Skip to primary content
Skip to secondary content

SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

Main menu

  • Home
  • KU23-2506
  • ข้อคิดความเห็น
  • ตระกูลคล้ายมนต์
  • ผมเองครับ
  • ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย1

Category Archives: ข่าว Like สาระ

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

‘ส่งพระคืนสุดท้าย’ องค์เทพสูงสุดกลับสวรรค์ เก็บตกงานถือศีลกินผักพังงา

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684466

'ส่งพระคืนสุดท้าย' องค์เทพสูงสุดกลับสวรรค์ เก็บตกงานถือศีลกินผักพังงา

‘ส่งพระคืนสุดท้าย’ องค์เทพสูงสุดกลับสวรรค์ เก็บตกงานถือศีลกินผักพังงา

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 09.35 น.

5 ตุลาคม 2565 เมื่อคืนวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ซึ่งเป็นคืนสุดท้ายของงานประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต ประจำปี 2565 ที่ได้เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย. – 4 ต.ค.65 ที่ผ่านมา ศาลเจ้าต่างๆที่เข้าร่วมงานประเพณีถือศีลกินผักในพื้นที่จังหวัดพังงา​ ได้จัดให้มีการประกอบพิธีส่งพระ

โดยขบวนพระของแต่ละศาลเจ้าได้เคลื่อนไปตามถนนสายต่างๆ  มุ่งหน้าสู่ชายทะเลและลำคลอง เพื่อไปประกอบพิธีส่งองค์ยกฮ่องซ่งเต่ (พระอิศวร) และองค์กิ้วฮ๋องไต่เต่ (องค์เก้าราชัน) ซึ่งถือว่าเป็นเทพสูงสุดของการถือศีลกินผักกลับสู่สรวงสวรรค์

ตลอดสองข้างทางที่ขบวนพระแห่ผ่าน มีประชาชนชาวพังงา​ออกมาร่วมพิธีส่งพระกันอย่างเนืองแน่น​ ท่ามกลางสายฝนที่ตกลงมาเป็นระยะๆ รวมทั้งร่วมกันจุดประทัดจำนวนมาก ทำให้บรรยากาศในคืนส่งพระดังกล่าวเป็นไปอย่างคึกคัก  

สำหรับพิธีส่งพระจะประกอบพิธีในคืนสุดท้ายของประเพณี โดยจะมีการส่งองค์ยกฮ่องซ่งเต่ (พระอิศวร) ซึ่งมักส่งกันที่หน้าเสาโกเต้ง ช่วงเวลา 22.30 น. เพื่อกลับสวรรค์ หลังจากนั้น ก็จะส่งองค์กิ๊วฮ๋องไต่เต่ ซึ่งส่วนใหญ่จะไปประกอบพิธีที่ชายทะเล เมื่อขบวนส่งพระออกพ้นประตู ไฟทุกดวงในศาลเจ้าต้องดับสนิทและปิดประตูใหญ่

ทั้งนี้การจัดงานประเพณีถือศีลกินผักจังหวัด​พังงา​ ประจำปี 2566 ได้มีการกำหนดแล้วเช่นกัน โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 23 ตุลาคม 2566 และในวันที่ 5 ต.ค.65 ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป แต่ละศาลเจ้าจะมีการประกอบพิธีลงเสาโก้เต้ง เป็นการสิ้นสุดการถือศีลกินผักในปีนี้.012

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

พระมหากษัตริย์ในสถานการณ์สู้รบ เมื่อคนกลุ่มหนึ่งมุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684462

พระมหากษัตริย์ในสถานการณ์สู้รบ เมื่อคนกลุ่มหนึ่งมุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

พระมหากษัตริย์ในสถานการณ์สู้รบ เมื่อคนกลุ่มหนึ่งมุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 09.00 น.

ย้อนประวัติศาสตร์! พระมหากษัตริย์ในสถานการณ์สู้รบ ทุกพระองค์มุ่งสร้างความเจริญ คนไทยจะรับมืออย่างไรเมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามลิดรอนพระราชอำนาจ หวังซื้อขายประเทศสะดวกขึ้น-กลับประเทศไทยง่ายขึ้น

5 ตุลาคม 2565 พล.ท.นันทเดช เมฆสวัสดิ์ อดีตหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการพิเศษ ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) โพสต์เฟซบุ๊ก “พลโท นันทเดช เมฆสวัสดิ์” เรื่อง “ประเทศไทยในสถานการณ์สู้รบ” ตอนที่ 1 และ 2 มีรายละเอียดดังนี้…

ประเทศไทยในสถานการณ์สู้รบ ตอนที่ 1

สยามฝ่าพายุร้ายจากตะวันตก ที่พัดกระหน่ำซัดใส่มานานแสนนาน นับเกือบ 200 ปีแล้ว แต่พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ ทรงได้ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ภูมิทัศน์ และแนวตั้งรับของประเทศไว้ได้อย่างเหมาะสม โดยทรงภารกิจ จัดวางโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เครื่องมือสนับสนุนการประกอบอาชีพ ให้ราษฎร และทรงคุ้มเกล้าให้กำลังใจ ความหวัง ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับประชาชนตลอดมา

โดยเฉพาะในรัชสมัยอันยาวนานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทำให้คนไทยได้มองเห็น และเข้าใจถึง “สิ่งดีๆ” ที่เคยเกิดขึ้นในวันก่อน ซึ่ง “สิ่งดีๆ” เหล่านั้น จะอยู่มาจนถึงวันนี้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่คนไทยหลากหลายวัยในยุคปัจจุบันนี้ว่าจะช่วยกันรับมืออย่างไร เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งพยายามลิดรอนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ไทย ที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ให้ลดน้อยลงไป เหลือเป็นเพียง “สัญลักษณ์” หรือสาบสูญไป

เพียงหวังอย่างเดียวว่า “ถ้าเป็นผลสำเร็จ พวกเขาจะซื้อขายประเทศไทยกันได้สะดวกยิ่งขึ้น รวมถึงการเดินทางกลับประเทศไทยของคนอีกกลุ่มหนึ่งก็จะง่ายขึ้นด้วย”

นอกจากนั้นก็ยังมีอีกหลายประเทศ ที่ไม่อยากให้ประเทศไทยเติบโตไปมากกว่านี้อีก เพราะจะส่งผลกระทบต่อสถานภาพของประเทศพวกเขา จึงได้เข้ามาผสมโรง สนับสนุนคนกลุ่มนี้

เรียงความตอนที่ 1  เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร วันที่ 13 ตุลาคม 2565

999999999999

ประเทศไทยในสถานการณ์สู้รบ ตอนที่ 2

ตอนที่ 2 : เปรียบเทียบการใช้พระราชอำนาจของในหลวงรัชกาลที่ 5 และ ในหลวงรัชกาลที่ 6 กับการใช้อำนาจของรัฐบาลคณะราษฎร ว่า ตรงส่วนไหนที่จะทำให้ประเทศไทยดีขึ้น

รัชสมัย ร.5 พระองค์ทรงใช้พระราชอำนาจอย่างเต็มที่หลายเรื่อง เพื่อปรับปรุงพัฒนาประเทศให้ทันสมัย เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ที่สำคัญ คือ

(1) การกำหนดขอบเขตแผ่นดินสยาม (สยามไม่เคยมีเส้นเขตแดนชัดเจนมาก่อน)

(2) การเลิก ไพร่ / ทาส

(3) การลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทุกด้าน (ตลอด 25 ปีของรัฐบาลคณะราษฎร ไม่เคยทำเรื่องโครงสร้าง อย่างจริงจังเลย มาเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม เป็นครั้งที่2 แล้วก็เลยมาที่รัฐบาลลุงตู่ นี่แหละ เป็นครั้งที่3 น่าเศร้าใจไหมครับ)

(4) การปูพื้นฐานทางด้านประชาธิปไตย เช่น การเลือก กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน , การให้อำนาจตัดสินคดีแก่ศาล , การส่งนักเรียนทุนหลวงไปศึกษาต่างประเทศ ฯลฯ

แต่นักเรียนทุนบางคนกลับมาทำปฏิวัติผู้ส่งไปเรียนเสียเอง รวมทั้งจับกุมนักเรียนทุนที่ไม่เห็นด้วยไปขังคุก โดยตั้งศาลพิเศษ (ญี่ปุ่นซึ่งมีความเจริญไล่ๆกันกับไทย และมีรัฐธรรมนูญที่จักรพรรดิมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ ได้นักเรียนทุนกลับมาพัฒนาประเทศ เจริญก้าวหน้าไปกว่าไทย ทั้งที่ส่งคนไปเรียนพร้อมๆกัน จำนวนคนไปเรียนก็พอๆกันประมาณ 400 คน)

ในรัชสมัย ร.6 พระองค์ ทรงหาทางแก้ไขการทำสัญญาทางการค้า ที่เสียเปรียบต่างชาติ ดังนั้นพระองค์ทรงใช้พระราชอำนาจ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 ประกาศสงครามกับเยอรมัน ท่ามกลางคำคัดค้านของทหาร และขุนนาง เมื่อชนะสงคราม สยามก็ได้รับการค้ำประกันอิสรภาพ ในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งองค์การสันนิบาตชาติ และได้รับการแก้ไข สัญญาที่ไม่เป็นธรรมทุกฉบับ รวมถึงการซื้อเครื่องบินจำนวนมาก กลับมาใช้ในราชการไทย

(จอมพล ป.เข้าร่วมกับญี่ปุ่น ประกาศสงครามโลกครั้งที่ 2 กับประเทศกลุ่มพันธมิตร โชคดี ที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ทูตไทย ประจำสหรัฐฯไม่ยอมรับคำสั่งรัฐบาล จัดตั้งกลุ่มเสรีไทยขึ้น และส่งคนไปจัดตั้งที่อังกฤษ เพิ่มขึ้นอีก

ต่อมานายปรีดี ได้จัดตั้งขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นขึ้นในไทย ซึ่งได้กลายเป็นจุดประสานงานของกลุ่มเสรีไทย เมื่อสงครามจบ ไทยยกเอาเรื่องเสรีไทยขึ้นมาอ้าง สหรัฐฯยอมรับ แต่อังกฤษ จะเอาไทยเป็นรัฐในอารักขาของอังกฤษ ประชาชนเดือดร้อนกันมาก ม.ร.ว.เสนีย์ ใช้ความเป็นทูตประจำสหรัฐฯ เจรจาจนสำเร็จแม้จะเสียเปรียบบ้างก็ตาม )

นอกจากนั้น ในหลวง ร.6 ยังทรงระดมสร้างโครงงานพื้นฐานของประเทศต่อจาก ร.5 จนสำเร็จหมดทุกโครงการ จากการกู้เงินในตลาดการเงินยุโรปเพื่อนำมาลงทุน เพิ่มเติม รวม 5 ล้านปอนด์ เมื่อโครงงานเสร็จ การค้าขาย นาข้าว การขนส่ง ฯลฯ ก็เจริญก้าวหน้าขึ้น เศรษฐกิจเริ่มดีมากขึ้น รัฐบาลก็ทยอยได้รับเงินคืนมามากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อ ร.7 เสด็จขึ้นครองราชย์ในปีที่ 2 ทรงสามารถใช้เงินกู้จำนวนนี้ได้ครบถ้วน โดยไม่ต้องตั้งงบประมาณแผ่นดินแต่อย่างไร  

“สยาม” จึงเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่มีทั้งความสงบ และเจริญ ในลำดับ 1 ของเอเชีย”

(ในขณะที่ทางรัฐบาลคณะราษฎร หลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ยุติลง ได้กู้เงินเช่นกัน แต่ไม่ได้นำมาสร้างโครงสร้างพื้นฐาน คงนำมาแก้ไขปัญหาเผชิญหน้าของรัฐบาล ในตอนนั้น ทำให้ต้องตั้งงบประมาณแผ่นดินเพื่อใช้คืนเงินกู้  บ้านเมืองในขณะนั้น แบ่งฝ่ายจากภายในคณะราษฏรด้วยกันเอง บ้านเมืองก็เต็มไปด้วยโจร  ประชาชนไร้ความสงบสุข คณะราษฎรเองก็มาถึงจุดแตกแยก ชิงอำนาจกันเอง จนเกิดเผด็จการทางสภาฯขึ้น )

ติดตามตอนที่ 3 ; ในหลวง ร.7 และ ร.8 ทรงช่วยรัฐบาล คณะราษฎร เรื่องอะไรบ้าง

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

หมอกโผล่ทั่วกรุง!! ฤดูฝนไม่ทันหมด ส่งสัญญาณเข้าสู่ฤดูหนาว

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684461

หมอกโผล่ทั่วกรุง!! ฤดูฝนไม่ทันหมด ส่งสัญญาณเข้าสู่ฤดูหนาว

หมอกโผล่ทั่วกรุง!! ฤดูฝนไม่ทันหมด ส่งสัญญาณเข้าสู่ฤดูหนาว

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 08.44 น.

เมื่อเวลา 06.00 น. วันที่ 5 ต.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานสภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร-ปริมณฑล มีหมอกปกคลุมอุณหภูมิลดลง อากาศเย็นสบาย  ซึ่งในพื้นที่คลองเตย อุณหภูมิ 25 องศาฯ , เขตหลักสี่ อุณหภูมิ 28 องศาฯ เป็นต้น สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการส่งสัญญาณในเรื่องของการเปลี่ยนฤดูกาลจากฤดูฝนเป็นฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึงในอีก 1- 2 เดือนข้างหน้านี้.-008 

ขอบคุณภาพจาก : @js100radio

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เช้านี้เตรียมรับมือ!! เช็กน้ำท่วม-สภาพจราจร ก่อนออกเดินทาง

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684459

เช้านี้เตรียมรับมือ!! เช็กน้ำท่วม-สภาพจราจร ก่อนออกเดินทาง

เช้านี้เตรียมรับมือ!! เช็กน้ำท่วม-สภาพจราจร ก่อนออกเดินทาง

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 08.33 น.

5 ต.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ได้เกิดฝนตกลงมาอย่างหนัก ตั้งแต่เวลา 14.00 น.ของวันที่ 3 ต.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้น้ำท่วมบนถนนหลายสายทำให้การจราจรวิกฤตหลายพื้นที่ กระทั้งเย็นวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมาก็ได้มีฝนตกลงมาในบางพื้นที่ทำให้การจราจร และเกิดน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่ในเช้าวันที่ 5 ต.ค.นี้ 

ทั้งนี้ ทวิตเตอร์ JS100 และ FM91 Trafficpro ได้รายงานสภาพพื้นที่จราจรและน้ำท่วมขังบางพื้นที่ จนทำให้การจราจรติดสะสม ดังนี้ 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

เตือนภัย ‘หมีขอ’ บุคคลอันตรายเคาะกระจกขอเงินบนแพขนานยนต์

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684450

เตือนภัย 'หมีขอ' บุคคลอันตรายเคาะกระจกขอเงินบนแพขนานยนต์

เตือนภัย ‘หมีขอ’ บุคคลอันตรายเคาะกระจกขอเงินบนแพขนานยนต์

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 07.31 น.

5 ต.ค.65 ที่ จ.สงขลา ตอนนี้ได้มีเหตุการณ์ที่สร้างความรำคาญและบางคนถึงกับกลัวกับพฤติกรรมของชายคนหนึ่งที่ชอบเคาะกระจกรถเพื่อขอเงินบนแพขนานยนต์ข้ามฟากทะเลสาบสงขลา ระหว่าง อ.เมืองสงขลา กับ อ.สิงหนคร  จนทางเจ้าหน้าที่แพขนานยนต์ต้องออกประกาศเตือนภัยให้ระวังกัน

ล่าสุดในวันนี้ฯ ผู้สื่อข่าวได้เดินทางลงไปติดตามบรรยากาศที่บริเวณท่าแพขนานยนต์สงขลา ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงเรื่องนี้

โดยได้พบกับนายศรัณย์ พจน์ไข่มุก ซึ่งเป็นวิศวกรเครื่องกล หัวหน้างานฝ่ายปฏิบัติการเดินเรือ(แพขนานยนต์) ซึ่งได้บอกถึงเรื่องนี้ว่ามีจริงชายคนนี้จะขึ้นไปบนแพขนานยนต์และเคาะกระจกรถเพื่อขอเงินบางคนที่ไม่รู้ก็ตกใจบางคนที่รู้ก็ไม่ลดกระจกลง

ทางแพขนานยนต์จึงได้ทำแผ่นพับให้ประชาชนได้รับทราบว่า มีคนนี้เป็นคนอันตราย ถ้าพบเจอก็แจ้งทางกะลาสีเรือ หรือ ทาง รปภ.ให้เข้ามาดูแลและประสานตำรวจให้มาตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับบุคคลที่ถูกประกาศเป็นบุคคลอันตรายดังกล่าว มีฉายาเรียกว่า “หมีขอ” โดยจะชอบเดินขอเงินจากผู้ที่มาใช้บริการแพขนานยนต์แต่ก่อนจะใช้วิธีเดินเคาะกระจกรถที่จอดรอขึ้นแพ แต่ตอนนี้เริ่มขึ้นมาเคาะกระจกรถที่อยู่บนแพ และถูกชาวบ้านร้องเรียนและนำภาพไปโพสต์ในสื่อโซเชียล อย่างต่อเนื่อง และทางตำรวจได้มาจับกุมแล้วครั้งหนึ่งในข้อหาเกี่ยวกับขอทานและเสพยา

เมื่อออกมาก็ยังคงมีพฤติกรรมเคาะกระจกรถเพื่อขอเงินอยู่ซึ่งจากรูปร่างที่อ้วนดำและชอบขอเงินจึงมีฉายาว่า”หมีขอ”ล่าสุดถึงกับขึ้นไปบนแพเพื่อขอเงินจนมีการถ่ายภาพโพสต์ร้องเรียนพฤติกรรมในโซเชียล เนื่องจากสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน

ทั้งนี้ ทางแพขนานยนต์ได้แจ้งว่าหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ใช้บริการสามารถแจ้งกะลาสีเรือหรือโทรมาที่ 074-312358 ,074-890971 ต่อ 301 และขอความร่วมมือไม่ส่งเงินให้กับบุคคลดังกล่าวอย่างเด็ดขาด กรุณาล็อคประตูรถทุกครั้งที่ใช้บริการแพขนานยนต์ หากพบเจอบุคคลอันตราย กรุณาหลีกเลี่ยง. -008 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ยกระดับอุตสาหกรรม‘ยา-เครื่องมือแพทย์’ บทเรียนจากโควิด..สู่ปัจจัยท้าทายในอนาคต

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684370

ยกระดับอุตสาหกรรม‘ยา-เครื่องมือแพทย์’  บทเรียนจากโควิด..สู่ปัจจัยท้าทายในอนาคต

ยกระดับอุตสาหกรรม‘ยา-เครื่องมือแพทย์’ บทเรียนจากโควิด..สู่ปัจจัยท้าทายในอนาคต

วันพุธ ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 06.15 น.

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ รายงานตัวเลขยืนยันการเติบโตและฟื้นตัวธุรกิจบริการด้านสุขภาพและความงามอย่างรวดเร็วโดย 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม) ปี 2565 มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่สูงถึง 353 ราย ทุนจดทะเบียน 969.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2564 จำนวน 167 ราย หรือ ร้อยละ 90 และทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 659.32 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 212.62 (ปี 2564 จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ 186 ราย ทุน 310.10 ล้านบาท)

เฉพาะเดือนสิงหาคม 2565 จดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ 56 ราย ทุนจดทะเบียน 124.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากเดือนสิงหาคม 2564 จำนวน 38 ราย หรือ ร้อยละ 211.12 และทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้น 105.10 ล้านบาท หรือ ร้อยละ 539 (สิงหาคม 2564 จดทะเบียน 18 ราย ทุน 19.50 ล้านบาท) ซึ่ง รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึง เรื่องนี้เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2565 ว่า การเติบโตมาจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ 1.โครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้น โดยในปี 2565 มีจำนวนผู้สูงอายุ คิดเป็นร้อยละ 18.5

และคาดว่า ปี 2583 จะมีจำนวนผู้สูงอายุประมาณ 20.5 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งหมายถึงโอกาสทางธุรกิจด้านบริการสุขภาพและความงาม เนื่องจากผู้สูงอายุหันมาดูแลตัวเองและต้องการบริการด้านนี้มากขึ้น กับ 2.สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ทำให้เกิดการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ (New Normal) ทั้งการทำงานแบบ Work from Home การออกกำลังกาย การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพการระมัดระวังเรื่องสุขอนามัย การเลือกซื้อวิตามินและอาหารเสริมต่างๆ ส่งผลให้ประชาชนมองหาบริการด้านสุขภาพและความงามมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน

เมื่อพูดถึงธุรกิจบริการด้านสุขภาพ “อุตสาหกรรมยาและเครื่องมือแพทย์” ย่อมเป็นฐานสำคัญ ซึ่งเมื่อเดือน ก.ย. 2565 ที่ผ่านมา คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2565 (EconTU Symposium) ครั้งที่ 44 ภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายของการยกระดับ S-Curve ในยุค Next Normal” โดยมีอาจารย์ประจำคณะมาบอกเล่าผลการศึกษาทิศทางอุตสาหกรรม 5 กลุ่ม ประกอบด้วยยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า-อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแปรรูป ยาและเครื่องมือแพทย์

ลอยลม ประเสริฐศรี บรรยายหัวข้อ “ความท้าทายของอุตสาหกรรมยาในประเทศไทยหลังวิกฤต COVID-19” กล่าวถึงความท้าทายที่นำไปสู่การศึกษาอุตสาหกรรมยา 1.วิกฤตโรคอุบัติใหม่ ดังตัวอย่างจากสถานกรณ์โรคระบาดโควิด-19 2.โรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน มะเร็ง 3.สังคมสูงอายุ ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น และผู้สูงอายุก็เป็นกลุ่มเปราะบางสุ่มเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บ และ 4.ความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี (Disruptive) ทั้งการนำเทคโนโลยีมาใช้ปรับปรุงกระบวนการผลิตยา และสร้างนวัตกรรมการรักษาโรคในอนาคต

เมื่อมองออกไปในระดับโลก “ยุคของอุตสาหกรรมยาเริ่มขึ้นในศตวรรษที่ 18-19” หรือประมาณปี 2343-2442 ยุคนี้เริ่มมีการศึกษาวิชาเภสัชศาสตร์สมัยใหม่และเคมีออร์แกนิก รวมถึงบริษัทยายักษ์ใหญ่ชื่อคุ้นหูอย่าง ไบเออร์ (Bayer) หรือ ไฟเซอร์ (Pfizer) ก็ก่อตั้งขึ้นในยุคนี้เช่นกัน ต่อมา “สิทธิบัตรยาต้นตำรับ (Original Drug) จำนวนมากหมดลงพร้อมกันในช่วงกลางและปลายศตวรรษที่ 19” หรือช่วงปี 2393-2442 อุตสาหกรรมจึงเกิดการแข่งขันกันในยุคของ “ยาชื่อสามัญ (Generic)” และเนื่องจากไม่ต้องศึกษาตั้งแต่ต้นในชั้นคลินิก ทำให้ต้นทุนในการผลิตยาลดลง

“ความเปลี่ยนแปลงซึ่งเรียกว่าเข้าสู่ยุคที่ 3 ของอุตสาหกรรมยา เกิดขึ้นพร้อมกับการเข้ามาของเทคโนโลยีชีวภาพ” ยุคนี้เริ่มมีการพัฒนายาชีววัตถุและวัคซีนขึ้นจำนวนมาก ซึ่งก็คือยุคปัจจุบัน แต่ในอนาคตอันเป็น “ยุคที่ 4 ของอุตสาหกรรมยา” มีการพูดถึง “ยาแห่งอนาคต” คือการออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแบบเจาะจงแต่ละราย เช่น วิเคราะห์จากโครงสร้างทางพันธุกรรม ตลอดจนนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยในการรักษา

“ยกตัวอย่างอัลไซเมอร์ เขาผนวกเอาระบบดิจิทัลเข้าไปในตัวยา แล้วก็เชื่อมโยงกับโทรศัพท์มือถือหรือแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ ตรงนี้ก็จะสามารถทำให้เตือนสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ให้รับประทานยาได้ นี่ก็คือตัวอย่างหนึ่งรวมถึงการเข้ามาของระบบ AI (ปัญญาประดิษฐ์) AI เข้ามาช่วยอุตสาหกรรมยาอย่างไร? ในอนาคตการวิจัยหรือพัฒนายาหรือการค้นคว้ายา อาจไม่ต้องใช้เวลายาวนานเหมือนเดิมเนื่องจากว่าเราสามารถใช้ AI ช่วยในการคัดเลือกตัวสารประกอบทางยา ที่เราสามารถร่นระยะเวลาในการผลิตหรือวิจัยและพัฒนายาได้” อาจารย์ลอยลม ระบุ

อุตสาหกรรมยานั้นมีความเฉพาะแตกต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ กล่าวคือ 1.ใช้นวัตกรรมอย่างเข้มข้น (Innovative-driven Industry) โดยมีค่าความเข้มข้นด้านวิจัยและพัฒนา (R&D Intensity) มากกว่าร้อยละ 20 ซึ่งสูงกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ 2.ใช้ระยะเวลาพัฒนาค่อนข้างนาน ผลิตภัณฑ์ยาสักชนิดหนึ่งก่อนจะออกมาวางจำหน่ายใช้เวลาพัฒนาเฉลี่ย 10-13 ปี 3.ใช้ต้นทุนพัฒนาสูง เฉลี่ยอยู่ที่ 900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 หมื่นล้านบาท

4.ความเสี่ยงสูง (Uncertainty) เพราะโอกาสในการวิจัยและพัฒนาจนสำเร็จออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่เพียงร้อยละ 13 และ 5.เป็นอุตสาหกรรมที่ผู้ส่งออกส่วนใหญ่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตยาต้นตำรับ โดยหากดูสถิติจากปี 2555-2564 บริษัทยาที่มีบทบาทก็ยังเป็นหน้าเดิมๆ แม้จะมีบริษัทอื่นๆ จากบางประเทศเข้ามาร่วมมีส่วนมากขึ้น เช่น จีนหรืออินเดีย

“มองโลกแล้วย้อนกลับมาดูประเทศไทย” พบว่า แม้อุตสาหกรรมยาในไทยจะเน้นผลิตยาชื่อสามัญ แต่ผู้ผลิตก็ยังเป็นบริษัทใหญ่มีทุนสูง โดยเป็นการผลิตเพื่อสนับสนุนตลาดในประเทศมากกว่าส่งออก โดยจากตลาดอุตสาหกรรมยาในไทยซึ่งมีมูลค่า 2 แสนล้านบาท ส่วนนี้ไทยผลิตเอง 8 หมื่นล้านบาทและใน 8 หมื่นล้านบาท เป็นการผลิตเพื่อส่งออกเพียง 2 พันล้านบาทและเนื่องจากอุตสาหกรรมยาต้องใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และนักวิจัยจำนวนมาก (แม้จะเป็นการผลิตยาชื่อสามัญ) จึงเป็นการกีดกันผู้เล่นหน้าใหม่ไปโดยปริยาย

อาจารย์ลอยลม กล่าวว่า “อุตสาหกรรมยาของไทยค่อนข้างครบวงจร” ตั้งแต่ผู้ให้บริการระดับ “Pre-Clinical” ซึ่งมีสัตว์ทดลองพร้อมใช้ ที่มีอยู่ 13 แห่ง เป็นภาคเอกชน 2 แห่ง มหาวิทยาลัยอีก 11 แห่ง , “Testing Suppliers” หรือศูนย์ทดสอบ กระจายตามหน่วยงานของรัฐและสถาบันวิทยาศาสตร์,“Clinical Trial Research Service” กระจายตามโรงเรียนแพทย์, “Raw Material Suppliers” ผู้จัดหาวัตถุดิบผลิตยาแม้จะมีอยู่ 12 แห่ง แต่สามารถสนับสนุนอุตสาหกรรมยาในประเทศได้เพียงร้อยละ 5 เท่านั้น ส่วนอีกร้อยละ 95 เป็นวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ , “โรงงานยาเคมี” ส่วนใหญ่ผลิตยาชื่อสามัญ และส่วนหนึ่งรับจ้างผลิตให้กับบริษัทข้ามชาติ , “โรงงานยาชีววัตถุและวัคซีน” ปัจจุบันมี 4 แห่งที่สามารถผลิตในเชิงอุตสาหกรรมได้ ที่เหลือเป็นเพียงโรงงานต้นแบบที่ใช้ในขั้นตอนวิจัยและพัฒนา

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยาของไทยมีความท้าทาย 4 ประการ 1.ยกระดับวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อต่อยอดนวัตกรรม
ที่ผ่านมามีความเชื่อกันว่า ยาเคมีหรือยาชื่อสามัญ (ซึ่งเป็นยาที่อุตสาหกรรมในไทยผลิตเองเป็นส่วนใหญ่) ไม่ต้องใช้การวิจัยและพัฒนามากนัก แต่จริงๆ แล้วก็ยังมีความต้องการใช้ R&D สูงขึ้นในระดับหนึ่ง เพื่อแสดงให้เห็นศักยภาพภาพเพียงพอที่จะได้เข้าไปอยู่ในบัญชีนวัตกรรมยาแห่งชาติ ซึ่งผู้ผลิตรายใดที่ทำได้ก็จะมีความได้เปรียบคู่แข่ง เช่น ในการจัดซื้อจัดจ้างกับภาครัฐ หรือใช้ R&D เพื่อพัฒนาตัวยาใหม่ๆ เช่น สูตรยาต้านไวรัสเอดส์ (HIV)

2.การแสวงหาเงินทุนสำหรับวิจัยและพัฒนา แม้นโยบายภาครัฐจะสนับสนุนได้ในระดับหนึ่ง (เช่น การพัฒนาวัคซีนโควิด-19) แต่โจทย์ใหญ่คือจะทำให้ยั่งยืนได้อย่างไร เพราะในอนาคตไทยอาจเกิดปัญหาหนี้สาธารณะสูง แต่อีกด้านหนึ่ง ไทยก็มีสตาร์ทอัพอย่าง “ใบยา” ที่สามารถจ้างนักวิจัยระดับปริญญาเอกและหลังปริญญาเอกได้มาก จึงเป็นตัวอย่างที่ดีและควรได้รับการสนับสนุนให้มีบริษัทลักษณะนี้มากขึ้น

3.เชื่อมโยงสถาบันวิชาการกับภาคอุตสาหกรรม งานวิจัยในสถาบันการศึกษาจำนวนมากยังเป็น Basic Research หรืองานวิจัยสำหรับตีพิมพ์ แต่สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการคือ Discovery หรืองานวิจัยที่เป็นการคิดค้นและพัฒนาจนสามารถนำไปใช้ในเชิงอุตสาหกรรมได้ (TRL ระดับ 5 ขึ้นไป) ยังมีน้อย แต่ก็มีความพยายามทำให้เกิดขึ้น เช่น โครงการ ITAP ที่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยกับผู้ประกอบการ, ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) ที่สนใจเรื่องการผลิตยาชีววัตถุและวัคซีน

4.การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาในอนาคต สถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 จะเป็น
จุดพลิกผันสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมยาในอนาคต เพราะทั้งการสร้างโรงงานผลิตวัคซีนต้นแบบ การยื่นขออนุมัติเพื่อทำการทดลองวัคซีน เป็นสิ่งที่ก่อนหน้านี้ไทยไม่เคยมาถึงแม้กระทั่งหน่วยงานรับรองผลิตภัณฑ์ (เช่น อย.) ก็ไม่เคยอนุมัติและรับรองในสถานการณ์แบบนี้เช่นกัน บทเรียนทั้งหมดที่ได้รับจึงควรถูกพัฒนาต่อยอด เช่น เทคโนโลยีที่ใช้ในการผลิตวัคซีนโควิด-19 กับการพัฒนาวัคซีนอื่นๆ ในอนาคต

5.แรงกดดันด้านความต้องการยาเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น โรค NCDs สังคมสูงวัย นโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ แต่ปัจจุบันพบว่าไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน บทเรียนจากโควิด-19 ซึ่งไทยต้องนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศ และหลังจากนี้ก็อาจยังมีผู้ซึ่งจำเป็นต้องได้รับวัคซีนอย่างสม่ำเสมอ (เช่น ปีละ 2 เข็ม) ทั้งหมดนี้หมายถึงงบประมาณที่ภาครัฐต้องเตรียมไว้ จึงเป็นคำถามถึงผู้กำหนดนโยบายว่าจะยังนำเข้าต่อไปหรือจะส่งเสริมให้ผลิตในประเทศ

ในช่วงท้าย อาจารย์ลอยลม สรุปผลการศึกษาไว้ว่า 1.อุตสาหกรรมเคมี แม้จะยังไม่สามารถผลิตยาต้นตำรับได้เอง
แต่ก็ไม่อาจบอกได้ว่าไม่มีศักยภาพ
 และอุตสาหกรรมยาเคมีที่ผ่านมายังมีบทบาทสูงเรื่องการรักษาความมั่นคงทางยาของประเทศไทย เนื่องจากไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จึงต้องผลิตยาชื่อสามัญในประเทศเพื่อลดต้นทุนด้านสาธารณสุข

2.มีโอกาสในวิกฤตโควิด-19 ในด้านยาชีววัตถุและวัคซีน สถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้ทำให้เกิดการสร้างนวัตกรรมในประเทศ โดยเฉพาะการต่อยอดในการพัฒนาวัคซีนและยาใหม่ๆ แต่จะมีแนวทางสนับสนุนอย่างไร 3.บทเรียนจากโควิด-19 จะยกระดับสู่การพัฒนาตลอดห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยาได้อย่างไร ซึ่งรวมถึงแนวปฏิบัติเรื่องการรับรองผลิตภัณฑ์ด้วย 4.หน่วยงานกำกับดูแลกับการปรับบทบาท หันมาเป็นผู้สนับสนุนมากขึ้น เพื่อร่นระยะเวลาในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์

“ในแง่ของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความมั่นคงทางยา ผมมองว่าภาครัฐค่อนข้างเอาจริงเอาจัง ดังจะเห็นจากการพัฒนาหรือสนับสนุนเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน แล้วก็การเข้ามาช่วยอุดหนุนเรื่องการพัฒนาวัคซีน เป็นตัวสะท้อนอย่างหนึ่งว่าภาครัฐได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญเรื่องของความมั่นคงทางด้านยา แต่ประเด็นหนึ่งที่เรายังทำได้ไม่ดีนักและตัวเลขสถิติได้ฟ้องมา ในเรื่องของการลดการนำเข้าและเพิ่มการส่งออกยังเห็นภาพไม่ชัดเจน รวมถึงหนึ่งในนโยบายที่พูดถึงในแผนยุทธศาสตร์ยาคือการผนวกเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามายังเห็นภาพไม่ชัดเจนมากนัก” อาจารย์ลอยลม สรุปทิ้งท้าย

ด้าน ผศ.ดร.พนิต วัฒนกูล บรรยายหัวข้อ “อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยกับการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG” ซึ่งเช่นเดียวกับอุตสาหรรมยา คือสถานการณ์โควิด-19 เผยให้เห็นปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทย เช่น ชุด PPE เครื่องช่วยหายใจ ชุดตรวจ ATK นำไปสู่ความตระหนักรู้เรื่องความมั่นคงด้านเครื่องมือแพทย์ โดยในเวลานั้น นโยบายของไทยมีทั้งการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมใกล้เคียงหันมาช่วยผลิต เช่น อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มกับการผลิตชุด PPE และหน้ากากอนามัย

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจ BCG หรือ Bio Economy (เศรษฐกิจชีวภาพ), Circular Economy (เศรษฐกิจหมุนเวียน) และ Green Economy (เศรษฐกิจสีเขียว-เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม) จึงเป็นที่มาของการศึกษาว่า เศรษฐกิจ BCG จะตอบโจทย์การแก้ปัญหาขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ได้มาก-น้อยเพียงใด ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ แบ่งประเภทสินค้าอย่างง่ายๆ 3 ประเภท คือ

1.วัสดุทางการแพทย์ เป็นสิ่งของใช้แล้วทิ้ง เช่น หน้ากากอนามัย ชุด PPE 2.ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เครื่องมือที่ใช้ได้นานไม่ใช่ครั้งเดียวทิ้ง เช่น เครื่องช่วยหายใจ เครื่องฟอกไต เครื่องเอกซเรย์ และ 3.น้ำยาและชุดวินิจฉัยโรค เช่น น้ำยาฆ่าเชื้อชุดตรวจ ATK ทั้งนี้ ระหว่างปี 2560-2564 วัสดุทางการแพทย์ เป็นสินค้ากลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่ไทยส่งออกมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 80 ของสินค้ากลุ่มนี้ที่ไทยส่งออกทั้งหมด ในขณะที่ครุภัณฑ์ทางการแพทย์จะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 10-20 ส่วนน้ำยาและชุดวินิจฉัยโรคมีการส่งออกไม่ถึงร้อยละ 5

ในทางกลับกัน ระหว่างปี 2560-2564 ครุภัณฑ์ทางการแพทย์กับน้ำยาและชุดวินิจฉัยโรค เป็นสินค้ากลุ่มเครื่องมือแพทย์ที่ไทยนำเข้าเป็นส่วนใหญ่ โดยรวมกันอยู่ที่ร้อยละ 60 สะท้อนภาพผู้ประกอบการไทยมีความสามารถในการผลิตสินค้าประเภทวัสดุทางการแพทย์ ซึ่งเป็นสินค้าที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีซับซ้อนมากนัก แต่สินค้าอีก 2 ประเภทที่เหลือนั้นไทยยังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการแข่งขันกับต่างชาติ

การศึกษาในครั้งนี้พยายามจะตอบคำถามว่า “ประเทศไทยขาดแคลนเครื่องมือแพทย์หรือไม่” โดยรวบรวมข้อมูลจาก52 ประเทศ ระหว่างปี 2553-2563 จึงได้ข้อมูลทั้งก่อนยุคโควิดและเข้ายุคโควิดแล้ว พบว่า ในภาพรวม ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่นำเข้าเครื่องมือแพทย์น้อยกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งหมายถึงครุภัณฑ์ทางการแพทย์ด้วย แต่ข้อมูลแบบนี้สามารถตีความได้ 2 แบบ หากไม่เพราะประเทศเหล่านั้นสามารถผลิตได้เองจนเพียงพอกับความต้องการ ก็เป็นเพราะมีข้อจำกัดในการนำเข้าแม้จะไม่สามารถผลิตได้เองด้วยก็ตาม

“เรานำ 2 แนวทางนี้แล้วก็ไปดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับของไทย ไทยเราไม่ได้มีโรงงานหรือศูนย์กลางที่จะผลิตตัวครุภัณฑ์ทางการแพทย์อย่างเป็นทางการ แล้วก็ไม่ได้ส่งออกได้ขนาดนั้น ตรงนี้จึงพอจะอนุมานได้ว่าไทยเราขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ เรามีขีดจำกัดในการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ แน่นอนว่านี่คือการใช้ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปีที่ผ่านมาครอบคลุมตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤตและเกิดวิกฤตโควิด-19 เรายังมีความท้าทายในอนาคต โรคอุบัติใหม่ โรคอุบัติซ้ำโรคเฉพาะถิ่นต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นแล้วอาจจะต้องเตรียมแผนรับมือให้ได้” อาจารย์พนิต กล่าว

นอกจากวิกฤตโควิด-19 ประเทศไทยยังเผชิญความท้ายเรื่องสังคมสูงวัย โดย ธนาคารโลก (World Bank) คาดการณ์ว่า อีกประมาณ 10-20 ปีข้างหน้า ไทยจะมีผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 25 ของประชากรทั้งประเทศ นั่นหมายถึงความต้องการเครื่องมือแพทย์มากขึ้นเพื่อมาดูแลประชากรกลุ่มนี้ ซึ่งการที่รัฐบาลจะสนับสนุนให้เกิดการผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ได้มาตรฐานสากลขึ้นในไทย ต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างสูงผ่านนโยบายทั้งที่เกี่ยวกับภาษีและไม่ใช่ภาษี แต่ก็จะช่วยรับประกันความมั่นคงด้านเครื่องมือแพทย์ได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับการเน้นการนำเข้าจากต่างประเทศ

อนึ่ง ประเทศไทยมีเป้าหมายเพิ่มการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์จากบัญชีนวัตกรรมไทยร้อยละ 30 ของผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการวิจัยนวัตกรรมและผลิตภายในประเทศ ซึ่งจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ภึง 4 หมื่นล้านบาทภายในระยะเวลา 5 ปี ผ่าน 5 กลยุทธ์ คือ 1.ส่งเสริมวิศวกรรมย้อนกลับ (Reverse Engineering) เพื่อให้ผลิตได้เองในประเทศ 2.ส่งเสริมการเข้าสู่ตลาด ผ่านกลไกบัญชีนวัตกรรมไทย เช่น ส่งเสริมให้สถานพยาบาลของรัฐซื้อสินค้าในบัญชีนี้

3.ลดภาษีนำเข้าชิ้นส่วนและวัตถุดิบ เพื่อสนับสนุนการต่อยอดเทคโนโลยีจากต่างประเทศ 4.พัฒนาศักยภาพบุคลากร ทั้งนักวิจัยและผู้ประกอบการ และ 5.สร้างเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้นักวิจัยได้พูดคุยกับผู้ประกอบการ นำไปสู่การผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการในประเทศได้ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกต “ยังไม่มีการกล่าวถึงเศรษฐกิจหมุนเวียน” ซึ่งต่างประเทศที่ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ให้ความสำคัญมากถึงขั้นหลายชาตินำไปบรรจุไว้ในการเจรจาทำข้อตกลงทางการค้าเสรี (FTA)

เช่น ข้อกำหนดให้ต้องยอมรับสินค้าที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำแต่คำว่ากระบวนการผลิตซ้ำก็สามารถตีความได้ 2 รูปแบบ1.แบบกว้าง นอกจากผู้ผลิตหรือเจ้าของสินค้ารายเดิมแล้วยังอนุญาตให้ผู้ผลิตรายอื่นๆ เข้ามาร่วมด้วยได้ เช่น ในขั้นตอนการแยกชิ้นส่วนประกอบ ซ่อมบำรุงจนถึงผลิตซ้ำ ซึ่งการตีความแบบกว้างจะเอื้อต่อการพัฒนาต่อยอดของผู้ประกอบการไทยมากกว่าเมื่อเทียบกับ 2.แบบแคบ อนุญาตให้เฉพาะผู้ผลิตหรือเจ้าของสินค้ารายเดิมเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เครื่องมือแพทย์ที่ผลิตซ้ำก็ต้องระบุข้อกำหนดด้วยว่าต้องได้มาตรฐานเทียบเท่าเครื่องมือผลิตใหม่

“หากไทยยังไม่เปิดรับตัว C (Circular Economy-เศรษฐกิจหมุนเวียน) อาจจะต้องมีต้นทุนค่าเสียโอกาส3 ประการ 1.ไทยต้องวางแผนงบประมาณให้ดี เพราะหากเราไม่เปิดรับเศรษฐกิจหมุนเวียน ตัวเครื่องมือแพทย์ที่ผ่านการผลิตซ้ำได้ เราอาจจะต้องนำเข้าเครื่องมือแพทย์หรือครุภัณฑ์ทางการแพทย์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ถ้าเรามีงบประมาณไม่เพียงพอ เราอาจไม่มีเครื่องมือแพทย์ใหม่เพื่อรักษาผู้ป่วยภายในประเทศได้

2.เราอาจจะต้องเตรียมแผนรับมือภาวะการขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ ทั้งในช่วงเวลาวิกฤตและปกติ ที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต และ 3.ประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่เขาเน้นเศรษฐกิจหมุนเวียน เขาจะให้ความสำคัญและใส่ประเด็นเรื่องการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ผ่านกระบวนการผลิตซ้ำเป็นหนึ่งในข้อเจรจา FTA ถ้าหากเราไม่ยอมรับก็อาจกลายเป็นว่าเราไม่สามารถทำ FTA กับต่างประเทศได้” อาจารย์พนิต ระบุ

ในทางกลับกัน “หากไทยยอมรับสินค้าที่ใช้กระบวนการผลิตซ้ำ” นอกจากประโยชน์ที่จะได้กับผู้ประกอบการไทยในการศึกษาและพัฒนาต่อยอดด้วยวิธีวิศวกรรมย้อนกลับ (กรณีเลือกใช้นิยามแบบกว้างกับคำว่ากระบวนการผลิตซ้ำ) ยังจูงใจให้ผู้ประกอบการผลิตเครื่องมือแพทย์จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทยด้วย หากมองแล้วเห็นว่าเมื่อเข้ามาจะดำเนินการได้ครบวงจรทั้งการผลิตของใหม่ ซ่อมบำรุงและผลิตซ้ำ

“ทั้งหลายทั้งปวงนี้ เราจำเป็นจะต้องวางแผนกลยุทธ์รับมือการเจรจา FTA และกำหนดยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนเครื่องมือแพทย์ต่อไป” อาจารย์พนิต ฝากทิ้งท้าย

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ปีนขึ้นไปจับงูเหลือมเลื้อยหนีน้ำไปซุกอยู่บนแทงค์น้ำประปาหมู่บ้านสูงกว่า 30 เมตร

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684391

ปีนขึ้นไปจับงูเหลือมเลื้อยหนีน้ำไปซุกอยู่บนแทงค์น้ำประปาหมู่บ้านสูงกว่า 30 เมตร

ปีนขึ้นไปจับงูเหลือมเลื้อยหนีน้ำไปซุกอยู่บนแทงค์น้ำประปาหมู่บ้านสูงกว่า 30 เมตร

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 19.48 น.

วันที่ 4 ต.ค.65 ทีมงานอสรพิษวิทยา ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากประชาชนว่ามีงูเหลือมตัวใหญ่หนีน้ำเข้าไปซุกซ่อนตัวอยู่ในแทงค์น้ำประปาหมู่บ้านที่บริเวณหมู่ 1 ตำบลสามง่าม อำเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอ่างทอง จึงเข้าไปตรวจสอบพร้อมด้วยทีมงานอสรพิษวิทยา พบว่าแทงค์น้ำประปาหมู่บ้านสูงจากพื้นดินประมาณ 30 เมตร ไม่ทราบว่างูเหลือขึ้นไปได้อย่างไร คาดว่าหนีน้ำขึ้นไปหานกที่เกาะบนแทงค์น้ำเป็นอาหารก่อนพลาดตกลงไปในแทงค์น้ำแล้วขึ้นมาไม่ได้

นางสาวรฐา ตะเพียนทอง ทีมงานอสรพิษวิทยา เผยว่า การจับงูเหลือมในครั้งนี้ต้องเสี่ยงกับความสูงและท้าทายมากต้องมีทีมงานปีนขึ้นไปกัน 2 คน ซึ่งบรรไดที่ขึ้นไปนั้นสูงชันมากและจุดที่งูอยู่นั้นเป็นทางขึ้นลงในแทงค์น้ำต้องขึ้นไปอย่างระมัดระวังทั้งงูและการปีนขึ้นไป โดยพบว่างูเหลือมอยู่ในถังน้ำประปา ทีมงานอสรพิษวิทยา ที่เป็นผู้ชายจึงได้ปีนลงไปจับงูเหลือมออกมาจากในแทงค์น้ำประปา ส่งต่อให้ตนนำงูพันไว้ที่แขน แล้วปีนลงมาได้อย่างปลอดภัย โดยใช้เลาประมาณ 20 นาที พร้อมนำออกไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

‘อ.สุวินัย’ชี้เพียงเพราะอคติบดบังปัญญา จึงด้อยค่าคำแนะนำใช้’วิทยุทรานซิสเตอร์’รับมือภัยพิบัติ

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684390

'อ.สุวินัย'ชี้เพียงเพราะอคติบดบังปัญญา จึงด้อยค่าคำแนะนำใช้'วิทยุทรานซิสเตอร์'รับมือภัยพิบัติ

‘อ.สุวินัย’ชี้เพียงเพราะอคติบดบังปัญญา จึงด้อยค่าคำแนะนำใช้’วิทยุทรานซิสเตอร์’รับมือภัยพิบัติ

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 19.43 น.

4 ต.ค.65 จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ประชุมการบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยและให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกับผู้ว่าราชการทุกจังหวัด โดยมีบางช่วงบางตอน นายกฯ ได้ระบุถึงการใช้บริการไฟฟ้า ประปา และโทรศัพท์ ต้องให้ใช้ได้นานที่สุด ถ้าระบบมันล่มไปทั้งหมด การสื่อสารแจ้งข้อมูลจะทำได้ลำบาก อาจจะต้องไปใช้ “วิทยุทรานซิสเตอร์” ในการออกอากาศแจ้งเตือนประชาชนได้อีกทาง ซึ่งเคยใช้กันเมื่อปี 2554 เพราะตอนนั้นไฟฟ้าดับหมด ดังนั้นเราต้องเตรียมแผนตรงนี้ไว้ด้วยในกรณีที่อาจจะเกิดปัญหา แต่กลับอีกฝ่ายนำไปขยายผลวิพากษ์วิจาณ์บนโลกโซเซียลในทำนองล้าหลังกันอย่างปากนั้น (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘ทรานซิสเตอร์’วิทยุพื้นฐาน! หลายชาติยังจัดเป็น‘อุปกรณ์เอาตัวรอดยามภัยพิบัติ’แม้ในยุคดิจิทัล)

ล่าสุด รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว “Suvinai Pornavalai” ระบุว่า เรื่องเหรียญคริปโต ลุงตู่ออกมาเตือนแต่เนิ่นๆ ถือว่ามองขาด

“เรื่องความสำคัญของการใช้วิทยุทรานซิสเตอร์ ในช่วงเกิดภัยพิบัติ ลุงตู่ก็ให้คำแนะนำอย่างคนมีประสบการณ์จริง และถูกต้องตามหลักปฏิบัติ แต่อนิจจามีคนจำนวนมากด้อยค่าคำเตือนอันมีค่าของนายกฯลุงตู่ เพียงเพราะอคติบดบังปัญญาทั้งที่หลายคนที่ออกมาด้อยค่าก็มีการศึกษาสูงทั้งนั้น บางคนจบระดับปริญญาเอกด้วยซ้ำ แต่ความจริงก็คือ นายกฯคนนี้เป็นคนที่มีปัญญาและวิชาชีวิตสูงยิ่งคนหนึ่ง เมื่อเทียบกับบรรดานักการเมืองทั้งหลายในสภา”

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

ฮือฮา! กบแปลกมี 6 ขา 24 นิ้วแถมเปลี่ยนสีได้ทุกเวลาทั้ง ‘เขียวแก่-ทอง’

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684365

ฮือฮา! กบแปลกมี 6 ขา 24 นิ้วแถมเปลี่ยนสีได้ทุกเวลาทั้ง 'เขียวแก่-ทอง'

ฮือฮา! กบแปลกมี 6 ขา 24 นิ้วแถมเปลี่ยนสีได้ทุกเวลาทั้ง ‘เขียวแก่-ทอง’

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 18.05 น.

วันที่ 4 ส.ค.65 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมบูรณ์ ตื้อเครือ อายุ 50 ปีบ้านเลขที่ 83/6 ถนนแม่ต๋ำฟากน้ำ ต.แม่ต๋ำภูมินทร์ อ.เมือง จ.พะเยา ได้เลี้ยงกบแปลกมี 6 ขาไว้ในบ่อน้ำในบ้านของตนเอง โดยกบมีลักษณะแปลกกว่ากบตัวอื่น มีขนาดลำตัวประมาณ 3 นิ้ว เพศผู้ มี 6 ขา โดยขาหลังแต่ละข้างมี 5 นิ้ว ส่วนคู่ขาหน้า มีข้างละ 4 นิ้ว และพบว่าที่บริเวณหน้าอกกบมีอีก 2 ขา ขาขวา 4 นิ้วและขาซ้ายมีขากบโพล่งอกออกมาอีก 2 ขา รวม 6 ขา 24 นิ้ว และลำตัวจะเปลี่ยนสีได้ทุกเวลาบางครั้งเป็นสีเขียวแก่ บางครั้งเป็นสีทองเหลืองอร่ามสวยงาม

นายสมบูรณ์ ตื้อเครือ เจ้าของกบ 6 ขา กล่าวว่า กบ 6 ขาสีทองตัวนี้ตนได้มากว่า 1 ปีแล้ว โดยเป็บกบตัวเล็กกระโดดเข้ามาในบ้าน เมื่อตนเห็นจึงจับไว้และพบว่ากบมี 6 ขา จึงเก็บเลี้ยงไว้ในบ่อน้ำข้างบ้าน เป็นกบที่เชื่อง หลังจากนั้นจึงนำจำนวนขากบไปเสี่ยงโชคและก็ได้โชค จึงเก็บเลี้ยงไว้มาจนถึงปัจจุบันได้ปีกว่าแล้ว โดยเลี้ยงในบ่อน้ำข้างบ้านและกบโตวันโตคืน ลักษณะลำตัวกบขนาด 3 นิ้วมี 6 ขา โดยขาหลังแต่ละข้างมี 5 นิ้ว ส่วนคู่ขาหน้ามีข้างละ 4 นิ้วและพบว่าที่บริเวณหน้าอกกบมีขางอกเพิ่มออกมาอีก 2 ขา ขาขวามี 4 นิ้วและขาซ้ายมี 2 นิ้วโผล่ห้อยออกมา รวมมีขากบ 6 ขา 24 นิ้ว และพบว่าสีของกบจะเปลี่ยนสีได้ทุกเวลาบางครั้งเป็นสีเขียวแก่ บางครั้งเป็นสีทองเหลืองอร่ามอย่างสวยงามอีกด้วย – 003 

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

คลิปนี้มีน้ำตา! น้ำใจคนไทยสู้น้ำท่วม จับมือกันสุดแรงกู้ชีวิตชายขี่มอเตอร์ไซค์

Posted on October 5, 2022 by SoClaimon
Reply

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/likesara/684347

คลิปนี้มีน้ำตา! น้ำใจคนไทยสู้น้ำท่วม จับมือกันสุดแรงกู้ชีวิตชายขี่มอเตอร์ไซค์

วันอังคาร ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2565, 15.47 น.

คลิปน้ำมีน้ำตา! ซึ้งน้ำใจคนไทย จับมือช่วยกันสุดแรง กู้ชีวิตชายกับมอเตอร์ไซค์ ถูกกระแสน้ำพัด ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

ผลกระทบจากพายุโนรู เคลื่อนที่ผ่านประเทศไทย ส่งผลให้ส่วนใหญ่บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกือบ 17 จังหวัดได้รับผลกระทบเต็มๆ อาทิ  ศรีสะเกษ 150,227 ไร่ สุรินทร์ 109,560 ไร่ อุบลราชธานี 109,176 ไร่ ขอนแก่น 93,972 ไร่ บุรีรัมย์ 66,942 ไร่ ร้อยเอ็ด 62,282 ไร่ นครราชสีมา 36,359 ไร่ มหาสารคาม 34,830 ไร่ ชัยภูมิ 29,523 ไร่ อำนาจเจริญ 19,404 ไร่ ยโสธร 16,937 ไร่ กาฬสินธุ์ 14,741 ไร่ หนองบัวลำภู 5,904 ไร่ สกลนคร 3,881 ไร่ อุดรธานี 3,373 ไร่ หนองคาย 2,925 ไร่ และนครพนม  2,359 ไร่

ล่าสุด มีคลิปนาทีระทึกจากผู้ใช้ติ๊กต๊อก riitar.raktawan ได้เผยคลิปทขณะสัญจรผ่านถนนเส้นหนึ่งที่มีกระแสน้ำแรงมาก ในจังหวัดศรีสะเกษ ทำให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์คนหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดตกข้างทาง แต่ได้พลเมืองดีร่วมด้วยช่วยกัน จับมือเป็นสะพาน ประมาณ 8-10 คนเพื่อพยายามช่วยกันดึงรถมอเตอร์ไซค์ไว้ แต่สุดท้ายสู้กระแสน้ำไม่ไหว จึงจำเป็นต้องปล่อยหลุดมือลอยไป 

ชาวเน็ตต่างเห็นใจเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ที่สูญเสียสมบัติและยานพาหนะทำกินของเขาไป แต่ก็โชคดีที่เจ้าของรถปลอดภัย จนทำให้คลิปนี้มีผู้เข้าชมกว่า 3.5 ล้านครั้ง 

ล่าสุด มีชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์ได้เข้ามาอัพเดทด้วยว่า เมื่อกระแสน้ำลดลง สุดท้ายทุกคนก็ช่วยกันดึงรถมอเตอร์ไซค์คนนี้ขึ้นมาได้สำเร็จ และทุกคนปลอดภัยดี   -009

https://www.tiktok.com/embed/v2/7149111549976694043?lang=th-TH&referrer=https%3A%2F%2Fwww.naewna.com%2Flikesara%2F684347

Share this:

  • Share on Facebook (Opens in new window) Facebook
  • Share on X (Opens in new window) X
  • Share on LinkedIn (Opens in new window) LinkedIn
  • Share on Reddit (Opens in new window) Reddit
  • Email a link to a friend (Opens in new window) Email
  • Print (Opens in new window) Print
  • Share on Telegram (Opens in new window) Telegram
  • Share on Tumblr (Opens in new window) Tumblr
  • Share on WhatsApp (Opens in new window) WhatsApp
  • Share on Mastodon (Opens in new window) Mastodon
  • Share on Pinterest (Opens in new window) Pinterest
Like Loading...
Posted in ข่าว Like สาระ, แนวหน้า | Tagged 2565(2022), ข่าว Like สาระ, แนวหน้า, naewna | Leave a reply

Post navigation

← Older posts
Newer posts →

BamBam Family

BamBam Family

สถิติบล็อก

  • 2,936,689 hits

Join 4,115 other subscribers
Follow SootinClaimon.Com on WordPress.com

Categories

Top Posts & Pages

Science Update : รัสเซียทดสอบจรวด โซยุซ-5 สำเร็จ
จบสัมพันธ์สามีภรรยา หญิงออน แยกทาง ตั้ม วิชญะ ลูกชายของดวงดาว จารุจินดา
สว.นรเศรษฐ์ จี้รัฐบาล ทบทวนแลนด์บริดจ์ ชี้เสียงวิจารณ์เยอะ-เสี่ยงไม่คุ้มค่า
ยกเลิก MOU44 กต.แจงทูต/เข้าครม.5พ.ค.
โบว์ ณัฏฐา ชมภาวะผู้นำอนุทิน ออกตัวป้อง ศุภจี กลางสมรภูมิการเมือง Toxic
UOB เสริมความมั่นคง ผ่านการยกระดับการเรียนรู้ การเงินและนวัตกรรม
ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ
คนใต้ หนุน แลนด์บริดจ์ แต่ห่วงสิ่งแวดล้อม-ทุจริต-ไม่โปร่งใส
บรรจง นะแส เบรก นิกร ปมแลนด์บริดจ์ ไล่ให้ไปอ่าน พ.ร.บ. SEC ก่อนออกตัวแรง!
เชียร์เลิกฟรีวีซ่า 60 วัน นักวิชาการ มธ.ชี้สกัด นทท.คุณภาพต่ำ ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

Recent Posts

  • ออสเตรเลียแจ้งข้อหาชายวัย 47 ฆาตกรรม-ล่วงละเมิด ด.ญ. พื้นเมือง 5 ขวบ
  • เยอรมนีชี้ สหรัฐฯ ถอนทหารเป็นสิ่งที่ “คาดการณ์ได้” ขณะนาโตขอคำชี้แจง
  • “ภูเขาไฟมายอน” ปะทุหนัก ฟิลิปปินส์สั่งอพยพด่วน-ยกระดับเตือนภัยระดับ 3
  • “ทรัมป์” ขู่อาจกลับไปถล่มอิหร่านอีก หาก “ประพฤติตัวไม่ดี'”
  • จับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน ในขวดสินค้าอาหารเด็ก

ป้ายกำกับ

  • 2559(2016)
  • 2564(2021)
  • entertain
  • naewna
  • The Nation
  • การเมือง
  • ต่างประเทศ
  • บันเทิง
  • ผู้หญิง
  • แนวหน้า
  • RSS - Posts
  • RSS - Comments

Archives

Follow Us

  • https://soclaimon.tumblr.com/
  • https://www.facebook.com/soclaimon
  • https://www.instagram.com/sootinclaimon/
  • https://www.facebook.com/SootinClaimon/
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100001170824639
  • https://www.facebook.com/pompam.pp
  • https://www.facebook.com/toraman666
  • https://www.facebook.com/apich214
  • https://www.facebook.com/samabat.klaimon
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100005312762480
  • https://www.facebook.com/jirasuda.manomaiyanon
  • https://www.facebook.com/eikpakkred
  • https://www.facebook.com/profile.php?id=100003091451547
Blog at WordPress.com.
  • Subscribe Subscribed
    • SootinClaimon.Com
    • Join 1,657 other subscribers
    • Already have a WordPress.com account? Log in now.
    • SootinClaimon.Com
    • Subscribe Subscribed
    • Sign up
    • Log in
    • Report this content
    • View site in Reader
    • Manage subscriptions
    • Collapse this bar

Loading Comments...

    %d