วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.” ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475497

วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.”ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้

22 กรกฎาคม 2564 – 15:15 น.

วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.”ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ อย่าให้คนนอกมองว่าชื่อชั้นระดับ “ตรีนุช เทียนทอง” อยู่ในตำแหน่ง “รัฐมนตรีศึกษาฯ” เพื่อรอวันจาก..

ในสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ มีหลายจังหวัดที่ ศบค.จังหวัด ประกาศปิดโรงเรียน ยกจังหวัด บางจังหวัดปิดยาวไม่มีกำหนด บางจังหวัดปิด 7 วัน 14 วัน แตกต่างกันไป ตามที่ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ชอบอ้างและหวังให้เป็นเช่นนั้น คือ เป็นไปตามดุลพินิจ และบริบท ของแต่ละพื้นที่

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้มีคำถามย้อนกลับมาว่า การที่นักเรียนบางจังหวัดหยุดเรียน บางจังหวัดได้เรียน แม้จะไม่ต่อเนื่องเพราะเปิดเรียนมาตอนไหนก็มีผู้ปกครองหรือนักเรียนติดโควิด ทำให้ต้องปิดเรียนอีกรอบอยู่ร่ำไป จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษา อย่างที่ ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ชอบกล่าวถึงหรือไม่

เมื่อการจัดการเรียนการสอนไม่มีความแน่นอน การสั่งการที่ไม่ชัดเจน ชอบผลักภาระให้กับผู้ปฎิบัติโดยอ้างดุลพินิจและบริบทในแต่ละพื้นที่ เมื่อ “ตรีนุช” อาสาเข้ามารับหน้าที่ “รมว.ศธ.” ต้องทราบถึงบริบทของกระทรวงศึกษาธิการ แบบองค์รวม หรือ ภาพใหญ่ ที่ควรจะเป็น

และเมื่อถึงเวลาคับขัน “รมว.ศธ.” ต้องสามารถตัดสินใจเลือกแนวทาง ที่จะทำให้การศึกษาของชาติได้รับผลกระทบและเสียหายน้อยที่สุด เพื่อให้คนส่วนใหญ่ได้เดินหน้าต่อไป

ไม่ใช่การสั่งการแบบที่เป็นอยู่ กระทรวงศึกษาธิการมอบให้โรงเรียน ใช้ดุลพินิจในการตัดสินใจตามบริบทของแต่ละพื้นที่ แปลตามตรงมันคือการผลักภาระ การข้ามขั้นตอน จากสูงสุด ไปถึงระดับปฏิบัติในคราวเดียว แล้วจะมีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)เอาไว้ทำไม

ระยะเวลาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เกิดขึ้นมาแล้วเกือบ 3 ปี ไม่รู้กี่ ระลอก กระทรวงศึกษาธิการก็ทำได้แค่ สำรวจข้อมูล ตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทาง ไม่เคยมีความชัดเจนในวิธีปฏิบัติ ทำให้ผู้เรียนเสียโอกาส และมองไม่เห็นอนาคตของการศึกษาไทย

อยากขอให้ “ผู้บริหารระดับสูง” หรือ ” 5 เสือศธ.” งดกิจกรรมที่ไม่สำคัญ ติดตามการปฏิบัติงานของสำนักงานเขตพื้นที่และโรงเรียนอย่างจริงจัง เป็นไปได้อาจจะแอบมาดูในพื้นที่บ้างก็ได้ อาจจะทำให้ “5เสือศธ.” เปลี่ยนทัศนะคติในการทำงานบ้างก็ได้ อย่าเชื่อในสิ่งที่ท่านได้ฟังจากข้าราชการในกระทรวงศึกษาธิการ ลองพิสูจน์ด้วยตัวเองแล้วจะเห็นความจริง

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาการทำงานของครูและบุคลกากรทางการศึกษาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทุกข้อมูลที่ “รมว.ศธ.” ได้รับทราบจากรายงานของข้าราชการผู้ใกล้ชิด เปรียบไม่ได้แม้เสี้ยวหนึ่งของความจริง

การสั่งการแบบบังคับ จะเอาให้ได้ ต้องเป็นแบบนี้ เพื่อเอาใจเจ้านายระดับสูง ยกตัวอย่าง เช่น การประเมินความพร้อมของโรงเรียน ผ่าน Thai stop covid+ ถ้าผลการประเมินโรงเรียนเป็นสีเขียวทั้งประเทศแบบที่รมว.ศธ.ได้รับรายงานแล้วทำไมนักเรียนติดโควิด-19

การที่ท่านมีคำสั่งให้ครู เวิร์คฟอร์มโฮม ในระดับสูงสุด ขอค้านว่า ไม่มีโอกาสเป็นจริง ท่านแอบมาที่โรงเรียนไหนก็ได้ที่ใกล้ที่สุด รมว.ศธ.จะพบว่า ครูปฏิบัติงานที่โรงเรียนครบทุกคน แม้กระทั้งเรียนออนไลน์ สอนออนไลน์ครูก็ต้องมาสอนออนไลน์ที่โรงเรียน ส่วนเด็กนักเรียนก็ให้เรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านกับครอบครัว แล้วแบบนี้รมว.ศธ.จะแก้ปัญหายังไง

นอกจากนั้นยังมีสถานศึกษาที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการอีกมากมาย ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามแนวทางของ ศบค. มีสถานศึกษาบางแห่งในระดับอาชีวะศึกษา กักตัวนักศึกษาไว้นานนับเดือน เพื่อที่จะรอเรียนภาคปฏิบัติ หรือ ON-SITE โดยไม่สนใจต่อสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีแนวโน้มจะรุนแรงและเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ

วอนกอบกู้การศึกษา “รมว.ศธ.”ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด ก่อนที่จะสายเกินไปว่าจะเรียนต่อหรือพอแค่นี้ อย่าให้คนนอกมองว่าชื่อชั้นระดับ “ตรีนุช เทียนทอง” อยู่ในตำแหน่ง “รมว.ศธ.” เพื่อรอวันจากไปเท่านั้น นะขอบอก!!

คณบดีศิริราช ม.มหิดล เผย “ฉีดวัคซีนสลับชนิด” กระตุ้นภูมิคุ้มกันสู้สายพันธุ์เดลตาได้เร็วขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475433

คณบดีศิริราช ม.มหิดล เผย”ฉีดวัคซีนสลับชนิด”กระตุ้นภูมิคุ้มกันสู้สายพันธุ์เดลตาได้เร็วขึ้น

22 กรกฎาคม 2564 – 02:50 น.

คณบดีศิริราช ม.มหิดล เผยการ “ฉีดวัคซีนสลับชนิด”ไม่มีข้อห้าม หากไม่แพ้วัคซีน กลุ่มผู้สูงอายุ7โรคเรื้อรัง ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันทั้ง2ระบบ ทั้งB CellsและT Cellsได้ภูมิคุ้มกันสูงขึ้นสู้สายพันธุ์เดลตาได้ในเวลาเร็วขึ้นภายใน5สัปดาห์

ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรีเมื่อวานนี้(21ก.ค.) ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ่กล่าวถึงกรณีมีเคสฉีดวัคซีนโควิด19สลับชนิด ว่า วัคซีนโควิด19มี4ชนิด คือmRNAเชื้อตาย ไวรัลเวคเตอร์ และโปรตีนซับยูนิต

โดยวัคซีนชนิดเชื้อตายและโปรตีนซับยูนิต มีกลไกสำคัญคือสร้างภูมิคุ้มกันโดยกระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่มB cellsที่จะสร้างแอนติบอดีออกมาในกระแสเลือด และป้องกันไม่ให้ไวรัสเข้าไปติดเชื้อในเซลล์

ส่วนชนิดmRNAและไวรัลเวคเตอร์มีกลไกสร้างภูมิคุ้มกันทั้งสองอย่างคือกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดT cellsที่จะไปฆ่าเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสและกระตุ้นเม็ดเลือดขาวกลุ่มB cellsให้สร้างแอนตี้บอดี้

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวต่อว่า การฉีดวัคซีนสลับชนิด โดยเข็ม1เป็นชนิดเชื้อตายที่กระตุ้นB cellsได้ดี แต่กระตุ้นT cellsไม่ดีนัก และปรับเอาวัคซีนที่กระตุ้นT cellsได้ดีคือไวรัลเวคเตอร์มาฉีดเป็นเข็มที่2จึงกลายเป็นให้ฉีดด้วยซิโนแวค เว้น3สัปดาห์ แล้วฉีดด้วยแอสตร้าเซนเนก้า

โดย2สัปดาห์ หลังฉีดแอสตร้าเซนเนก้า ภูมิคุ้มกันจะขึ้นสูง รวมใช้เวลา5สัปดาห์ ซึ่งข้อมูลวิจัยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พบว่า ภูมิคุ้มกันสูงพอน่าจะครอบคลุมสายพันธุ์เดลตา 

ขณะที่การศึกษาในต่างประเทศพบว่ามีประสิทธิภาพและความปลอดภัย ส่วนการฉีดแอสตร้าเซนเนก้า2เข็ม แม้กระตุ้นทั้งT cellsและB cellsแต่ใช้เวลานาน เนื่องจากเว้นระยะห่างระหว่างเข็ม10-12สัปดาห์ และใช้เวลาอีก2สัปดาห์ภูมิคุ้มกันจึงขึ้นสูง

โดยรวมต้องใช้เวลา12-14สัปดาห์ ขณะที่การฉีดแอสตร้าเซนเนก้าเข็มเดียว ข้อมูลจากต่างประเทศพบว่าไม่พอในการลดการติดเชื้อสายพันธุ์เดลตา และหากระยะเวลาระหว่างเข็ม1และเข็ม2ของแอสตร้าเซนเนก้า ยิ่งสั้นประสิทธิภาพจะยิ่งน้อยลง

“ขณะนี้โควิดสายพันธุ์เดลตาแพร่กระจายเร็วมาก ครอบคลุมทุกทวีป ทำให้ผู้ติดเชื้อทั่วโลกกลับมาเพิ่มจำนวนมากขึ้น แต่การเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากวัคซีนช่วยลดอาการรุนแรงและการเสียชีวิต

ส่วนประเทศไทยสายพันธุ์เดลตาพบมากถึงกว่าร้อยละ50ของการติดเชื้อ การฉีดวัคซีนจะลดความรุนแรงและเสียชีวิต และจะช่วยลดการติดเชื้อหากมีการฉีดวัคซีนให้ประชาชนมากพอ ซึ่งการฉีดวัคซีนให้มากนั้น มีองค์ประกอบ3อย่าง คือ ต้องมีวัคซีนมากพอ บริหารจัดการการฉีดให้มีประสิทธิภาพมากพอ เช่น ฉีดให้ได้3-4แสนโดสต่อวัน และมีผู้มารับการฉีด ดังนั้นเมื่อมีการจัดสรรวัคซีนให้แล้ว ขอให้มารับการฉีดวัคซีนด้วย” ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวว่า การฉีดวัคซีนสลับชนิดนี้ ไม่ได้มีรายงานภาวะแทรกซ้อนที่แตกต่างจากการฉีดวัคซีนชนิดเดียวกัน ส่วนการฉีดวัคซีนกระตุ้นในบุคลากรทางการแพทย์ที่รับซิโนแวค2เข็ม อยู่บนหลักการเดียวกัน คือ กระตุ้นด้วยวัคซีนต่างชนิดคือแอสตร้าเซนเนก้าที่ช่วยกระตุ้นT cells

“สำหรับวัคซีนรุ่น2รองรับการกลายพันธุ์ ประเทศไทยกำลังเจรจา ซึ่งอย่างเร็วอาจจะมาปีหน้า จึงเป็นอีกเหตุผลในการปรับสูตรการฉีดวัคซีนเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้คนไทยปลอดภัยระหว่างรอวัคซีนรุ่น2″ศ.นพ.ประสิทธิ์กล่าวในที่สุด

พิษณุโลก ขยายเวลา “เรียนออนไลน์” ที่บ้านไปจนถึง 31 ส.ค.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475432

พิษณุโลก ขยายเวลา”เรียนออนไลน์”ที่บ้านไปจนถึง 31 ส.ค.นี้

22 กรกฎาคม 2564 – 02:05 น.

พิษณุโลกปรับเลื่อนมาตรการป้องกันโควิดไป ขยายเวลา “เรียนออนไลน์” ที่บ้านไปจนถึง 31 ส.ค.นี้ ขณะที่ด่านรอบเมืองพิษณุโลก เตรียมยกเลิกสิ้นเดือน ก.ค.นี้ เพื่อนำกำลังเจ้าหน้าที่มาดูแล ผู้ป่วยแทน พร้อมเร่งจัดตั้งจุดคัดกรอง ศูนย์พักคอย 4 แห่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2564 ที่ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานแถลงข่าว ร่วมกับ นายแพทย์ไกรสุข เพชระบูรณิน นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพิษณุโลก และ พ.อ. วัชรพงศ์ แก้วแจ้ง รอง ผอ.รมน.จังหวัดพิษณุโลก ได้ร่วมกันแถลงข่าวในการปรับมาตรการรองรับการแพร่ระบาดโควิด-19 หลังจากจังหวัดพิษณุโลก ได้มีการยกระดับให้เป็นพื้นที่สีแดง

นายศักดิ์ชัย คุณานุวัฒน์ชัยเดช รองผวจ.พิษณุโลก เปิดเผยว่า ยอดรวมผู้ป่วยสะสมของพิษณุโลกขณะนี้อยู่ที่ 1,089 วันนี้พบผู้ติดเชื้อรายใหม่ เพิ่มขึ้น 48 ราย วันนี้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิษณุโลกได้ประชุมเร่งแก้ปัญหาสถานการณ์โควิด-19

เรื่องสำคัญในพื้นที่กรุงเทพมหานคร(กทม.)โรงพยาบาลทั้งหลายเต็มแล้ว โอกาสที่ผู้ติดเชื้อรอการรักษามีมาก นโยบายภาครัฐให้ประชาชนที่ติดโควิด-19ให้มารักษาตัวที่ภูมิลำเนา จังหวัดพิษณุโลกมีมาตรการพาคนพิษณุโลกกลับบ้าน พาผู้ติดเชื้อจากกทม.ปริมณฑลกลับมารักษาที่พิษณุโลก

ซึ่งสถานการณ์โรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามของจังหวัดพิษณุโลก เริ่มมีผู้ป่วยจำนวนมากขึ้น ดังนั้นคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิษณุโลก จึงจัดทำโมเดลคัดกรองพักคอยขึ้น

โดยจะทำการจัดตั้งศูนย์คัดกรองและพักคอยขึ้น ในสถานศึกษา 4 แห่ง คือ ที่โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม วิทยาลัยเทคโนโลยีบริหารธุรกิจพิษณุโลก ( รับได้ประมาณ 260 ราย ) ม.ราชภัฏพิบูลสงคราม ( ใช้หอพักนักศึกษา รับได้ห้องละ 4 คน สามารถรับผู้ป่วยได้ 320 ห้อง ) และ ม.เทคโนโลยีล้านนา วิทยาเขตพิษณุโลก

โดยจะใช้ รร.พิษณุโลกพิทยาคม เป็นจุดคัดกรอง ผู้ที่ติดเชื้อกลับมาจากกทม. จะมาจุดนี้ก่อน เพื่อคัดกรองว่าอยู่ในระดับใด มีรถเอกซเรย์ปอดทุกราย วัดค่าออกซิเจนในเลือด เพื่อคัดกรองว่าผู้ติดเชื้ออยู่ระดับใด ก่อนจะส่งไปศูนย์พักคอย 3 แห่ง หรือ โรงพยาบาลสนาม หรือโรงพยาบาลหลัก ต่อไปตามระดับความรุนแรง

คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในวันอาทิตย์ที่ 25 กรกฏาคม 2564 นี้ ซึ่งรวมทั้งผู้ติดเชื้อในจังหวัดด้วย จะมีการตรวจเพื่อคัดกรอง ถ้าสีเขียวให้อยู่ ณ ศูนย์พักคอย จะดูอาการเข้มข้น 7-10 วันแรก จากนั้น เมื่อปลอดภัยไม่มีอาการรุนแรง จะนำไปกลับสู่ศูนย์โควิดชุมชน ที่จะจัดตั้งขึ้นอยู่ทุกอำเภอจนครบ 14 วัน

ด้านนายแพทย์สาธารณสุข กล่าวว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิษณุโลกได้ประชุมขยายมาตรการป้องกันออกไปไปอีกถึง 15 ส.ค. ในข้อหลักๆ อาทิ ห้ามจำหน่ายสุรา จากเดินกำหนดสิ้นเดือนนี้ก็ให้เลื่อนไปจนถึงวันที่ 15 ส.ค. ,ให้โรงเรียน สถานศึกษา จัดการเรียนออนไลน์ และจัดการสอนแบบออนไลน์ไปจนถึง 31 สิงหาคม เป็นต้น

พร้อมกันนี้ได้ยกเลิกการตั้งด่าน 4 จุดชั้นนอก เพราะในส่วนกลางได้มีการตั้งด่านในพื้นที่ควบคุมสีแดงเข้ม ซึ่งจะได้เคลื่อนย้ายกำลังคนมาปฏิบัติในศูนย์พักคอย สำหรับการรับผู้ป่วย ขอให้ติดต่อผ่านศูนย์คอลเซนเตอร์ อย่าเดินทางมาเองเพราะอาจขาดเตรียมพร้อม เพราะสถานการณ์ตอนนี้เปลี่ยนไปจำนวนผู้ป่วยมากขึ้น จึงจำเป็นต้องจัดพื้นที่ศูนย์พักคอยขึ้น ในอนาคตจะมีการเพิ่มจำนวนรถไปรับผู้ป่วยในเขตกรุงเทพและปริมณฑลที่จะเดินทางกลับมารักษาตัวที่พิษณุโลกเพิ่มขึ้นอีก

ด้านพันเอก วัชรพงษ์ แก้วแจ้ง รอง ผอ.รมน.จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า กองทัพภาคที่ 3 ตะหนักถึงปัญหาคนพิษณุโลกที่เดินทางกลับจากกรุงเทพและปริมณฑลที่อยู่ในพื้นที่เสียง สถานการณ์โควิด ในช่วงแรกพบว่ามีนับพันคน ทำให้สุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาด

“จึงมีโครงการนำคนพิษณุโลกกลับมารักษาที่พิษณุโลก ซึ่งที่ผ่านมาได้นำคนเดินทางกลับมา แล้ว 40 คน และมีแจ้งยอดเข้ามีอีก 92 คน ที่จะเดินทางกลับในวันที่22 ก.ค.นี้ ซึ่งทางกองทัพภาคที่ 3 ได้จัดเตรียมบุคลากรและยานพาหนะเพื่อช่วยเหลือนำคนพิษณุโลกกลับมารักษาตัว”พันเอก วัชรพงษ์กล่าว

ม.รังสิต ‘ลดค่าเทอม’ ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475412

ม.รังสิต ‘ลดค่าเทอม’ ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50%

21 กรกฎาคม 2564 – 22:20 น.

มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่ประกาศ ‘ลดค่าเทอม’ ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50%

วันที่ 21 ก.ค. 2564 – เพจเฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่ประกาศเรื่อง แนวทางความช่วยเหลือเนื่องจากผลกระทบของ COVID-19 มีเนื้อหาดังนี้

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัส COVID-19 ทำให้เกิดผลกระทบกับสภาวะเศรษฐกิจของผู้ปกครอง ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนมหาวิทยาลัยรังสิตและกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.)จึงเห็นสมควรร่วมกันดำเนินการให้ความช่วยเหลือนักศึกษา ดังต่อไปนี้

1. ลดค่าเล่าเรียน สำหรับนักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนภาคการศึกษา 1/2564 เป็นเงิน 10,000 บาท (ไม่รวมถึงนักศึกษาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากมหาวิทยาลัยแล้วทุกประเภท หรือนักศึกษาที่ได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียมการศึกษาเป็นกรณีพิเศษในภาคการศึกษานี้อยู่แล้ว)

2. สำหรับนักศึกษาที่ได้ชำระค่าลงทะเบียนไปก่อนหน้านี้ สามารถเลือกรับส่วนลดคืนโดยเป็นเงินโอนเก็บเพื่อใช้ในการลงทะเบียนในเทอมถัดไป หรือขอรับเป็นเงินโอนคืนเข้าบัญชีธนาคารได้

3. สำหรับวิชาปฏิบัติการ หากไม่สามารถจัดสอนในพื้นที่ได้ในช่วงการเปิดภาคเรียนระยะแรก มหาวิทยาลัยมีนโยบายให้จัดการสอนชดเชยจนครบเมื่อสถานการณ์ปลอดภัยขึ้น หากพบว่าวิชาใดไม่สามารถจัดการเรียนการสอนให้ครบได้ด้วยเหตุสุดวิสัย มหาวิทยาลัยจะพิจารณาคืนค่าปฏิบัติการให้ตามสัดส่วน

ม.รังสิต 'ลดค่าเทอม' ให้นักศึกษาคนละ 1 หมื่นบาท อว.ช่วยจ่าย 50%

4. หากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัส Covid-19 ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องในภาคการศึกษาที่ 2/2564 มหาวิทยาลัยรังสิตจะให้ความช่วยเหลือนักศึกษาผ่านกองทุนบุญตะวันต่อไป

5. นักศึกษาที่ประสบปัญหาและต้องการความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัย ขอให้ติดต่อผ่านอาจารย์ที่ปรึกษา หรือสำนักงานกิจการนักศึกษา

ประกาศ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2564

ฝ่ายสื่อสารองค์กร

ทั้งนี้ รัฐบาล โดยกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะสนับสนุนลดค่าเล่าเรียน/ค่าธรรมเนียมการศึกษาคนละ 5,000 บาท ส่วนมหาวิทยาลัยเอกชนลดคนละ 5,000 บาท รวมเป็น 10,000 บาท

“มทร.อีสาน” ร่วมสู้โควิดเปิดรพ.สนาม -สถานที่กักตัวรองรับใน 13 จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475385

“มทร.อีสาน” ร่วมสู้โควิดเปิดรพ.สนาม-สถานที่กักตัวรองรับใน13จังหวัด

21 กรกฎาคม 2564 – 18:50 น.

“มทร.อีสาน” ร่วมสู้โควิด-19 เปิดโรงพยาบาลสนาม พร้อมสถานกักตัวชั่วคราวทุกวิทยาเขตเพื่อรองรับรับประชาชนที่มาจาก 13จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม

รศ.ดร.โฆษิต ศรีภูธร รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน(มทร.อีสาน) เปิดเผยว่าจากนโยบายการดำเนินการของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ที่ได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยในสังกัดของ อว. จัดตั้งโรงพยาบาลทุกพื้นที่ของประเทศ

โดยขณะนี้โรงพยาบาลสนามของ อว. มีมากกว่า41แห่ง และสามารถรองรับผู้ติดเชื้อได้ราว12,000เตียง และกำลังขยายผลไปยังสถานศึกษาต่างๆ รวมถึง มทร.อีสาน ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่มีความตระหนักในการทำงานเพื่อสังคมในสภาวะวิกฤตด้านโรคติดต่อ อุบัติภัย อุทกภัย และงานจิตอาสาเพื่อสังคม

ควบคู่ไปกับการจัดการเรียนการสอน เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญและมีความรับผิดชอบ ภายใต้การขับเคลื่อนโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภา มทร.อีสาน

ก่อนหน้านี้ มทร.อีสาน ได้มีการจัดส่งทีมจิตอาสาของส่วนกลางนครราชสีมา ในการเป็นสายด่วนรับโทรศัพท์ (Call center)ณ โรงพยาบาลมหาราชมาตั้งแต่วันที่5พฤษภาคม2564และการสนับสนุนเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวน50เครื่อง และการส่งจิตอาสาลงทะเบียนและอำนวยความสะดวกผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนโควิด-19ร่วมกับโรงพยาบาลมหาราช ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซานครราชสีมา

มาตั้งแต่วันที่19พฤษภาคม2564เพื่อการเปิดให้ประชาชนชาวโคราชเข้ารับการฉีดวัคซีน และมทร.อีสานยังขอความร่วมมือทุกวิทยาเขตในการสนับสนุนกิจกรรมร่วมกับจังหวัดที่วิทยาเขตดังกล่าวตั้งอยู่ครับ

ในส่วนการดำเนินงานของ มทร.อีสาน วิทยาเขตสกลนคร ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ อ.พังโคน จ.สกลนคร รองอธิการบดีประจำวิทยาเขตสกลนคร ได้มีการประชุมหารือร่วมกับ นายวิฑูรย์ นวลนุกูล รองผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร รวมถึงผู้นำส่วนท้องถิ่น โดยจ่าสิบเอกคำนึง พรหมพิมพ์ นายอำเภอพังโคน นายแพทย์ณรงค์ จันทร์แก้ว รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสกลนคร และนายแพทย์วรรณกร เล่าสู่อังกูล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพังโคน

โดยเป็นการประชุมหารือเรื่องการเตรียมความพร้อมจัดตั้งโรงพยาบาลสนามของจังหวัดสกลนคร พร้อมเยี่ยมชมสถานที่คณะทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อประเมินความพร้อมในการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 จากพื้นที่เสี่ยงกลับมารักษาที่ภูมิลำเนา

ผลจากการประชุมดังกล่าว มีมติเห็นชอบจากที่ประชุมให้จัดเตรียมพื้นที่โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยสกลนคร หลวงปู่แฟ๊บ สุภัทโท เป็นโรงพยาบาลสนามของจังหวัดสกลนคร เพื่อรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19ในรายที่อาการไม่หนัก ซึ่งสามารถรองรับได้จำนวนไม่น้อยกว่า50เตียง สำหรับผู้ติดเชื้อโควิด-19ที่มีความประสงค์จะกลับมารักษาที่ภูมิลำเนาสามารถติดต่อผ่านช่องทางโทรศัพท์HOT LINE “ไทสกลไม่ทิ้งกัน093-3285264”

ด้าน มทร.อีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ได้ประชุมร่วมกับนายแพทย์ประวีณ ตัณฑประภา ผู้อำนายการและคณะแพทย์โรงพยาบาลสุรินทร์ พร้อมลงพื้นที่ประเมินความพร้อมของสถานที่ดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการคงที่และได้รับการส่งตัวมาจากโรงพยาบาลเพื่อดูอาการ โดยใช้ห้องประชุมข้าวหอมมะลิ อาคารอาทิตยาทร คณะเกษตรศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งสามารถรองรับผู้ติดเชื้อโควิด-19ได้จำนวน 60-100เตียง พร้อมจัดพนักงานรักษาความปลอดภัย ตลอด24ชม.

ด้าน มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่น แม้จะไม่ได้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลสนาม เนื่องจากยอดผู้ติดเชื้อไม่ได้สูงมากและสถานที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาลของจังหวัดขอนแก่นมีเพียงพอ มทร.อีสาน วิทยาเขตขอนแก่นจึงได้เปิดรับสมัครจิตอาสาสู้ภัยโควิด-19เพื่อปฏิบัติงานสนับสนุนด้านต่างๆ ณ ศูนย์การประชุมนานาชาติขอนแก่น (KICE)เช่น

จิตอาสาด้านการบริการผู้ป่วย จิตอาสาด้านการประชาสัมพันธ์ จิตอาสาด้านบริการทั่วไป ซึ่งจิตอาสาจะต้องเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงตามที่กำหหนด ผ่านการคัดกรองตามแบบสอบถามคัดกรองและได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19

โดยแบ่งการปฏิบัติงานเป็น3ระยะ คือ ระยะที่1ระหว่างวันที่14-16กรกฎาคม2564ระยะที่2วันที่21-23กรกฎาคม2564ระยะที่3ระหว่างวันที่28-30กรกฎาคม2564ผู้สนใจสมัครเป็นจิตอาสาสามารถโทรติดต่อได้ที่หมายเลข083-2404967หรือ ติดต่อที่แผนกงานพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ อาคาร18ชั้น2

นอกจากนี้ มทร.อีสาน ยังได้จัดเตรียมสถานที่หอประชุมประไพศรี สุภา ณ ศูนย์การศึกษาหนองระเวียง จ.นครราชสีมา เพื่อเป็นสถานที่กักตัวชั่วคราว สำหรับประชาชนที่เดินทางมาจาก13จังหวัด ประกอบด้วย

กรุงเทพมหานคร จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดปทุมธานี จังหวัดสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลา

ซึ่งทั้งหมดต้องได้รับการตรวจหาเชื้อโควิด-19จากทางโรงพยาบาลแล้วในเบื้องต้น และในระหว่างที่รอผลการตรวจนั้นให้พักอยู่ในหอประชุมประไพศรี สุภา จนกว่าจะยืนยันว่าไม่พบเชื้อ ถึงจะสามารถให้เข้าพื้นที่ ต.หนองระเวียง ได้ โดยในเบื้องต้นมีทางเจ้าหน้าที่ของ มทร.อีสาน ได้ทำความสะอาดสถานที่แล้วเรียบร้อย และจะมีหน่วยงานต่าง ๆ จะนำเตียงสนามมาไว้ให้บริการทั้งหมด30เตียง เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะเดินทางเข้าพื้นที่ต่อไป

อย่างไรก็ตาม มทร.อีสาน ยังคงสนับสนุนให้นักศึกษาบุคลากรทุกคนเข้าถึงการได้รับวัคซีนครบ100เปอร์เซนต์ ซึ่งล่าสุดได้รับการจัดสรรวัคซีนAstra Zenecaชุดที่1รวมทุกวิทยาเขต จำนวน1,120โดส สำหรับบุคลากรและนักศึกษา จากกระทรวง อว.

“โดยบุคลากรและนักศึกษาที่ได้รับการจัดสรรการฉีดวัคซีนดังกล่าว ได้เข้ารับการฉีดวัคซีนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้ขอความร่วมมือทุกท่านหมั่นล้างมือ สวมหน้ากาก และปฏิบัติตามมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (Covid-19)ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด”รศ.ดร.โฆษิต กล่าว

กาฬสินธุ์ “ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์” ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว 157 ราย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475381

กาฬสินธุ์ “ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์” ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

21 กรกฎาคม 2564 – 18:08 น.

กาฬสินธุ์ “ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์” ไม่มีกำหนด หลังยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย ยอดสะสม1,315 ราย ขณะเดียวกันขบวนคาราวานตู้รับคนอีสานกว่า100คนจากรพ.บุษราคัม กรุงเทพฯกลับบ้าน

วันที่ 21 กรกฎาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์อำนวยการต้านโรคติดชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 จ.กาฬสินธุ์ รายงานสถานการณ์โรคโควิด-19 ซึ่งยังคงพบผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงต่อเนื่องรายวัน โดยล่าสุดวันนี้ (21 ก.ค.2564) พบผู้ติดเชื้อนิวไฮ เป็นผู้ป่วยรายใหม่มากถึง 157 ราย ทุบสถิติสูงสุด

โดยเป็นผู้ป่วยติดเชื้อขอกลับมารักษาในภูมิลำเนา 40 ราย เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงอยู่ระหว่างการกักกันตัว 83 ราย สัมผัสผู้ป่วยยืนยัน 27ราย และตรวจพบจากระบบเฝ้าระวังอื่นๆอีก 7 ราย ทำให้มียอดผู้ติดเชื้อสะสมทะลุถึง 1,315 ราย และมียอดผู้เสียชีวิตสะสม 6 ราย

ทั้งนี้จากสถานการณ์ล่าสุดคณะกรรมการโรคติดต่อ จ.กาฬสินธุ์ได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยมีนายทรงพล ใจกริ่ม ผู้ว่าราชการ จ.กาฬสินธุ์ เป็นประธาน และทางจังหวัดได้ออกประกาศคำสั่งมาตรการยกระดับการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ หลังปรับเป็นพื้นที่สีแดง หรือ พื้นที่ควบคุมสูงสุด

กาฬสินธุ์ "ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์" ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

โดยให้ปิดการเรียนการสอนแบบ on -site รวมไปถึงศูนย์เด็กเล็ก จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ร้านอาหารสามารถนั่งรับประทานในร้านได้ไม่เกินเวลา 23.00 น. งดเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

กาฬสินธุ์ "ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์" ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

สนามกีฬา ยิม สถานที่ออกกำลังกายเปิดได้ไม่เกิน 21.00 น. งดการรวมกลุ่มสังสรรค์ จำกัดจำนวนผู้โดยสารในระบบขนส่งสาธารณะไม่เกินร้อยละ 50 และผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่ 13 จังหวัดเสี่ยง ต้องกักตัวเป็นเวลา 14 วัน

นอกจากนี้มติที่ประชุมยังเห็นชอบให้มีการขยายเตียงในโรงพยาบาลสนามเพิ่มขึ้น จากปัจจุบัน จ.กาฬสินธุ์มีโรงพยาบาลสนามรวม 19 แห่ง รองรับผู้ป่วยจำนวน 1,159 เตียง และในโรงพยาบาล

กาฬสินธุ์ "ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์" ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก และแสดงอาการ อีก 433 เตียง รวมทั้งหมด 1,592 เตียง เพื่อรองรับผู้ป่วยจำนวนมากที่เดินทางกลับมารักษายังภูมิลำเนา พร้อมวางแผนจัดตั้งศูนย์โควิดชุมชนหรือ Community Isolation โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการ เน้นผู้ป่วยสีเขียวและให้มีบุคลากรจาก รพ. สต. อสม. เข้ามาดูแล

กาฬสินธุ์ "ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์" ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

ขณะที่หน่วยกู้ภัยเมตตาธรรมกาฬสินธุ์ได้ทยอยส่งตัวผู้ป่วยในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ และหลายจังหวัดในภาคอีสานตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา เพื่อเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และบริเวณกักกันตัวตามภูมิลำเนา

กาฬสินธุ์ "ปิดรร.-งดเรียนออนไลน์" ไม่มีกำหนด ยอดติดเชื้อโควิดยังนิวไฮวันเดียว157 ราย

หลังจัดขบวนคาราวานตู้พยาบาล 8 คัน และเช่ารถบัสอีก 1 คันรับผู้ป่วยจากโรงพยาบาลบุษราคัม กรุงเทพมหานคร และพื้นที่กรุงเทพฯ รวมทั้งจังหวัดปริมณฑลพาคนอีสานกลับบ้านเฮาฟรีกว่า 100 คน

ศธ.สั่งอาชีวะทั่วประเทศปลูก “ฟ้าทะลายโจร-กระชาย” กว่า 2 แสนต้นแจกประชาชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475361

ศธ.สั่งอาชีวะทั่วประเทศปลูก”ฟ้าทะลายโจร-กระชาย”กว่า 2 แสนต้นแจกประชาชน

21 กรกฎาคม 2564 – 17:10 น.

“คุณหญิงกัลยา” รมช.ศธ. สั่งการอาชีวะเกษตรและประมงทั่วประเทศ เร่งปลูกพืชสมุนไพร “ฟ้าทะลายโจร-กระชาย” กว่า 2แสนต้น พร้อมแจกปลานิล 999,999 ตัว เดินหน้าช่วยประชาชนผู้ประสบภัยโควิด-19

วันที่ 21 ก.ค.2564 ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินหน้าช่วยผู้ประสบภัยโควิด-19 สั่งการอาชีวะเกษตรและประมงทั่วประเทศเร่งเพราะกล้าพืชสมุนไพรฟ้าทะลายโจร และกระชาย กว่าสองแสนต้น แจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และขอชื่นชมครู บุคลากร และนักเรียนที่ร่วมใจช่วยผู้ป่วยและผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 มาอย่างต่อเนื่อง

เกี่ยวกับเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจาก ดร.ศุภชัย ศรีหล้า ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และประธานคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์อาชีวะเกษตรและประมง เปิดเผยว่า ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) สถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรทั้ง 4 ภาค และวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยประมงทั่วประเทศ ให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในทุกชุมชนที่ได้รับความเดือดร้อน

โดยนอกจากให้การช่วยเหลือด้านสถานที่และอาหารแล้ว ยังให้สถานศึกษาอาชีวะเกษตรฯ ทั้ง 47 แห่งเพาะพันธุ์ปลานิล ซึ่งแพร่ขยายพันธุ์ง่าย มีรสชาติดี และดีต่อสุขภาพ รวมถึงพืชสมุนไพรไทยอย่างกระชาย และ ฟ้าทะลายโจร ซึ่งมีสรรพคุณทางการแพทย์ในการเสริมภูมิคุ้มกัน เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

“โดยวิทยาลัยเกษตรและประมงทั้ง 47 แห่งเตรียมดำเนินการ แจก-ปล่อย ปลานิลจำนวน 999,999 ตัว และเพาะ-แจกต้นกล้าฟ้าทะลายโจรจำนวนกว่า 2 แสนต้นภายในเดือนกันยายนนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19” ดร.ศุภชัย กล่าว

พร้อมกันนี้คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ได้ชื่นชมครู บุคลากร และนักเรียนที่ร่วมใจช่วยผู้ป่วยและประสบภัยที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยสถานศึกษาหลายแห่งได้จัดทำอาหารกลางวันในรูปแบบของข้าวกล่องพร้อมน้ำดื่มมอบให้กับผู้ประสบภัยและบุคลากรทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ “ครอบครัวไทย” จนเฉียบพลัน เด็กกว่าครึ่งล้านหลุดรร. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475234

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ”ครอบครัวไทย”จนเฉียบพลัน เด็กกว่าครึ่งล้านหลุดรร.

20 กรกฎาคม 2564 – 19:15 น.

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ”ครอบครัวไทย”จนเฉียบพลัน 300,000 คน พบเด็กและเยาวชนกว่าครึ่งล้านหลุดรร. ระบุวัยการศึกษาภาคบังคับมากกว่าครึ่ง ครูลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน ผู้ปกครองรับจ้างต้องตกงาน

ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(บอร์ดกสศ.) ครั้งที่ 8/2564 เมื่อเร็วๆ นี้ มี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กสศ. เป็นประธาน มีวาระความคืบหน้าผลการเบิกจ่ายงบประมาณทุนเสมอภาคให้แก่กลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนพิเศษและกลุ่มรอยต่อทางการศึกษา

ดร.ประสาร กล่าวว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กสศ. ได้จัดสรรงบประมาณให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษในระดับการศึกษาภาคบังคับ จำนวน 911,364 คน ที่ยังศึกษาต่อในสถานศึกษาเดิม ในปีการศึกษาที่ 1/2564 (กลุ่มชั้นเคลื่อน) ในอัตรา 1,500 บาท/คน จำนวน 1,419 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ กสศ. และ หน่วยงานต้นสังกัด สพฐ. สถ. และ บช.ตชด. ได้ดำเนินการติดตามสถานะนักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มชั้นรอยต่อทางการศึกษา ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ที่ กสศ. ได้สนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายในการสมัครและเรียนต่อ จำนวน 294,454 คน รายละ 800 บาทไปเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค.2564

โดยพบว่า ขณะนี้มีจำนวนนักเรียนยากจนพิเศษที่ยังไม่พบข้อมูลการเรียนต่อในฐานข้อมูล จำนวน 57,590 คน (ราว 20%)

ประกอบด้วย นักเรียนชั้นอนุบาล 3 ที่ไม่พบข้อมูลศึกษาต่อชั้นป. 1 จำนวน 1,159 คน คิดเป็น 1% ของนักเรียนยากจนชั้นรอยต่อในระดับเดียวกัน นักเรียนชั้น ป.6 ที่ไม่พบข้อมูลศึกษาต่อชั้น ม. 1 จำนวน 25,556 คน คิดเป็น 22% และ ม.3 ที่ไม่พบข้อมูลศึกษาต่อ จำนวน 30,875 คน คิดเป็น 53% โดยกว่าครึ่งหนึ่งยังอยู่ในวัยการศึกษาภาคบังคับ

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ"ครอบครัวไทย"จนเฉียบพลัน เด็กกว่าครึ่งล้านหลุดรร.

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

“ปัจจุบันมีเด็กเยาวชนในระบบการศึกษาระดับอนุบาล-ม.ต้น ที่อาศัยอยู่กับครัวเรือนที่มีรายได้น้อยกว่าเส้นความยากจนของสภาพัฒน์ อยู่ราว 2.2 ล้านคน ในปีงบประมาณ 2564 กสศ. ศธ. สถ. และ บช.ตชด. ได้รับจัดสรรงบประมาณดูแลอยู่เพียง 1.8 ล้านคน” ดร.ประสาร ระบุ 

ดร.ประสาร  แจกแจงอีกว่า จากการประเมินของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) พบว่าการทวีความรุนแรงของโควิด-19 ระลอกใหม่ส่งผลต่อประชาชนกลุ่มที่มีรายได้น้อยทำให้เกิดภาวะยากจนเฉียบพลันมากขึ้นราว 10% หรือราว 300,000 คน

“ก่อนที่กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะทยอยหลุดออกจากระบบการศึกษา จึงมีความจำเป็นต้องช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตามที่น่าเป็นห่วงคือ การที่กสศ. ถูกตัดงบประมาณจำนวน 904.57 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้เด็กเยาวชนยากจนพิเศษและกลุ่มรอยต่อทางการศึกษา จำนวน 712,725 คน ที่ไม่ได้รับความช่วยเหลือ” ดร.ประสาร กล่าว

ขณะที่นายภูวนาท กองธรรม ครูโรงเรียนบ้านแม่สลิดหลวงวิทยา จ.ตาก กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เยี่ยมนักเรียนในกลุ่มยากจนพิเศษทุนเสมอภาคจาก กสศ. พบว่า ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้าง ยิ่งในช่วงนี้ผู้ปกครองได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่รุนแรง หลายคนต้องตกงานกลับมาอยู่บ้านขาดรายได้

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ"ครอบครัวไทย"จนเฉียบพลัน เด็กกว่าครึ่งล้านหลุดรร.

“การมีทุนเสมอภาคทำให้ช่วยลดภาระผู้ปกครอง เด็กๆ สามารถเรียนหนังสืออยู่ในระบบการศึกษาต่อไปไม่ต้องออกไปช่วยผู้ปกครองทำงานหารายได้ ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าทุนที่ให้กับนักเรียนรายหัวเป็นเงินจำนวนไม่มาก

แต่สำหรับเด็กที่นี่แล้วเงินจำนวนนี้ถือว่ามีค่ามาก ก่อนหน้านี้เคยถามเด็ก ๆ ที่ไม่ได้เรียนต่อส่วนใหญ่บอกว่าพ่อแม่ไม่มีเงินอยากให้ออกมาทำงาน ดังนั้นหากพวกเขาได้ทุนก็จะช่วยทำให้เขาได้เรียนต่อ และยังมีเด็กยากจนด้อยโอกาสอีกจำนวนมากที่ยังรอโอกาสจากทุนนี้”นายภูวนาท กล่าว

นางวิภาดา ผ่านชมภู ครูโรงเรียนผาสุกประชานุกูล จ.อุดรธานี กล่าวว่า ผลกระทบจากโควิด-19 รอบนี้รุนแรงมาก เห็นได้จากจำนวนผู้ปกครองที่เคยไปทำงานในกรุงเทพฯ ต้องถูกเลิกจ้างไม่มีทางออกต้องพาบุตรหลานกลับมาเรียนที่ในพื้นที่สิบกว่าคน ตั้งแต่ป.4 จนถึง ม.1

บอร์ด กสศ.ห่วงโควิดทำ"ครอบครัวไทย"จนเฉียบพลัน เด็กกว่าครึ่งล้านหลุดรร.

“จากที่ได้สอบถามผู้ปกครองส่วนหนึ่งทำงานรับจ้างเป็นลูกจ้างที่ร้านอาหารพอร้านปิดไม่มีรายได้ก็ตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่ที่บ้าน เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าอยู่ในเมือง ดังนั้นการมีทุนเสมอภาคเข้ามาช่วยเหลือนักเรียนก็จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ปกครองที่กำลังประสบปัญหาได้เป็นอย่างมาก”นางวิภาดา กล่าว

“ม.มหิดล” เปิดขั้นตอน ตรวจหาสารแอนโดรกราโฟไลด์ต้านโควิดใน “ฟ้าทะลายโจร” ด้วยวิธี HPLC #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475192

“ม.มหิดล”เปิดขั้นตอน ตรวจหาสารแอนโดรกราโฟไลด์ต้านโควิดใน”ฟ้าทะลายโจร”ด้วยวิธี HPLC

20 กรกฎาคม 2564 – 15:25 น.

“ม.มหิดล” เปิดขั้นตอน ตรวจหาสารแอนโดรกราโฟไลด์ต้านโควิดใน “ฟ้าทะลายโจร” ด้วยวิธี HPLC  สร้างความมั่นใจให้ประชาชนเข้ารับบริการได้แล้ว

หนึ่งในสมุนไพร “Champion Products” ตามยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจชาติ ซึ่งอยู่ในบัญชียาของทั้ง WHO และไทย ได้แก่ “ฟ้าทะลายโจร” ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ เรื่อง บัญชียาหลักแห่งชาติด้านสมุนไพร (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2564 ระบุว่ายาสารสกัดจากฟ้าทะลายโจร และยาจากผงฟ้าทะลายโจรสามารถใช้กับผู้ป่วยติดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงได้

รองศาสตราจารย์ ดร.เภสัชกรหญิงปองทิพย์ สิทธิสาร อาจารย์ประจำภาควิชาเภสัชวินิจฉัย และหัวหน้าฝ่ายศูนย์วิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ ฝ่ายสมุนไพร หรือ “CAPQ สมุนไพร” คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้กล่าวถึงคุณสมบัติเด่นของสมุนไพรฟ้าทะลายโจรว่า ใช้บรรเทาอาการของโรคหวัด อย่างเช่น ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล และมีไข้ ซึ่งการจะทำให้ได้มาซึ่งตัวยาที่ใช้รักษาบำบัดโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์ที่ได้มาตรฐาน

"ม.มหิดล"เปิดขั้นตอน ตรวจหาสารแอนโดรกราโฟไลด์ต้านโควิดใน"ฟ้าทะลายโจร"ด้วยวิธี HPLC

ด้วยบทบาทของการเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ที่พึ่งพาของประชาชนชาวไทยด้านวิชาการเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงให้บริการประชาชนในเรื่องการวิเคราะห์มาตรฐานสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ด้วยวิธี HPLC (High Performance Liquid Chromatography) ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้วิเคราะห์สารสำคัญในสมุนไพรในเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภค

บัญชียาหลักของชาติมีการระบุปริมาณของสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ที่อยู่ในสมุนไพรฟ้าทะลายโจร สำหรับการรักษาอาการของโรคหวัด หรือต้านโควิด-19 ที่อาการยังไม่รุนแรงว่า ผู้ป่วยจะต้องได้รับปริมาณของสารแอนโดรกราโฟไลด์ประมาณ 60 – 120 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งหากสมุนไพรได้รับการวิเคราะห์ที่ถูกต้อง จะนำไปสู่การใช้อย่างเหมาะสม

“CAPQ สมุนไพร” คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดให้บริการตรวจวิเคราะห์ปริมาณสารสำคัญในผลิตภัณฑ์สมุนไพรฟ้าทะลายโจร

โดยผู้สนใจสามารถติดต่อส่งตัวอย่างสมุนไพรฟ้าทะลายโจร ทั้งที่เป็นวัตถุดิบ สารสกัด และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เพื่อวิเคราะห์สารแอนโดรกราโฟไลด์ ด้วยวิธี HPLC ได้ที่โทร.096-8123539 E-mail: mucapqnp@gmail.com, https://pharmacy.mahidol.ac.th/capq/np LINE ID: capqnp

“เลขาฯคุรุสภา” เชิญครูผู้ต้องการเข้ารับการประเมินทดสอบ สมรรถะวิชาชีพครู #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475169

“เลขาฯคุรุสภา” เชิญครูผู้ต้องการเข้ารับการประเมินทดสอบ สมรรถะวิชาชีพครู

20 กรกฎาคม 2564 – 14:15 น.

คุรุสภา สำรวจข้อมูลผู้ต้องการเข้ารับการประเมินทดสอบสมรรถะวิชาชีพครู ตั้งแต่บัดนี้-26ก.ค.64

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา  (เลขาฯคุรุสภา) กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาได้ดำเนินการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ครั้งที่ 1/2564 ไปแล้วนั้น

และในตอนนี้อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลเพื่อประกอบการดำเนินการจัดการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู ครั้งที่ 2/2564

“จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสำรวจข้อมูล ผู้เข้ารับการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา ที่เข้ารับการศึกษาในปีการศึกษา 2562 และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (วิชาชีพครู) ที่เข้ารับการศึกษาในปีการศึกษา 2563 ที่มีความประสงค์เข้ารับการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพฯ เพื่อนำข้อมูลดังกล่าวมาประกอบการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง”เลขาธิการคุรุสภา ระบุ

เลขาธิการคุรุสภา  กล่าวอีกว่าจึงขอเชิญชวนผู้เข้ารับการศึกษาระดับปริญญาตรีทางการศึกษา ที่เข้ารับการศึกษาในปีการศึกษา 2562 และหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (วิชาชีพครู) ที่เข้ารับการศึกษาในปีการศึกษา 2563 ที่มีความประสงค์เข้ารับการทดสอบฯ ร่วมแสดงความคิดเห็นผ่านทาง Google Form ที่ https://forms.gle/myoeFXETr9HsJkZe8 ได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 26 กรกฎาคม 2564