เปิดตำนานบทใหม่ ‘Mister International Thailand 2026’

เปิดตำนานบทใหม่ 'Mister International Thailand 2026'

เปิดตำนานบทใหม่ ‘Mister International Thailand 2026’

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.30 น.

ศึกแห่งศักดิ์ศรีกำลังจะเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง สำหรับเวทีประกวดสุดยิ่งใหญ่มิสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล           ไทยแลนด์ 2026 (Mister International Thailand 2026) ที่ปีนี้มาในคอนเซ็ปต์ทรงพลัง “The NEW Legendary” สะท้อนการก้าวสู่ตำนานบทใหม่ของเวที กับไฮไลท์ของการปะทะระหว่างตัวพ่อผู้ผ่านการประกวด MI Thailand ฟาดฟันกับผู้กล้าหน้าใหม่ใจถึง พร้อมสั่นสะเทือนวงการประกวดชายด้วยการจับมือพันธมิตรระดับประเทศ กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ ทีมบุรีรัมย์ ในฐานะ Co-Host City ปักหมุดแลนด์มาร์กกรุงเทพฯ-บุรีรัมย์ สู่สนามเฟ้นหาหนุ่มไทยที่มีศักยภาพ ผู้เป็นที่รัก เปี่ยมด้วยพลังและแรงบันดาลใจ เพื่อร่วมขับเคลื่อนการประกวดชายให้ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

บริษัท แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ ACTIFF ผู้ถือลิขสิทธิ์และจัดการประกวด Mister International Thailand จัดงานแถลงข่าวการประกวด Mister International Thailand 2026 อย่างเป็นทางการ นำโดย นายอานนท์ จันทราช ประธานกองประกวด, นายกิตติพงษ์ สัจจพลากร ผู้ร่วมถือลิขสิทธ์การประกวด พร้อม นายวรภพ สุขสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุขสุทธิ์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ในนาม ทีมบุรีรัมย์ ให้การต้อนรับแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชน ที่ตบเท้าเข้าร่วมงานกันอย่างคับคั่ง ณ 515 Victory Hall ชั้น 3 โรงแรม 515 Victory

นายอานนท์ จันทราช ประธานกองประกวด Mister International Thailand และกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอคทีฟ ไลฟ์สไตล์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ในปี 2026 นี้ กองประกวดฯ ยังมุ่งรักษามาตรฐานการประกวดให้เข้มข้นยิ่งขึ้นในทุกมิติ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘The NEW Legendary’ โดยมีไฮไลท์ของปีนี้นั่นคือ การกลับมาประกวดอีกครั้งของเหล่าตำนานผู้ที่เคยผ่านการประกวดฯ ในปี 2019 – 2025 ที่จะกลับมาทำการแข่งขันกับผู้กล้าหน้าใหม่ที่สมัครเข้ามาในปีนี้ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นความเข้มข้นที่สร้างกระแสให้กับวงการประกวดชายอย่างแน่นอน

“ในปีนี้ กองประกวดฯ ยังได้ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำ นำโดย                การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และทีมบุรีรัมย์ ในฐานะ Co-Host City จัดกิจกรรมเก็บตัวในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม เปิดประสบการณ์ให้ผู้เข้าประกวดและแฟนๆ ได้สัมผัสเสน่ห์และอัตลักษณ์ของภาคอีสานใต้ในประเทศไทยนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการใช้เวทีประกวดเป็นกลไกขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) และร่วมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยโดยเฉพาะในเมืองน่าเที่ยวให้เติบโตในระดับโลก” นายอานนท์ กล่าว

นางสาวศิรินุช สุทธิรัตน์ ผู้อำนวยการกองตลาดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ททท. มีความยินดีที่ได้ร่วมสนับสนุนเวที Mister International Thailand ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ ททท. ให้การสนับสนุนเวทีการประกวดสุภาพบุรุษอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากเล็งเห็นว่าผู้เข้าประกวดซึ่งเป็น     คนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพ สามารถทำหน้าที่ในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการร่วมผลักดันนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ของกองประกวด ที่จะถ่ายทอดเสน่ห์ของ แหล่งท่องเที่ยว อาหาร ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ            และการท่องเที่ยวของประเทศในภาพรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบจากกรณีพิพาท ซึ่งส่งผลกระทบกับจังหวัดชายแดน   อีกทั้งยังสร้างการรับรู้ว่า จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ และมีความปลอดภัยในการเดินทาง

ด้าน นายวรภพ สุขสุทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สุขสุทธิ์ เอนเตอร์เทนเมนท์ จำกัด ในนาม ทีมบุรีรัมย์ กล่าวว่า ทีมบุรีรัมย์ มีโอกาสได้ร่วมสนับสนุนและเป็นเจ้าภาพในการต้อนรับผู้เข้าประกวดสำหรับการทำกิจกรรมเก็บตัวตลอดระยะเวลา 1 สัปดาห์ ในระหว่างวันที่ 29 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม โดยทางทีมได้เตรียมโปรแกรมกิจกรรมที่น่าสนใจ เพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์ การท่องเที่ยว และวัฒนธรรม ที่โดดเด่นของจังหวัดบุรีรัมย์ไว้อย่างเต็มที่ เพื่อสร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าประกวด และเชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการเผยแพร่เสน่ห์ของบุรีรัมย์ให้เป็นที่รู้จักใน     วงกว้างยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถสร้างความสนุกและโมเมนต์ไวรัลให้กับผู้ติดตามการประกวด MI Thailand ในปีนี้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ การประกวด “Mister International Thailand 2026” ได้เริ่มเปิดรับสมัครอย่างเป็นทางการแล้ว โดยแบ่งเป็นส่วนผู้เคยผ่านการประกวด MI Thailand 2019 – 2025 ตั้งแต่วันนี้ – 15 เมษายนนี้ และในส่วนผู้กล้า Newcomers จะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 – 15 พฤษภาคมนี้ โดยรวมเป็นผู้เข้าประกวด Finalist ของปีนี้ จำนวน 28 คนเท่านั้น

สำหรับ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมของการประกวดได้ที่แฟนเพจ Mister International Thailand และ IG : mithailandbyactiff หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร 083 309 4114 / 062 639 9794

ณิชา สลัดลุคหวาน ใส่เสื้อปุ๋ยพายเรือหาหอย ทำเอาคนดูแห่หลงรัก

ณิชา สลัดลุคหวาน ใส่เสื้อปุ๋ยพายเรือหาหอย ทำเอาคนดูแห่หลงรัก

ณิชา สลัดลุคหวาน ใส่เสื้อปุ๋ยพายเรือหาหอย ทำเอาคนดูแห่หลงรัก

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.26 น.

25 มีนาคม 2569 ทำเอาแฟนคลับฮือฮาไม่น้อย เมื่อ นางเอกสาวมากฝีมือ “ณิชา ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์” ขอเปลี่ยนลุคจากสาวหวาน มาใช้ชีวิตติดดินแบบเรียบง่ายสุดๆ ผ่านกิจกรรมวิถีชาวบ้าน ที่ทั้งสนุกและเป็นธรรมชาติ จนหลายคนยิ้มตามกันทั้งโซเชียล

       โดยครั้งนี้ ณิชา หยิบเสื้อปุ๋ยมาใส่แบบไม่ห่วงสวย พร้อมลุยกิจกรรมเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการพายเรือลงน้ำหาวัตถุดิบสดๆ เพื่อนำมาประกอบอาหาร เข้าครัวทอดไข่เจียวด้วยตัวเอง รวมถึงนั่งล้อมวงกินข้าวเหนียวบนเสื่อแบบบ้านๆ ท่ามกลางบรรยากาศเป็นกันเองและเต็มไปด้วยความสนุกสนาน

ภาพความน่ารักเหล่านี้ เป็นส่วนหนึ่งจากการที่เธอไปร่วมรายการ เฮ็ดอย่างเซียนหรั่ง ตอน “ณิชา ทำภารกิจใหญ่ พายเรือน้อย หาหอย!” (FULL EP.80) ทางช่อง One Playground ซึ่งเผยให้เห็นอีกมุมของนางเอกสาว ที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ และดูมีความสุขกับวิถีชีวิตแบบบ้านๆ อย่างแท้จริง

       เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะลุคหวาน แซ่บ เท่ หรือชิลๆ ณิชา ก็เอาอยู่ทุกสไตล์ พร้อมสะกดใจแฟนๆ ได้อย่างอยู่หมัด สมกับเป็นนางเอกแถวหน้าของวงการจริงๆ

       ภาพจาก : @nychaa

‘เจนนี่’ ตอบชัด ยินดีกับรักใหม่ ‘แม่เกตุ’ ย้ำความสัมพันธ์แม่-ลูกตัดกันไม่ขาดอยู่แล้ว

‘เจนนี่’ ตอบชัด ยินดีกับรักใหม่ ‘แม่เกตุ’ ย้ำความสัมพันธ์แม่-ลูกตัดกันไม่ขาดอยู่แล้ว

‘เจนนี่’ ตอบชัด ยินดีกับรักใหม่ ‘แม่เกตุ’ ย้ำความสัมพันธ์แม่-ลูกตัดกันไม่ขาดอยู่แล้ว

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.19 น.

ทราบเรื่องแม่เกตุเปิดตัวแฟนใหม่ ? คิดยังไงกับเรื่องนี้

“หนูก็เห็นพร้อมทุกคน หนูก็ยังไม่ได้มีความรู้สึกว่าต้องรู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ค่ะ ถามว่าเป็นห่วงมั้ย ก็ยังเป็นห่วง ถ้ามีความสุขกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นก็ยินดีด้วยค่ะ ก็ขอให้มันเป็นรักที่ดี เป็นรักที่ไม่เหนื่อย แล้วก็เป็นรักที่ซัปพอร์ต คือครอบครัวเราอยากได้คนที่ซัปพอร์ตจริงๆ”

ได้คุยกับคุณแม่เรื่องนี้ยัง

“ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ทักไปถามเรื่องนี้เหมือนกัน”

ได้คุยกับน้องสาว ลิลลี่ มั้ย

“ก็มีถาม ลิลลี่ก็บอกว่า น้องเคยเจอหลายรอบแล้ว ก็มีแซวๆ น้องไปว่า เออ เป็นไงบ้าง”

เป็นห่วงมั้ย?

“เป็นห่วงค่ะ เพราะแม่ก็มีประสบการด้านความรักไม่ดีมาหลายรอบ ก็ไม่ได้ห้าม คือมีได้ ถ้าบอกทุกคนได้เราก็อยากเจอคนที่ดี ไม่มีใครอยากเจอความรักที่มันต้องผิดหวังซ้ำซ้อน ก็หวังว่าคุณแม่จะเจอคนที่ดีจริงๆ ณ วันนี้ถามว่า เขาดีมั้ยเขาโอเคมั้ย  เจนนี่คือเราไม่คอนเฟิร์มใครอยู่แล้ว ระยะเวลาเท่านั้นที่มันจะเป็นคำตอบให้ได้เขาจะอยู่ได้นานกันมั้ย เค้าจะเป็นยังไงบ้าง หรือสรุปแล้วเค้าจะอยู่ได้หรือไม่ได้คุณแม่เป็นคนตัดสินใจค่ะ หนูขอแค่ให้เป็นรักที่ถูกต้องและมีความสุขจริงๆ”

เจนนี่รู้จักกับแฟนใหม่แม่มั้ย

“ไม่รู้จักค่ะ เจนนี่รู้สึกว่าเรื่องราวเจนนี่กับแม่มันพึ่งผ่านดราม่ากันมา จะให้อยู่ดีๆ จะให้เราลงลึกเข้าไปถึงขั้นว่า แม่จะคบใครจะต้องไปเวลคัมใครขนาดนั้น หนูก็ยังค่ะ หนูก็นรู้สึกว่าให้แม่กับลิลลี่สแกนไปก่อน ไม่ได้ปิดกั้นใคร แต่ถามว่า ณ วันนี้จะให้ แบบ โอ้โห้วว … สวัสดีคุณพ่อเลย มันก็ไม่ใช่อ่ะ” คือถ้าในเรื่องของความรักทุกคนก็เป็นแบบคุณแม่ได้ แต่พอมาเป็นบ้านเจนนี่ ลิลลี่ มันอาจจะต้องเซฟและซอร์ฟ เพราะแผลเก่าของแม่ก็ยังคาราคาซังอยู่ค่ะ”

แม่ลูกยังไงก็ตัดกันไม่ขาด?

“ไม่มีทางตัดขาดหรอกค่ะ คนเราไม่ว่าจะเป็นเพื่อนเป็นพี่น้อง ตัดกันไม่ขาดอยู่แล้ว ยิ่งเป็นแม่ที่เขาคลอดเรามาจะให้เรามาเกลียด โกรธ เป็นไปไม่ได้ เหมือนที่หนูพูดวันนั้น เราอยากให้สถานการณ์มันดีขึ้นและหนูอยากปลดล็อกทุกอย่าง ไม่อยากให้มานั่งเฟคส์กับพี่ๆ สื่อ คนนั้นอยู่ไหน คนนี้อยู่ไหน คุณแม่เป็นไง มันจบไปแล้ว”

‘อี๊ด โปงลางสะออน’ขนทัพนักแสดงจัดรอบกาล่า ‘อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า’เตรียมโอบกอดหัวในคนไกลบ้าน

'อี๊ด โปงลางสะออน'ขนทัพนักแสดงจัดรอบกาล่า 'อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า'เตรียมโอบกอดหัวในคนไกลบ้าน

‘อี๊ด โปงลางสะออน’ขนทัพนักแสดงจัดรอบกาล่า ‘อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า’เตรียมโอบกอดหัวในคนไกลบ้าน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.20 น.

“โปงลางสะออน ฟิล์ม”  เตรียมพาไปสัมผัสกับภาพยนตร์โอบกอดหัวใจคนทำงานไกลบ้าน  “อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า”  โดย “อี๊ด โปงลางสะออน” ที่ใช้เวลาทุ่มเทกว่า 2 ปีเต็ม กับการปั้นและกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต นำแสดงโดย สแน็ก-อัจฉรีย์ ศรีสุข (มิสแกรนด์เลย 2023), อินฟลูเอ็นเซอร์เกาหลีชื่อดัง อิลฮงมิน ร่วมด้วย อินฟลูเอ็นเซอร์สายฮา ม้าม่วง-สิทธิเดช บรรมณี, ตลกซุป’ตาร์ หม่ำ จ๊กมก, แพร-แพรเพชร อุดมศาสตร์พร, ลาล่า-ขวัญนภา เรืองศรี, เบิ้ล ปทุมราช และ ลูลู่-ดวงฤดี บุญบำรุง โดยจัดรอบกาล่าพรีเมียร์ ณ ลานอินฟินิซิตี้ พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ชั้น 5 ก่อนเข้าฉายจริง ในวันที่ 26 มีนาคมนี้

บรรยากาศการจัดงานสุดคึกคัก แขกผู้มีเกียรติและคนบันเทิงยกทัพมาร่วมแสดงความยินดีอย่าง ได้แก่ ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์, วีระพงษ์ วงศ์ศิลป์, บอสโจ สาวน้อยเพชรบ้านแพง, เพชร สหรัตน์, ไบรอัน Jokeiscream, นุ๊ก-ธนดล ศิริแวว, ป๊ายปาย โอริโอ้, ครูเต้ย-อภิวัฒน์ บุญเอนก, ใบเตย-สุทีวัน ทวีสิน, ธัญญ่า อาร์สยาม, ท็อฟฟี่ สามบาทห้าสิบ และ ดีเจภูมิ ตั้งสง่า

เริ่มงานด้วยพิธีกร ชมพู่ ก่อนบ่าย (ธัณย์สิตา สุวัชราธนากิตติ์) กล่าวต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ ในบรรยากาศเหมือนอยู่บนเครื่องบินเตรียมแลนดิ้งความฮาข้ามพรมแดนสู่ปูซาน เปิดตัวนักแสดงด้วยการเดินพรมแดงมาแบบม่วน ๆ ก่อนที่จะไปชมตัวอย่างภาพยนตร์ไปพร้อมๆ กัน ต่อด้วย โชว์เพลงประกอบภาพยนตร์ “ฮักอีหลีเด้อ” โดยนางเอกของเรื่อง “สแน็ก อัจฉรีย์”  ต่อด้วย 2 หนุ่ม พี่ฮง และ คุณโจ๊ก IScream ที่มาร้องเพลงสุดไวรัลอย่าง “ซากีกุน” จากนั้นถึงคิวที่ ฮาจอง และ พัคยองจิน มาร้องเพลงช้าสุดซึ้งอย่าง “ฉันคือหิ่งห้อย”

จากนั้นถึงช่วงที่ผู้กำกับและนักแสดงนำ พูดคุยบนเวทีถึงเรื่องการทำงาน ที่ยกกองไปถ่ายทำถึงปูซาน ประเทศเกาหลี กว่า 30 ชีวิต ปิดท้ายด้วยการเชิญ คุณอดิศักดิ์ เลิศปัญญา ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แฮนดูโร่ (ไทยแลนด์) จำกัด, คุณมณฑิชา กุลาตี และ คุณเทวัน มาดาน ผู้บริหารจาก โอเชียน คลีน ซัพพลาย จำกัด, คุณจิรายุ แสงดารารัตน์ ผู้บริหารจาก บริษัท สตาร์อัพ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด, คุณกิตติ ลักษณ์สง่า ผู้บริหารจาก บริษัท ฟีนิกซ์ 2168 จำกัด ในฐานะทีมผู้อำนวยการสร้างจาก Gem Star และคุณวิชัย กุลธวัชชัย ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ขึ้นถ่ายรูปเป็นที่ระลึกพร้อมกันบนเวที

“อีแหล่ แอรี่ เกาหลี โอปป้า” เล่าถึง ชีวิตนักร้องสาวรถแห่และเสาหลักของครอบครัว ปุ๋ย (สแน็ก-อัจฉรีย์) ที่ต้องเผชิญกับชีวิตที่พังทลายเมื่อถูกไล่ออกจากวง ถูกแฟนบอกเลิก และหนี้สินรุมเร้า เธอตัดสินใจเดินทางไปเกาหลีพร้อมเพื่อนรัก ลิซ่า (ม้าม่วง-สิทธิเดช) เพื่อหาทางรอด ปุ๋ยดิ้นรนทำงานหนักทั้งกลางวันและกลางคืน หวังใช้หนี้ให้ครอบครัว แต่เส้นทางที่เธอเดินกลับพบเจออุปสรรคมากมาย ในความโดดเดี่ยว ปุ๋ยได้พบกับลูกค้าหนุ่มหล่อชาวเกาหลี ฮง (อิลฮงมิน) รอยยิ้มและน้ำใจของเขาทำให้หัวใจปุ๋ยพอจะมีแรงสู้ต่อ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกกับเธออีกครั้ง เมื่อทั้ง ปุ๋ย และ ฮง ต้องเผชิญหน้าความจริงที่ทั้งคู่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สุดท้าย ฮง ต้องตัดสินใจว่าเลือกระหว่าง “หน้าที่” และ “หัวใจ” ว่าเขาจะเลือกอะไร เตรียมพบกับความสนุกของ “อีแหล่แอรี่ เกาหลี โอปป้า” ได้พร้อมกันวันที่ 26 มีนาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ใกล้บ้านคุณ

โซจึ้ง!‘ลูกน้ำ พาเมล่า’เปิดรอยยิ้มทอร์นาโด สวยแซ่บไม่ต้องพึ่งเหมยตู

โซจึ้ง!‘ลูกน้ำ พาเมล่า’เปิดรอยยิ้มทอร์นาโด สวยแซ่บไม่ต้องพึ่งเหมยตู

โซจึ้ง!‘ลูกน้ำ พาเมล่า’เปิดรอยยิ้มทอร์นาโด สวยแซ่บไม่ต้องพึ่งเหมยตู

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.12 น.

ปัจจุบันยืนหนึ่งบทแม่ แต่ชีวิตจริงไม่สะดวกแก่ ตำนานนักร้องสะโพกทอร์นาโด “ลูกน้ำ พาเมล่า เบาว์เด้นท์” เป็นนักแสดงตัวแม่อีกหนึ่งคน ที่ดูแลตัวเองดีมาก เพิ่งขึ้นเครื่องยกหน้าใหม่ไม่ทันไร ล่าสุดซุ่มเงียบโมฯต่อไม่รอแล้วนะ ขึ้นเขียงทำวีเนียร์ชุดใหญ่ไฟกะพริบ ที่คลินิกทันตกรรมชื่อดัง Cosdent พร้อมฮือฮาด้วยการปล่อยภาพเด็ดหลังพลิกโฉมกระชากวัย โชว์รอยยิ้มทอร์นาโด สวยหวานเหมือนสาวเจนZ เปลี่ยนวัย53ปีรุ่นมนุษย์แม่ โกงอายุมาเหมือนสาวแรกรุ่น เพิ่มดีกรีความแซ่บสมชื่อ “ลูกน้ำ” โพสต์ท่าจึ้งๆกรรมการอึ้ง กับคลื่นน้ำ ให้คะแนนสวยสิบกระโหลก

งานนี้เจ้าตัวแอบกระซิบให้ฟังว่าเบื้องหลังความสวย ใช้เวลาการปั้นมาเกือบครึ่งปี ทั้งผ่านการจัดฟันใส และดูแลสุขภาพช่องปาก จนมาถึงขั้นตอนทำวีเนียร์ จนพร้อมเผยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ซุ่มเงียบปิดมานาน สนนราคาการทำครั้งนี้เกือบครึ่งล้าน บอกเลยว่าตัวแม่ตัวมัม สวยและรวยมากของแทร่

มงคลสูงสุดชีวิต!’ฟลุค-นาตาลี’พาลูกสาว ‘น้องนาลียา’เข้าพิธีโกนผมไฟรับเมตตาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์

มงคลสูงสุดชีวิต!'ฟลุค-นาตาลี'พาลูกสาว 'น้องนาลียา'เข้าพิธีโกนผมไฟรับเมตตาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์

มงคลสูงสุดชีวิต!’ฟลุค-นาตาลี’พาลูกสาว ‘น้องนาลียา’เข้าพิธีโกนผมไฟรับเมตตาจากสมเด็จพระมหาธีราจารย์

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.42 น.

ถือเป็นฤกษ์งามยามดีของครอบครัวคนบันเทิง เมื่อคุณพ่อลูกสองสุดหล่อ “ฟลุค-เกริกพล มัสยวาณิช” และคุณแม่คนสวย “นาตาลี เจียรวนนท์” พาครอบครัวพร้อมหน้าเข้ากราบนมัสการ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดพระเชตุพลวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร (วัดโพธิ์) เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่สมาชิกใหม่

ในโอกาสนี้ สมเด็จพระมหาธีราจารย์ท่านได้เมตตาประกอบพิธี “โกนผมไฟ” ให้กับ “น้องนาลียา” ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยความรักและความศรัทธา ซึ่งทางครอบครัวมัสยวาณิชต่างซาบซึ้งในความเมตตาครั้งนี้เป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นการเริ่มต้นก้าวแรกของชีวิตหนูน้อยนาลียาด้วยบุญบารมีและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอย่างแท้จริง

‘ลูกหมี’เฮชนะคดีฝากถึง ‘ปู-มัณฑนา’หากยอมจ่าย 1.5 ล้านจะยกฟ้องทั้ง5 คดี

‘ลูกหมี’เฮชนะคดีฝากถึง ‘ปู-มัณฑนา’หากยอมจ่าย 1.5 ล้านจะยกฟ้องทั้ง5 คดี

‘ลูกหมี’เฮชนะคดีฝากถึง ‘ปู-มัณฑนา’หากยอมจ่าย 1.5 ล้านจะยกฟ้องทั้ง5 คดี

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.58 น.

ยืดเยื้อกันข้ามปี สำหรับกรณีที่ ปู มัณฑนา เป็นโจทย์ยื่นฟ้อง ทนายเดชา และ ลูกหมี รัศมี ในคดีหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและทวงหนี้ผิดวิธี หลังทนายเดชาและลูกหมีให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่า ปู เป็นหนี้สองล้านบาท ทั้งยังเปิดเผยหนี้ของโจทก์ด้วยการเปิดเผยชื่อโจทก์โดยไม่ปกปิดชื่อ ล่าสุดวันนี้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้ว เมื่อศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง ทนายเดชา และ ลูกหมี ทุกประเด็นในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเนื่องจากคดีไม่มีมูล

ส่วนแรก โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองว่าให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวว่าเป็นหนี้ 2 ล้านบาท แล้วลูกหมีกับทนายเดชาเปิดเผยยอดหนี้ เปิดเผยชื่อของปู มัณฑนา แต่ว่าศาลก็พิพากษามาแล้วบอกว่าโจทก์ไม่ได้ส่งคลิปวิดีโอ เอกสาร หรือถ้อยคำที่ให้สัมภาษณ์ของนายเดชาและลูกหมีติดมาท้ายฟ้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายวิธีพิจารณา และภาพสัญญากู้ยืมเงิน ไม่ปรากฏข้อความว่าโจทก์เป็นหนี้แล้วไม่จ่ายส่วนที่ 2 ที่โจทก์คือปู มัณฑนา หิมะทองคำ เขาฟ้องไปบอกว่าจำเลยทั้งสองเป็นคู่กรณีพิพาทกันอยู่ แล้วก็ลูกหมีกับทนายเดชา เดินทางไป สน. ทองหล่อ เพื่อไกล่เกลี่ย และถ้อยคำของจำเลยทั้งสอง ผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ ศาลท่านบอกว่าต้องพิจารณาจากวิญญูชนทั่วไป มิใช่อาศัยแต่เพียงความรู้สึกของโจทก์เท่านั้น เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่ได้มีความผิดใดๆ

ส่วนที่3 ความผิดตาม พ.ร.บ. ทวงถามหนี้ คือปู มัณฑนา เขาเป็นโจทก์ เขาบอกว่าลูกหมีไปทวงหนี้เขา ซึ่งโจทก์นำสืบมาได้ความเพียงว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหนี้เงินกู้ของลูกหนี้รายอื่นๆ อีก หรือเจ้าหนี้ให้กู้ยืมเงินเป็นทางการเป็นปกติ หรือเป็นปกติธุระของเจ้าหนี้ศาลท่านก็บอกว่าจำเลยที่ 2 ก็คือลูกหมี ประกอบอาชีพเป็นนักแสดง นางแบบ และครูสอนเดินแบบ ดังนั้นจำเลยที่ 2 จึงมิใช่ผู้ทวงถามหนี้ตาม พ.ร.บ. ทวงถามหนี้ เมื่อปี พ.ศ. 2558ยังมีคดีอีก 5 คดี ที่ลูกหมีเป็นโจทก์ฟ้องปู มัณฑนา เป็นคดีอาญา คดีฉ้อโกง เดี๋ยวดูกันว่าคดีลูกหมีเป็นโจทก์จะชนะปู มัณฑนาไม่รอติดตามกันวันนี้ก็ดีใจมากที่ศาลยกฟ้อง สุดท้ายแล้วลูกหมีอยากได้เงินคืนเท่านั้นที่ปู มัณฑนา เขาพูดตลอดว่าติดหนี้ลูกหมีแค่ 1.5 ล้าน ยอดไม่ตรงกัน ลูกหมีจะถามว่า 1.5 ล้านจะจ่ายไหมล่ะ ถ้าจ่ายจะถอนฟ้องทุกคดีให้หมดเลย

ซึ่งหลังจากชนะคดีทางด้าน ‘ลูกหมี’ก็โพสต์ข้อความลงในเฟสบุ๊คส่วนตัวระบุข้อความว่า  ‘ศาลยกฟ้องลูกหมีคดีหมิ่นประมาท ลูกหมีชนะไปอีกหนึ่งคดี เลิศๆ ค่ะ’ ,ชนะคุณปูอีก1คดีรอฟังคำตัดสินคดีอาญาคดีฉ้อโกงวันที่ 22 เมษายน 69 สู้คุณปูต้องใจเย็นๆ รอเวลาเท่านั้นเลยค่ะ อีกทั้งยังขอบคุณทุก ๆกำลังใจที่ส่งมาให้

มิตรภาพ‘มอส ปฏิภาณ’ และ ‘หนุ่ม ศรราม’ เพื่อนรักขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 กับของขวัญแทนใจให้หลาน

มิตรภาพ‘มอส ปฏิภาณ’ และ ‘หนุ่ม ศรราม’ เพื่อนรักขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 กับของขวัญแทนใจให้หลาน

มิตรภาพ‘มอส ปฏิภาณ’ และ ‘หนุ่ม ศรราม’ เพื่อนรักขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 กับของขวัญแทนใจให้หลาน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

ถึงแม้เรื่องราวจะผ่านไป 6-7 ปี แต่ก็ไม่วายวนกลับมาเป็นประเด็นอีก สำหรับ เรื่องทองรับขวัญของลูกสาว “ศรราม เทพพิทักษ์” ที่ถูกขายออกไปจนหมด แต่ที่พีคสุดๆ คือทองรับขวัญร็อกเก็ต ที่สลักหน้าและชื่อนามสกุลของลูกสาวหนัก 0.25 บาท และคนที่ใหัก็คือเพื่อนรัก “มอส ปฏิภาณ” แต่โชคดีที่คนดูแลบ้านไปตามซื้อกลับคืนมาได้ เพราะรู้สึกเสียดายแทน ซึ่งทาง หนุ่ม ศรราม ก็เคยคอมเม้นท์คุยกับมอส ถึงเรื่องนี้ว่า

“ทองของขวัญวันเกิดวีจิหมดไปแล้ว แต่เดชะบุญพี่ปรีชาที่ดูแลบ้าน ซื้อล็อกเกตทองที่มีรูปวีจิที่เมิงให้คืนมา กูจะรักษาอย่างดี เพื่อวันนึงจะให้วีจิแล้วบอกว่าลุงมอสให้หนูเป็นของขวัญนะลูกรัก…ขอบพระคุณมากนะครับเพื่อนรัก”

แม้เกิดเรื่องราวที่เกือบจะทำของชิ้นนี้หายไป แต่โชคยังดีมีคนรู้จักไปเจอทองชิ้นนี้เข้าพอดีจึงรีบซื้อคืนมาให้พ่อหนุ่มเก็บไว้หลังจากนั้นหนุ่มศรรามจึงเก็บของขวัญที่เพื่อนรักซื้อมาให้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ของที่มีค่าขนาดนี้หายไปได้อีกครั้งเรียกได้ว่าเป็นมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกัน  แม้เวลาจะผ่านไป ‘ศรราม’ก็ยังคงเก็บรักษาทองคำแท่งสลักรูป ‘น้องวีจิ’ ที่ลุงมอสซื้อรับขวัญหลานให้เป็นอย่างดี จนตอนนี้กลายเป็นคุณพ่อกันหมดแล้ว แต่ก็ยังติดต่อพาลูกสาวเที่ยวด้วยกัน ทำให้ทั้งสองครอบครัวสนิทกันมาก

ภาพสุดประทับใจ‘พีท ทองเจือ’ควงลูกชาย’น้องโรเตอร์’ สวมชุดขาวเต็มยศเข้าวังพร้อมครอบครัว

ภาพสุดประทับใจ‘พีท ทองเจือ’ควงลูกชาย'น้องโรเตอร์' สวมชุดขาวเต็มยศเข้าวังพร้อมครอบครัว

ภาพสุดประทับใจ‘พีท ทองเจือ’ควงลูกชาย’น้องโรเตอร์’ สวมชุดขาวเต็มยศเข้าวังพร้อมครอบครัว

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

เป็นอีกดหนึ่งภาพความประทับใจ ที่ทำเอาโซเชียลแทบแตก!ในความหล่อสมาร์ทเมื่อ น้องโรเตอร์ ได้โพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะร่วมเดินทางกับ ‘ครอบครัวทองเจือ’ ทั้งคุณพ่อพีท คุณแม่เจ็ง และพี่สาวสุดสวย เข้าไปปฏิบัติหน้าที่และถวายความเคารพ ณ พระบรมมหาราชวัง

งานนี้บอกเลยว่า “สายตาพุ่งเป้า” ไปที่น้องโรเตอร์หนักมาก! เพราะเจ้าตัวมาในลุค สวมชุดขาวข้าราชการแบบเต็มยศ พร้อมประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า “น้องโรเตอร์” ในวัยหนุ่มสะพรั่งนั้น ดูสง่างาม สุขุม และภูมิฐานแบบสุด ๆ จนหลายคนถึงกับอุทานว่า นี่มันพระเอกซีรีส์ชัด ๆ!นอกจากความหล่อของลูกชายแล้ว งานนี้คุณพ่อ “พีท ทองเจือ” ก็ยังคงความเท่ตลอดกาลในชุดข้าราชการสีขาวเช่นกัน เมื่อทั้งคู่มายืนเฟรมเดียวกัน บอกเลยว่าเลือกไม่ถูกจริง ๆ ค่ะคุณขา! เพราะถอดแบบกันมาเป๊ะ ๆ ทั้งโครงหน้า ความสูง และมาดนักกีฬาที่ดูสมาร์ททั้งพ่อทั้งลูก สมกับเป็นครอบครัวหน้าตาดีระดับพรีเมียมของวงการบันเทิงไทยเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทายาทคนบันเทิงที่น่าจับตามองสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์การเป็นนักแข่งรถมือโปร หรือลุคออกงานสังคมที่ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งวงการอสังหาริมทรัพย์ เมื่อสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ประกาศขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของ “สถานทูต” ซึ่งอยู่บน “ทำเลทอง” ของกรุงเทพมหานคร นั่นคือ ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ-ซอยต้นสน เขตปทุมวัน บนพื้นที่กว้างขวางร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวขจี  ติดกับพื้นที่ของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

โดยสถานทูตเนเธอร์แลนด์ จะย้ายไปตั้งที่อาคารสำนักงานโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค โดยมีกำหนดการย้ายในเดือนสิงหาคม 2569 ที่จะถึงนี้“วงการอนุรักษ์อาคารและสถาปัตยกรรม” ก็สั่นสะเทือนเช่นเดียวกัน

เว็บไซต์ คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม ได้ขึ้นข้อความว่า “สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์” เป็นรายการ “มรดกที่น่าห่วงใย” โดยระบุว่า“…สยามสมาคมฯ ได้รับการแจ้งรายการ ‘มรดกที่น่าห่วงใย’ (Heritage Alert) โดยผู้แทนของชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย ที่แสดงความกังวลต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย  

…ช่วยกันปกป้องสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพฯ หมุดหมายทางวัฒนธรรมและการทูตที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

…ชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย และผู้คนอีกมากมายทั่วโลก ต่างแสดงความวิตกอย่างยิ่งต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่จะขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย

…สถานทูตแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร การขายพื้นที่แห่งนี้จะเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ ไม่เพียงต่อประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาคมโลกด้วย เพราะเมื่อสูญเสียไปแล้ว จะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก 

…สถานทูตแห่งนี้ ไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติงานด้านการทูต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์และมิตรภาพอันยาวนานกว่า 400 ปี ระหว่างสองประเทศ การดำรงอยู่ของสถานทูตแห่งนี้ ช่วยเสริมสร้าง soft power สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และอำนวยประโยชน์ต่อสาธารณะในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์พิจารณาการตัดสินใจนี้อีกครั้ง และดำเนินการปกป้องสถานที่ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้แห่งนี้”

อนึ่ง พึงทราบว่า อาคารสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ประกาศขายผืนนี้ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก

ที่ดินและอาคารอันเป็นที่ตั้งของสถานทู๖เนเธอแลนด์ประจำประเทศไทยแห่งนี้  เคยเป็นบ้านของ นายแพทย์อัลฟองส์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศสประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ.1897 และเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่นายแพทย์ปัวซ์ เป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” (Phya Asvin Amnueyvej)

นายแพทย์อัลฟองซ์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) หรือที่คนไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 รู้จักในนาม “หมอปัวซ์” เป็นแพทย์ชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเวลานั้น ในบางกอก มีการก่อสร้างโรงพยาบาลฝรั่งขึ้นแห่งหนึ่ง คือ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์  ต่อมาเมื่อโรงพยาบาลสร้างเสร็จเรียบร้อยใน ค.ศ. 1898 (พ.ศ.2441) คุณหมอปัวซ์ ได้รับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ นับได้ว่าท่านเป็นแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลแห่งนี้ อีกทั้งรับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำสถานกงสุลฝรั่งเศสด้วย

ต่อมาคุณหมอปัวซ์ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทำหน้าที่เป็นแพทย์ประจำพระองค์ร่วมกับแพทย์ชาวต่างชาติอีกสองท่าน ท่านยังเป็นแพทย์ประจำราชสำนักเพื่อรักษาบรรดาเชื้อพระวงศ์ และรักษาบุคคลทั่วไป

ชื่อของคุณหมอปัวซ์ ปรากฏในบันทึกของ พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) เรื่อง จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรจนถึงสวรรคต ความว่า

“วันที่ 20 ตุลาคม เวลา 3 โมงเช้า คุณพนักงานออกมาบอกว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถ มีรับสั่งให้มหาดเล็ก ไปตามหมอเบอร์เกอร์ หมอไรเตอร์ และหมอปัวซ์ ให้รีบมาเฝ้าโดยเร็ว
สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกมารับสั่ง แก่ข้าพเจ้า (พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ) ให้จัดอาหารเลี้ยงหมอ และจัดที่ให้หมออยู่ประจำ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป…
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการมาฟังพระอาการ มากด้วยกัน ตั้งแต่ 5 ทุ่มได้บรรทมหลับเป็นปรกติ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ หมอฝรั่ง หมอไทย และมหาดเล็ก อยู่ประจำพรักพร้อมกันตลอดทุกเวลา…

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่ง 3 คน ขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปด้วยตามเคย เมื่อกลับลงมาเห็นกิริยาท่าทางของหมอ และเจ้านายไม่สู้ดี ได้ความว่า พระอาการหนักมาก พระบังคนเบาที่คาดว่าจะมีก็ไม่มี พิษของพระบังคนเบาซึม ไปตามเส้นพระโลหิตทั่วพระองค์ จึงทำให้เป็นพิษเซื่องซึมบรรทมหลับอยู่เสมอ หมอตั้งพระโอสถถวาย เร่งให้มีพระบังคนเบาแรงขึ้นทุกที…

พวกหมอฝรั่งประชุมกัน เขียนรายงานพระอาการยื่นต่อเจ้านาย เสนาบดีว่า พระอาการมาก เหลือกำลังของหมอ ที่จะถวายการรักษาแล้วสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานาถ และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาแต่เช้า ได้ทอดพระเนตรรายงาน พระอาการที่หมอทำไว้ ทรงปรึกษาหารือเห็นพร้อมกันว่า ควรให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ มาเฝ้าตรวจพระอาการดูด้วย…

พระอาการตั้งแต่เช้าไปจนเย็น ไม่มีพระบังคนหนัก และเบาเลย พระหฤทัยอ่อนลงมาก ยังบรรทมหลับเซื่องซึมอยู่เสมอเวลาย่ำค่ำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่งขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปด้วย และเห็นหายพระทัยดังยาวๆ และหายพระทัยทางพระโอษฐ์ พ่นแรงๆ จนเห็นพระมัสสุไหวได้แต่ไกล สังเกตดูพระเนตร ไม่จับใครเสียแล้ว ลืมพระเนตรคว้างอยู่อย่างนั้นเอง แต่พระกรรณยังได้ยิน

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ กราบทูลว่า เสวยน้ำ ยังทรงพยักพระพักตร์รับได้ และกราบทูลว่าพระโอสถแก้พระศอแห้ง ของพระองค์เจ้าสายฯ ก็ยังรับสั่งว่า “ฮือ” แล้วยกพระหัตถ์ขวาและซ้ายที่สั่นขึ้นเช็ดน้ำพระเนตร คล้ายทรงพระกันแสง พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ซับเช็ดพระเนตรด้วยผ้าซับพระพักตร์ ชุบน้ำถวาย หมอฉีดพระโอสถถวาย ช่วยบำรุงพระหฤทัยให้แรงขึ้นตั้ง

แต่เวลานี้ต่อไป หมอฝรั่งนั่งประจำคอยจับพระชีพจร ตรวจพระอาการผลัดเปลี่ยนกัน ประจำอยู่ที่พระองค์ การหายพระทัยค่อยเบาลงๆ ทุกที พระอาการกระวนกระวายอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่มีเลย คงบรรทมหลับอยู่เสมอ เจ้านายจะขึ้นไปเฝ้าอีกครั้ง ก็พอหมอรีบลงมาทูลว่า เสด็จสวรรคตเสียแล้วด้วยพระอาการสงบ เมื่อเวลา 2 ยาม 45 นาที”ชื่อของคุณหมอปัวซ์ยังถูกกล่าวถึงการถวายการรักษาเจ้านายอีกหลายพระองค์

ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยของพระชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แด่นายแพทย์ปัวซ์ ขึ้นเป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” และพระราชทานบ้านพักให้อยู่อาศัย ซึ่งก็คือ ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของสถานทูตเนเธอแลนด์ที่ประกาศขาย รวมทั้งตัวอาคารบ้านพักเดิมด้วย

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ผืนนี้ เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ.1911 (พ.ศ.2454) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะนั้น ที่ดินแถบนี้ยังเป็นทุ่งนา เมื่อมีการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง  ที่ดินแถบนี้จึงมีราคาสูงขึ้น ชาวนาเจ้าของที่ พากันขายที่ดินและย้ายออกไปอยู่นอกเมือง ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5) ได้ซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่ ไว้จากชาวนาที่ย้ายออกไป

ปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ขายที่ดินและบ้านให้แก่พระยาราชสาส์นโสภณ ซึ่งภายหลังพระยาราชสาส์นโสภณก็ขายต่อให้กับกรมพระคลังข้างที่ หรือสำนักงานทรัพย์สินฯ ในปัจจุบัน

ปี ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงชื่นชมต่อความจงรักภักดีและการอุทิศตนในหน้าที่ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช จึงพระราชทานที่ดินแปลงนี้ พร้อมตัวอาคารบ้านพักให้ 

ปี ค.ศ.1932 (พ.ศ.2475) พระองค์เจ้าบวรเดชขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผ่านกรมพระคลังข้างที่ เพื่อขายที่ดินคืนให้กรมพระคลังข้างที่จำนวน 2 ไร่ เพราะประสงค์นำเงินมาปรับปรุงตัวบ้าน และได้เงินมา 15,000 บาท ถือเป็นการปรับปรุงบ้านครั้งแรกและครั้งเดียว 

ปีนั้นเอง เริ่มเกิดความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย และในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1933 (พ.ศ.2476)  พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้นำทัพของกลุ่มซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “กบฏบวรเดช” พยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร แต่ไม่สำเร็จ  ทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กัมพูชา และได้เปิดโรงงานทอผ้า ค้าขายถ่านที่นั่น

ระหว่างที่พระองค์เจ้าบวรเดชลี้ภัยนั้น บ้านหลังนี้ถูกปล่อยเช่าให้กับสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษเพื่อใช้เป็นสำนักงานและสโมสรช่วงปี ค.ศ.1936-1939 แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาใช้ที่นี่เป็นสำนักงาน

เดือนตุลาคม ค.ศ.1946 (พ.ศ.2489) หลังสงครามสิ้นสุดลง ที่นี่ถูกปล่อยเช่าให้กับ Salesian บาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิก เพื่อใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ส่วนตัว ส่วนอาคารไม้ชั้นเดียว 2 หลังที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ได้ใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ต่อมาจึงได้รับการพัฒนาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาดอนบอสโก (Don Bosco Vocational School)

หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองทุกคดี ปี ค.ศ.1948 พระองค์เจ้าบวรเดชจึงเสด็จกลับประเทศไทยหลังลี้ภัยในเขมร 16 ปี และทรงตั้งโรงงานทอผ้าที่อำเภอหัวหิน ทอผ้าโขมพัสตร์ขึ้นจำหน่ายได้รับความนิยมโด่งดังระดับโลก

ปี ค.ศ.1949 ทรงขายบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ ให้แก่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ด้วยราคา 1,850,000 บาท เพื่อใช้เป็นทำเนียบหรือที่พำนักของเอกอัครราชทูต และเป็นที่ทำการสถานทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรกในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เหล่านี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันคุณค่าของอาคารละที่ดินแปลงสำคัญ ที่กำลังจะถูกขาย และไม่อาจทราบได้ว่า ในภายภาคหน้าจะกลายเป็นอะไรต่อไป.

พระองค์เจ้าบวรเดช

พระองค์เจ้าบวรเดช

หมอปัวซ์ หรือ “พระยาอัศวินอำนวยเวท”

หมอปัวซ์ หรือ “พระยาอัศวินอำนวยเวท”