไว้ชัดแล้วว่า “ในระหว่างที่คณะรัฐมนตรีต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ ให้คณะรัฐมนตรีดังกล่าวอํานวยความสะดวกให้หัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ดำเนินการใด ๆ เท่าที่จำเป็น เพื่อรับแนวทางการบริหารราชการแผ่นดินจากนายกรัฐมนตรีคนใหม่มาเตรียมการดำเนินการได้” ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยไว้เป็นเด็ดขาดและมีผลผูกพันคณะรัฐมนตรี

ข้อ 9. จากข้อความในข่าวเรื่องยุบสภา จึงน่าเชื่อว่ามีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2568 แล้วมีการออกมาแถลงข่าวกล่าวอ้างให้สาธารณชนเข้าใจว่า คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 168 (1) ซึ่งมีมติตั้งรองนายกรัฐมนตรีรักษาการแทนนายกรัฐมนตรีมีอำนาจยุบสภาได้ ซึ่งหากคณะรัฐมนตรีมีมติให้สามารถยุบสภาได้นั้น จึงอาจเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้นำรัฐธรรม นูญ มาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป

ข้อ 10. ดังนั้น การที่มีข่าวว่าคณะรัฐมนตรีได้ร่วมประชุมและเห็นว่าสามารถยุบสภาได้โดยการกล่าวอ้างขยายความจากพระราชบัญญัติระเบียบบริหาราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 10 วรรคสี่ แต่ไม่พิจารณาวรรคห้า นั้น จึงเข้าข่ายฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้นำมาตรา 168 วรรคหนึ่ง (1) มาใช้บังคับกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ การกระทำดังกล่าวของคณะรัฐมนตรีจึงอาจเข้าข่ายมีพฤติการณ์ทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 (1)

‘ปชน.’ในสถานการณ์ 3 ก๊ก ซ่อนไพ่‘โหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล’ ดีที่สุดแล้วใช่ไหม

‘ปชน.’ในสถานการณ์ 3 ก๊ก ซ่อนไพ่‘โหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล’ ดีที่สุดแล้วใช่ไหม

‘ปชน.’ในสถานการณ์ 3 ก๊ก ซ่อนไพ่‘โหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล’ ดีที่สุดแล้วใช่ไหม

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.41 น.

31 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีต กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” หัวข้อ “โหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล ดีที่สุดแล้วใช่ไหม” 2 ตอน ระบุว่า…

“โหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล” ดีที่สุดแล้วใช่ไหม

ข้อเสนอของพรรคประชาชน ในสถานการณ์ 3 ก๊ก คือ เพื่อไทย ภูมิใจไทย และ ประชาชน ล้วนไม่มีเสียงเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ใครจะตั้งรัฐบาลได้ ต้องมีเสียงของพรรคประชาชนไปร่วมโหวตให้

ข้อเสนอที่ดูเหมือนยากจะรับปาก เช่น ต้องยุบสภาใน 4 เดือน  ต้องทำประชามติให้มี สสร. และ ไม่ขอเป็นรัฐบาล  เป็นผลให้รัฐบาลใหม่มีสถานะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาที่ไร้เสถียรภาพ แต่ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการตอบรับแทบจะทันทีทั้งฝ่ายภูมิใจไทย และเพื่อไทย

เพราะทั้งสองพรรคการเมืองนี้ มองใกล้ ไม่มองไกล เอาตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ได้ก่อน  ส่วนเรื่องที่รับปากยังไกลเป็นเรื่องอนาคตที่ยังอาจเปลี่ยนแปลงได้

ในขณะที่พรรคประชาชน  มองแบบหยุดนิ่งว่าภายใต้สถานการณ์รัฐบาลเสียงข้างน้อย  พรรคประชาชนแค่ขยับตัวใช้กลไกในสภา ก็คว่ำรัฐบาลได้ไม่ยาก  ดังนั้น จึงไม่ห่วงว่าหากจะมีการเบี้ยวคำสัญญา  หรือบอกแบบเท่ ๆ ว่า ให้ประชาชนจดจำและลงโทษฝ่ายที่ไม่รักษาคำพูด

แต่เพื่อไทยและภูมิใจไทยกลับมองการเมืองแบบพลวัตร ว่า แต่ละวันแต่ละเดือน มีสถานการณ์ที่เปลี่ยนตลอดเวลา  วันนี้เริ่มต้นจากเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แต่วันหน้าอาจเป็นเสียงข้างมาก  ด้วยธรรมชาติการไหลเข้าของบรรดานักการเมืองที่ไม่อยากเป็นฝ่ายค้าน

พลวัตรดังกล่าว ยังอาจรวมสถานการณ์ คดี 112 ของพรรคประชาชน ที่อาจเจอสถานการณ์ยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองแกนนำของพรรคประชาชนอีกนับสิบคนด้วย ใน 3-4 เดือนข้างหน้า

ดังนั้น  อย่าเพิ่งเชื่อว่าทั้งพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย จะรักษาคำพูดที่ว่าจะยุบสภาใน 4 เดือน

ยกเว้นว่า เกิดมาเพื่อให้ถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก

“โหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล” ดีที่สุดแล้วใช่ไหม (ตอนที่ 2)

ในเมื่อคุณมีเสียงมากที่สุดในสภาขณะนี้  เมื่อโอกาสมาถึงทำไมจึงไม่คิดที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเอง  หรือ ไม่มีฝีมือพอ

นี่คือคำถามที่ต้องคิด เมื่อหลัก“โหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาล” ถูกยืนยันอย่างหนักแน่นจากพรรคประชาชน

ข้ออ้างที่ว่า องค์ประกอบของสภาที่มีพรรคการเมืองหลากหลาย ทำให้ไม่พร้อมที่จะบริหารประเทศ  ควรยุบสภาเลือกตั้งใหม่ และหากได้เสียงมาเป็นกอบเป็นกำ ก็จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองได้ดีกว่า  ไม่ต่างอะไรกับแนวคิด วันนี้ยังจน ไม่ทำบุญ  รอวันหน้ารวยก่อนจึงจะบริจาค

ในขณะที่การเมืองที่ตรงข้ามกันอีกสองสีล้วนมีบาดแผล ว่า หากไปสนับสนุนล้วนเป็นการเติมพิษเข้าสังคม

สนับสนุนภูมิใจไทย ก็มีข้อกล่าวหาว่า จะไปช่วยเป่าคดีเขากระโดง ฮั้ว สว. และ สร้างอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จที่ต่อไปอาจครอบครองทั้งสภาบน สภาล่าง ทั้งฝ่ายบริหาร ทั้งองค์กรอิสระที่จะมาจากการเลือกของ สว.  อันตรายยิ่งนัก

สนับสนุนเพื่อไทย ก็มีข้อกล่าวหาว่า ไปช่วยให้ระบอบทักษิณที่กำลังจะปิดฝาโลง คืนชีพขึ้นมาแข็งแกร่งอีกรอบ ปัญหากัมพูชาจะไม่ได้แก้ไขเพราะมีผลประโยชน์ที่ยังเกรงใจกัน  กับเสียงครหาว่า เจ็บแล้วไม่จำ เป็นกาสรให้เขาหลอกเรื่อยไป

ส่วนข้อเสนอ 3 ข้อ  วิเคราะห์แล้วแทบไม่ได้มีอะไรต้องหนักใจ 

1) ยุบสภาใน 4 เดือน  ถึงเวลาไม่ยุบทำอะไรได้ 

2)ประชามติ สสร. ก็ไม่ได้ยากเย็น ไม่ใช่เรื่องที่รับปากไม่ได้ 

3) ไม่ร่วมรัฐบาล  ขอบคุณมาก ชอบ ๆ ๆ ๆ มีตำแหน่งรัฐมนตรีให้หารในพรรคแจกจ่ายเพิ่มอีกมากมาย

เป็นรัฐบาลเองเถอะครับ รู้จักทำงานร่วมกับชาวบ้านบ้าง เลือกพรรคที่คุณคิดว่าพอรับได้ ยอมให้เขาเป็นนายก แต่คุณคุมกลไกอื่น ๆ ที่สำคัญ  ทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ให้นายกนำคนเดียว และ อยู่ยาว ๆ ไปอีกสองปี น่าจะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองให้ดีขึ้นได้บ้าง

หากหวังน้ำบ่อหน้า รอยุบสภาใน 4 เดือนตามสัญญา  หรือ รอได้เสียงเกินครึ่งสภาก่อน จึงมาบริหารประเทศ 

อาจต้องรอแกนโลกเอียง

จนพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตก

‘ภูมิธรรม’ เซ็นคำสั่ง ให้ ‘ศบ.ทก.’ ทำงานต่อเนื่อง

'ภูมิธรรม' เซ็นคำสั่ง ให้ 'ศบ.ทก.' ทำงานต่อเนื่อง

‘ภูมิธรรม’ เซ็นคำสั่ง ให้ ‘ศบ.ทก.’ ทำงานต่อเนื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.39 น.

31 ส.ค. 68 เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา – Team Thailand เปิดเผยรายละเอียดโดยระบุข้อความว่า “#PRESSRELEASE | ศบ.ทก.ทำงานต่อเนื่อง 

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 275/2568 เรื่อง จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา
โดยที่ เป็นการสมควรจัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ขึ้น เพื่อบูรณาการการปฏิบัติของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ให้มีความเป็นเอกภาพ โดยมุ่งหมายที่จะแก้ไขความตึงเครียดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนกับประเทศกัมพูชาอย่างมิตรประเทศที่ใฝ่สันติจะพึงปฏิบัติต่อกัน บนหลักการทวิภาคีและด้วยสันติวิธีเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค และบูรณภาพแห่งดินแดน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นต่อสาธารณชน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6) และ (9) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

ข้อ 1 ให้จัดตั้งศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา เรียกโดยย่อว่า “ศบ.ทก.” ประกอบด้วย

(1) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้อำนวยการศูนย์
(2) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รองผู้อำนวยการศูนย์ (1)
(3) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ รองผู้อำนวยการศูนย์ (2)
(4) ปลัดกระทรวงมหาดไทย รองผู้อำนวยการศูนย์ (3)
(5) ปลัดกระทรวงกลาโหม กรรมการ
(6) ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กรรมการ
(7) ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กรรมการ
(8) ปลัดกระทรวงแรงงาน กรรมการ
(9) เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรรมการ
(10) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กรรมการ

(11) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ กรรมการ
(12) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด กรรมการ
(13) ผู้บัญชาการทหารบก กรรมการ
(14) ผู้บัญชาการทหารเรือ กรรมการ
(15) ผู้บัญชาการทหารอากาศ กรรมการ
(16) ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กรรมการ
(17) อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กรรมการ
(18) อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรรมการ
(19) อธิบดีกรมสารนิเทศ กรรมการ
(20) อธิบดีกรมเอเชียตะวันออก กรรมการ

(21) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กรรมการ
(22) พลเรือตรี สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย กรรมการ
(23) นายวรณัฐ คงเมือง รองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรรมการ
(24) ผู้แทนหน่วยงานของรัฐ หรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่พิจารณา กรรมการ
(25) ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กรรมการและเลขานุการ

(26) เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ (1)
(28) ผู้แทนกระทรวงการต่างประเทศ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ (2)

ข้อ 2 ให้ ศบ.ทก. มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(1) ติดตาม ตรวจสอบ วิเคราะห์ กลั่นกรอง และประเมินสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาอย่างใกล้ชิด
(2) ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับมาตรการที่จำเป็นเพื่อเป็นประโยชน์ในการบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจต่อไป
(3) บูรณาการการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ให้มีความเป็นเอกภาพ และเป็นศูนย์กลางในการเผยแพรข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ต่อสาธารณชน
(4) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ได้ตามความจำเป็นและเหมาะสม
(5) รายงานผลการปฏิบัติงานและการบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชาต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ นายกรัฐนตรี หรือคณะรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี เพื่อทราบเป็นระยะ
(6) ดำเนินการอื่นใดตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

ในการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความมุ่งหมายที่จะแก้ไขความตึงเครียดและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนกับประเทศกัมพูชาให้กลับเข้าสู่สภาวะปกติอย่างเช่นมิตรประเทศที่ใฝ่สันติจะพึงปฏิบัติต่อกันบนหลักการทวิภาคี อย่างเท่าเทียม และด้วยสันติวิธี เคารพซึ่งกันและกัน ในเอกราช อธิบโตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และเอกลักษณ์ของทั้งสองประเทศ และโดยปราศจากการแทรกแซงของประเทศที่สามหรือองค์กรระหว่างประเทศทั้งปวง
ข้อ 3 ให้ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ และรัฐวิสาหกิจ มาชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารหลักฐาน หรือดำเนินการตามที่ ศบ.ทก. กำหนด เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการของ ศบ.ทก. ตามคำสั่งนี้

ข้อ 4 ให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ รับผิดชอบงานธุรการและวิชาการของ ศบ.ทก. ให้การจัดโครงสร้าง การติดต่อสื่อสาร การรายงาน และการติดตามประเมินผลการของ ศบ.ทก. เป็นไปตามที่ผู้อำนวยการศูนย์กำหนด
การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมหรือค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงานที่แต่งตั้งตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 หรือตามระเบียบของทางราชการ แล้วแต่กรณี โดยให้เบิกจ่ายจากงบประมาณของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ข้อ 5 เมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ ให้ผู้อำนวยการศูนย์รายงานต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อทราบ และมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งนี้
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
สั่ง ณ วันที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568
(ลงชื่อ) ภูมิธรรม เวชยชัย
(นายภูมิธรรม เวชยชัย)
รองนายกรัฐมนตรี
ปฏิบัติหน้าที่แทน นายกรัฐมนตรี”

เอ๊ะใครกัน!‘สมชัย’ปล่อยกาพย์ยานี11 วัวควายช้างยังมีความจำ คนกลับแปลก สัญญาฉีกไปกี่ฉบับ ไม่รู้จักจำ

เอ๊ะใครกัน!‘สมชัย’ปล่อยกาพย์ยานี11 วัวควายช้างยังมีความจำ คนกลับแปลก สัญญาฉีกไปกี่ฉบับ ไม่รู้จักจำ

เอ๊ะใครกัน!‘สมชัย’ปล่อยกาพย์ยานี11 วัวควายช้างยังมีความจำ คนกลับแปลก สัญญาฉีกไปกี่ฉบับ ไม่รู้จักจำ

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 10.25 น.

เอ๊ะใครกัน!‘สมชัย’ปล่อยกาพย์ยานี11 วัวควายช้างยังมีความจำ คนกลับแปลก สัญญาฉีกไปกี่ฉบับ ไม่รู้จักจำ

31 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีต กกต.) โพสต์ภาพถ่ายรูปกับกระบือ หรือควาย พร้อมกาพย์ยานี 11 ผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” ระบุว่า…

พฤษภกาสร

อีกกุญชรยังจดจำ

หลอกกินอดหลอกซ้ำ

เพราะสมองไตร่ตรองดี

นรชาติสิอย่างไร

โดนหลอกได้ทุกวันวี่

สัญญงสัญญามี

ฉีกกี่ครั้งความจำลืม

แปลความจากกาพย์ยานี 11

วัวควายช้างมันยังมีความจำ

หลอกเอาอาหารไม่ดีไปให้มันกิน มันยังจดจำได้ ไม่สามารถไปหลอกซ้ำ ถึงแม้จะมีสมองไม่มาก แต่ยังรู้จักไตร่ตรอง

แต่คนนี่ก็แปลก เวลาจะโดนหลอกได้ทุกวัน  ไอ้ที่เคยสัญญงสัญญาประกบมือเป็นรูปหัวใจสารพัด  เอ็มโอยูฉีกไปกี่ฉบับ ไม่รู้จักจำเนอะ มนุษย์

‘เจี๊ยบ’จัดจุกๆ! กาง 6 ข้อไม่จับมือ‘เพื่อไทย’ เปรียบทำนามีแต่วัวกับควาย ขอเลือกควาย

‘เจี๊ยบ’จัดจุกๆ! กาง 6 ข้อไม่จับมือ‘เพื่อไทย’ เปรียบทำนามีแต่วัวกับควาย ขอเลือกควาย

‘เจี๊ยบ’จัดจุกๆ! กาง 6 ข้อไม่จับมือ‘เพื่อไทย’ เปรียบทำนามีแต่วัวกับควาย ขอเลือกควาย

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.55 น.

‘เจี๊ยบ’จัดจุกๆ! กาง 6 ข้อไม่จับมือ‘เพื่อไทย’ เปรียบทำนามีแต่วัวกับควาย ขอเลือกควาย

31 สิงหาคม 2568 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล หรือ “เจี๊ยบ” อดีต สส.พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก “Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล” ระบุว่า…

ไม่เลือก #เพื่อไทย เด็ดขาด ถ้ายังเป็น #กรรมการบริหารพรรค ดิฉันจะตัดสินใจบนฐานคิด 6 ข้อนี้

1. เพื่อไทยเคยฉีก MOU อย่างหน้าด้าน ๆ มาแล้ว เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ เป็นแผลสดที่ความเจ็บยังไม่จางหาย ทำลายโอกาสพี่น้องคนไทยที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งหวังเปลี่ยนขั้วการเมือง ทรยศประชาชน

2. #เพื่อไทย มึกองทัพ iO ทำลาย #พรรคประชาชน อย่างต่อเนื่อง ดิฉันเคยส่งคนไปแฝงตัวได้ทราบด้านลึกทั้งหมด มึแต่ริษยาไม่เคยเห็นเป็นพี่น้อง

3. สว.เป็นของสีน้ำเงิน ไม่ใช่สีแดง มีโอกาสผ่านเรื่องประชามติแก้รธน.มากกว่า

4. ภูมิใจไทยจะเป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ที่ควบคุมง่ายกว่า ถ้าไม่โหวตอะไรให้รัฐบาลภูมิใจไทยก็ล้มทันที  ตรงข้ามกับเพื่อไทยที่มีเสียงมากกว่า ถ้าเบี้ยวก็ควบคุมยากกว่า มีโอกาสจะไม่ยุบสภาในกำหนด 4 เดือนสูงกว่า

5. เปลี่ยนแกนนำรัฐบาลมีผลดีกับสถานการณ์ชายแดนมากกว่าให้เป็นรัฐบาลเดิม

6. เพื่อไทยไม่ใช่พรรคการเมือง แต่ชัดเจนว่าเป็นเพียง “บริษัทจำกัด” ที่ทุกคนเป็นลูกจ้าง #ทักษิณ

เรื่องเขากระโดงไม่ต้องจัดการอะไร เพราะมันเข้าสู่กระบวนการของกฎหมายแล้ว

31 ส.ค.68

#เจี๊ยบอมรัตน์

#เพื่อไทยใจกาก

เรากำลังจะทำนาปลูกข้าว แต่ไม่มีรถไถนา มีแต่วัวกับควายให้เลือก ดิฉินขอเลือกควาย

ผ่าเกม‘ทักษิณ’ กำ‘3 ไม้ตาย’พลิกสถานการณ์ นำ‘เพื่อไทย’ชิงธงจัดตั้งรัฐบาล

ผ่าเกม‘ทักษิณ’ กำ‘3 ไม้ตาย’พลิกสถานการณ์ นำ‘เพื่อไทย’ชิงธงจัดตั้งรัฐบาล

ผ่าเกม‘ทักษิณ’ กำ‘3 ไม้ตาย’พลิกสถานการณ์ นำ‘เพื่อไทย’ชิงธงจัดตั้งรัฐบาล

วันอาทิตย์ ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 09.21 น.

ผ่าเกม‘ทักษิณ’ กำ‘3 ไม้ตาย’พลิกสถานการณ์ นำ‘เพื่อไทย’ชิงธงจัดตั้งรัฐบาล

31 สิงหาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์คลิป พร้อมเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “3 ไม้ตาย ของทักษิณ” ระบุว่า…

3 ไม้ตาย ของทักษิณ

สำหรับเกมชิงธงจัดตั้งรัฐบาล ระหว่างขั้วอำนาจเก่าที่นำโดยพรรคเพื่อไทย กับพรรคภูมิใจไทย กำลังขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น ดุเดือด

ซึ่งล่าสุดพรรคภูมิใจไทยมั่นใจว่า สามารถรวบรวมเสียงข้างมากได้ถึง 280-290 เสียง สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลได้แล้ว

ในขณะเดียวกันฝ่ายขั้วอำนาจเก่าของพรรคเพื่อไทย โดยนายทักษิณ ชินวัตร ยังไม่ยอมแพ้ ยังดิ้นรนต่อสู้กันไป โดยใช้เทคนิคต่างๆ หวังที่จะพลิกเกมเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลให้ได้

ตัวแปรที่สำคัญที่สุดคือเสียงจากพรรคประชาชน 143 เสียง ซึ่งนายทักษิณใช้วิธีการเจรจาพูดคุยกับหลังบ้าน คือการพบกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ซึ่งเป็นผู้นำจิตวิญญาณของพรรคประชาชน ทำให้คนในพรรคเพื่อไทย ที่มีนามสกุลเดียวกันกับคุณธนาธรบอกว่า การพูดคุยกันระหว่างตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจด้วยกันง่ายกว่า

จนล่าสุดมีข่าวว่า จะมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อกำหนดท่าทีที่ชัดเจน เพราะการที่นายอนุทินไปพบ และรับข้อเสนอของพรรคประชาชน ไม่ได้หมายความว่าเป็นมติพรรคไปแล้ว จึงทำให้หลายหลายคนจับตามองว่า พรรคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร

สำหรับนายทักษิณและพรรคเพื่อไทย ยังมีไม้ตายจะพลิกเกมอีก 3 แนวทาง จะสู้เรื่องนี้ได้นั่นคือ

1.นายทักษิณพยามจะเจรจากับพรรคประชาชน

โน้มน้าวการตัดสินใจของพรรคประชาชนให้กลับมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ที่มีนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นบอกว่า ดีเอ็นเอเดียวกัน เคยอยู่ด้วยกัน เพียงแต่มีเหตุจำเป็น จึงแยกทางกัน เป็นการทอดไมตรีให้พรรคประชาชนเปลี่ยนใจมาสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย

2.ถ้าไม่สามารถเจรจากับพรรคประชาชนได้

การตัดสินใจครั้งต่อไปของนายทักษิณคือเปิดการเจรจาเปิดดีลใหม่กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม เพื่อนำเสนอให้ฝ่ายอนุรักษ์นิยมส่งตัวแทน คือให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเป็นนายกรัฐมนตรี ภายใต้การสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย

ถ้าหาก พลเอกประยุทธ์ตัดสินใจมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง พรรคเพื่อไทยประเมินว่า สามารถทำให้นายอนุทินยอมหลีกทางให้พลเอกประยุทธ์ ในฐานะที่เคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อน

3.ถ้าหากการเดินเกมของนายทักษิณทั้ง 2 เรื่อง คือเจรจากับพรรคประชาชน และเปิดดีลใหม่กับฝ่ายอนุรักษ์นิยมไม่ประสบความสำเร็จ

อาจจะใช้วิธีการขั้นสุดท้าย คือประกาศยุบสภาโดยนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีรักษาการนายกรัฐมนตรี แล้วค่อยไปตีความกัน ย่อมเสี่ยง แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายออกมาท้วงติงว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีไม่มีอำนาจในการยุบสภา เพราะอำนาจการยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี แต่จำเป็นต้องยอมคว่ำชามข้าว ล้มกระดาน ให้กลับไปเลือกตั้งใหม่

ในขณะนี้เกมอยู่ที่นายทักษิณใช้แนวทางไหนต่อสู้พลิกเกม ให้อำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลเป็นของพรรคเพื่อไทย คงจะไม่ยอมให้พรรคภูมิใจไทยจัดตั้งรัฐบาลอย่างง่ายๆแน่นอน