งูเห่าเพื่อไทยหางโผล่! ‘หมอภูมินทร์’แจงเหตุไม่หนุน ‘ชัยเกษม’ นั่งนายกฯคนใหม่

งูเห่าเพื่อไทยหางโผล่! ‘หมอภูมินทร์’แจงเหตุไม่หนุน ‘ชัยเกษม’ นั่งนายกฯคนใหม่

งูเห่าเพื่อไทยหางโผล่! ‘หมอภูมินทร์’แจงเหตุไม่หนุน ‘ชัยเกษม’ นั่งนายกฯคนใหม่

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.23 น.

เปิดตัวชัดงูเห่าเพื่อไทยหางโผล่! ‘หมอภูมินทร์’ โพสต์แจงเหตุไม่หนุน ‘ชัยเกษม’ นั่งนายกฯ อ้าง ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ บริหารงานล้มเหลว-ทำปชช.ล้มตายจากคลิปอังเคิล ลั่น ต้องรับผิดชอบ-ไม่ควรลากประเทศให้ต่ำกว่านี้

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า ตนเลือกที่จะใช้เอกสิทธิ์ สส.ไม่โหวตให้นายชัยเกษม นิติศิริ เป็นนายกรัฐมนตรี การตัดสินใจนี้เพิ่งเกิดขึ้น ด้วยเหตุผล หลักคือ 
1.พรรคเพื่อไทยบริหารประเทศมา 2 ปี นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยแถลงไว้ แทบจะไม่สามารถปฏิบัติได้เป็นผล โดยเฉพาะราคาข้าว ราคา มันสำปะหลัง ราคาวัว ตกต่ำเป็นอย่างมาก 

นพ.ภูมินทร์ ระบุด้วยว่า 2.จากเหตุการณ์คลิป อังเคิลหลุด และเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา โดยเฉพาะที่อำเภอกันทรลักษ์ ประชาชนได้รับบาดเจ็บ ล้มตาย เดือดร้อนกันอย่างแสนสาหัส นั่นหมายถึงรัฐบาลบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ ไม่ดีพอ มาถึงฟางเส้นสุดท้ายคือ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ให้ นายกฯ มีความผิดส่งผลให้พ้นจากตำแหน่ง

นพ.ภูมินทร์ กล่าวต่อว่า สิ่งเหล่านี้ทำให้ตนต้องกลับมาคิด อย่างจริงจังว่า ตนและรัฐบาลพรรคเพื่อไทยนั้นควรต้องมีส่วนแสดงความรับผิดชอบ ต่อพี่น้องประชาชน และควรจะต้องเสียสละไม่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลไม่เป็นนายกฯ ไม่ฉุดลากประเทศให้ตกต่ำเดือดร้อนเสียหายไปมากกว่านี้ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  อันจะนำไปสู่การยุบสภาฯ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนกำหนดอนาคตของตัวเองอีกครั้งในเร็ววัน นี่คือเหตุผลที่ตนจะไม่สนับสนุนให้นายชัยเกษม เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกฯ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนพ.ภูมินทร์ ถือเป็นหนึ่งในสส.ที่ทยอยออกจากกลุ่มสส.พรรค พท. ซึ่งคาดว่าจะมีการโหวตสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกุล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้านี้

โปรดเกล้าฯ ‘อุดมพร เอกเอี่ยม’ เป็น ‘ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ’

โปรดเกล้าฯ 'อุดมพร เอกเอี่ยม' เป็น 'ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ'

โปรดเกล้าฯ ‘อุดมพร เอกเอี่ยม’ เป็น ‘ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ’

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 21.14 น.

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง “แต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ” โดยระบุว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นางอุดมพร เอกเอี่ยม ข้าราชการพลเรือนสามัญ พ้นจากตำแหน่งรองเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568

ประกาศ ณ วันที่ 30 สิงหาคม 2568

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี

‘ชูวิทย์’เตือนพรรคประชาชน ‘พายเรือให้หนูนั่ง’ จะตกเป็นเครื่องมืออีกหรือไม่?

'ชูวิทย์'เตือนพรรคประชาชน 'พายเรือให้หนูนั่ง' จะตกเป็นเครื่องมืออีกหรือไม่?

‘ชูวิทย์’เตือนพรรคประชาชน ‘พายเรือให้หนูนั่ง’ จะตกเป็นเครื่องมืออีกหรือไม่?

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.51 น.

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า พายเรือให้หนูนั่งนายกฯ

อนุทินอยากเป็นนายกฯ มีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ จึงย่อมมีสิทธิตามรัฐธรรมนูญ 

แต่ด้วยเงื่อนไขของพรรคประชาชนที่เสนอให้เวลา 4 เดือนแล้วยุบสภา 

ภายใน 4 เดือน นายอนุทินจะไปแก้ไขปัญหาประเทศอะไรได้? 

แต่จะเป็นการพลิกเกมเรื่องปัญหาของตัวเอง ที่มีสำนวนคดีกองไว้เต็มโต๊ะของ DSI และ กกต. ล้วนเป็นคำถามที่ประชาชนอดสงสัยไม่ได้

คดีสำคัญๆ ทั้งนั้น เหมือนภูเขาไฟรอระเบิด

การรับข้อเสนอของนายอนุทินเพียงแค่ต้องการอำนาจ และใช้มนต์เป่าคดีที่อีนุงตุงนังให้หายไป ทั้งเรื่องเขากระโดง และฮั้ว ส.ว.

ทุกๆ เรื่องเป็นสิ่งที่นายอนุทินในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยจะอ้างว่า “ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่ทราบ“ ไม่ได้ เพราะบางเรื่อง DSI ได้แจ้งข้อกล่าวหานายอนุทินด้วย

พรรคประชาชนต้องตระหนักว่า การโหวตให้นายอนุทินประเทศชาติจะได้ประโยชน์ใด?

ที่ว่า “อยู่แค่ 4 เดือน” เอาอะไรไปคิด มีข้ออ้างสารพันที่จะต้องอยู่สะสางต่อ จะไปยุบยังไง?

ต้องเสียสัตย์เพื่อชาติ

พรรคประชาชนอย่าเสียเหลี่ยมคูการเมืองไปอีกเป็นรอบสอง 

การเมืองของพรรคประชาชนเป็นการเมืองใหม่ ต่างจาก DNA ลีลาของพรรคภูมิใจไทยอยู่มากโข

ที่เห็นมาก็มีทั้งงูเห่า มีทั้งกล้วย มีทั้งพวกหักหลัง มีทั้งนอมินี 

แม้จะเสนอเงื่อนไขให้ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเสนอเข้าสภาต้องผ่าน ส.ว. ก็โดนคว่ำอยู่ดี

ส.ว. ของใคร?

พรรคประชาชนจะทำอะไรได้?

นี่มันเป็นการที่พรรคประชาชนเชื้อเชิญให้บรรดานักการเมืองลีลาดึกดำบรรพ์ทั้งหลายขนกล้วยเสบียงกรังขึ้นบนเรือที่ตัวเองเป็นคนพายแท้ๆ 

อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมพรรคประชาชนจะไป “อินโนเซนท์“ ได้ขนาดนั้น?

หรือมี ”ดีลฮั้ว“ อะไรที่อยู่เบื้องหลัง?

เหลี่ยมนักการเมืองร้อยแปดเล่มเกวียน ลีลาการเมืองของแท้ ไม่มีอะไรใหม่ นอกจากไปตายเอาดาบหน้า 

เงื่อนไขอะไรก็รับกันหมด ทั้งภูมิใจไทย และเพื่อไทย เพราะอยากเป็นนายกฯ

แต่พรรคประชาชนจะเลือกใคร? 

หรือจะตกเป็นเครื่องมืออีกครั้ง?

โดยครั้งนี้จะมีผลถึงคะแนนเสียงในเมืองจากการเลือกตั้งอันใกล้นี้ 

คะแนนของพรรคจะตกต่ำกว่าเดิม หากตัดสินใจผิดในครั้งนี้

จะพังเหมือนพรรคประชาธิปัตย์ ที่เคยพังมาแล้วในอดีต 

ยุบสภา ล้างไพ่ใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชน คือเงื่อนไขเดียวที่พรรคประชาชนนำเสนอตามที่เคยบอกไว้ 

ล่าสุด พรรคกล้าธรรมทิ้งเพื่อไทยไปซบภูมิใจไทยเรียบร้อย 

ได้กระทรวงมหาดไทยมาแลก เลียนแบบภูมิใจไทยในอดีต

เป็นพรรคกล้าหัก หักลุงตู่ หักลุงป้อม หักทักษิณ หักดะไม่ไว้หน้าใคร

แบบนี้ใช่การเมืองใหม่ที่พรรคประชาชนต้องการหรือ?

อย่ามั่นใจเกินไป ว่าการพายเรือให้บรรดานักการเมืองเขี้ยวลากทั้งหลายนั่ง จะอยู่รอดปลอดภัย ไม่แว้งมากัดคนพายเมื่อถึงฝั่ง

มันไม่มีสัจจะในหมู่นักการเมือง

‘ณัฐพงษ์’ ลั่น ปชน. ยังไม่ประกาศจับมือกับใคร? รอเคาะจากที่ประชุม 1 ก.ย.นี้

'ณัฐพงษ์' ลั่น ปชน. ยังไม่ประกาศจับมือกับใคร?  รอเคาะจากที่ประชุม 1 ก.ย.นี้

‘ณัฐพงษ์’ ลั่น ปชน. ยังไม่ประกาศจับมือกับใคร? รอเคาะจากที่ประชุม 1 ก.ย.นี้

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.03 น.

‘ณัฐพงษ์’ ลั่น ปชน.ยังไม่ประกาศจับมือกับใครในตอนนี้ รอเคาะจากที่ประชุมผู้บริหารพรรค 1 ก.ย. ไม่รับข้อเสนอดีลหลังม่าน ต้องส่งบิ๊กเนมมาคุยทางการที่พรรคเท่านั้น ยันเงื่อนไขดีสุดแล้ว ไม่ยืดเวลายุบสภา

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่โรงแรมคอนราด Bangkok นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) แถลงจุดยืนในการร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยยืนยันว่า ไม่มีดีลลับใด ๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น ที่ผ่านมาผ่านการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการโดยตน และเพื่อน สส. วัตถุประสงค์ของ ปชน.ขณะนี้ ต้องการใช้ 140 กว่าเสียงเพื่อผ่าทางตันการเมืองให้ประเทศ โดยไม่ร่วมรัฐบาล หมายถึงถ้าพรรคการเมืองอื่นไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ขอเสียงจาก ปชน.โหวตเลือกนายกฯให้ โดยเกิดสภาพรัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นหลักการที่สื่อสารไปก่อนหน้านี้

ส่วนการเจรจาต่อรองว่าดีลลับแลกตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่นั้น นายณัฐพงษ์ ขอปฏิเสธอีกหนึ่งครั้งว่าไม่มีทั้งสิ้น เราไม่รับการเจรจาใต้โต๊ะ หรือหลังบ้านใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะมีข่าวออกมา เป็นการให้สัมภาษณ์ การพูดด้วยวาจาปากเปล่า โดยไม่แสดงเจตจำนงอย่างชัดเจน ไม่ส่งผู้บริหารของพรรคเข้ามาพูดคุย เพื่อจะแสดงเจตจำนงและรับข้อเสนอของพรรค ปชน. พร้อมกับตน และผู้บริหารพรรค ปชน. ถ้าไม่ได้ส่งตัวแทนเข้ามา เราไม่รับว่าเป็นข้อเสนอใด ๆ ทั้งสิ้น

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต แม้เจรจาบนโต๊ะ แต่บางพรรคล้มดีล ฉีก MOU ที่ได้ทำไว้กับประชาชน ในครั้งนี้คิดว่าในฐานะเป็นหัวหน้าพรรค ไม่รับข้อเสนอใด ๆ ที่ไม่ได้มีการแสดงเจตจำนงชัดเจน และส่งตัวแทนมาคุยกับเรา โดยยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราใช้กระบวนการตัดสินใจอย่างรอบคอบ พรรค ปชน.ยังไม่ได้ตัดสินใจทางหนึ่งทางใดว่าจะเลือกใครเป็นนายกฯคนต่อไป กระบวนการนี้การตัดสินใจจะต้องใช้จากผู้บริหารพรรค และที่ประชุม สส. ที่จะประชุมกันในวันที่ 1 ก.ย.ช่วงบ่าย โดยเปิดรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกด้วย เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้บริหาร ข้อเสนอ TOR ที่เราได้เปิดออกไป ก็เป็นข้อเสนอที่ทุกพรรค ที่ไม่สามารถรวมเสียงข้างมากได้ และจำเป็นต้องใช้เสียงของพรรค ปชน. เลือกแคนดิเดตนายกฯ ต้องรับข้อเสนอเรา และต้องแสดงเจตจำนง และเข้ามาพูดคุยกับตน และผู้บริหารพรรคในที่ทำการพรรคด้วย

“อย่างที่นำเรียนว่า การให้ข่าว หรือการบอกว่าไปแอบเจรจากับใครลับหลัง แต่ไม่ได้คุยกับผม และผู้บริหารพรรคโดยตรง ไม่ถือว่าเป็นข้อเสนออย่างเป็นทางการใด ๆ ทั้งสิ้น” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ส่วนกระแสข่าวว่าพรรคเพื่อไทยจะมาเจรจากับ ปชน.นั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทางพรรคภูมิใจไทย ต้องบอกว่า คุณอนุทิน ได้เดินทางมาพูดคุยกับตน และผู้บริหารของพรรค ปชน. อย่างเป็นทางการที่พรรค ภูมิใจไทยแสดงเจตจำนงอย่างเป็นทางการ รับข้อเสนอ TOR ของพรรค ปชน. ส่วนพรรคการเมืองอื่นที่จะมาเจรจากับใคร หรือผู้บริหารพรรคชุดปัจจุบัน ไม่ถือว่าเป็นการแสดงเจตจำนงในการรับ TOR ใด ๆ ทั้งสิ้น

“สิ่งจำเป็นที่สุดขณะนี้คือต้องฟังข่าวอย่างเป็นทางการ ในช่วงสถานการณ์ ณ ตอนนี้ มีการปล่อยข่าวโคมลอยต่าง ๆ นานา เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ ในการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล อย่างที่ได้นำเรียนไป ไม่ว่าใครพูดอะไรกันหลังบ้าน หลายกรณีเรื่องปกติที่ สส. หรือเพื่อนสมาชิกต่างพรรคพูดหลังบ้าน แต่ผมในฐานะหัวหน้าพรรค ปชน. ไม่ถือว่าเป็นการประกาศรับข้อเสนอ ตราบใดที่ไม่ได้เข้ามาคุยอย่างเป็นทางการที่พรรค” หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าว

หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า สำหรับการจัดประชุม สส.ในที่ทำการของพรรค ในวันที่ 1 ก.ย. ช่วงบ่ายนี้ หลังการประชุม อาจได้ผลการตัดสินใจจากการประชุมว่าจะตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง วินาทีนี้จนถึงวันที่ 1 ก.ย. 2568 ถ้ายังไม่ได้มีพรรคการเมืองอื่นแสดงเจตจำนงชัดเจนว่ารับข้อเสนอ TOR ของเรา และส่งผู้บริหารมาเจรจาทางการกับเรา ถือว่าไม่ได้ตอบรับ TOR เรา

ทั้งนี้ยืนยันว่า ยังไม่ได้ประเมินว่าใครจริงใจ หรือไม่จริงใจมากกว่ากัน อยากให้ทุกคนประเมินจากเสียงในสภาฯปัจจุบัน และข้อตกลงใน TOR อย่างที่ได้นำเรียนไปว่า สิ่งที่ ปชน.ต้องการคือ การผ่าทางตันการเมือง เป้าประสงค์จัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ ปชน.ใช้เสียง ใช้กลไกกำกับรัฐบาลเฉพาะกาลเสียงข้างน้อย ที่มีหน้าที่ยุบสภา ในกรอบเวลาที่ได้ระบุไว้ใน TOR ได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นขั้นตอนขณะนี้ ยังไม่อยากประเมินว่าใครจริงใจมากน้อยกว่ากัน การแสดงออกว่าจริงใจอย่างแรก คือส่งตัวแทนพรรคมาเจรจากับ ปชน.ในที่ทำการพรรค อย่างเป็นทางการ

“ทุกพรรคคงมีโอกาสเท่า ๆ กัน ณ ตอนนี้ก่อนเข้าที่ประชุม 1 ก.ย.นี้ เราไม่มีธงล่วงหน้าว่าจะเลือกใคร ทุกคนโอกาสเท่ากัน ตราบใดแสดงเจตจำนงชัดเจน และยุบสภา 4 เดือนหลังแถลงนโยบาย พร้อมจัดทำประชามติในการเลือกตั้งครั้งหน้า และเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย” หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ตนในฐานะหัวหน้าพรรค จะต้องมีการสื่อสารทั้งภายในพรรค รวมถึงภายนอก โหวตเตอร์ด้วย ทุกการตัดสินใจของ ปชน. ตัดสินใจเอาผลประโยชน์ประเทศตัวตั้ง ไม่ใช่พิจารณาว่าเราได้เปรียบ หรือเสียเปรียบทางการเมืองแต่อย่างใด สื่อสารไปหลายครั้งแล้ว สถานการณ์แต่ละด้าน รัฐบาลที่มีความชอบธรรม เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นสิ่งที่จะขอให้ประชาชนทุกคน หรือนักวิเคราะห์ฉากทัศน์ที่เกิดขึ้นได้ เช่น ปชน.ยังไม่ตัดสินใจใช้ 140 กว่าเสียงโหวตเลือกนายกฯ คนใดคนหนึ่ง จะได้นายกฯจากรัฐประหาร หรือเป็นนายกฯคนนอกหรือไม่ เพราะฉะนั้นอย่างที่นำเรียนว่า พวกเราประเมินฉากทัศน์ทุกอย่างรอบด้าน แต่ยังไม่ตัดสินใจใด ๆ นำข้อเสนอที่ได้รับเข้าสู่ที่ประชุม 1 ก.ย.นี้

ส่วนถ้าเสนอชื่อนายกฯเป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯนั้น นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า พรรค ปชน.ไม่โหวตให้แน่นอน

เมื่อถามถึงบรรยากาศการหารือกับพรรคภูมิใจไทย ค่ำวานนี้ หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า บรรยากาศที่พูดคุยกัน ให้เกียรติกันในฐานะนักการเมือง ตน และผู้บริหารพรรค จะเชื่อใจภูมิใจไทยได้มากน้อยแค่ไหนอยู่ในเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย การใช้จำนวนเสียง สส.ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ไม่ร่วมรัฐบาล แปลว่ากรอบเวลา 4 เดือน ถ้าดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเห็นว่าไม่สมควร หรือมีความพยายามไปทำให้กระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซง เราพร้อมใช้จำนวนเสียงในสภาฯที่มี ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจทันที

ส่วนกรอบเวลา 4 เดือนในการยุบสภาฯนั้น หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า คิดว่าเป็นกรอบที่เราเองต้องพูดคุยกันมาอย่างรอบด้านในพรรคเช่นเดียวกัน อย่าลืมว่าโจทย์หนึ่งข้อใน TOR คือการจัดทำประชามติ เพื่อเดินหน้ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ ตอนนี้มีเรื่องกระบวนการที่รอคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ 10 ก.ย.นี้ว่า ทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง ในกรอบ 4 เดือนหลังแถลงนโยบายต่อสภา เป็นกรอบเวลาเหมาะสม เริ่มชัดเจนว่า การจัดทำประชามติ พร้อมกับการเลือกตั้ง จะเป็นคำถามแบบไหน 

เมื่อถามถึงข้อเสนอของพรรคเพื่อไทย ที่ขอยืดเวลายุบสภาจาก 4 เดือนเป็น 6 เดือนนั้น นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ข้อเสนอของพรรค ปชน.เสนอใน TOR เป็นข้อเสนอขั้นต่ำ สามารถให้ข้อเสนอดีกว่านี้ได้ การขยายกรอบเกินกว่า 4 เดือนถือว่าลดหย่อนลงมา เราคงไม่สามารถพิจารณาเรื่องนี้ได้ 4 เดือน ยังอยู่ในกรอบเวลาที่ทำทันและเหมาะสม

เมื่อถามว่าหากพรรคเพื่อไทยตัดสินใจยุบสภาฯ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยใช้จังหวะนี้ยุบสภา พี่น้องประชาชนจะมองเห็นว่าเป็นการอาศัยช่วงชิงจังหวะความได้เปรียบทางการเมือง หากต้องการยุบสภาหาทางออกให้ประเทศจริง ควรยุบไปนานแล้ว แต่มีความพยายามให้ข่าวว่า นายกฯรักษาการมีอำนาจในการยุบสภา เพราะต้องการกุมอำนาจ ไปสร้างอำนาจต่อรองพรรคร่วมรัฐบาลอื่น ๆ ที่พรรคต้องการคุมเสียง เป็นสิ่งที่ทุกคนวิเคราะห์ได้เหมือนกัน คงไม่มีอะไรมากเกินไปกว่าที่ วันนี้พรรคเพื่อไทยยืนยันมีอำนาจยุบสภา สอดคล้องกับสิ่งที่ ปชน.เสนอไปก่อนหน้านี้คือการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ก็ยุบสภาได้เลยทันที โดยเป็นอำนาจของนายกฯ หรือรักษาการนายกฯที่จะทำ

ส่วนเรื่องการตีความว่านายกฯรักษาการมีอำนาจยุบสภาฯหรือไม่นั้น หัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า การตีความกฎหมายต่าง ๆ คงไปตีความหน่วยงานที่วินิจฉัย ไม่ได้ แต่ให้ความเห็นก็คือ วัตถุประสงค์หรือความจริงใจในการยุบสภาฯของเพื่อไทย ถ้าจริงใจคงไม่ต้องรอถึงวันนี้

“อยากย้ำว่าเป้าประสงค์ของ ปชน.คือหาทางออกให้กับประเทศ คือการจัดเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกรัฐบาลชุดใหม่ เพราะฉะนั้นตอนนี้ ถึงแม้เรายังไม่ตัดสินใจเลือกใครทางใดทางหนึ่ง แต่การตัดสินใจของเราว่าจะโหวตใครก็ตามเป็นนายกฯผ่านสภา จะต้องสอดคล้องกับสิ่งที่เราเห็นคือการเดินหน้าสู่การเลือกตั้งในกรอบระยะเวลาที่เหมาะสม” นายณัฐพงษ์ กล่าว

นายณัฐพงษ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกท่านที่โหวตให้พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชน ต้องการเห็นการเมืองสร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่ได้ซื้อสิทธิขายเสียงเข้ามาสู่อำนาจ อยากชวนคิดว่า การจัดการนักการเมืองทุจริต หรือคนไม่ดีต่าง ๆ เราใช้วิธีจัดการอย่างไรถ้าไม่ใช้อำนาจรัฐตรงไปตรงมา อำนาจรัฐที่ ปชน.มีอยู่คือ 140 กว่าเสียงในสภาฯ วันหนึ่งถ้าเรามีอำนาจรัฐแบบนี้ กลับนิ่งเฉย ไม่ใช่อำนาจรัฐกำกับอำนาจรัฐให้ถูก ถือว่าเราเองไม่เหมาะสมเป็น สส.หรือไม่ ในเมื่อประชาชนเลือกมา หากมีช่องทางอื่นที่เราใช้ทั้ง 140 กว่าเสียง กำกับทิศทางประเทศ สู่ทางออกของประเทศ คิดว่าเราควรลงมือทำ

“อยากให้ตัดภาพ ปชน.จะเลือกใครหรือไม่เลือกใคร เราเลือกหาทางออกให้ประเทศ ทุกคนวิเคราะห์ได้เอง จำนวน สส.ในสภาปัจจุบัน การเลือกทางใดทางหนึ่ง วันนี้ยังไม่ตัดสินใจ ทางไหนที่ทำให้ ปชน.ใช้ 140 กว่าเสียงกำกับให้นักการเมืองปัจจุบัน เดินไปในทิศทางที่ถูกที่ควร ยืนยันว่าเราหนักแน่น ใช้ทุกเสียงมีอยู่ กำกับให้ประเทศเดินหน้าดีที่สุด” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้มีกระแสข่าวว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันด้วย

‘ธนาธร’ ยอมรับ คุย ‘ทักษิณ’ ยื่นดีลโหวต’ชัยเกษม’เป็นนายกฯ โยน ปชน. ตัดสินใจ

'ธนาธร' ยอมรับ คุย 'ทักษิณ' ยื่นดีลโหวต'ชัยเกษม'เป็นนายกฯ โยน ปชน. ตัดสินใจ

‘ธนาธร’ ยอมรับ คุย ‘ทักษิณ’ ยื่นดีลโหวต’ชัยเกษม’เป็นนายกฯ โยน ปชน. ตัดสินใจ

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.44 น.

“ธนาธร” ยอมรับ ได้เจอตัวและคุย “ทักษิณ” เมื่อเช้า ดีล ขอเสียงโหวตหนุน ”ชัยเกษม“ เป็นนายกจริง โยนให้ปชน.ตัดสิน

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวพูดคุยกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในการจัดตั้งรัฐบาล โดยยอมรับว่า เมื่อช่วงเช้าวันนี้ตนเองได้เจอกับนายทักษิณ ต่อหน้าและได้พูดคุยกับทักษิณ หลังจากที่ได้รับดารได้ติดต่อมาเพื่อมาขอคุยตั้งแต่เมื่อวาน ซึ่งนายทักษิณ ได้มาปรึกษาหารือต่อกรณีที่พรรคประชาชนจะยกมือสนับสนุน ให้นายชัยเกษม นิติสิริ เป็นนายกรัฐมนตรีได้หรือไม่

ซึ่งได้ตอบไปว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนเรื่องนี้อย่างชัดเจน และพรรคประชาชนได้แถลงจุดยืนเรื่องนี้มาสองเดือนแล้ว ในเรื่องของทีโออาร์ หรือเงื่อนไขของการยกมือสนับสนุนผู้ใดผู้หนึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี โดยเงื่อนไขคือยุบสภาภายใน4เดือนและจัดทำประชามติเพื่อแก้ไขและธรรมนูญให้เสร็จ นี่เป็นสิ่งที่ตนเองได้บอกกับนายทักษิณไป

เมื่อถามว่าจะกังวลว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่นั้น นายธนาธร ระบุว่า พรรคประชาชนมีเงื่อนไขที่ชัดเจนขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยจะยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้หรือไม่หากพรรคเพื่อไทยยอมรับเงื่อนไขของพรรคประชาชนได้ ก็ไม่ต้องมาคุยกับตนเอง ไปคุยกับหัวหน้าพรรคได้เลย ซึ่งหัวหน้าพรรคได้ให้สัมภาษณ์ไปแล้วว่ายังไม่ได้มีการติดต่อหรือนัดหมายจากทางพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นทางการมาที่พรรคประชาชน

นายธนาธรยังกล่าวถึงกรณีที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อาจจะทำให้คุยกันในตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจได้มากกว่านั้น นายธนาธร บอกว่า นายสุริยะเป็นอาและตนเอง กับนายพงศ์กวินเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ด้วยความเคารพทั้งสองท่านเป็นญาติกัน แต่เรื่องปัญหาของบ้านเมืองไม่ได้ใช้จุดนี้มาคุยกัน และยังไม่ได้รับการติดต่อเพื่อพูดคุยจากทั้งสองคน

‘ปธ.ที่ปรึกษากมธ.ตำรวจ’ บี้ ‘ผบ.ตร.’ ชะลอแต่งตั้งโยกย้าย ‘บิ๊กสีกากี’

‘ปธ.ที่ปรึกษากมธ.ตำรวจ’ บี้ ‘ผบ.ตร.’ ชะลอแต่งตั้งโยกย้าย ‘บิ๊กสีกากี’

‘ปธ.ที่ปรึกษากมธ.ตำรวจ’ บี้ ‘ผบ.ตร.’ ชะลอแต่งตั้งโยกย้าย ‘บิ๊กสีกากี’

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.26 น.

ช่วงสุญญากาศการเมือง! ‘ปธ.ที่ปรึกษากมธ.ตำรวจ’ บี้ ‘ผบ.ตร.’ ชะลอแต่งตั้งโยกย้าย ‘บิ๊กสีกากี’ แนะมาแจงปม ‘ข้อร้องเรียนไม่เป็นธรรม’ ในกรรมาธิการด้วยตัวเอง หวั่น ‘กระทบกฎหมาย-ขวัญกำลังใจคนทำงาน’ ยันต้องยึดเจตนารมณ์ ‘พ.ร.บ.ตำรวจ ปี65’ เป็นหลัก

วันที่ 30 สิงหาคม 2568  น.ส.จิตภัสร์ ตั๊น กฤดากร อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะประธานที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี(ครท.)ทั้งคณะพ้นสภาพ ซึ่งส่งกระทบต่อการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในการพิจารณาวาระแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ถึง ผู้บังคับการ (ผบก.) วาระประจำปี 2568 ว่า  อยากเรียกร้องให้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ชะลอการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ออกไปสักระยะก่อน  เนื่องจากขณะนี้อยู่ในภาวะสูญญากาศทางการเมือง  อย่าฉกฉวยโอกาสในห้วงภาวะดังกล่าวพิจารณายืนยันในโผนายพลตำรวจ ที่มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาในคณะ กมธ.ตำรวจ สภาฯ  ซึ่งยืนยันว่า ฝ่ายนิติบัญญัติยังมีอำนาจเต็มในการตรวจสอบการใช้อำนาจหน้าที่และยึดหลักเกณฑ์ หลักกฎหมายพ.ร.บ.ตำรวจ ปี2565 หรือไม่  อีกทั้งยังมีความห่วงใยในข้อกฏหมายในมาตรา 157 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ระบุว่า ที่ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ที่อาจจะเข้าข่ายการกระทำความผิดได้

“ทั้งนี้ อยากให้ ผบ.ตร.เดินทางมาชี้แจงด้วยตนเองเกี่ยวกับคำร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาในการจัดโผนายพลตำรวจ ในวันที่ 4 ก.ย 68 ที่รัฐสภา ก่อนที่จะมีการแต่งตั้งโยกย้าย เพื่อความเป็นธรรม ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ของพ.ร.บ.ตำรวจปี2565 ให้แก่หน้าที่ตำรวจทุกนาย เพราะสภาผู้แทนราษฎรนั้นยังมีอำนาจเต็มในด้านนิติบัญญัติ  คณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร ขอเรียกร้องอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ข้าราชการตำรวจผู้ปฏิบัติงานอย่างแท้จริง ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ทั้งนี้เพื่อธำรงไว้ซึ่งขวัญและกำลังใจ และเพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและประชาชนชาวไทย” น.ส.จิตภัสร์ กล่าว

‘จาตุรนต์’ เตือน ปชน. เลือกพรรคตั้งรัฐบาลให้ดี ชี้ข้อเสนออาจไม่นำไปสู่สิ่งที่ต้องการ

'จาตุรนต์' เตือน ปชน. เลือกพรรคตั้งรัฐบาลให้ดี ชี้ข้อเสนออาจไม่นำไปสู่สิ่งที่ต้องการ

‘จาตุรนต์’ เตือน ปชน. เลือกพรรคตั้งรัฐบาลให้ดี ชี้ข้อเสนออาจไม่นำไปสู่สิ่งที่ต้องการ

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 18.20 น.

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายจาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ข้อคิดเห็นต่อการจัดตั้งรัฐบาลและข้อเสนอของพรรคประชาชน

เห็นข้อเสนอ 3 ข้อของพรรคประชาชนแล้ว ก็พอเข้าใจได้ว่าพรรคประชาชนคงเห็นว่ามาถึงขณะนี้แล้วไม่ว่าพรรคการเมืองใดจัดตั้งรัฐบาลก็คงอยู่ยากและไม่ควรอยู่นาน พรรคประชาชนต้องการผลักดันให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเดินหน้าต่อไป จึงเสนอให้ ครม.ชุดใหม่จัดทำประชามติช่วงเลือกตั้งทั่วไปที่จะเกิดขึ้น แต่พรรคประชาชนก็ไม่ต้องการร่วมหัวจมท้ายกับพรรคการเมืองที่ตั้งรัฐบาล คือจะไม่มีคนของพรรคเข้าไปอยู่ใน ครม. ด้วย และจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลที่ตนเป็นกำลังสำคัญในตั้งขึ้นมาเอง

ในฐานะที่ได้มีโอกาสร่วมงานกับพรรคประชาชนในการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไข พ.ร.บ.ประชามติและการออกกฎหมายยกเลิกคำสั่ง คสช. หลายสิบฉบับมาด้วยกัน อดเป็นห่วงไม่ได้กับข้อเสนอของพรรคประชาชนในครั้งนี้

ที่ผมยังมีข้อสงสัยก็คือเงื่อนไขแบบนี้จะนำไปสู่สิ่งที่พรรคประชาชนและประชาชนทั่วไปต้องการให้เกิดขึ้นได้จริงหรือ โดยเฉพาะจากที่เป็นข่าวที่พอมองออกว่าพรรคใดมีแนวโน้มจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล 

ขณะนี้บ้านเมือง มาถึงจุดที่มีปัญหาใหญ่ ๆ ที่จะต้องแก้ไขอย่างน้อยก็ 4 เรื่อง

1. ปัญหาเศรษฐกิจ

2. ปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา 

3. ความเชื่อถือไว้วางใจ ที่ประชาชนมีต่อพรรคการเมืองและนักการเมืองตกต่ำ และ

4.ความล่าช้าและความยากในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ผมกำลังเกรงว่าถ้าพรรคประชาชนไม่เลือกพรรคที่มาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลให้ดี พรรคประชาชนอาจจะไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังก็ได้ ซ้ำร้ายอาจจะทำให้เกิดผลเสียตามมาและทำให้ประชาชนผิดหวังในการแก้ปัญหาทั้งสี่ข้อที่ผมยกขึ้นมาดังกล่าว

บางคนอาจจะมองว่าระยะเวลา 4-6 เดือน ใครจะมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็คงทำอะไรได้ไม่มาก แต่สภาพเศรษฐกิจที่ผันผวนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกวันนี้ การมีบุคลากรและนโยบายที่ดีหรือไม่ดี ก็อาจมีผลต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้มาก พรรคประชาชนจะสนับสนุนการตั้งรัฐบาลที่ตนเองไม่มีส่วนกำหนดทั้งตัวบุคคล และนโยบายในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจแต่อย่างใดเลย จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่หลงทิศผิดทาง

ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่พรรคประชาชนอาจจะต้องมีส่วนร่วมในการกำหนดบุคลากรและนโยบาย อย่างน้อยก็ไม่ให้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ใช่หรือไม่

ส่วนปัญหาการที่พรรคการเมืองนักการเมืองไม่เป็นที่ยอมรับไว้วางใจของประชาชน หากมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแล้วเกิดการพลิกผันกรณีที่ดินเขากระโดงหรือกรณีการฮั้วส.ว. การเป็นฝ่ายค้านของพรรคประชาชนจะเพียงพอที่จะทัดทานให้เกิดความถูกต้องได้หรือ ถ้าเกิดการอภิปรายไม่ไว้วางใจขึ้นพรรคประชาชนจะวางตัวอย่างไร ต่อรัฐบาลที่ตนเองมีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการตั้งขึ้นมา

กรณีที่เรียกกันว่าฮั้ว สว. นี้ เชื่อมโยงไปถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าเรื่องนี้จบด้วยคนผิดลอยนวล เราจะหวังว่าจะมี สว. จำนวนเพียงพอมาร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญได้หรือ และเรื่องนี้จะมาเกี่ยวข้องกับประเด็นที่สำคัญที่สุดของข้อเสนอของพรรคประชาชน ก็คือการให้ครม.จัดทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป

ขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังมิได้วินิจฉัยว่าจะต้องทำประชามติกี่ครั้งและเมื่อใดบ้าง หากมีการทำประชามติก่อนที่รัฐสภาจะพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็จะเกิดคำถามว่าการทำประชามตินั้นจะมีผลในทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างไร ผูกพันรัฐสภาแค่ไหน สมมุติว่าการทำประชามติผ่านความเห็นชอบของประชาชนด้วยเสียงข้างมากแล้ว พอถึงเวลารัฐสภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ คะแนนเสียงให้ความเห็นชอบไม่เพียงพอ โดยเฉพาะถ้าไม่มีคะแนนจากส.ว.ตามกำหนด การแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่อาจเกิดขึ้น การทำประชามติไปก็จะมีผลเป็นเพียงแรงกดดันทางการเมือง แต่ไม่มีผลผูกพันตามกฏหมาย

ย้อนกลับมาปัญหาว่าถ้ารัฐบาลใหม่ที่ตั้งขึ้นทำให้เกิดการพลิกผันกรณีฮั้ว สว. เราจะหวังได้หรือว่า สว. ที่รอดคดีฮั้วสว.มานี้ จะร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถึงเวลานั้นพรรคการเมืองที่ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลขึ้นใหม่ก็อาจจะพูดได้ว่าไม่มีใครผิดคำพูดต่อใคร ยุบสภาภายในสี่เดือนก็ยุบแล้ว ทำประชามติในช่วงเลือกตั้งก็ทำแล้ว พรรคประชาชนก็ทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านแล้ว แต่ผลที่ต้องการให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะยิ่งเป็นไปได้ยาก หรือเป็นไปไม่ได้อีกเลย

ส่วนเรื่องอื่นที่ประชาชนคาดหวังและเป็นความจำเป็นของประเทศไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจการ แก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา และการแก้ปัญหาพรรคการเมืองและนักการเมืองไม่เป็นที่ยอมรับไว้วางใจของประชาชนก็อาจจะแย่ลงไปด้วยกันทั้งหมดก็ได้

ปชน.ยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการ จากพรรคเพื่อไทย

ปชน.ยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการ จากพรรคเพื่อไทย

ปชน.ยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการ จากพรรคเพื่อไทย

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.53 น.

“พริษฐ์” เผย ปชน.ยังไม่ได้รับการติดต่ออย่างเป็นทางการจากพรรคเพื่อไทย และยังไม่ได้ตอบรับข้อเสนอของพรรคใด

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวว่าหลังจากที่พรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์เมื่อวาน (29 ส.ค.) ว่าหากรักษาการนายกรัฐมนตรีไม่ยุบสภา และไม่มีบุคคลใดในบัญชีนายกรัฐมนตรีที่สามารถรวบรวมเสียงได้เกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร ทางพรรคประชาชนพร้อมจะใช้กระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อให้เกิดการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว โดยพิจารณาเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้เป็นขั้นต่ำ

1. นายกฯ คนใหม่จะต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน เพื่อให้มีการเลือกตั้ง สส.

2. คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติโดยเร็วและไม่ช้ากว่าวันเลือกตั้ง สส. เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง

3. พรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรี

ทางพรรคประชาชนขอย้ำว่าหากประเทศมีนายกฯ คนใหม่ตามเงื่อนไขนี้จริง พรรคประชาชนจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านต่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่ถูกตั้งขึ้นมา เพื่อใช้กลไกสภา (รวมถึงกลไกการอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151) ในการควบคุมรัฐบาลให้รักษาสัญญาตามเงื่อนไข และในการตรวจสอบรัฐบาลในกรณีที่มีการทุจริต การใช้อำนาจโดยมิชอบ หรือการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

หลังจากได้ประกาศเงื่อนไขดังกล่าว ทางพรรคภูมิใจไทยได้ติดต่อมาขอเข้าพบผู้บริหารพรรคประชาชนเพื่อรับทราบรายละเอียดเมื่อวานเย็น แต่ทางผู้บริหารพรรคประชาชนยังไม่ได้รับการติดต่อมาอย่างเป็นทางการจากทางพรรคเพื่อไทย โดยเห็นแต่การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของแกนนำพรรคเพื่อไทยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนขอย้ำว่าทางเรายังไม่มีการตกลงใดๆ กับพรรคใด และพร้อมจะพิจารณากับข้อเสนอของทุกพรรคด้วยมาตรฐานเดียวกัน โดยจะยึดหลักการพิจารณาดังต่อไปนี้

1. หากพรรคใดพร้อมจะตอบรับเงื่อนไขของพรรคประชาชน ขอให้พรรคดังกล่าวแถลงต่อสาธารณะอย่างชัดเจนและทำความเข้าใจ 3 เงื่อนไขของเราอย่างถ่องแท้ โดยทางเรายินดีหารืออย่างเป็นทางการเพื่อรับทราบเจตนารมณ์และชี้แจงรายละเอียด

2. กระบวนการตัดสินใจภายในพรรคประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอต่างๆ จะเกิดขึ้นหลังจากพรรคที่พร้อมตอบรับเงื่อนไข ได้มีการแถลงและพูดคุยกับเราอย่างเป็นทางการเท่านั้น

พรรคประชาชนขอยืนยันว่าเราตระหนักดีว่าเหตุผลที่ทำให้เรามี สส. 143 คนในสภาผู้แทนราษฎร เป็นเพราะเราได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจำนวนมากในการเลือกตั้งปี 2566 ทางเราจึงขอยืนยันว่าเราจะไม่นำความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้ ไปกระทำการใดๆ ที่ขัดกับหลักการของพรรคหรือคำพูดที่เราเคยให้ไว้กับประชาชน แต่จะเน้นการขับเคลื่อนประเทศไปสู่การเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงประเทศตามอุดมการณ์ที่พรรคประชาชนยึดมั่น

เผยโฉม ‘งูเห่า พท.’ ทยอยออกจากกลุ่มไลน์’พรรคเพื่อไทย’

เผยโฉม 'งูเห่า พท.' ทยอยออกจากกลุ่มไลน์'พรรคเพื่อไทย'

เผยโฉม ‘งูเห่า พท.’ ทยอยออกจากกลุ่มไลน์’พรรคเพื่อไทย’

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.36 น.

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้มีความเคลื่อนไหวของสส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่คาดว่าจะไปสนับสนุนให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น จากที่นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรค พท. ได้ไปแถลงข่าวร่วมกับพรรคภท. เมื่อวันที่ 29 สิงหาคมที่ผ่านมา ทำให้นายศักดิ์ดา ถูกดีดออกจากกลุ่มไลน์ สส.พรรคเพื่อไทย

โดยได้มีสส.เริ่มทยอยออกจากกลุ่มไลน์ สส.ของพรรคพท. อาทิ นายประเสริฐ บุญเรือง สส.กาฬสินธุ์ พล.ต.ต.สุรพล บุญมา สส.นครนายก นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ สส.ศรีสะเกษ และนางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สส.ศรีสะเกษ ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ สส.ในพรรคทราบดีแล้วถึงท่าทีที่เปลี่ยนไป เพียงแค่รอจังหวะเวลาเท่านั้น และเมื่อถึงจังหวะโอกาสเหมาะสมจึงได้ตัดสินใจ 

‘ทภ.2’เกาะติดความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา พบโดรนที่ช่องบก1ลำ พร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์

'ทภ.2'เกาะติดความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา พบโดรนที่ช่องบก1ลำ พร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์

‘ทภ.2’เกาะติดความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา พบโดรนที่ช่องบก1ลำ พร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.23 น.

30 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอแถลงสถานการณ์การตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา  โดยมีรายละเอียด ดังนี้ … สถานการณ์โดยรวม มีการตรวจพบความเคลื่อนไหว ของทหารฝ่ายกัมพูชาโดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ และ อยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด กองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่น ของตนเอง ฝ่ายไทย จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว  ของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์

ส่วนกรณีข้อกล่าวหาฝ่ายกัมพูชาต่อการใช้สารพิษของฝ่ายไทย ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อออนไลน์ของกัมพูชา มีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาสวมใส่หน้ากากป้องกันสารพิษ พร้อมกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยอาจมีการใช้อาวุธเคมีและสารพิษในการปฏิบัติการ ทางทหารนั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทย ไม่เคยมีนโยบาย และไม่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธเคมีหรือแก๊สพิษ ในการปฏิบัติการทางทหารแต่อย่างใด การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนภายในประเทศกัมพูชาเอง

ทั้งนี้ประเทศไทยยึดมั่นอย่างเคร่งครัดต่อพันธกรณีตาม อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC) และ ไม่เคยมีการพัฒนา ผลิต ครอบครอง หรือใช้อาวุธเคมีในทุกกรณี อีกทั้ง ยังให้ความสำคัญต่อหลักมนุษยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนทุกฝ่ายมั่นใจว่า ประเทศไทยดำเนินการด้วยความโปร่งใส ยึดหลักสันติวิธี และพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง ความปลอดภัย และสันติภาพในภูมิภาค 

ทั้งนี้ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายกัมพูชานำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น เป็น ข่าวเท็จและเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศตนเอง มิได้มีข้อเท็จจริงใด ๆ เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือการปฏิบัติการของฝ่ายไทย

การดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย ไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 7 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 3 ศูนย์ 100 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ 4 ศูนย์ 501 คน ปัจจุบันมียอด 601 คน เนื่องจาก มีความวิตกกังวล ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครอง ได้จัดชุดรักษา ความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านจิตอาสา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายชำนาญ ชื่นตา ผวจ.สุรินทร์ นำแจกันดอกไม้ และกระเช้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพล 4 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ จว.สุรินทร์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ แสดงถึงความห่วงใยของพระองค์ต่อกำลังพล ขณะนี้กำลังพล    อยู่ในระหว่างการรักษาตัวได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด จากทีมแพทย์ พยาบาล ของโรงพยาบาลปราสาท อ.ปราสาท และโรงพยาบาลสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จว.สุรินทร์

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.25, ศอ.จอส.พระราชทาน จว.สุรินทร์ และ ศอ.จอส.พระราชทาน จว.อุบลราชธานี จิตอาสา 904 พร้อมด้วย จิตอาสาพระราชทาน เยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราว และได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค อาหาร น้ำดื่ม ให้กับประชาชน, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วย และเด็ก ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จว.สุรินทร์ และ จว.อุบลราชธานี อย่างต่อเนื่อง