“หวั่นคลัสเตอร์ใหม่” สั่งปิดโรงเรียนวังเหนือวิทยา หลังเด็กติดโควิดเสี่ยงกว่า 100 คน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474137

“หวั่นคลัสเตอร์ใหม่” สั่งปิดโรงเรียนวังเหนือวิทยา หลังเด็กติดโควิดเสี่ยงกว่า100คน

13 กรกฎาคม 2564 – 14:45 น.

“หวั่นคลัสเตอร์ใหม่” เหตุมีชุมชนอยู่รายรอบ ผอ.ดำรงค์ สั่งปิดโรงเรียนวังเหนือวิทยา 5 วัน หลังพบนักเรียนติดโควิด19 เสี่ยงกว่า100คน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดลำปางเมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม 2564 นายดำรงค์ ตุลาสืบ ผู้อำนวยการโรงเรียนวังหนือวิทยา กล่าวว่า ที่ โรงเรียนวังเหนือวิทยา วันนี้ เร่งนำทีมแพทย์พยาบาล จากโรงพยาบาลวังเหนือ เข้าตรวจ หาเชื้อโควิด 19 ให้กับนักเรียน

และกลุ่มผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จำนวน 2 ห้องเรียน คือ ห้องเรียนชั้น ม. 3/2 และนักเรียนชั้น ม.4/4 และรวมถึงคณะครูที่สอนประจำวิชา ของ เด็กนักเรียน ทั้งสองห้อง นี้ก่อน จำนวนกว่า 60 คน

“ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ประกาศปิดการเรียนการสอน แล้วจำนวน 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฏาคม ถึงวันศุกร์ที่ 16 กรกฏาคม 2564” ผู้อำนวยการโรงเรียนวังเหนือวิทยา กล่าว

ขณะเดียวกัน นายแพทย์ประเสริฐ กิจสุวรรณรัตน์  นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดลำปาง(สสจ.ลำปาง) เปิดเผยว่า เบื้องต้นรับรายงานแล้ว พบในพื้นที่ อ.วังเหนือ ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อ โควิด 19 แล้ว จำนวน 3 ราย

“เป็นหญิงเดินทางกลับมาจากต่างจังหวัดหนึ่งราย และเชื้อติดลูกสาว และแพร่ไปหาเพื่อนในโรงเรียน ซึ่งจากกรณีดังกล่าว วันนี้ทาง ทีมแพทย์ได้เข้าตรวจหาเชื้อนักเรียน และครู ในโรงเรียนวังเหนือแล้ว พร้อมกักตัวนักเรียนและบุคคลในชุมนบ้านห้วยเกี๋ยง ของหญิงคนดังกล่าว จำนวนอีก 100กว่าราย” สสจ.ลำปาง ระบุ

สสจ.ลำปาง กล่าวอีกว่า หากพบเชื้อไวรัสโควิด19แพร่กระจายมากกว่านี้ ก็จะพิจารณาเปิด โรงพยาบาลสนาม ต่อไป แต่ตอนนี้ยังพบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด19 เพียง 3 ราย จัดอยู่ในกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังสูงสุดอย่างใกล้ชิด

ด้านกู้ภัยวังเหนือ นำโดย ว่าที่ร้อยตรีคฑา ลีลายุทธ นำเจ้าหน้ากู้ภัยวังเหนือ สวมชุด PPE เข้าฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ ตามบ้านเรือนประชาชน ร้านค้า และโรงเรียน ในพื้นที่ อ.วังเหนือ ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงหรือเป็นจุดที่มีนักเรียนจากโรงเรียนวังเหนือวิทยาเข้าใช้บริการ เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อในเบื้องต้น ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อต่อไป

สวนกระแส “ครูแห่ฉีดซิโนแวค” เข็มแรก มั่นใจได้แอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 2 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474132

สวนกระแส “ครูแห่ฉีดซิโนแวค” เข็มแรก มั่นใจได้แอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 2

13 กรกฎาคม 2564 – 14:20 น.

ครูและบุคลากรทางการศึกษาจังหวัดพิษณุโลก จำนวน 2,500 คน ทยอยเข้าฉีดวัคซีนซิโนแวคเข็มแรก ต่างมั่นใจรัฐบาลจัดแอสตร้าเซนเนก้า ให้เป็นเข็มที่ 2

ครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นข้าราชการอีกกลุ่มที่อยู่ในแผนต้องได้รับการฉีดวัคซีนโควิด เพื่อสร้างความมั่นใจให้พ่อแม่และผู้ปกครอง เมื่อเปิดการเรียนการสอนได้ตามปกติ

ล่าสุดมีความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อ วันที่ 13 กรกฎาคม 2564 ที่หอประชุมศรีวชิรโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม พิษณุโลก อ.เมือง จ.พิษณุโลก ที่จังหวัดพิษณุโลกจัดให้เป็นโรงพยาบาลสนามฉีดวัคซีน

ปรากฏว่า มีผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก จำนวน 600 คน ทยอยเข้ารับการฉีดวัคซีนซิโนแวคเป็นเข็มแรก จากยอดจัดสรรของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเพิ่มให้อีก 2,500 คน

เมื่อวานนี้ คกก.โรคติดต่อแห่งชาติ ได้ยกเลิกการฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม เป็นให้ฉีดวัคซีนโควิดสลับ 2 ชนิด เข็ม 1 เป็นวัคซีนซิโนแวค และเข็ม 2 เป็นแอสตราเซนเนก้า โดยห่างจากเข็มแรกนาน 3-4 สัปดาห์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตา ซึ่งจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสให้อยู่ในระดับที่สูงได้เร็วมากขึ้นนั้น

ทำให้ครูหลายคนที่มาฉีดวันนี้เป็นเข็มแรก ต่างก็มั่นใจว่า ในเข็มที่ 2 จะได้รับเป็นแอสตร้าเซนเนก้า ตามมติของที่ประชุม

นายสุรสิทธิ์ ลาภอินทรีย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี ที่เดินทางมาให้กำลังใจแก่คณะครู บอกว่า วันนี้ส่วนตัวได้มาฉีดวัคซีนในเข็มที่สองคือ ซิโนแวค และคุณครูที่โรงเรียนกว่า 100 คนที่ได้รับการจัดสรรวัคซีนจากคณะกรรมการโรคติดต่อ ก็ได้รับการฉีดวัคซีนในวันนี้ในเข็มแรก เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเองและนักเรียนก่อนเปิดภาคเรียนด้าน นางวัลย์ลิยา ช้างทอง ครูโรงเรียนพุทธชินราชพิทยา ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวค เข็มแรกวันนี้ กล่าวว่า วันนี้มาฉีดวัคซีนเข็มแรก เป็นซิโนแวค ส่วนในเข็มที่ 2 ก็ยังอยากให้รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น เป็นแอสตร้ทเซนเนก้า เพื่อความมั่นใจในการป้องกันโรค  

ทั้งนี้ ครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดพิษณุโลก ที่ได้รับการวัคซีนซิโนแวคเข็มแรกไปแล้ว ในเข็มที่สอง ก็อยากได้รับวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เพื่อความมั่นใจในประสิทธิภาพการสร้างภูมิคุ้มกันโรค

“นานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ” ประกาศแต่งตั้ง มิสเตอร์อลัน เป็นครูใหญ่คนใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474012

“นานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ” ประกาศแต่งตั้ง มิสเตอร์อลัน เป็นครูใหญ่คนใหม่

12 กรกฎาคม 2564 – 15:02 น.

“มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน” ครูใหญ่คนใหม่ “นานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ” เป็นผู้นำด้านการศึกษานานาชาติมากว่า 25 ปี “อลัน”เปิดใจเคยมาเมืองไทยหลายครั้งและชื่นชอบในวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์โดยเฉพาะอาหารไทยเป็นอย่างมาก

โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ (BASIS International School Bangkok – BISB) ประกาศแต่งตั้งมิสเตอร์อลัน วิลคินสัน เป็นครูใหญ่คนใหม่ของโรงเรียน มีผลตั้งแต่วันที่ 16 กรกฏาคม 2564

นายโจนาธาน บี. ชวิมเมอร์ กรรมการผู้จัดการโรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ กล่าวว่า  โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ ขอประกาศแต่งตั้ง มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน จะเข้ามาทำหน้าที่แทน มิสอลิซาเบธ ธีส์ ซึ่งจะย้ายไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อรับตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนเบซิสแห่งใหม่

โดยมิสอลิซาเบธจะยังคงอยู่ร่วมทำงานกับโรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ เพื่อเริ่มต้นปีการศึกษา 2564-2565 และถ่ายทอดหน้าที่รับผิดชอบทั้งหมดให้ มิสเตอร์อลัน รับช่วงต่อไปได้อย่างเรียบร้อย

มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ครูใหญ่รร.นานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ

สำหรับมิสเตอร์อลัน วิลคินสัน สร้างความโดดเด่นในฐานะผู้นำของโรงเรียนนานาชาติเบซิส หางโจว ประเทศจีน และนอกจากนี้ยังมีผลงานที่พิสูจน์ถึงความสามารถในด้านการบริหารโรงเรียนนานาชาติที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง

โดยเขาเป็นผู้บริหารที่มักจะมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนและชุมชนเพื่อแสวงหาความเป็นเลิศด้านการศึกษาในบรรยากาศที่อบอุ่นแบบครอบครัว ทีมงานของเรารอคอยที่จะได้ต้อนรับ มิสเตอร์อลัน เข้าสู่ครอบครัวโรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ

มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน เกิดที่เมืองโชรส์เบอรี ประเทศอังกฤษ มีประสบการณ์การเป็นผู้นำด้านการศึกษานานาชาติมาแล้วกว่า 25 ปี ทั้งในยุโรป สหรัฐอเมริกา ตะวันออกกลาง และจีน

มิสเตอร์อลันมีผลงานโดดเด่นด้านการบริหารการศึกษาให้ก้าวสู่ความเป็นเลิศในทุกด้าน และนอกจากจะเป็นครูใหญ่เเละผู้บริหารโรงเรียนแล้ว เขายังมีประสบการณ์เป็นผู้ตรวจการโรงเรียนนานาชาติของสภาโรงเรียนนานาชาติ (CIS) ด้วย

ทั้งนี้ มิสเตอร์อลันจะย้ายจากเมืองหางโจว ประเทศจีนมายังกรุงเทพฯ หลังจากดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติเบซิส หางโจว มาแล้วเป็นเวลา3 ปี และจะเข้ามาสานต่อภารกิจและวิสัยทัศน์ภายใต้หลักสูตรเบซิส (BASIS Curriculum) ที่มีความโดดเด่นในระดับนานาชาติ ณ โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ เป็นลำดับต่อไป

 “ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับโรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ และผมหวังอย่างยิ่งที่จะต่อยอดรากฐานความสำเร็จที่ มิส อลิซาเบธและทีมงานได้สร้างไว้ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าโรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในโรงเรียนชั้นนำทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคแห่งนี้” มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน ครูใหญ่คนใหม่ โรงเรียนนานาชาติเบซิส กรุงเทพฯ กล่าวเปิดใจ

“ผมตื่นเต้นมากที่มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในโรงเรียนแห่งนี้และทำงานร่วมกับครู เจ้าหน้าที่ นักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีโอกาสได้ทำความรู้จักกับครอบครัวเบซิส กรุงเทพ ซึ่งเบซิส กรุงเทพฯ ประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจในช่วงสองปีแรกที่ก่อตั้ง และผมพร้อมที่จะเผชิญกับความท้าทายในการนำพาโรงเรียนให้ก้าวสู่การพัฒนาในขั้นต่อไป 

ผมเคยมาเมืองไทยหลายครั้งและชื่นชอบในวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะอาหารไทยเป็นอย่างมาก เมื่อได้ย้ายมาอยู่ที่นี่ผมหวังว่าจะมีโอกาสได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศนี้มากขึ้น”

ทั้งนี้ มิสเตอร์อลัน วิลคินสัน เกิด เติบโต และสำเร็จการศึกษาในประเทศอังกฤษ เขามีประสบการณ์มาแล้วกว่า 25 ปี ในฐานะครูใหญ่ และผู้บริหารโรงเรียนในตำแหน่งอื่นๆ ของทั้งโรงเรียนหลักสูตรเบซิส และโรงเรียนหลักสูตรนานาชาติต่างๆ

โดยเริ่มต้นอาชีพการสอนในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ หลังจากนั้นเขาใช้เวลาในเส้นทางการบริหารการศึกษานอกประเทศบ้านเกิด เช่น บูดาเปสต์, อาบูดาบี, นิวยอร์ก และหางโจว ประเทศจีน 

นอกจากนี้ มิสเตอร์อลัน ยังมีความสนใจที่หลากหลายซึ่งสะท้อนจากภูมิหลังด้านการศึกษาของเขา มิสเตอร์อลัน จบการศึกษาระดับปริญญาตรีวิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาจิตวิทยาและเศรษฐศาสตร์ และปริญญาตรีสาขาวิชาประวัติศาสตร์และการศึกษา และปริญญาโทด้านการบริหารศึกษาจากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล จอห์น มัวร์ส (Liverpool John Moores University)

ส่อง “ภาระงานครู” เมื่อครูไม่ได้มีหน้าที่แค่การสอนหนังสือเด็กอย่างเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/474002

ส่อง “ภาระงานครู” เมื่อครูไม่ได้มีหน้าที่แค่การสอนหนังสือเด็กอย่างเดียว

12 กรกฎาคม 2564 – 13:45 น.

ส่อง “ภาระงานครู” งานที่สำคัญที่สุด ที่ครูต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกเหนือจากงานสอนหนังสือเด็ก คืองานอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย เป็นงานที่ไม่มีเวลา ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน ปฏิเสธไม่ได้ ต้องก้มหน้าปฏิบัติโดยไม่ปริปาก

เมื่อ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ขอให้ครูปรับแผนการสอน ผ่อนคลายภาระด้านการเรียนเด็ก “ลดเวลาเรียนทุกรูปแบบ ลดการบ้าน งดกิจกรรมรวมกลุ่ม ลดชิ้นงาน ลดการทดสอบทั้งระดับโรงเรียนและระดับชาติ” แต่เจ้ากระทรวงคุณครูทราบหรือไม่ว่าภาระงานครูไม่ได้มีหน้าที่แค่สอนหนังสือนักเรียนอย่างเดียว 

เมื่อรมว.ศธ.อ้างเหตุผลว่า ต้องการให้นักเรียนผ่อนคลาย ลดความเครียดของนักเรียน ที่ต้องเรียนภายใต้สถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทำไมรมว.ศธ.ไม่คิดถึงครูบ้างว่าครูควรได้ผ่อนคลาย ลดความเครียด ลดภาระงาน ไปพร้อมๆกับนักเรียน ด้วยหรือไม่

ข้าราชการครู มีความรับผิดชอบในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนก็จริง แต่นั้นไม่ใช่งานทั้งหมดที่ครูต้องแบกรับ การจัดการเรียนการสอนเป็นงานที่ต้องปฏิบัติ เพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงานและวิทยฐานะที่สูงขึ้น ครูยังต้องรับการประเมิน ทั้งในระดับโรงเรียน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และระดับประเทศ

นอกจากความเป็นครูแล้ว ครูยังเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของผู้อำนวยการโรงเรียน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ปฏิบัติที่มีผู้บังคับบัญชามากมาย

จากสาเหตุนี้ เมื่อผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ต้องรับการประเมิน เพื่อเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนวิทยฐานะ จำเป็นที่ครูต้องมีส่วนร่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นผู้ปฏิบัติระดับล่างสุดที่ทุกคนสั่งงานได้ เมื่อผลงานของครูก็คือผลงานของผู้บริหาร

ภาระงานครู นอกจากการประเมินแล้ว ยังมีงานประจำที่ต้องปฏิบัติอีกมากมายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น รายงานต่างๆ ในรอบปี รายงานข้อมูลนักเรียนเป็นรายบุคคล ปีการศึกษาละ 2 รอบ ,รายงานปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจน ,รายงานการเยี่ยมบ้าน ,รายงานการดื่มนมของนักเรียน ,รายงานอาหารกลางวัน ,รายงานข้อมูลครู ,รายงานการดำเนินการเกี่ยวกับยาเสพติดในสถานศึกษา ,รายงานข้อมูลภาวะโภชนาการของนักเรียน ,รายงานกิจกรรมวันสำคัญ และรายงานอื่นๆ อีกมากมาย ตลอดทั้งปี

ยังมีงานอื่นที่เกี่ยวข้ององค์กรภายนอก เช่น รายงานการประเมินตนเอง (SAR) ของสถานศึกษา ,รายงานสรุปผลการดำเนินงานประจำปี ต่อคณะกรรมการสถานศึกษา ,การจัดนิทรรศการแสดงผลงานของโรงเรียน (OPEN HOUSE) ,งานประจำปีของโรงเรียน ,งานวันจบการศึกษา ,การเลี้ยงต้อนรับ ,งานเลี้ยงวันเกษียณอายุราชการ ทั้งในหน่วยงานและนอกหน่วยงาน

และงานที่สำคัญที่สุด ที่ครูต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ งานอื่นๆ ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย เป็น งานที่ไม่มีเวลา ไม่มีขอบเขตที่ชัดเจน ปฏิเสธไม่ได้ ต้องก้มหน้าปฏิบัติโดยไม่ปริปาก

เมื่อรมว.ศธ.ต้องการลดความเครียดให้กับนักเรียนแล้ว รมว.ศธ.ต้องการลดความเครียดให้กับครูบ้างไหม เท่าที่บรรยายมาเป็นส่วนน้อยที่พอจะบอกได้ ในหน้าที่ของครู ยิ่งกับครูท่านใดที่เป็นครูด้วยจิตวิญญาณและใจรักแล้ว หน้าที่ของครูไม่มีเวลาสิ้นสุด เรียกได้ว่า เป็นกันตลอดชีวิต 24 ชั่วโมงต่อวัน

ภาระงานครูที่ไม่จำเป็น ภาระงานที่ซ้ำซ้อน ภาระงานที่ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการปฏิบัติ ท่านลดภาระเหล่านี้ให้กับครูบ้าง โครงสร้างการบริหารทุกวันนี้มันทำให้เห็นว่า งานทุกอย่างที่ครูทำไม่ใช่เพื่อการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างเดียว แต่กลายเป็นการแบกรับภาระทั้งหมดของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เพื่อประโยชน์ของทุกคน

หยุดภาระงานครู หรือสิ่งเหล่านี้ ตั้งแต่วันนี้ รมว.ศธ. อย่าปล่อยให้ผู้บริหารทำนาบนหลังครูอีกต่อไป เพราะนั่นมันหมายถึงแย่งเวลาที่ครูควรจะอยู่ดูแลนักเรียน ดีกว่าไหม

“ฉีดวัคซีน” AstraZeneca ให้แก่บุคลากร ม.วลัยลักษณ์ เริ่มลอตแรก 950 โดส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473988

“ฉีดวัคซีน” AstraZeneca ให้แก่บุคลากรม.วลัยลักษณ์ เริ่มลอตแรก 950 โดส

12 กรกฎาคม 2564 – 12:30 น.

“ฉีดวัคซีน” AstraZeneca ให้แก่บุคลากรม.วลัยลักษณ์เริ่มลอตแรก 950 โดส เดือนสิงหาคมปีนี้ เตรียมจัดสรรให้นักศึกษาอีก  9,000 คน

วันที่ 12 ก.ค.2564  รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ วุฒิสุทธิเมธาวี รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า หลังจากที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.)

โดย ศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการ อว. มีนโยบายให้สถาบันอุดมศึกษาจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีน COVID-19 เพื่อให้บริการฉีดวัคซีนให้แก่บุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ซึ่งม.วลัยลักษณ์ได้ขานรับนโยบายดังกล่าว

และได้มีการจัดตั้งศูนย์ฉีดวัคซีนขึ้น ณ โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ฯ เพื่อควบคุมและป้องกันการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักศึกษา บุคลากร ประชาชนทั่วไป และช่วยให้มหาวิทยาลัยสามารถกลับมาจัดการเรียนการสอนได้ตามปกติโดยเร็ว

รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ กล่าวต่อไปว่า การฉีดวัคซีนในลอตแรกนี้ทางกระทรวงอว.ได้จัดสรรวัคซีนแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) เพื่อฉีดให้แก่บุคลากรของมวล 950 คน จำนวน 950 โดส

โดยฉีดระหว่างวันที่ 9-11 กรกฎาคม 2564 ที่ผ่านมาและในสัปดาห์ต่อไปจะมีวัคซีนเพิ่มเข้ามาอีกลอตหนึ่ง ซึงจะครอบคลุมบุคลากรทั้งหมดของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยยังได้แจ้งความจำนงในส่วนของนักศึกษาไปแล้วอีกประมาณ 9,000 คน ซึ่งคาดว่าจะได้รับการจัดสรรวัคซีนและฉีดวัคซีนให้แก่นักศึกษาได้ในช่วงเดือนสิงหาคม2564ต่อไป

“นอกจากได้รับการจัดสรรโควต้าจากกระทรวง อว.แล้ว เราก็พยายามที่จะแสวงหาจากหน่วยงานอื่นๆ ด้วย และมีบุคลากรเราหลายคนได้รับโควตามาจากหน่วยงานอื่นไปแล้วบ้างบางส่วน และหลังจากนี้เราจะฉีดให้กับบุคลากรและนักศึกษาให้ครบ

เพื่อให้มหาวิทยาลัยก็จะสามารถที่จะจัดการเรียนการสอน on site ได้อย่างเร็วที่สุด ทั้งนี้ขอให้มั่นใจการฉีดวัคซีนจะช่วยลดความรุนแรงของโรคหากมีการติดเชื้อขึ้น มาร่วมฉีดวัคซีนกันเถอะครับ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้พวกเราและก็สังคมไทยของเรา” รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิทย์ กล่าวในที่สุด

ถ้าตรีนุชสั่งให้ “ลด-คืนค่าเทอม” ช่วงโควิด-19 ไม่ได้ส.ส. ปชป. ขอให้ลาออก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473907

ถ้า ตรีนุช สั่งให้ “ลด-คืนค่าเทอม” ช่วงโควิด-19 ไม่ได้ส.ส.ปชป.ขอให้ลาออก

11 กรกฎาคม 2564 – 18:23 น.

งานเข้า ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ.หากสั่ง “ลด-คืนค่าเทอม” ช่วงโควิด-19ไม่ได้ ส.ส.ประชาธิปัตย์เดือด ขอให้ลาออก

ก่อนสิ้นสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือบอร์ดกพฐ.ที่มีนายเอกชัย กี่สุขพันธ์ นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานในการประชุม เพื่อหารือข้อราชการและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)

ปรากฏว่ามีเนื้อหาสาระสำคัญ ที่บอร์ดกพฐ.ได้สรุปสาระสำคัญ เพื่อนำเสนอต่อ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ระบุว่า เชื่อว่าโรงเรียนในสังกัดสพฐ.ไม่สามารถเปิดสอนในโรงเรียนได้ เพราะยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 และคาดว่าจะต้องเรียนออนไลน์ทั้งปี และนำไปสู่การออกมาแถลงของรมว.ศธ.ใ้ห้โรงเรียนปรับแผนการสอน ลดการบ้าน ลดภาระนักเรียน

ล่าสุดมีความเคลื่อนไหนจากนักการเมือง จากพรรคร่วมรัฐบาล  โดย นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ออกมาแถลงให้โรงเรียนปรับแผนการสอน ลดการบ้านนักเรียน และลดภาระนักเรียน ว่า เรื่องแบบนี้ไม่ต้องให้คนระดับรัฐมนตรีลงมาสั่งการ ครูเเทบทั้งประเทศเขาก็คิดกันเป็น จัดลำดับความสำคัญได้ ไม่มีใครอยากสร้างความเครียดให้เด็กเกินจำเป็น 

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุอีกว่า แต่ปัญหาวันนี้ต้องแก้ไขคือผู้ปกครองเขาเรียกร้องในยุคโควิด-19 ถามว่า การสั่งลด-คืนค่าเทอมอย่างเป็นรูปธรรมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อยู่ที่ไหน จะทำหูทวนลมก้มหน้าก้มตาขอความร่วมมือโรงเรียนเอกชน โดยไม่ยอมสั่งชัดๆ ให้คืน หรือลดค่าเทอม ตามมาตรา 33 และ มาตรา 34 ของ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ตามอำนาจที่มีเสียที 

“ท่านอมพะนำอะไรอยู่ถึงไม่สั่ง จะรอให้เด็กถูกเตะออกจากโรงเรียนเพราะค้างค่าเทอม ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมอีกเท่าไร บางโรงเรียนกดดันผู้ปกครองไม่ออกผลการเรียนให้ แถมขู่ว่า ถ้าไม่จ่ายค่าเทอมก็ไม่ออกเกรดให้ นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่โลกคู่ขนานที่ท่านอยู่ ไม่เอาอีกเเล้วสำหรับการมาชี้เเจงสภาฯ แล้วตอบเเบบขอไปที ถึงเวลาจัดลำดับความสำคัญให้ถูกได้เเล้ว”ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองเดือดร้อนมาก ต้องรับภาระค่าใช้จ่ายมากขึ้น ทั้งค่าอุปกรณ์ดิจิทัล ค่าบริการอินเทอร์เน็ต ค่าไฟ ค่าอาหารไม่นับที่ต้องจ่ายล่วงหน้า ค่าอาหารกลางวัน ค่ารถรับส่ง ค่าที่พัก แต่นักเรียนไม่ได้ใช้จริง แต่ต้องจ่ายเงิน

ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ระบุอีกว่า บางครอบครัวพ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีเงินค่าเทอมจ่าย ลูกก็ไม่ได้เรียนออนไลน์ สถานศึกษามีค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าซ่อมบำรุงวัสดุอุปกรณ์ลดลง แต่ประกาศของกระทรวงศึกษาธิการ ยังเป็นไปในลักษณะเเค่ขอความร่วมมือจากโรงเรียน ให้พิจารณาคืนเงินกันเอาเอง ไม่ได้ใช้มาตรการบังคับหรือสั่งลด-คืนค่าเทอมให้ชัดเจน

“เหมือนท่าน ก็ยังดื้อดึง ทำได้แค่ขอความร่วมมือ และตอบว่าไม่มีอำนาจ ถ้ามีอำนาจแล้วไม่อยากใช้ ก็ลาออกเลยครับ ผู้ปกครองเขาไม่ได้อยากได้เงินเดือน 3 เดือนของรัฐมนตรี ที่จะสละในช่วงโควิด-19 เขาอยากให้ใช้อำนาจที่มี สั่งลด-คืนค่าเทอมให้ชัดเจนเร็วที่สุด”ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในที่สุด

“สอบออนไลน์” เทอม 2/2563 ทุกกระบวนวิชาของม.รามคำแหง รับมือโควิด-19 รอบ 4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473901

“สอบออนไลน์” เทอม 2/2563 ทุกกระบวนวิชาของม.รามคำแหง รับมือโควิด-19รอบ4

11 กรกฎาคม 2564 – 17:35 น.

ม.รามคำแหงพร้อมจัดการสอบไล่เทอม2/2563 ในส่วนกลางรอบที่2 ในรูปสอบแบบออนไลน์ทุกกระบวนวิชา เพื่อให้นักศึกษาสามารถสำเร็จการศึกษาได้ตามกำหนด

ตามที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัสCOVID-19 หรือโควิด-19 ระลอก4ยังคงทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสฌคโรนา 2019 (ศบค.)ไม่อนุญาตให้สถานศึกษาใช้สถานที่ในการจัดการเรียนการสอนและการสอบ

รวมทั้งการจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มของบุคคลจำนวนมาก ประกอบกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ดำเนินการจัดสอบภาค2/2563 (ส่วนกลาง) ในรูปแบบสอบออนไลน์ ในรอบที่1ระหว่างวันที่5-18กรกฎาคม2564นั้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อาจรณ เชษฐสุมน รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) ให้สัมภาษณ์ว่า เพื่อไม่ให้นักศึกษาต้องเสียโอกาสทางการศึกษาและเพื่อให้ปฏิทินการศึกษาเดินหน้าต่อไป มหาวิทยาลัยเห็นควรปรับรูปแบบการสอบไล่ ภาค 2/2563 ในรอบที่2ให้เป็นการสอบออนไลน์ทุกกระบวนวิชาตามกำหนดเดิม (2-15ส.ค.64)โดยไม่มีการเลื่อนสอบอีก 

ขอให้นักศึกษาติดตามรายละเอียดการสอบออนไลน์แต่ละวิชาได้จากQR CODEหรือLink Lineกลุ่มของวิชาต่างๆ ซึ่งจะประกาศให้ทราบต่อไป จากเว็บ/เพจ ของคณะและมหาวิทยาลัย

 “จากการสอบไล่แบบสอบออนไลน์ในรอบที่1ที่ผ่านมา ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ แต่ละคณะสามารถจัดสอบได้ด้วยความเรียบร้อย ในส่วนของนักศึกษาก็มีความพึงพอใจในการสอบแบบออนไลน์ และมีนักศึกษาเข้าสอบในหลายๆวิชามากกว่าการมาสอบที่มหาวิทยาลัย สิ่งเหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยเชื่อมั่นว่าจะดำเนินการจัดสอบแบบออนไลน์ในรอบที่2 (2-15ส.ค.64)ได้อย่างราบรื่น แม้ว่าวิชาที่จัดสอบในรอบที่2ส่วนใหญ่มีนักศึกษาลงทะเบียนจำนวนมากก็ตาม” รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย กล่าว

รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยม.รามคำแหง  กล่าวอีกว่า แม้จะเป็นการจัดสอบแบบออนไลน์ แต่มหาวิทยาลัยก็คำนึงถึงคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาอย่างเข้มงวด เพราะการวัดผลและประเมินผลคือหัวใจสำคัญที่ทำให้คุณภาพบัณฑิตรามคำแหงเป็นที่เชื่อถือและได้รับการยอมรับจากสังคมตลอดระยะเวลา50ปีที่ผ่านมา

“ผมขอแนะนำให้นักศึกษา ศึกษาประกาศมหาวิทยาลัยรามคำแหง เรื่องแนวปฏิบัติสำหรับนักศึกษาในการเข้าสอบออนไลน์ และแนวปฏิบัติการสอบออนไลน์ของแต่ละคณะให้เข้าใจด้วย”รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัยม.รามคำแหง  กล่าว

 นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังเห็นควรปรับรูปแบบการจัดสอบของนักศึกษาส่วนภูมิภาค ในภาค2/2563ระหว่างวันที่28 – 29สิงหาคม และวันที่4 – 5กันยายน2564เป็นการสอบแบบออนไลน์ เช่นเดียวกับการสอบในส่วนกลาง ขอให้นักศึกษาติดตามรายละเอียดจากมหาวิทยาลัย คณะ และสาขาวิทยบริการฯ ต่อไป

“เรียนออนไลน์ทั้งปี” รับมือโควิด-19 อยู่อีกยาวนาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473891

“เรียนออนไลน์ทั้งปี” รับมือโควิด-19 อยู่อีกยาวนาน

11 กรกฎาคม 2564 – 16:30 น.

บอร์ดกพฐ. นัดทิ้งทวน ยอมรับโควิด-19 อยู่อีกยาวนานแนะครูต้องปรับวิธีสอน พัฒนาสมรรถนะดิจิทัล อาจจะต้องเรียนออนไลน์ทั้งปี

เมื่อยอมรับความจริงก็จะมองเห็นปัญหา เมื่อทราบปัญหาก็จะมองเห็นทางแก้ไข การพัฒนาสมรรถนะดิจิทัล (Digital Competency : DC) สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา และการปรับตัวชี้วัด ที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะของเด็ก มีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน หากยังใช้ตัวชี้วัดแบบเดิม ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ เพราะวิธีการจัดการเรียนการสอนได้เปลี่ยนไป

เมื่อวันศุกร์ที่ 9 กรกฎาคม 2564 ได้มีการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (บอร์ดกพฐ.) ครั้งที่ 7/2564 ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ โดยมี นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นประธาน(ประธานบอร์ดกพฐ.)ในการประชุม เพื่อหารือข้อราชการและติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)

ว่ากันว่า สพฐ. รายงานให้ที่ประชุมรับทราบ ในเรื่องของการจัดการเรียนการสอนในสถานการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เบื้องต้นคาดว่า ทุกโรงเรียนจะต้องจัดการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์หรือเรียนออนไลน์ทั้งปี ตลอดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

เชื่อว่าไม่สามารถเปิดสอนในโรงเรียนหรือ ON-SITE ได้ เพราะยังมีการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างหนัก จากนั้นจะประเมินสถานการณ์ เพื่อดูว่าจะสามารถเปิดเรียนภาคเรียนที่ 2 ได้หรือไม่

เป็นการยอมรับความจริงและเป็นการมองเห็นปัญหา ของผู้บริหารสพฐ. ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา

หลังจากนั้น นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานบอร์ดกพฐ. ได้กล่าวว่า ในที่ประชุม ได้พูดคุยกันถึงเรื่อง ระดับสมรรถนะดิจิทัล (Digital Competency : DC) สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระดับ คือระดับขั้นพื้นฐาน ขั้นกลาง และขั้นสูง

โดยขั้นพื้นฐานจะมี 3 ขั้น ขั้นกลาง 2 ขั้น และขั้นสูง 2 ขั้น รวมทั้งสิ้นเป็น 7 ขั้น และในแต่ละระดับต้องมีสมรรถนะที่จำเป็นใน 3 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะ และการประยุกต์ใช้

ทั้งนี้มีการกำหนดว่าในแต่ละระดับต้องมีสมรรถนะที่จำเป็นมากน้อยอย่างไร แล้วจึงยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับครูในปัจจุบันและครูในอนาคต อย่างเช่น คณะครุศาสตร์หรือคณะศึกษาศาสตร์ที่ผลิตครู ก็สามารถจัดเตรียมนักศึกษาที่เรียนทางด้านครูให้มุ่งเน้นเข้าไปสู่ทักษะดังกล่าวนี้ได้

และยังสามารถเข้ารับการทดสอบที่ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ (ศูนย์ HCEC) ของกระทรวงศึกษาธิการได้

นายเอกชัย ระบุว่า ในส่วนของการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ มีความกังวลในเรื่องของ ตัวชี้วัดประเมินผล ซึ่งต้องมาคุยกันว่าทำอย่างไร ที่จะให้ตัวชี้วัดเป็นตัวที่จำเป็นจริงๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะของเด็ก เพราะหากยังใช้ตัวชี้วัดแบบเดิมก็จะทำให้เกิดปัญหาได้

โดยครูจะต้องพยายามปรับเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนสอน เพราะปัญหาของการเรียนออนไลน์ตอนนี้ คือ การยกห้องเรียนไปไว้ที่บ้าน ซึ่งเป็นไปได้ยากที่จะให้เด็กมานั่งหน้าจอตลอดเวลาตั้งแต่ 08.00-12.00 น.

ที่ประชุมก็ได้เสนอว่า ครูอาจจะนำวิชาเดียวกันมาเรียนต่อเนื่องกันในครั้งเดียวไปเลย หรือในกรณีที่ครูสอนแล้วมีการอัดคลิปวิดีโออยู่แล้ว เด็กบางคนที่ไม่สะดวกเข้าเรียนในช่วงเวลานั้นๆ ก็สามารถเลือกเวลาเรียนที่ตัวเองสะดวกได้ จะทำให้เด็กมีแรงบันดาลใจในการเรียนมากกว่า

เป็นการเริ่มต้นที่ดี มาช้าดีกว่าไม่มา ผู้บริหารสพฐ. ควรเลิกมองการบริหารแบบองค์รวมได้แล้ว ควรจำแนก หน่วยงานและครู ออกตามระดับชั้นและภารกิจ ควรให้ความสำคัญกับหน่วยงานในสังกัดให้มากที่สุด ส่วนหน่วยงานในกำกับ ก็ควรปรับลดบทบาทให้เหมาะสม

เมื่อถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนก็ควรทำกับหน่วยงานในสังกัดสพฐ.ให้เรียบร้อยเสียก่อน หลังจากนั้นก็เอาผลที่ได้ไปปรับใช้กับหน่วยงานในกำกับ เช่น โรงเรียนประถมศึกษา โรงเรียนมัธยมศึกษา โรงเรียนเอกชน และสถานบันอาชีวะ มีความเหมือน มีความแตกต่าง และบริบทที่ไม่เหมือนกัน

การสั่งการใดๆ ควรจะจำแนกให้ชัดเจน เพราะทุกโรงเรียนมีความพร้อมไม่เหมือนกัน ไม่สั่งการแบบเติมคำในช่องว่างหรือแล้วแต่”ดุลพินิจ” ของผู้อำนวยการสถานศึกษาอีกต่อไป

การพัฒนาครูและนักเรียนให้มีสมรรถนะดิจิทัล (Digital Competency : DC)ก็เป็นสิ่งที่ควรเร่งรีบดำเนินการ เริ่มจากการวัดความสามารถของครูกับนักเรียนก่อนก็ได้ ไม่ใช่ไปเน้นที่การจัดหาอุปกรณ์และการใช้งบประมาณ

บทเรียนที่ผ่านมาในอดีตก็ทำให้เห็นอยู่ว่า การจัดหาอุปกรณ์ให้กับโรงเรียนเป็นการสูญเปล่าหากบุคลากรไม่ได้รับการพัฒนาควบคู่กันไป

ในเรื่องของ ตัวชี้วัดประเมินผล ทำอย่างไร ที่จะให้ตัวชี้วัด เป็นตัวที่จำเป็นจริงๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะของเด็ก ในรูปแบบการเรียนการสอนที่เปลี่ยนไป อะไรควรลด อะไรควรเพิ่ม สพฐ.ควรจะระดมนักวิชาการมาจัดทำในส่วนนี้ได้แล้ว ดีกว่าที่จะเน้นการประเมินติดตาม ที่หลายคนมองว่าเป็นการสร้างภาระให้กับ ครู และโรงเรียนในช่วงเวลาที่ที่มีความยุ่งยากและไม่เหมาะสม

สาระการประชุดนัดสั่งลาตำแหน่งประธานบอร์ดกพฐ.ของนายเอกชัย กี่สุขพันธ์ เชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้ถึงหู “ครูเหน่ง” ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)รับทราบและนำไปสู่มาตรการต่างๆในเวลาต่อมา

อย่าลืมว่า กระทรวงศึกษาธิการ โดยผู้บริหารสพฐ. เสียโอกาสมาไม่น้อยกว่า 2 ปีหลังเกิดการะแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 เชื่อว่าเริ่มปรับเปลี่ยนตอนนี้ก็ยังไม่สาย โควิดยังอยู่กับเราอีกนานการเรียนออนไลน์ทั้งปีจึงเป็นสิ่งที่ไม่อยู่เหนือความคาดหมาย นะขอบอกๆ

“ครูพี่โอ๊ะ” ขานรับแนวคิด นายกฯ-เสมา1 ประกาศสละเงินเดือน 3 เดือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473762

“ครูพี่โอ๊ะ” ขานรับแนวคิด นายกฯ-เสมา1 ประกาศสละเงินเดือน 3 เดือน

10 กรกฎาคม 2564 – 16:40 น.

“ครูพี่โอ๊ะ” ขานรับแนวคิด นายกฯ-เสมา1 ประกาศสละเงินเดือน 3 เดือน เพื่อนำไปจัดซื้อสื่อ-อุปกรณ์การเรียน-อุปกรณ์กันโควิด19

วันที่ 10 กรกฏาคม 2564 ครูพี่โอ๊ะ หรือ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯประกาศว่าจะไม่รับเงินเดือนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 3 เดือน ไปเมื่อวานนี้ และเช่นเดียวกับ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศธ. ที่ประกาศจะไม่รับเงินเดือน พร้อมนำเงินส่วนนี้ไปสมทบการช่วยเหลือกลุ่มเด็กนักเรียนทุนเสมอภาค ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ นั้น

“ครูพี่โอ๊ะจะขอสละเงินเดือนเป็นเวลา 3 เดือนเช่นกัน โดยทั้ง 3 รัฐมนตรีได้หารือและเห็นพ้องร่วมกัน ที่จะนำเงินส่วนนี้ไปสมทบเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่มีความขาดแคลนเป็นพิเศษ หรือที่เรียกว่า นักเรียนทุนเสมอภาค ซึ่งกระจายอยู่ทั่วทั้งประเทศ ตามฐานข้อมูลของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ครูพี่โอ๊ะ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดนครนายก ที่อยู่ในการกำกับดูแลของ พบว่ามีโรงเรียนที่ต้องการอุปกรณ์ป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 จำนวน 5 แห่ง

ได้แก่ โรงเรียนนายกวัฒนากรวัดอุดมธานี โรงเรียนโพธิวัฒน์พิทยา โรงเรียนนายกวัฒนากร (บ้านนา) โรงเรียนเหลียนหัว และโรงเรียนถาวรนิมิต ซึ่งจะได้นำเงินส่วนนี้ไปดำเนินการจัดซื้อและส่งให้กับโรงเรียนทั้ง 5 แห่งในเร็ว ๆ นี้

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ได้ร่วมกับนายชัยรัตน์ จำนงค์การ ที่ปรึกษา รมช.ศึกษาธิการ ทำการสำรวจข้อมูลความต้องการของโรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและพิจิตร เพื่อส่งมอบอุปกรณ์ป้องกันให้ต่อไปด้วย

ครูพี่โอ๊ะ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ ของใช้ที่จำเป็นต่อการป้องกันโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนเมษายน 2564 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็น หน้ากากอนามัย ทั้งในแบบทางการแพทย์ และแบบ N-95 เจลแอลกอฮอล์ล้างมือ เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิ ให้แก่บุคลากร ศธ. บุคลากรทางการแพทย์ ครูและนักเรียนในโรงเรียนและสถานศึกษาพื้นที่ปราจีนบุรี

อีกทั้งยังรวบรวมน้ำใจจากกลุ่มเพื่อนและเครือข่ายการทำงาน ภาคเอกชน เพื่อส่งมอบอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็นทางการแพทย์ อาทิ เครื่องควบคุมการให้สารละลายทางหลอดเลือดดำ (Infusion Pump) ให้แก่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และโรงพยาบาลประจำอำเภอในท้องที่ปราจีนบุรี อีกด้วย

“ทั้งหมดนี้เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการทำงานของบุคลากร ศธ. ตลอดจนแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้อง ที่ปฏิบัติงานต้านภัยโควิดอย่างเข้มแข็ง เพื่อก้าวข้ามสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน” รมช.ศึกษาธิการ กล่าวในที่สุด

ถ้าครูต้องโกหกผ่าน “แบบประเมิน” ความเสี่ยงโควิด แล้วใครจะพูดความจริง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473750

ถ้าครูต้องโกหกผ่าน “แบบประเมิน” ความเสี่ยงโควิด แล้วใครจะพูดความจริง

10 กรกฎาคม 2564 – 15:45 น.

ถ้าครูต้องโกหก แล้วใครจะพูดความจริง เมื่อหลายโรงเรียนอยู่ในพื้นที่สีแดงเข้มแต่เปิดเทอม จนเกิดภาพเศร้าเด็กและคุณครูติดเชื้อโควิด-19 เพียงเพราะการเมคแบบประเมินความเสี่ยงและตกอยู่ในวงวนของการเมือง

กำหนดการเปิดเทอมครั้งที่2 เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ไม่พร้อมเปิดเทอมก็ต้องพร้อมใช่มั้ย? ทำแบบประเมิน Thai stop covid+ ก็ต้องเมคให้เป็นสีเขียวใช่มั้ย ทั้งที่ในความเป็นจริงสถานะสีส้ม

เสียงสะท้อนจากโลกโซเชียล ผ่านเพจดัง “ครู STORY เรื่องราวของครูเล่าสู่กันฟัง” เป็นข้อความที่สะท้อนถึงวงการครู วงการศึกษาไทย ที่ตกอยู่ภายใต้วังวนของการเมือง อย่างไม่น่าเชื่อ

จนทำให้ครูขาดความน่าเชื่อถือ เคารพ ศรัทธา ไม่น่าเชื่อว่า “ครู” ในยุคที่เป็นผู้มีฐานะทางสังคมเป็น “ครูวิชาชีพชั้นสูง” จนต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เพื่อรับรองความเป็นครู

จะเทียบไม่ได้กับครูในยุคก่อนหน้าหรือที่เรียกว่า “ครูประชาบาล” เทียบไม่ได้ ครู ในยุคนั้น ไม่มีเงิน ไม่มีรถ ไม่มีบ้านหลังใหญ่ๆ หรือไม่มีแม้แต่ วิทยฐานะ หรือใบประกอบวิชาชีพ ก็สามารถเป็นครูที่ทุกคนเคารพนับถือได้อย่างภาคภูมิใจ

ย้อนกลับมาที่การประเมินความเสี่ยงของโรงเรียน ผ่านระบบ Thai stop Covid Plus (TSC) ตามเกณฑ์ 44 ข้อ ของกรมอนามัย ก่อนการเปิดเรียน สำหรับการประเมิน ในข้อ 1-20 ถ้าไม่ผ่านคือไม่ผ่านเลย ต้องทำให้ผ่านก่อน แต่ถ้าประเมินแล้วผ่าน ต้องดูพื้นที่ด้วยว่าอยู่ในพื้นที่สีแดงไหม โรงเรียนถึงจะเปิดทำการเรียนการสอนแบบ ON SITE ได้

จากการตรวจสอบข้อมูลผ่านเวบไซด์ดังกล่าว พบว่า โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เข้าทำการประเมิน จำนวน 38,980 โรงเรียน ผ่านเกณฑ์ (อยู่ในระดับสีเขียว) จำนวน 34,321 โรงเรียน

ในจำนวนนั้นมีโรงเรียนในพื้นที่สีแดงเข็ม เข้าทำการประเมิน 1,598 โรงเรียน และ ผ่านเกณฑ์เป็นสีเขียว จำนวน 1,347 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 84 ของโรงเรียนที่เข้ารับการประเมิน

นั้นหมายความว่ามีโรงเรียนในพื้นที่สีแดงเข้ม ร้อยละ 84 พร้อมที่จะเปิดเรียนแบบ ON SITE ในวันที่ 14 มิถุนายน ตามนโยบายของ ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยไม่สนเหตุผลและความเป็นจริง เพียงเพราะต้องการเอาใจนาย

ถ้าบุคลากรในอาชีพครู พร้อมที่จะโกหกทุกเวลา เพื่อเอาใจผู้มีอำนาจ แล้วครูจะสอนนักเรียนได้อย่างไร