พิษโควิด-19 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนศ.และผู้ปกครอง ‘ม.รามคำแหง’ ปรับลดค่าหน่วยกิต ภาค 2/2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/457539

พิษโควิด-19 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนศ.และผู้ปกครอง ‘ม.รามคำแหง’ ปรับลดค่าหน่วยกิต ภาค 2/2563

พิษโควิด-19 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนศ.และผู้ปกครอง 'ม.รามคำแหง' ปรับลดค่าหน่วยกิต ภาค 2/2563

5 กุมภาพันธ์ 2564 – 21:46 น.

พิษโควิด-19เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนศ.และผู้ปกครอง ‘ม.รามคำแหง’ ปรับลดค่าหน่วยกิต ภาค 2/2563 ทั้งนักศึกษาปริญญาตรี นักศึกษาพรีดีกรี และระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 10-20%

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.รามคำแหง) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 รอบใหม่ ในขณะนี้ ทำให้หลายฝ่ายได้รับผลกระทบรวมทั้งนักศึกษา ม.รามคำแหง จึงเห็นควรพิจารณาให้ความช่วยเหลือเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของนักศึกษาและผู้ปกครอง 

โดยจะลดค่าลง ทะเบียนเป็นรายหน่วยกิต ในภาค 2 ปีการศึกษา 2563 สำหรับนักศึกษาทุกระดับชั้น ทั้งนักศึกษาส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และสาขาวิทยบริการฯต่างประเทศ คือปรับลดค่าลงทะเบียนเป็นรายหน่วยกิตลง 20% สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติ นักศึกษาพรีดีกรี 

และนักศึกษา ม.รามคำแหง สาขาวิทยบริการฯต่างประเทศ และลดค่าลงทะเบียนเป็นรายหน่วยกิตลง 10% สำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา (ปริญญาโทและปริญญาเอก) รวมทั้งนักศึกษาปริญญาตรีโครงการศึกษาภาคพิเศษ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยมีจำนวนไม่เกิน 24 หน่วยกิต สำหรับระดับปริญญาตรี และไม่ เกิน 12 หน่วยกิต สำหรับบัณฑิตศึกษา

ทั้งนี้ ไม่รวมหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนโดยคณะที่อยู่ในกำกับของมหาวิทยาลัย “มหาวิทยาลัยรามคำแหงขอมีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย เพื่อช่วยเหลือนักศึกษาและขอเป็นกำลังใจให้พวกเราร่วมมือกัน เพื่อให้สามารถผ่านพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปด้วยกัน” รักษาราชการแทนอธิการบดี ม.รามคำแหง  กล่าวในตอนท้าย

พิษโควิด-19 เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของนศ.และผู้ปกครอง 'ม.รามคำแหง' ปรับลดค่าหน่วยกิต ภาค 2/2563

‘King’s Bangkok’ แชร์ประสบการณ์ 10 เคล็ดลับการเรียนออนไลน์ด้วยมาตรฐานระดับโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/456342

‘King’s Bangkok’แชร์ประสบการณ์ 10 เคล็ดลับการเรียนออนไลน์ด้วยมาตรฐานระดับโลก

'King's Bangkok'แชร์ประสบการณ์ 10 เคล็ดลับการเรียนออนไลน์ด้วยมาตรฐานระดับโลก

25 มกราคม 2564 – 18:08 น.

‘King’s Bangkok’แชร์ประสบการณ์ 10 เคล็ดลับการเรียนออนไลน์ด้วยมาตรฐานระดับโลกด้วยคณะครูคุณภาพที่มุ่งมั่นให้เด็กมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่อง และดูแลสุขภาวะของครอบครัว ร่วมเป็นส่วนหนึ่งช่วยยกระดับการศึกษาไทยในระดับสากล

– ครูทุกคนทำงานด้วยความมุ่งมั่นทุ่มเทที่จะบรรลุเป้าหมายในการสร้างบรรยากาศการเรียนออนไลน์ที่ต่อเนื่อง สนุก และเต็มที่เหมือนที่โรงเรียน ผสานกับองค์ความรู้การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ระดับนานาชาติของ King’sCollege Schoolที่อังกฤษและจีน 

– ใส่ใจนักเรียนรายบุคคล เข้าอกเข้าใจพ่อแม่ อำนวยความสะดวกด้วยอุปกรณ์IT ทันสมัยอีกทั้ง ในกรณีเด็กเล็กชั้น Pre-nursery และ Nurseryสามารถขอหยุดเรียนโดยยกเว้นค่าเทอมช่วงที่หยุดได้

– จากการสำรวจผู้ปกครองในการเปิดการเรียนการสอนในเทอมที่ผ่านมา100% เห็นพัฒนาการของลูกและสัมผัสได้ถึงความสุขที่ลูกมาโรงเรียน และ 99.4% ของผู้ปกครองให้คะแนนคุณภาพการสอนอยู่ในระดับดีถึงดีเยี่ยม

โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ (King’s College International School Bangkok)เผยแนวทางและผลตอบรับที่ดีจากการเรียนรู้แบบLearning From Homeที่เน้นย้ำแนวคิด ‘Inquisitive Mind คือการมีจิตใจใฝ่รู้ตลอดเวลา’ให้การเรียนรู้ของเด็กจะไม่หยุดในช่วงโควิด-19 ถึงแม้โรงเรียนจะปิดตามประกาศภาครัฐ ด้วยองค์ประกอบสำคัญ คือ คุณภาพของครูทุกคนที่มีหัวใจอันยิ่งใหญ่ที่มีเป้าหมายในการทำให้ลูกศิษย์มีการเรียนรู้และพัฒนาการต่อเนื่องอย่างมีความสุขที่สุด ร่วมกับการเอาใจใส่เข้าอกเข้าใจข้อกังวลต่างๆ ของผู้ปกครอง ผสานกับการนำเอาองค์ความรู้ในการใช้World-class Online Learning Platformที่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ในมาตรฐานเดียวกันที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติมาแล้ว โดยผลตอบรับดีเกินคาด โดยทั้งผู้ปกครอง ครูและนักเรียนรู้สึกมีความสุขกับการเรียนออนไลน์
พร้อมทั้งมุ่งมั่นต่อยอดความสำเร็จของการเปิดการเรียนการสอน โดย 99.4% ของผู้ปกครองให้คะแนนคุณภาพการเรียนการสอนที่คิงส์คอลเลจกรุงเทพอยู่ในระดับดีถึงดีเยี่ยม และทั้ง 100% ตอบว่าเห็นพัฒนาการของลูกและสัมผัสได้ถึงความสุขที่ลูกมาโรงเรียน

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สาคร สุขศรีวงศ์ ประธานบริหารโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพกล่าวว่า“King’s Bangkok มีการทำงานใกล้ชิดกับ King’s Wimbledon โรงเรียนแม่มาโดยตลอด และครั้งนี้เราโชคดีที่ยังได้ทำงานใกล้ชิดกับแคมปัสอีกสองแห่งในจีนเพื่อแชร์องค์ความรู้ในการใช้World-class Online Learning Platform ที่สามารถจัดการเรียนการสอนได้ในมาตรฐานเดียวกันที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติมาแล้ว อย่างไรก็ตาม การจะทำการเรียนออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จนั้น นอกจากจะต้องมีเป้าหมายและองค์ความรู้ที่ดีแล้วKing’s Bangkok ยังมีครูคุณภาพสูงที่มีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม ทั้งนี้ โรงเรียนมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้คิงส์คอลเลจกรุงเทพเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่ดีที่สุดในเอเชีย และร่วมแบ่งปันความรู้พร้อมประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนแก่สังคมเพื่อยกระดับการศึกษาไทย”

'King's Bangkok'แชร์ประสบการณ์ 10 เคล็ดลับการเรียนออนไลน์ด้วยมาตรฐานระดับโลก

การจัดการเรียนออนไลน์ในครั้งนี้ ครูของเราทุกคนวัดความสำเร็จและมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือ ความสุขและสนุกของทั้งนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ทั้งสามฝ่ายจะต้องทำงานเป็นทีมเดียวกัน เรามีเป้าหมายที่ชัดเจนมากคือ ต้องการให้นักเรียนของเรามี Inquisitive Mind คือการมีจิตใจใฝ่รู้ตลอดเวลา ดังนั้นพัฒนาการของพวกเขาต้องไม่สะดุด เราไม่ต้องการให้ COVID-19 มาเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ หรือทำให้พวกเขาเรียนรู้สิ่งที่ควรจะได้เรียนรู้ช้ากว่าที่ควรจะเป็น”ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. สาคร กล่าว

มร. ธอมัส บานยาร์ด ครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ กล่าวว่า“การจัด Online Learning ครั้งนี้ตั้งอยู่บนกระบวนการทำความเข้าใจไม่เพียงเด็กแต่ยังรวมถึงพ่อแม่ด้วยโดยพยายามอำนวยความสะดวกให้ครอบครัวมากที่สุด อาทิ การจัดหาอุปกรณ์ ICT ที่จำเป็นและวัสดุอุปกรณ์อื่นเพื่อลดภาระของผู้ปกครอง เรามีความเข้าอกเข้าใจถึงข้อกังวลต่างๆ ของผู้ปกครอง บางครอบครัวมีลูกหลายคน และหากจะต้องดูแลลูกทุกคนในการเรียนออนไลน์ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น เราจึงตัดสินใจช่วยกันลดภาระผู้ปกครองในระดับชั้นที่เราเชื่อว่าคุณพ่อคุณแม่สามารถจัดสรรเวลาในการส่งเสริมพัฒนาการของลูกได้ก่อนกลับมาเรียนให้พัฒนาการของเด็กไม่สะดุด ทางโรงเรียนจึงได้ตัดสินใจให้นักเรียนชั้น Pre-nursery และ Nursery สามารถขอหยุดเรียนได้โดยไม่ต้องเสียค่าเทอมในช่วงที่หยุดไปส่วนในกลุ่มที่เรียนออนไลน์นั้น เรามุ่งมั่นที่จะต่อยอดการเรียนการสอนที่เราได้ปูพื้นฐานไว้อย่างดี ซึ่งทั้งทีมคุณครูตลอดจนผู้บริหารและพนักงานของเรา มีเป้าหมายเดียวกันในการทำให้เด็กๆ ได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งอย่างมีความสุข ตามปรัชญา ‘A Great Heart Takes You Further’ ตามวิถีของ King’sBangkok ทั้งนี้ ขอชื่นชมบุคลากรครูของเราที่มีคุณภาพในมาตรฐานระดับโลก ที่มีความมุ่งมั่นเพื่อลูกศิษย์ และพ่อแม่ทุกท่านที่ทุ่มเทเต็มร้อยและตอบรับสนับสนุนทุกความตั้งใจของเรา จึงทำให้การจัดการเรียนการสอนไม่ว่าจะสอนที่โรงเรียนหรือสอนออนไลน์ที่บ้านสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ”

'King's Bangkok'แชร์ประสบการณ์ 10 เคล็ดลับการเรียนออนไลน์ด้วยมาตรฐานระดับโลก

มิสเฮเลน เซิร์ล หัวหน้าครูระดับ Pre-prep โรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ กล่าวว่า “ถึงจะจัดการเรียนออนไลน์ แต่เป้าหมายของเรายังเหมือนเดิมคือยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง เด็กๆ ยังคงได้รับความใส่ใจเช่นเดียวกับเวลาที่พวกเขามาโรงเรียน โดยหลังจากเริ่มเรียนออนไลน์ เราได้รับคำชมจากผู้ปกครองที่มีความพึงพอใจ และตัวเด็กๆ เองก็รู้สึกสนุกกับกิจกรรมต่างๆ ที่ทางโรงเรียนจัดเตรียมให้ หัวใจสำคัญของความสำเร็จ คือการทำความเข้าใจถึงโอกาสและความท้าทายอย่างชัดเจน การเสียสละของครูและความทุ่มเทของโรงเรียนที่ผนวกกับความตั้งใจของพ่อแม่ การสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องและสื่อสารกับทุกฝ่ายเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทั้งพัฒนาการของเด็กและความสุขของครอบครัว”
10 เคล็ดลับการเรียนออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพที่ King’s Bangkokที่ให้ประโยชน์แก่เด็กๆ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้ชมคลิปแนวทางการเรียนแบบคิงส์คอลเลจได้ที่ Link Youtube: https://youtu.be/Ee2zBjQIs8s

1.    เปิดใจรับฟัง เข้าใจปัญหา มีความยืดหยุ่น
เนื่องด้วยแต่ละครอบครัวมีเงื่อนไขและความต้องการไม่เหมือนกัน โรงเรียนจึงต้องเปิดใจรับฟังและตั้งคำถามถึงสิ่งที่เป็นปัญหาของการเรียนรู้ของเด็กและความต้องการของพ่อแม่ก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้เกิดความเข้าใจและสามารถสร้างระบบการเรียนออนไลน์มีประสิทธิภาพสูงสุด

2.    กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องโดยยังรักษาความสุขของทุกคนในครอบครัว
สถานการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ปกติ โรงเรียนจึงควรกำหนดรายละเอียดในการสอนออนไลน์โดยมุ่งเน้นทั้งการพัฒนาการเด็กอย่างต่อเนื่องและให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุขไปพร้อมๆ กัน โดยหลีกเลี่ยงการดำเนินการใดๆ ที่อาจก่อให้เกิดความเครียดทั้งต่อเด็กและผู้ปกครอง

3.    Sharing คือสิ่งสำคัญ 
เน้นการ Sharing องค์ความรู้และประสบการณ์จากบุคลากรภายในและภายนอกโรงเรียนเพื่อตอบสนองความต้องการของนักเรียนและผู้ปกครองได้อย่างแท้จริง

4.    ทลายข้อจำกัดในทุกๆ ด้าน
โรงเรียนควรพยายามทำความเข้าใจในข้อจำกัดต่างๆ อาทิ เครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการเรียน และลดความยุ่งยากในการจัดหาของผู้ปกครอง ทั้งในเรื่องอุปกรณ์ IT การสอนวิธีการใช้งาน และการจัดหาวัสดุอุปกรณ์ในการเรียนสำหรับเด็กๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เด็กๆ ได้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีที่สุด และเป็นการลดภาระของผู้ปกครอง

5.    การสอนสดมากที่สุดแม้จะต้องทำงานหนักมากขึ้น
สิ่งสำคัญคือการให้เด็กเป็นศูนย์กลางทั้งหมดของการออกแบบการเรียนรู้ และเด็กๆ จะใส่ใจพร้อมเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อได้รับการอธิบายจากครูเป็นกลุ่มเล็กๆ ดังนั้น โรงเรียนจึงควรแบ่งห้องเรียนใหญ่เป็นห้องย่อย เพื่อให้สามารถสอนสดและสามารถสร้างความมีส่วนร่วมไปจนถึงรู้ได้ถึงพัฒนาการนักเรียนของเขาได้อย่างใกล้ชิดยกตัวอย่างเช่น ที่ King’s Bangkok คุณครูจะต้องทำงานหนักมากเนื่องจากต้องสอนในบทเรียนเดิมๆ ถึง 3-4 รอบ และยังจะต้องตรวจการบ้านทุกคนภายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กๆ จะได้รับการดูแลที่สามารถพัฒนาพวกเขาได้จริงๆ

6.    สร้างสภาพแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ 
การทำให้เด็กๆ รู้สึกเหมือนตอนอยู่โรงเรียนจะช่วยให้กระตือรือร้นในการเรียนรู้ ยกตัวอย่างที่ King’s Bangkok ให้เวลาในช่วงการเข้าเรียนและเวลาเลิกเรียนเป็นเวลาที่ทำให้เด็กๆ ได้มาเจอครู เจอเพื่อน และมีปฏิสัมพันธ์เฉกเช่นเดียวกับเวลาที่มาโรงเรียน นอกจากนี้ ยังมีการให้เด็กๆ ลุกมาแต่งตัวตอนเช้า และในช่วงต่างๆ ก็จะมีครูใหญ่แวะเวียนมาทักทายในแต่ละชั้นเรียนออนไลน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายกับเมื่อเด็กๆ ได้มาโรงเรียน

7.    เน้นสร้างความสมดุลย์ 
เพื่อช่วยลดผลกระทบของการอยู่หน้าจอที่นานเกินไป และตระหนักถึงภาวะกดดันที่อาจจะเกิดจากความเปลี่ยนแปลงต่อเด็กๆ ดังนั้น คุณครูจึงจำกัดระยะเวลาในการเรียนให้เป็นไปตามวัยที่สมควร และให้มีช่วงเวลาที่นักเรียนได้หยุดจากจอเพื่อไปทำกิจกรรมอื่นๆ ก่อนกลับมาเรียนต่อในชั้นเรียนออนไลน์ เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กๆ จะไม่ต้องรับความกดดันจนเกินไป 

8.    การอยู่หน้าจอต้องท้าทายและแปลกใหม่
เด็กๆ อาจจะมีความเบื่อหน่ายกับสิ่งต่างๆ ดังนั้น เมื่อต้องให้พวกเขาเรียนรู้ผ่านหน้าจอ คุณครูของเราจึงต้องทุ่มเทและคิดค้นวิธีการเรียนที่น่าสนใจมากขึ้นไปทุกวัน ตัวอย่างเช่น แผนกกีฬาที่ผลิตสื่อวีดีโอใหม่ในทุกวัน แม้การพัฒนาร่างกายส่วนต่างๆจะมีมาตรฐานที่ถูกกำหนดมาแล้ว แต่ก็เพื่อให้เด็กเกิดความสนุกในการติดตามชมและออกกำลังกายนอกจากนี้ โรงเรียนยังต้องการสร้างการมีส่วนร่วมให้เกิดขึ้นในเด็กๆ จึงมีการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งกิจกรรมระหว่าง House เป็นต้น 

9.    รักษาสภาพจิตใจทั้งครูและนักเรียน 
ในสถานการณ์เช่นนี้ ทุกคนย่อมต้องการกำลังใจ ดังนั้น เราจึงหมั่นให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะคุณครูเองที่ต้องทำงานหนักกว่าปกติหลายเท่าตัว โรงเรียนจึงจัดสวัสดิการและกิจกรรมต่างๆ ให้คุณครูและนักเรียนได้ร่วมสนุกและผ่อนคลายไปด้วยกัน ซึ่งเมื่อคุณครูมีความสุขแล้ว ก็จะส่งผลให้สิ่งที่ถ่ายทอดไปยังนักเรียนเป็นไปได้ด้วยดี 

10.    เน้นการประเมินผลและสื่อสาร 
โรงเรียนจัดให้มีทั้งแบบสอบถามออนไลน์ มีการประเมินผลความพึงพอใจ รวมถึงเปิดช่องทางต่างๆ เพื่อการเรียนรู้และนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพ พร้อมทั้งสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอ 

ทั้งนี้ทางโรงเรียนพร้อมเปิดรับสมัครนักเรียนชั้น Pre-nursery ถึง Year 10ในปี 2564และจะเปิดเพิ่มเติมจนครบถึง Year 13 ในปีต่อๆ ไป สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือยื่นใบสมัครที่www.kingsbangkok.ac.th หรือ โทร. 02-481-9955

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อโรงเรียนนานาชาติคิงส์คอลเลจกรุงเทพ
http://www.kingsbangkok.ac.th
info@kingsbangkok.ac.th
02 481 9955

'King's Bangkok'แชร์ประสบการณ์ 10 เคล็ดลับการเรียนออนไลน์ด้วยมาตรฐานระดับโลก

เสมา 1 รื้อ-ยกเครื่องบิ๊กดาต้ากระทรวง รวมทุกแท่งศธ. บริหารฐานข้อมูลหนึ่งเดียว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/456301

เสมา 1 รื้อ-ยกเครื่องบิ๊กดาต้ากระทรวง รวมทุกแท่งศธ. บริหารฐานข้อมูลหนึ่งเดียว

เสมา 1 รื้อ-ยกเครื่องบิ๊กดาต้ากระทรวง รวมทุกแท่งศธ. บริหารฐานข้อมูลหนึ่งเดียว

25 มกราคม 2564 – 12:53 น.

“ณัฏฐพล” ร่วมประชุมกับผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดวางแผนการจัดเก็บระบบข้อมูลของหน่วยงานในสังกัดอย่างเป็นระบบลดความซ้ำซ้อนในขั้นตอนการเก็บข้อมูลบริหารฐานข้อมูลเป็นหนึ่งเดียวเป้าหมายเพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการบริหารงานและการจัดสรรงบประมาณ

25 มกราคม 2564  นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในกระทรวงศึกษาธิการ เกี่ยวกับการบริหารจัดการฐานข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า หน่วยงานต่างๆ ของกระทรวงศึกษาธิการมีข้อมูลที่จำเป็นอยู่แล้วประมาณ 90% ซึ่งที่ผ่านมามีการบริหารจัดการข้อมูลแบบไซโล หรือเป็นแท่งๆ ขณะเดียวกันอาจไม่มีการสื่อสารระหว่างกันถึงความต้องการอย่างเข้มข้น การจัดเก็บและใช้ประโยชน์จากข้อมูล จึงไม่ได้คำนึงถึงความต้องการของหน่วยงานอื่นๆ

“ผมมองว่าเรื่องของข้อมูลเป็นกระดุมเม็ดแรกของการจัดสรรงบประมาณ ที่ผ่านมาบางทีเราอาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ เพราะความไม่มั่นใจในข้อมูลของกระทรวง แต่ขณะนี้ได้นำ 7 หน่วยงานที่มีข้อมูลของกระทรวงมารวมกัน และมอบหมายให้ทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญในการประมวลความจำเป็นและความต้องการของข้อมูล เพื่อการบริหารจัดการ มาลงรายละเอียดในการปฏิบัติงาน เพื่อให้บอกความต้องการที่ชัดเจนว่าเราอยากเห็นข้อมูลอะไร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลครู นักเรียน หรือบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งหากมีการเพิ่มเติมความต้องการเข้ามา เชื่อว่าจะมีข้อมูลได้ครบถ้วน และจะทำให้มีการขับเคลื่อนดีขึ้น”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวว่า ตนเคยกล่าวไว้ตั้งแต่เมื่อเข้ามารับหน้าที่ว่า กระทรวงศึกษาธิการมีข้อมูลครบ แต่ขาดการเชื่อมต่อเป็นแดชบอร์ดเพื่อประโยชน์ในการตัดสินใจ  ทั้งนี้อาจมีการเพิ่มเติมข้อมูลที่จำเป็นอีกส่วนหนึ่งสำหรับฝ่ายบริหารที่ต้องการ เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการรองรับการบริหารจัดการแนวทางใหม่ของกระทรวงศึกษาธิการ 

“เราอยากมีฐานข้อมูลของครูกับนักเรียนที่เป็นส่วนสำคัญก่อน มีสมุดพกของนักเรียน สมุดพกหมายถึงความคืบหน้าในแต่ละชั้นเรียนที่ต้องติดตัว ติดตาม ตัวเองไปตลอด ถามว่าวันนี้เด็กที่เรียนโรงเรียนดังๆ ในกรุงเทพฯ อาจจะมาจากต่างจังหวัด จริงๆ แล้วเราต้องให้เห็นว่าตั้งแต่ ป.1 เขามีทักษะ มีพรสรรค์อะไร หรือมีความชอบอะไร ณ วันนี้เมื่อมาอยู่ในระดับมัธยมฯ แล้ว เราตอบโจทย์ในเรื่องพรสรรค์ของเขาหรือความต้องการของเขาหรือไม่ หรือเขาโดนบังคับด้วยค่านิยมที่ทำให้ต้องมาเรียนทางใดทางหนึ่ง อันนี้ผมยกตัวอย่าง”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว 

สำหรับข้อมูลของคุณครู นายณัฎฐพลกล่าวว่า ในอนาคต ทุกๆ ความก้าวหน้าของคุณครู หรือเรื่องของการพัฒนาตนเองก็สามารถอยู่ในสมุดพกของครูได้ โดยไม่ต้องทำวิทยฐานะเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้การทำงานหลายอย่างง่ายขึ้น 

อีกส่วนหนึ่งคือการลดการบันทึกข้อมูลเข้าระบบ ซึ่งจากที่สัมผัสด้วยตนเอง วันนี้คุณครูที่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำๆ กันหลายครั้ง บางครั้งเป็นข้อมูลที่มีอยู่แล้ว แต่เมื่อหน่วยงานอื่นนอกกระทรวงศึกษาธิการต้องการ หรือร้องขอมา แต่อาจจะเป็นรูปแบบที่แปลกแตกต่างจากของกระทรวงศึกษาธิการก็เลยต้องทำกันใหม่ 

“วันนี้ผมว่าคงไม่ได้แล้ว ถ้าเกิดไม่รับในแบบฟอร์ม หรือในแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการ ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะให้ข้อมูล ยกตัวอย่าง ความสูง น้ำหนักของนักเรียน ถ้าหากว่าเราวัดกันปีละ 3 ครั้งก็น่าจะเพียงพอ ไม่ใช่ว่าเวลาหน่วยงานไหนมาทำกิจกรรมกับโรงเรียนในกระทรวง ก็ต้องกรอกข้อมูลนี้ใหม่ ทำให้มีความซับซ้อนและเสียเวลา” นายณัฏฐพลกล่าว และว่า การบริหารฐานข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการที่ดีนี้ น่าจะทำให้เกิดการขับเคลื่อนเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่คล่องตัวมากขึ้น และผลสะท้อนที่สำคัญคือจะช่วยในการบริหารจัดการงบประมาณในอนาคต 

ทั้งนี้ หน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการที่มีการเก็บข้อมูลของครู นักเรียน และบุคลากรทางการศึกษา   7 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (กคศ.) และคุรุสภา เป็นต้น 

นายณัฏฐพล ย้ำว่า ในกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ จะมีการประชุมอีกครั้ง เพื่อสรุปความคืบหน้า ภายหลังจากได้มอบหมายให้คณะทำงานได้หารือร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อตรวจสอบความต้องการ และความครบถ้วนของข้อมูลที่จำเป็น

“มทรส.” เปิดหลักสูตรดีเพื่อการมีงานทำ “นักพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/455891

“มทรส.” เปิดหลักสูตรดีเพื่อการมีงานทำ”นักพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย”

"มทรส." เปิดหลักสูตรดีเพื่อการมีงานทำ"นักพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย"

21 มกราคม 2564 – 09:28 น.

“มทรส.” เปิดหลักสูตรดีเพื่อการมีงานทำ”นักพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย” เพื่อรองรับตลาดแรงงานด้านนี้

21 มกราคม 2564 นายธีรพล  ขุนเมือง อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทรส.) เปิดเผยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันโลกของเรามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่ว่าจะเป็นด้านความเป็นอยู่ วิธีการดำเนินชีวิต และที่สำคัญยังรวมถึงด้านอาชีพด้วย ที่มีการเปลี่ยนแปลงไปตามแทรนด์โลก

"มทรส." เปิดหลักสูตรดีเพื่อการมีงานทำ"นักพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย"

ซึ่งจากข้อมูลจากหลายสำนักทั้งองค์กรภาครัฐและเอกชน  ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าอาชีพด้านเทคโนโลยี ถือได้ว่าเป็นอาชีพที่กำลังต้องการของของตลาดแรงงานเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้คิดค้นแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้ และที่สำคัญต้องตามแทรนด์โลก ที่มีการเปลี่ยนผ่านจากระบบอะนาล็อกสู่ระบบดิจิทัล ให้ทันอีกด้วย ดังนั้นในทุกส่วนจึงจำเป็นที่จะต้องมีบุคลากรด้านนี้เป็นส่วนสำคัญ ในการขับเคลื่อนองค์กรให้ดำเนินงานไปอย่างราบรื่น และบรรลุเป้าหมาย สภามหาวิทยาลัย มทรส. จึงได้ให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2564 เปิดหลักสูตรใหม่ เพื่อรองรับตลาดแรงงานด้านนี้ เพื่อให้ผู้เรียนมีความมั่นใจว่าเมื่อจบจากการศึกษาแล้ว สามารถมีงานทำอย่างมั่นคง โดยเปิดหลักสูตร “เทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย (ต่อเนื่อง)” ในปีการศึกษา 2564 โดยจะเปิดสอนตั้งแต่ภาคการศึกษา  ที่ 1 ปีการศึกษา 2564 เป็นต้นไป ซึ่งจัดการเรียนการสอน ณ ศูนย์ มทรส. นนทบุรี    

"มทรส." เปิดหลักสูตรดีเพื่อการมีงานทำ"นักพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย"

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า วิชาบังคับของหลักสูตรนี้ ได้แก่ การผลิตสื่อดิจิทัล การผลิตกราฟิกสำหรับสถานการณ์จำลอง ดิจิทัลมีเดียอุปกรณ์เคลื่อนที่ เกมกีฬาอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีเสมือนจริง และปัญญาประดิษฐ์สำหรับเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย พร้อมทั้งมีวิชาเลือกอีกหลายวิชา อาทิ การพัฒนาโปรแกรมประยุกต์บนเว็บ การผลิตคอร์สแวร์เพื่อการศึกษา การประยุกต์ใช้ดิจิทัลมีเดียสำหรับการตลาด การประยุกต์ใช้ดิจิทัลมีเดียสำหรับสื่อสังคมออนไลน์ การผลิตงานด้านเทคนิคพิเศษ การผลิตแอนิเมชัน 3 มิติ และการประยุกต์ใช้ดิจิทัลมีเดียสำหรับวิทยาศาสตร์กายภาพ  ซึ่งเมื่อจบการศึกษาแล้วสามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย เช่น นักพัฒนาสื่อดิจิทัล นักพัฒนาสื่อเสมือนจริง นักพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลมีเดีย นักวิชาการการศึกษา และนักพัฒนาเกมและแอนิเมชัน เป็นต้น โดยจะรับนักศึกษาที่จบ ปวส.ทุกสาขาวิชา จึงมั่นใจได้ว่า    ผู้จบจะสามารถมีงานทำ อย่างมั่นใจเพราะมีตำแหน่งงานรองรับจำนวนมาก ผู้สนใจติดต่อได้ที่ อาจารย์ภิญญาพัชญ์ฯ โทร. 0925519356  LineID : namenOOn หรือ E-mail : comnon@tmutsb.ac.th 

ม.มหิดล ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของประเทศไทย 3 ปีซ้อน จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/455810

ม.มหิดล ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของประเทศไทย 3 ปีซ้อน จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก

ม.มหิดล ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของประเทศไทย 3 ปีซ้อน จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก

20 มกราคม 2564 – 14:17 น.

ม.มหิดล ได้อันดับที่ 1 ของประเทศไทยต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ISC World University Rankings 2020 โดย Islamic World Scientific Citation Center สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน

ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ Islamic World Scientific Citation Center สาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ได้ประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ISC World University Rankings 2020 โดย มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เป็นอันดับที่ 1 ของประเทศไทยต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน นับตั้งแต่มีการจัดอันดับตั้งแต่ปีค.ศ.2018 – ปัจจุบัน โดยเป็นการจัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลกที่มีความโดดเด่นในด้านงานวิจัยและนวัตกรรม

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ม.มหิดล ได้ที่ 1 ของไทย ในภาพรวม และ ด้านวิจัย

จากการจัดอันดับครั้งนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ในอันดับที่ 401 – 450 จาก 2,000 อันดับของโลก ซึ่งมีมหาวิทยาลัยของประเทศไทยติดอันดับจำนวน 13 แห่ง โดยมหาวิทยาลัยมหิดลมีคะแนนนำจากตัวชี้วัดด้านการวิจัย ร้อยละ 60 ด้านการศึกษา ร้อยละ 10 ด้านกิจกรรมนานาชาติ ร้อยละ 15 และด้านนวัตกรรม ร้อยละ 15 โดยใช้ข้อมูลในการประเมินจากฐานข้อมูล InCites ของ Clarivate Analytics และ Web of Science และฐานข้อมูลด้านนวัตกรรมจาก US Patent and Trademark Office

ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลได้ตั้งเป้าหมายสู่ 1 ใน 100 มหาวิทยาลัยโลกภายในปีพ.ศ.2573 ซึ่งการที่จะบรรลุเป้าหมายนั้นได้จะต้องมุ่งพัฒนาคุณภาพงานวิจัยและนวัตกรรมโดยอาศัยปัจจัย 3 ประการ คือ คนเก่ง ทุนดี และการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกในแต่ละกระดานมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน เราต้องเข้าใจกติกา และพิจารณาถึงปัจจัยที่เรามีอยู่ก่อน จึงจะสามารถเข้าไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมได้

การมุ่งแต่เร่งผลิต โดยไม่ได้ใส่ใจในเรื่องคุณภาพเท่าที่ควร คือ สาเหตุสำคัญที่ทำให้งานวิจัยด้อยลง ซึ่งผลกระทบจากการอ้างอิงงานวิจัย (Research Citation Effect) จะเป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุด ทั้งหมดนี้เริ่มต้นได้จากการปลูกฝัง mindset ที่ถูกต้องและเหมาะสมแก่นักวิจัย และส่งเสริมระบบพี่เลี้ยงนักวิจัย (Mentoring System) ให้เข้มแข็งและยั่งยืน โดย มหาวิทยาลัยมหิดล ยังคงยึดมั่นในการผลิตงานวิจัยและนวัตกรรมที่มีคุณภาพ ในฐานะที่เป็น “ปัญญาของแผ่นดิน”  ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ กล่าวทิ้งท้าย

ม.มหิดล ขึ้นแท่นอันดับ 1 ของประเทศไทย 3 ปีซ้อน จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก

ข่าวโดย ฐิติรัตน์ เดชพรหม  นักประชาสัมพันธ์ (ชำนาญการ) งานสื่อสารองค์กร กองบริหารงานทั่วไป สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล โทร. 0-2849-6210

กสศ.ห่วงโควิดระลอกใหม่ ก่อปรากฎการณ์ ‘Covid Slide’ รุกช่วยเด็กในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/454837

กสศ.ห่วงโควิดระลอกใหม่ ก่อปรากฎการณ์ ‘Covid Slide’ รุกช่วยเด็กในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด

กสศ.ห่วงโควิดระลอกใหม่ ก่อปรากฎการณ์ 'Covid Slide' รุกช่วยเด็กในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด

11 มกราคม 2564 – 19:00 น.

กสศ.ห่วงโควิดระลอกใหม่ ก่อปรากฎการณ์ ‘Covid Slide’ เหตุปิดเรียน 2 ปีการศึกษา กระทบความต่อเนื่องด้านพัฒนาการเรียนรู้ รุกช่วยเด็กในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด จัดแพ็คเกจการเรียนรู้ “ถุงยังชีพ ระบบอาสาสมัครการศึกษา กล่องดำทักษะในศตวรรษที่ 21”

วันที่ 11 มกราคม 2564 นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากฐานข้อมูล ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (isee) พบว่า ขณะนี้มีนักเรียนยากจนพิเศษในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกสังกัดที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดระลอกใหม่ของ Covid-19 ในพื้นที่ 28 จังหวัด จำนวน 143,507 คน

สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทาง การศึกษาได้ติดตามศึกษาปรากฎการณ์ Covid-slide อย่างใกล้ชิด พบว่าการระบาดระลอกใหม่จะก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาใน 2 ประเด็น 1.ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษา และ 2.ภาวะถดถอยด้านการเรียนรู้ โดยจะยิ่งขยายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเมืองและชนบทอีกมากกว่า 2 ปีการศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนซึ่งอยู่ในพื้นที่ 28 จังหวัดที่มีการระบาดสูงสุด

ผู้จัดการกสศ. กล่าวว่า กสศ.จึงได้จัดให้มีมาตราการเชิงรุกเพื่อเข้าถึงเด็กและเยาวชนกลุ่มยากจนด้อยโอกาสในพื้นที่สีแดงและสีแดงเข้ม จำนวน 28 จังหวัด โดยจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข รายละ 1,000 บาท จำนวน 143,507 คน รวมถึงมาตรการช่วยเหลือเด็กเยาวชนพื้นที่สีแดงเป็นการพิเศษ ซึ่งจากการสำรวจความต้องการของเด็กเยาวชนในพื้นที่พบปัญหาเร่งด่วน 3 เรื่องสำคัญคือ

1.กลุ่มเด็กเยาวชนยากจนในเขตเมืองที่ผู้ปกครองขาดรายได้ ทำให้เด็กกลุ่มนี้ต้องออกไปหางาน เช่น เก็บขยะขาย สิ่งจำเป็นในขณะนี้คือปัญหาปากท้อง ความอยู่รอด และยังขาดอุปกรณ์ในการป้องกันตัวเอง

2.เด็กและเยาวชนในพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง พบว่ายังขาดสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต และอุปกรณ์การเรียนรู้ที่จำเป็น เนื่องจากหลายพื้นที่กลายเป็นพื้นที่ปิด ทำให้ครูไม่สามารถเข้าถึงเด็กได้ จึงกลายเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้

3. กลุ่มลูกแรงงานต่างด้าวในพื้นที่สีแดง จากการสำรวจพบว่า กลุ่มเด็กปฐมวัยขาดสิ่งของที่จำเป็นในการดำรงชีวิต อุปกรณ์การป้องกันโควิด-19 และในกลุ่มวัยเรียนประถมปลายขาดสื่อการเรียนรู้

“มาตรการช่วยเหลือเด็กเยาวชนด้อยโอกาสในพื้นที่สีแดง 28 จังหวัด กสศ.ได้ระดมความร่วมมือโดยทำงานร่วมกับเครือข่ายครูทั้งในระบบและนอกระบบ เครือข่ายท้องถิ่นจังหวัดเพื่อจัดแพ็คเกจความช่วยเหลือเร่งด่วน ประกอบด้วย

1.สนับสนุนกลไกอสม.การศึกษา ซึ่งเป็นอาสาสมัครการเรียนรู้ในชุมชน ตัวช่วยการทำงานของครูพร้อมกับบริหารจัดการอุปกรณ์ สิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตให้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงเฝ้าระวังความเสี่ยงในการหลุดออกนอกระบบการศึกษา

2. จัดแพ็คเกจการเรียนรู้เนื่องจากโรงเรียนปิดแต่ไม่ปิดกั้น ทั้งในรูปแบบถุงยังชีพเพื่อการเรียนรู้ และกล่องดำทักษะในศตวรรษที่ 21

3.ถุงยังชีพและอุปกรณ์จำเป็นในการป้องกันการระบาด เบื้องต้นจะเน้นเด็กและเยาวชนในพื้นที่สีแดงเข้ม ได้แก่ สมุทรสาคร ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด และพื้นที่เสี่ยง อย่าง กทม. โดยจะมีการส่งมอบให้ถึงกลุ่มเป้าหมายในวันที่ 18 มกราคมนี้ ”ผู้จัดการกสศ. กล่าว

นพ.สุภกร กล่าวว่า ในส่วนของกลุ่มแรงงานด้อยโอกาส แรงงานนอกระบบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่ออกจากระบบการศึกษาหลังภาคบังคับ ซึ่งมีจำนวนรวมเกือบ 1 ล้านคน กสศ.มีมาตราการลดผลกระทบผ่านโครงการพัฒนาทักษะอาชีพที่ใช้ชุมชนเป็นฐาน โดยทำงานร่วมกับฐานชุมชนและจังหวัด รวม 194 หน่วยพัฒนาอาชีพ เพื่อใช้ทรัพยากรในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเด็กเยาวชนด้านการศึกษาในสถานการณ์โควิด-19 กสศ.ได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือเด็กเยาวชนด้านการศึกษาในภาวะวิกฤติ เพื่อให้จัดการดูแลช่วยเหลือเด็กนอกระบบและเด็กที่มีแนวโน้มหลุดออกนอกระบบการศึกษาได้อย่างทันท่วงที โดยสามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 02 0795475 กด 8

ทั้งนี้คาดว่าในปี 2564 สถานการณ์เด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 จะรุนแรงขึ้น โดยกสศ.จะเฝ้าระวังสถานการณ์และร่วมสนับสนุนนโยบายกระทรวงศึกษาธิการอย่างต่อเนื่อง

DPU ปรับหลักสูตร-เรียนรู้แบบ ‘Module’ สร้างจุดแข็งให้บัณฑิต เสริมทักษะตอบโจทย์ ‘เมกะเทรนด์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/454686

DPU ปรับหลักสูตร-เรียนรู้แบบ ‘Module’ สร้างจุดแข็งให้บัณฑิต เสริมทักษะตอบโจทย์ ‘เมกะเทรนด์’

DPU ปรับหลักสูตร-เรียนรู้แบบ 'Module' สร้างจุดแข็งให้บัณฑิต เสริมทักษะตอบโจทย์ 'เมกะเทรนด์'

10 มกราคม 2564 – 13:10 น.

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หรือ DPU รุกปรับหลักสูตร-เรียนรู้แบบ ‘Module’ สร้างจุดแข็งให้บัณฑิต เสริมทักษะตอบโจทย์ ‘เมกะเทรนด์’

กระแสเทรนด์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องมีการปรับตัวอย่างรวดเร็ว รวมถึงสถาบันอุดมศึกษา ที่ต้องยกเครื่อง ปรับโฉมในการผลิตบัณฑิตที่มีทักษะตอบโจทย์เมกะเทรนด์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นทิศทางในอนาคต

หลากหลายภาคส่วนได้ชี้ว่า “5เมกะเทรนด์” ที่เกิดขึ้นในปี 2020-2030 และมีความหมายต่อธุรกิจและการเติบโตของนวัตกรรม รวมถึงเป้าหมายของแต่ละองค์กร ได้แก่

1.การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางเศรษฐกิจจากประเทศมหาอำนาจฝั่งตะวันตก เป็นมหาอำนาจตะวันออก เช่น จีน และ อินเดีย

2.ทรัพยากรขาดแคลน ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมล้วนได้รับผลกระทบจากพฤติกรรมของมนุษ

3.ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่จะส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องเร่งสปีดตัวเอง พัฒนากำลังคนให้เท่าทัน

4.การเปลี่ยนแปลงทางสังคม โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป เด็กน้อยลง ขณะที่ผู้สูงวัยมากขึ้น และ 5.การก้าวสู่การเป็นมหานครอย่างรวดเร็ว

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) กล่าวว่า ในฐานะสถาบันการศึกษาซึ่งต้องปรับตัวตามเทรนด์ของโลก ด้วยเป็นหน่วยงานในการพัฒนาผลิตกำลังคนให้มีความพร้อมก้าวสู่กระแสการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนหลักสูตร การพัฒนาคณาจารย์ การนำเทคโนโลยี นวัตกรรมทางการศึกษามาใช้ เพื่อพัฒนาคนให้ตอบโจทย์กับ 5 เมกะเทรนด์ และพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

“5 เมกะเทรนด์ เป็นสิ่งที่ทั่วโลกพบเจอเหมือนกัน เป็นการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและชัดเจน ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ ธุรกิจ และสังคม การใช้ชีวิตของผู้คน และวัฒนธรรมแต่ละประเทศ เมื่อก่อน Globalization หรือโลกาภิวัฒน์ เทคโนโลยี การสื่อสารทำให้โลกเล็กลง แต่ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าโลกเล็กลงไปอีก ประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา ต้องเดินไปด้วยกัน ซึ่งทุกประเทศจะต้องมองเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) ว่าประเทศจะไปในทิศทางใด เพื่อทำให้ทุกคนสามารถออกแบบอนาคตของประเทศตนเองได้” ดร.ดาริกา กล่าว

DPU ปรับหลักสูตร-เรียนรู้แบบ 'Module' สร้างจุดแข็งให้บัณฑิต เสริมทักษะตอบโจทย์ 'เมกะเทรนด์'

ภาคอุดมศึกษา ต้องทำความเข้าใจถึงการเกิดขึ้นของทั้ง 5 เมกะเทรนด์ เพื่อจะนำไปสู่การปรับตัว ปรับหลักสูตร กำหนดเป้าหมาย การผลิตทรัพยากรบุคคลของประเทศให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในปัจจุบันและโลกอนาคต แม้หลักสูตรที่เปิดสอนอยู่ขณะนี้จะยังใหม่ แต่ผ่านไปปีเดียวก็อาจจะล้าหลังได้

อธิการบดี DPU กล่าวว่า มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญในเรื่องการลดเนื้อหาของการเรียนรู้ แต่เพิ่มทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่สามารถเข้าถึงข้อมูล เนื้อหาที่มีอยู่มากมายและสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองสถาบันการศึกษาจึงต้องเป็นพื้นที่ในการพัฒนาทักษะ สมรรถนะที่จำเป็นสำหรับพวกเขา อีกทั้งพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ การเรียนเป็นสาขา คณะ รายวิชาอาจจะเหมาะสมในบางสาขาและคณะเท่านั้น

ดังนั้น มหาวิทยาลัยจึงต้องปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป โดยให้นักศึกษาสามารถเลือกในสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ และที่สำคัญมหาวิทยาลัยต้องทำให้ผู้เรียนได้ค้นหาตัวตนและเติมเต็มทักษะที่จำเป็นกับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เพียงการให้ความรู้แต่เป็นการให้อาวุธ ฝังเป็น DNA ที่จะติดตัวพวกเขาตลอดไป

“DPU ได้ปรับหลักสูตรมาหลายปี โดยเปลี่ยนจากวิชาศึกษาทั่วไป เป็นรายวิชาที่จะเติมเต็มทักษะศตวรรษที่ 21 อัตลักษณ์หรือ DNA ของเด็ก DPU เราเรียกว่า DPU Core ซี่งจะมีทั้งหมด 6 ทักษะ คือ ทักษะการเป็นผู้ประกอบการที่ไม่ใช่เพียงขายของเป็น แต่ต้องรู้จักกับการแก้ปัญหาขององค์กรที่เกิดขึ้น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการคิดวิเคราะห์ และ แก้ปัญหา ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการทำงานเป็นทีม และ ทักษะความรอบรู้เรื่องเทคโนโลยี ขณะเดียวกันในส่วนของการเรียนการสอน จะเน้นให้ความรู้ สร้างสมรรถนะ เน้นบูรณาการ เรียนรู้จากการปฏิบัติ การแก้ปัญหาจริง” ดร.ดาริกา กล่าว

ทั้งนี้ DPU ได้มีการปรับหลักสูตร ให้เป็นการเรียนแบบโมดูล (Module) โดยเป็นกลุ่มวิชาซึ่งมาจากหลากหลายคณะ อาจารย์จากหลายคณะร่วมกันสอนแบบบูรณาการ นักศึกษาสามารถเลือกเรียนเป็นกลุ่มวิชาที่ต้องการได้ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถรู้ได้ว่าสิ่งที่ตนเองเลือกเรียนนั้น จะนำไปสู่การประกอบอาชีพอะไร หรือเรียนแล้วสามารถทำอะไรได้บ้าง อย่างไรก็ดี การจัดหลักสูตรแบบโมดูลยังคงยึดตามกรอบเกณฑ์มาตรฐาน และโครงสร้างตามหลักวิชาชีพ

ดร.ดาริกา กล่าวด้วยว่า การปรับหลักสูตรจะต้องทำอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว ไม่เช่นนั้นอาจไม่ทัน เพราะอนาคตเปลี่ยนเร็วมาก ขณะนี้ 1 ปี ต้องเปลี่ยนหลักสูตรแล้ว โดยหลักสูตรในรูปแบบโมดูลหรือกลุ่มวิชาที่ทางมหาวิทยาลัยดำเนินการ เป็นไปตาม 5 เมกะเทรนด์ที่เกิดขึ้น โครงสร้างหลักสูตรมีความยืดหยุ่น ของเนื้อหา รูปแบบการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับเทรนด์โลกและพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ อนาคตหลายคนอาจจะอยากหรือไม่อยากเรียน 4 ปี ในมหาวิทยาลัย

แต่ DPU ยังคงพัฒนาหลักสูตรโดยทำเป็นจิ๊กซอร์โมดูลให้นักศึกษาได้เลือกเรียน จะทำให้มีโอกาสได้เรียนรู้ศาสตร์หลากหลายจากคณาจารย์หลายคณะ ซึ่งจะตอบโจทย์การเรียนรู้ที่เหมาะสมในแต่ละบุคคลภายใต้ห้องเรียนไฮบริด หรือห้องเรียนแห่งการปฏิบัติ ซึ่งจะเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยน ค้นหาคำตอบ แก้ปัญหาร่วมกัน

DPU ปรับหลักสูตร-เรียนรู้แบบ 'Module' สร้างจุดแข็งให้บัณฑิต เสริมทักษะตอบโจทย์ 'เมกะเทรนด์'

“อยากให้นักศึกษาเลือกเรียนรู้ตามความสนใจความถนัด ทุกคนใช้การเรียนรู้ของตนเองในการคิดวิเคราะห์ หรือเรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านออนไลน์ ขณะที่ได้มาฝึกปฏิบัติก็ร่วมแก้ปัญหาในห้องเรียนด้วยกัน เพราะจะให้เรียนแบบออนไลน์ทั้งหมดคงไม่ได้ โดยเฉพาะวิชาปฏิบัติ แต่การเรียนออนไลน์สามารถนำมาบูรณาการให้เกิดประโยชน์ในการเรียนรู้” อธิการบดีDPUกล่าว

ดร.ดาริกา กล่าวในตอนท้ายว่า การมาเรียนที่ DPU นอกจาก รูปแบบการเรียนแบบ Module และ DPU Core ที่จะปลูกฝังทักษะอันจะทำให้นักศึกษาสามารถทำงานได้หลากหลายรูปแบบแล้ว นักศึกษารุ่นใหม่จะเข้าใจถึงการปรับตัวให้เข้ากับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ควบคู่กับการค้นหาตัวเอง เติมเต็มทักษะในสิ่งที่ตัวเองขาด สำหรับงาน DPU Open House เปิดบ้านมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ในปีนี้ เราได้มีการปรับรูปแบบจากเดิมเป็นการจัดงานแบบออนไลน์ เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID-19 โดยจะมีการอัพเดตเทรนด์การศึกษายุคใหม่ที่สอดคล้องกับเทรนด์โลกและอาชีพมาแรงแห่งอนาคต เพื่อให้นักเรียน ระดับมัธยมปลาย ปวช. หรือ ปวส. ได้เห็นแนวทางในการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยและสามารถอยู่ได้ทุกยุคของการเปลี่ยนแปลง

ติดตามอัพเดทเทรนด์การศึกษายุคใหม่ DPU Open House Online ภายใต้ธีม “DPU MEGA TRENDS อยู่เป็นทุกการเปลี่ยนแปลง” ระหว่างวันที่ 12-13 มกราคม 2564 นี้ รับชม live สดได้ที่ Facebook มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ DPU ตั้งแต่เวลา 9.00 -16.00 น. สัมผัสบรรยากาศจริงของแต่ละคณะ พบรุ่นพี่และศิษย์เก่าที่จะมาแชร์ประสบการณ์การเรียน และการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยแบบ Exclusive พลาดไม่ได้กับทุนการศึกษาพิเศษ!! เฉพาะใน Live เท่านั้น ลงทะเบียนเข้าชม Live สดล่วงหน้า ลุ้นรับ iPad โดยสามารถลงทะเบียนผ่านไลน์ @dekdpu

DPU ปรับหลักสูตร-เรียนรู้แบบ 'Module' สร้างจุดแข็งให้บัณฑิต เสริมทักษะตอบโจทย์ 'เมกะเทรนด์'

“เสมา1” เรียกประชุมใหญ่ระดับซี 9 ขึ้นไป 18 ม.ค.นี้เดินหน้าแผนงานพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำชุมชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/454550

“เสมา1″เรียกประชุมใหญ่ระดับซี 9 ขึ้นไป 18 ม.ค.นี้เดินหน้าแผนงานพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำชุมชน

"เสมา1"เรียกประชุมใหญ่ระดับซี 9 ขึ้นไป 18 ม.ค.นี้เดินหน้าแผนงานพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำชุมชน

8 มกราคม 2564 – 18:04 น.

“รมว.ศธ.” เรียกประชุมใหญ่ “ข้าราชการระดับซี 9 ขึ้นไป-ศึกษาธิการจังหวัด” 18 ม.ค.นี้ รวมพลังเดินหน้าแผนงานโครงการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำชุมชน เป้าหมายสู่การบูรณาการการศึกษาระดับจังหวัดทั่วประเทศ โดยเป็นการร่วมมือจากทุกหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 8 ม.ค.2564 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมโครงการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำชุมชนว่า วันนี้ (8 ม.ค.) เป็นการประชุมต่อเนื่อง โดยได้มีการลงรายละเอียดในเรื่องของแผนงานที่ได้วางเอาไว้ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้ เพื่อที่จะเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับในการที่จะอธิบายให้ทุกภาคส่วน ได้แก่ ข้าราชการระดับซี 9 และศึกษาธิการจังหวัด ได้รับฟังและรับทราบถึงแนวทางของแผนงาน ในวันที่ 18 มกราคม 2564 โดยที่จะขับเคลื่อนไปทั่วทั้งประเทศ เพื่อเป็นการวางรากฐานการศึกษาของไทยอย่างมีคุณภาพ

“ซึ่งเป็นการขับเคลื่อน เพื่อเตรียมข้อมูลที่เหมาะสมในการนำเสนอต่อ ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ถึงแนวทางที่จะเป็นพื้นฐานของการพัฒนาการศึกษา และเป้าหมายเพื่อจะพยายามทำให้โรงเรียนเหล่านี้ มีครูครบชั้นครบวิชา ขณะเดียวกันยังมีความหลากหลายในการที่จะปรับหลักสูตรเพิ่มเติม ที่นอกเหนือจากด้านวิชาการนั้น ก็จะเป็นหลักสูตรที่เกี่ยวกับการพัฒนาทักษะอาชีพ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว

นอกจากนี้ นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า ส่วนในการประชุมวันนี้ ยังได้รับรายงานจากสภาการศึกษา ซึ่งได้ทำการลงในพื้นที่เป้าหมายเพื่อตรวจสอบข้อมูล พร้อมกับการทำงานวิจัยในด้านความต้องการต่างๆ รวมถึงปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากการผลักดัน การเพิ่มประสิทธิภาพ หรือการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำชุมชนนั้น จะมีปัญหาอะไรบ้าง

ซึ่งผมมองว่า เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เรารับทราบกันอยู่แล้วในเรื่องของการศึกษาไทย แต่ก็จะนำข้อมูลและงานวิจัยเหล่านี้ มาวางเป็นแนวทางในการพัฒนาต่อไป”รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าว
 
ทั้งนี้ ส่วนในโครงการพัฒนาโรงเรียนคุณภาพประจำชุมชน ที่จะมีการนำร่องในจังหวัดภูเก็ตเป็นแห่งแรกนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ยังต้องรอทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดทำงบประมาณที่จะวางแผนงาน สำหรับปี 2565 หรือเหลื่อมไปปี 2566 หรือสามารถทำได้ใน ปี 2565 เอง
 
“ส่วนเรื่องของความเหมาะสมนั้น คงต้องลงไปดูผลได้ผลเสียของชุมชน การจัดเตรียมเรื่องของการจัดรถรับส่ง หรือว่าการวางระบบสาธารณูปโภคเชื่อมต่อเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่หวังว่าภายในสิ้นเดือนนี้ (มกราคม) เราคงเห็นภาพชัดสำหรับโรงเรียนตัวอย่าง หรือโรงเรียนเป้าหมาย เพื่อให้ทั้งประเทศได้เห็นแนวทาง” นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า สำหรับแผนของกระทรวงศึกษาที่วางไว้นั้น แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ โรงเรียนคุณภาพประจำชุมชน ซึ่งเป็นโรงเรียนประถม โรงเรียนที่เป็นตัวอย่างของโรงเรียนมัธยมดีสี่มุมเมือง โดยเป็นโรงเรียนมัธยมที่เราจะทำให้มีความหลากหลายเพิ่มเติมจากด้านวิชาการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและของชุมชนในพื้นที่นั้น และโรงเรียน stand alone ซึ่งมีอยู่หลายพันโรงเรียนนั้น โดยกระทรวงศึกษาธิการ มีความจำเป็นที่จะต้องจัดสรรงบประมาณใส่เข้าไป เพื่อทำให้โรงเรียน stand alone เป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพ
 
“โดยทั้ง 3 ส่วนเป็นการยกระดับคุณภาพ ทั้งโรงเรียน ประถมมัธยมและโรงเรียนที่ อยู่โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล” นายณัฏฐพล กล่าว

ศธ.ย้ำ ‘เปิด-ปิด’ ภาคเรียน ยึดตามกรอบเวลาเดิม เล็งนำผลการเรียนกลางเทอมมาใช้เลื่อนชั้นหรือจบการศึกษา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/454115

ศธ.ย้ำ ‘เปิด-ปิด’ภาคเรียน ยึดตามกรอบเวลาเดิม เล็งนำผลการเรียนกลางเทอมมาใช้เลื่อนชั้นหรือจบการศึกษา

ศธ.ย้ำ 'เปิด-ปิด'ภาคเรียน ยึดตามกรอบเวลาเดิม เล็งนำผลการเรียนกลางเทอมมาใช้เลื่อนชั้นหรือจบการศึกษา

4 มกราคม 2564 – 19:48 น.

ศธ.รับมือโควิด-19คำนึงถึงความปลอดภัย”นร.-ผู้ปกครอง-บุคลากรทางการศึกษา”พร้อมปรับการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ย้ำ’เปิด-ปิด’ภาคเรียนยึดตามกรอบเวลาเดิม พร้อมช่วยเหลือครูสอนออนไลน์ เผยแนวคิดนำผลการเรียนกลางเทอม มาใช้เลื่อนชั้นหรือจบการศึกษาของนร.

วันที่ 4 ม.ค.2564 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงสถานการณ์การระบาดของเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ว่า กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยของนักเรียน ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา

อ่านข่าว: เข้าใจผิด รู้ยัง..เรียนออนไลน์ เฉพาะม.ปลาย

และจากการหารือกับทีมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการในวันนี้ (4 ม.ค.) นายณัฏฐพล กล่าวว่า ได้มีการหารือกันเกี่ยวเรื่องรายละเอียดที่จะตามมาจากสถานการณ์โควิด-19

โดยเฉพาะเรื่องการจัดการเรียนการสอน ที่ต้องมีการปรับแนวทางอะไรบ้าง รวมถึงเรื่องการเปิด-ปิดภาคเรียน และกาหารือถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำในการที่จะสอบเข้าในชั้นเรียนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับชั้น ม.1 และชั้นระดับชั้นม.4 หรือการสอบเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา

“การหารือกันในวันนี้ ก็เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม หลังจากที่ก่อนหน้าได้มีการออกประกาศของกระทรวงศึกษาธิการไปแล้วในหลายเรื่อง โดยพยายามให้มีผลกระทบน้อยที่สุดจากในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีโรคระบาดอยู่ ซึ่งขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ยังสามารถบริหารจัดการได้อยู่ โดยเรื่องการจัดการเรียนการสอนนั้น อาจจะต้องปรับปลี่ยนรูปแบบไปบ้าง”รมว.ศธ. กล่าว

นอกจากนี้ สิ่งที่กระทรวงศึกษาธิการ ต้องเตรียมไว้ต่อ ก็คือ ความลำบากของคุณครูที่จะต้องปรับ ซึ่งอาจจะต้องมีค่าใช้จ่ายในบางส่วนที่เกิดขึ้น จากความไม่สะดวก เพราะว่าคุณครูทุกท่าน ไม่ได้มีฐานอยู่ที่โรงเรียนในส่วนของการกระจายข้อมูล หรือการที่จะต้องจัดเตรียม และพิมพ์เอกสาร หรือการใช้สื่อออนไลน์ต่างๆ

“โดยเฉพาะในส่วนการใช้สื่อออนไลน์ต่างนั้น ผมต้องเร่งปรึกษากับทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวง DE ว่า จะสามารถช่วยเหลืออะไรตรงนี้ได้บ้าง” รมว.ศธ. กล่าว

นายณัฏฐพล ยอมรับว่า ในเรื่องของเด็กๆ นั้น แน่นอนว่าจะมีผลกระทบต่อผู้ปกครอง แต่วันนี้ต้องรอฟังจาก ศบค. หากว่ามีการนำเสนอเพิ่มเติมของการสนับสนุนให้มีการ Work From Home ก็น่าจะทำให้ผู้ปกครองมีโอกาสอยู่ที่บ้าน และช่วยๆ กันในสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน

“วันนี้ในช่วงเวลาเรียนยังพอรับได้อยู่ ยังไม่มีการเลื่อนปิด-เปิด แต่ในอนาคตอันใกล้นี้ กระทรวงศึกษาธิการ อาจจะต้องมาคำนึงถึงการที่จะนำเอาชั่วโมงเรียน เวลาเรียนมาเป็นตัวกำหนดในการปิด หรือว่าได้รับผลการเรียนประจำปีของแต่ละชั้น เพราะในหลายๆ ประเทศ ก็ให้มีการปิดโรงเรียนไป และให้นำผลกลางเทอมมาเป็นผลของนักเรียน หรือว่าอนุมัติให้มีการเลื่อนชั้น หรือว่าจบการศึกษาจากเวลาที่ผ่านไป ซึ่งอันนี้ไม่น่ามีปัญหา เพราะหากมีผลก็อาจจะมีผลกระทบ หรือเด็กๆ ที่อาจจะมีปัญหาอยู่บ้างแต่จะหลักสิบหลักร้อย เพราะฉะนั้นในภาพรวมยังไม่กระทบในภาพรวมของเด็กๆ ทั้งประเทศ”รมว.ศธ.กล่าว

จากสถานการณ์โรคระบาดในช่วงต้นปี 2563 ที่ผ่านมามีการปิดโรงเรียนทั่วประเทศ โดยนักเรียนใช้สื่อการเรียนการสอนผ่าน DLTV 3 ช่อง โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 3.5 ล้านบาทต่อช่องต่อเดือน

ส่วนในครั้งนี้ นายณัฏฐพล กล่าวว่า หากเราจัดสรรงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ อาจจะนำเอางบประมาณดังกล่าว มาใช้ในการที่แก้ปัญหาในส่วนอื่นๆ เพราะวันนี้สถานการณ์ ยังไม่ได้เกิดปัญหาที่ครอบคลุมทั้งประเทศ ยกตัวอย่างเช่น นำมาสนับสนุนงบประมาณในการใช้อินเตอร์เน็ตของคุณครู ซึ่งการบริหารจัดการแนวทางนี้ จะทำให้การบริหารจัดการงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายณัฏฐพล กล่าวด้วยว่า เนื่องจาก ณ ปัจจุบันเราไม่ได้ปิดทั้งประเทศ ดังนั้นยังไม่เปิด DLTV แต่ว่า DLTV ต้องขอขอบคุณที่ให้ความช่วยเหลือกระทรวงศึกษาธิการมาตลอด และเป็นส่วนสำคัญในการที่จะมอบงานให้เด็กๆ สังเกตดูในประกาศของกระทรวงศึกษาธิการตอนสุดท้าย จะมีข้อที่แตกต่างจากข้อกำหนดของ ศบค. ในเรื่องของการให้ใบงานและแนวทางที่แน่นอน ต้องพริ้นต์งานจาก DLTV หรือรูปแบบอื่นๆ เพราะฉะนั้น DLTV มีส่วนสำคัญมากในการที่ช่วยเราในอดีตและปัจจุบัน

นอกจากนี้ นายณัฏฐพล กล่าวถึงการสอบเข้าม.1 และ ม.4 นั้น ขณะนี้ยังสามารถบริหารจัดการได้ตามระยะเวลา ซึ่งจากการหารือกับทีมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการนั้น ได้พูดคุยกันถึงการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ในการสอบ โดยอาจจะมีการสอบคนละเวลา

“แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องข้อสอบ เนื่องจากเด็กนักเรียน อาจจะสอบหลายโรงเรียน ก็จะเป็นแนวทางที่ต้องหารือกันต่อไปใน สพฐ. หรือกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อใช้เทคโนโลยีในการปรับเปลี่ยนแนวทางการสอบ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ จะพิจารณาเรื่องเหล่านี้ได้ทันตามกรอบเวลา”รมว.ศธ. กล่าว

ย้อนดูการศึกษาไทยในปีหนู สู่ปีวัวพันธุ์ดี ปีแห่งสมรรถนะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/453817

ย้อนดูการศึกษาไทยในปีหนู สู่ปีวัวพันธุ์ดี ปีแห่งสมรรถนะ

ย้อนดูการศึกษาไทยในปีหนู  สู่ปีวัวพันธุ์ดี ปีแห่งสมรรถนะ

1 มกราคม 2564 – 11:20 น.

ย้อนดูการศึกษาไทยในปีหนู เกิดแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์ สู่ปีวัวพันธุ์ดี 2564 ปีแห่งสมรรถนะ

2563 ผ่านไป เป็นปีแห่งการปรับตัวและมองเห็นความท้าทายของการศึกษาในรูปแบบใหม่ คุณครูหลายท่านต้องเปลี่ยนบทบาทตัวเองให้ไฉไลสอดรับกับพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลง

อ่านข่าว :  เด็กรอเก้อ เรียนออนไลน์ล่ม ทุกระบบ

หากมองย้อนไปตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ใช่ว่าจะผ่านไปได้ง่าย ๆ เพราะเกิดปรากฏการณ์และวิกฤตการณ์ทั้งเก่าและใหม่ ให้คุณครูไทยของเราต้องฝ่าฟันกันมากเหลือเกิน

ปิดโรงเรียนตั้งแต่เดือนแรกของปี จากฝุ่น PM 2.5

เริ่มจากศึกเบา ๆ กันตั้งแต่ต้นปี ปัญหาฝุ่นละองและหมอกควัน PM 2.5 ที่ค่าเกินมาตรฐานลุกลามจากปี 2562 สร้างผลกระทบครอบคลุมในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อวิถีการใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ

สุดท้ายหลายโรงเรียนมีประกาศปิดการเรียนชั่วคราวทำให้การสอนต้องหยุดชะงัก งานเข้าคุณครูต้องจัดสรรตารางเวลาเรียนกันใหม่เพื่อชดเชยที่หยุดไปสำหรับเหตุการณ์ในครั้งนี้

วิกฤตไวรัสโควิด-19

“โรงเรียนอาจหยุดได้ แต่การเรียนรู้หยุดไม่ได้” นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) จากพรรคพลังประชารัฐกล่าว

เวลาผ่านไปยังไม่ทันข้ามเดือน วิกฤต PM. 2.5 ไม่ทันจะจางหาย วิกฤตใหม่ก็เข้ามาแทนที่ เมื่อองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ลงมติประกาศว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ เป็นภัยพิบัติฉุกเฉินระดับโลกในวันที่ 31 มกราคม 2563 สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนทุกวงการ

โรงเรียนหลายแห่งทั่วโลกประกาศงดการเรียนการสอน ไม่เว้นแม้ประเทศไทย นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ออกประกาศปิดการเรียนการสอนชั่วคราวทุกสถานศึกษา ทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นเหตุพิเศษตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2563

และตามมาด้วยมติครม.ประกาศเลื่อนเปิดภาคเรียนปีการศึกษา 2563 ออกไปเป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 พร้อมนโยบายชัดเจนที่ต้องการให้การเรียนการสอนต้องดำเนินต่อไป แม้ว่าโรงเรียนจะไม่สามารถเปิดการเรียนการสอนจากที่โรงเรียนได้ตามปกติ

New Normal นิยามการศึกษายุคใหม่สู่ความท้าทายและการปรับตัว

หากพิจารณาแล้ววิกฤตไวรัสโควิด-19 ในครั้งนี้ ทำให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกเริ่มปรับรูปแบบการเรียนการสอน ให้ไปสู่การเรียนรู้ในรูปแบบของออนไลน์อย่างเป็นรูปธรรม

และนี่ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการต่อยอดการศึกษาในอนาคต พฤติกรรมของครูไทยเราเองก็เปลี่ยนไป โรงเรียนหลายแห่งพร้อมใช้เทคโนโลยีมากขึ้น

และเริ่มตระหนักถึงความจำเป็นของนวัตกรรมเพื่อการศึกษาในรูปแบบดิจิทัล ซึ่งหากมองในแง่ดี วิกฤตครั้งนี้อาจเป็นเหมือนเคมีเร่งปฏิกิริยาให้โรงเรียนและครูไทยก้าวเข้าสู่การศึกษาในรูปแบบใหม่

แม้ยังขาดทักษะและความชำนาญในการใช้เทคโนโลยีอยู่บ้าง แต่สิ่งสำคัญคือการได้เริ่มก้าวไปสู่การเรียนรู้สิ่งใหม่ เพื่อผลลัพธ์สำคัญสุดท้ายคือเด็กไทย ผู้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนอนาคตของชาตินั่นเอง

ทางเลือกใหม่ของการเรียนรู้ กับแพลตฟอร์มออนไลน์

เพื่อก้าวข้ามขีดจำกัดการเรียนรู้นอกห้องเรียน หลายค่ายทั้งในไทยและต่างประเทศพร้อมใจกันเปิดตัวแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในรูปแบบออนไลน์กันมากขึ้น

ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  นำเสนอแพลตฟอร์มด้านการศึกษาใหม่ภายใต้ชื่อ DEEP (Digital Education Excellence Platform) ซึ่งถือเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างความเท่าเทียมของระบบการศึกษา

สร้างความยืดหยุ่นในการเรียนการสอน เกิดมิติการสร้างห้องเรียนแบบใหม่ Flipped Classroom หรือ ห้องเรียนกลับด้านที่ถูกนำมาเป็นโมเดลสำคัญเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน และค้นคว้าข้อมูลได้ด้วยตนเอง

โดยได้รับการสนับสนุนจากทางภาคเอกชนหลายแห่ง อักษร เอ็ดดูเคชั่น เองก็ได้รับเกียรติในการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนแพลตฟอร์มด้านการศึกษาดังกล่าว ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับระบบของ Aksorn On-Learn ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการศึกษา

ถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยสนับสนุนทั้งผู้เรียนและผู้สอน มาในรูปแบบของ e-Book และคลิปวิดีโอ ใช้สื่อประกอบการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ สื่อการเรียนรู้ Interactive 3D สื่อการเรียนรู้ Interactive Software ภาพยนตร์สารคดีสั้นเพื่อการศึกษา สไลด์ประกอบการสอน ไฟล์เสียงประกอบการสอน ทำให้ผู้เรียนเรียนสนุก ผู้สอนสอนสะดวก และสามารถจัดตารางการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง

ปีการศึกษาใหม่ แนวทางสู่การเรียนการสอนแบบฐานสมรรถนะ

2564 ปีการศึกษาใหม่ ทางภาครัฐเองก็มีแนวนโยบายปฏิรูปการศึกษาไทยด้วยแผนเปลี่ยนการจัดการเรียนการสอนเพื่อมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะหลักที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคใหม่

โดยมุ่งเน้นให้เด็กไทยรู้จักคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้ และมุ่งสร้างองค์ความรู้ให้เกิดขึ้นได้ด้วยตนเองแทนที่การท่องจำเนื้อหาเพื่อใช้ในการสอบ และเปลี่ยนจุดเน้นจากที่เคยเป็นหลักสูตรที่เน้นเนื้อหา (Content – based)

ซึ่งมุ่งไปที่มาตรฐานและตัวชี้วัดจำนวนมาก ไปเป็นหลักสูตรที่เป็นฐานสมรรถนะ (Competency – based) คือ มุ่งไปยังพฤติกรรมที่ผู้เรียนโดยตรง ยึดที่ความสามารถที่ผู้เรียนพึงปฏิบัติได้เป็นหลัก เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเด็ก ๆ ของเราจะสามารถมีทักษะ องค์ความรู้ ที่พร้อมต่อยอดไปสู่การเป็นนวัตกรได้ต่อไปในอนาคต

การเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีเพียงองค์ความรู้ อาจไม่เพียงพอกับการดำเนินชีวิตในโลกยุคใหม่อีกต่อไป โลกที่เชื่อมถึงกันและกันแบบทุกวันนี้คนที่จะประสบความสำเร็จได้ จำเป็นต้องเข้าใจและหาทางข้ามเส้นขีดจำกัดของตนเองให้เจอ พร้อมที่จะต่อยอด และประยุกต์ใช้จากองค์ความรู้ที่มีอยู่อย่างตลอด

เรื่องโดย อักษร เอ็ดดูเคชั่น ภาพประกอบ ทีมกราฟิก คม ชัด ลึก ออนไลน์