ศธ.เตรียมประกาศให้ “WFH ระดับสูงสุด” ระวังนั่งรถประจำทางเสี่ยงติดเชื้อโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475148

ศธ.เตรียมประกาศให้ “WFH ระดับสูงสุด”ระวังนั่งรถประจำทางเสี่ยงติดเชื้อโควิด

20 กรกฎาคม 2564 – 12:15 น.

“ตรีนุช” หยอดคำหวาน พร้อมดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. รวมถึงครอบครัว เสี่ยงติดโควิด-19 เตรียมออกมาตรการ “ตรวจฟรี – มีที่พัก – จัดส่งถึงมือแพทย์” เล็งประกาศให้ WFH ระดับสูงสุด ระวังนั่งรถประจำทางเสี่ยงติดเชื้อไม่ต้องมาทำงานในที่ตั้ง

เมื่อวันที่ 20 กรกฏาคม 2564 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีมาตรการในการดูแลช่วยเหลือครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. ที่เป็นกลุ่มเสี่ยงและติดเชื้อโควิด 

โดยมอบหมายให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เป็นแกนหลักในการดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. หากต้องการความช่วยเหลือให้แจ้งมาที่ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.)

“การดูแลครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. จะครอบคลุมไปถึงครอบครัวด้วย กระทรวงศึกษาธิการจะจัดหาชุดตรวจหาเชื้อโควิด-19 แบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test) ให้กับบุคลากรกลุ่มเสี่ยงเพื่อตรวจหาเชื้อฟรี และในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด”นางสาวตรีนุช กล่าว 

นางสาวตรีนุช กล่าวอีกว่า หน่วยงานต้นสังกัดจะจัดเตรียมสถานที่พักคอยสำหรับดูแลช่วยเหลือบุคลากรที่ติดเชื้อโควิด-19 เช่น หอพักสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ที่พักของสถาบันพัฒนาครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (สคบศ.) และ ที่พักสำนักพัฒนาสมรรถนะครูและบุคลากรอาชีวศึกษา (สสอ.)

“โดยจะประสานความร่วมมือกับกรมอนามัยและกรมควบคุมโรค เพื่อการดูแลทั้งเรื่องอาหาร ที่พัก และการติดตามอาการจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง ก่อนเตรียมส่งต่อให้สถานพยาบาลสำหรับผู้ป่วยหนักต่อไป และในกรณีติดเชื้อทั้งครอบครัวก็จะได้รับการดูแลทั้งหมด” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว 

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ตนยังได้มอบหมายให้ ดร.สุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. ออกประกาศให้ครูและบุคลากรในสังกัด ศธ. ทำงานที่บ้าน หรือ WORK FROM HOME (WFH) สูงสุดเต็มจำนวน

โดยอนุญาตให้เข้ามาปฏิบัติงานได้ตามที่จำเป็น ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.2564 เป็นต้นไป พร้อมประเมินสถานการณ์ทุก 14 วัน ทั้งนี้ หากเป็นบุคลากรที่เดินทางโดยรถโดยสารสาธารณะ ขอให้งดเดินทางมาสักระยะหนึ่งก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงการติดเชื้อโควิดระหว่างการเดินทาง

เช็กที่นี่ “คนดังพาเหรด” รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นปี 2564 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475053

เช็กที่นี่ “คนดังพาเหรด” รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นปี2564

19 กรกฎาคม 2564 – 18:59 น.

เช็กที่นี่ “คนดังพาเหรด” รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ระบุ มีทั้ง”พี่เบริ์ด-ครูสลา-หนุ่ม กะลา-รัดเกล้า-อภิชาติ-เทียรี่” วธ.จัดพิธีมอบรางวัลอันทรงคุณค่าเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ ปี2564 เน้นรูปแบบออนไลน์

นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) เปิดเผยว่า ตามที่มติคณะรัฐมนตรีได้มีประกาศเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2542 กำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ซึ่งทรงสนพระราชหฤทัยและห่วงใยการใช้ภาษาไทยของคนไทย ทั้งทรงเป็นแบบอย่างในการใช้ภาษาไทยที่ถูกต้องเหมาะสม และเป็นการน้อมนำพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในการทรงงานเพื่อสืบสาน รักษา ต่อยอดโครงการและแนวพระราชดำริต่างๆของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

เช็กที่นี่ "คนดังพาเหรด" รับรางวัลผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นปี2564

นายอิทธิพล คุณปลื้ม

กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ในฐานะที่เป็นหน่วยงานด้านการสืบสาน รักษา และต่อยอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติได้จัดงาน วันภาษาไทยแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่องทุกปี ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรณรงค์ให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้รู้รักภาษาไทย แต่เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID – 19) ได้เพิ่มความรุนแรงเกิดการแพร่ระบาดระลอกใหม่ และยังไม่อาจกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดได้แน่นอน

ดังนั้น วธ.ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษา จึงกำหนดจัดกิจกรรมเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2564 โดยเน้นรูปแบบออนไลน์มากขึ้น ซึ่งมีกิจกรรมประกอบด้วย การเผยแพร่คำปราศรัย และบันทึกเทปโทรทัศน์การจัดกิจกรรมต่างๆ เผยแพร่ทางสื่อโทรทัศน์และสื่อออนไลน์

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า วธ.ยังได้จัดกิจกรรมคัดเลือกและประกวดผู้เป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง บุคคล องค์กรที่มีบทบาทส่งเสริมและสร้างคุณประโยชน์และผู้มีผลงานสร้างสรรค์ด้านการใช้ภาษาไทยหรือภาษาถิ่นได้อย่างเหมาะสม รวมถึงการยกย่องบุคคลในวงการเพลง ทั้งนักประพันธ์เพลงที่มีความสามารถผสมผสานความรู้ทางภาษา วรรณศิลป์และคีตศิลป์และจินตนาการได้อย่างเหมาะสม

โดยมีกิจกรรมได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม(สป.วธ. ) คัดเลือกผู้ใช้ภาษาไทยสร้างสรรค์โดยมีผู้ได้รับรางวัลเกียรติยศผู้ใช้ภาษาไทยสร้างสรรค์ 3 รางวัล ดังนี้

1.ประเภทบุคคล พระอธิการไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ

2.ประเภทรายการโทรทัศน์ รายการคุณพระช่วย ทางสถานีโทรทัศน์ช่องเวิร์คพอยท์ (Workpoint TV) และ

3.ประเภทสื่อวิทยุกระจายเสียง โครงการ รู้ รัก ภาษาไทย ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เอฟเอ็ม 92.5 เมกะเฮิรตซ์

ขณะเดียวกันกรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.)ได้คัดเลือกปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ผู้ใช้ภาษาถิ่นดีเด่นและผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย โดยมีผู้ได้รับคัดเลือกรวม 24 รางวัล ประกอบด้วย

 1.ปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย ได้แก่ รศ.นภาลัย สุวรรณธาดา รศ.นันทา ขุนภักดี และผศ.ประพจน์ อัศววิรุฬหการ 

2.ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น ประกอบด้วย น.ส.เพชรยุพา บูรณ์สิริจรุงรัฐ ผศ.ธานีรัตน์ จัตุทะศรี รศ.บุณยเสนอ ตรีวิเศษ น.ส.รัดเกล้า อามระดิษ น.ส.รัศมี มณีนิล นางสุชาดี มณีวงศ์ นางสุมาลี สุวรรณกร น.ส.หทัยรัตน์ จตุรวัฒนา นายอนุวัฒน์ แก้วลอย นายอภิชาติ ดำดี นายอภินันท์ สิริรัตนจิตต์ นายอรรถเวทย์ สุนทรพานิชกิจ และประเภทชาวต่างประเทศ น.ส.ชิน คึน เฮ(Miss Shin,Keun Hye)

 3.ผู้ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น ได้แก่ นายชาตรี เสงี่ยมวงศ์ นายถนอม ปาจา นายสมชาย ทองศรีเทพ 

4.ผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย บุคคล ได้แก่ พระราชปริยัติมุนี (เทียบ สิริญาโณ) นายธงชัย ลิขิตพรสวรรค์ และองค์กร ได้แก่ มูลนิธิศาสตราจารย์จำนงค์ทองประเสริฐ สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

สำหรับผลการประกวดเพลง (เพชรในเพลง) โดยกรมศิลปากร(ศก.) มีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น 19 รางวัล ดังนี้ 

1.รางวัลเชิดชูเกียรติ ประกอบด้วยรางวัลเชิดชูเกียรติ องค์กรสนับสนุนวัฒนธรรมดนตรีไทย ได้แก่ มูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง)และรางวัลเชิดชูเกียรติ โครงการสืบสานเพลงไทยประทับใจในอดีต ได้แก่ โครงการ “ศาลาเฉลิมกรุง…สืบสานตำนานเพลง” 

2.รางวัลการประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ได้แก่

(2.1) การประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงศิลปินแห่งชาติ ผู้ประพันธ์ นายชัยรัตน์ วงศ์เกียรติ์ขจร และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงลม ผู้ประพันธ์ นายณพสิน แสงสุวรรณ (หนุ่ม กะลา) 

(2.2) การประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแรงก้อนสุดท้าย ผู้ประพันธ์ นายสลา คุณวุฒิ และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแม่นั่งแลทาง ผู้ประพันธ์ น.ส.ธนภัค สิทธิชัย (ดวงพร สิทธิชัย) และ

(2.3) การประพันธ์คำร้องเพลงเพื่อชีวิต รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ เพลงซากไม้ชายน้ำ ผู้ประพันธ์ นายพยัพ คำพันธุ์ และเพลงเขาเป็นหญิง เธอเป็นชาย ผู้ประพันธ์ นายสุทธิยงค์ เมฆวัฒนา (เทียรี่ เมฆวัฒนา)

3.รางวัลการขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย 

 (3.1)การขับร้องเพลงไทยสากลชาย รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ เพลงให้โลกได้เห็น (น้ำใจคนไทย) ผู้ขับร้อง นายธงไชย แมคอินไตย์ (เบิร์ด ธงไชย)และเพลงลม ผู้ขับร้อง นายณพสิน แสงสุวรรณ (หนุ่ม กะลา) 
(3.2)การขับร้องเพลงไทยสากลหญิง รางวัลชมเชย 2 รางวัล ได้แก่ เพลงลมหายใจ ผู้ขับร้อง น.ส.ณัฐธิกา เอี่ยมท่าไม้ และเพลงบัวขาว ผู้ขับร้อง น.ส.สาธิดา พรหมพิริยะ 

(3.3)การขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ประกอบด้วยรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงโธ่…น้องกลอย ผู้ขับร้อง นายธนพล สัมมาพรต (แจ๊ค ธนพล) และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแรงก้อนสุดท้าย ผู้ขับร้อง สิบเอก กิตติคุน บุญค้ำจุน (มนต์แคน แก่นคูน) 

(3.4)การขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงแฟนเก่าเขาลืม ผู้ขับร้อง น.ส.ภัทริยา รัตนพันธ์ (แอม ภัทริยา) และรางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ เพลงเทิดทูนพระคุณท่าน ผู้ขับร้อง น.ส.ชญาภา พงศ์สุภาชาคริต (บูม ชญาภา) 

(3.5)การขับร้องเพลงเพื่อชีวิตชาย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ เพลงรักคนอื่นไม่ได้เลย ผู้ขับร้อง นายวิชาญ ศรีฟอง (รอน อรัณย์) และรางวัลรองชนะเลิศ เพลงนักรบชุดขาว ผู้ขับร้อง นายวรพล นวลผกา (น็อต ไผ่ร้อยกอ) และ

(3.6)การขับร้องเพลงเพื่อชีวิตหญิง รางวัลชมเชย เพลงมนุษย์ ผู้ขับร้อง น.ส.ณริสสา ดำเนินผล (ฟ้า ขวัญนคร)

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า วธ.ยังได้ดำเนินการการคัดเลือกและประกวดอื่นๆ ได้แก่ การประกวดคำขวัญวันภาษาไทยแห่งชาติ การประกวดสื่อสร้างสรรค์วันภาษาไทยแห่งชาติพ.ศ.2564 หัวข้อ “ตระหนัก รักษ์ ภาษาไทย” และการคัดเลือกเยาวชนผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่นที่มีความสามารถด้านการพูด การอ่านและการเขียน ที่สำคัญ วธ.ได้จัดทำวีดิทัศน์สารคดีพิเศษวันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2564 และวีดิทัศน์ส่งเสริมการใช้ภาษาไทยของสถานเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย รวมทั้งจัดพิมพ์หนังสือเก่าหายาก“ปทานุกรมและอักษรนิติ (แบบเรียนไทยสมัยรัชกาลที่ 4 )”

 นอกจากนี้ วธ.ร่วมกับหน่วยงานต่างๆและสถานศึกษาจัดกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติในรูปแบบออนไลน์ เช่น การประกวดการพูดเชิงสร้างสรรค์ การประกวดสุนทรพจน์ภาษาไทย และการอบรมครูภาษาไทย ทั้งนี้ วธ.ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนส่งเสริมการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยตระหนักถึงคุณค่าของภาษาไทย และร่วมใจธำรงรักษาภาษาไทยไว้เป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยสืบไป

“โควิดรอบใหม่” กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475035

“โควิดรอบใหม่” กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

19 กรกฎาคม 2564 – 17:20 น.

กมธ.งบ ปี 65 ส.ส. ห่วงผลกระทบจาก”โควิดรอบใหม่” กระทบเด็กเยาวชนมากกว่า 7 แสนคนประสบภาวะยากจนเฉียบพลันและเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ระบุ พบนักเรียนกลุ่มชั้นรอยต่อยากจน 15% ล่างสุดของประเทศ ชื่อหายไปแล้ว 20%

ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2564 ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 สภาผู้แทนราษฎร ได้มีการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 ด้านการศึกษา ในส่วนของหน่วยงานอื่นของรัฐ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)

กรรมาธิการส่วนใหญ่แสดงความกังวลถึงเด็กเยาวชนยากจนที่ได้รับจากสถานการณ์โควิดรอบใหม่ โดยนางผ่องศรี ธาราภูมิ กรรมาธิการงบประมาณในสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวให้กำลังใจหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณลดลง ซึ่งพบว่ามีตัวเลขเด็กที่ยากจนและได้รับผลกระทบจากโควิดจำนวนมาก

"โควิดรอบใหม่" กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

นางผ่องศรี ธาราภูมิ

“รัฐบาลจึงควรจัดสรรงบเพิ่ม ผ่านกสศ. หรือกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) และสนับสนุนให้ กสศ. ทำงานร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี( สสวท.ฤ เพื่อสนับสนุนให้เด็กเยาวชนจากครัวเรือนยากจนด้อยโอกาสที่มีศักยภาพได้มีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนคุณภาพด้านวิทยาศาสตร์ที่ สสวท. ดูแลอยู่”นางผ่องศรี ระบุ

กมธ.งบประมาณในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กสศ.ได้รายงานตัวเลขผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ผู้ปกครองยากจนเพิ่มขึ้นจาก 300,000 คน เป็น 700,000 คน ในปี 2563 และจะเพิ่มขึ้นอีกในปี 2564 และเกรงว่างบประมาณที่ถูกปรับลดจะกระทบกับการช่วยเหลือเด็กนักเรียนด้อยโอกาสขาดแคลนทุนทรัพย์

“ซึ่งเป็นการปรับลดตั้งแต่เมื่อครั้ง กสศ.เคยเสนอไปยังรัฐบาลตั้งแต่แรก และถูกปรับลดลงมาก่อนที่จะเข้าสภาฯ คล้ายกับอีกหลายหน่วยงานที่ถูกปรับลดตั้งแต่ต้นเพราะงบมีจำกัด โดยในส่วนของอนุกรรมการไม่มีการปรับลดในส่วนของ กสศ. เพิ่มเติมแต่อย่างไร ซึ่งที่ประชุม กมธ.รับทราบสถานการณ์ ตามที่ชี้แจงแต่ไม่มีอำนาจในการแปรเพิ่ม การแปรเพิ่มขึ้นอยู่ที่รัฐบาลพิจารณาแปรงบประมาณเพิ่มกลับมาหรือไม่”กมธ.งบประมาณในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

"โควิดรอบใหม่" กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

ดร.นาที รัชกิจประการ

ขณะที่ดร.นาที รัชกิจประการ กมธ.งบประมาณ ในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ตนเป็นเด็กต่างจังหวัดจึงเข้าใจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นอย่างดี การที่กสศ. ให้ความช่วยเหลือเด็กยากจนเมื่อถูกตัดงบประมาณจะทำให้กระทบถึงเด็กเยาวชนที่ขาดโอกาสถึง 7 แสนคน ตรงนี้มีความสำคัญ เพราะประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งกสศ. ช่วยเหลือได้จริงสำหรับเด็กยากจนในต่างจังหวัดจึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอย่าตัดงบ

ทั้งนี้ นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ชี้แจงว่า การระบาดของโควิด-19 ทำให้เด็กยากจนและยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นและเสี่ยงต่อการหลุดออกจากระบบการศึกษา จำนวน 712,725 คน ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ

กลุ่มแรกจากการประเมินของคณะผู้วิจัยจากเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่าการทวีความรุนแรงของโควิดรอบใหม่ส่งผลต่อประชาชนกลุ่มที่มีรายได้น้อยทำให้เกิดภาวะยากจนเฉียบพลันมากขึ้นราว 10% ประชากรกลุ่มนี้มีบุตรหลานอยู่ในระบบการศึกษาอยู่ราว 150,000 – 300,000 คน

และกลุ่มที่สองคือ ประชากรกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ได้แก่ นักเรียนยากจนพิเศษกลุ่มช่วงชั้นรอยต่อ ในระดับชั้น อ.3 ป.6 ม.2 ม.3 และ ม.6 ที่มีมากกว่า 400,000 คน ที่เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

“จากการตรวจสอบรายชื่อนักเรียนกลุ่มชั้นรอยต่อราว 300,000 คนในปีการศึกษา 2/2563 พบว่า ขณะนี้มีจำนวนนักเรียน 20% ที่ชื่อหายไปเมื่อเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 1/2564 สอดคล้องกับผลสำรวจขององค์การยูนิเซฟ ที่ผ่านมาแม้กสศ.จะได้สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการย้ายโรงเรียนช่วงเปิดเทอมคนละ 800 บาท และบันทึกรายชื่อโรงเรียนที่นักเรียนกลุ่มรอยต่อตั้งใจจะไปสมัครเรียน แต่ยังคงมีนักเรียนอีกราว 60,000 คนที่ยังคงไม่พบตัวในระบบการศึกษา

โดย กสศ. สพฐ. สถ. และ บช.ตชด. มีแผนจะวางระบบบูรณาการฐานข้อมูลนักเรียนในระยะยาวเพื่อส่งต่อรายชื่อนักเรียนจากโรงเรียนต้นทางไปยังโรงเรียนปลายทางโดยต้องออกมาเป็นนโยบายเพื่อให้เกิดความร่วมมือในทางปฏิบัติในพื้นที่อย่างยั่งยืน” ผู้จัดการ กสศ. กล่าว

"โควิดรอบใหม่" กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

อย่างไรก็ตามการที่ กสศ. ถูกตัดงบประมาณลงจำนวน 904.76 ล้านบาท จากยอดที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2564 จำนวน 6,556 ล้านบาท ขณะที่การเสนอเข้าสู่ร่างพ.ร.บ. พิจารณางบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2565 อยู่ที่ 5,652 ล้านบาท จะส่งผลต่อกระทบต่อกลุ่มเป้าหมายนักเรียนยากจนหรือด้อยโอกาสที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทั้ง 2 กลุ่มนี้ มากกว่า 712,725 คน

"โควิดรอบใหม่" กระทบเด็กเยาวชนยากจนฉียบพลัน-เสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

 ซึ่งประกอบด้วย นักเรียนยากจนพิเศษที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงไม่เรียนต่อในช่วงชั้นรอยต่อ จำนวน 421,401 คน และนักเรียนยากจนพิเศษที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 จนครัวเรือนประสบปัญหาความยากจนเฉียบพลันและมีความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษากลุ่มเพิ่มเติม จำนวน 291,324 คน

นอกจากนั้นในปีการศึกษา 2564 นี้ กสศ. พบว่ามีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษที่จบชั้น ม. 6/ปวช. ที่สอบติด TCAS64 จำนวน 11,000 คน จึงส่งข้อมูลให้แก่ กยศ. และที่ประชุมอธิการบดีทั่วประเทศ (ทปอ.) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้สูงขึ้นกว่าปัจจุบันที่อยู่ในระดับเพียง 5% เท่านั้น

ผู้ปกครองมีเฮ รร.ชื่อดัง “คืนเงินทัศนศึกษา” ที่ไม่ได้ใช้หลังเกิดโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/475022

ผู้ปกครองมีเฮ รร.ชื่อดัง “คืนเงินทัศนศึกษา” ที่ไม่ได้ใช้หลังเกิดโควิด

19 กรกฎาคม 2564 – 15:55 น.

ผู้ปกครองมีเฮ รร.ชื่อดัง “คืนเงินทัศนศึกษา” ของนักเรียนห้องกว่า 700 คน ที่ไม่ได้ใช้เงินหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิดรอบใหม่

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2564 นายเลียง ผางพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมุกดาหาร สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 (สพม.22) อ.เมือง จังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า จากกรณีที่มีพ่อแม่ผู้ปกครองยื่นคำร้องขอรับเงินบำรุงการศึกษาบางส่วน ที่ไม่สามารถจัดกิจกรรมที่วางแผน ในแผนปฎิบัติการ

ทั้งนี้ได้ดำเนินการทำหนังสือหารือไปยังเขตพื้นที่การศึกษาได้หารือไปยังสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) เมื่อ สพฐ. ตอบมาว่าให้อยู่ในดุลยพินิจของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียนและคณะกรรมการสถานศึกษาศึกษาขั้นพื้นฐานของโรงเรียน

ซึ่งทุกส่วนก็ได้เห็นความเดือนร้อนของพ่อแม่ผู้ปกครอง และตระหนักดี เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของผู้ปกครอง ในช่วงภาวะวิกฤติโควิดรอบใหม่ ทางเขตทางโรงเรียน

ทางคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนมุกดาหาร ซึ่งได้ประชุมไปเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2564 ได้อนุมัติเงินคืนเงินการศึกษาบางส่วน ในส่วนของไม่สามารถจัดกิจกรรมได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดกิจกรรมศึกษาแหล่งเรียนรู้ทัศนศึกษา เป็นห้องเรียน MEP 5,000 บาท ห้อง IMP 2,000 บาท และห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ 2,000 บาท

“ตอนนี้โรงเรียนได้ทำหนังสือเป็นจดหมายลงทะเบียน จึงแจ้งไปยังผู้ปกครอง เพื่อให้แจ้งเลขที่บัญชี หรือจะมารับเอง แล้วแต่ความสะดวกของผู้ปกครอง ถ้าผู้ปกครองคนไหนที่เปลี่ยนที่อยู่ ก็อาจจะมีจดหมายตีกลับ ก็อยากฝากประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองได้ทราบโดยทั่วไป”ผู้อำนวยการโรงเรียนมุกดาหาร แจกแจงรายละเอียด

สืบเนื่องจากได้มีนักเรียนโครงการ MEP (mini English program ) โรงเรียนมุกดาหาร เพิ่งจบมาเมื่อปีการศึกษาล่าสุด ( ปี 2563 ) มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการไปทัศนศึกษาปีล่าสุด และอยากให้ทางโรงเรียนช่วยพิจารณาคืนเงินค่าทัศนศึกษาที่เรียกเก็บไป แต่ไม่ได้มีการไปทัศนศึกษาจริง คืนแก่นักเรียนและผู้ปกครอง เนื่องด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่แพร่ระบาดในปีที่ผ่านมา

ทำให้นักเรียนในโครงการ MEP (mini English program ) ไม่ได้ไปทัศนศึกษาดูงานต่างจังหวัด ( mep trip ) เหมือนปีที่ผ่านมา ซึ่งการไปทัศนศึกษาในแต่ละครั้งนั้น มีค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท /ครั้ง/คน ซึ่งมีการเรียกเก็บจากผู้ปกครองนักเรียน

ทั้งนี้นักเรียนโรงเรียนมุกดาหาร ที่จบการศึกษาชั้น ม.3 และ ม.6 ปีการศึกษา 2563 ให้มาติดต่อขอรับเงินโครงการศึกษาเรียนรู้ของนักเรียนในโครงการดังกล่าวได้ที่การเงิน โรงเรียนมุกดาหาร เวลาทำการ  08.30 น. – 16.00 น.

ทั้งนี้ โรงเรียนมุกดาหาร  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 22 (สพม.22) ตั้งอยู่เลขที่ 147 ถนนพิทักษ์พนมเขต  ตำบลมุกดาหาร อ.เมือง จ.มุกดาหาร 

ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก “นักเรียนติดโควิด-19” ครูถูกกักตัว ไม่มีใครดูแล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474879

ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก “นักเรียนติดโควิด-19” ครูถูกกักตัว ไม่มีใครดูแล

18 กรกฎาคม 2564 – 09:33 น.

ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก “นักเรียนติดโควิด-19” ครูถูกกักตัว ไม่มีใครดูแล ระบุ โรงเรียนมิตรสัมพันธ์ พบครูและนักเรียนติดเชื้อขณะที่การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่สุโขทัย พบกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ถึง 2 กลุ่ม

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 กระจายครอบคลุมทั่วประเทศทั้ง77จังหวัด หลังรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกมาตรการ“ล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว” เป็นเวลา 14 วัน เริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 12 กรกฏาคม 2564

และประกาศล็อกดาวน์เพิ่ม เพื่อคุมโควิด-19 ไม่ให้แพร่ระบาด ขณะที่สถานการณ์การแต่ยังพบการแพร่ระบาดหลายพื้นที่ของไทยย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือยังน่าเป็นห่วง และส่งผลกระทบกับนักเรียนและคุณครู

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้รับการเปิดเผยจากนายแพทย์ปองพล วรปาณิ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุโขทัย(สสจ.สุโขทัย) ระบุว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในจังหวัดสุโขทัยพบว่ามีกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ 2 กลุ่มใหญ่ ในจังหวัดสุโขทัย คือ

1.กลุ่มคลัสเตอร์ที่ ต.วังใหญ่ อ.ศรีสำโรง กลุ่มคลัสเตอร์นี้มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 แล้ว 31 คน และ2.กลุ่มคลัสเตอร์ที่หมู่บ้านเอื้ออาทร ต.ปากแคว อ.เมืองสุโขทัย กลุ่มคลัสเตอร์นี้ 16 คน

“ส่วนใหญ่ มีอาชีพ รับจ้างขับรถขนส่งสิ่งของในต่างจังหวัดและที่ตลาดไทย แล้วกลับมาบ้าน นำเชื้อมาติดในคนครอบครัวและลูก อีกทั้งผู้ป่วยบางรายมีพฤติกรรม ไม่ปฏิบัติตัวตามมาตรการ ไม่กักตัวยังคงออกไปพบปะและสังสรรค์กับคนในครอบครัวและเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มใหญ่เกิดขึ้น ซึ่งทางคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัดสุโขทัย จะใช้มาตรการตามกฎหมายเรื่องการเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงแล้วไม่กักตัว และการปกปิดไทม์ไลน์ อย่างเข้มงวด”นายแพทย์ปองพล กล่าว

ขณะเดียวกัน มีผู้ใช้เฟสบุ๊ค ผู้ใช้ชื้อ สาวขี้เหร่ สไตล์เซอร์ๆ ได้โพสข้อความว่า ขอร้องหน่วยงานไหนก็ได้มาช่วยนักเรียนโรงเรียนมิตรสัมพันธ์ หน่อยนะคะ เด็กบางคนยังไม่ได้รับยา เด็กบางคนยังไม่ได้ตรวจ ทุกคนกักตัว บางคนไม่มีอาหาร บางคนไม่มียา คณะครูทุกคนก็โดนกักตัว นักเรียนก็โทรหาครู ร้องไห้กันเป็นแถวๆแล้ว เขตพื้นที่อยู่ไหนกัน มาดูนักเรียนกันบ้าง#ครูเครียด ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล อยู่ในขณะนี้

ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก "นักเรียนติดโควิด-19" ครูถูกกักตัว ไม่มีใครดูแล

ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ ในเรื่องนี้พบว่าขณะนี้โรงเรียนมิตรสัมพันธ์ ได้ปิดการเรียนการสอนถึงสิ้นเดือนกรกฏาคม 2564 และทำความสะอาดโรงเรียนอยู่ในขณะนี้

ทั้งนี้โรงเรียนมิตรสัมพันธ์ เป็นหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มคลัสเตอร์ ต.วังใหญ่ อ.ศรีสำโรง ที่มี เด็กนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ติดโรคโควิด-19 แล้ว 5 คน โดยนักเรียนติดโควิด-19 จากผู้ปกครองที่ปกปิดไทม์ไลน์

จากนั้นทำให้ครูผู้สอนเด็กนักเรียนอย่างใกล้ชิด ติดโควิด-19 จากเด็กนักเรียน 1 คน ซึ่งทางสำนักงานสาธารณสุข ทีมสอบสวนโรคเร่งลงพื้นที่ สอบสวนโรคและตรวจหาเชื้อเพื่อที่จะได้นำตัวผู้ป่วยไปทำการรักษาอย่างเร่งด่วนต่อไป

สำหรับโรงเรียนมิตรสัมพันธ์(เพียวอนุสรณ์) เป็นสถานศึกษาขนาดทั่วไป ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จัดการเรียนการสอนระดับขั้นพื้นฐานตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล2 มีนักเรียน 22 คน ระดับชั้นอนุบาล 3 มีนักเรียน 29 คน รวมระดับชั้นอนุบาลมี 51 คน

ชาวเน็ตวิจารณ์หนัก "นักเรียนติดโควิด-19" ครูถูกกักตัว ไม่มีใครดูแล

นอกจากนี้ ยังมีนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ดังนี้ ชั้นป.1มีนักเรียน20คน /ชั้นป.2มีนักเรียน 19 คน /ชั้นป.3 มีนักเรียน 29 คน/ชั้นป.4มีนักเรียน 26 คน/ชั้นป.5 มีนักเรียน 22 คน และชั้นป.6 มีนักเรียน 30 คนรวม146คน เมื่อรวมจำนวนนักเรียนทั้งโรงเรียนมีจำนวนทั้งสิ้น 197คน

ขณะเดียวกันมีครูและบุคลากร แยกเป็นชาย 2 คน หญิง 13 คน รวมมีครูและบุคลากร 15 คน รวมทั้งนางแสงเดือน ฤทธิ์ขันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนมิตรสัมพันธ์(เพียวอนุสรณ์)ในปัจจุบันอีกด้วย

มหิดล ปั้น “Young Smart Farmer” ให้เก่งบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474873

มหิดล ปั้น “Young Smart Farmer” ให้เก่งบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย

18 กรกฎาคม 2564 – 08:45 น.

ม.มหิดล ปั้น “Young Smart Farmer” หรือเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เก่งบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืนแก่ กระดูกสันหลังของชาติ

วันที่ 25 กรกฎาคม 2564 ตรงกับวันเข้าพรรษา ซึ่งตรงกับฤดูฝน และ เทศกาลปลูกข้าวนาปี ของชาวนาไทย ซึ่งเปรียบเสมือน กระดูกสันหลังของชาติ ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ซึ่งเมล็ดพันธุ์ข้าว คือ “จุดกำเนิดแห่งชีวิต” และเป็นทรัพยากรซึ่งเป็น “แหล่งอาหารสำคัญ” ของมวลมนุษยชาติ ที่พึงอนุรักษ์เพื่อการสืบต่อสู่รุ่นลูกหลานอย่างยั่งยืน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพล อรุณรัตน์ อาจารย์ประจำคณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมเกษตรแนวใหม่ ได้อธิบายถึงลักษณะการปลูกข้าวของ ชาวนาไทยว่า โดยทั่วไปมีอยู่ 2 แบบ

มหิดล ปั้น "Young Smart Farmer" ให้เก่งบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย

แบบแรก คือ การปลูกข้าวนาปี ซึ่งได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 105 ที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทย และเป็นที่ชื่นชอบของทั่วโลก โดยมีการออกดอกตรงตามฤดูกาล เนื่องจากต้องการช่วงแสงจำเพาะเพื่อการออกดอก รวมถึงข้าวพันธุ์พื้นเมืองอื่นๆ ในประเทศไทยที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์

และแบบที่สอง คือ การปลูกข้าวนาปรัง ที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี เป็นข้าวที่มีอายุการเก็บเกี่ยวที่แน่นอน สามารถให้ผลผลิตตามอายุผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพล  ได้กล่าวถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ข้าวว่า เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง ความมั่นคงทางอาหาร ให้กับชุมชน ซึ่งจะส่งผลให้ชุมชนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจต่อไปอีกด้วย

เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี 1 เมล็ด เมื่อนำไปปลูกจะได้ต้นข้าว 1 กอ ที่แตกออกมาเป็น 20 ลำต้นโดยประมาณ ซึ่งแต่ละลำต้นจะออกรวงให้เมล็ดพันธุ์ข้าวอีกขั้นต่ำ 100 – 150 เมล็ด รวมข้าวทั้ง 20 ลำต้น จะได้เมล็ดพันธุ์ใหม่ถึง 2,000 – 3,000 เมล็ด

นอกจากนี้ หากเราใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดีในการปลูก จะใช้เพียง 10 – 12 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่ แต่หากนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เก็บเกี่ยวจากการปลูกครั้งที่ผ่านมา มาใช้โดยไม่ได้มีการคัดสรร อาจจำเป็นต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า หรือประมาณ 25 – 30 กิโลกรัมต่อ 1 ไร่

มหิดล ปั้น "Young Smart Farmer" ให้เก่งบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวไทย

จึงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าวด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสม ตามหลักการของ เกษตรอัจฉริยะ หรือ Smart Farming โดยฝากความหวังไว้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ในชุมชน หรือ Young Smart Farmer เกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพล เล่าว่า ที่ผ่านมาตนได้นำทีมวิจัยลงพื้นที่ 4 จังหวัด คือ เชียงใหม่ พิจิตร ยโสธร และพัทลุง เพื่อดำเนินโครงการวิจัย “การจัดการความรู้เพื่อการบริหารจัดการพันธุ์ข้าวและกระบวนการจัดการเครือข่ายของ Young Smart Farmer เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม” ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนแห่งสหประชาชาติ

หรือ SDGs Goal ข้อที่ 12 ที่ว่าด้วยการบริโภคและการผลิตอย่างรับผิดชอบ (Responsible Consumption and Production) ซึ่งเป็นงานวิจัยเด่นที่เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจในฐานะที่เป็นปัญญาของแผ่นดิน ของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่ทำหน้าที่มอบองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรรุ่นใหม่ให้สามารถบริหารจัดการและอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ข้าวของท้องถิ่นได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว รวมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพึ่งพาซึ่งกันและกัน ซึ่งจะเป็นการสร้างความเข้มแข็งอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนต่อไป

ทีมวิจัยได้จัดทำคู่มือเพื่อการบริหารจัดการเมล็ดพันธุ์ข้าว ที่พร้อมด้วยองค์ความรู้เพื่อการประยุกต์ใช้ โดยได้รวบรวมพันธุ์ข้าวที่นิยมปลูกในแต่ละพื้นที่ ลักษณะการเจริญเติบโต ขั้นตอนการดูแล ซึ่งสอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และสภาพภูมิอากาศในพื้นที่นั้นๆ ฯลฯ

โดยหวังให้Young Smart Farmer หรือ เกษตรกรรุ่นใหม่ สามารถนำเอาองค์ความรู้ไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ด้วยความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมต่อไป

สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการรวมกลุ่มเพื่อนเกษตรกรเพื่อร่วมแบ่งปันทรัพยากร คือ การลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในเรื่อง Carbon Footprint หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ Water Footprint หรือ ตัวชี้วัดปริมาณการใช้น้ำ นอกเหนือจากผลผลิตที่ได้จากเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพ

“ข้าว 1 เมล็ดที่ผลิตได้ จะต้องช่วยให้เพื่อนชาวนามีผลผลิตที่ดี มีรายได้ที่ดี และมีชีวิตที่ดีขึ้นได้ ด้วยความสมดุลกันระหว่างสิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน จึงจะเป็นการบริโภคและการผลิตอย่างยั่งยืน” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพพล  กล่าวทิ้งท้าย

สพฐ. อนุญาต ให้ใช้ “สถานศึกษา” เป็นโรงพยาบาลสนามรับผู้ป่วยโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474685

สพฐ. อนุญาต ให้ใช้ “สถานศึกษา” เป็นโรงพยาบาลสนามรับผู้ป่วยโควิด-19

16 กรกฎาคม 2564 – 19:02 น.

สพฐ. อนุญาต ให้ใช้ “สถานศึกษา” แปลงอาคารเป็นโรงพยาบาลสนาม รับผู้ป่วยโควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประชาชนและสังคม ที่ได้รับความเดือดร้อน

ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ลงนามหนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2564 ที่ ศธ ๑๔๐๐๑/ว๓๓๗๔ ถึงผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต และ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เรื่องอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่สถานศึกษาในสังกัดเป็นโรงพยาบาลสนาม

รายละเอียดความว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพิ่มสูงขึ้น และมีการระบาดไปทั่วประเทศ ส่งผลให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลสนามในแต่ละพื้นที่ ที่ทำการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไม่เพียงพอ

ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือประชาชนและสังคม จึงขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ แจ้งให้สถานศึกษาในสังกัดพิจารณาใน 2 กรณี ดังนี้

กรณีที่อาคารสถานที่ที่ไม่ได้ใช้ในการจัดการเรียนการสอนแล้ว เช่น สถานศึกษายุบรวมให้ผู้อำนวยการสถานศึกษา ประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อร่วมกันพิจารณาอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนามได้

และกรณีที่สถานศึกษาไม่ได้จัดการเรียนการสอนแบบออนไซต์ (ON-SITE) เมื่อมีคำร้องขอใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม ให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกันพิจารณาอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนามได้

ทั้งนี้ ขอให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ รายงานการอนุญาตให้ใช้อาคารสถานที่ในสถานศึกษาเป็นโรงพยาบาลสนาม ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทราบ ตามแบบฟอร์มการกรอกข้อมูลการอนุญาตฯ ตาม QR Code ที่ปรากฎท้ายหนังสือฉบับนี้ และจัดส่งเป็นไฟล์ Excel มาที่ e-mail : efpd.unit@gmail.com

Beautiful Death “ตายอย่างมีคุณภาพ” วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474654

Beautiful Death “ตายอย่างมีคุณภาพ” วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสาย

16 กรกฎาคม 2564 – 16:03 น.

เพราะทุกชีวิตมีความตายเป็นที่สุด จุฬาฯ เปิดวิชา Beautiful Death “ตายอย่างมีคุณภาพ” วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสายเพื่อการเข้าใจชีวิตผ่านมุมมองการตาย คอร์สใหม่จาก Chula MOOC

“การตายอย่างมีคุณภาพ” (Beautiful Death) วิชาออนไลน์ล่าสุดจาก Chula MOOC ที่จะพาผู้เรียนไปตีสนิทกับความตาย โดยเฉพาะความหมายของ “การตายดี” หรือตายอย่างมีคุณภาพซึ่งจะเป็นประโยชน์ ต่อ “คนเป็น” ที่จะได้รับรู้คุณค่าความหมายของการมีชีวิตอยู่

Beautiful Death "ตายอย่างมีคุณภาพ"  วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสาย

วิชานี้ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดสอนมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 พอถึงปี 2560 จึงได้เปิดเป็น “วิชาการศึกษาทั่วไป” (GenEd) และด้วยกระแสความสนใจอย่างล้นหลามและต่อเนื่องจากผู้เรียน ปัจจุบันจึงได้เปิดเป็นคอร์สออนไลน์ทาง Chula MOOC เพื่อให้ผู้สนใจทั่วไปได้ร่วมเรียนรู้ด้วย 

“การตาย” ในทัศนะของคนยุคนี้

“เรามีชีวิตอยู่ไปทำไม?”

คำถามง่ายๆ แต่กลับหาคำตอบได้ยากเย็น โดยเฉพาะในยามที่ชีวิตกำลังถูกทดสอบจากอุปสรรคสารพัดที่ประดังเข้ามา รวมทั้งช่วงเวลานี้ วันที่ผู้คนทั่วโลกกำลังประสบเภทภัยจากการแพร่ระบาดหนักของ เชื้อไวรัสโคโรน่าหรือโควิด19 อย่างไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเร็ววัน

การพลัดพรากตายจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกๆ นาที ขณะที่ครอบครัวนับล้านล้วนต้องก้าวผ่านการสูญเสียด้วยความเศร้าโศก ญาติสนิทมิตรสหายที่เคยเห็นหน้าต้องจากกันโดยไม่ทันร่ำลา ประสบการณ์ “การตาย” ใกล้ตัวเราเข้ามาทุกวัน

ทั้งปรากฏผ่านภาพข่าวรายวันและรายงานยอดผู้เสียชีวิตจากทางการ การรับข่าวสารเช่นนี้เป็นประจำย่อมทำให้ภาพการตายถูกลดทอนเหลือเพียงข้อมูลเชิงสถิติ หรือไม่ก็ถูกตรึงความหมายกลายเป็นเพียงสภาวะชวนขนลุกกระตุ้นต่อมความกลัว

“โดยพื้นฐานแล้ว ความตายเป็นสิ่งที่มนุษย์กลัวที่สุด” ศ.ดร.เอมอัชฌา วัฒนบุรานนท์  คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวถึงปฏิกิริยาของมนุษย์ต่อการตาย “ยามป่วยไข้ มนุษย์ก็จะดิ้นรนรักษา ยามประสบภัยก็จะต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ความกลัวตายเป็นอาการของมนุษย์ปกติเช่นเดียวกับสัตว์โลกอื่นๆ”

ทัศนะต่อประสบการณ์การตายกับความหมายของการมีชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบันถูกจำแนกแยกขาด ออกจากกันเด็ดขาด ชีวิตผู้คนวันนี้เหินห่างจากการเรียนรู้เรื่องการตายจนกระทั่งภาพการตายกลายเป็นโลก คู่ตรงข้ามกับการมีชีวิต ทั้งๆ ที่ความเชื่อเดิม การตายและการมีชีวิตอยู่เป็นคนละด้านของเหรียญเดียวกัน

“การเปิดมุมมองเรื่องความตายว่าไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว แต่เป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีความสำคัญต่อการค้นหาความหมายหรือคุณค่าของการมีชีวิตอยู่” ศ.ดร.เอมอัชฌา กล่าวถึงความตั้งใจในการเปิดสอนวิชา Beautiful Death

การตายอย่างมีคุณภาพคืออะไร

ศ.ดร.เอมอัชฌา อธิบายคุณลักษณะของการตายอย่างมีคุณภาพว่าหมายถึง “การตายอย่าง สมศักดิ์ศรี ตายในวัยที่เหมาะสม” หรือไม่ตายก่อนวัยอันควร

แล้วการตายอย่างสมศักดิ์ศรี ตายอย่างไร

“ขณะใกล้ตายก็ควรมีคนในครอบครัว ญาติหรือเพื่อนสนิท คอยอยู่เคียงข้างเพื่อเป็นกำลังใจให้เราข้ามผ่านช่วงเวลาสำคัญที่สุดของชีวิต และหลังจากไปก็มีคนระลึกถึง เพราะฉะนั้น ช่วงที่เรามีชีวิตอยู่จึงสำคัญ ถ้าปรารถนาการตายอย่างมีคุณภาพ ตายอย่างสมศักดิ์ศรี เราจำเป็นต้องประพฤติตนหมั่นทำความดีเพื่อให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ได้ระลึกถึง”

วิชาการตายดีจึงเป็นการชวนผู้เรียนร่วมค้นหาคุณค่าในตน มองเห็น “คุณค่าของชีวิต” เพื่อดำเนินชีวิตอย่างมีสติตื่นรู้และตั้งอยู่ในความไม่ประมาท รู้จักจัดการปัญหาชีวิตอย่างถูกต้องเหมาะสมกับบริบทแวดล้อมและเหตุปัจจัย ไม่วุ่นวายสับสนตามสถานการณ์จะพาไปจนเกิดความอลหม่านภายในใจ

Beautiful Death "ตายอย่างมีคุณภาพ"  วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสาย

การตายอย่างมีคุณภาพจึงต้องเริ่มฝึกฝนตั้งแต่ยังมีชีวิตอยู่ หมั่นบ่มเพาะความคิดและพฤติกรรมเชิงบวก ปลูกฝังทัศนคติที่ดีต่อโลกและเรื่องราวที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่พอใจหรือตรงข้าม เสมือนหางเสือเรือที่จะทำหน้าที่กำกับวิจารณญาณและทิศทางการเลือกใช้ชีวิต รวมทั้งช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ

สาระวิชาตายดี

กว่าสิบปีแล้วที่คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้ดำเนินการเปิดการเรียนการสอนวิชานี้ซึ่งทุกครั้งก็จะได้รับการตอบรับที่ดีมากจากนิสิตที่มาลงทะเบียนเรียนกันจนเต็มทุกที่นั่ง รวมทั้งครั้งที่เริ่มเปิดการเรียนการสอนออนไลน์บน Chula MOOC เมื่อเดือนเมษายน 2564 ซึ่งนิสิตก็แสดงความสนใจลงทะเบียนเรียนอย่างล้นหลามเช่นเดิม

ทำไมวิชา Beautiful Death จึงได้รับความสนใจมากมายเช่นนั้น

คำตอบน่าจะเป็นเพราะเนื้อหาการเรียนการสอนตั้งแต่ก่อนหน้านี้ที่ผู้สอนจะชวนนิสิตทำความรู้จักตัวเองผ่านการเขียนความรู้สึก (Journal Writing) ฝึกใคร่ครวญกับความนึกคิดของตนภายหลังรับรู้ข่าวเหตุการณ์ต่างๆ ในสถานการณ์ปัจจุบัน และทดลองตรวจจับอารมณ์ภายในใจ สังเกตความเมตตาที่ปรากฏ แล้วสร้างสรรค์สื่อ เช่น โปสการ์ด เพื่อแสดงความรู้สึกต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น

จากแบบฝึกหัดเบื้องต้นก็จะนำไปสู่บททดสอบที่สลับซับซ้อนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อาทิ การฝึกควบคุมอารมณ์ภายในใจของผู้สูญเสีย การเตรียมตัวเผชิญความตายและความจริงของชีวิตตามลำดับขั้นตอน และปิดท้ายด้วยการสะท้อนความในใจที่ผุดขึ้นระหว่างเรียน คล้ายการสำรวจจิตใจตัวเองที่สั่นไหวไปตามข่าวสารหรือความคิดความเชื่อที่ผ่านเข้ามากระทบภายใน

Beautiful Death "ตายอย่างมีคุณภาพ"  วิชาชีวิตที่ต้องเรียนก่อนสาย

นอกจากนี้ นิสิตยังได้ชมภาพยนตร์มากมายที่เกี่ยวกับการตายในสังคมอื่น ทั้งนี้เพื่อทำความรู้จักกับความตายในมิติวัฒนธรรมและความเชื่อที่แตกต่างจากเรา เช่น สังคมชาวลาวจะไม่นิยมแต่งกายด้วยชุดดำไปร่วมงานศพเนื่องจากไม่มีความเชื่อที่เชื่อมโยงระหว่างสีดำกับการตาย และความหมายของการตายในโลกทัศน์ของชาวลาวก็ไม่ใช่การสูญเสีย เป็นต้น

สิ่งที่ทำให้วิชา Beautiful Death การตายอย่างมีคุณภาพเป็นวิชาท็อปฮิตติดใจหลายคน ไม่ใช่เพราะเนื้อหาสาระเกี่ยวกับความตายและการตายที่หลากหลายและน่าสนใจเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่วิชานี้ได้ทำให้ผู้เรียนเปลี่ยนมุมมองและชีวิตของตัวเอง

“ผู้เรียนจะได้เติบโตไปพร้อมกับการเรียนวิชานี้ เช่นเดียวกับตัวอาจารย์เอง เราจะได้เห็นคุณค่าชีวิตตนเองและผู้อื่น ตระหนักในความหมายของการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพ เพื่อที่สุดท้ายแล้วจะได้ตายอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” ศ.ดร.เอมอัชฌา กล่าวทิ้งท้าย

ทำไม “เด็กไทย” เกลียดคณิตศาสตร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474641

ทำไม “เด็กไทย” เกลียดคณิตศาสตร์

16 กรกฎาคม 2564 – 14:48 น.

ทำไม “เด็กไทย” เกลียดคณิตศาสตร์ คำถามที่ผู้ปกครอง จะพบคำตอบได้จากการสอนการบ้าน

เสียงบ่นจากครู ที่สอนนักเรียน ที่เป็นเด็กไทย และผู้ปกครอง เมื่อต้องสอนลูกด้วยตัวเอง ในช่วงที่เรียนออนไลน์ โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์ ระดับประถมศึกษา ทุกคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า

“ ยาก ”

นอกจากครูแล้ว ใครที่เป็นพ่อแม่ ต้องสอนการบ้านลูก หรือสอนลูกที่ต้องเรียนออนไลน์ที่บ้าน ในช่วงนี้ จะเข้าใจว่า คำถามหรือโจทย์ คณิตศาสตร์ มีความซับซ้อน ถามหลายชั้น ซึ่งก็ไม่แน่ใจในจุดประสงค์ ว่า อยากให้เด็กฝึกการคิด ใช่หรือไม่ แต่มันก็เป็นดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำให้นักเรียนทำไม่ได้ และไม่อยากทำ

 “เพราะเมื่อโจทย์ยากเกินไป นักเรียนก็ไม่ทำเลย”

เนื้อหาที่ยากเกินไปนั้น ยังทำให้เด็ก “เกลียดคณิตศาสตร์” เพราะความชอบของคนเรา ย่อมเกิดจากการที่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแล้วมีความสำเร็จ ก็หมายความว่า ถ้านักเรียนทำโจทย์วิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้ มีหรือที่เด็กจะชอบคณิตศาสตร์ เหมือนกับถ้าใครที่ร้องเพลงเพราะ มีคนชม ก็มีแต่อยากร้องไปเรื่อย ๆ และชอบในการร้องเพลง เปรียบได้ในทำนองเดียวกัน

ในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ พบว่า บางครั้งครูต้องการแค่ให้เด็กเข้าใจในวิธีการ แค่นักเรียนทำได้ รู้หลักการ ก็เพียงพอแล้ว แต่บางครั้งที่นักเรียนเข้าใจวิธีการและหลักการ รู้วิธีทำ แต่ก็ไม่สามารถทำแบบฝึกหัดได้ เพราะยังต้องติดปัญหาอีกหลายส่วน ไม่ว่าจะเป็นระดับความยากของโจทย์หรือตัวเลขที่มีมากเกินไป ทำให้หาคำตอบที่ถูกต้องได้ยากหรือไม่ได้เลย

คำถามหลายข้อ แบบฝึกหัดหลายชุด มีความยากเกินกว่าระดับความสามารถของผู้เรียน เหมือนกลัวว่านักเรียนจะตอบได้ หลายๆครั้ง เกินขีดความสามารถและระดับความรู้ของนักเรียนที่เรียนในช่วงชั้นดังกล่าว ยิ่งถ้าคิดแบบปกติ ไม่มีเครื่องมือช่วย ยิ่งจะลำบากเพราะตัวเลขที่ไม่ลงตัว ทำให้นักเรียนที่เข้าใจวิธีการเป็นอย่างดี ก็ยังคิดตัวเลขผิด จนเกิดความท้อ ทั้งครูและนักเรียน

ถ้าท่านเป็นครูที่ต้องสอนคณิตศาสตร์หรือผู้ปกครองที่ต้องสอนการบ้านลูก แล้วปวดหัวกับปัญหานี้ ขอแนะนำว่า ในเบื้องต้น แก้ตัวเลขในโจทย์ให้ง่ายลงจะช่วยได้ระดับหนึ่ง ไม่ต้องอิงตามหนังสือมาก ขอแค่เด็กเข้าใจเนื้อหาในเรื่องนั้นก็พอแล้ว

จึงมีคำถามว่า การออกแบบหลักสูตรและกำหนดเนื้อหา ให้มีความยาก เพื่อผลักดันให้นักเรียน เกลียดคณิตศาสตร์ มากขึ้น หรือเพื่ออะไร

การที่วิชาคณิตศาสตร์ มีข้อสอบที่มหาโหด ไม่ว่าจะเป็นในช่วงเวลาการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือไม่ก็ตาม ข้อสอบก็ยังออกยากและจัดเต็มอยู่เหมือนเดิม เหมือนจะลืมไปว่า ครูในประเทศไทยทุกคน ไม่ใช่ครูเอกคณิตศาสตร์ ที่จะสอนเด็กไทยได้ตรงตามธรรมชาติของวิชาได้

ครูบางคน ต้องสอนคละชั้นหรือสอนมากกว่า 1 ชั้นเรียน บางคนสอนทุกรายวิชา ซึ่งน่าเห็นใจอย่างมาก หรือต่อให้สอนตรงเอก แต่เมื่อเด็กนักเรียน ไม่เคยได้เจอกับครูตรงเอกมาก่อน ก็เกิดปัญหาได้เหมือนกัน

เปรียบง่าย ๆ เหมือนเด็กที่ฝึกเดาะบอลกับโค้ชอย่างถูกต้อง มาตลอด 5 ปี กับเด็กที่เพิ่งมาเจอโค้ชในปีสุดท้าย แล้วเพิ่งเริ่มหัดเดาะแค่ปีเดียว คุณคิดว่าใครจะเก่งกว่ากัน

หลายต่อหลายครั้งที่ มีเสียงบ่นจากครู เมื่อผู้บังคับบัญชา สั่งว่า ต้องดึงคะแนน O-net คณิตศาสตร์ ให้เพิ่มขึ้นจากเดิม เมื่อนักเรียนเลื่อนชั้นมาเจอกับครู เอกคณิตศาสตร์ ทั้งที่ในปีที่ผ่านมา นักเรียนไม่ได้เรียนกับครูผู้สอน วิชาเอกคณิตศาสตร์ โดยตรง

ท่านเข้าใจไหมว่า บางอย่างต้องมีการสั่งสม ดังนั้นต่อให้เป็นครูเอกคณิตศาสตร์โดยตรง แต่กับเด็กนักเรียนที่เพิ่งรู้จักคณิตศาสตร์ จริงๆ จังๆ แค่ปีเดียวมันก็ปวดหัวที่จะให้ได้ผลตามคำสั่ง คณิตศาสตร์ จำเป็นต้องวางรากฐานก่อน ค่อยมาเน้นผลสัมฤทธิ์ ไม่ใช่ว่า อยากทำก็ทำได้เลย

ตัวอย่างมีให้เห็นก็เยอะ นักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย หลายคนท่องสูตรคูณไม่ได้ คูณหารไม่คล่อง จนต้องแก้ปัญหา โดยการให้กดเครื่องคิดเลข แทนการย้อนมาสอนเนื้อหาเดิม เพราะจะทำให้ไม่ได้สอนเนื้อหาในชั้นเรียนปัจจุบัน

แต่ก็จะบอกนักเรียน ว่า ถ้าเธอรู้วิธีกดเครื่องคิดเลขจนถูก เธอก็เข้าใจเนื้อหานั้นแล้ว ไม่ต้องเสียใจ ถ้าคิดเองแล้วผิด

แม้ว่า จะพยายามสนับสนุนนักเรียนทุกอย่าง ทั้งให้ดูสูตรคูณจากสมุดได้ แก้เลขในข้อให้ง่ายขึ้น ให้ใช้ดินสอคิดได้ แล้วค่อยใช้ปากกาเขียนเมื่อคำตอบถูกต้อง เพื่อเอาชนะหลักสูตรที่มีความยาก จนบางครั้ง ก็สงสัยว่า มันจะยากเกินไปทำไม

นอกจากนี้ เมื่อเนื้อหายาก ก็ทำให้การบ้านยากเกินไปด้วย และมันได้ทำลายสายสัมพันธ์อันดีระหว่างนักเรียนกับผู้ปกครอง ที่จะสอนการบ้านลูก เมื่อผู้ปกครองสอนไม่ได้ เขาก็ไม่อยากสอน ก็ต้องวิ่งหาโรงเรียนกวดวิชา หรือครูสอนพิเศษ นักเรียนก็เกิดความเครียด เป็นการซ้ำเดิมนักเรียนและผู้ปกครอง สร้างวงจรธุรกิจการศึกษา

ต้องย้อนกับมาถามนักวิชาการการศึกษาทั้งหลายว่า แท้จริงแล้วเราต้องการเนื้อหาวิชาที่ยาก แล้วทำให้นักเรียนบางคนเก่ง หรือต้องการเนื้อหาวิชาที่ง่าย แต่ทำให้นักเรียนหลายคน รักในวิชาคณิตศาสตร์ อย่างไหนที่ควรทำมากกว่ากัน

อย่าลืมว่า ถ้าเด็กไทยหรือนักเรียนรักคณิตศาสตร์แล้ว ต่อไปโจทย์ยากแค่ไหนเขาจะไปหามาทำต่อเองไม่ต้องบังคับ แต่ถ้านักเรียนเกลียดคณิตศาสตร์แล้ว เนื้อหาจะมีประโยชน์แค่ไหนเขาก็ยังไม่อยากเรียน

ความยากของเนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ อาจจะถูกกำหนดไว้สำหรับนักเรียนทีเก่งและมีความเป็นเลิศ แต่อย่าลืมกลุ่มนักเรียนหลังห้อง หรือเด็กไทยบางกลุ่มที่ไม่อยากเข้าเรียน เพราะ เกลียดคณิตศาสตร์

เช็กด่วน “รามคำแหง” ลดค่าหน่วยกิต ได้สิทธิ์อะไรบ้าง ในช่วง “โควิด-19” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474580

เช็กด่วน “รามคำแหง” ลดค่าหน่วยกิต ได้สิทธิ์อะไรบ้าง ในช่วง”โควิด-19″

16 กรกฎาคม 2564 – 08:29 น.

ประกาศ “รามคำแหง” ลดค่าหน่วยกิต 40 เปอร์เซ็นต์ ช่วยเหลือนักศึกษา และผู้สมัครนักศึกษาใหม่ ในช่วงวิกฤต “โควิด-19”

มหาวิทยาลัย“รามคำแหง” ช่วยเหลือนักศึกษา ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค“โควิด-19” ประกาศลดค่าหน่วยกิต 40 เปอร์เซ็นต์  สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติ นักศึกษาPre-degree และผู้สมัครนักศึกษาใหม่ ภาค 1/2564 ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และสาขาวิทยบริการฯต่างประเทศ รวมทั้งลดค่าหน่วยกิต 20 เปอร์เซ็นต์  สำหรับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก และนักศึกษาโครงการพิเศษ

เช็กด่วน "รามคำแหง" ลดค่าหน่วยกิต ได้สิทธิ์อะไรบ้าง ในช่วง"โควิด-19"

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์  ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัย “รามคำแหง”  เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส“โควิด-19” ที่ยังทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง จนส่งผลกระทบกับทุกฝ่ายในหลายด้าน รวมทั้งด้านเศรษฐกิจ

เช็กด่วน "รามคำแหง" ลดค่าหน่วยกิต ได้สิทธิ์อะไรบ้าง ในช่วง"โควิด-19"

ดังนั้น มหาวิทยาลัย “รามคำแหง”  เห็นควรมีส่วนช่วยเหลือ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองและนักศึกษา จึงลดค่าลงทะเบียนเรียนเป็นรายหน่วยกิตลง 40% ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2564 สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติ และนักศึกษา Pre-degree รวมทั้งผู้สมัครนักศึกษาใหม่ในภาค 1 ปีการศึกษา 2564 ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค

เช็กด่วน "รามคำแหง" ลดค่าหน่วยกิต ได้สิทธิ์อะไรบ้าง ในช่วง"โควิด-19"

และสาขาวิทยบริการฯต่างประเทศ และลดค่าลงทะเบียนเรียนเป็นรายหน่วยกิต 20%  สำหรับนักศึกษาปริญญาโท ปริญญาเอก และนักศึกษาโครงการพิเศษทุกระดับชั้นทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งนี้ ไม่รวมหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอน โดยคณะที่อยู่ในกำกับของมหาวิทยาลัย 

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายลงทะเบียนเรียนและจัดสอบ โทร. 0-2310-8616 หรือเพจ Facebook : สวป.ม.รามคำแหง

“มหาวิทยาลัย “รามคำแหง” มีความห่วงใยในสถานการณ์ขณะนี้ พร้อมเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนทางด้านการศึกษาแก่ผู้ปกครองและนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส“โควิด-19” ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่จะต่อสู้และก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” อธิการบดี ม.ร. กล่าวในตอนท้าย