“โรงเรียนชื่อดัง” ล็อกดาวน์โควิดประกาศ “ลดคาบเรียนออนไลน์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473741

“โรงเรียนชื่อดัง” ล็อกดาวน์โควิดประกาศ “ลดคาบเรียนออนไลน์”

10 กรกฎาคม 2564 – 14:55 น.

“โรงเรียนชื่อดัง” ล็อกดาวน์โควิดประกาศ”ลดคาบเรียนออนไลน์”เพื่อช่วยแบ่งเบา บรรเทาความเดือดร้อนทางด้านเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่าย ของผู้ปกครอง ช่วยลดความตึงเครียด และถนอมดวงตาของนักเรียนที่ต้องการเรียนผ่านระบบออนไลน์

หลังรัฐบาลโดยศบค.ประกาศล็อกดาวน์เป็นเวลา 14 วันในพื้นที่สีแดง 10 จังหวัด เพื่อลดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา(COVID-19) หรือโควิด-19 นั้น ล่าสุด โรงเรียนชื่อดัง สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้ออกมาตราการรับมือแล้ว  ตามประกาศดังนี้ 

ประกาศโรงเรียนวิทยานุกูลนารี

เรื่อง การลดคาบเรียนในการเรียนระบบทางไกล

ในสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา(COVID-19)

ด้วยโรงเรียนวิทยานุกูลนารีตระหนักถึงการเรียนระบบทางไกลของนักเรียน ในสถานการณ์

การแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา(COVID-19) ระลอกใหม่ จึงมีนโยบายปรับโครงสร้างเวลาเรียนตั้งแต่

สัปดาห์ที่ 7 (12 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะเปิดเรียนแบบ On-site) ดังนั้น โรงเรียนวิทยานุกูลนารี

จึงปรับลดจำนวนคาบเรียนในทุกรายวิชา ยกเว้นรายวิชาของครูต่างชาติ ดังนี้

1. วิชาเดิมที่เรียน 6 คาบต่อสัปดาห์ ปรับลดเป็น 4 คาบต่อสัปดาห์

2. วิชาเดิมที่เรียน 4 คาบต่อสัปดาห์ ปรับลดเป็น 3 คาบต่อสัปดาห์

3. วิชาเดิมที่เรียน 3 คาบต่อสัปดาห์ ปรับลดเป็น 2 คาบต่อสัปดาห์

4. วิชาเดิมที่เรียน 2 คาบต่อสัปดาห์ ปรับลดเป็น 1 คาบต่อสัปดาห์

5. วิชาเดิมที่เรียน 1 คาบต่อสัปดาห์ ปรับลดเป็น 1 คาบต่อสัปดาห์/เรียน 1 สัปดาห์เว้น 1 สัปดาห์

เพื่อช่วยแบ่งเบา บรรเทาความเดือดร้อนทางด้านเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่าย ของผู้ปกครอง ช่วยลด

ความตึงเครียด และถนอมดวงตาของนักเรียนที่ต้องการเรียนผ่านระบบออนไลน์ โดยให้ครูปรับลดคาบในตารางสอน

โดยเลือกคาบที่จะสอนพร้อมระบุวิธีการสอนใน Google Sheet ดัง QR code และลิงก์ที่แนบมานี้ โดยให้กรอกข้อมูล

ให้เสร็จสิ้นภายในวันเสาร์ที่ 10 ก.ค. 2564 ทั้งนี้เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่นักเรียนและทางราชการต่อไป

ประกาศ ณ วันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2564

(นายพัชริน ภู่ชัย)

ผู้อำนวยการโรงเรียนวิทยานุกูลนารี

ลิงก์ตารางสอน shorturl.at/gGLS5

จากการตรวจสอบในเบื้องต้นทราบว่า โรงเรียนดังกล่าว เป็นโรงเรียนชื่อดัง จัดการศึกษาระดับมัธยมศึกษา ในพื้นที่ อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 40 เปิดสอนในระดับมัธยมศึกษา ตั้งแต่มัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน จำนวน 2,630 คน 72 ห้องเรียน นับเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ และเป็นโรงเรียนชื่อดังของจังหวัดเพชรบูรณ์

“เสี่ยจ้อน” ตั้ง 2 ประธาน เชื่อม “เกษตร-ศึกษา” พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473661

“เสี่ยจ้อน”ตั้ง2ประธาน เชื่อม “เกษตร-ศึกษา” พัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง

9 กรกฎาคม 2564 – 20:15 น.

อลงกรณ์ พลบุตร ตั้ง ภูมิสรรค์-ดรุณวรรณ นั่งประธานคณะทำงาน Green Schoolและ Green College เชื่อม “เกษตร-ศึกษา” หวังขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมือง ที่อยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่งตั้งนายภูมิสรรค์ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์และนโยบาย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช)

และนางดรุณวรรณ ชาญพิพัฒนชัย โฆษกรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช) เป็นประธานคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในเมืองในพื้นที่โรงเรียน (Green School)และในพื้นที่วิทยาลัย (Green College)ตามลำดับ

ด้วยเล็งเห็นว่าการจะขับเคลื่อนการทำงานจำเป็นต้องผสานความร่วมมือและบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วน ในการใช้องค์ความรู้ที่มีของกระทรวงเกษตรฯ และเครือข่ายสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ 

รวมถึงผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาช่วยขับเคลื่อนการทำงานในรูปแบบแซนด์บ็อกซ์ (Sandbox)เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย และขยายผลในวงกว้างให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดในการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 นายภูมิสรรค์ และนางดรุณวรรณ ได้จัดให้มีการประชุมนัดแรกเพื่อหารือกับทีมที่ปรึกษาและคณะทำงานที่เกี่ยวข้องที่ประกอบไปด้วยทีมผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วน เพื่อร่วมวางหลักเกณฑ์ ในการขับเคลื่อนGreen SchoolและGreen College

ภูมิสรรค์-ดรุณวรรณ 

รวมถึงจะนำเอาแนวคิดด้านการบริหารจัดการน้ำโดยชุมชนตามเเนวพระราชดำริ การลดปริมาณฝุ่นควัน การเพิ่มพื้นที่สีเขียว สู่สมดุลธรรมชาติ และการคำนึงถึงการช่วยลดภาวะโลกร้อน มาผนวกกับการขับเคลื่อนเกษตรกรรมยั่งยืนไปพร้อมกันบนพื้นฐานการมีส่วนร่วมจากทุกองคาพยพ และวางเป้าหมายที่จะเริ่มลงมือทำให้เป็นรูปธรรมภายในระยเวลา 90 วัน นับจากการประชุมหารือในคราวแรก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะทำงานทั้งสองชุดท มี ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช มาเป็นประธานที่ปรึกษาฯ และจากทีมผู้เชี่ยวชาญอีกหลายท่าน อาทิ นายอรรถเศรษฐ์ เพชรมีศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดร.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ประธานมูลนิธิโลกสีเขียว อดีต ผอ.พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา

ผศ.ดร.สุภาภรณ์ เกียรติสิน หัวหน้ากลุ่มสาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการระบบสารสนเทศ ม.มหิดล ดร.วรดลต์ แจ่มจำรูญ หัวหน้าสวนพฤกษศาสตร์ภาคตะวันออก (เขาหินซ้อน) ดร.ปริเวท วรรณโกวิท หัวหน้าศูนย์วิศวกรรมสารสนเทศภูมิศาสตร์และนวัตกรรม (KGeo)นายเมธวิน อังคทะวานิช นางสาววชิรา พงศ์พยัคฆ์ นักสื่อสารมวลชน และตัวแทนจากมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่อีกหลายคนที่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มาร่วมเป็นคณะทำงาน

ทั้งนี้มีข้อสรุปจากการหารือที่เป็นสาระสำคัญคือ ประธานในที่ประชุมร่วมทั้ง 2 คณะ ได้มอบหมายให้มีการตั้ง อนุคณะทำงาน 2 ชุด ประกอบไปด้วย 1.อนุคณะทำงานยกร่างแผนปฏิบัติการรอบด้าน/ งบประมาณ

และ 2.อนุคณะทำงานการสื่อสารร่วมสมัย สู่เยาวชน เพื่อใช้เป็นกรอบหลักการในการคัดสรรสถานศึกษาต้นเเบบที่จะเข้าร่วมโครงการ และวางแนวทางในการดำเนินงานที่มีกรอบระยะเวลา และเป้าหมายที่ชัดเจน

วิกฤตโควิด-19 ในประเทศไทย: เราจะเลือกหนักไปหาเบา หรือ เบาไปหา (อาการ) หนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473638

วิกฤตโควิด-19 ในประเทศไทย: เราจะเลือกหนักไปหาเบา หรือ เบาไปหา(อาการ)หนัก

9 กรกฎาคม 2564 – 18:25 น.

วิกฤตโควิด-19 ในประเทศไทย: เราจะเลือกหนักไปหาเบา หรือ เบาไปหา(อาการ)หนัก บทความโดย ผศ. ดร. ชนวีร์ สุภัทรเกียรติ ,ผศ. ดร. ภัทเรก ศรโชติ,ผศ. ดร. ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คงเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยในขณะนี้ เข้าขั้นวิกฤต โดยในวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยได้ก้าวทะลุ 9,000 คนต่อวัน และ จำนวนผู้เสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ก้าวทะลุ 70 คนต่อวันไปแล้ว

คำถามสำคัญที่ทุกๆคนต้องการได้คำตอบอย่างเร่งด่วนคือ รัฐจะมีมาตรการในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตนี้อย่างไร

ในบทความนี้คณะผู้เขียน มีความตั้งใจที่จะนำเสนอข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวกับมาตรการต่างๆที่รัฐบาลทั่วโลกได้เคยใช้ในการรับมือกับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่จะทำให้เราเข้าใจว่าการรับมือกับการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในขั้นวิกฤตของประเทศไทยนั้น เราควรคำนึงถึงมาตรการใดบ้างและมีวิธีการเยียวยาอย่างไรบ้าง

“ล็อกดาวน์” แบบไหนถึงจะ “ล็อก” โควิด-19 ได้

มาตรการที่รัฐบาลในประเทศต่างๆนำมาใช้ในการควบคุมการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 นั้นมีอยู่หลายมาตรการและมีผลต่อประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาดแตกต่างกัน โดยอ้างอิงงานวิจัยของ Brauner และคณะ (2021) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science ซึ่งเป็นวารสารชั้นนำระดับโลกทางด้านวิทยาศาสตร์ และ Haug และ คณะ (2020) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Nature Human Behavior
 

ซึ่งเป็นวารสารชั้นนำระดับโลกอีกวารสารหนึ่ง ซึ่งได้ศึกษาและเปรียบเทียบมาตรการต่างๆที่แต่ละประเทศทั่วโลกใช้ในการลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 พบว่ามาตรการที่เน้นการเว้นระยะห่างทางสังคม การห้ามรวมกลุ่มของประชาชนที่เข้มขัน (เช่น ห้ามรวมกลุ่มเกิน 10 คน) การควบคุมการเดินทาง การปิดสถานศึกษา การปิดชายแดน และ การปิดธุรกิจส่วนใหญ่ยกเว้นแต่ที่มีความจำเป็นจริงๆ ให้ผลต่อการควบคุมการระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพและควบคุมได้รวดเร็วที่สุดในหลายประเทศ

ซึ่งทั้ง 2 งานวิจัยนี้เห็นตรงกันว่ามาตรการที่ได้ผลดีที่สุดในหลายประเทศคือการห้ามการรวมกลุ่มของประชาชนที่เข้มข้น ดังนั้น คณะผู้เขียนเสนอว่าในภาวะวิกฤตของไทยนี้ เราควรจะจำกัดการรวมกลุ่มในกิจกรรมที่ไม่จำเป็นไม่ให้เกิน 2 คน เหมือนที่เวียดนามกำลังทำอยู่ในขณะนี้เป็นเวลา 14 วัน (Viet Nam News 2021) เพราะจะทำให้การระบาดลดลงได้อย่างรวดเร็วที่สุด

“ล็อกดาวน์” แบบไหนคนถึงจะ “ไม่น็อก”

แม้ว่ามาตรการข้างต้นจะมีประสิทธิภาพสูงในการลดการระบาด แต่มาตรการเหล่านี้ก็มีผลกระทบในด้านเศรษฐกิจและทางสังคมอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อกลุ่มเปราะบาง และกลุ่มแรงงานหาเช้ากินค่ำ

ดังนั้นควรต้องคำนึงถึงมาตรการเสริมอื่นๆด้วย อาทิ การแจกจ่ายอาหาร วันละ 3 มื้อ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ประชาชนที่ต้องตกงาน โดยรัฐสามารถรับสมัครร้านอาหารเข้าร่วมโครงการทำอาหารแจกจ่ายให้แก่ประชาชนโดยงบประมาณของรัฐ ซึ่งร้านอาหารเหล่านี้ก็เป็นกลุ่ม

ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดอยู่แล้ว ซึ่งจะเป็นการต่ออายุธุรกิจร้านอาหาร เสมือนการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

โดยงบประมาณในโครงการนี้ ก็ไม่น่าจะมากกว่างบประมาณในโครงการเยียวยาอื่นๆที่รัฐเคยทำ อาทิ หากมีประชาชนรับอาหารประมาณ 10 ล้านคนต่อมื้อ ในกรณีล็อคดาวน์ 14 วันจะต้องมีค่าใช้จ่ายประมาณ 12,600 ล้านบาท (โดยคำนวณจากค่าอาหารมื้อละ 30 บาท)

ส่วนวิธีการเบิกจ่าย ร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการสามารถใช้ระบบของโครงการ “คนละครึ่ง” ที่รัฐบาลมีอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ประชาชนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ก็ให้รัฐมีมาตรการรองรับที่เหมาะสม อาทิ การเหมาจ่ายโดยคาดประมาณจำนวนประชาชนที่ไม่มีโทรศัพท์มือถือที่มารับอาหาร นอกจากนี้ การรับอาหารต้องมีการเว้นระยะห่างอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันการระบาด

“ล็อกดาวน์” ต้อง “ไม่ล็อกทิพย์”

ในภาวะวิกฤตการระบาดในประเทศไทยในขณะนี้ การใช้มาตรการควบคุมการระบาดที่เข้มข้นอย่างแท้จริงและทั่วถึง จะเป็นสิ่งที่ชี้ชะตาถึงผลสำเร็จในการรอดพ้นวิกฤตที่ถือว่ารุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

ที่ผ่านมาเราเห็นได้ว่า มาตรการควบคุมหลายมาตรการก็ไม่สามารถมีประสิทธิภาพได้อย่างแท้จริง อาทิ การเกิดการลักลอบนำแรงงานต่างชาติเข้าประเทศโดยไม่ผ่านจุดคัดกรองและกักตัว

เป็นที่น่าสังเกตว่าหลายประเทศ อาทิ ประเทศจีนสามารถควบคุมการระบาดได้ดี ทั้งที่มีพรมแดนธรรมชาติที่ยาวและยากต่อการควบคุมเป็นอย่างมาก สาเหตุหลักน่าจะเป็นเพราะว่า ประเทศจีนนั้นมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรการควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19

ดังนั้นแม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่จะปฏิบัติตามมาตรการควบคุมต่างๆอย่างเคร่งครัด แต่การกระทำของคนส่วนน้อยที่ไม่เคารพมาตรการควบคุมต่างๆ ก็สามารถเป็นชนวนไฟการระบาดให้ลุกลามเป็นไฟป่าเผาประเทศได้

ดังนั้นวิธีป้องกันคือการออกกฎหมายชั่วคราวที่เข้มข้นและเพิ่มโทษคนที่ละเมิดกฎหมายและมาตรการที่รัฐกำหนด

อ้างอิง

Brauner, J. M., Mindermann, S., Sharma, M., Johnston, D., Salvatier, J., Gavenčiak, T., … & Kulveit, J. (2021). Inferring the effectiveness of government interventions against COVID-19. Science, 371(6531).

Haug, N., Geyrhofer, L., Londei, A., Dervic, E., Desvars-Larrive, A., Loreto, V., … & Klimek, P. (2020). Ranking the effectiveness of worldwide COVID-19 government interventions. Nature human behaviour, 4(12), 1303-1312.

Viet Nam News (7 July 2021), HCM City to enforce lockdown measures starting July 9 amid worsening COVID-19 outbreak, https://vietnamnews.vn/society/988153/hcm-city-to-enforce-lockdown-measures-starting-july-9-amid-worsening-covid-19-outbreak.html

ด่วน ม.รามคำแหง “เร่งเยียวยา” นศ.ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานกิ่งแก้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473592

ด่วน ม.รามคำแหง “เร่งเยียวยา” นศ.ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานกิ่งแก้ว 

9 กรกฎาคม 2564 – 14:45 น.

รีบติดต่อด่วน ม.รามคำแหง “เร่งเยียวยา” ช่วยเหลือนักศึกษา-บุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้โรงงานกิ่งแก้ว 

นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยรามคำแหง(ม.ร.)ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุเพลิงไหม้ บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัด จังหวัดสมุทรปราการ ทั้งเรื่องการสอบออนไลน์ การประเมินความเสียหายของที่พักอาศัย และให้คำปรึกษาทางด้านกฎหมาย 

ล่าสุดมีความคืบหน้า เกี่ยวกับการเร่งเยียวยาช่วยเหลือนักศึกษาและบุคลากรของม.รามคำแหง แล้ว  โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า ตามที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงงานผลิตเม็ดโฟม บริษัท หมิงตี้เคมีคอล จำกัดตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2564 ส่งผลให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นจำนวนมาก

รวมทั้งนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงดังกล่าว มหาวิทยาลัยจึงเห็นควรให้เร่งเยียวยาและให้ความช่วยเหลือแก่นักศึกษาและบุคลากรเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น ดังนี้

 กรณีนักศึกษาที่ไม่สามารถดำเนินการสอบออนไลน์ ในภาคเรียนที่ 2/2563 ได้ (ระหว่างวันที่ 5 – 18 กรกฎาคม 2564) หรือต้องการการช่วยเหลือจากสถานการณ์ดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน ให้ติดต่อประสานงานไปยังคณะที่สังกัดเพื่อยื่นคำร้องเกี่ยวกับการสอบตามหมายเลขโทรศัพท์ ดังนี้

คณะนิติศาสตร์ โทร. 02-310-8178 , 02-310-8170 คณะบริหารธุรกิจ โทร.099-251-6651 คณะศึกษาศาสตร์ โทร.02-310-8315 คณะรัฐศาสตร์ โทร. 02-310-8466-7 คณะมนุษยศาสตร์ โทร. 02-310-8269, 089-205-7726 คณะเศรษฐศาสตร์ โทร. 02-310-8534 คณะวิทยาศาสตร์ โทร. 02-310-8427

คณะสื่อสารมวลชน โทร. 092-963-4380 คณะวิศวกรรมศาสตร์ โทร.02-310-8570-1 คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โทร.02-310-8933 คณะทัศนมาตรศาสตร์ โทร. 02-310-8906 คณะศิลปกรรมศาสตร์ โทร.02-310-8296 และคณะสาธารณสุขศาสตร์ โทร. 02-310-8928

 สำหรับบุคลากร ของ ม.ร.ที่ได้รับผลกระทบจากที่พักอาศัยความเสียหาย สามารถประสานงานกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ เพื่อเข้าไปสำรวจและประเมินความเสียหายในเบื้องต้น

นอกจากนี้ หากผู้ได้รับผลกระทบต้องการคำปรึกษาด้านกฎหมาย ขอให้ติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่ คณะนิติศาสตร์ โทร. 0-2310-8178 , 0-2310-8170

นักเคมี ม.มหิดล แนะอย่ากลัว “สารเคมี” แต่ควรเรียนรู้อยู่กับสารเคมี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473575

นักเคมี ม.มหิดล แนะอย่ากลัว “สารเคมี” แต่ควรเรียนรู้อยู่กับสารเคมี

9 กรกฎาคม 2564 – 13:05 น.

นักเคมี ม.มหิดล แนะอย่ากลัว “สารเคมี” แต่ควรเรียนรู้อยู่กับสารเคมี อย่างไรเพื่อให้ปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

สารเคมีอยู่รอบตัวเรา เราทุกคนต่างต้องใช้ชีวิตอยู่กับสารเคมีซึ่งเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น หากทุกคนได้เรียนรู้ที่จะประเมินความเสี่ยงจากอันตรายของสารเคมี จะทำให้อยู่กับสารเคมีได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

รองศาสตราจารย์ ดร.เอกสิทธิ์ สมสุข อาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า สารเคมีที่อยู่ในห้องปฏิบัติการ ส่วนใหญ่จะเก็บไว้เพื่อใช้ทดลองในปริมาณที่ไม่มาก จึงไม่เป็นอันตรายเท่าสารเคมีที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม

ซึ่งตามมาตรฐานความปลอดภัย จะต้องมีการประเมินความเสี่ยงของความอันตราย มีระบบที่ตรวจจับความอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น ที่สำคัญโรงงานที่ใช้สารเคมีอันตรายควรตั้งอยู่ในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรม และอยู่ห่างไกลจากเขตชุมชน

อุบัติเหตุโรงงานกิ่งแก้วอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น จากการทำปฏิกิริยาจนเกิดความร้อน และแรงดัน หรือมีการรั่วของแก๊สที่ทำให้ติดไฟ จนทำให้เกิดการระเบิด โดยได้มีการยับยั้งอุบัติเหตุด้วยการพยายามใช้โฟมในการดับไฟ และพยายามปิดวาล์วเพื่อทำให้สารเคมีออกสู่สิ่งแวดล้อมน้อยลง

จากนั้นทำให้อุณหภูมิของถังเก็บสารเคมีต่ำลงด้วยการหล่อเย็น เพื่อที่จะยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาที่ไม่คาดฝัน

รองศาสตราจารย์ ดร.เอกสิทธิ์ ได้แนะนำกรณีเกิดการระเบิดเพลิงไหม้จากสารเคมีอันตราย ในเบื้องต้นควรหลีกหนีสถานที่เกิดเหตุให้ไกลจากความอันตราย ควรหลีกเลี่ยงการสูดดมสารที่ระเหยออกมา อยู่ในที่ที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก

ไม่ใช้หน้ากากอนามัยซึ่งไม่สามารถป้องกันอันตรายจากการระเหยของสารเคมีได้ นอกจากนี้ หากสารเคมีโดนผิวหนังควรล้างด้วยน้ำสบู่ แต่ถ้าโดนดวงตาให้ล้างด้วยน้ำสะอาด และถ้าถึงกับเกิดอาการหมดสติควรรีบส่งพบแพทย์

“ในฐานะนักเคมี ไม่อยากให้ทุกคนกลัวสารเคมี แต่ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับสารเคมีด้วยความปลอดภัยทั้งชีวิตและทรัพย์สิน รู้จักการประเมินความเสี่ยงของความอันตราย เพื่อลดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างไม่คาดฝัน”รองศาสตราจารย์ ดร.เอกสิทธิ์  ระบุ

รองศาสตราจารย์ ดร.เอกสิทธิ์ ให้รายละเอียดอีกว่า ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการเปิดสอนรายวิชาความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการให้กับนักศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ปริญญาตรี ปริญญาโท ไปจนถึงปริญญาเอก

นอกจากนี้ยังได้มีการเตรียมความพร้อมให้กับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยมหิดลได้ลงทะเบียนเรียน MU LabPass ออนไลน์ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษาจริงในห้องปฏิบัติการ

“และก้าวต่อไปจะผลักดันให้เป็นหลักสูตรอบรมออนไลน์ระยะสั้น สำหรับประชาชนทั่วไป เพื่อเป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา ด้วยองค์ความรู้ที่มหาวิทยาลัยมหิดลพร้อมจะมอบให้ในฐานะที่เป็น ”ปัญญาของแผ่นดิน“ ตามปณิธานของมหาวิทยาลัยมหิดลต่อไปอีกด้วย” รองศาสตราจารย์ ดร.เอกสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ทำความรู้จัก “COVID-19 SCAN” นวัตกรรมชุดตรวจเชิงรุก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473482

ทำความรู้จัก “COVID-19 SCAN”  นวัตกรรมชุดตรวจเชิงรุก

8 กรกฎาคม 2564 – 20:05 น.

“COVID-19 SCAN” พร้อมลุยหาผู้ติดเชื้อทุกพื้นที่เสี่ยง นวัตกรรมชุดตรวจเชิงรุก รวดเร็ว แม่นยำ และย่อมเยา ผลงาน แพทย์จุฬาฯ

จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ที่ยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่องจากคลัสเตอร์ใหม่ในพื้นที่สีแดงเข้มหลายแห่งในหลายจังหวัดทั่วประเทศ คณะนักวิจัยนำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.สัญชัย พยุงภร ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จึงเร่งพัฒนานวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 “COVID-19 SCAN” ที่ใช้สะดวก รวดเร็ว ราคาไม่แพง ประสิทธิภาพความแม่นยำใกล้เคียงมาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข (Real-time PCR)

“สำหรับคนที่กังวลว่าตนอาจเสี่ยงติดโควิด-19 ถ้าเข้าโรงพยาบาล และขอตรวจแล้วแต่เขาไม่รับตรวจเนื่องจากไม่เข้าข่ายผู้มีความเสี่ยงสูงและไม่มีอาการร่วม คนกลุ่มนี้อาจเลือกใช้ชุดตรวจ COVID-19 SCAN ซึ่งตรวจได้ครอบคลุมและรวดเร็ว ทีมวิจัยจุฬาฯ ตั้งใจสร้างชุดตรวจนี้ขึ้นเพื่อบริการประชาชนทั่วไปให้เข้าถึงการตรวจได้สะดวกที่สุด” รศ.ดร.สัญชัย กล่าว

คุณสมบัติเด่นของนวัตกรรมชุดตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 COVID-19 SCAN เป็นการตรวจทางอณูชีววิทยา (Molecular Test) แบบเดียวกับ Real-time PCR ซึ่งใช้ตรวจได้ทั้งสิ่งส่งตรวจตัวอย่างจากระบบทางเดินหายใจ (Throat swab) และตัวอย่างน้ำลาย

ซึ่งการใช้ตัวอย่างน้ำลายมีข้อดีคือเก็บตัวอย่างสะดวกและตรวจพบเชื้อได้สูงภายใน 11 วันแรกที่มีอาการ ทั้งยังไม่ระคายเคือง (จากการเก็บตัวอย่าง) กว่าการ Swab จึงทำให้ตรวจได้บ่อยเท่าที่ต้องการ ระยะเวลาการตรวจใช้เวลาราว 90 นาที – 2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปริมาณตัวอย่าง

ชุดตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 COVID-19 SCAN จะตรวจโดยใช้กระบวนการสกัดสารพันธุกรรมและการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรมภายใต้อุณหภูมิเดียว

จากนั้นจึงตรวจหาสารพันธุกรรมจำเพาะด้วยระบบ CRISPR-Cas12a หากพบสารพันธุกรรมของเชื้อโควิด-19 เป็นผลบวก จะเกิดการเรืองแสงขึ้นภายใต้เครื่องกำเนิดแสงสีฟ้า (Blue light transilluminator) 

ประสิทธิภาพของ COVID-19 SCAN ในการวินิจฉัยทางคลินิกมีความจำเพาะ 100% ความไว 96.23% และความแม่นยำ 98.78% โดยใช้เครื่องมือไม่ซับซ้อนและใช้พื้นที่เก็บผลตรวจน้อย เหมาะกับโรงพยาบาลต่างจังหวัดและคลินิกทั่วไปที่ไม่มีเครื่อง Real-time PCR ราคาสูง

ขณะที่ประสิทธิผลของชุดตรวจทั้งสองได้ผลถูกต้องแม่นยำใกล้เคียงกัน เพราะฉะนั้น ชุดตรวจ COVID-19 SCAN จึงเหมาะสำหรับการออกตรวจเพื่อคัดกรองเชิงรุกนอกสถานที่อย่างเช่นในนิคมอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ดี ชุดตรวจดังกล่าวยังไม่อาจให้คนทั่วไปใช้งานได้เอง ยังคงต้องอาศัยบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในการตรวจ โดยมีค่าใช้จ่ายในการตรวจต่ำกว่าการตรวจด้วย Real-time PCR ประมาณ 50%

COVID-19 SCAN จึงเหมาะกับภารกิจตะลุยตรวจหาผู้ติดเชื้อโควิด-19 รวมทั้งในหน่วยงานทางการแพทย์ที่ต้องตรวจหาผู้ติดเชื้อเป็นประจำ เช่น หน่วยโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อตรวจคัดกรองบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยโรคไตก่อนเข้ารับการฟอกไต (hemodialysis) รวมทั้งศูนย์วิจัยโรคเอดส์และสภากาชาดไทยโดยใช้กับอาสาสมัครผู้ติดเชื้อ HIV ที่หน่วย HIV-NAT หลังได้รับวัคซีนป้องกันโรค COVID-19 เพื่อประเมินประสิทธิผลของวัคซีนในผู้ป่วย 

นอกจากนี้ยังใช้ประจำที่กลุ่มงานทันตกรรมเช่นที่โรงพยาบาลสันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เพื่อตรวจบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยก่อนเข้ารับการรักษาทันตกรรม

ชุดตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 “COVID-19 SCAN” ประชาชนทั่วไปไม่สามารถนำไปใช้เองได้ โรงพยาบาล หน่วยงานทางการแพทย์ หรือบริษัทที่สนใจชุดตรวจคัดกรองโรคโควิด-19 “COVID-19 SCAN”

ขอบคุณที่มา : http://www.covidscan.tech/

ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง “ครูธุรการ” ลูกจ้างนอก ม.33 ของกระทรวงศึกษาธิการ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/473443

ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง “ครูธุรการ” ลูกจ้างนอก ม.33 ของกระทรวงศึกษาธิการ

8 กรกฎาคม 2564 – 15:30 น.

ผลพวงจากนโยบายในอดีต ทำให้วันนี้ มีครูที่ไม่คิดว่าจะมีอยู่จริง “ครูธุรการ” ลูกจ้างนอก ม.33 ของกระทรวงศึกษาธิการ….บทวิเคราะห์โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียน หรือ ครูธุรการ ลูกจ้างกระทรวงศึกษาธิการที่เป็นมดงานในโรงเรียน จากคำอ้างที่ว่า “คืนครูให้นักเรียน” ด้วยค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีประกันสังคม ไม่มีค่าล่วงเวลา แถมยังต้องสามารถปฏิบัติงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตามที่นายจ้างสั่ง

เริ่มจาก ปี 2552 ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ คณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้อนุมัติหลักการโครงการ “คืนครูให้นักเรียน” โดยจัดหาบุคลากรมาปฏิบัติงานแทนครู จำนวน 23,277 อัตรา เป็นระยะเวลา 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2552 – 2555)

เพื่อให้ข้าราชการครูที่ต้องปฏิบัติงานอื่น ซึ่งไม่ใช่ภารกิจหลักในการพัฒนาผู้เรียนได้กลับไปปฏิบัติงานตามภารกิจหลัก คือ จัดกิจกรรมการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

โดยจัดหาบุคลากรทางการศึกษาอื่น (อัตราจ้าง) จำนวน 14,532 อัตรา มาปฏิบัติงานอื่นซึ่งไม่ใช่ภารกิจหลักในการพัฒนาผู้เรียน

ทั้งหมดปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน” ตำแหน่ง เจ้าหน้าที่ธุรการ

ต่อมาในปี 2562 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) แจ้งให้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขต ทราบว่า “ตาม พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 2563 สำนักงบประมาณ ได้แจ้งกรอบการจัดสรรงบประมาณ โดยไม่ได้จัดสรรเงินสมทบกองทุนประกันสังคม และให้ปรับวิธีจ้างลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน เป็นการจ้างเหมาบริการ” ทำให้สถานะของ เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียน หรือ ครูธุรการ เปลี่ยนไปทันที โดยไม่สามารถต่อรองหรือเจรจาใดๆ ได้ นอกจากก้มหน้ารับเอาไว้

สิ่งที่เปลี่ยนไปสำหรับคำว่า “ลูกจ้างเหมาบริการ” จะทำให้ไม่ได้รับสิทธิประกันสังคมและไม่มีเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตน หากจะลางานก็จะไม่ได้รับค่าจ้างในวันที่ลา ไม่ได้รับค่าตอบแทนเวลาปฏิบัติงานนอกเวลา และให้จ่ายค่าเงินประกันในการเข้างาน 5 % ของเงินเดือน เพื่อแสดงเจตนาว่า จะไม่ละทิ้งงาน

กลับมาที่ บทบาทและหน้าที่ของ เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนที่ระบุไว้ในสัญญาจ้าง มีการกำหนดขอบเขตของงานที่จ้างและงานที่รับผิดชอบไว้ ดังนี้

1. งานธุรการ สารบรรณ จัดเก็บเอกสาร หลักฐาน ทะเบียน และหนังสือราชการต่างๆ ทั้งระบบ e-office การทำลายเอกสาร

2. งานพัสดุ จัดลงทะเบียน คุมการเบิกจ่าย การจัดเก็บ รักษาดูแลความเป็นระเบียบเรียบร้อย

3. งานข้อมูลสารสนเทศ จัดระบบทะเบียน ระเบียนข้อมูล การสำรวจและบันทึกข้อมูล จัดทำรายงานข้อมูล จัดส่ง และรับข้อมูลในระบบ ICT

4. งานการประสานงาน การติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานส่วนราชการอื่นๆ ชุมชนและท้องถิ่น ให้บริการ แก่ ประชาชนหรือผู้มาขอรับบริการ หรือติดต่อราชการ

5. งานอื่นๆ ที่ผู้ว่าจ้างหรือผู้แทนมอบหมาย

นอกจากนั้น ได้มีการกำหนดข้อบังคับและระเบียบการทำงาน ดังนี้

1. ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติงานในวันและเวลาราชการ โดยต้องลงเวลาปฏิบัติงานทุกครั้ง ที่เข้าทำงานและเลิกงาน

2. ผู้รับจ้างต้องปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ เพื่อทำงานเร่งด่วนเป็นครั้งคราวตามระยะเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด

3. ผู้รับจ้างต้องเดินทางไปปฏิบัติงานนอกพื้นที่เป็นครั้งคราวตามระยะเวลาที่ผู้ว่าจ้างกำหนด

เท่าที่เห็นการกำหนดของข่ายงานเป็นไปกว้างๆ และไม่มีปริมาณงานที่ชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นไปตามที่ผู้จ้างกำหนด แม้กระทั้งเวลาปฏิบัติงานก็ไม่ชัดเจน แทบจะบอกได้ว่า ต้องพร้อมปฏิบัติงาน 24 ชั่วโมง

ต่อมาเกิดเหตุการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโลนา 2019 ( COVID-19) และมีการเยียวยา ให้กับผู้ประกันตน ตาม ม.33

ตามโครงการ ม.33 เรารักกัน ที่รัฐบาลจัดทำขึ้น เพื่อเป็นการเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม มาตรา 33 มีจำนวน 9.27 ล้านราย โดยการจ่ายเงินช่วยเหลือจำนวน 4,000 บาท ให้กับผู้ที่ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ม33เรารักกัน.com

สำหรับผู้ประกันตน ตาม มาตรา 33 คือ ลูกจ้างที่ทำงานให้กับนายจ้างที่อยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป หากอธิบายง่ายๆ ก็คือ ลูกจ้าง หรือพนักงานบริษัทเอกชนทั่วไป ถือเป็นผู้ประกันตนภาคบังคับตามพระราชบัญญัติประกันสังคม ที่นายจ้างต้องขึ้นทะเบียนให้ลูกจ้าง การจ้างเหมาไม่นับเป็นลูกจ้าง

ประเทศไทยมีจำนวนคนที่อยู่ในระบบประกันสังคมกว่า 16 ล้านคน ซึ่งเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 มากที่สุด คือประมาณ 11 ล้านคน

ในนั้นไม่มี เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียน (ครูธุรการ) รวมอยู่ด้วย จึงทำให้พลาดที่จะรับสิทธิ์ในการเยียวยา แม้จะปฏิบัติงานมานาน

ตลอดระยะเวลา 10 ปี ที่ เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียน (ครูธุรการ) ปฏิบัติงานในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งบทบาทที่เข้ามาในตอนแรกเหมือนจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาปฏิบัติหน้าที่เพื่อให้ครูได้ปฏิบัติการสอนได้อย่างเต็มที่ หรือการ “คืนครูให้นักเรียน”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป นอกจะไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีความมั่นคง กลับมีแต่ความลดทอนของลักษณะตำแหน่ง การหายไปของสวัสดิการ ค่าจ้างค่าแรงที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ และมีแนวโน้มว่าจะถูกเลิกจ้างในที่สุด เหมือนที่กระทรวงศึกษาธิการเคยทำกับ บุคลากรวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โครงการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กิจกรรมครูคลังสมอง อย่างไม่ใยดี

ขอยกตำแหน่ง กรรมกรไร้สวัสดิการ ให้กับ เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียน หรือครูธุรการ ทุกคน แม้ใครจะมองว่า ไร้ค่า ไม่มีความสำคัญ แต่อย่าลืมว่า ทุกคนมีส่วนในการสร้างอนาคตของชาติ มาตลอดระยะเวลา 10 ปี เป็นส่วนหนึ่งในความภูมิใจที่เด็กนักเรียนทุกคนเรียกเราว่า “ครู”

เปิดนโยบาย ‘ตรีนุช’ โควิดไม่ด่วน วัคซีนไม่รีบ เน้นสู่ความเป็นเลิศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/472980

เปิดนโยบาย ‘ ตรีนุช ‘ โควิดไม่ด่วน วัคซีนไม่รีบ เน้นสู่ความเป็นเลิศ

5 กรกฎาคม 2564 – 13:45 น.

อะไรที่ขาดหายไป เมื่อเปิดนโยบาย ‘ ตรีนุช เทียนทอง’ โควิดไม่ด่วน วัคซีนไม่รีบ เน้นสู่ความเป็นเลิศ บทวิเคราะห์โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

หลังมีการระบาดอย่างรุนแรงของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ติดต่อกันมา 3 ปี ไม่เคยปรากฏว่า กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มีการกำหนดแนวนโยบายที่ชัดเจน หรือมีการปรับเปลี่ยนการทำงาน ปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษา หรือปรับเปลี่ยนวิธีการสอน ที่ชัดเจนแต่อย่างใด ยังคงวนเวียนอยู่กับบทบาทเดิมๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : 

เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี “ตรีนุช” ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ

ด่วน..”ตรีนุช” กักตัวเอง 14 วัน หลังผู้เข้าร่วมแสดงความยินดีรับตำแหน่ง ติดโควิด

ล่าสุด ในวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ได้มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – 2565 ในยุค ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)

โดยยกหลักการและเหตุผลที่ว่า กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนา และเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

โดยเฉพาะแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็นการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ การพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย การพัฒนาช่วงวัยเรียน/วัยรุ่น การพัฒนาและยกระดับศักยภาพวัยแรงงาน รวมถึงการส่งเสริมศักยภาพวัยผู้สูงอายุ ประเด็นการพัฒนาการเรียนรู้ที่ตอบสนอง ต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 และพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย และประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้อง

มองข้ามในส่วนนโยบายหลักไปก่อน ย้อนมองมาที่นโยบายเร่งด่วน 7 ข้อ ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เรียกว่า นโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) 

นโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) มีดังนี้

1. ความปลอดภัยของผู้เรียน โดยจัดให้มีรูปแบบ วิธีการ หรือกระบวนการในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ มีความสุข และได้รับการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัยทั้งด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงการสร้างทักษะให้ผู้เรียนมีความสามารถในการดูแลตนเองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางสังคม

 2. หลักสูตรฐานสมรรถนะ มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายโดยยึดความสามารถของผู้เรียนเป็นหลัก และพัฒนาผู้เรียนให้เกิดสมรรถนะที่ต้องการ

3. ฐานข้อมูล Big Data มุ่งพัฒนาการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบและไม่ซ้ำซ้อน เพื่อให้ได้ข้อมูลภาพรวมการศึกษาของประเทศที่มีความครบถ้วน สมบูรณ์ ถูกต้องเป็นปัจจุบัน และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง

4. ขับเคลื่อนศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์ความเป็นเลิศทางการอาชีวศึกษา (Excellent Center) ตามความเป็นเลิศของแต่ละสถานศึกษาและตามบริบทของพื้นที่ สอดคล้องกับความต้องการของประเทศทั้งในปัจจุบันและอนาคต ตลอดจนมีการจัดการเรียนการสอนด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย สอดคล้องกับเทคโนโลยีปัจจุบัน

5. พัฒนาทักษะทางอาชีพ ส่งเสริมการจัดการศึกษาที่เน้นพัฒนาทักษะอาชีพของผู้เรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพและรายได้ที่เหมาะสม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

6. การศึกษาตลอดชีวิต การจัดเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย ให้มีคุณภาพและมาตรฐาน ประชาชนในแต่ละช่วงวัยได้รับการศึกษาตามความต้องการอย่างมีมาตรฐาน เหมาะสมและเต็มตามศักยภาพตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยชรา และพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมเพื่อเตรียม ความพร้อมในการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย

7. การจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ส่งเสริมการจัดการศึกษาให้ผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ สามารถดำรงชีวิตในสังคมอย่างมีเกียรติ ศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับผู้อื่นในสังคม สามารถช่วยเหลือตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ

คำว่า “เร่งด่วน” คือต้องปฏิบัติทันที หากไม่ปฏิบัติจะเกิดความเสียหาย และต้องเห็นผลในระยะเวลาอันสั้น ไม่น่าจะเกิน 3 เดือน จากการสังเกตพบ ในนโยบายระยะเร่งด่วน (Quick Win) ของกระทรวงศึกษาธิการที่ประกาศออกมา ไม่มีเรื่องการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ปรากฏให้เห็น ยังคงเป็นภาพมุมกว้าง ในเรื่องของ หลักสูตร ฐานข้อมูล Big Data การพัฒนาเทคโนโลยีและความเป็นเลิศ สบายๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

มีเพียง 1 ข้อ ที่กล่าวถึง ความปลอดภัยของผู้เรียน แต่ก็เป็นเรื่องของ การดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ มีความสุข และได้รับการปกป้องคุ้มครองความปลอดภัย ซึ่งน่าจะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และเป็นหน้าที่ของประเทศชาติที่จะต้องดูแลเยาวชน

ในสถานการณ์เช่นนี้ ควรอย่างยิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการจะต้องมีความเด็ดขาดและชัดเจน กล้าคิด กล้าเปลี่ยน เพื่อความอยู่รอด ไม่ใช่เน้นความเป็นเลิศ

ยกตัวอย่าง เช่น การเปิดเรียนในวันที่ 14 มิถุนายน ที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการมอบให้เป็นดุลพินิจของ ผู้บริหารสถานศึกษา ในการตัดสินใจเปิดเรียน และเลือกรูปแบบวิธีการจัดการเรียนการสอนที่มีไว้ให้อย่างจำกัด คือ ONLINE ON-AIR ON HAND และ ON SITE ผลก็ปรากฏอย่างที่เห็น มีหลายจังหวัดตัดสินใจปิดเรียนทั้งจังหวัด หลังเปิดเรียนได้ไม่กี่วัน เพราะมีครู นักเรียนและผู้ปกครองติดโรคโควิด19

ทำให้สรุปได้ว่า ที่ผ่านมา ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ไม่เข้าใจการศึกษา เข้าไม่ถึงกระทรวงศึกษาธิการปฏิบัติตัวเหมือนผู้เข้าชมนิทรรศการเท่านั้น เชื่อทุกอย่างที่ข้าราชการนำเสนอ ไม่เปิดกว้างในการรับฟัง ไม่กล้าคิด ไม่กล้าตัดสิน ไม่กล้ารับผิดชอบ การมอบหมายให้ผู้ปฏิบัติใช้ดุลพินิจในทุกเรื่อง

แม้ว่าที่ผ่านมาจะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด แต่ก็ควรที่จะรีบแก้ไข อย่าเอาแต่ เปิดงาน แถลงข่าว เยี่ยมชมให้กำลังใจไปวันๆ รีบทำงานในหน้าที่ก่อนที่จะมีใครประกาศ คนหาย หรือก่อนที่จะมีคนถามว่า เขาแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่แล้วหรือยัง เพราะ “มี” ก็เหมือน “ไม่มี”

ยังไม่สายนะ ศธ.ตั้ง “ศบค.ศธ.” หน่วยเฝ้าระวังติดตามเชิงรุกในระดับพื้นที่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/472432

ยังไม่สายนะ ศธ.ตั้ง “ศบค.ศธ.” หน่วยเฝ้าระวังติดตามเชิงรุกในระดับพื้นที่

30 มิถุนายน 2564 – 19:35 น.

ศธ.ตั้ง “ศบค.ศธ.” หน่วยเฝ้าระวังติดตามเชิงรุกในระดับพื้นที่ เพื่อประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดได้อย่างแม่นยําและรวดเร็ว และให้ความช่วยเหลือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดและในกํากับที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดอย่างเต็มที่ เด็กทุกคนต้อง

วันที่ 30 มิถุนายน 2564 ดร.อัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ. ครั้งที่ 12/2564 เพื่อหารือข้อราชการและโครงการต่างๆ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : หลอกครูและคนทั้งประเทศ ‘เลื่อนการเปิดเทอมทิพย์’ อีกแล้ว

ที่ สพฐ. กำลังดำเนินการ อาทิ งบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีแห่งการเรียนรู้ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-จิตอาสา มาตรฐานโรงเรียนสิ่งแวดล้อมศึกษา โรงเรียนคุณภาพ การเรียนแบบ Active Learning การใช้งานระบบ e-Saraban การปรับระบบการประเมินผลการศึกษาและการประกันคุณภาพ การบริหารความเสี่ยง และระบบการลงเวลาปฏิบัติราชการ เป็นต้น โดยมีผู้อำนวยการสำนักต่างๆ และบุคลากร สพฐ. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า การประชุมวันนี้ได้มีการรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพื่อสามารถเตรียมการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แก่นักเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พร้อมทั้งติดตามนิเทศการจัดการเรียนการสอนหลังจากเปิดภาคเรียนที่ 1/2564 เพื่อรับทราบว่าหลังจากเปิดเทอมแล้วมีปัญหาอุปสรรค ข้อเสนอแนะ หรือมีส่วนใดที่สามารถช่วยเหลือแก้ไขได้ โดยสถานศึกษาสามารถเลือกใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานใน 5 รูปแบบ ตามความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ 

ยกเว้นสถานศึกษาในพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด หรือพื้นที่สีแดงเข้ม ให้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนเฉพาะรูปแบบทางไกลเท่านั้น ได้แก่ ON-LINE, ON-AIR, ON-DEMAND, และ ON-HAND ผ่านทางไปรษณีย์ พร้อมกับปฏิบัติตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร เด็กทุกคนต้องไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้

นอกจากนี้ ในส่วนของการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ภายในสถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 กระทรวงศึกษาธิการ (ศบค.ศธ.)

ซึ่งการตั้ง ศบค.ศธ.เพื่อเป็นศูนย์ดําเนินการร่วมระหว่างหน่วยงานภายในกระทรวงศึกษาธิการ ในการบริหารจัดการ เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดได้อย่างแม่นยําและรวดเร็ว

โดยใช้ ศบค.ศธ. ในการวางแผนการดําเนินงานเชิงรุกในระดับพื้นที่ได้อย่างทันสถานการณ์ และให้ความช่วยเหลือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดและในกํากับของกระทรวงศึกษาธิการที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดอย่างเต็มที่

สิ่งสำคัญที่ครูและนักเรียนต้องตระหนักในตอนนี้คือการประเมินตนเองผ่านแอปพลิเคชั่น Thai Save Thai ไทยประเมินเซฟไทย ครัวเรือนปลอดภัย ที่ทำงานไร้โควิดหากประเมินแล้วพบว่ามีความเสี่ยงสูงให้ไปพบแพทย์และไม่ต้องมาสถานศึกษา

พร้อม 6 มาตรการหลักที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มแข็ง ได้แก่

1.การคัดกรอง : มีมาตรการคัดกรอง วัดไข้และอาการเสี่ยง ก่อนเข้าสถานศึกษา 2.การสวมหน้ากากอนามัย : สวมใส่หน้ากากอนามัย หรือหน้ากากผ้า ตลอดเวลาเมื่ออยู่สถานศึกษา

3.ล้างมือให้สะอาด : ให้มีจุดบริการล้างมือด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์เจล อย่างเพียงพอ 4.Social Distancing : จัดให้มีการเว้นระยะห่างทางสังคม อย่างน้อย 1-2 เมตร 5.ทำความสะอาดสม่ำเสมอ : ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสที่มีการใช้ร่วมกันบ่อย และ 6.ลดความแออัด : ไม่จัดกิจกรรมที่มีการสัมผัสร่วมกัน ในกรณีเรียนในห้องแอร์ ให้ปิดแอร์ และระบายอากาศทุก 2 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อย

พร้อมหรือไม่พร้อม “14 มิถุนายน” นี้ เปิดเรียนแน่นอน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/470237

พร้อมหรือไม่พร้อม “14 มิถุนายน” นี้ เปิดเรียนแน่นอน

12 มิถุนายน 2564 – 20:05 น.

กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันเปิดเรียนตามกำหนดการเดิม 14 มิถุนายน 2564 เน้นย้ำ ‘โรงเรียน’ ต้องเลือกรูปแบบการสอนที่ปลอดภัย ‘ ไม่บังคับ’ ว่าต้องมาจัดการเรียนในสถานที่ของโรงเรียน

หากไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลง กระทรวงศึกษาธิการ ยืนยันเปิดเรียนตามกำหนดการเดิม 14 มิถุนายน 2564 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เราจะคิดและจะเรียนแบบไหนดี “ตรีนุช” ตั้งคำถามผอ.เขตทั่วประเทศ

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า การเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ของสถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ยังคงเป็นไปตามกำหนดการเดิมในวันที่ 14 มิถุนายน 2564

โดยสถานศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้หลายรูปแบบตามแนวทางที่ได้เคยประกาศไป 5 รูปแบบ ได้แก่ ON-SITE, ONLINE, ON-AIR, ON-DEMAND และ ON-HAND

ทั้งนี้ สถานศึกษาแต่ละแห่งจะใช้การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบใดนั้น ต้องขึ้นอยู่กับความปลอดภัยของผู้เรียนและผู้สอนเป็นสำคัญ ซึ่งสถานศึกษาจะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 และหากสถานศึกษาใดต้องการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ ON-SITE หรือเป็นการเรียนที่โรงเรียน จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดในพื้นที่นั้น ๆ

จากการตรวจสอบในพื้นที่ บางจังหวัดประกาศพร้อมเปิดเรียน ON-SITE ถึงร้อยละ 90 โดยผู้สื่อข่าวได้ติดต่อเข้าสัมภาษณ์ศึกษาธิการจังหวัดดังกล่าว ทางศึกษาธิการจังหวัดให้ข้อมูลว่า โรงเรียนในจังหวัดของตนพร้อมที่จะทำการเปิดเรียนเต็มรูปแบบ ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการเตรียมความพร้อมมาตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายน

ด้วยการร่วมมือกับโรงพยาบาลตำบล สาธารณสุขอำเภอ ฝ่ายปกครอง ในการประเมินความพร้อมของแต่ละโรงเรียน ในการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในโรงเรียน เบื้องต้นได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบพร้อมให้คำแนะนำ ก่อนที่จะรวบรวมข้อมูลเสนอที่ประชุม สบค.จังหวัด เพื่อพิจารณาต่อไป

ตามที่ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ข้อมูลไว้ก่อนหน้านี้ หากสถานศึกษาใดต้องการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ ON-SITE จะต้องได้รับการอนุญาตจากผู้ว่าราชการจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดในพื้นที่นั้น ๆ

ซึ่งจังหวัดดังที่ศึกษาธิการจังหวัดให้ข้อมูล ปรากฏว่า ยังไม่มีการประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อของจังหวัด หรือประกาศจากทางผู้ว่าราชการจังหวัดให้เปิดเรียนแต่อย่างใด ทำให้เห็นได้ว่า ในระดับปฏิบัติแม้จะเป็นหน่วยงานระดับจังหวัดก็ยังขาดการประสานงานและขอบข่ายของอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่อยากรับผิดชอบ เป็นผลจากการสังการที่ไม่ชัดเจนของหน่วยงานต้นสังกัดด้วย

พอมาหน่วยงาน ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกว่า จะต้องตัดสินใจในการเปิดภาคเรียนของสถานศึกษา ให้เหมาะสมกับแต่ละบริบท ของแต่ละพื้นที่ เพราะความเสี่ยงในการแพร่ระบาดไม่ได้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ หากพื้นที่ใดสามารถจัดการเรียนการสอนตามปกติได้ ก็ไม่ควรจำกัดสิทธิ์ หรือลดโอกาสในการเรียนรู้ของเด็ก แต่ถ้าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง หากต้องจัดการเรียนการสอนขึ้น จะต้องมีการเลือกรูปแบบที่มีความปลอดภัยให้แก่ทั้งผู้เรียนและผู้สอนอย่างสูงสุด

เป็นการสั่งการแบบ ‘เอาแต่ได้ ไม่ยอมเสีย’ ทำให้ผู้ปฏิบัติตัดสินใจได้ลำบาก โดยเฉพาะปัจจุบัน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นเพียงหน่วยประสานในพื้นที่เท่านั้น ไม่มีบทบาทในการตัดสินใจ เพราะโครงสร้างการบริหารแบบศูนย์รวมอำนาจ อยู่ที่ศึกษาธิการจังหวัดเพียงที่เดียว จึงทำให้เกิดเหตุการณ์แบบที่เห็น

หลายโรงเรียนที่เปิดเรียนในวันที่ 14 มิถุนายน เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนเดินทางมาจากหลายพื้นที่ หลายตำบล ยกตัวอย่าง เช่น โรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ หรือโรงเรียนดังในจังหวัดที่บางครั้งมีนักเรียนเดินทางมาจากต่างอำเภอและเดินทางไปกลับทุกวัน

แม้ว่าโรงเรียนจะดำเนินมาตรการป้องกันได้ดีเพียงใด แต่ข้อจำกัดเรื่องของรถรับส่งนักเรียนก็ยังทำให้มีความเสี่ยงสูงในระหว่างการเดินทาง อย่างเช่น ภาพที่เห็นทั่วไปที่นักเรียนเบียดกันเต็มรถแล้วมาลงรถที่น่าโรงเรียนแล้วก็เว้นระยะห่างหลังจากที่เบียดกันมาบนรถตลอดระยะทางที่เดินทางมาโรงเรียน

โรงเรียนเอกชนต่างๆ ทั้งในตัวอำเภอและตัวจังหวัด ที่ไม่จำกัดเขตพื้นที่รับผิดชอบ และมีนักเรียนมาจากทุกตำบลในอำเภอ ก็เป็นอีกกลุ่มที่น่าเป็นห่วง รวมทั้งโรงเรียนรัฐบาลที่มีขนาดใหญ่ มีนักเรียนจำนวนมาก จำนวนนักเรียนต่อชั้นเรียนมากกว่า 30 คนต่อชั้นเรียน หากต้องจัดการเรียนแบบ ON-SITE กันจริงๆ ก็น่าเป็นห่วง

ยังพอมีเวลากับการตัดสินใจที่ชัดเจน จาก รมว.ศึกษาธิการ แบบฟันธงกันชัดๆ ไม่ต้องใช้ดุลยพินิจ เพราะตอนนี้หลายหน่วยงานสับสน หวาดระแวง ไม่อยากรับผิดชอบ และกระแสส่วนใหญ่จากผู้ปกครอง ยังไม่ต้องการให้เปิดเรียน โดยเฉพาะในระดับปฐมวัยที่นักเรียนยังไม่สามารถดูแลตัวเองได้

เหมือนว่า ผู้มีอำนาจ จะเล่นกับกระแสมากกว่าความเป็นจริง ข้อมูลที่ท่านได้รับต่างกับข้อมูลในพื้นที่ ราวฟ้ากับเหว มีอะไรบังตา รมว.ศึกษาธิการ ไว้หรือเปล่า หรือมีใครกำลังหลอกท่านเพื่อผลประโยชน์ มีเวลาว่างอยากให้ท่านแอบหลบข้าราชการรอบๆ ตัวท่าน มารับรู้ข้อมูลที่แท้จริงที่โรงเรียนในต่างจังหวัดบ้าง เพราะท่านเน้นย้ำบ่อยๆ ว่า ท่านเป็นเด็กต่างจังหวัด

แม้กระทั้งเรื่องของการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับครูและบุคลากรทางการศึกษา ท่านก็ชื่นชมและติดตามเฉพาะในกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมนำตัวเลขมาอ้างว่า ครู กทม. ร้อยละ 70 ได้รับวัคซีนแล้ว  อย่าลืมว่ากทม.ไม่ใช่ประเทศไทย ที่ต่างจังหวัดครูทุกคนตั้งตารอวัคซีนจากท่าน เปิดเรียนวันที่ 14 มิถุนายน นี้ ‘ครูต่างจังหวัดยังไม่มีแม้แต่คิวในการฉีดวัคซีน’