‘ภูมิธรรม’ ต่อยอดข้อเสนอ ปชน. เอา รธน. 40 ใช้ก่อน รีเซ็ตการเมืองให้ ปชช.ตัดสิน

'ภูมิธรรม' ต่อยอดข้อเสนอ ปชน. เอา รธน. 40 ใช้ก่อน รีเซ็ตการเมืองให้ ปชช.ตัดสิน

‘ภูมิธรรม’ ต่อยอดข้อเสนอ ปชน. เอา รธน. 40 ใช้ก่อน รีเซ็ตการเมืองให้ ปชช.ตัดสิน

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.15 น.

“ภูมิธรรม” ต่อยอดข้อเสนอปชน.ทำประชามติเอารธน. 40 ใช้พลางก่อน รีเซ็ตการเมืองให้ปชช.ตัดสินใจ 

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงเงื่อนไขการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคประชาชน ว่าสิ่งที่พรรคประชาชนต้องการ คืออยากให้มีการทำประชามติ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยให้มี ส.ส.ร.ที่มาจากการเลือกตั้ง และให้ยุบสภาฯภายใน 4 เดือนหลังรัฐบาลชุดใหม่แถลงนโยบายต่อรัฐสภาฯ นั้น ทั้งหมดที่เป็นปัญหาในวันนี้ของการเมืองไทย คือรัฐธรรมนูญปี 60 ที่ทำให้ระบบการเมืองผิดเพี้ยน การจะแก้ปัญหานี้ต้องรีเซ็ตระบบการเมืองใหม่ทั้งระบบ เราจึงเห็นด้ว้ยว่าต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นอุปสรรค แต่การแก้รัฐธรรมนูญโดยส.ส.ร.ต้องใช้เวลา ดังนั้นตนจึงเสนอว่าการทำประชามติที่จะถามเรื่องแก้รัฐธรรมนูญแล้ว อยากให้เพิ่มเติมไปว่าระหว่างรอ ส.ส.ร.ให้ใช้รัฐธรรมนูญ 40 ที่ทุกฝ่ายมองตรงกันว่าเป็นประชาธิปไตยที่สุดมาใช้ไปพลางก่อนจะดีหรือไม่ รวมไปถึงการยุบสภาฯภายใน 4 เดือนก็ไม่ใช่ปัญหาหากกระบวนการที่ว่ามาเดินหน้าได้ยุบก่อน 4 เดือนยังได้เลย เราไม่ขัดข้อง 

นายภูมิธรรม กล่าวว่า รวมไปถึงที่มีกลุ่มการเมืองบางส่วนไม่สบายใจเกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา เรื่องเอ็มโอยู 43 44 ตนเสนอว่าให้นำเรื่องนี้เข้าไปไว้ในประชามติให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะยกเลิกหรือไม่ เพื่อเป็นการยุติความขัดแย้งของคนในชาติ ซึ่งสิ่งที่ตนพูดมานั้นเพื่อทำให้เสถียรภาพของประเทศต่อนานาชาติเกิดจริง เมื่อจะทำประชามติควรนำหลายเรื่องที่เป็นข้อโต้แย้งในเชิงวิกฤติมาให้ประชาชนตัดสิน 

เมื่อถามว่ากระบวนการพูดคุยกับพรรคประชาชนไปถึงไหนแล้ว นายภูมิธรรม กล่าวว่า ขณะนี้มีคณะประสานพูดคุยกัน ตอนนี้มีบางส่วนพูดคุยไปบ้างแล้ว แต่การจะเปิดการพูดคุยอย่างเป็นทางการ คงต้องให้การพูดคุยหลังบ้านได้ข้อสรุปที่ชัดเจนก่อน  ซึ่งขั้นตอนขณะนี้เป็นสิ่งที่ดีเพราะความคิด อุดมการณ์ชองพรรคประชาชนและเพื่อไทยไม่ได้ต่างกันมากนัก 

เก็บตกควันหลงฝุ่นตลบ! เปิดภาพ ‘อนุทิน-ธรรมนัส’ ชื่นมื่น กลางดึกเมื่อคืนนี้

เก็บตกควันหลงฝุ่นตลบ! เปิดภาพ ‘อนุทิน-ธรรมนัส’ ชื่นมื่น กลางดึกเมื่อคืนนี้

เก็บตกควันหลงฝุ่นตลบ! เปิดภาพ ‘อนุทิน-ธรรมนัส’ ชื่นมื่น กลางดึกเมื่อคืนนี้

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

เก็บตกควันหลงฝุ่นตลบ! เปิดภาพ ‘อนุทิน – ธรรมนัส’ ชักภาพชื่นมื่นที่พรรคภูมิใจไทยกลางดึกเมื่อคืน ก่อนร่อนแถลงการณ์ หนุน ‘เสี่ยหนู’ เป็นนายกฯคนที่ 32
   
วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงดึกของวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา ภายหลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่พรรคภูมิใจไทย ร่วมกับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย นายสุรทิน พิจารณ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ และนายนิพนธ์ บุญญามณี และอดีตรัฐมนตรี และอดีตสส.พรรคประชาธิปัตย์นั้น 

ในเวลาต่อมา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา ประธานพรรคกล้าธรรม นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคกล้าธรรม และนายไผ่ ลิกค์ สว.กำแพงเพชร เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้เดินทางมาพูดคุยเรื่องการร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พร้อมสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ และล่าสุดในวันนี้ (30 ส.ค.) เวลา 16.00 น. พรรคกล้าธรรม ได้ออกแถลงการณ์โดยมีมติเอกฉันท์ สนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกฯ คนที่ 32 

ขยับพุ่ง 283 เสียง! ตัวเลข สส.ล่าสุดหนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ รอ ‘เพื่อไทย’ แตกรังมาสมทบเพิ่ม

ขยับพุ่ง 283 เสียง! ตัวเลข สส.ล่าสุดหนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ รอ ‘เพื่อไทย’ แตกรังมาสมทบเพิ่ม

ขยับพุ่ง 283 เสียง! ตัวเลข สส.ล่าสุดหนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ รอ ‘เพื่อไทย’ แตกรังมาสมทบเพิ่ม

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.49 น.

ขยับพุ่ง 283 เสียง! ตัวเลขสส.ล่าสุดเทหนุน ‘อนุทิน’ เป็นนายกฯ รอ ‘เพื่อไทย’ แตกรังมาสมทบเพิ่ม เมินเดินเกมชิง ‘ยุบสภา’ หยันน่าจะไม่พร้อมเลือกตั้งที่สุด

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรคภูมิใจไทยว่า การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจที่สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ขณะนี้ทุกอย่างนิ่งแล้ว รอเพียงการลงนามข้อตกลง และเงื่อนไข ร่วมกันกับพรรคประชาชนเป็นลายลักษณ์อักษร หลังจากที่พรรคภูมิใจไทยรับหลักการแล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รอทางพรรคประชาชนนัดวันที่จะลงนามร่วมกันว่าจะเป็นเมื่อใด ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงสัปดาห์หน้า ส่วนจะได้โหวตนายกฯ ในวันที่ 3 หรือ 4 ก.ย.นี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่จะบรรจุระเบียบวาระ

ส่วนเสียงที่สนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกฯ ขณะนี้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ นิ่งแล้ว ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย 68 เสียง(ไม่รวม น.ส.ประภา เฮงไพบูลย์ สส.กาฬสินธุ์) พรรคประชาชน 143 เสียง พรรคกล้าธรรม 25 เสียง พรรคพลังประชารัฐ 18 เสียง กลุ่มสุชาติ ชมกลิ่น 16 เสียง พรรคไทยสร้างไทย 6 เสียง พรรคเล็ก 4 เสียง พรรคประชาธิปัตย์ 2 เสียงคือ นายสรรเพชร บุญญามณี สส.สงขลา และนายสมยศ พลายด้วง สส.สงขลา และพรรคเป็นธรรม 1 เสียง รวม 283 เสียง

ขณะเดียวกัน มีรายงานว่า สส.พรรคเพื่อไทยกำลังแตกรัง มีสส.ติดต่อเข้ามาร่วมรัฐบาล ทั้งจากฝั่งพรรคกล้าธรรม และติดต่อผ่านมาโดยตรงผ่านกลุ่มของนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่ามีเสียงสนับสนุน 10 กว่าเสียงแล้ว ทำให้ขณะนี้พรรคภูมิใจไทยอยู่ระหว่างการรอการเข้ามาเติมเสียง

แหล่งข่าวจากพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า ส่วนเรื่องการยุบสภาโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดปัจจุบัน พรรคภูมิใจไทยไม่กังวล เพราะเชื่อว่าพรรคที่ไม่พร้อมเลือกตั้งมากที่สุดคือพรรคเพื่อไทย เนื่องจาก ขณะนี้กำลังประสบปัญหาเรื่องคะแนนนิยม และการขาดความเชื่อมั่นจากพี่น้องประชาชน

พรรคกล้าธรรม ออกแถลงการณ์ หนุน’อนุทิน’นั่งนายกฯ ชี้ปล่อยให้ประเทศเกิดสุญญากาศไม่ได้

พรรคกล้าธรรม ออกแถลงการณ์ หนุน'อนุทิน'นั่งนายกฯ ชี้ปล่อยให้ประเทศเกิดสุญญากาศไม่ได้

พรรคกล้าธรรม ออกแถลงการณ์ หนุน’อนุทิน’นั่งนายกฯ ชี้ปล่อยให้ประเทศเกิดสุญญากาศไม่ได้

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 16.44 น.

“พรรคกล้าธรรม“ออกแถลงการณ์ สนับสนุน ‘อนุทิน’นั่งนายกรัฐมนตรี ชี้ ปล่อยให้ประเทศเกิดสุญญากาศไม่ได้ เผย ภท.รับข้อเสนอ แก้ กม.ต้องไม่กระทบสถาบันพระมหากษัตริย์ 

วันที่ 30 สิหาคม 2568 เวลา 15.55 น. พรรคกล้าธรรม(กธ.) ได้ออกแถลงการณ์ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยมติตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เสียงข้างมาก ซึ่งทำให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ และจะต้องมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ต่อไปว่า 

คณะกรรมการบริหารพรรค ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ได้ร่วมกันพิจารณารับฟังความคิดเห็นของสมาชิกพรรคทุกท่าน เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินการของพรรค รวมถึงพิจารณาข้อเสนอของพรรคภูมิใจไทย โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า พรรคกล้าธรรม จะลงมติในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 

เนื่องด้วยสถานการณ์ของประเทศไทยขณะนี้ จำเป็นที่จะต้องมีฝ่ายบริหารมาขับเคลื่อนและแก้ปัญหาให้กับประชาชนในทุกด้าน ทั้ง ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ ปัญหาสังคมด้านต่าง ๆ อย่างเร่งด่วน โดยไม่สามารถประวิงเวลาไปได้อีก 

พรรคกล้าธรรม ได้แสดงจุดยืนของพรรคให้กับพรรคภูมิใจไทยทราบ คือ 

1.พรรคกล้าธรรม ยึดถือ 3 สถาบันหลัก ได้แก่ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ดังนั้น หากมีการเสนอแก้กฎหมายในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือ กฎหมายฉบับต่าง ๆ จะต้องไม่กระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เป็นศูนย์รวมใจของคนไทย อย่างเด็ดขาด โดยต้องดำรงคงไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์

2.การยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรกว่า 30 ล้านคนในประเทศ ด้วยการปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องเกษตรกรเหนือผลประโยชน์ของกลุ่มทุน

โดยพรรคภูมิใจไทย ยอมรับเงื่อนไขของพรรคกล้าธรรม และขอให้ร่วมมือกันในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ภายใต้กติกาของระบอบรัฐสภา

พรรคกล้าธรรม ขอเรียนว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ยึดประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติเป็นหลัก โดยไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์การเมือง ทำให้ประเทศเข้าสู่ภาวะสุญญากาศ ขาดทิศทางการพัฒนา และนโยบายที่ต้องดำเนินการต่อเนื่องได้ ณ วันนี้ ประเทศไทย จำเป็นต้องมีกลไกของฝ่ายบริหารที่ต้องเรียกคืน และสร้างความเชื่อมั่นจากนานาประเทศอย่างเร่งด่วน

พรรคกล้าธรรม พร้อมยืนอยู่เคียงข้างประชาชนคนไทย ในช่วงวิกฤตของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในครั้งนี้ โดยยึดระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  

‘เพื่อไทย’เงียบเหงา!!! ไร้แกนนำเข้าพรรค ถกทิศทางการเมือง ‘วิสุทธิ์’ยกเลิกนัดคุยวิปรัฐบาล

'เพื่อไทย'เงียบเหงา!!! ไร้แกนนำเข้าพรรค ถกทิศทางการเมือง 'วิสุทธิ์'ยกเลิกนัดคุยวิปรัฐบาล

‘เพื่อไทย’เงียบเหงา!!! ไร้แกนนำเข้าพรรค ถกทิศทางการเมือง ‘วิสุทธิ์’ยกเลิกนัดคุยวิปรัฐบาล

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.40 น.

“เพื่อไทย” เงียบเหงา ไร้แกนนำเข้าพรรค ถก ทิศทางการเมือง 

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าว ความเคลื่อนไหว ที่ทำการพรรคเพื่อไทย หลังจากที่นางมนพร เจริญศรี รมช.คมนาคม แกนนำพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุม ครม.นัดพิเศษ ว่าในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ แกนนำพรรคบางส่วนจะนัดหารือถึงสถานการณ์การเมือง ท่ามกลางกระแสดีลจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงเช็กเสียงสส.พรรค หลังสส.บางส่วน ไปปรากฎตัวสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย 

แต่ปรากฎว่าตั้งแต่ 13.00 น. ไม่มีแกนนำพรรคเดินทางเข้ามายังที่ทำการพรรคแต่อย่างใด มีเพียงนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล สส.แพร่ เดินทางเข้ามา โดยระบุว่าสส. บางส่วนได้พูดคุยกันว่า อาจจะเดินทางเข้ามารวมตัวกันที่ทำการพรรค อย่างไม่เป็นทางการเพื่อพูดคุยถึงทิศทางการเมือง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้น มีรายงานว่ามีการนัดพูดคุยกันระหว่างคณะทำงานในวิปรัฐบาล ถึงทิศทางขับเคลื่อนงานในสภาฯ แต่เมื่อสอบถามความชัดเจนจากนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ประธานวิปรัฐบาล แจ้งว่า ได้ยกเลิกนัดดังกล่าว และไม่ได้เดินทางเข้ามาที่ที่ทำการพรรค 

‘ภูริกา’ไม่หวั่นไหว มั่นใจนโยบาย‘เพื่อไทย’เป็นประโยชน์ พร้อมเป็นผู้แทนเขต 5 ศรีสะเกษ

‘ภูริกา’ไม่หวั่นไหว มั่นใจนโยบาย‘เพื่อไทย’เป็นประโยชน์ พร้อมเป็นผู้แทนเขต 5 ศรีสะเกษ

‘ภูริกา’ไม่หวั่นไหว มั่นใจนโยบาย‘เพื่อไทย’เป็นประโยชน์ พร้อมเป็นผู้แทนเขต 5 ศรีสะเกษ

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.32 น.

‘ภูริกา’ไม่หวั่นไหว มั่นใจนโยบาย‘เพื่อไทย’เป็นประโยชน์ พร้อมเป็นผู้แทนเขต 5 ศรีสะเกษ

30 สิงหาคม 2568 น.ส.ภูริกา สมหมาย ผู้สมัคร สส.เขต 5 ศรีสะเกษ เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งซ่อม เขต 5 ศรีสะเกษ ถึงแม้จะเกิดสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง รวมถึงไม่มีกำหนดวันเลือกตั้งจากปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ยังยืนยันจุดยืนว่ามีความพร้อมทุกด้าน ที่จะอาสาทำงานเป็นปากเป็นเสียงให้กับพี่น้องประชาชน ชาว อ.ขุนหาญกับ อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เนื่องจากปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ยังจำเป็นต้องได้รับการแก้ไขทุกด้าน ไม่ว่าจะเกิดปัญหาทางการเมือง แต่จะต้องมีผู้แทนในพื้นที่  ต้องมีกระบวนการรัฐสภา ในการผลักดันขับเคลื่อนนโยบายพัฒนา ดูแลความเป็นอยู่พี่น้องประชาชน การพัฒนาพื้นที่ อ.ขุนหาญกับ อ.ภูสิงห์ ต้องเดินต่อไปไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น   

“ส่วนเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ขอให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ทุกปัญหาไม่เคยเปลี่ยนแปลงความตั้งใจในการมุ่งมั่นอาสา เป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ มั่นใจพรรคเพื่อไทยมีหลายนโยบายที่เกิดประโยชน์ต่อประชาชน และยังใช้อยู่ ชวนประชาชนจับมือกันสร้างความสามัคคี เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทย” น.ส.ภูริกา กล่าว

‘อดีต กกต.’ชี้หลังศาลรัฐธรรมนูญฟัน’อิ๊งค์’ ผิดจริยธรรมร้ายแรง เท่ากับขาดคุณสมบัติเป็นหัวหน้าพรรค

'อดีต กกต.'ชี้หลังศาลรัฐธรรมนูญฟัน'อิ๊งค์' ผิดจริยธรรมร้ายแรง เท่ากับขาดคุณสมบัติเป็นหัวหน้าพรรค

‘อดีต กกต.’ชี้หลังศาลรัฐธรรมนูญฟัน’อิ๊งค์’ ผิดจริยธรรมร้ายแรง เท่ากับขาดคุณสมบัติเป็นหัวหน้าพรรค

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.26 น.

‘สมชัย’อดีตกกต.ยกข้อกฎหมาย หลังศาลรัฐธรรมนูญฟัน ‘อิ๊งค์’ ผิดจริยธรรมร้ายแรง เท่ากับขาดคุณสมบัติเป็นหัวหน้าพรรค ย้ำเป็นหน้าที่นายทะเบียนพรรค การเมือง ส่งแจ้งเพื่อไทยจัดประชุมเลือกผู้นำใหม่ใน 60 วัน 

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร นักวิชาการ และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง โพสต์เฟสบุ๊ค ระบุว่า “มีเพื่อนที่เป็นอาจารย์สอนรัฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตมาว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า แพทองธาร มีพฤติกรรมขัดกับมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรงนั้น นอกจากพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว  อาจมีผลต่อการต้องพ้นตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้วยหรือไม่”

ประเด็นทางกฎหมายที่น่าจะเป็นคำตอบมีดังนี้ ตาม พ.ร.ป. พรรคการเมือง 2560 มาตรา 15 (11) ระบุว่าข้อบังคับพรรค การเมือง จะต้องมีการระบุถึงมาตรฐานจริยธรรมของกรรมการบริหารพรรค การเมืองที่อย่างน้อยต้องเทียบเคียงได้กับมาตรฐานทางจริยธรรมที่บังคับใช้กับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาตรฐานที่บังคับใช้กับ สส. ก็เป็นมาตรฐานเดียวกับ สว. ของ ครม. ของ ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เป็นมาตรฐานเดียวกับที่วินิจฉัยให้นายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง

เมื่อเปิดข้อบังคับพรรคเพื่อไทย ที่ประกาศในราชกิจจา เมื่อ 7 มี.ค. 2562 ข้อ 48 วรรคท้าย เขียนไว้ว่า “คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการบริหารพรรคให้เป็นไปตามพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง” จึงเป็นหน้าที่ของ เลขาธิการ กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมืองทำหนังสือแจ้งการขาดคุณสมบัติของหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และให้พรรคจัดประชุมใหญ่เพื่อเลือกตั้งหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ภายใน 60 วัน นี่คือ แพทองธาร Effects

‘วิโรจน์’เคาะสูตรใครจะเป็น‘นายกฯ’ต้องได้ 247 เสียง รับ‘ปชน.’เลือกทางไหนก็ไม่พ้นโดนด่า

‘วิโรจน์’เคาะสูตรใครจะเป็น‘นายกฯ’ต้องได้ 247 เสียง รับ‘ปชน.’เลือกทางไหนก็ไม่พ้นโดนด่า

‘วิโรจน์’เคาะสูตรใครจะเป็น‘นายกฯ’ต้องได้ 247 เสียง รับ‘ปชน.’เลือกทางไหนก็ไม่พ้นโดนด่า

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.

‘วิโรจน์’เคาะสูตรใครจะเป็น‘นายกฯ’ต้องได้ 247 เสียง รับ‘ปชน.’เลือกทางไหนก็ไม่พ้นโดนด่า

30 สิงหาคม 2568 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.ประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ใครจะเป็นนายกฯ ต้องได้ 247 เสียง ตามมาตรา 159 วรรคสาม จะเลือกตาม TOR เมื่อบ้านเมืองถึงทางตันแล้วเท่านั้น

เสียง สส. ทั้งหมดที่มีอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรในตอนนี้มีอยู่ 492 เสียง

พรรคร่วมรัฐบาล (รวม 11 พรรค, 253 เสียง)

พรรคเพื่อไทย: 140 คน

พรรครวมไทยสร้างชาติ: 36 คน

พรรคประชาธิปัตย์: 25 คน

พรรคกล้าธรรม: 25 คน

พรรคชาติไทยพัฒนา: 10 คน

พรรคประชาชาติ: 9 คน

พรรคชาติพัฒนา: 3 คน

พรรคไทรวมพลัง: 2 คน

พรรคเสรีรวมไทย: 1 คน

พรรคประชาธิปไตยใหม่: 1 คน

พรรคไทยก้าวหน้า: 1 คน

พรรคฝ่ายค้าน (รวม 5 พรรค, 239 เสียง)

พรรคประชาชน: 143 คน

พรรคภูมิใจไทย: 69 คน

พรรคพลังประชารัฐ: 20 คน

พรรคไทยสร้างไทย: 6 คน

พรรคเป็นธรรม: 1 คน

ในทางปฏิบัติ พรรคกล้าธรรมได้งูเห่ามาเพิ่ม 6 เสียง มาจากพรรคประชาชน 1 เสียง และพรรคไทยสร้างไทย 5 เสียง

ดังนั้น ฝ่ายรัฐบาลเดิมจึงมีเสียงอยู่ 259 เสียง และฝ่ายค้านเดิมมีเสียงอยู่ 233 เสียง

ตามมาตรา 159 วรรคสาม การเห็นชอบให้ใครได้เป็นนายกฯ จะต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ ไม่ใช่แค่เสียงข้างมาก ดังนั้น คนที่จะได้เป็นนายกฯ ต้องมีเสียงมากกว่า 246 เสียง หรือ 247 เสียงขึ้นไป

ถ้าคิดว่าพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยไม่มีทางที่จะกลับมาร่วมงานกันได้อีกแล้วในสภาชุดนี้ และเมื่อพรรคภูมิใจไทยสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคกล้าธรรมพร้อมงูเห่าได้แล้ว 31 เสียง และกลุ่มคุณสุชาติอีก 18 เสียงมาร่วมด้วย เท่ากับว่าตอนนี้ทางฝั่งพรรคเพื่อไทยมีเสียงอยู่ = 259-31-18 = 210 เสียง ในขณะที่ฝั่งพรรคภูมิใจไทยมีเสียงอยู่ = 69+20+1+1+31+18 = 140 เสียง

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และพรรคประชาชนตัดสินใจงดออกเสียง ไม่ขอร่วมตัดสินใจอะไรเลย ยังไงประเทศก็จะไม่มีทางได้นายกรัฐมนตรีได้ เพราะแม้ว่าฝั่งพรรคเพื่อไทยจะรวมเสียงได้มากกว่าฝั่งพรรคภูมิใจไทยก็ตาม แต่เสียงที่รวมได้ก็ยังไม่ถึง 247 เสียง ซึ่งเป็นเสียงที่เกินกึ่งหนึ่งของเสียงที่มีอยู่ในสภา

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ และไม่มีทีท่าใดๆ ที่จะเปลี่ยนแปลง และทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยก็ต่างรับเงื่อนไขข้อเสนอของพรรคประชาชน คือ

1. เป็นนายกฯ เพื่อนำไปสู่การยุบสภา

2. ทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับด้วย ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้ง

3. พรรคประชาชนไม่ขอร่วมรัฐบาล

พรรคประชาชนก็ต้องตัดสินใจเลือกทางใดทางหนึ่ง มิฉะนั้น บ้านเมืองก็จะถึงทางตัน ติดหล่มรัฐธรรมนูญ 2560 ไปไหนไม่ได้เสียที

อีกทางหนึ่งที่เป็นทางออกก็คือ พรรคเพื่อไทยเสนอชื่อนายกฯ คนอื่นที่ไม่ใช่คุณชัยเกษม เพื่อดึงเอาเสียงที่ทางฝั่งพรรคภูมิใจไทยดึงไปได้แล้วกลับมา เพื่อให้มีเสียงรวมกันเกิน 246 เสียง ซึ่งชื่อที่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะดึงเสียงที่ออกไปแล้วให้กลับมาได้ แถมยังอาจจะสามารถดึงเอาเสียงจากพรรคพลังประชารัฐกลับไปได้ ก็น่าจะมีอยู่เพียงคนเดียวนั่นก็คือ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”

ถ้าเป็นไปในทางนี้ ก็คงไม่จำเป็นต้องพึ่งเสียงจากพรรคประชาชนแล้ว

ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ก็คือ คุณภูมิธรรม รักษาการนายกฯ ยุบสภา หรือถ้าพรรคการเมืองอื่นๆ ดึงกันไปดึงกันมา จนจัดตั้งรัฐบาลได้โดยไม่เอาพรรคประชาชนเข้าไปเกี่ยวข้อง ก็จะดีที่สุด เพราะไม่ว่าจะเลือกทางไหน ก็ไม่มีทางใดที่จะเป็นทางออกที่ดีของประเทศ พรรคประชาชนจึงน่าจะต้องตัดสินใจในกรณีที่บ้านเมืองถึงทางตันแล้วจริงๆ คือ ถ้าไม่เลือก บ้านเมืองก็ไปไม่ได้ ก็คงต้องพิจารณาว่าทางเลือกไหนก่อให้เกิดผลเสียน้อยที่สุด และคงต้องจำใจเลือกทางนั้น เราจึงต้องออก TOR มากำกับแนวทางในการเลือกของเรา เพราะเรายังคงเชื่อว่าทางออกที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเมืองที่อยู่ในสภาวะโกลาหล ก็คือการยุบสภาคืนอำนาจให้กับประชาชน

ส่วนกรณีที่หลายท่านกรุณาเตือนว่า ต้องพิจารณาด้วยว่าทางไหนมีโอกาสที่จะถูกตระบัดสัตย์หักหลังได้มากกว่าด้วย ผมบอกตรงๆ ว่าผมเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้าเลยครับว่า “ทั้ง 2 ทางในที่สุดแล้ว ไม่ว่าทางไหนก็คงคิดหักหลังเราหมดแหละครับ” การเมืองมันโหดร้าย คนโดนมาก่อนจะไม่รู้จักจำเลยก็คงไม่ใช่ ดังนั้นอย่าไปคิดครับว่าคนนี้จะหักหลัง คนนั้นไม่หักหลัง ให้คิดว่าทั้ง 2 ทางหักหลังเราหมด แล้วมาคิดกันต่อว่าทางไหนที่เราจะพอมีกลไกในการผูกมัดบังคับไม่ให้เขาหักหลังเราง่ายๆ น่าจะดีกว่า

เอาเป็นว่ายุบสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด หรือถ้าแต่ละพรรคไปจับกันเองได้โดยไม่ต้องมาเกี่ยวข้องกับพรรคประชาชน ก็เอาทางนั้นก่อนได้เลย เราคงจะเลือกแบบจำใจต้องเลือกเมื่อบ้านเมืองถึงคราวจำเป็นแล้วจริงๆ ครับ

ผมยอมรับตรงๆ เลยว่า ไม่ว่าเลือกทางไหนก็ไม่พ้นโดนด่า ดังนั้น การตัดสินใจจะต้องไม่คิดว่าทางไหนจะไม่ถูกด่า หรือทางไหนจะถูกด่าน้อยกว่า เรื่องพรรคถูกด่าผมว่าเรื่องเล็ก ไม่ควรเอามาคิดเลย เอาเป็นว่าถ้าไม่จำเป็นต้องเลือก ก็ขอไม่เลือกดีกว่าครับ แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือกเพื่อให้บ้านเมืองไปต่อได้ ก็ต้องกล้าหาญที่จะเลือกทางที่บ้านเมืองเสียหายน้อยที่สุด มีกลไกที่รัดกุมที่พอจะบังคับให้คนที่เราเลือกรักษาสัญญาได้มากที่สุด แต่ก็คงต้องทำใจว่า ต่อให้มีกลไกมัดแน่นแค่ไหน ลิ้นคนเราเวลาที่มันจะตระบัดสัตย์ มันก็พลิกลิ้นได้เสมอ ก็คงต้องเผื่อใจเอาไว้ล่วงหน้า

ณ วินาทีนี้ ในขณะที่พรรคประชาชนตัดสินใจว่า “ยังไม่ตัดสินใจ” ก็วิเคราะห์ได้ประมาณนี้ครับผม

กางลิสต์นายกรัฐมนตรีไทย อยู่ได้ไม่ครบปี

กางลิสต์นายกรัฐมนตรีไทย อยู่ได้ไม่ครบปี

กางลิสต์นายกรัฐมนตรีไทย อยู่ได้ไม่ครบปี

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.04 น.

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก “โบราณนานมา” โพสต์ข้อความระบุว่า  นายกรัฐมนตรี ไม่ครบปี 

1. พระยามโนปกรณ์นิติธาดา (ก้อน หุตะสิงห์) ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 358 วัน
สมัยที่ 1 : 28 มิถุนายน 2475 – 9 ธันวาคม 2475
สมัยที่ 2 : 10 ธันวาคม 2475 – 1 เมษายน 2476
สมัยที่ 3 : 1 เมษายน 2476 – 21 มิถุนายน 2476

2. นายเศรษฐา ทวีสิน ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 358 วัน
ระหว่างวันที่ 22 สิงหาคม 2566 – 14 สิงหาคม 2567

3. พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 349 วัน
ระหว่างวันที่ 25 พฤศจิกายน 2539 – 9 พฤศจิกายน 2540

4. หม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 332 วัน
สมัยที่ 1 : 17 กันยายน 2488 – 31 มกราคม 2489
สมัยที่ 2 : 15 กุมภาพันธ์ 2518 – 13 มีนาคม 2518
สมัยที่ 3 : 20 เมษายน 2519 – 23 กันยายน 2519
สมัยที่ 4 : 25 กันยายน 2519 – 6 ตุลาคม 2519

5. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 319 วัน
ระหว่างวันที่ 16 สิงหาคม 2567 – 1 กรกฎาคม 2568

6. นายสมัคร สุนทรเวช ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 224 วัน
ระหว่างวันที่ 29 มกราคม 2551 – 9 กันยายน 2551

7. นายปรีดี พนมยงค์ ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 152 วัน
สมัยที่ 1 : 24 มีนาคม 2489 – 7 มิถุนายน 2489
สมัยที่ 2 : 7 มิถุนายน 2489 – 11 มิถุนายน 2489
สมัยที่ 3 : 11 มิถุนายน 2489 – 23 สิงหาคม 2489

8. นายพจน์ สารสิน ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 102 วัน
ระหว่างวันที่ 21 กันยายน 2500 – 1 มกราคม 2501

9. นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 75 วัน
ระหว่างวันที่ 8 กันยายน 2551 – 2 ธันวาคม 2551

10. พลเอก สุจินดา คราประยูร ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 47 วัน
ระหว่างวันที่ 7 เมษายน 2535 – 24 พฤษภาคม 2535

11. นายทวี บุณยเกตุ ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง 17 วัน
ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม 2488 – 17 กันยายน 2488

‘เพื่อไทย’เดินหน้าง้อ‘ปชน.’ ภูมิธรรมอุบ‘ทักษิณ’นัดคุย‘ธนาธร’

‘เพื่อไทย’เดินหน้าง้อ‘ปชน.’ ภูมิธรรมอุบ‘ทักษิณ’นัดคุย‘ธนาธร’

‘เพื่อไทย’เดินหน้าง้อ‘ปชน.’ ภูมิธรรมอุบ‘ทักษิณ’นัดคุย‘ธนาธร’

วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.03 น.

‘ภูมิธรรม’ไม่รู้‘ทักษิณ’นัดคุย‘ธนาธร’บ่ายนี้ ยัน‘เพื่อไทย’เดินหน้าดีล‘พรรคประชาชน’หนุนตั้งรัฐบาล

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปพูดคุยกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ว่า ตนไม่ได้เป็นคนพูด และไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะตอนนี้พวกเราก็กำลังทำงานอยู่ วันนี้ทุกคนทำงานกันหมด และย้ำว่า ตนได้พูดไปแล้วพรรคเพื่อไทยมีแผนจะไปคุยกับพรรคประชาชน ส่วนพูดคุยอย่างเป็นทางการก็คือประกาศตัวเลือกนายกรัฐมนตรี เข้าสภาเลย ย้ำว่าตอนนี้ทุกฝ่ายยังคุยกันอยู่

เมื่อถามว่า ทีมเจรจาของพรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปที่โรงแรมคอนราด ในช่วงบ่ายวันนี้ ด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนก็ไม่ทราบว่าข่าวมาจากไหน