มิตรภาพ‘มอส ปฏิภาณ’ และ ‘หนุ่ม ศรราม’ เพื่อนรักขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 กับของขวัญแทนใจให้หลาน

มิตรภาพ‘มอส ปฏิภาณ’ และ ‘หนุ่ม ศรราม’ เพื่อนรักขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 กับของขวัญแทนใจให้หลาน

มิตรภาพ‘มอส ปฏิภาณ’ และ ‘หนุ่ม ศรราม’ เพื่อนรักขวัญใจวัยรุ่นยุค 90 กับของขวัญแทนใจให้หลาน

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.16 น.

ถึงแม้เรื่องราวจะผ่านไป 6-7 ปี แต่ก็ไม่วายวนกลับมาเป็นประเด็นอีก สำหรับ เรื่องทองรับขวัญของลูกสาว “ศรราม เทพพิทักษ์” ที่ถูกขายออกไปจนหมด แต่ที่พีคสุดๆ คือทองรับขวัญร็อกเก็ต ที่สลักหน้าและชื่อนามสกุลของลูกสาวหนัก 0.25 บาท และคนที่ใหัก็คือเพื่อนรัก “มอส ปฏิภาณ” แต่โชคดีที่คนดูแลบ้านไปตามซื้อกลับคืนมาได้ เพราะรู้สึกเสียดายแทน ซึ่งทาง หนุ่ม ศรราม ก็เคยคอมเม้นท์คุยกับมอส ถึงเรื่องนี้ว่า

“ทองของขวัญวันเกิดวีจิหมดไปแล้ว แต่เดชะบุญพี่ปรีชาที่ดูแลบ้าน ซื้อล็อกเกตทองที่มีรูปวีจิที่เมิงให้คืนมา กูจะรักษาอย่างดี เพื่อวันนึงจะให้วีจิแล้วบอกว่าลุงมอสให้หนูเป็นของขวัญนะลูกรัก…ขอบพระคุณมากนะครับเพื่อนรัก”

แม้เกิดเรื่องราวที่เกือบจะทำของชิ้นนี้หายไป แต่โชคยังดีมีคนรู้จักไปเจอทองชิ้นนี้เข้าพอดีจึงรีบซื้อคืนมาให้พ่อหนุ่มเก็บไว้หลังจากนั้นหนุ่มศรรามจึงเก็บของขวัญที่เพื่อนรักซื้อมาให้เป็นอย่างดี เพื่อไม่ให้ของที่มีค่าขนาดนี้หายไปได้อีกครั้งเรียกได้ว่าเป็นมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งกัน  แม้เวลาจะผ่านไป ‘ศรราม’ก็ยังคงเก็บรักษาทองคำแท่งสลักรูป ‘น้องวีจิ’ ที่ลุงมอสซื้อรับขวัญหลานให้เป็นอย่างดี จนตอนนี้กลายเป็นคุณพ่อกันหมดแล้ว แต่ก็ยังติดต่อพาลูกสาวเที่ยวด้วยกัน ทำให้ทั้งสองครอบครัวสนิทกันมาก

ภาพสุดประทับใจ‘พีท ทองเจือ’ควงลูกชาย’น้องโรเตอร์’ สวมชุดขาวเต็มยศเข้าวังพร้อมครอบครัว

ภาพสุดประทับใจ‘พีท ทองเจือ’ควงลูกชาย'น้องโรเตอร์' สวมชุดขาวเต็มยศเข้าวังพร้อมครอบครัว

ภาพสุดประทับใจ‘พีท ทองเจือ’ควงลูกชาย’น้องโรเตอร์’ สวมชุดขาวเต็มยศเข้าวังพร้อมครอบครัว

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.57 น.

เป็นอีกดหนึ่งภาพความประทับใจ ที่ทำเอาโซเชียลแทบแตก!ในความหล่อสมาร์ทเมื่อ น้องโรเตอร์ ได้โพสต์ภาพผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว ขณะร่วมเดินทางกับ ‘ครอบครัวทองเจือ’ ทั้งคุณพ่อพีท คุณแม่เจ็ง และพี่สาวสุดสวย เข้าไปปฏิบัติหน้าที่และถวายความเคารพ ณ พระบรมมหาราชวัง

งานนี้บอกเลยว่า “สายตาพุ่งเป้า” ไปที่น้องโรเตอร์หนักมาก! เพราะเจ้าตัวมาในลุค สวมชุดขาวข้าราชการแบบเต็มยศ พร้อมประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า “น้องโรเตอร์” ในวัยหนุ่มสะพรั่งนั้น ดูสง่างาม สุขุม และภูมิฐานแบบสุด ๆ จนหลายคนถึงกับอุทานว่า นี่มันพระเอกซีรีส์ชัด ๆ!นอกจากความหล่อของลูกชายแล้ว งานนี้คุณพ่อ “พีท ทองเจือ” ก็ยังคงความเท่ตลอดกาลในชุดข้าราชการสีขาวเช่นกัน เมื่อทั้งคู่มายืนเฟรมเดียวกัน บอกเลยว่าเลือกไม่ถูกจริง ๆ ค่ะคุณขา! เพราะถอดแบบกันมาเป๊ะ ๆ ทั้งโครงหน้า ความสูง และมาดนักกีฬาที่ดูสมาร์ททั้งพ่อทั้งลูก สมกับเป็นครอบครัวหน้าตาดีระดับพรีเมียมของวงการบันเทิงไทยเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งทายาทคนบันเทิงที่น่าจับตามองสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์การเป็นนักแข่งรถมือโปร หรือลุคออกงานสังคมที่ดูดีทุกกระเบียดนิ้ว

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

สถานทูตเนเธอร์แลนด์ ถ.วิทยุ ประวัติศาสตร์สำคัญของกรุงเทพฯ

วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั้งวงการอสังหาริมทรัพย์ เมื่อสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ประกาศขายที่ดินอันเป็นที่ตั้งของ “สถานทูต” ซึ่งอยู่บน “ทำเลทอง” ของกรุงเทพมหานคร นั่นคือ ตั้งอยู่บนถนนวิทยุ-ซอยต้นสน เขตปทุมวัน บนพื้นที่กว้างขวางร่มรื่นด้วยแมกไม้เขียวขจี  ติดกับพื้นที่ของทำเนียบเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา

โดยสถานทูตเนเธอร์แลนด์ จะย้ายไปตั้งที่อาคารสำนักงานโครงการดุสิต เซ็นทรัลพาร์ค โดยมีกำหนดการย้ายในเดือนสิงหาคม 2569 ที่จะถึงนี้“วงการอนุรักษ์อาคารและสถาปัตยกรรม” ก็สั่นสะเทือนเช่นเดียวกัน

เว็บไซต์ คลังความรู้พิทักษ์มรดกสยาม ได้ขึ้นข้อความว่า “สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์” เป็นรายการ “มรดกที่น่าห่วงใย” โดยระบุว่า“…สยามสมาคมฯ ได้รับการแจ้งรายการ ‘มรดกที่น่าห่วงใย’ (Heritage Alert) โดยผู้แทนของชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย ที่แสดงความกังวลต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในการขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย  

…ช่วยกันปกป้องสถานทูตเนเธอร์แลนด์ในกรุงเทพฯ หมุดหมายทางวัฒนธรรมและการทูตที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยง

…ชุมชนชาวดัตช์ในประเทศไทย และผู้คนอีกมากมายทั่วโลก ต่างแสดงความวิตกอย่างยิ่งต่อข้อเสนอของรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ที่จะขายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย

…สถานทูตแห่งนี้ ไม่ใช่เพียงอสังหาริมทรัพย์ แต่เป็นสมบัติล้ำค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม ที่ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพมหานคร การขายพื้นที่แห่งนี้จะเป็นความสูญเสียที่ไม่อาจเรียกคืนได้ ไม่เพียงต่อประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาคมโลกด้วย เพราะเมื่อสูญเสียไปแล้ว จะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้อีก 

…สถานทูตแห่งนี้ ไม่เพียงเป็นสถานที่ปฏิบัติงานด้านการทูต แต่ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความสัมพันธ์และมิตรภาพอันยาวนานกว่า 400 ปี ระหว่างสองประเทศ การดำรงอยู่ของสถานทูตแห่งนี้ ช่วยเสริมสร้าง soft power สนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และอำนวยประโยชน์ต่อสาธารณะในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่จับต้องได้และจับต้องไม่ได้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลเนเธอร์แลนด์พิจารณาการตัดสินใจนี้อีกครั้ง และดำเนินการปกป้องสถานที่ซึ่งไม่สามารถทดแทนได้แห่งนี้”

อนึ่ง พึงทราบว่า อาคารสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของที่ดินที่ประกาศขายผืนนี้ มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานมาก

ที่ดินและอาคารอันเป็นที่ตั้งของสถานทู๖เนเธอแลนด์ประจำประเทศไทยแห่งนี้  เคยเป็นบ้านของ นายแพทย์อัลฟองส์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) แพทย์หลวงชาวฝรั่งเศสประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ซึ่งเดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ.1897 และเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แก่นายแพทย์ปัวซ์ เป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” (Phya Asvin Amnueyvej)

นายแพทย์อัลฟองซ์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) หรือที่คนไทยในสมัยรัชกาลที่ 5 – 6 รู้จักในนาม “หมอปัวซ์” เป็นแพทย์ชาวฝรั่งเศส ที่เดินทางเข้ามาประเทศสยามราว ค.ศ. 1897 (พ.ศ. 2440) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเวลานั้น ในบางกอก มีการก่อสร้างโรงพยาบาลฝรั่งขึ้นแห่งหนึ่ง คือ โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์  ต่อมาเมื่อโรงพยาบาลสร้างเสร็จเรียบร้อยใน ค.ศ. 1898 (พ.ศ.2441) คุณหมอปัวซ์ ได้รับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลเซนต์หลุยส์ นับได้ว่าท่านเป็นแพทย์คนแรกของโรงพยาบาลแห่งนี้ อีกทั้งรับหน้าที่เป็นแพทย์ประจำสถานกงสุลฝรั่งเศสด้วย

ต่อมาคุณหมอปัวซ์ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้ทำหน้าที่เป็นแพทย์ประจำพระองค์ร่วมกับแพทย์ชาวต่างชาติอีกสองท่าน ท่านยังเป็นแพทย์ประจำราชสำนักเพื่อรักษาบรรดาเชื้อพระวงศ์ และรักษาบุคคลทั่วไป

ชื่อของคุณหมอปัวซ์ ปรากฏในบันทึกของ พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ (นพ ไกรฤกษ์) เรื่อง จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรจนถึงสวรรคต ความว่า

“วันที่ 20 ตุลาคม เวลา 3 โมงเช้า คุณพนักงานออกมาบอกว่า สมเด็จพระบรมราชินีนาถ มีรับสั่งให้มหาดเล็ก ไปตามหมอเบอร์เกอร์ หมอไรเตอร์ และหมอปัวซ์ ให้รีบมาเฝ้าโดยเร็ว
สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จออกมารับสั่ง แก่ข้าพเจ้า (พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ) ให้จัดอาหารเลี้ยงหมอ และจัดที่ให้หมออยู่ประจำ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป…
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการมาฟังพระอาการ มากด้วยกัน ตั้งแต่ 5 ทุ่มได้บรรทมหลับเป็นปรกติ พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสรรพสิทธิประสงค์ หมอฝรั่ง หมอไทย และมหาดเล็ก อยู่ประจำพรักพร้อมกันตลอดทุกเวลา…

วันเสาร์ ที่ 22 ตุลาคม เวลาเช้า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่ง 3 คน ขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าก็ขึ้นไปด้วยตามเคย เมื่อกลับลงมาเห็นกิริยาท่าทางของหมอ และเจ้านายไม่สู้ดี ได้ความว่า พระอาการหนักมาก พระบังคนเบาที่คาดว่าจะมีก็ไม่มี พิษของพระบังคนเบาซึม ไปตามเส้นพระโลหิตทั่วพระองค์ จึงทำให้เป็นพิษเซื่องซึมบรรทมหลับอยู่เสมอ หมอตั้งพระโอสถถวาย เร่งให้มีพระบังคนเบาแรงขึ้นทุกที…

พวกหมอฝรั่งประชุมกัน เขียนรายงานพระอาการยื่นต่อเจ้านาย เสนาบดีว่า พระอาการมาก เหลือกำลังของหมอ ที่จะถวายการรักษาแล้วสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานาถ และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาแต่เช้า ได้ทอดพระเนตรรายงาน พระอาการที่หมอทำไว้ ทรงปรึกษาหารือเห็นพร้อมกันว่า ควรให้ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ มาเฝ้าตรวจพระอาการดูด้วย…

พระอาการตั้งแต่เช้าไปจนเย็น ไม่มีพระบังคนหนัก และเบาเลย พระหฤทัยอ่อนลงมาก ยังบรรทมหลับเซื่องซึมอยู่เสมอเวลาย่ำค่ำสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ฯ และหมอฝรั่งขึ้นไปเฝ้าตรวจพระอาการ ข้าพเจ้าได้ขึ้นไปด้วย และเห็นหายพระทัยดังยาวๆ และหายพระทัยทางพระโอษฐ์ พ่นแรงๆ จนเห็นพระมัสสุไหวได้แต่ไกล สังเกตดูพระเนตร ไม่จับใครเสียแล้ว ลืมพระเนตรคว้างอยู่อย่างนั้นเอง แต่พระกรรณยังได้ยิน

สมเด็จพระบรมราชินีนาถ กราบทูลว่า เสวยน้ำ ยังทรงพยักพระพักตร์รับได้ และกราบทูลว่าพระโอสถแก้พระศอแห้ง ของพระองค์เจ้าสายฯ ก็ยังรับสั่งว่า “ฮือ” แล้วยกพระหัตถ์ขวาและซ้ายที่สั่นขึ้นเช็ดน้ำพระเนตร คล้ายทรงพระกันแสง พระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ซับเช็ดพระเนตรด้วยผ้าซับพระพักตร์ ชุบน้ำถวาย หมอฉีดพระโอสถถวาย ช่วยบำรุงพระหฤทัยให้แรงขึ้นตั้ง

แต่เวลานี้ต่อไป หมอฝรั่งนั่งประจำคอยจับพระชีพจร ตรวจพระอาการผลัดเปลี่ยนกัน ประจำอยู่ที่พระองค์ การหายพระทัยค่อยเบาลงๆ ทุกที พระอาการกระวนกระวายอย่างหนึ่งอย่างใด ไม่มีเลย คงบรรทมหลับอยู่เสมอ เจ้านายจะขึ้นไปเฝ้าอีกครั้ง ก็พอหมอรีบลงมาทูลว่า เสด็จสวรรคตเสียแล้วด้วยพระอาการสงบ เมื่อเวลา 2 ยาม 45 นาที”ชื่อของคุณหมอปัวซ์ยังถูกกล่าวถึงการถวายการรักษาเจ้านายอีกหลายพระองค์

ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมาหลายปี ตั้งแต่ครั้งรัชสมัยของพระชนกนาถ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์แด่นายแพทย์ปัวซ์ ขึ้นเป็น “พระยาอัศวินอำนวยเวท” และพระราชทานบ้านพักให้อยู่อาศัย ซึ่งก็คือ ที่ดินอันเป็นที่ตั้งของสถานทูตเนเธอแลนด์ที่ประกาศขาย รวมทั้งตัวอาคารบ้านพักเดิมด้วย

ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ผืนนี้ เริ่มต้นเมื่อปี ค.ศ.1911 (พ.ศ.2454) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ขณะนั้น ที่ดินแถบนี้ยังเป็นทุ่งนา เมื่อมีการพัฒนาพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ รองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเมือง  ที่ดินแถบนี้จึงมีราคาสูงขึ้น ชาวนาเจ้าของที่ พากันขายที่ดินและย้ายออกไปอยู่นอกเมือง ต่อมา พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5) ได้ซื้อที่ดินจำนวน 23 ไร่ ไว้จากชาวนาที่ย้ายออกไป

ปี ค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ ขายที่ดินและบ้านให้แก่พระยาราชสาส์นโสภณ ซึ่งภายหลังพระยาราชสาส์นโสภณก็ขายต่อให้กับกรมพระคลังข้างที่ หรือสำนักงานทรัพย์สินฯ ในปัจจุบัน

ปี ค.ศ.1929 (พ.ศ.2472) พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงชื่นชมต่อความจงรักภักดีและการอุทิศตนในหน้าที่ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช จึงพระราชทานที่ดินแปลงนี้ พร้อมตัวอาคารบ้านพักให้ 

ปี ค.ศ.1932 (พ.ศ.2475) พระองค์เจ้าบวรเดชขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ผ่านกรมพระคลังข้างที่ เพื่อขายที่ดินคืนให้กรมพระคลังข้างที่จำนวน 2 ไร่ เพราะประสงค์นำเงินมาปรับปรุงตัวบ้าน และได้เงินมา 15,000 บาท ถือเป็นการปรับปรุงบ้านครั้งแรกและครั้งเดียว 

ปีนั้นเอง เริ่มเกิดความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศไทย และในวันที่ 11 ตุลาคม ค.ศ.1933 (พ.ศ.2476)  พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ได้นำทัพของกลุ่มซึ่งเรียกตนเองว่า “คณะกู้บ้านกู้เมือง” หรือที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “กบฏบวรเดช” พยายามยึดอำนาจจากรัฐบาลคณะราษฎร แต่ไม่สำเร็จ  ทำให้พระองค์เจ้าบวรเดชต้องลี้ภัยการเมืองไปอยู่ที่กัมพูชา และได้เปิดโรงงานทอผ้า ค้าขายถ่านที่นั่น

ระหว่างที่พระองค์เจ้าบวรเดชลี้ภัยนั้น บ้านหลังนี้ถูกปล่อยเช่าให้กับสมาคมนักเรียนเก่าอังกฤษเพื่อใช้เป็นสำนักงานและสโมสรช่วงปี ค.ศ.1936-1939 แต่ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง กองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาใช้ที่นี่เป็นสำนักงาน

เดือนตุลาคม ค.ศ.1946 (พ.ศ.2489) หลังสงครามสิ้นสุดลง ที่นี่ถูกปล่อยเช่าให้กับ Salesian บาทหลวงนิกายโรมันคาทอลิก เพื่อใช้เป็นสำนักงานและโบสถ์ส่วนตัว ส่วนอาคารไม้ชั้นเดียว 2 หลังที่ทหารญี่ปุ่นสร้างไว้ ได้ใช้เป็นศูนย์ฝึกอาชีพของเด็กกำพร้าและเด็กด้อยโอกาส ต่อมาจึงได้รับการพัฒนาเป็นโรงเรียนอาชีวศึกษาดอนบอสโก (Don Bosco Vocational School)

หลังจากที่รัฐบาลออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้นักโทษการเมืองทุกคดี ปี ค.ศ.1948 พระองค์เจ้าบวรเดชจึงเสด็จกลับประเทศไทยหลังลี้ภัยในเขมร 16 ปี และทรงตั้งโรงงานทอผ้าที่อำเภอหัวหิน ทอผ้าโขมพัสตร์ขึ้นจำหน่ายได้รับความนิยมโด่งดังระดับโลก

ปี ค.ศ.1949 ทรงขายบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้ ให้แก่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ด้วยราคา 1,850,000 บาท เพื่อใช้เป็นทำเนียบหรือที่พำนักของเอกอัครราชทูต และเป็นที่ทำการสถานทูตเนเธอร์แลนด์แห่งแรกในประเทศไทย ประวัติศาสตร์เหล่านี้ จึงเป็นเครื่องยืนยันคุณค่าของอาคารละที่ดินแปลงสำคัญ ที่กำลังจะถูกขาย และไม่อาจทราบได้ว่า ในภายภาคหน้าจะกลายเป็นอะไรต่อไป.

พระองค์เจ้าบวรเดช

พระองค์เจ้าบวรเดช

หมอปัวซ์ หรือ “พระยาอัศวินอำนวยเวท”

หมอปัวซ์ หรือ “พระยาอัศวินอำนวยเวท”

‘ใหม่ ดาวิกา’ เครียดหนัก วิกฤตน้ำมันกระทบการทำงาน ทำทุกคนเดือดร้อน

‘ใหม่ ดาวิกา’ เครียดหนัก วิกฤตน้ำมันกระทบการทำงาน ทำทุกคนเดือดร้อน

‘ใหม่ ดาวิกา’ เครียดหนัก วิกฤตน้ำมันกระทบการทำงาน ทำทุกคนเดือดร้อน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.08 น.

วิกฤตน้ำมันตอนนี้ทำเอา ใหม่ถึงกับกุมหัว ?

“โอ้โห้เครียดมากเลยกลัวเดินทางไปกองถ่ายไม่ได้ เพราะว่าตอนนี้ถ่ายเรื่องคุณยายวรนาถอยู่ ดูข่าวไปแล้วก็รู้สึกว่ามันจะถึงวันที่เรานัดกองแล้วเราไม่มีน้ำมันไป นั่งรถไปกองยังไง ? เราก็คงต้องมานัดเจอกันแล้วนั่งรถตู้กองไปไหม ? หรืออะไร”

ที่บ้านเป็นไงบ้าง ?

“ที่บ้านทุกคนก็ติดตามข่าว อย่าให้มันกระทบเลย เศรษฐกิจของใช้มันแพงขึ้นเรื่อยๆ ถ้าใครเตรียมตัวได้ช่วงนี้ก็ดูไว้ อาหารซื้อเก็บไว้ก็ดี ข้าวสารอาหารแห้ง เพราะว่าเราไม่รู้ว่าอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น”

รับมือยังไงบ้าง มีแผนสำรองในการใช้ชีวิตช่วงนี้ยังไง

“ช่วงนี้ของใหม่จะประหยัดมากๆ ค่ะ ซื้อเฉพาะของที่จำเป็น ก็เริ่มแบบรู้แล้วว่าเราจะใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพยังไง จะไม่ใช้แบบฟุ่มเฟือย ถ้าเรามีเท่าไหร่เราก็ใช้แค่นั้น แล้วก็ตั้งใจทำงาน”

ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอแบบนี้

“เราโตมาในยุคนี้ เราไม่เคยคิดว่าเราจะอยู่ในยุคสงคราม เด็กเกิดมายุคนี้ก็คือเด็กเกิดยุคสงครามก็สงสารน้องๆ เหมือนกัน เพราะว่ากำลังจะสนุกสนานกับชีวิตเลย กำลังจะได้ใช้ชีวิต กำลังจะได้เฮฮาดูคอนเสิร์ต กลายมาว่าต้องอยู่กับอะไรแบบนี้  แต่เราต้องสู้กันไปนะทุกคน ใหม่รู้แหละทุกอย่างมันบั่นทอนจิตใจไปเรื่อยๆ แต่ว่าชีวิตเราก็ต้องเดินหน้า

อย่างเรื่องน้ำมันเราตั้งรับยังไงตอนนี้

“ใหม่ไม่ได้มีกักตุนนะคะ แล้วใหม่ก็จะขายของ ใช้รถไฟฟ้าค่ะ ขายของก็ขายจริงจังค่ะ การใช้รถไฟฟ้าก็ตอบโจทย์จริงๆ นะ”

เห็นข่าวที่ประชาชนต้องไปนอนต่อคิวเติมน้ำมัน

“ใหม่ดูข่าวใหม่ก็รู้สึกว่าเขาต้องรอกันขนาดนั้นเลยเหรอ ก็แสดงความเป็นห่วงเป็นใยไปถึงทุกท่านด้วย”

สงกรานต์นี้ไม่มีเหงา‘ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก’จัดเต็ม ส่งศิลปินมอบความสุขร้องเพลงส่งคนกลับบ้าน

สงกรานต์นี้ไม่มีเหงา‘ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก’จัดเต็ม ส่งศิลปินมอบความสุขร้องเพลงส่งคนกลับบ้าน

สงกรานต์นี้ไม่มีเหงา‘ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก’จัดเต็ม ส่งศิลปินมอบความสุขร้องเพลงส่งคนกลับบ้าน

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.17 น.

สงกรานต์  2569 “ ลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก ” จัดกิจกรรมใหญ่  “ ไป – กลับ ทั่วไทย ปลอดภัย กับลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก ” ฉลอง 23 ปี ที่อยู่คู่กับคนไทยและวงการวิทยุมาอย่างยาวนาน จนเป็นสถานีวิทยุที่มีผู้ฟังมากที่สุด และเครือข่ายการรับฟังทั่วไทยตลอด 24ชั่วโมง  ขนทัพศิลปินลูกทุ่งมาร่วมสร้างความสนุก ท่ามกลางบรรยากาศการเดินทาง ที่สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์  ( สถานีกลางบางซื่อ )   โดยมีทัพศิลปินลูกทุ่งทั้ง ต่าย อรทัย  /  ใบเตย อาร์สยาม / เปา เปาวลี  แพรวพราว แสงทอง –  ซัน วงศธร /  ยูกิ –  พีพี ไหทองคำ / ดวงตา คงทอง /  หญิง ธิติกานต์  /  นุ้ย สุวีณา / ศาล สานศิลป์ /  นิวคันทรี่ / เจนโบว์นุ่น ซุปเปอร์วาเลนไทน์ / แคท อารียา /  สาวแย้ เจติยา / บิว พงค์พิพัฒน์  / ตรี ชัยณรงค์ / เพชร คฑาวุธ  / เฟิร์น กัญยารัตน์   / แคท อารียา  /  เป้ วีรศักดิ์  ในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน 2569  เริ่มความสนุกฟรี 10.00 น. ที่อาคารหน้า ชั้น M4  ทางเข้าประตู 4 สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ พลาดไม่ได้กับกิจกรรมของรางวัลฟรี  ร่วมสนุกฟรี ชมคอนเสิร์ตฟรี และสุดพิเศษกับ กิจกรรมทำนายดวงชะตาจากดีเจหน่อง วิชัย  ( หมอหน่อง ดวงดีราศีจับ )  และ ดีเจแทมมี่ เมจิกท่าโรต์  รวมทั้งพบกับทีมดีเจลูกทุ่งเน็ตเวิร์ก ที่มากันทั้งทีม  มาร่วมส่งคนไทยกลับบ้านอย่างปลอดภัยและมีความสุขด้วยกัน

สะเทือนหาดชะอำ’นั่งเล 5’เป็นมากกว่าเทศกาลดนตรีตอบโจทย์ปาร์ตี้ริมทะเลสุดแซ่บ

สะเทือนหาดชะอำ'นั่งเล 5'เป็นมากกว่าเทศกาลดนตรีตอบโจทย์ปาร์ตี้ริมทะเลสุดแซ่บ

สะเทือนหาดชะอำ’นั่งเล 5’เป็นมากกว่าเทศกาลดนตรีตอบโจทย์ปาร์ตี้ริมทะเลสุดแซ่บ

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.33 น.

สนุกสุดมันทุกนาทีในงาน Chang Cold Brew Cool Club Presents “นั่งเล 5” เทศกาลดนตรีและปาร์ตี้ริมทะเลที่แซ่บเกินต้าน ณ หาดชะอำ ท่ามกลางกระแสตอบรับถล่มทลายจากเหล่ามิวสิคเฟสติวัลและสายปาร์ตี้ที่พร้อมใจกันมาปลดปล่อยพลังความสนุก ตั้งแต่ช่วงบ่ายยันค่ำ สร้างภาพจำของงาน นั่งเล คือเทศกาลดนตรีที่พอถึงซัมเมอร์ จะต้องเดินทางมารวมตัวกันทุกปี!!

ปีนี้ นั่งเล 5 ยกระดับความสนุก พร้อมตอบโจทย์สาย BEACH LIFESTYLE ที่สุด เริ่มตั้งแต่เดินเข้างาน ที่เนรมิตชายหาดให้กลายเป็น BEACH LOUNGE จะได้ยินเสียงเพลงจากดีเจชั้นนำ OSMOS, BALLOONDOG, AUTTABOM ที่มาเปิดต้อนรับให้ทุกคนได้อุ่นเครื่องความสนุก และมี POP-UP CAFÉ เครื่องดื่มสุดสดชื่น ให้ได้เลือกสรรหลากหลายเมนู พร้อมอัดแน่นด้วยกิจกรรมทางน้ำให้ได้ปลดปล่อยพลัง ทั้ง SUP BOARD, SURF, TAXI BOAT หรือจะเลือกผ่อนคลาย BEACH THERAPY บริการนวดริมทะเล ส่วนสายแฟชั่น สามารถเติม BODY PAINT, การถักเปียคอร์นโรลกันแบบฟรีๆ ให้พร้อมก่อนจะเข้าไปเช็กอินถ่ายรูปมุมต่างๆ ที่ถูกดีไซน์มาเพื่อสายโซเชียลโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะหันไปมุมไหนก็เจอแต่ความสวยงามของ Landmark เสริมด้วย FANCY KITE ว่าวแฟนซีหลากหลายรูปทรงที่ถูกออกแบบแต่งแต้มท้องฟ้า โดยเฉพาะคำว่า NANGLAY 5 ที่เห็นแล้วต้องขอให้เพื่อนช่วยกันถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึก จากนั้นเดินมาอีกไม่กี่ก้าว พบกับตลาดสินค้างานอาร์ตและงานคราฟต์ให้ได้เลือกช้อปมากมาย และยังมีโซนอาหารได้คัดสรรแต่ของเด็ด รสอร่อย ทั้งคาวและหวานให้ได้ลองกันอย่างจุใจ ทำให้บรรยากาศช่วงกลางวันเต็มไปด้วยความชิลและสีสันสดใสแบบขั้นสุด

เมื่อถึงคิวของความสนุกสุดมันบนเวที ดีกรีความร้อนแรงเริ่มต้นขึ้นแบบไม่มีพัก เรียกได้ว่า Lineup ปีนี้ได้มันสะใจกันอย่างต่อเนื่องแน่นอน เริ่มต้นความมันตั้งแต่วงแรก Paradox ที่สาดความสนุกและพร็อพจัดเต็มแบบตามสไตล์วงที่ชอบเซอร์ไพรส์เสมอ ก่อนจะส่งไม้ต่อความเดือดให้ Big Ass มาวาดลวดลายร็อกกระแทกใจคนช้ำรักริมทะเลจนสะเทือนไปทั้งหาด จากนั้นก็ได้เวลาเคลิ้มไปกับเสน่ห์เกินต้านของ Jeff Satur ที่โชว์พลังเสียง พร้อมรอยยิ้มสะกดทุกสายตาให้จ้องไปบนเวทีอย่างกับต้องมนตร์ จากนั้นถึงคิวศิลปินหญิงคนเดียวของงาน Palmy ออกมาพร้อมท่าเต้นอันเป็นเอกลักษณ์จนแฟนเพลงพร้อมใจกันถอดรองเท้าเต้นบนพื้นทรายอย่างสนุกสนาน ความมันยังพุ่งทะยานไม่หยุดเมื่อ Potato ขนเพลงฮิตผสมเพลงใหม่ มาให้ตะโกนร้องตามลั่นหาด ตามมาด้วย Three Man Down วงขวัญใจวัยมันที่ใส่สุดทุกตัวโน๊ต สนุกกันต่อกับ Taitosmith ออกมาชวนทุกคนลุกขึ้นมาปลดปล่อยพลังของตัวเองไปด้วยกันอย่างสุดมัน และเดินทางมาถึงช่วงเวลาเซอร์ไพรส์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อปีนี้เท่านั้น เมื่อไฟในงานดับลง เพลง EDM ก็ดังขึ้นมาทันที พร้อมกับเสียงดังสนั่นจาก พลุกลางน้ำ ถูกยิงขึ้นมาจากกลางทะเล เป็นภาพที่ท้องฟ้ามืดสนิทถูกแต่งแต้มด้วยพลุอลังการต่อเนื่องมากกว่า 5 นาที จนกลายเป็นภาพความประทับใจของงานปีนี้ ความฟินจากศิลปินยังไม่หมดแค่นี้ เมื่อ Joey Phuwasit ขึ้นมาสร้างความมันกับจังหวะโจ๊ะๆ บนเวที และปิดท้ายความมันกับเจ้าพ่อแร็ปเปอร์ JoeyBoy เปลี่ยนชายหาดให้กลายเป็นแดนซ์ฟลอร์ขนาดใหญ่ ส่งทุกคนกลับบ้านด้วยความประทับใจระดับ 10 เต็ม 10!

อีกหนึ่งความตั้งใจของผู้จัดงาน IDEA FACT หน่วยงานภายใต้ GMM SHOW นอกจากจัดเตรียมโปรดักชั่น แสง สี เสียง ความสนุกและความปลอดภัยของผู้ชมภายในงาน หลังจากจบโชว์สุดท้าย ทีมงานได้ปฏิบัติการ Cleaning ทันที เพื่อเก็บกวาดเศษขยะและเคลียร์พื้นที่ชายหาดให้กลับมาสะอาดเอี่ยมเหมือนเดิมก่อนรุ่งเช้า เพื่อเป็นการขอบคุณธรรมชาติและพี่น้องชาวชะอำที่เอื้อเฟื้อสถานที่ Chang Cold Brew Cool Club Presents “นั่งเล 5” ในปีนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่เทศกาลดนตรี แต่คือประสบการณ์การเดินทางมาปาร์ตี้ริมทะเลที่สมบูรณ์แบบที่สุด

เหล่าคนที่ชื่นชอบเทศกาลดนตรี ปาร์ตี้ริมทะเล ที่พลาดงานในปีนี้….ซัมเมอร์หน้าเจอกันใหม่แน่นอน!! ในงานเทศกาลดนตรีและปาร์ตี้ริมทะเล NangLay Beach Party And Music Festival ครั้งที่ 6  สามารถติดตามความเคลื่อนไหวคอนเสิร์ตและเฟสติวัลได้ที่ FB / IG / TIKTOK : NanglayBeachPartyAndMusicFestival  หรือทาง Lineofficial : @NANGLAY#นั่งเล5 #beachparty #MusicFestival#GMMSHOW #IdeaFact #ChangColdBrewCoolClub #เปิดโลกความชิลให้คูล

เปิดวาร์ป เนเน่ นางสาวไทยกาฬสินธุ์ เหยื่อหมอดูถอดจิต หลังเปิดใจหมดเปลือกในโหนกระแส

เปิดวาร์ป เนเน่ นางสาวไทยกาฬสินธุ์ เหยื่อหมอดูถอดจิต หลังเปิดใจหมดเปลือกในโหนกระแส

เปิดวาร์ป เนเน่ นางสาวไทยกาฬสินธุ์ เหยื่อหมอดูถอดจิต หลังเปิดใจหมดเปลือกในโหนกระแส

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.54 น.

กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ทันที หลังจากรายการ โหนกระแส เปิดโปงเรื่องราวของนางงามสาวสวยที่ถูกหมอดูไสยเวทย์หลอกเงินไปหลักล้านบาท โดยอ้างพิธีกรรมดึงแฟนเก่ากลับมาและแก้เคล็ดเรื่องครอบครัว ทำเอาชาวเน็ตแห่เปิดวาร์ปจนพบว่าเธอคือ เนเน่ ณัฐไพลิน เจ้าของตำแหน่งนางสาวไทยกาฬสินธุ์ ประจำปี 2569 ที่กำลังถูกจับตามองทั้งในแง่ของความสวยและความเก่ง

เนเน่ หรือ นางสาวณัฐไพลิน สถิตพลธนานันท์ ปัจจุบันอายุ 23 ปี พื้นเพทางการศึกษาของเธอไม่ธรรมดา โดยสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนชื่อดังทางภาคเหนืออย่าง โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะคว้าปริญญาตรีจาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น มาได้สำเร็จ ถือเป็นนางงามที่มาพร้อมกับสมองและบุคลิกภาพที่โดดเด่น

เนเน่

ในปี 2569 เนเน่สร้างชื่อเสียงให้ตัวเองด้วยการคว้าตำแหน่ง นางสาวไทยกาฬสินธุ์ 2569 มาครองอย่างสมศักดิ์ศรี พร้อมทำหน้าที่เป็นทูตวัฒนธรรม ผลักดัน Soft Power ของจังหวัดกาฬสินธุ์สู่สายตาชาวโลก ไม่ว่าจะเป็น การโปรโมตแหล่งฟอสซิลไดโนเสาร์ให้ก้าวสู่มรดกโลก, การยกระดับผ้าไหมแพรวา ราชินีแห่งไหมให้เป็นที่รู้จักในระดับสากล ด้วยไหวพริบและการนำเสนอภายใต้แนวคิด Local to Global ส่งให้เธอทะลุเข้าสู่รอบ 11 คนสุดท้าย (Top 11 Finalists) ของเวทีการประกวดนางสาวไทยระดับประเทศในปีเดียวกัน

เบื้องหลังความสำเร็จบนเวที เนเน่ได้เปิดเผยเรื่องราวสุดช็อกผ่านรายการโหนกระแสถึงมรสุมชีวิตที่เกิดขึ้นหลังจากเลิกรากับแฟนเก่าเมื่อปีที่ผ่านมา โดยเธอระบุว่าถูกเพื่อนสนิทสมัยมัธยมแนะนำให้รู้จักกับ อาจารย์ รายหนึ่ง ซึ่งอ้างว่ามีความสามารถพิเศษถึงขั้นถอดจิตได้และมีลูกศิษย์เป็นถึงคนดังและนักการเมือง

เนเน่

โดยอาจารย์รายนี้อ้างว่าบ้านของเนเน่มีสิ่งไม่ดี และดวงวิญญาณของคุณพ่อที่เสียชีวิตไปแล้วยังไม่ไปผุดไปเกิด เริ่มมีการเรียกเก็บค่าทำพิธีครั้งแรก 50,000 บาท ก่อนจะขยับเป็น 100,000 บาท โดยอ้างว่าของมันแรงต้องใช้เงินแก้ และแนะนำให้บูชาตะกรุดราคา 9,999 บาท พร้อมอ้างปาฏิหาริย์ว่าแผ่นทองจะเปลี่ยนสีตามดวง และสามารถรับเคราะห์แทนเจ้าของได้

ช่วงนั้นตนยอมรับว่ามีสภาพจิตใจอ่อนแอจากการเลิกรา จึงยอมทำตามคำแนะนำ ต่อมาทางเพื่อนและอาจารย์ชี้ว่าสายขาวไม่ทัน ต้องใช้ทางลัด ด้วยการใช้น้ำมันพรายขวดละ 100,000 บาท รวมถึงเสนอขายในราคาสูงถึง 180,000 บาท ซึ่งเธอก็ตัดสินใจบูชา โดยหวังว่าแฟนเก่าจะกลับมา

เนเน่

อย่างไรก็ตาม เมื่อยังไม่เห็นผล อาจารย์ได้เสนอพิธีเรียกจิตดึงจิตเพิ่มอีก 300,000 บาท รวมถึงค่าอัปพื้นดวงอีก 200,000 บาท และค่าดำเนินการอื่น ๆ อีกหลายรายการ นอกจากนี้ยังแนะนำให้บูชา ปั้นเหน่ง ซึ่งอ้างว่าเป็นวิญญาณผู้หญิงเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในราคา 330,000 บาทต่อชิ้น โดยตนก็เชื่อบูชารวม 2 ชิ้น เป็นเงิน 660,000 บาท ทั้งชักจูงให้บูชาพระปิดตาเพิ่มเติม รวมมูลค่าหลักแสนบาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดสูญเงินไปกว่า 2.5 ล้านบาท แม้ยอมรับว่าไม่ได้เชื่อทั้งหมด แต่ยอมทำเพราะต้องการให้คนรักกลับมา

เหตุการณ์นี้ทำให้เนเน่ต้องสูญเงินสะสมไปเป็นจำนวนมาก ก่อนจะตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องราวเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับสังคมว่า ความเชื่อและความศรัทธาหากขาดสติอาจกลายเป็นเครื่องมือให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสได้เสมอ

เนเน่
เนเน่

ขอขอบคุณภาพจาก อินสตาแกรม neyney.th

รอยเสด็จพระราชดำเนิน ร.5 ณ วัดคูเต่า อ.เมือง จ.สงขลา

รอยเสด็จพระราชดำเนิน ร.5 ณ วัดคูเต่า อ.เมือง จ.สงขลา

รอยเสด็จพระราชดำเนิน ร.5 ณ วัดคูเต่า อ.เมือง จ.สงขลา

วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงเป็น “มหาราชของชาติ” ในพระราชสมัญญา “พระปิยมหาราช”  ด้วยทรงเป็นที่รักของปวงพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ด้วยทรงคำนึงถึงทุกข์สุขของอาณาประชาราษฎร  และเพียรปัดเป่าแก้ไขให้ลุล่วง เปี่ยมสุข

ทรงใกล้ชิดกับประชาชน ผ่านการเสด็จประพาสไปยังท้องถิ่นต่างๆในประเทศไทย เพื่อดูแลทุกข์สุขของราษฏรของพระองค์“สงขลา” เป็นหัวเมืองสำคัญภาคใต้เมืองหนึ่ง ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนบ่อยมาก  จากหลักฐานการบันทึก  ในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จสงขลามากถึง 10 ครั้ง  ทั้งก่อนขึ้นครองราชย์และหลังขึ้นครองราชย์
การเสด็จเมืองสงขลา ครั้งสำคัญ  8 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1 (พ.ศ.2414)  เสด็จเมืองสงขลาในเที่ยวกลับ  จากการเสด็จประพาสอินเดีย โดยพระองค์เสด็จขึ้นบกที่เมืองไทรบุรี (ปัจจุบันคือ รัฐเกดะฮ์ ประเทศมาเลเซีย)  จากนั้นเสด็จพระราชดำเนินตามถนนไทรบุรี (กาญจนวนิช) สู่เมืองสงขลา กล่าวได้ว่า พระองค์คือพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรก ที่เสด็จพระราชดำเนินผ่านถนนไทรบุรี  โดยได้ลงเรือพระที่นั่งเสด็จกลับสู่พระนครจากเมืองสงขลานี่เอง

ครั้งที่ 2 (พ.ศ.2431) คราวที่พระองค์เสด็จประพาสแหลมมลายูทางชลมารค  ระหว่างทางเสด็จพระองค์ทรงแวะตรวจราชการ ณ เมืองและเกาะต่างๆ อาทิ เกาะเหล็ก เมืองชุมพร เกาะช่องอ่างทอง เกาะสมุย เกาะพงัน น้ำตกธารเสด็จ แหลมตะลุมพุก จนมาถึงปากอ่าวเมืองสงขลา ตลอดเส้นทางพระราชดำเนินของพระองค์ พระองค์ได้ไถ่ถามทุกข์สุขจากประชาชนอยู่ตลอด โดยการเสด็จในครั้งนี้ พระองค์ได้ทรงบันทึกเป็นจดหมายเหตุไว้ดังนี้

“…วันอาทิตย์ เดือน 9 แรม 11 ค่ำ เวลาเช้า 4 โมง 25 นาที ถึงปากน้ำเมืองสงขลา ทอดเรือพระที่นั่งหลังเกาะหนูห่างฝั่ง 60 เส้นเศษ หลวงวิเศษภักดีผู้ช่วยเมืองสงขลาลงมา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทในเรือพระที่นั่ง กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระยาวิเชียรคีรี ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาป่วยเป็นฝีอรรคเนสันมาแต่เมืองแขก กลับมาถึงสงขลาได้ 4 วัน ถึง อนิจกรรม

…เสด็จพระราชดำเนินขึ้นบก ประทับแรมที่ค่ายหลวง ที่แหลมทราย เมืองสงขลา เวลาบ่ายโมงเศษ เสด็จโดยทางชลมารคไปขึ้นท่าหน้าจวนเมืองสงขลา…”การเสด็จประพาสของพระองค์ในครั้งนี้ ได้เสด็จพระราชดำเนินมายัง วัดมัชฌิมาวาส ทะเลสาบสงขลา ปากช่องแหลมทราย ป้อมเขาแดง ป้อมค่ายม่วง เกาะยอ ช่องเขาเขียว ปากจ่า และเกาะต่างๆในทะเลสาบสงขลา จนถึงเมืองพัทลุง พระองค์ยังเสด็จขึ้นไปนมัสการพระเจดีย์บนเขาตังกวนอีกด้วย

ครั้งที่ 3 (พ.ศ.2433) ครั้งนี้พระองค์เสด็จมาเฉพาะตัวเมืองสงขลา และวัดมัชฌิมาวาสเท่านั้น

ครั้งที่ 4 (พ.ศ.2439) คราวที่พระองค์เสด็จกลับจากเกาะชวา ได้เสด็จที่วัดมัชฌิมาวาส ซึ่งเป็นวัดโบราณที่พระองค์ เสด็จพระราชดำเนินเยือนทุกครั้ง ที่เสด็จถึงเมืองสงขลา

ครั้งที่ 5 (พ.ศ.2441) พระองค์เสด็จขึ้นบนเขาตังกวน เพื่อประทับพักผ่อนพระอิริยาบถบนศาลาที่โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ทรงนมัสการเจดีย์บนยอดเขา และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างประภาคารบนเขาตังกวน เมื่อปี พ.ศ.2440  อีกทั้งพระองค์ได้ประทับรถม้าพระที่นั่งถึงสวนพระยาวิเชียรคีรีที่สวนวัฒฑีวัน หรือสุสานสวนตูลในปัจจุบัน

ครั้งที่ 6 (พ.ศ.2443) พระองค์เสด็จเมืองสงขลาและวัดมัชฌิมาวาส  การเสด็จประพาสครั้งนี้  พระยาสงขลา (ชม) ได้มีการสร้างถนนรับเสด็จ ตั้งแต่บริเวณหน้าศาลาว่าการมณฑลนครศรีธรรมราช (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสงขลาในปัจจุบัน) จนถึงแหลมทราย พระองค์จึงพระราชทานนามถนนสายนี้ว่า “ถนนวิเชียรชม” เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้สร้าง
ครั้งที่ 7 (พ.ศ.2444) พระองค์เสด็จประพาสชวาครั้งที่ 3 โดยเรือพระที่นั่งทอดสมอที่เกาะหนู พระองค์พระราชทานเงินสำหรับปฏิสังขรณ์สุเหร่า  และเสด็จไปตามถนนสายในถึงวัดมัชฌิมาวาส ผ่านวัดดอนแย้ วัดเลียบ ตลาดริมน้ำ ฯลฯ  ได้เสด็จเยี่ยมเยือนราษฎรในเมืองสงขลา ณ จุดต่างๆ เมื่อเสร็จสิ้นพระราชกิจ ก็ลงเรือพระที่นั่งหน้าจวน และเสด็จนิวัตพระนคร

ครั้งที่ 8 (พ.ศ.2448) การประพาสครั้งนี้ พระองค์เสด็จไปถึงอำเภอสทิงพระ และเสด็จพระราชดำเนินทรงสดับปกรณ์พระศพพระยาสงขลา ทอดพระเนตรเห็นศาลเจ้าจีน และถนนตัดใหม่ระหว่างเขาตังกวน และเขาน้อย
ที่ “วัดคูเต่า” ต.แม่ทอม อ.บางกล่ำ จ.สงขลา ยังปรากฏร่องรอยและเรื่องราวที่เกี่ยวพันกับการเสด็จประพาสของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 ผ่าน “สะพานแขวนวัดคูเต่า” ว่า สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อายุนับร้อยปี ได้รับการบูรณะจนแล้วเสร็จโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา จนสามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติ และยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้เกือบทั้งหมด โดยยังใช้เสาตอม่อคอสะพานเดิมทั้งสองฝั่ง เปลี่ยนเฉพาะลวดสลิง และไม้ที่เป็นทางเดินเท่านั้น

องค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ในยุคของนายนิพนธ์ บุญญามณี ใช้งบประมาณในการบูรณะทั้งสิ้น 2 ล้านบาท หลังจากที่ถูกทิ้งร้างมานานหลายปี และชาวบ้านได้เรียกร้องให้มีการบูรณะขึ้นมาใหม่ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้าหลวง ที่ทรงให้สร้างสะพานแขวนแห่งนี้ขึ้น  เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จประพาสเมืองสงขลา ทรงล่องเรือผ่านคลองอู่ตะเภา และเห็นถึงความเดือดร้อนในการเดินทางข้ามไปมาของประชาชนทั้ง 2 ตำบล จึงให้สร้างสะพานแขวนขึ้นเพื่อความสะดวก

จากอักษรที่จารึกอยู่ที่ฐานของสะพานระบุว่า ได้เริ่มสร้าง เมื่อวันเสาร์ เดือนยี่ ขึ้น 9 ค่ำ ปีมะเส็ง ต่อท้ายด้วยคำภาษาอังกฤษที่เขียนว่า LONG 96 เป็นความทรงจำ และความประทับใจของชาวบ้านมาจนถึงปัจจุบัน และเป็นที่รับรู้กันจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลานว่า เป็นสะพานแขวนของ ร.5

วัดคูเต่าเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดสงขลา ตั้งอยู่ริมคลองอู่ตะเภาก่อนออกสู่ทะเลสาบสงขลา สร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยา โดยพระอุปัชฌาย์แก้วประมาณปี พ.ศ. ๒๒๙๙ ในที่ดินเป็นของนายสร้าง ซึ่งเป็นชาวจีนมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในตำบลคูเต่า และได้หยุดสร้างอยู่ระยะหนึ่ง เนื่องจากพระอุปัชฌาย์แก้วมรณภาพลง

ต่อมาอุปัชฌาย์หนูได้ดำเนินการสร้างต่อจนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๔๔๕ โดยเฉพาะพระอุโบสถซึ่งมีความกว้าง ๙ เมตร ยาว ๑๔ เมตร โครงสร้างก่ออิฐถือปูนและล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีเจดีย์ทั้ง ๔ มุมกำแพง องค์เจดีย์กว้างและยาวองค์ละ ๒ เมตร สูง ๗ เมตร มีซุ้มประตู ๓ ประตู  โดยที่ซุ้มประตูก่ออิฐถือปูนขาว ยอดเป็นจัตุรมุขแกะลายกนก และซุ้มสีมาลายกนก หน้าบันเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณพระพรหมทรงหงส์ มีลายกนก และรูปสัตว์ประกอบสวยงามวิจิตรบรรจงอย่างมาก

ในพระอุโบสถมีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องประวัติพระเวสสันดรชาดก เขียนโดยช่างพื้นบ้านภาคใต้ ซึ่งเป็นชาวบ้านในแถบนั้น

เนื่องจากที่ตั้งวัดเดิมเป็นที่ลุ่มและเป็นที่อาศัยของเต่าเป็นจำนวนมากชาวบ้านจึงเรียกกันว่า “วัดสระเต่า” ต่อมามีชาวจีนเข้ามาทำมาหากินบริเวณสองฟากของคลองอู่ตะเภามากขึ้น จนบริเวณริมน้ำเกิดเป็นหมู่บ้านขึ้น ประกอบกับที่ตั้งวัดเดิมทางสัญจรไม่สะดวก จึงได้ย้ายวัดมาตั้งในที่ปัจจุบันนี้  

ชาวบ้านร่วมกันขุดคูขึ้นทางทิศเหนือของวัดที่เชื่อมติดกับลำคลองอู่ตะเภา และขุดยาวไปทางทิศตะวันตก  พอให้เรือเล็กแล่นผ่านไปมาได้ในฤดูฝน ในบริเวณคูน้ำมีเต่ามาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ชาวบ้านจึงเรียก “คูเต่า” และเรียกวัดสระเต่าเดิมว่า “วัดคูเต่า” แทน

จิตรกรรมฝาผนังเรื่อง “พระเวสสันดร” ในโบสถ์นั้น มีเสน่ห์แบบท้องถิ่นใต้ ที่หาดูได้ยาก โดยเฉพาะการเขียนภาพตัวละคร “ชูชก” เหมือนตัวหนังตะลุง  ซึ่งพระอธิการถาวร ถาวโร เจ้าอาวาสวัดคูเต่ารูปที่ 6 เล่าว่า  จิตรกรรมเหล่านี้น่าจะวาดขึ้นในราวปี พ.ศ.2348 เป็นต้นมา (ในยุคของพระอาจารย์แก้วเจ้าอาวาสรูปที่ ๒)โดยใช้ชาวบ้านที่เป็นช่างศิลป์ในพื้นที่เป็นผู้วาดทั้งหมด  สีที่ใช้ในการระบายก็ได้มาจากธรรมชาติ เช่น เปลือกไม้ รากไม้ เป็นต้น

นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมต่าง ๆ ที่มีอายุหลายร้อยปีภายในวัด ทั้งกุฏิและศาลาต่างๆ ก็ถือเป็นมรดกตกทอดทางศิลปกรรมที่ทรงคุณค่า  จน ศาลาการเปรียญ (ศาลาเรียน) วัดคูเต่า ได้รับรางวัลอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจาก UNESCO ปี 2554 ที่โดดเด่นด้วยการใช้ไม้ต่อสลักแบบโบราณ หลังคาทรงมะนิลา มุงกระเบื้องดินเผา มีลายปูนปั้นที่หน้าบันด้วย  หากใครได้ไปเยือนจังหวัดสงขลา โปรดหาเวลาไปสัมผัสกลิ่นอายทางประวัติศาสตร์เมืองสงขลา ที่วัดคูเต่าแห่งนี้ด้วย  เพื่อสัมผัสรอยพระยุคลบาทของมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระปิยมหาราช” ของปวงชนชาวไทย.

สมมงที่สุด! ‘Golden’ จาก KPop Demon Hunters คว้ารางวัล ‘ออสการ์’

สมมงที่สุด! ‘Golden’ จาก KPop Demon Hunters คว้ารางวัล ‘ออสการ์’

สมมงที่สุด! ‘Golden’ จาก KPop Demon Hunters คว้ารางวัล ‘ออสการ์’

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.46 น.

ในที่สุด “Golden” เพลงประกอบแอนิเมชันเรื่องดัง KPop Demon Hunters จาก Netflix ก็สามารถคว้ารางวัลใหญ่อย่าง Best Original Song จากเวทีออสการ์ 2026 ได้อย่างสวยงามแบบไม่พลิกโผ โดย “Golden” เป็นเพลง K-Pop เพลงแรกที่ได้รางวัลออสการ์ รวมถึงตัวภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รางวัล Best Animated Feature Film ไปครองอีกด้วย เรียกได้ว่าสมมงทั้งภาพยนตร์และเพลงประกอบกันเลยทีเดียว

นอกจากสามสาวผู้ให้เสียงร้อง HUNTR/X ทั้ง EJAE, Audrey Nuna และ Rei Ami จะได้ขึ้นแสดงสดเพลง “Golden” บนเวทีออสการ์เป็นครั้งแรก ท่ามกลางเหล่านักแสดงที่ร่วมกับถือแท่งไฟ สัญลักษณ์และสีสันของวงการเพลง K-Pop ด้วยกันทั้งฮอลล์แล้ว EJAE ยังได้ขึ้นไปรับรางวัลบนเวทีพร้อมกับทีมแต่งเพลง และได้กล่าวสปีชรับรางวัลสุดประทับใจเอาไว้ด้วยว่า

ตอนเด็ก ๆ ผู้คนมักล้อเลียนฉันที่ชอบ K-Pop แต่ตอนนี้ทุกคนกลับร้องเพลงของพวกเราและร้องตามเนื้อเพลงภาษาเกาหลีทั้งหมด รางวัลนี้จึงไม่ใช่เรื่องของความสำเร็จ แต่มันคือเรื่องของความเข้มแข็งและการไม่ยอมแพ้

ก่อนหน้านี้ เพลง “Golden” คว้ารางวัล Best Original Song – Motion Picture จากเวที Golden Globe Awards และรางวัล Best Song Written for Visual Media จาก Grammy Awards โดยเป็นเพลง K-Pop เพลงแรกที่ได้รับรางวัลจากทั้งสองเวทีนี้อีกด้วย นับว่าทุกพื้นที่ทั่วโลกในขณะนี้ มีแต่ “Golden” ของจริง และแน่นอนว่ายังมีอีกหลายเวทีที่ “Golden” เตรียมคว้ารางวัลอีกเรื่อย ๆ ตลอดทั้งปีนี้

ดาวเด่นสายเอ็นฯ โฟร์เอส ปักหมุดเพลงมันส์ 4ดาวรุ่งคัดเพลงเอกประชันไมค์รอบลึกสุดหิน

ดาวเด่นสายเอ็นฯ โฟร์เอส ปักหมุดเพลงมันส์ 4ดาวรุ่งคัดเพลงเอกประชันไมค์รอบลึกสุดหิน

ดาวเด่นสายเอ็นฯ โฟร์เอส ปักหมุดเพลงมันส์ 4ดาวรุ่งคัดเพลงเอกประชันไมค์รอบลึกสุดหิน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

ปักหมุดความสนุกสำหรับสายโจ๊ะบนเวทีคอนเสิร์ต “ชุมทางดาวทอง” สัปดาห์นี้ยังคงยกเวทีให้กับกลุ่มศิลปินค่ายใหญ่โฟร์เอส นำทีมโดย “หมอนทอง โฟร์เอส”, “ผักบุ้ง หิมพานติ์”, “นมสด โฟร์เอส” และ “มายมิ้นท์ โฟร์เอส” ที่แท็กทีมกันมาเสิร์ฟหลากบทเพลงที่แฟนเพลงคุ้นหู อาทิ ใครหนอจะรอคนเศร้า, เพชรร่วงในสลัม, ไอ้หนุ่มตังเก และ หนูเพิ่งรู้ ขอเชิญแฟนๆ เตรียมขยับแข้งขยับขา ร้องเล่นเต้นตามดาวเด่นสายเอ็นฯที่มารวมตัวกันแน่นเวที

ส่งท้ายปลายสัปดาห์นี้ เปิดสังเวียนประชันไมค์เดือด! กับการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งระดับมาตรฐาน GLO Miracle Music ซีซั่น 2 ที่เดินทางมาถึงรอบตัดเชือกสุดหินของ 4 สาวดาวรุ่งโชว์พลังหญิง “นิว สวิตตา” จ.อ่างทอง, “แก้มอุ่น ปฏิญญา” จ.เชียงใหม่, “โบว์ ธมลวรรณ์” จ.ชัยนาท และ “กุ๊บกิ๊บ บุญญฉัตร” จ.สตูล ที่ต้องคัดสรรเพลงเด็ด และอินเนอร์มาสู้กันผ่านบทเพลงลูกทุ่งสุดคลาสสิก อาทิเพลง น้ำตาน้องเพ็ญ, จำเสี่ยงเลี้ยงพ่อ, ตะวันลับฟ้า งานนี้มี 3 สาวที่ได้ไปต่อ และต้องมี 1 สาวที่ต้องโบกมืออำลา! .. รอลุ้นพาเพลินกับผลงานเพลงลูกทุ่งคุณภาพได้ในรายการ “ชุมทางดาวทอง” ทางช่อง 7HD กดหมายเลข 35 หรือชมผ่านออนไลน์ที่เพจเฟสบุ๊ค Ch7HD ออกอากาศวันพฤหัสบดีที่ 26 และศุกร์ที่ 27 มีนาคม 2569 เวลา 13.30 น. เป็นต้นไป สามารถดูย้อนหลังได้ที่ http://www.bugaboo.tv, Youtube Channel 7 Star Studio และเฟสบุ๊คแฟนเพจhttps://www.facebook.com/chumtangdaotong/ พร้อมสุขสนุกไปด้วยกันทุกที่