“ม.มหิดล” ไม่ทอดทิ้งคนไทย พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 แบบรู้ผลเร็ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474577

“ม.มหิดล” ไม่ทอดทิ้งคนไทย พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 แบบรู้ผลเร็ว

16 กรกฎาคม 2564 – 08:25 น.

“ม.มหิดล” ไม่ทอดทิ้งคนไทย พัฒนาชุดตรวจ COVID-19 แบบรู้ผลเร็ว มาตรฐานสากลเพื่อคนไทยเข้าถึงการตรวจได้ง่าย  ส่งเสริมเศรษฐกิจและสังคมไทย พร้อมเตรียมขยายผลสู่ระดับภูมิภาค

ด้วยบทพิสูจน์แห่งการเป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” และการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ตลอดเวลาที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหิดลจึงมีวิสัยทัศน์เพื่อมุ่งผลิตนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของสังคม

ซึ่งในโลกที่มีการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูงในยุคปัจจุบัน จำเป็นต้องมีการสร้างเครือข่ายที่สามารถเปิดโลกแห่งวิชาการสู่ระบบการบริหารจัดการที่มีศักยภาพในการผลักดันให้องค์ความรู้จากงานวิจัยสามารถออกไปสร้างประโยชน์ให้เกิดต่อสังคมได้อย่างแท้จริง

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กีรติสิน ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เล่าว่า สถาบันฯ ว่า มุ่งผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งมีอาจารย์และนักวิจัยเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงาน

โดยทีมงานของสถาบัน iNT ได้ให้คำปรึกษาและประสานงานเพื่อสนับสนุนผลิตภัณฑ์อันทรงคุณค่าต่อสังคม ได้รับการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนได้ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคเอกชนและเข้าสู่กระบวนการการผลิตที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

ด้วยความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ผลงานวิจัยและนวัตกรรมส่วนใหญ่ของมหาวิทยาลัยมหิดลสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) แห่งสหประชาชาติ ในข้อที่ 3 ที่ว่าด้วยเรื่องสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี (Good Health and Well-being)

และในข้อที่ 9 : โครงสร้างพื้นฐานนวัตกรรมและอุตสาหกรรม (Industry, Innovation and Infrastructure) โดย สถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (iNT) มหาวิทยาลัยมหิดล สนับสนุนและดำเนินการให้ผลงานชุดตรวจ COVID-19 แบบรู้ผลเร็ว ของภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล

ซึ่งเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของมหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการยื่นจดอนุสิทธิบัตร จาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนจับคู่ทางธุรกิจกับภาคเอกชนนำไปสู่การพัฒนาจนได้รับการรับรอง นำไปสู่การพัฒนาจนได้การรับรองจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และได้มาตรฐานสากล ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะสามารถขยายตลาดไปสู่ในระดับภูมิภาคอาเซียนได้ต่อไป

"ม.มหิดล" ไม่ทอดทิ้งคนไทย พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 แบบรู้ผลเร็ว

ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ภัทรชัย กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยมหิดลมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยสร้างนวัตกรรมที่มีคุณภาพ ผลิตได้ในประเทศไทย ทำให้มีต้นทุนที่ต่ำลง และประชาชนเข้าถึงได้มากขึ้น

ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา สถาบันฯ ได้มีความพยายามอย่างยิ่งที่จะผลักดันเศรษฐกิจไทย และทำให้ประชาชนชาวไทยได้รับประโยชน์จากผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยมหิดลได้มากที่สุด

จากการสรรหาผู้ร่วมทุนที่มีศักยภาพในการผลิตสูง โดยเน้นบริษัทที่เป็นคนไทย เพื่อที่จะสนับสนุนธุรกิจของประเทศไทย รวมทั้งให้คำปรึกษาและบริหารจัดการโดยพิจารณาจากองค์ประกอบทั้งในเรื่องต้นทุน การกระจายสินค้า ตลอดจนเครื่องจักรผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้คนไทยได้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล จากฝีมือคนไทย ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายจากการนำเข้าจากต่างประเทศได้อย่างมหาศาล

ซึ่งจากผลงานโดดเด่นของ ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล มาตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงไรฝุ่นและสารก่อภูมิแพ้ที่สามารถต่อยอดเพื่อใช้รักษาผู้ป่วย ชุดตรวจโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบจากพยาธิหอยโข่ง

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชุดตรวจแบบรู้ผลเร็วสำหรับการวินิจฉัยโรคพยาธิเท้าช้าง ซึ่งได้ถูกนำไปใช้ในโครงการควบคุมกำจัดโรคเท้าช้างของประเทศไทย ทำให้ประเทศไทยได้รับการรับรองจากองค์การอนามัยโลกว่า โรคเท้าช้างไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศไทยแล้วในปัจจุบัน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จะใช้ชุดตรวจนี้ในการเฝ้าระวังโรคเท้าช้างไม่ให้กลับมาระบาดในประเทศไทยอีก 

"ม.มหิดล" ไม่ทอดทิ้งคนไทย พัฒนาชุดตรวจโควิด-19 แบบรู้ผลเร็ว

ปัจจุบัน ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กำลังพัฒนา “lab on a CD” ซึ่งเป็นเครื่องอัตโนมัติ ที่สามารถตรวจหาโรคเท้าช้างจำนวนมากได้ เพื่อใช้ในการตรวจคัดกรองโรคเท้าช้างในแรงงานต่างด้าว

มาจนถึงผลงานสร้างชื่อล่าสุด คือ ชุดตรวจ COVID-19 แบบรู้ผลเร็ว ซึ่งตอบโจทย์วิกฤติของประเทศและทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ ทำให้มั่นใจได้ว่า มหาวิทยาลัยมหิดลจะไม่ทอดทิ้งคนไทย และใส่ใจสิ่งแวดล้อมในขณะเดียวกัน

จากคุณสมบัติพิเศษของชุดตรวจโควิด-19ที่ใช้น้ำยาซึ่งสามารถทำลายเชื้อไวรัสได้ในขณะตรวจ โดยจะไม่ทำให้เชื้อแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อม และรู้ผลการตรวจได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งสามารถต่อยอดไปเป็นชุดตรวจสำหรับประชาชนทั่วไป (self test) ที่ใช้งานง่ายและสะดวก สามารถทำการตรวจได้ด้วยตนเอง คาดว่าจะสามารถผลิตและจำหน่ายได้ในเดือนสิงหาคม 2564 นี้

ก้าวต่อไป มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จะมุ่งวิจัยและพัฒนาชุดตรวจหาภูมิคุ้มกันแบบยับยั้งที่เรียกว่า Neutralizing Antibody ซึ่งจะสามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้ว

หรือผู้ที่หายป่วยจาก COVID-19 มีภูมิต้านทานเพียงพอกับการป้องกันเชื้อไวรัสหรือไม่ ทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิม และสายพันธุ์ที่กำลังแพร่ระบาดอยู่ในขณะนี้

โดยทางทีมผู้วิจัยหวังว่าจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยได้อย่างรวดเร็ว และเข้าถึงการตรวจได้ง่าย ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถวางแผนมาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย รวมทั้งสังคม และเศรษฐกิจของประเทศชาติในทุกๆ ด้านอีกด้วย

“ม.สวนดุสิต” เปิดรับสมัครนักศึกษาในโครงการ “1+2+1” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474521

“ม.สวนดุสิต”เปิดรับสมัครนักศึกษาในโครงการ “1+2+1”

15 กรกฎาคม 2564 – 19:15 น.

ม.สวนดุสิต เปิดรับสมัครนักศึกษาในโครงการ “1+2+1” หลักสูตรธุรกิจจีน-อาเซียน เรียน 2 ประเทศ รับ 2 ปริญญา สนองตลาดแรงงานโลกยุคใหม่

ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศและลูกค้าสัมพันธ์ และประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกิจจีน-อาเซียน มหาวิทยาลัยสวนดุสิต(มสด.) กล่าวว่า โครงการ ความร่วมมือทางการศึกษา “1+2+1” ทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และมหาวิทยาลัยกวางสี แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สำหรับการศึกษาระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกิจจีน-อาเซียน เมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา

ถือเป็นการนำศักยภาพของทั้งสามภาคีเครือข่ายมาร่วมกันพัฒนาเยาวชนไทยให้สามารถแข่งขันได้  ในระดับสากล นักเรียนที่ผ่านการเข้าร่วมโครงการนี้ จะได้รับการศึกษาภายใต้การบริหารจัดการที่ทันสมัย รายวิชา ที่บรรจุอยู่ในหลักสูตรเป็นรายวิชาที่ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานโลกยุคใหม่

และอยู่บนพื้นฐานของระบบนิเวศน์ธุรกิจในยุคดิจิทัล อาทิ การจัดการธุรกิจและการค้าจีน-อาเซียน, อาเซียนในบริบทโลก, หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (One Belt, One Road) และการจัดการ นวัตกรรม เป็นต้น

ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร

ดร.พรชณิตว์ กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการเรียนในโครงการ 1+2+1 ระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ธุรกิจจีน-อาเซียน ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในชั้นปีที่ 1 จะเรียนควบคู่กับการเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 (ม.6)

จากนั้น จะเดินทางไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเวลา 2 ปี แล้วกลับมาฝึกประสบการณ์วิชาชีพประเทศไทย  เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้รับปริญญาบัตรถึง 2 ใบ จาก 2 ประเทศ 

ทั้งนี้ นักเรียนที่จะเข้าศึกษาในแผนการเรียนโครงการ 1+2+1 จะต้องมีคุณสมบัติตามเงื่อนไขที่ทางมหาวิทยาลัยกำหนด ซึ่งจะคัดเลือกนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่าจากสถาบันที่กระทรวงศึกษาธิการรับรอง มีผลการเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และต้องมีผลสอบภาษาจีน HSK ตั้งแต่ระดับ 3 ขึ้นไป 

หากไม่มีผลคะแนนวัดระดับความรู้ภาษาจีน HSK แต่ศึกษาภาษาจีนและสนใจที่จะศึกษาต่อ ต้องสมัครเข้าสอบวัดระดับความรู้ Pre-HSK (ข้อสอบจำลอง HSK ระดับ 3) ที่หลักสูตรฯ จัดขึ้น 

ดังนั้น ผู้ที่สนใจเข้าศึกษาต่อ ควรศึกษารายละเอียดการรับสมัคร ให้ครบถ้วน ซึ่งเปิดรับสมัครเข้าศึกษาต่อ ตั้งแต่บัดนี้ – 31 กรกฎาคม 2564 สามารถสมัครผ่านเว็บไซต์มหาวิทยาลัย สวนดุสิต http://entrance.dusit.ac.th หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page : @ChinaASEANSDU และโทร SDU Service Center 02 -244- 5555

วธ.ดันโครงการปี 66 ขับเคลื่อนงานศาสนาศิลปวัฒนธรรม ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474496

วธ.ดันโครงการปี66 ขับเคลื่อนงานศาสนาศิลปวัฒนธรรม ตามยุทธศาสตร์ชาติ20ปี

15 กรกฎาคม 2564 – 17:05 น.

วธ.รุกขับเคลื่อนงานศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เปิดเวทีออนไลน์ให้ความรู้ข้าราชการในสังกัดทั่วประเทศ จัดทำโครงการสำคัญปี 66 หวังตรงความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า ตามที่ รัฐบาลได้กำหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศ คือ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน”

ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติสัมฤทธิ์ผล คือ กระบวนการจัดทำโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ

โดยจะต้องอาศัยการสร้างการรับรู้ ความเข้าใจ เจตคติที่ดี การแลกเปลี่ยนแนวความคิด เรียนรู้สถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกประเทศ พร้อมทั้งข้อมูลที่ช่วยเสริมให้โครงการสำคัญฯ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ความต้องการของประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง

ปลัดวธ. กล่าวต่อไปว่า ทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้กำหนดให้หน่วยงานของรัฐ ดำเนินการจัดทำโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2564

ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) จึงได้กำหนดจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดทำโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติของ วธ. ผ่านระบบแอปพลิเคชันซูม (Zoom) ระหว่างวันที่ 15 – 16 กรกฎาคม 2564 นี้

โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นข้าราชการและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ของส่วนราชการ หน่วยงาน และองค์การมหาชนในสังกัด วธ. ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ให้เกิดการรับรู้ เข้าใจ และมีเจตคติที่ดีต่อการดำเนินงาน เพื่อขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ จำนวน 190 คน

ในการประชุมครั้งนี้ได้เชิญวิทยากรมาบรรยายความรู้ อาทิ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และแผนการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านวัฒนธรรม ภายใต้คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านวัฒนธรรม กีฬา แรงงาน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

กระทรวงวัฒนธรรมกับบทบาทในการขับเคลื่อนงานวัฒนธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ โดยนายประสพ เรียงเงิน รองปลัด วธ., บทบาทของงานวัฒนธรรมในกระแสโลก โดยผู้แทนสำนักงานยูเนสโก กรุงเทพฯ

 การจัดทำโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อน การบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ โดยผู้แทนนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และการเขียนโครงการสำคัญที่ตอบโจทย์เชิงยุทธศาสตร์สำหรับขอรับการจัดสรรงบประมาณ โดย นางพนารัตน์ คนขยัน ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน เป็นต้น

“ซึ่งผู้เข้าร่วมประชุมจะสามารถนำนโยบายการขับเคลื่อนงานด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม พร้อมทั้งองค์ความรู้ไปใช้ในการจัดทำโครงการสำคัญประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 เพื่อขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ วธ. จะมีโครงการที่ได้รับ การคัดเลือกจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป” ปลัด วธ. กล่าว

“ครูไทย” ไม่เคย เวิร์คฟอร์มโฮม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474414

“ครูไทย” ไม่เคย เวิร์คฟอร์มโฮม

15 กรกฎาคม 2564 – 09:30 น.

โรงเรียนปิดครูไม่ปิด ช่วยครูไทยให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ด้วย เมื่อความจริง ครูไทย ไม่เคย “เวิร์คฟอร์มโฮม”

ทำไมครูไทย ไม่ เวิร์คฟอร์มโฮม หรือทำงานที่บ้านเมื่อถามกับครูทุกท่านในเวลานี้ว่า ยังไปทำงานที่โรงเรียนอยู่ไหม รับรองว่า คำตอบเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอบว่า “ไปทุกวัน”

มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง ที่ทำให้ ครู ไม่สามารถ เวิร์คฟอร์มโฮม ได้ อันดับแรก ผู้อำนวยการโรงเรียนสั่งให้ไป ประเด็นนี้ไม่เข้าใจในสาเหตุเช่นกัน

มีหลายโรงเรียนที่ครูออกมาบ่นว่า ผู้อำนวยการสั่งให้ไปสอนออนไลน์ที่โรงเรียน อาจจะมาจากการยึดติดในรูปแบบการทำงานว่า ครูต้องไปโรงเรียน หรืออีกคำพูดที่ได้ยินกันบ่อยว่า โรงเรียนปิดครูไม่ปิด จึงเป็นอีกเหตุผลที่ ครูไทย ไม่ เวิร์คฟอร์มโฮม

ถามใจผู้บริหาร ทำไมครูจะเวิร์คฟอร์มโฮม ไม่ได้ ติดขัดจากสาเหตุอะไร หรือว่า แนวคิดผู้บริหารบางคน กลัวครูไม่ทำงาน ห่วงเรื่องลงเวลาทำงาน น้อยกว่าชีวิตและความปลอดภัยของครูในโรงเรียน

ในมุมของครู แม้ว่าครูไม่มาโรงเรียน ได้หยุดอยู่กับบ้านก็จริง ถึงจะไม่ได้สอนออนไลน์กันทุกคนก็จริง แต่เมื่อเปิดเรียนครูก็ต้องสอนชดเชย นั่นคือที่หยุดไปก็ต้องมาสอนคืนในภายหลัง

หลังเปิดเรียนปกติ บางโรงเรียนให้ ครูสอนชดเชย วันเสาร์-อาทิตย์ แต่ช่วงที่โรงเรียนปิดเรียนเพราะโควิด-19ไม่ให้หยุด ให้มาปฏิบัติงานที่โรงเรียนนั่นหมายความว่า ครูต้องทำงานเป็นสองเท่า

เมื่อเวิร์คฟอร์มโฮมไม่ได้ ก็ต้องไปโรงเรียน ถามว่า เวลาครูไปโรงเรียน ต้องเตรียมอะไรไปบ้าง การเดินทางไปโรงเรียนของครูแม้จะไกลขนาดไหนก็ใช้รถส่วนตัว คอมพิวเตอร์ส่วนตัว เครื่องพิมพ์ (Printer) ส่วนตัว อุปกรณ์สื่อสารส่วนตัว

แม้กระทั่งเวลาที่ออกเยี่ยมบ้านนักเรียนหรือเดินทางไปสำรวจข้อมูลนักเรียนก็น้ำมันส่วนตัว จนมีคำพูดคำถามในใจของครูว่า มีอะไรบ้างที่ไม่ต้องนำของส่วนตัวมาใช้ในการปฏิบัติงานการศึกษา เมื่อครูต้องขนอุปกรณ์ส่วนตัวจากที่บ้านไปทำงานที่โรงเรียน

นอกจากไปทำงานที่โรงเรียนแล้ว เชื่อหรือไม่ว่า หน่วยงานทางการศึกษาก็ยังจัด อบรม เรียกครูไปรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรม การประชุมก็ยังเยอะ รายงานก็ยังอยู่ครบ แถมมีเยี่ยมบ้านนักเรียน แจกเงินอาหารกลางวัน แจกนมโรงเรียน แจกใบงาน

ไม่รวมกับที่ต้องมาโรงเรียนเกือบทุกวัน เอาวันหยุดในอนาคต มาทำงาน พอเปิดเรียนก็ต้องมาสอนชดเชย ไม่ได้หยุดไปเฉยๆ อย่างที่หลายท่านคิด

เลิกทัศนะคติที่ว่า “ครูสบาย” มันจะสบายจริงๆ ก็ต่อเมื่อไม่ต้องสอนชดเชย หรือการสอนออนไลน์ที่บ้าน ให้ถือเป็นทำงานปกติได้ ไม่ต้องให้มาสอนออนไลน์กันที่โรงเรียน

เมื่อทัศนะคติ แนวคิดและแนวปฏิบัติไม่ตรงกัน ทำให้กลัวการได้ประโยชน์ของอีกฝ่าย เกิดการทำงานที่ไม่เอื้อต่อกัน ไม่สนับสนุนส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทำงานด้วยความหวาดระแวง องค์กรก็ไม่มีความสุข

หรืออาจจะเป็นการสั่งการที่ไม่ชัดเจน และเด็ดขาด ของต้นสังกัด เน้นการใช้ดุลยพินิจของผู้บริหารการสถานศึกษาและบริบทของชุมชน ผลที่ออกมาจึงกลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางโอกาสของวงการศึกษา

ช่วยครูไทย ให้ปลอดภัยจากโควิด-19 ด้วยการเวิร์คฟอร์มโฮม

“เรียนออนไลน์” พบทั้งครูและนักเรียนร้อยละ 50 ไม่พร้อม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474406

 “เรียนออนไลน์”พบทั้งครูและนักเรียนร้อยละ 50 ไม่พร้อม

15 กรกฎาคม 2564 – 08:27 น.

“เรียนออนไลน์” พบทั้งครูและนักเรียนร้อยละ 50 ไม่พร้อม “หมอพรรณพิมล”ระบุสาเหตุหลักการขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็น และการขาดผู้ให้คำปรึกษา ตกอยู่ในสภาวะจำเป็น เหล่านี้เสี่ยงกระทบการเรียนรู้และสุขภาพจิตอย่างรุนแรง

สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกที่ 4 ทำให้การเรียนการสอนไม่เกิดขึ้นจริงในห้องเรียนมา 3 เดือนแล้ว ทางออกของการเรียนยุคโควิด-19 ต้องเรียนออนไลน์ แต่การเรียนในรูปแบบนี้ยังพบอุปสรรคอีกมากมาย 

 ล่าสุดมีการติดตามผลการเรียนออนไลน์ โดยแพทย์หญิงพรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมสุขภาพจิต เปิดเผยว่า กรมสุขภาพจิตได้ติดตามผลการนำ “ระบบสุขภาพจิตโรงเรียนวิถีใหม่บนระบบดิจิทัล” หรือ “School Health HERO” มาใช้ในสถานศึกษา พบว่า ในปีการศึกษา 2563 นักเรียนที่ผ่านการเฝ้าระวังด้วยเครื่องมือสังเกตอาการ 9S ซึ่งประกอบด้วยข้อคำถามเพื่อสำรวจอาการ ซนเกินไป ใจลอย รอคอยไม่ได้ เศร้า เครียด/หงุดหงิดง่าย ท้อแท้เบื่อหน่าย ไม่อยากไปโรงเรียน ถูกเพื่อนแกล้งแกล้งเพื่อนและไม่มีเพื่อน

บน School Health HERO ในเด็กจำนวน 62,213 ราย พบสัญญาณเสี่ยงด้านพฤติกรรม อารมณ์ ทักษะสังคม จำนวน 7,045 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 11.32 ของเด็กนักเรียน

 นอกจากนี้ การสำรวจของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 พบว่า นักเรียนและครูกว่าร้อยละ 50 มีความไม่พร้อมในการเรียนแบบออนไลน์ โดยเหตุผลสำคัญในความไม่พร้อมด้านนักเรียน คือ การขาดแคลนอุปกรณ์ที่จำเป็น และการขาดผู้ให้คำปรึกษาในการเรียนออนไลน์

ซึ่งหากนักเรียนกลุ่มดังกล่าวอยู่ในสภาวะที่จำเป็นต้องเรียนออนไลน์ด้วยความไม่พร้อม หรือไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เพียงพอ ย่อมจะส่งผลกระทบต่อปัญหาการเรียนและสุขภาพจิตที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นได้

แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวอีก ทั้งนี้กรมสุขภาพจิตได้ร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ผลักดันให้ครูทั่วประเทศเกิดความร่วมมือในการเฝ้าระวังปัญหาพฤติกรรม อารมณ์ และทักษะสังคมของนักเรียนผ่าน School Health HERO

“โดยหากพบสัญญาณเสี่ยง สามารถขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อช่วยเหลือ ให้คำแนะนำในการปรับพฤติกรรม ให้คำปรึกษา และส่งต่อเพื่อรับการช่วยเหลือนักเรียนนั้นได้อย่างทันท่วงที”แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าว

แพทย์หญิงพรรณพิมล กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ สำหรับครูที่เริ่มรู้สึกเครียด เศร้า ท้อแท้ กังวล สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือ ระบบข้อความผ่าน Facebook 1323 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

เปิดผลศึกษา “เด็กและเยาวชน” สวมหน้ากากอนามัยลดลงเหลือเพียง 71.8% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474347

เปิดผลศึกษา “เด็กและเยาวชน” สวมหน้ากากอนามัยลดลงเหลือเพียง 71.8%

14 กรกฎาคม 2564 – 18:05 น.

เปิดผลศึกษา “เด็กและเยาวชน” อายุ15 – 25 ปี พบสวมหน้ากากอนามัยลดลงเหลือเพียง 71.8% สบส.ห่วงกลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ยังไม่ได้รับวัคซีน แนะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพป้องกันโควิด19

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เปิดเผยว่าสถานการณ์ การระบาดของโรคโควิด 19 มีผลกระทบกับวัยรุ่นและอาจทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด 19 รวมถึงการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวว่าตัวเองติดเชื้อ 

นอกจากนี้ยังส่งผลต่อสภาพจิตใจ ทำให้มีความเครียด วิตกกังวลและเบื่อหน่ายเนื่องจากมีข้อจำกัดในการเดินทางไปในที่ต่างๆ รวมถึงไม่สามารถไปรวมกลุ่มทำกิจกรรมกับเพื่อนได้ เพราะโดยธรรมชาติพฤติกรรมของวัยรุ่นมักจะชอบอยู่รวมกันกับเพื่อน มีสังคมและชอบเรียนรู้ หรือบางคนอาจจะมีความกังวลด้านการเรียนการสอบ และโอกาสในการศึกษาต่อเนื่องจากการปิดโรงเรียนเป็นระยะเวลานาน

นพ.ธเรศ กล่าวว่ากรมสบส. ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพเด็กและเยาวชน มุ่งเน้นในเรื่องปลูกฝังพฤติกรรมการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน​ตามสุขบัญญัติแห่งชาติมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ทราบว่าความเจ็บป่วยส่วนใหญ่เป็นผลมาจากพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดี จึงจำเป็นต้องส่งเสริมให้ประชาชนมีความรอบรู้ด้านสุขภาพ และมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพให้ถูกต้อง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายจากทุกภาคส่วน

โดยเฉพาะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เข้มแข็งอยู่เดิม และยุวอาสาสมัครสาธารณสุข(ยุว อสม.) ซึ่งเป็นกลุ่มน้องๆ เด็กและเยาวชนที่มีอายุ 11 ปี ขึ้นไป ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา ที่สมัครใจเป็นจิตอาสาด้านสุขภาพ มีความมุ่งมั่นเสียสละโดยบทบาทของ ยุว อสม. ก็จะทำหน้าที่เป็นนักสื่อสารสุขภาพ ถ่ายทอดความรู้และวิธีการปฏิบัติตัวตามสุขบัญญัติ

รวมถึงความรู้ด้านสุขภาพที่ถูกต้องอื่นๆ ให้กับเพื่อน ๆ คนในครอบครัว คนใกล้ชิด และคนในชุมชน ถือได้ว่า ยุว อสม.จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบสุขภาพภาคประชาชน เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนพึ่งตนเองด้านสุขภาพได้ต่อไป

 อธิบดีสบส. กล่าวว่า สบส. ร่วมกับสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) ได้ดำเนินการเฝ้าระวังโดยการสำรวจความคิดเห็นผ่านระบบออนไลน์ของเด็กและเยาวชน อายุ 15 – 25 ปี ในการป้องกันตัวในช่วงการแพร่ระบาดระลอกใหม่ของโควิด 19 ดำเนินการครอบคลุมพื้นที่ 13 เขตสุขภาพ

มีการสำรวจความคิดเห็น 5 ครั้งระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เดือนเมษายน พ.ศ. 2564 ผลการสำรวจพบว่า พฤติกรรมที่เด็กและเยาวชนมีการปฏิบัติ กันน้อย คือพฤติกรรมการเว้นระยะห่างทางสังคมมีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 37%

เมื่อเปรียบเทียบผลการสำรวจทั้ง 5 ครั้ง พบมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง คือ จากการสำรวจครั้งที่ 1 มีการปฏิบัติทุกครั้ง51.9 % ผลการสำรวจครั้งที่ 5 ลดลงเหลือเพียง 35%พฤติกรรมการสวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้ามีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 72.2% โดยผลการสำรวจครั้งที่ 1 มีการปฏิบัติทุกครั้ง 83.1 % ผลการสำรวจครั้งที่ 5 ลดลงเหลือเพียง 71.8%

และพฤติกรรมการล้างมือมีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 55.64% ผลการสำรวจครั้งที่ 1มีการปฏิบัติทุกครั้ง 71% แต่ผลการสำรวจครั้งที่ 5 ลดลงเหลือเพียง 53.4%

นอกจากนี้ สบส.ยังได้ทำการสำรวจพฤติกรรม New Normal ของเด็กและเยาวชน อาทิ ล้างมือ อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าเมื่อกลับถึงบ้าน พบว่ามีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 45.16%การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ พบว่ามีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 49.5% การออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 – 5 วัน วันละอย่างน้อย 30 นาที พบว่ามีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 49.5% และการจัดการสิ่งแวดล้อมในครัวเรือน พบว่ามีการปฏิบัติทุกครั้ง เฉลี่ย 53.78% ซึ่งถือว่ามีการปฏิบัติกันน้อยมาก

จากผลการสำรวจ เราจะเห็นได้ว่า เด็กและเยาวชน มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อโควิด 19 เพราะมีการปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันโรคโควิด19 และพฤติกรรมในการเสริมสร้างสุขภาพลดลง

นางสาวมะลิ ไพฑูรย์เนรมิต 

ด้านนางสาวมะลิ ไพฑูรย์เนรมิต ผู้อำนวยการกองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.)กล่าวว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่รักอิสระและชอบอยู่กับกลุ่มเพื่อน จึงเป็นวัยที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ง่าย ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องเร่งปรับเปลี่ยนและปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพที่ดีให้แก่กลุ่มวัยนี้ เพราะการพัฒนาเยาวชนเป็นการลงทุนในอนาคตของประเทศที่คุ้มค่า

 ผู้อำนวยการกองสุขศึกษา กล่าวอีกว่าในอนาคตอันใกล้ สถานศึกษาจะเริ่มเปิดเรียน หรืออาจสลับกับการเรียนออนไลน์ เราทราบกันดีว่าวัยรุ่นมีพฤติกรรมชอบการรวมกลุ่ม สอดคล้องกับผลการสำรวจที่มีการรักษาระยะห่างน้อยลงเรื่อยๆ

ที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ยังไม่ได้รับวัคซีน กองสุขศึกษาจึงขอฝากคำแนะนำการปฏิบัติตัวสำหรับวัยรุ่นเพื่อเตรียมความพร้อมในการเปิดเรียนอย่างปลอดโรค ดังนี้

1. นอนหลับให้เพียงพอวันละ 8-10 ชั่วโมง ควรตื่นนอนตามเวลา

2. อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย และของใช้ส่วนตัว (โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์พกพา เป็นต้น) และพื้นที่ส่วนตัวด้วยน้ำยาทำความสะอาด หมั่นเปิดหน้าต่างระบายอากาศ อย่างสม่ำเสมอ

3. เลือกกิน/ซื้ออาหารปรุงสุกใหม่และกินให้ครบ 5 หมู่ ผักผลไม้ 5 สี (ลดหวาน มัน เค็ม) แยกกินอาหารชุดของตัวเอง ไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน

4. ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดบ่อยๆ อย่างน้อยก่อนรับประทานอาหาร หลังการขับถ่าย และสัมผัสสิ่งของสาธารณะเมื่อกลับถึงบ้านควรรีบล้างมือ อาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย

5. ควรวางแผนทำกิจกรรมในช่วงที่ต้องหยุดเรียน เพื่อให้มีความสมดุล ทั้งกิจกรรมที่ตนเองถนัด และเรียนรู้เพิ่มเติม เช่น พัฒนาตนเองโดยการหาความรู้เพิ่มเติมผ่านระบบการเรียนออนไลน์ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นดนตรี อ่านหนังสือ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส เป็นต้น

6. ออกกำลังกาย/เล่นกีฬาที่ถนัดอยู่ที่บ้าน อย่างน้อยวันละ 20-60 นาที เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี ทั้งนี้ควรเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 1-2 ชั่วโมง เพื่อลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง

7. กรณีต้องออกนอกบ้าน ควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ควรสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และรักษาระยะห่างอย่างน้อย 1-2 เมตร หลีกเลี่ยงการใช้มือสัมผัส ใบหน้า ตา ปาก จมูก โดยไม่จำเป็น

8. หยุดกิจกรรมทางสังคม (วันเกิด ปาร์ตี้ สังสรรค์) เปลี่ยนการนัดพบเพื่อนนอกบ้านมาคุยผ่าน วิดีโอคอล เฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ ไลน์ เป็นต้น

9. มีจิตสำนึกต่อส่วนรวม สวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าเมื่อออกจากบ้าน รักษาระยะห่าง หมั่นล้างมือบ่อยๆ รวมทั้งวิธีการป้องกันต่างๆ ที่ทำให้ตนเอง จะได้ไม่เป็นทั้ง“ผู้รับและผู้ให้”โรคที่สามารถแพร่ระบาดให้แก่คนในสังคม

10. กรณีที่เดินทางจากพื้นที่ที่มีการระบาดหรือต่างประเทศ ควรมีการแยกตนเองเพื่อสังเกตอาการ และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดกับบุคคลในครอบครัวที่เป็นกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย โรคเรื้อรัง เป็นต้น

การมีสุขภาพดีเป็นเรื่องสำคัญ ยิ่งในช่วงเวลานี้เชื่อว่าหลายคนคงหันมาใส่ใจสุขภาพตนเองเพิ่มขึ้นแน่นอน ทั้งนี้ประชาชน สามารถติดต่อผ่านช่องทางการติดต่อกองสุขศึกษา ผ่านช่องทาง Facebook และเว็บไซต์ กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ http://www.hed.go.th

เช็กที่นี่ “ลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม” ในภาคเรียนที่ 1/2564 ทำได้จริงหรือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474334

เช็กที่นี่ “ลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม” ในภาคเรียนที่1/2564 ทำได้จริงหรือ

14 กรกฎาคม 2564 – 16:59 น.

เช็กที่นี่ “ลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม” ในภาคเรียนที่1/2564 ทำได้จริงหรือ  เมื่อแนวทางข้อปฏิบัติย้อนแย้ง หากทั้ง “ตรีนุช-เอนก” ไม่ตัดสินใจหรือใช้อำนาจขั้นเด็ดขาด….บทวิเคราะห์โดย กมลทิพย์ ใบเงิน

เหมือนฝนโปรยปรายชโลมใจหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ เมื่อได้รับรู้ถึงมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)นัดแรกเมื่อวันที่ 13 ก.ค.2564 หลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ประกา่ศ “ล็อกดาวน์-เคอร์ฟิว” 10 จังหวัดพื้นที่สีแดงเข้ม

ด้วยการโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha โชว์ “มาตรการเยียวยา” โควิด19 ระลอก4 ช่วยแรงงานนายจ้าง-ลูกจ้าง วงเงิน 30,000 ล้านบาท ตามด้วยมาตรการลดค่าน้ำ ค่าไฟวงเงิน 12,000 ล้านบาท ตามด้วยมาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา

เนื้อหาสาระที่ นายกฯโพสต์ผ่านช่องทางโซเซียล ระบุว่า รัฐบาลมีมาตรการความช่วยเหลือบรรเทาค่าใช้จ่ายของประชาชนด้านอื่นๆ  รวมถึง มาตรการให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา ซึ่งาครม.เห็นชอบให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม(อว.) หารือกับสถานศึกษาในสังกัด เพื่อกำหนดแนวทางลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ในภาคเรียนที่ 1 /2564 และให้จัดทำโครงการที่รัฐร่วมสมทบส่วนลดบางส่วนให้แก่สถานศึกษา ให้เสนอครม. ภายใน 1 สัปดาห์ รวมถึงแนวทางการช่วยเหลือปัญหาทางการเงินแก่สถานศึกษาเอกชนด้วย

แปลไทยเป็นไทย นายกฯสั่ง 2 หน่วยงาน “ศธ-อว.” ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของ “ครูเหน่ง” ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ส่วนกระทรวงอุดมศึกษาฯหรืออว. อยู่ในความรับผิดชอบของ อาจารย์เอนก “ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์” ทั้งคู้ต้อง“ทำการบ้าน”ส่งนายกฯภายใน 7วัน

จะ “ลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม” ในภาคเรียนที่1/2564 ผู้เรียนในระดับไหนบ้าง

ไล่เรียงมาตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐาน อนุบาล1-ม.6/ปวช./ปวส.และระดับอุดมศึกษา เพื่อหาแนวทางลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม ในภาคเรียนที่1/2564 ที่ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้จริง แม้ “ครูเหน่ง” พยายามให้เปิดภาคเรียนตั้งแต่ระยะแรกเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. และระยะที่สองเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2564 แต่ความพยายามเปิดภาคเรียนทั้งสองครั้ง กลับพบเรื่องที่น่าเศร้า เมื่อพบว่ามีนักเรียนติดเชื้อไวรัสโควิด-19 และพบนักเรียนติดเชื้อกระจายอยู่หลายโรงเรียนทั่วประเทศ

ลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม ในภาคเรียนที่1/2564 ได้จริงหรือ คำถามที่รอคำตอบจาก 2 กระทรวง “ศธ.-อว.” ต้องชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์ (20ก.ค.2564) และต้องทำความเข้าใจกับพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน นิสิต นักศึกษา

ในความเป็นจริงการลดค่าใช้จ่ายและค่าทำเนียมการศึกษา ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยเฉพาะการศึกษาภาคบังคับ9ปี(ป.1-ม.3) ในสถานศึกษาของรัฐบาลนั้น ไม่น่ามีปัญหาสามารถดำเนินการได้ทันที 

อีกทั้งหลายโรงเรียนได้ดำเนินการลดค่าใช้จ่ายและค่าทำเนียมการศึกษา ไปก่อนการแพร่ระบาดของโควิด19ระลอก4 แล้ว แต่ที่ยังเป็นปัญหาและสร้างความเดือดร้อนให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียนส่วนมากเป็นสถานศึกษาเอกชน

โรงเรียนเอกชนส่วนมาก รวมถึงโรงเรียนนานาชาติ ทั้งหมดอยู่ในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะลดค่าใช้จ่ายและค่าทำเนียมการศึกษาให้กับผู้เรียนได้อย่าวไร แม้ความจริงเด็กเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้านผู้ปกครองต้องลงทุนการศึกษา แต่ค่าใช้จ่ายและค่าทำเนียมการศึกษายังจ่ายเท่าเดิม

ยกตัวอย่างโรงเรียนเอกชนชื่อดังระดับแห่งหนึ่ง  อ้างค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาเป็นไปตามต้นทุนการจัดการศึกษา ผลกำไรจากค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาจะถูกใช้เพื่อการลงทุนพัฒนาทรัพยากรและสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโรงเรียน

ทั้งนี้ค่าเล่าเรียนครอบคลุมถึงการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรปกติ การสนับสนุนการศึกษาเพิ่มเติมและการจัดการเรียนการสอนพิเศษจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม มีรายละเอียดค่าใช้จ่ายดังนี้

ค่าใช้จ่ายในการรับสมัครและแรกเข้า: ค่าสมัคร 3000 บาท ไม่สามารถขอคืนเงินได้ ส่วนค่าเงินฝากกองทุนโรงเรียน ทั้งนี้ นักเรียนหรือผู้ปกครองจะได้รับค่าเงินฝากกองทุนโรงเรียนเมื่อนักเรียนจบการศึกษา

ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาประกอบด้วย

ค่าเล่าเรียน

ค่าอาหารกลางวัน

ค่านม (สำหรับชั้นอนุบาล 1 – ประถมศึกษาปีที่ 6) และค่าของว่างช่วงบ่าย (สำหรับชั้นอนุบาล 1 – อนุบาล 3)

กิจกรรมสอนเสริมวิชาภาษาอังกฤษรายสัปดาห์ (นอกหลักสูตร)

การเรียนเพื่อทบทวนบทเรียน

ค่าธรรมเนียมการสอบ

ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาไม่รวมถึง

เครื่องแบบนักเรียนและชุดพลศึกษา

การศึกษานอกสถานที่

ค่าสื่ออุปกรณ์ 

ค่ากิจกรรมหลังเลิกเรียน (After School Programme) รวมถึงกิจกรรม Enrichment สำหรับชั้นอนุบาล

กิจกรรมเรียนเสริมด้านภาษาอื่นๆ เช่น การเรียนเสริมภาษาไทย และ กิจกรรมเรียนเสริมภาษาอังกฤษ (ได้แก่ โปรแกรม Engage/Enhance/Excel)

กิจกรรมเรียนเสริมตามรายวิชา

Summer School Camp

ทั้งนี้ทางโรงเรียนเอกชนชื่อดัง แจ้งว่า มีการปรับค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษาเป็นประจำทุกปี โดยปรับขึ้น 4-6 % ตามการพิจารณาของทางโรงเรียน โดยเป็นการปรับเปลี่ยนตามภาวะเงินเฟ้อและอัตราค่าครองชีพ โดยผู้ปกครองชำระเงินก่อนเปิดภาคเรียนเป็นรายภาคการศึกษา

ทั้งนี้ ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ปีการศึกษา 1/2564 มีรายละเอียด ดังนี้ 

อนุบาล1 ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมก่ารศึกษาต่อปี375,000 บาท/ค่าสื่อและอุปกรณ์การเรียน19,500 บาท

ประถมศึกษาปีที่1ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมก่ารศึกษาต่อปี400,000บาท /ค่าสื่อและอุปกรณ์การเรียน23,000 บาท

มัธยมศึกษาปีที่4ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมก่ารศึกษาต่อปี405,900บาท /ค่าสื่อและอุปกรณ์การเรียน25,900 บาท

ส่วน ค่าเล่าเรียนและค่าธรรมเนียมการศึกษา ปีการศึกษา 1/2564 ของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา ติดกับดักเกณฑ์การกู้เงินของกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือกยศ. ที่นำระบบเหมาจ่ายมาใช้ตกรายละ 9,000 บาทต่อภาคเรียน แต่นักศึกษาจริง 13,000 บาทต่อภาคเรียน ทำให้ส่วนต่างอีก 4,000 บาท ไม่ครอบคลุมนิสิต นักศึกษาที่ไม่ได้เป็นลูกหนี้ของกยศ. พ่อแม่ผู้ปกครองต้องแบกรับส่วนนี้แทน

ลดค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียม ในภาคเรียนที่1/2564 ทำได้จริงหรือ เป็นโจทย์ที่ท้าทายความรู้ ความสามารถและการประสานประโยชน์ของ 2 กระทรวง “ศธ.-อว.” ทั้ง “ครูเหน่ง ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ และอาจารย์เอนก”ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรทัศน์ รมว.กระทรวงอุดมฯ ว่าจะจะทำการบ้านได้ทันส่งนายกฯภายใน 7วัันหรือ 20 ก.ค.2564 หรือไม่

วธ.เข้ม “มาตรการป้องกัน” การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474308

วธ.เข้ม “มาตรการป้องกัน” การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19

14 กรกฎาคม 2564 – 14:45 น.

วธ.เข้ม “มาตรการป้องกัน” การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อโควิด-19 ดูแลบุคลากรทั่วประเทศ ขอความร่วมมือ work from home และฉีดวัคซีนโดยเร็วที่สุด รวมทั้งเจ้าหน้าที่พิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน

นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ยังคงทวีความรุนแรงในทุกภูมิภาคของประเทศไทย ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจำนวนมากในแต่ละวัน

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินมาตรการป้องกันโรคติดเชื้อโควิด-19 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยในการปฏิบัติงานของข้าราชการและเจ้าหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.)

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมา ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงวัฒนธรรม เรื่อง แนวทางให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานนอก สถานที่ตั้งของส่วนราชการกรณีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของสำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและสำนักงานรัฐมนตรี

โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตราที่ 21 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และ ที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

นางยุพา กล่าวต่อไปว่า สำหรับเนื้อหาพอสังเขป คือ กำหนดแนวทางให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปลัดวธ. และสำนักงานรัฐมนตรีปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ (work from home) ดังนี้

1.ให้ทุกหน่วยงานปฏิบัติตามมาตรการของศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ) และวธ. อย่างเคร่งครัด

2.การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการให้ยึดแนวทาง ศบค. และไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารราชการแผ่นดินและการบริการประชาชน โดยให้บุคลากรจ้างเหมา และข้าราชการตั้งแต่ระดับชำนาญการลงไปปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของส่วนราชการ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน

ต่อมาวันที่ 13 กรกฎาคม 2564 ได้ลงนามคำสั่งกระทรวงวัฒนธรรมฯ (แก้ไขเพิ่มเติม) ให้บุคลากรระดับชำนาญการพิเศษสลับมาปฏิบัติงานตามความจำเป็น งานเร่งด่วน และให้ work from home ทั้งหมด ในวันอังคารและพฤหัสบดี

รวมทั้ง ให้บุคลากรตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการกองขึ้นไปมาปฏิบัติงาน ณ ส่วนราชการตามปกติ โดยให้ work from home ในวันอังคารและพฤหัสบดี ยกเว้นหากมีภารกิจเร่งด่วน

โดยให้ผู้อำนวยการกองมาปฏิบัติงานกำกับดูแลความเรียบร้อย 1 คน และจัดเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติหน้าที่รับ-ส่งเอกสาร จำนวน 2 คนในวันดังกล่าว

ในส่วนของกองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน หากมีภารกิจที่ต้องดำเนินการตามหมายรับสั่ง ให้มอบหมายเจ้าที่มาปฏิบัติงานทันที ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

 ปลัดวธ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 ยังได้ออกประกาศ วธ. เรื่องมาตรการป้องกัน การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 สำหรับผู้ปฏิบัติงานพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค มีเนื้อหาพอสังเขป ดังนี้

ขอให้ผู้ปฏิบัติงานพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันของ ศบค. อย่างเคร่งครัด อาทิ สวมหน้ากากอนามัย งดเว้นการรับประทานอาหารและน้ำดื่มร่วมกัน หลีกเลี่ยงการเข้าพื้นที่หนาแน่นโดยไม่จำเป็น เว้นแต่เป็นการเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายตามหมายรับสั่ง

มีการรักษาระยะห่าง เข้ารับวัคซีนให้ครบตามที่กำหนด ผู้ไม่มีหน้าที่ปฏิบัติงานให้ work from home กรณีพบผู้ติดเชื้อ ให้ผู้ใกล้ชิดหรือสัมผัสเสี่ยงสูงเข้ารับการตรวจหาเชื้อและกักตัวสังเกตอาการ 14 วัน

หากมีบุคลากรไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ให้ขอรับการสนับสนุนจากลุ่มอำนวยการพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานที่อยู่ใกล้เคียง ทำความสะอาดวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้งาน สถานที่ทำงาน หากพบผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากให้พิจารณา ปิดสถานที่ทำการชั่วคราว โดยให้ผู้อำนวยการกองพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานและวัฒนธรรมจังหวัด กำกับดูแล ให้คำปรึกษา เป็นต้น

“ทางด้านนายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ฝากความห่วงใยมายังบุคลากรทุกคนของกระทรวงวัฒนธรรมทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ขอให้ผู้บริหารทุกหน่วยงานดูแลบุคลากรในสังกัดอย่างเต็มที่ ในเรื่อง work from home ให้พิจารณาตามความเหมาะสมของจังหวัดนั้นๆ

ที่สำคัญให้มีการฉีดวัคซีนให้กับผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่พิธีการศพที่ได้รับพระราชทานทั่วประเทศ ขอเน้นย้ำว่าสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดใดที่บุคลากรและเจ้าหน้าที่พิธีการศพที่ได้รับพระราชทานยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ขอให้สำรวจตัวเลขแล้วแจ้งมายังส่วนกลาง เพื่อเร่งประสานกระทรวงมหาดไทยและ สธ. ขอให้จัดสรรวัคซีนให้กับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนั้น ๆ ต่อไป” ปลัดวธ. กล่าว

“สังคมสูงอายุ” อย่างสมบูรณ์ในอีก 2 ปี ม.มหิดลแนะไทยรับมืออย่างมีสติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474250

“สังคมสูงอายุ”อย่างสมบูรณ์ในอีก 2ปี ม.มหิดลแนะไทยรับมืออย่างมีสติ

14 กรกฎาคม 2564 – 08:50 น.

รับมืออีก 2 ปี ไทยจะกลายเป็น สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ม.มหิดล ร่วมขับเคลื่อนมิติโครงสร้างประชากรและสังคม สู่อนาคตที่ดีกว่าของประเทศไทย ” Future Thailand “

ปีค.ศ.2021 ครบรอบ 401 ปี John Graunt บิดาแห่งประชากรศาสตร์โลกชาวอังกฤษ (24 เมษายน ค.ศ.1620 – 18 เมษายน ค.ศ.1674) ในฐานะผู้ริเริ่มศึกษาด้านประชากรศาสตร์ ซึ่งรวมถึงความยืนยาวของชีวิตของประชากร โดยใช้ข้อมูลอย่างเป็นระบบครั้งแรก

จากการเริ่มต้นศึกษาด้านประชากรศาสตร์ของ John Graunt ได้ทำให้การศึกษาวิจัยโครงสร้างทางประชากรนับเป็นมิติที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของทุกประเทศทั่วโลก

ซึ่งในส่วนของประเทศไทย มหาวิทยาลัยมหิดล โดย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ถือเป็นบทบาทที่สำคัญยิ่งในฐานะที่เป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดล และเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ SDGs แห่งสหประชาชาติ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จงจิตต์ ฤทธิรงค์ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล หนึ่งในทีมวิจัยในมิติ “โครงสร้างประชากรและสังคม” ในโครงการระดับชาติ “Future Thailand” ซึ่งขับเคลื่อนโดย สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ในการจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566 – 2570) จำเป็นต้องมีการศึกษาโครงสร้างประชากรและสังคม เพื่อให้สามารถวางแผนการพัฒนาได้อย่างตอบโจทย์และตรงจุด

โดยเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าแนวโน้มโครงสร้างประชากรทั่วโลกเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ มีอัตราการเกิดต่ำลง และมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น จึงกลายเป็นโจทย์ให้เกิดการเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางประชากรสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งวิกฤติ COVID-19

ซึ่งประเด็นที่มุ่งศึกษา คือ “โครงสร้างครัวเรือน” โดยพบว่าโครงสร้างครัวเรือนไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ไม่ได้เป็นเพียง “ครัวเรือนในอุดมคติ” ที่มีพ่อแม่ลูกพร้อมหน้า โดยพ่อแม่เป็นฝ่ายดูแลลูก

แต่โครงสร้างครัวเรือนไทยจะเปลี่ยนไปตามสภาพสังคม และความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ที่มีทั้ง “ครัวเรือนพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว” ที่มีพ่อหรือแม่เพียงคนเดียวคอยดูแลลูก “ครัวเรือนข้ามรุ่น” ที่มีเด็กอยู่กับผู้สูงอายุ ไปจนถึง “ครัวเรือนไม่พร้อมหน้า” ที่อาจไม่มีทั้งพ่อและแม่ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่ออนาคตของเด็กที่จะเติบโตไปเป็นประชากรที่มีคุณภาพต่อไปในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จงจิตต์  อธิบายอีกว่า อนาคตประเทศไทยจะพ้นกับดักทางเศรษฐกิจและสังคมหรือไม่นั้น จะต้องมีการสร้าง “นวัตกรรมทางสังคม” หรือ กลไกที่จะมาช่วยให้เศรษฐกิจและสังคมไทยสามารถขับเคลื่อนไปสู่จุดที่ดีขึ้น

ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 2 ปี สังคมไทยจะกลายเป็นสังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์” (Complete-aged society) และครอบครัวไทยจะตกที่นั่งลำบาก หากไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรมาดูแลและทำให้เกิดการปรับตัว ซึ่งการเตรียมตัวจะต้องเริ่มตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ทั้งด้านสุขภาพร่างกาย และสุขภาพทางการเงิน

โดยไม่ลืมที่จะส่งเสริมการพัฒนาคุณค่าทางสังคม และสร้างกระบวนการการเรียนรู้อย่างยั่งยืน หรือ Lifelong learning เพื่อพัฒนาศักยภาพของประชากรให้สามารถสร้างรายได้ รวมทั้งให้เกิดการปรับตัวพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้สามารถรับมือกับภัยพิบัติต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นต่อไปในอนาคตได้

ในฐานะที่เป็น “ปัญญาของแผ่นดิน” มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ทางประชากรและสังคม เพื่อให้สามารถข้ามผ่านกับดักทางเศรษฐกิจและสังคม สู่อนาคตที่ดีของประเทศไทยต่อไป

วธ. เฟ้น 10 สุดยอดชุมชน “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474160

วธ.เฟ้น10สุดยอดชุมชน “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”นำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่า

13 กรกฎาคม 2564 – 16:05 น.

วธ.เฟ้น 10 สุดยอดชุมชน “เที่ยวชุมชน ยลวิถี” พร้อมเปิดแอพพลิเคชั่น ค้นหาแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและงานเทศกาลประเพณี หวังนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างมูลค่า

วันที่ 13 กรกฏาคม 2564 นายอิทธิพล คุณปลื้ม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐ เอกชน เครือข่ายด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมและภาคประชาชนในการนำทุนทางวัฒนธรรมมาสร้างสรรค์สินค้าและบริการมาเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ซึ่งวธ.จะขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ภายใต้โครงการ“เที่ยวชุมชน ยลวิถี”นำอัตลักษณ์วิถีชีวิตวัฒนธรรมและประเพณีของชุมชนมาให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้ชมและศึกษาเรียนรู้

ทั้งนี้ วธ.จะนำร่องโครงการดังกล่าวโดยคัดเลือกชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวรที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติของจังหวัดเพื่อรับรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์และปลุกกระแสให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติมาเยือนชุมชนเหล่านี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่าสำหรับการคัดเลือก 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ “เที่ยวชุมชน ยลวิถี”นั้น

ขณะนี้วธ.ได้ตั้งคณะกรรมการคัดเลือก 2 ชุดประกอบด้วยคณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัดและคณะกรรมการอำนวยการฯเพื่อคัดเลือกจากชุมชนคุณธรรมฯที่มีศักยภาพและความพร้อมด้านการท่องเที่ยวในทุกมิติของจังหวัด 76 จังหวัด รวม 228 ชุมชน ให้เหลือ 10 ชุมชนเพื่อรับรางวัล 10 สุดยอดชุมชนต้นแบบ“เที่ยวชุมชน ยลวิถี” 

ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์พิจารณาคัดเลือก เช่น อัตลักษณ์ความโดดเด่นของชุมชน สถานที่ท่องเที่ยวอาหารผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมไทย(CPOT)เมื่อคัดเลือกชุมชนได้แล้ว วธ.จะขับเคลื่อนโครงการ“เที่ยวชุมชน ยลวิถี” หลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)คลี่คลาย

นายอิทธิพล กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน วธ.อยู่ระหว่างจัดทำระบบแอพพลิเคชั่น หนังสือและอี-บุ๊คเส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ 76 จังหวัด เช่น อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น แหล่งโบราณคดี หอศิลป์และศาสนสถาน

รวมถึงหนังสือและอี-บุ๊คงานเทศกาล การแสดงศิลปวัฒนธรรม ประเพณีทั่วไทยโดยเฉพาะระบบแอพพลิเคชั่นและอี-บุ๊ค ทำให้นักท่องเที่ยวคนไทยและชาวต่างชาติสามารถค้นหาข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ แท็บเล็ตและไอแพดได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว

ทั้งนี้ การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจะช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านและชุมชน ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้ ช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน