มทรส.ผุด ศูนย์พัฒนาวิชาชีพ ปั้นครูช่างมืออาชีพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มทรส.ผุด ศูนย์พัฒนาวิชาชีพ ปั้นครูช่างมืออาชีพ (komchadluek.net)

มทรส.ผุด ศูนย์พัฒนาวิชาชีพ ปั้นครูช่างมืออาชีพ

มทรส.ผุด ศูนย์พัฒนาวิชาชีพ ปั้นครูช่างมืออาชีพ

11 ธันวาคม 2563 – 19:10 น.

มทรส. ก้าวสู่ “มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีชั้นสูง” ผุด ศูนย์พัฒนาวิชาชีพ ปั้นครูช่างมืออาชีพ พัฒนาคุณภาพบัณฑิต และกำลังคนรองรับอุตฯเป้าหมาย มุ่งวิจัยนวัตกรรมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสังคมและประเทศด้วย

นายธีรพล ขุนเมือง อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทรส) เปิดเผยว่า มทรส.ได้กำหนดวิสัยทัศน์ ในการก้าวเดิน ไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น“มหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีชั้นสูง”

ดังนั้นในแต่ละคณะ ซึ่งมี 6 คณะจะมุ่งเดินไปสู่จุดหมายที่กำหนดไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพบัณฑิต และกำลังคนรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ ตลอดจนพัฒนาเทคโนโลยี วิจัยนวัตกรรมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสังคมและประเทศด้วย

 คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรมเป็นอีกคณะหนึ่ง ในการผลิตบัณฑิตที่เน้นมุ่งสู่ อาชีพครู ด้านช่าง ซึ่งจะต้องรู้จริง เก่งจริงเพื่อสามารถสอนผู้อื่นอย่างมืออาชีพ จึงมีการจัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาวิชาชีพ ” ขึ้นที่ มทสร.พื้นที่ จังหวัดสุพรรณบุรี โดยมุ่งเน้น การผลิตครูช่าง และพัฒนากำลังคน รองรับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีตามยุทธศาสตร์ การพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ New s-curve

โดยภายในศูนย์ฯ จะแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วน คือ ศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพและการศึกษา และ ศูนย์ความเป็นเลิศ สำหรับศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพฯ ประกอบด้วยด้านพัฒนาสื่อการสอนวิชาชีพและเทคโนโลยีพัฒนาการเรียนการสอน ออนไลน์ จัดอบรมด้านวิชาชีพครู แผนพัฒนาการศึกษานอกระบบ

 ในส่วนของศูนย์ความเป็นเลิศ ประกอบด้วย ด้านเทคโนโลยียานยนต์ ระบบอัตโนมัติและแขนกล ไฮดรอลิกเครื่องจักรกลและอุตสาหกรรม การผลิตชิ้นส่วนรวมทั้งการออกแบบและการจำลองทางวิศวกรรม

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่าภายในศูนย์ฯนี้ มีอุปกรณ์การเรียน การสอน ที่ครบถ้วนและทันสมัยเพื่อรองรับการสอนให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรม 4.0 ควบคู่การฝึกอบรมหลักสูตรระยะสั้น Upskill Reskill ตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติและมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งนี้เพื่อพัฒนาอาจารย์ ให้มีทักษะสูงมีความเชี่ยวชาญสู่ความเป็นเลิศ ในการถ่ายทอดแก่นักศึกษาได้อย่างมืออาชีพ

รวมทั้ง พัฒนาคนในพื้นที่ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกด้ว โดยที่ผ่านมามีการฝึกอบรมในหลายด้านอาทิหลักสูตรอุตสาหกรรมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีไฮเทคอยุธยา จำกัด กระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้งบริการทดสอบสมรรถนะบุคคลตามมาตรฐานอาชีพ สาขาวิชาชีพธุรกิจจัดการพื้นที่สีเขียว ของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ

และร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในการอบรม Electric vehicle(EV) และในปี 2564 จะร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม อบรมหลักสูตรต่างๆแก่บุคคลทั่วไปและสถานประกอบการด้วย อาทิ automation Machine and mechanical Design (TRIZ) Consult 5 man – day เป็นต้น

ซึ่งนอกจากคณาจารย์ของ มทรส.จะได้รับการพัฒนาให้มีทักษะที่สูงขึ้นแล้ว นักศึกษา จะได้เรียนรู้ จากการปฏิบัติจริง ตามหลักสูตร ที่สอดคล้องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ เมื่อสำเร็จการศึกษา จะสามารถ มีอาชีพมีงานทำอย่างมั่นคง

รวมทั้งบุคคลภายนอก ที่เข้ารับการฝึกอบรม ตามหลักสูตรต่างๆภายในศูนย์ฯนี้จะได้นำความรู้ เพื่อพัฒนาประเทศให้เป็นประโยชน์ทั้งแก่ชุมชนและสังคมต่อไปด้วย

มทรส.ผุด ศูนย์พัฒนาวิชาชีพ ปั้นครูช่างมืออาชีพ
มทรส.ผุด ศูนย์พัฒนาวิชาชีพ ปั้นครูช่างมืออาชีพ
มทรส.ผุด ศูนย์พัฒนาวิชาชีพ ปั้นครูช่างมืออาชีพ

มทรส. สนองพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ ฝึกอาชีพผู้ต้องขังโครงการกำลังใจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มทรส. สนองพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ ฝึกอาชีพผู้ต้องขังโครงการกำลังใจ (komchadluek.net)

มทรส. สนองพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ ฝึกอาชีพผู้ต้องขังโครงการกำลังใจ

มทรส. สนองพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ ฝึกอาชีพผู้ต้องขังโครงการกำลังใจ

10 ธันวาคม 2563 – 12:10 น.

มทรส. สนองพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ ฝึกอาชีพผู้ต้องขังโครงการกำลังใจ

วันนี้( 10 ธ.ค. 2563 ) นายไพศาล บุรินทร์วัฒนา อธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ (มทรส.) เปิดเผยว่า พระเจ้าหลานเธอพัชรกิติยาภา ทรงมีพระราชดำริจัดให้มีโครงการกำลังใจ เพื่อสนับสนุนการเตรียมคนซึ่งเป็นผู้ต้องขังที่มีความประพฤติดี ได้รับโอกาสในการฝึกอาชีพเพื่อสามารถนำความรู้ ทักษะแต่ละสาขาอาชีพ ไปประกอบอาชีพหลังจากการพ้นโทษ

อ่านข่าว :   มีข่าวดีๆมาบอก..วิศว มทร.สุวรรณภูมิ เจ๋ง ติดตั้งระบบไฟฟ้า ประหยัดเกือบ 9 ล้าน

ซึ่งทาง มทรส. นอกจากทำหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอน ทำวิจัยและทำนุบำรุงศาสนาแล้ว ภารกิจหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ มีหน้าที่ให้บริการทางวิชาการแก่สังคมด้วย เนื่องจากมีความพร้อมด้านเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์ด้านต่าง ๆ ของแต่ละคณะ

รวมทั้ง ความพร้อมของบุคลากรของ คณาจารย์ต่าง ๆ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญ ความรู้ที่หลากหลาย ทั้งด้านการเกษตร ด้านอุตสาหกรรม ด้านบริหารธุรกิจ ด้านเทคโนโลยี เป็นต้น

ดังนั้น มทรส. จึงเข้าร่วมเป็นเครือข่ายโครงการกำลังใจในพระราชดำริ ดังกล่าว พร้อมจัดทำแผนโครงการฝึกอบรมให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำต่าง ๆ ที่ มทรส. จัดตั้งอยู่นั้นๆ ทั้งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นนทบุรี สุพรรณบุรี และจังหวัดใกล้เคียงด้วย

นายธีรพล ขุนเมือง อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.)กรรมสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ มทรส. กล่าวต่อไปว่า เพื่อให้การฝึกอาชีพแก่ผู้ต้องขังภายใต้โครงการนี้เกิดผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ความสามารถไปประกอบอาชีพ อยู่ร่วมกับสังคมด้วยความภาคภูมิใจจึงร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ในการฝึกอาชีพร่วมกันด้วย

ซึ่งบางสาขาอาชีพที่มีการฝึกอบรม จะให้มีการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติด้วย และบางสาขาวิชาจะเป็นการฝึกร่วมกัน เมื่อผ่านการฝึกจบจะได้รับประกาศนียบัตรจาก มทรส. และหนังสือรับรองจาก กพร. ด้วย เพื่อการันตีถึงทักษะฝีมือหลังผ่านการอบรม ซึ่งจะสร้างความมั่นใจแก่ผู้ใช้บริการด้วย

สำหรับหลักสูตรการฝึกแต่ละคณะของ มทรส. ประกอบด้วยคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เน้นการฝึกงานซ่อมเครื่องยนต์เล็กและอาชีพช่างตัดผมชาย คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร เน้น การเกษตรและแปรรูป คณะบริหารธุรกิจฯ

เน้นการใช้ข้อมูลทางบัญชีเพื่อวางแผนอาชีพ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เน้นการผลิตผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ คณะวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ อบรมช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ และช่างไฟฟ้าภายในอาคาร

สำหรับคณะศิลปศาสตร์ เน้นงานบริการ อาทิ ธุรกิจกาแฟ แต่งหน้าเค้ก ภาษาจีนกลาง ภาษาอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งการฝึกอาชีพภายใต้โครงการนี้ นอกจากผู้ต้องขังสามารถกลับสู่สังคมด้วยความมั่นใจแล้ว นักศึกษาจะได้ร่วมปฏิบัติงานจริง และมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคม โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในเดือน มกราคม 2564 เป็นต้นไป

มทรส. สนองพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ ฝึกอาชีพผู้ต้องขังโครงการกำลังใจ
มทรส. สนองพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ ฝึกอาชีพผู้ต้องขังโครงการกำลังใจ
มทรส. สนองพระราชดำริ พระเจ้าหลานเธอ ฝึกอาชีพผู้ต้องขังโครงการกำลังใจ

เช็กที่นี่ ‘ผอ.องค์การอนามัยโลก’ นำแสดงปาฐกกถา ปัญหาโควิด แบบออนไลน์ @มหิดล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เช็กที่นี่ ‘ผอ.องค์การอนามัยโลก’ นำแสดงปาฐกกถา ปัญหาโควิด แบบออนไลน์ @มหิดล (komchadluek.net)

เช็กที่นี่ ‘ผอ.องค์การอนามัยโลก’ นำแสดงปาฐกกถา ปัญหาโควิด แบบออนไลน์ @มหิดล

เช็กที่นี่ 'ผอ.องค์การอนามัยโลก' นำแสดงปาฐกกถา ปัญหาโควิด แบบออนไลน์ @มหิดล

10 ธันวาคม 2563 – 10:55 น.

ผอ.องค์การอนามัยโลก นำแสดงปาฐกกถาแบบออนไลน์ร่วมด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญของไทย ร่วมถกปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 และโรคติดเชื้ออื่นๆ ในงานประชุมวิชาการนานาชาติ JITMM ที่ม.มหิดล ระหว่างวันที่ 15-16 ธ.ค.63

วันนี้ (10 ธ.ค.  2563 ) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ คณบดีคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติเวชศาสตร์เขตร้อน (JITMM) ว่า ระหว่างวันที่ 15 – 16 ธันวาคม 2563 คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล จะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมวิชาการนานาชาติเวชศาสตร์เขตร้อน JITMM 2020

อ่านข่าว : “มหิดล”แชมป์มหาวิทยาลัยอันดับ1ของไทย

โดยในปีนี้จัดในรูปแบบออนไลน์ครั้งแรก ภายใต้หัวข้อ “การควบคุมโรคเขตร้อนท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19” เพื่อขยายโอกาสให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เรื่องโรคเขตร้อน โรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ

ซึ่งที่ผ่านมาการประชุมวิชาการนานาชาติ JITMM จัดมาแล้ว 25 ปี โดยเป็นการจัดประชุมวิชาการทางด้านโรคเขตร้อนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในการประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.ทีโดรส อัดฮานอม เกเบรเยซุส (Dr.Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) นำแสดงปาฐกถา

ศาสตราจารย์วิจัย ดร.เจตสุมน ประชุมศรี ประธานคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ JITMM 2020 กล่าวเสริมว่า การประชุมวิชาการนานาชาติ JITMM ในครั้งนี้ นอกจากจะได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) นำแสดงปาฐกถาแล้ว ยังได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์เซอร์นิโคลัส ไวต์ Professor Sir Nicholas J. White ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเขตร้อนระดับโลก ผู้คิดค้นและพัฒนายารักษาโรคมาลาเรียประสิทธิภาพสูง ซึ่งใช้ควบคุมการระบาดของโรคมาลาเรียทั่วโลก

โดย ศาสตราจารย์ นายแพทย์เซอร์นิโคลัส ไวต์ ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2553 สาขาการแพทย์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์เวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด สหราชอาณาจักร

การประชุมวิชาการออนไลน์ JITMM 2020 ได้รับการสนับสนุนหลักจากกระทรวงสาธารณสุข โดยเปิดโอกาสให้แพทย์ที่สนใจเข้าร่วม และสามารถเก็บคะแนน CME ได้ตามกำหนดของแพทยสภา มีหลายหัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับ COVID-19 อาทิ “การใช้ยาคลอโรควิน และไฮดรอซีคลอโรควิน เพื่อการป้องกัน COVID-19” (Cloroquine and hydroxychloroquine for COVID-19 prophylasis)

“การจัดการทางคลินิกของ COVID-19″ (Clinical management of COVID-19) “มุมมองการวิจัย เฝ้าระวัง และการรักษา COVID-19” (Perspectives on COVID-19 research, surveilliance, and treatments) “การควบคุมโรคเขตร้อนท่ามกลางการแพร่ระบาดของ COVID-19” (Tropical disease controls amid the COVID-19 pandemic) และ “COVID-19 เวชศาสตร์การท่องเที่ยว และอื่นๆ” (COVID-19, travel medicine, others) เป็นต้น

โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักในการจัดประชุมวิชาการ และมีบางหัวข้อบรรยายเป็นภาษาไทย ซึ่งผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ Facebook: Joint International Tropical Medicine Meeting

เช็กที่นี่ 'ผอ.องค์การอนามัยโลก' นำแสดงปาฐกกถา ปัญหาโควิด แบบออนไลน์ @มหิดล

ศาสตราจารย์วิจัย ดร.เจตสุมน ประชุมศรี

เช็กที่นี่ 'ผอ.องค์การอนามัยโลก' นำแสดงปาฐกกถา ปัญหาโควิด แบบออนไลน์ @มหิดล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์วีระพงษ์ ภูมิรัตนประพิณ

เช็กที่นี่ 'ผอ.องค์การอนามัยโลก' นำแสดงปาฐกกถา ปัญหาโควิด แบบออนไลน์ @มหิดล
เช็กที่นี่ 'ผอ.องค์การอนามัยโลก' นำแสดงปาฐกกถา ปัญหาโควิด แบบออนไลน์ @มหิดล

‘PRIME’ จับมือ ‘พระนครเหนือ’ ร่วมวิจัยนวัตกรรม Solar Power ต่อยอดพลังงานสะอาดพัฒนาประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘PRIME’ จับมือ ‘พระนครเหนือ’ ร่วมวิจัยนวัตกรรม Solar Power ต่อยอดพลังงานสะอาดพัฒนาประเทศ (komchadluek.net)

‘PRIME’ จับมือ ‘พระนครเหนือ’ ร่วมวิจัยนวัตกรรม Solar Power ต่อยอดพลังงานสะอาดพัฒนาประเทศ

'PRIME' จับมือ 'พระนครเหนือ'  ร่วมวิจัยนวัตกรรม Solar Power ต่อยอดพลังงานสะอาดพัฒนาประเทศ

6 ธันวาคม 2563 – 19:35 น.

‘PRIME’ จับมือ ‘พระนครเหนือ’ ร่วมวิจัยนวัตกรรม Solar Power ต่อยอดพลังงานสะอาดพัฒนาประเทศ ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาออกสู่สังคม เพื่อผลักดันเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ อย่างเป็นรูปธรรม

นายสมประสงค์ ปัญจะลักษณ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ‘PRIME’ บริษัทพลังงานสะอาดชั้นนำ เปิดเผยว่า ภายใต้วิสัยทัศน์ เราจะเป็นผู้นำในธุรกิจพลังงานและสิ่งแวดล้อม ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน

“เราจึงร่วมมือกับคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ เป็นที่ยอมรับในด้านเทคนิคและหลักการถ่ายทอดความรู้ด้านวิศวกรรมให้แก่ผู้เรียน เพื่อทำการศึกษาทดลอง วิจัยพัฒนา และทดสอบทางวิศวกรรมของระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Photovoltaic Solar Power System)”นายสมประสงค์ กล่าว

นายสมประสงค์ กล่าวอีกว่าโดยระบบพลังงานแสงอาทิตย์นี้ จะช่วยประหยัดเงินค่าไฟกับผู้ใช้ทั้งภาครัฐและเอกชน ถือเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันจะส่งผลให้เกิดการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสร้างความมั่นคงพลังงานให้ประเทศชาติอย่างยั่งยืน

บันทึกความเข้าใจฉบับนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือที่สำคัญของทั้งสององค์กร เพื่อผลักดันการต่อยอดนวัตกรรมระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ให้สามารถทดแทนการใช้เชื้อเพลิงแล้วหมดไปอย่างน้ำมันหรือถ่านหิน (Fossil Fuel) ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดภาวะโลกร้อน

สอดคล้องกับนโยบายการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) ของประเทศภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 อีกทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDG) ที่ว่าด้วยการเร่งต่อสู่กับสภาพภูมิอากาศและผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อไป

รศ.ดร. ไพโรจน์ สถิรยากร คณบดีคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่า ถึงความร่วมมือภายใต้บันทึกข้อตกลงนี้ว่า จะเป็นผลดีต่อนักศึกษาของคณะฯ ทั้งระดับปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอก เนื่องจากจะได้ข้อมูลที่หลากหลายจากทาง บริษัทไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะส่งผลให้งานวิจัยของนักศึกษาและบุคลากรของคณะฯ เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้จะมีการร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการในด้านบ้านอัจฉริยะ (Smart Home) อาคารอัจฉริยะ (Smart Building) ระบบการจัดการพลังงาน (Energy Management System) และการเชื่อมต่อพลังงานไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืนต่อไป

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) เป็นต้นแบบแห่งการผลิตครูช่างและสร้างสรรค์นวัตกรรม ซึ่งเป็นที่ยอมรับมากว่า 50 ปี ในด้านการจัดการศึกษา โดยยึดมั่นการจัดการเรียนการสอนตามมาตรฐานของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน

ซึ่งการผลิตครูช่างอุตสาหกรรมจะต้องมุ่งเน้นเนื้อหาทางด้านเทคนิคในแต่ละสาขาความรู้ ควบคู่กับหลักการหรือยุทธวิธีในการถ่ายทอดความรู้ทางวิศวกรรมให้กับผู้เรียน ตลอดจนการวิจัยพัฒนาทางด้านวิศวกรรม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริการทางด้านวิชาการ มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความเป็นเลิศทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้

ทั้งนี้ในปัจจุบันทางมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือได้ขยายโอกาสทางการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปสู่ภูมิภาคจำนวน 2 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตปราจีนบุรี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ วิทยาเขตระยอง มีหลักสูตรสำหรับนักศึกษามากกว่า 190 หลักสูตร เพื่อรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ตามนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

บริษัท ไพร์ม โรด เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัทพลังงานสะอาดชั้นนำ ประกอบธุรกิจหลัก คือ ขายไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Power Plant) และมีธุรกิจใหม่ที่เปิดตัวในปีนี้ 3 ธุรกิจ คือ

1. ธุรกิจรับเหมาติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop EPC) 2. ธุรกิจขายไฟฟ้าจากระบบไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา (Solar Rooftop Private-PPA) 3. ธุรกิจจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์เกี่ยวกับพลังงาน (Power-related Material and Equipment Trading)

โดยธุรกิจหลัก มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ในประเทศไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน และกัมพูชา มีกำลังผลิตติดตั้งรวม 292 เมกะวัตต์ แบ่งออกเป็นโครงการที่พัฒนาเสร็จและดำเนินการขายไฟแล้ว (COD-Installed Capacity) 180 เมกะวัตต์ และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 112 เมกะวัตต์ โดยมีแผนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และตั้งเป้ามีกำลังผลิตติดตั้ง 1,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568

ในส่วนผลการดำเนินงานของบริษัทฯ งวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2563 บริษัทฯ มีรายได้รวมเป็น 568 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% จากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) และมีกำไรสุทธิ เท่ากับ 256 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% YoY สำหรับฐานะทางการเงิน บริษัทฯ มีสินทรัพย์จำนวน 5,731 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นส่วนของผู้ถือหุ้นรวม 2,815 ล้านบาท และหนี้สินรวม 2,916 ล้านบาท ทำให้มีอัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) เพียง 1.03 เท่า ซึ่งถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับบริษัทอื่นที่อยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเดียวกัน

'PRIME' จับมือ 'พระนครเหนือ'  ร่วมวิจัยนวัตกรรม Solar Power ต่อยอดพลังงานสะอาดพัฒนาประเทศ
'PRIME' จับมือ 'พระนครเหนือ'  ร่วมวิจัยนวัตกรรม Solar Power ต่อยอดพลังงานสะอาดพัฒนาประเทศ

“มหิดล” ผนึกกําลัง “รีเสิร์ชเอ็กซ์” ลงนามขับเคลื่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“มหิดล”ผนึกกําลัง”รีเสิร์ชเอ็กซ์”ลงนามขับเคลื่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี (komchadluek.net)

“มหิดล”ผนึกกําลัง”รีเสิร์ชเอ็กซ์”ลงนามขับเคลื่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี

"มหิดล"ผนึกกําลัง"รีเสิร์ชเอ็กซ์"ลงนามขับเคลื่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี

5 ธันวาคม 2563 – 19:06 น.

“มหิดล”ผนึกกําลัง”รีเสิร์ชเอ็กซ์”ลงนามขับเคลื่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ จํากัด จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัย “การ พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี” ณ ห้องประชุมพิทยา จารุพูนผล ชั้น 5 อาคารเทพนม เมืองแมน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ถนนราชวิถี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ทั่วโลก ที่ส่งผลกระทบทั้งด้าน เศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน การพัฒนาองค์ความรู้ ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ๆ ทางด้านการแพทย์และสุขภาพ ถือเป็นเรื่องสําคัญและมีความจําเป็นอย่างยิ่งดังนั้นจึงเกดิความร่วมมือในการลงนามร่วมกันภายในเครือข่ายย่าน นวัตกรรมการแพทย์โยธี ที่มุ่งสร้างต้นแบบเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อนวัตกรรมการแพทย์ของประเทศ รัฐบาลจึง มีนโยบายที่จะพัฒนาย่านนี้ให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพและนวัตกรรมทางการแพทย์ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธีขึ้น ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของ 2 กระทรวงคือ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงสาธารณสุข

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และ บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ จํากัด จึงจับมือกันร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการ วิจัย “การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี” เพื่อร่วม ดําเนินการวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน การสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพ การ สร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ และการมีส่วนร่วมแบบโปร่งใส เพื่อเป้าหมายของการ “อยู่ เป็น สุข” และ ร่วมมือกันผลักดันผลงานวิจัยนวัตกรรม เพื่อสร้างมูลค่าให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญาจากหิ้งสู่ห้าง ยกระดับมาตรฐาน การดูแลสุขภาพและการพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพตามแผนยุทธศาสตร์ของชาติ Thailand 4.0 ในการพัฒนา        

"มหิดล"ผนึกกําลัง"รีเสิร์ชเอ็กซ์"ลงนามขับเคลื่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี

ประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) พร้อมทั้งขับเคลื่อนการวิจัยค้นคว้าและพัฒนา ผลิตภัณฑ์และบริการภายใต้องค์ความรู้ “อยู่ เป็น สขุ ” (V Wellbeing) ส่งเสริมงานวิจัยนวัตกรรมให้เกิดการต่อ ยอดสู่เชิงพาณิชย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะ สาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวเปิดงานและเป็นผู้แทนลงนาม พร้อมทั้งรอง ศาสตราจารย์ธราดล เก่งการพานิช คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมเป็นพยานในการลงนาม และได้รับเกียรติจาก นายภาคภูมิ เพิ่มมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ จํากัด ให้เกียรติเป็นผู้แทน ร่วมลงนาม พร้อมทั้งคุณนิตยา บุญเป็ง ผู้ประสานงานวิจัยเชิงพาณิชย์ บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ จํากัด ร่วมเป็นพยาน ในการลงนาม โดยเป็นผู้แทนของรองศาสตราจารย์ ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก ที่ปรึกษาด้านกฏหมายและทรัพย์สินทาง ปัญญา บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ จํากัด        

ดร.ชะนวนทอง ธนสุกาญจน์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ความ ร่วมมือของคณะสาธารณสุขฯ กับ บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ จํากัด สืบเนื่องมาจากแผนงานของเราทั้งสองฝ่ายนั้น นอกจากจะตอบโจทย์ Health Literacy ซึ่งมีหัวใจสําคัญ คือ เข้าถึง เข้าใจ โต้ตอบ ซักถาม แลกเปลี่ยน ตัดสินใจ เปลี่ยนพฤติกรรม และบอกต่อ ตามนโยบายของสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ คํานึงถึงสุขภาพของประชาชน คณะสาธารณสุขฯ ของเรายังต้องการองค์กรที่จะมาช่วยตอบโจทย์ด้านนวัตกรรม ดิจิทัลให้กับเราด้วย นั่นก็เพราะคณะสาธารณสุขฯ ของเราสามารถเป็นนวัตกรรมสังคมให้กับผู้คนได้ด้วยตัวเอง แต่ เรายังขาดองค์กรที่จะมาต่อยอดนวัตกรรมด้านดิจิทัลและไอทีที่สามารถเข้ากับ Health Literacy ของคนทั่วไปได้ แบบง่ายๆ ทางบริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ฯ มาเสนอแผนงานให้เราเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เราจึงเลือกที่จะลงนามความ ร่วมมือด้วย”         

ดร.ชะนวนทอง บอกอีกว่า “การที่ตัดสินใจลงนามร่วมมือกับ บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ฯ สิ่งสําคัญอีกประการก็คือ การมีค่านิยมร่วมที่ตรงกันของทั้งสองฝ่าย ซึ่งไม่ใช่ธุรกิจที่วัดเพียงตัวเงิน หรือรายได้เท่านั้น แต่เป็นธุรกิจที่สร้าง มูลค่าให้กับสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตีค่าไม่ได้ อีกอย่างบริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ฯ ไม่ได้เอางานวิจัย หรือนวัตกรรมที่มีมาขาย แต่นํามาเพื่อพัฒนาร่วมกัน ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างมูลค่าให้กับทุกคน และช่วยลดช่องว่างระหว่างฐานะได้ นี่คือ หลักการของงานสาธารณสุขที่เห็นประโยชน์ต่อส่วนรวมเป็นสําคัญ”     

“ดิฉันมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า การลงนามร่วมมือกันในครั้งนี้ นอกจากจะตอบโจทย์ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้ว ยัง ช่วยสร้างงานสร้างรายได้ให้กับทุกคนอีกด้วย เพราะยุคนี้คําว่า สุขภาพกับเศรษฐกิจต้องเดินควบคู่กันไป ยิ่งในช่วง โควิด-19 ระบาดนี่ยิ่งสําคัญ เนื่องจากเราจะอยู่คนเดียวในสังคมไม่ได้ เราต้องพึ่งพากัน และมองไปในทางบวก ดิฉัน มองว่านักธุรกิจก็เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางที่ต้องเดินไปด้วยกัน ยิ่งงานวิจัยที่ทําให้สังคมดีขึ้น เรายิ่งต้องส่งเสริม สนับสนุน แต่ต้องทําด้วยความระมัดระวัง และทําด้วยความโปร่งใส เพื่อให้ผลที่ได้ออกมาดีที่สุดสําหรับทุกคน เพราะงานสาธารณสุขไม่ได้อยู่แค่ในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่อยู่ในชีวิตประจําวันของเราทุกคนด้วย อย่างโครงการ ‘สูงเนินโมเดล’ ที่ดิฉันเคยทําที่ จ.นครราชสีมา ที่เริ่มต้นเมื่อปี 2561 จนมาถึงปัจจุบันนี้ เชื่อมั้ยว่าเราสามารถช่วย ให้มีผู้ป่วยในโรงพยาบาลที่สูงเนินน้อยลงอย่างมาก เพราะทุกคนที่เข้าร่วมได้รับความรู้และหันมาดูแลใส่ใจสุขภาพ ตัวเองอย่างจริงจังนั่นเอง”

ดร.ชะนวนทอง พูดถึงแนวคิด ‘อยู่ เป็น สขุ ’ หรือ V Wellbeing ว่า V หมายถึง เราทุกคน ที่ต้องเข้าถึง และเข้าใจข้อมูลในเรื่องการดูแลสุขภาพที่ถูกต้อง และคําว่า Wellbeing หมายถึง สุขทั้งในและนอก อยู่ตรงไหนก็ สุข เพราะรู้ว่าตัวเองกําลังทําอะไร และรู้ว่าเพื่อน หรือครอบครัวเราทําอะไร คือต้องอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของ ตัวเองได้ เพราะเมื่อสังคมเปลี่ยนแปลงไป เราก็จะสามารถอยู่กับการเปล่ียนแปลงได้อย่างมีความสุข

“สําหรับแนวคิดในการขับเคลื่อน หรือผลักดันงานวิจัยด้านสุขภาพ ตามความคิดของดิฉัน คือ การแชร์ ความรู้ให้กันและกันนั้นมีความสําคัญอย่างยิ่ง ซึ่งตรงกับหลักการของ Health Literacy ที่สุดเลย เพราะทุกคนเป็น หมอด้วยตัวเองในเรื่องสุขภาพได้ ฉะนั้น ก่อนที่จะเจ็บป่วย เราต้องรู้วิธีป้องกัน หรือเมื่อเจ็บป่วยแล้ว เราต้อง สามารถพูดคุยกับหมอที่โรงพยาบาลรู้เรื่อง นี่คือสิ่งที่คณะสาธารณสุขฯ ลุกขึ้นมาขับเคลื่อนและผลักดัน เพื่อทําให้ ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสมอภาคในเรื่องสุขภาพที่ดีอย่างเท่าเทียมกัน”        

ด้าน นายภาคภูมิ เพิ่มมงคล กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ จํากัด พูดถึงความเป็นมาของการ จับมือร่วมกันทํางานด้านวิจัยให้ฟังว่า “เนื่องจากย่านโยธีเป็นพื้นที่ ที่เน้นในเรื่องนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ความเป็นมาที่ บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ฯ ได้มาร่วมมือกับคณะสาธารณสุขฯ ม.มหิดล เนื่องมาจาก ประเทศไทยของเรานั้น เป็นจุดหมายด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ที่ถือเป็นอันดับ 1 ของโลก ด้วยบริการที่ดีกว่า และราคาที่เป็นมิตร เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แล้ว เมืองไทยจึงได้เปรียบ สิ่งสําคัญอีกอย่างก็คือ บ้านเรามีสถานที่ ท่องเที่ยวที่สามารถเป็นที่พักฟื้นให้ผู้ป่วยซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก จะไปภูเขา หรือทะเลก็เดินทางแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้น แถมค่าครองชีพในบ้านเรายังไม่สูงมาก รัฐบาลจึงต้องการโปรโมทเรื่องนี้ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากธุรกิจ       

"มหิดล"ผนึกกําลัง"รีเสิร์ชเอ็กซ์"ลงนามขับเคลื่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี

เกี่ยวกับการแพทย์อย่างโรงพยาบาลแล้ว ยังเป็นการกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจอื่นๆ เช่น สปา และเวลเนส ซึ่งบ้าน เรามีชื่อเสียงเป็นอย่างดีอยู่แล้วทั่วทุกภูมิภาคของไทย พอเรานําโครงการนี้มาเสนอกับท่านคณบดีคณะสาธารณสุข ฯ ท่านก็เห็นด้วยทันที เพราะเป็นสิ่งที่คณะสาธารณสุขฯ ต้องการจะผลักดันในเรื่องนี้อยู่แล้ว”

นายภาคภูมิ บอกว่า “บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ฯ เคยเซ็นสัญญาลงนามความร่วมมือกับโรงพยาบาลและ สถาบันการแพทย์ชั้นนํามาก่อนแล้ว ซึ่งเป็นความร่วมมือกันในการพัฒนา นวัตกรรมการแพทย์เชิงป้องกัน (Preventive Healthcare) ดังนั้น เมื่อลงนามกับคณะสาธารณสุขฯ ม.มหิดล ก็จะเน้นนโยบาย ‘การป้องกัน’ ซึ่ง จะช่วยลดทั้งค่ายา ค่ารักษา และค่าเครื่องมือแพทย์ เป็นการช่วยประหยัดงบประมาณให้กับรัฐบาลได้อีกทางหนึ่ง เพราะต่อให้คุณเป็นคนร่ํารวยมีเงินเยอะ แต่ถ้าคุณต้องมาเจ็บป่วยบ่อยๆ คุณก็ไม่มีความสุขแน่นอน ดังนั้น มา หาทางป้องกันไว้ก่อนเป็นการดีที่สุด”         

“สําหรับบทบาทของ บริษัท รีเสิร์ช เอ็กซ์ฯ เราถือว่าเราเป็นบริษัทเอกชนรายแรกๆ ที่สํานักงานนวัตกรรม แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (NIA) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ซึ่งเป็นสถาบันที่ก่อตั้ง โดยรัฐบาลได้ชวนเรามาร่วมมือด้วย ด้วยความที่บริษัทเราได้รับการสนับสนุนด้านนวัตกรรมมาโดยตลอด 11 ปี ทั้ง ทุนวิจัย ทั้งการประชาสัมพันธ์งานวิจัย ซึ่งทั้งหมดเป็นการนํางานวิจัยจากบนหิ้งไปสู่ห้าง พูดง่ายๆ ว่าเป็นการนํา งานวิจัยต่อยอดสู่เชิงพาณิชย์ เมื่อ NIA ต้องการสนับสนุนงานวิจัยให้มีอิมแพคมากขึ้น NIA จึงมีนโยบายในการ สนับสนุนให้เกิดย่านนวัตกรรม อย่างที่ได้บอกไว้ว่า ประเทศไทยเป็นจุดหมายการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อันดับ 1 ของโลก ฉะนั้น ย่านนวัตกรรมการแพทย์และสุขภาพโยธีจึงเหมาะสมมาก เพราะมีโรงพยาบาลและสถาบันวิจัย การแพทย์ตั้งอยู่เยอะอยู่แล้ว”           

"มหิดล"ผนึกกําลัง"รีเสิร์ชเอ็กซ์"ลงนามขับเคลื่อนพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบริการเพื่อสร้างเสริมสุขภาพ ภายใต้ย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี

“รูปแบบการทํางานของเรา คือ จะต้องคุยกับนักวิจัยก่อน ว่างานวิจัยไหนสามารถต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ได้บ้าง เช่น ถุงเท้าสําหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยูเรีย ชิ้นนี้เป็นงานวิจัยที่บริษัทเราทําขึ้นมา คุณสมบัติ คือ ถุงเท้านี้ จะช่วยลอกผิวหนังเท้าของผู้ป่วยเบาหวานให้หลุดร่อนออกมาโดยง่าย เพื่อไม่ให้ผิวหนังบริเวณเท้าเกิดแผลกดทับ แล้วลามเป็นแผลไม่หายจนถึงขั้นผู้ป่วยต้องตัดขา หรือจะเป็นนวัตกรรมวัสดุเส้นใยชีวภาพขึ้นรูปจากน้ํามะพร้าวที่ นํามาทําเป็นแผ่นมาส์กหน้าส่งไปขายที่เกาหลี ซึ่งมาส์กนี้สามารถช่วยป้องกันฝ้าและป้องกันการอักเสบที่เกิดจาก การยิงเลเซอร์เพื่อความงามบนใบหน้าได้ เป็นต้น”          

“ด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ ก็ยิ่งเข้ากับนโยบายการป้องกันของ เราพอดีเลย สิ่งที่ทุกคนสามารถทําได้ในตอนนี้ คือ การป้องกัน โดยทําให้สุขภาพของตัวเองแข็งแรงเข้าไว้ วิธีการ ของเรา คือ เปลี่ยนวิธีให้ข้อมูล เป็นภาษา หรือ รูปภาพ ที่เข้าใจได้ง่าย สอดคล้องกับวิถีชีวิต และภูมิสังคม ของคน กลุ่มต่างๆ เพื่อเขาจะได้นําข้อมูลไปใช้ ในการตัดสินใจได้ และ ทําตามที่ตัดสินใจจนสําเร็จ ซึ่งกระบวนการนี้ เรียกว่า ความรอบรู้ด้านสุขภาพ (health literacy) เช่น ลดการกินยา โดยเลือกรับประทานอาหารที่ได้คุณค่าแทน ลดการรับประทานเค็มครึ่งหนึ่ง หรือลดการรับประทานหวานครึ่งหนึ่ง เป็นต้น โดยเราจะมีเครื่อง Bio Feedback ซึ่งเป็นเครื่องสแกนดิจิทัล เพื่อตรวจวัดตามจุดต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งเครื่องนี้จะสะท้อนผลลัพธ์ออกมาให้เห็นว่า มี อวัยวะส่วนไหนภายในร่างกายของเราที่กําลังมีความผิดปกติเกิดขึ้นบ้าง ทําให้เรารู้ถึงสาเหตุและรีบป้องกันการ เจ็บป่วยได้นอกจากนี้ยังมีนวัตกรรมการทําUrbanFarmโดยใช้พื้นที่ของดาดฟ้าตึกปลูกผักและใช้ระบบดิจทิัล รดน้ําอัจฉริยะ โดยการวัดสภาพอากาศและควบคุมเวลาเปิด-ปิดน้ําผ่านแอพพลิเคชั่น มีโรงเรือนกางมุ้ง และมีห้อง แล็บ เพื่อตรวจสอบเรื่องยาฆ่าแมลง เชื้อโรค รวมทั้งไข่พยาธิด้วย ซึ่งเราจะใช้ตรงนี้เป็นโมเดลในอนาคต โดยจะเริ่ม ลงมือทําในเดือนธันวาคมนี้” นายภาคภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

กระเทาะแก่นการศึกษาไทย ถ้าไม่สนใจเครื่องแบบนักเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กระเทาะแก่นการศึกษาไทย ถ้าไม่สนใจเครื่องแบบนักเรียน (komchadluek.net)

กระเทาะแก่นการศึกษาไทย ถ้าไม่สนใจเครื่องแบบนักเรียน

กระเทาะแก่นการศึกษาไทย ถ้าไม่สนใจเครื่องแบบนักเรียน

2 ธันวาคม 2563 – 19:50 น.

เริ่มต้นปฏิรูปการศึกษาด้วยการยอมรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน ผู้ที่ต้องรับผลจากการจัดการศึกษาไทย ไม่ใช่ให้ผู้ใหญ่คิดแทน หยุดการแย่งตำแหน่ง ปรับโครงสร้าง เพิ่มเงินเดือน มาฟังเด็กดูบ้าง…โดยชัยวัฒน์ ปานนิล

อย่าบดบังและกดทับการศึกษาไทยด้วยเครื่องแบบนักเรียน

หลายท่านอาจจะคิดว่า แค่เครื่องแบบนักเรียนยังใส่ไม่ได้ จะทำอะไรได้ เป็นคำตอบง่ายๆ ที่จะปัดไม่รับฟังความคิดของเด็ก ที่ผ่านมาการศึกษาไทยมีการปฏิรูปมาแล้วหลายครั้ง แต่เป็นการปฏิรูปโดยผู้มีอำนาจทางการบริหาร สุดท้ายก็จบแค่โครงสร้างและตำแหน่ง 

อ่านข่าว : เปิดใจรับฟัง หาความต่าง ‘135 ปี’ เครื่องแบบนักเรียนไทย

แต่ครั้งนี้เป็นการปฏิรูปการศึกษาที่เริ่มโดยนักเรียน ถ้ายอมรับและฟังความคิดของเด็กได้ ปลดเครื่องแบบนักเรียนออก ท่านอาจจะได้เห็นเนื้อในของวงการศึกษา

ก่อนที่จะแสดงความคิดเห็น ขอบอกไว้ก่อนว่า เครื่องแบบไม่ใช่สิ่งเลวร้าย ชุดเครื่องแบบหรือชุดยูนิฟอร์มนั้น มีการเริ่มสวมใส่กันมาตั้งแต่ในสมัยยุคโรมัน สำหรับประเทศไทยของเราการสวมใส่เครื่องแบบเริ่มมีขึ้นมาตั้งแต่สมัย สุโขทัย อยุธยา จนเข้ามาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น 

แล้วพัฒนามาเรื่อยๆ จนถึงสมัยช่วงรัชกาลที่ 4 และในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการปรับปรุงจนทำให้เกิดเป็นชุดราชปะแตน ซึ่งมีที่มาจาก คำว่า “ราช” รวมกับคำว่า “แพทเทิร์น” กลายเป็น ราชปะแตน ชุดราชปะแตนจะเป็นเสื้อสีขาวลักษณะคอเสื้อจะเป็นคอตั้ง ทรงเสื้อจะมีลักษณะแบบแขก มีกระดุมด้านหน้า 5 เม็ดด้วยกัน ส่วนด้านล่างจะเป็นการนุ่งโจงกระเบนและใส่รองเท้าแบบฝรั่ง

เครื่องแบบ (Uniform) จริงๆ แล้วหมายถึง การอยู่ภายใต้ข้อบังคับบางอย่าง เพื่อให้ผู้ที่สวมใส่มีลักษณะเหมือนกันเป็นเนื้อเดียวกัน มีความเป็นหมู่คณะ จัดอยู่ในกลุ่มหรือหมวดหมู่เดียวกันไม่ว่าจะเป็น ชุดนักเรียน ชุดนักศึกษา ชุดแต่งงาน ชุดทำงาน ชุดพนักงาน หรือแม้กระทั่งชุดพ่อครัว

ในสังคมของเรานั้นต้องมีการจัดการกับคนหมู่มาก เพื่อให้สามารถแยกแยะผู้คนได้ จึงทำให้เกิดเป็นเครื่องแบบขึ้น และชุดเครื่องแบบยังถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดความเป็นตัวตนของผู้ที่สวมใส่ ยกตัวอย่าง เช่น การใส่ชุดนักเรียน ก็จะทำให้เรารู้ว่าในช่วงนั้นคือเราควรทำอะไร มีขอบเขตแค่ไหน ช่วยในการกล่อมเกลาจิตสำนึกว่าผู้ที่สวมใส่อยู่คือเยาวชนที่มีหน้าที่เล่าเรียนหนังสือและกำลังสวมบทบาทเยาวชนของชาติ

กระเทาะแก่นการศึกษาไทย ถ้าไม่สนใจเครื่องแบบนักเรียน

นอกจากนี้แล้วเครื่องแบบบางอย่างยังสวมใส่เพื่อเป็นการแสดงตัวตนให้ชัดเจนมากขึ้น เช่น ชุดของเหล่าอาร์ตติสที่ส่วนใหญ่มักจะเห็นว่าเป็นชุดสีดำล้วน ดังนั้นเครื่องแบบจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในชีวิตประจำวันเพื่อทำให้เราสามารถรู้ได้ว่าคนนี้ทำอาชีพอะไร คนที่ใส่เครื่องแบบเองก็จะรู้ว่าตัวเองมีขอบเขตในการปฏิบัติตัวอย่างไร นี่จึงเป็นคำตอบที่ว่าทำไมต้องใส่เครื่องแบบ

ย้อนกลับมาที่ ทำไมถึงต้องมาสนใจ เรื่องการแต่งตัวของนักเรียน ทั้งๆที่ระบบการศึกษามีปัญหาตั้งมากมาย เรื่อง การศึกษา ที่ถูกมองและแก้โดยผู้ใหญ่มาหลายหน เช่น โรงเรียนไม่พอ ,หลักสูตรไม่พัฒนา ,ภาษาไม่ได้ ,วิชาการแพ้เพื่อนบ้านแม้แต่ในอาเซียน ,ปิดเทอมไม่ตรงประเทศรอบข้าง ,หนี้ครูท่วมหัว ,ละเมิดทางเพศในโรงเรียน ,นักเรียนยกพวกตีกัน ฯลฯ 

คิดและแก้วนเวียนอยู่กับผู้บริหาร นักวิชาการศึกษา ที่เรียกกันสวยหรูว่า “ปฏิรูปการศึกษา” สุดท้ายก็จบกันแค่ปรับโครงสร้าง เงินเดือนและตำแหน่ง ผู้บริหารเพิ่มมากขึ้น ครูได้ค่าตอบแทนมากขึ้น (แต่ก็ยังเป็นหนี้เหมือนเดิม) ผู้บริหารระดับสูงแทบจะเดินชนกัน แต่การศึกษาทำไมไม่ดีขึ้น

ถึงคราวของเด็กเขาคิดบ้าง เขาก็อยากสะท้อนปัญหาบ้าง เครื่องแบบไม่ได้น่ารังเกียจขนาดนั้น อย่าหลงประเด็นไป นักเรียนเขาต้องการสะท้อน ”อำนาจนิยม” ที่กดทับอยู่มากกว่า อย่าสงสัยเลย ว่า ”เครื่องแบบนักเรียน“ กลายเป็น “อำนาจที่กดทับ” ไปได้อย่างไร แค่เรื่องการสถาปนาอำนาจนำแบบพื้นๆก็อธิบายได้แล้ว การดำรงอยู่ของอำนาจนำ ไม่ได้จัดการตัวเองด้วยมิติเดียว มันสร้างภาพลวงไว้หลายมิติ ทั้งอำนาจ”แข็ง” และอำนาจ “อ่อน”

เครื่องแบบเป็นแค่สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวและสะท้อนในเชิงรูปธรรมของ นักเรียนได้ง่ายที่สุดแล้วเท่านั้นเอง หลังจากเขาเห็นว่าการแก้ปัญหาแบบ “ถอดบทเรียน” ตามเวทีสัมมนา มันก็แค่นั้น สังคมลืมตั้งแต่ผู้อภิปรายยังไม่ลงจากเวที การเปิดประเด็นสู่การถกเถียงในสังคมอย่างกว้างขวาง จึงต้องลงมือทำอย่างเห็นจริง

ถอดเครื่องแบบของระบบการศึกษาออก เพื่อพิจารณาปัญหาที่แท้จริง ถึงเวลารับรู้ รับฟัง จากผู้ที่ได้รับผลที่แท้จริงจากการศึกษา กันเสียที!!!

เปิดใจรับฟัง หาความต่าง ‘135 ปี’ เครื่องแบบนักเรียนไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดใจรับฟัง หาความต่าง ‘135 ปี’ เครื่องแบบนักเรียนไทย (komchadluek.net)

เปิดใจรับฟัง หาความต่าง ‘135 ปี’ เครื่องแบบนักเรียนไทย

เปิดใจรับฟัง หาความต่าง '135 ปี' เครื่องแบบนักเรียนไทย

1 ธันวาคม 2563 – 20:35 น.

ก่อนไฟลามทุ่ง ผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ควรเปิดใจรับฟัง หาความต่าง ‘135 ปี’ เครื่องแบบนักเรียนไทย ถึงเวลาหาความเหมือน หาจุดลงตัว เพื่อเป็นทางออกที่ดี สำหรับทุกคน….บทความโดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

#1ธันวาบอกลาเครื่องแบบ ขึ้นติดอันดับ 1 ของเทรนทวิตเตอร์เมืองไทย ที่ผมเพิ่งจะรู้จักไม่เกิน 3 วัน ในสังคมยุคปัจจุบัน สื่อโซเชียลที่มีความรวดเร็วและตอบสนองผู้ใช้ได้รวดเร็วทันทุกเหตุการณ์คงต้องยกให้ ทวิตเตอร์

อ่านข่าว : #1ธันวาบอกลาเครื่องแบบ ประมวลภาพ 2 โรงเรียนดังเมืองอุดรฯ หลังหลาย รร.นัดสวมชุดไปรเวท

เรื่องราวร้อนๆ ในวันนี้เกี่ยวกับ “ชุดเครื่องแบบนักเรียน” สำหรับชุดเครื่องแบบนักเรียนของไทย เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือตั้งแต่ พ.ศ. 2428 โดยชุดนักเรียนชายในสมัยนั้นจะประกอบไปด้วย รองเท้าสีดำ

แต่ในสมัยนั้นถุงเท้าและรองเท้ามีราคาค่อนข้างแพง ทำให้หลายคนไม่ค่อยมีใช้และไม่ได้ใส่ไปเรียน และหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (เครื่องแบบนักเรียนในอดีต ระดับชั้นประถมต้องมีเข็มขัดลูกเสือและสวมหมวกกะโล่ )ก็ได้มีการเปลี่ยนมาเป็นชุดเครื่องแบบนักเรียนในปัจจุบัน

ก่อนหน้า ยกเหตุผลที่ต้องมี ชุดเครื่องแบบนักเรียน  ไว้ว่าที่มีการใส่เครื่องแบบก็เป็นเพราะในสังคมของเรานั้นต้องมีการจัดการกับคนหมู่มาก เพื่อให้สามารถแยกแยะผู้คนได้ จึงทำให้เกิดเป็นเครื่องแบบขึ้น

และชุดเครื่องแบบยังถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลดความเป็นตัวตนของผู้ที่สวมใส่ ยกอย่างเช่นการใส่ชุดเครื่องแบบนักเรียน ก็จะทำให้เรารู้ว่าในช่วงนั้นคือเราควรทำอะไร มีขอบเขตแค่ไหน ช่วยในการกล่อมเกลา

อาจจะเป็นเหตุผลของนักปกครอง ที่มองจากมุมของผู้ปกครองก็เป็นได้ แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป เหตุการณ์ย่อมไม่เหมือนเดิม ผู้คนได้รับการพัฒนามากขึ้น มีความรู้มากขึ้น การติดต่อเชื่อมโยงระหว่างผู้คนในโลกกว้างมีความสะดวกและรวดเร็ว บางสิ่งที่ยังย่ำอยู่กับที่ก็ควรที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลง ชุดเครื่องแบบนักเรียนก็เช่นกัน

เปิดใจรับฟัง หาความต่าง '135 ปี' เครื่องแบบนักเรียนไทย

โดยส่วนตัวผู้เขียนเป็นเด็กบ้านนอกผูกพันกับชุดเครื่องแบบนักเรียนมาตลอดชีวิต และเป็นชุดที่ใส่ถ่ายรูปในวัยเด็กแล้วนำมาอัดขยายเพื่อติดไว้ฝาบ้านด้วยความภาคภูมิใจ เป็นชุดหรูที่ใส่ไปได้ทุกงาน

สำหรับคนที่มีฐานะยากจนหรือรายได้น้อย รูปทุกรูปที่มีเกือบทั้งหมด  เป็นรูปชุดเครื่องแบบนักเรียน นั้นคือเหตุการณ์ที่นานมาแล้ว แต่ปัจจุบันหลายอย่างมันเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงการที่จะให้เด็กรุ่นใหม่คิดเหมือนเราคงจะเป็นไปไม่ได้

เปิดใจรับฟัง หาความต่าง '135 ปี' เครื่องแบบนักเรียนไทย

ถ้าเหตุการณ์ในวันนี้เรามองอย่างใจเย็นและรับฟัง เราอาจจะได้มองเห็นในสิ่งที่คนรุ่นใหม่คิด 135 ปี ผ่านมาแล้วที่เรายังสวมเครื่องแบบนักเรียนเหมือนเดิม อาจจะลองหาจุดลงตัวที่เหมาะสม เช่น สวมชุดเครื่องแบบนักเรียนเฉพาะวันจันทร์ของทุกสัปดาห์ เหมือนข้าราชการ นอกนั้นก็เป็นชุดต่างๆ ตามความเห็นของนักเรียน โรงเรียนและผู้ปกครอง ก็อาจจะเป็นได้ 

ที่ผ่านมาเราพยายาม สอนให้เด็ก คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น แต่เมื่อเด็กคิดแล้วเราทำไมไม่รับฟัง การปิดประตูความคิดไม่ใช่สิ่งที่ดี เปิดใจรับฟัง หาความต่าง หาความเหมือน หาจุดลงตัว คงจะเป็นหนทางที่ดีสำหรับทุกคน

สุดท้าย อย่าลืมว่า คนที่ปฏิวัติล้มล้างรัฐธรรมนูญ ก็คือคนที่สวมเครื่องแบบทุกวันนี้

เปิดใจรับฟัง หาความต่าง '135 ปี' เครื่องแบบนักเรียนไทย
เปิดใจรับฟัง หาความต่าง '135 ปี' เครื่องแบบนักเรียนไทย

ด่วน ‘รร.เวียงพาน’ จ.เชียงราย ประกาศหยุดเรียน 6 วันหนีโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ด่วน ‘รร.เวียงพาน’จ.เชียงราย ประกาศหยุดเรียน6วันหนีโควิด (komchadluek.net)

ด่วน ‘รร.เวียงพาน’จ.เชียงราย ประกาศหยุดเรียน6วันหนีโควิด

ด่วน 'รร.เวียงพาน'จ.เชียงราย ประกาศหยุดเรียน6วันหนีโควิด

30 พฤศจิกายน 2563 – 19:00 น.

โรงเรียนบ้านเวียงพาน อ.เเม่สาย ประกาศด่วน เเจ้งหยุดการเรียน การสอน 6 วัน ตั้งแต่วันที่1-6 ธ.ค.นี้ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

วันนี้(30 พ.ย.2563) โรงเรียนบ้านเวียงพาน ตำบล เวียงพางคำ อำเภอแม่สาย เชียงราย ออกประกาศจากทางโรงเรียน ผ่านเพจแจ้งการหยุดเรียนด้วยเหตุพิเศษ เนื่องด้วยสถานการณ์การเฝ้าระวังการแพร่ระบาดCovid-19 ในอำเภอแม่สาย ทางโรงเรียนจึงหยุดเรียนเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ตั้งแต่วันที่ 1-6 ธันวาคม พ.ศ.2563 และโปรดติดตามข่าวสารทางเพจโรงเรียนบ้านเวียงพานอย่างต่อเนื่อง

อ่านข่าว : ตม.เชียงราย ตามจับกุมกลุ่มสาวโพสต์เฟซบุ๊ก ลักลอบข้ามแดน ไม่กักตัว ทำคนแม่สายป่วนทั้งเมือง

ด่วน 'รร.เวียงพาน'จ.เชียงราย ประกาศหยุดเรียน6วันหนีโควิด

โดยในวันที่ 30 พ.ย. 2563 นายประจญ ปรัชญ์สกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย แถลงด่วน พบหญิง 2 คน อายุ 23 ปี ชาวพะเยา และหญิงอายุ 26 ปี ชาวเชียงราย ติดเชื้อโควิด19 หลังเดินทางไปทำงานที่สถานบันเทิง จ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา ติดกับ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ด้วยการลักลอบข้ามฝั่งไปและลักลอบกลับข้ามมาพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.แม่สาย

โดยหญิง2คนที่ติดเชื้อโควิด-19 มีความเชื่อมโยงกับสาวเชียงใหม่วัย 29 ปีที่ตรวจพบติดเชื้อโควิด-19 ไปก่อนหน้านั้น จากการเดินทางเข้าไปทำงานที่ประเทศเมียนมา 

“ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ” จัดเสวนาเชิงวิชาการ ให้ความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสังคมฮาลาลในประเทศไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ” จัดเสวนาเชิงวิชาการ ให้ความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสังคมฮาลาลในประเทศไทย (komchadluek.net)

“ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ” จัดเสวนาเชิงวิชาการ ให้ความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสังคมฮาลาลในประเทศไทย

"ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ" จัดเสวนาเชิงวิชาการ ให้ความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสังคมฮาลาลในประเทศไทย

30 พฤศจิกายน 2563 – 10:57 น.

“ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ” จัดเสวนาเชิงวิชาการ “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในโลกอิสลาม : อดีต ปัจจุบัน อนาคต”มอบความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสังคมฮาลาลในประเทศไทย

“วิทยาศาสตร์ฮาลาล… สำคัญอย่างไร ?” ร่วมค้นหาคำตอบได้ที่งานเสวนาวิชาการ เรื่อง “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในโลกอิสลาม : อดีต ปัจจุบัน อนาคต” จัดโดยศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลแก่นานาประเทศ

"ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ" จัดเสวนาเชิงวิชาการ ให้ความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสังคมฮาลาลในประเทศไทย

รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผู้อำนวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ) ได้จัดการประชุมวิชาการระดับนานาชาติเพื่อสร้างเครือข่ายด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาล International Halal Science and Technology Conference (IHSATEC): Halal Science Industry and Business (HASIB) เป็นการประชุมที่จัดขึ้นต่อเนื่องทุกปีภายในงาน “Thailand Halal Assembly” ซึ่งถือว่าเป็นงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลที่ดีที่สุด และยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย     

"ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ" จัดเสวนาเชิงวิชาการ ให้ความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสังคมฮาลาลในประเทศไทย

และหนึ่งในการจัดประชุมวิชาการระดับนานาชาติ HASIB ครั้งนี้คือ การจัดงานเสวนาวิชาการ เรื่อง “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในโลกอิสลาม : อดีต ปัจจุบัน อนาคต” จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ มากด้วยความสามารถ กว่า 10 ท่าน วัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในฐานะผู้นำด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลแก่นานาประเทศ ทั้งในด้านวิชาการ และความสามารถในการประยุกต์ใช้วิทยาการสมัยใหม่ในการอำนวยความสะดวกให้แก่กระบวนการตรวจรับรองฮาลาล การพัฒนาและเพิ่มขีดความสามารถของการแข่งขันให้แก่บุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และบุคลากรด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง และเพื่อให้ “วิทยาศาสตร์ฮาลาล” ได้รับความสนใจและเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั้งต่อนักวิทยาศาสตร์มุสลิม และไม่ใช่มุสลิม ทั้งนี้จะเป็นการขยายขอบเขตของงานวิทยาศาสตร์ฮาลาลและนำไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป ในหัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ วิวัฒนาการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของโลกมุสลิมในอดีต, ความรุ่งเรืองของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในโลกอิสลาม และความถดถอย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของโลกอิสลามในปัจจุบัน เป็นต้น

"ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ" จัดเสวนาเชิงวิชาการ ให้ความรู้และแนวคิดเกี่ยวกับการฟื้นฟูสังคมฮาลาลในประเทศไทย

โดยประเด็นสำคัญที่นำเสนอในงานเสวนาวิชาการครั้งนี้ คือ ความเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวเราทุกคน แต่เราจะทำอย่างไรให้สังคมมุสลิมให้ความสนใจกับการเรียนด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มากขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่อไป และการพัฒนามนุษย์ให้เกิดการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และคิดสร้างสรรค์อย่างไม่สิ้นสุดเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในโลกอิสลาม เจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องต่อไป ซึ่งผู้สนใจสามารถรับฟังย้อนหลังงานเสวนาวิชาการฯ ได้ผ่าน Facebook ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาฯ หรือ http://www.facebook.com/HSC.CU 

นอกจากนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ศวฮ.) ขอเรียนเชิญชวนร่วมงานงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลที่ดีที่สุด ยิ่งใหญ่กว่าใครในประเทศไทย ซึ่งปีนี้งาน “Thailand Halal Assembly 2020” ภายใต้แนวคิด HALAL SPHERE in Ecologic – Economic Equity Concept ได้จำกัดผู้เข้าร่วมงานภายใต้มาตรการป้องกันจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 :ในรูปแบบบนแพลตฟอร์มออนไลน์ (Virtual Event ) วันที่ 22 ธันวาคม 2563 โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนฟรีได้แล้ววันนี้ที่ http://www.facebook.com/ThailandHalalAssembly และ http://www.thailandhalalassembly.com 

นิสิตจุฬาฯ คว้าแชมป์โต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2563 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นิสิตจุฬาฯ คว้าแชมป์โต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2563 (komchadluek.net)

นิสิตจุฬาฯ คว้าแชมป์โต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2563

นิสิตจุฬาฯ คว้าแชมป์โต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2563

29 พฤศจิกายน 2563 – 08:05 น.

นิสิตจุฬาฯ คว้าแชมป์โต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2563

นายชนกันต วิทยศักดิ์พันธุ์ นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ และ น.ส. ณัฐญา จารุเวคิน นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ คว้ารางวัลชนะเลิศและรางวัลชมเชยจากการแข่งขันโต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2563 จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พิธีมอบรางวัลจะจัดขึ้นในงานวันสิทธิมนุษยชนสากล

การแข่งขันโต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 – 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ โรงแรมเอเวอร์กรีน เพลส สยาม มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษารับรู้เกี่ยวกับเรื่องสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ผู้เข้าแข่งขันจะต้องกล่าวสุนทรพจน์และโต้วาทีภาษาอังกฤษในหัวข้อเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนโดยไม่ทราบหัวข้อหรือญัตติล่วงหน้า

ในรอบแรก ผู้เข้าแข่งขันจะต้องส่งคลิปวีดิโอกล่าวสุนทรพจน์ความยาว 3 นาทีให้คณะกรรมการพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 20 คนเข้าแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ในรอบที่สอง ผู้ผ่านการคัดเลือก 12 คนจะเข้าแข่งขันโต้วาทีรวมทั้งสิ้น 4 รอบ จนได้ผู้เข้าแข่งขัน 6 คนสุดท้ายเข้าแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์ความยาว 5 นาทีในรอบชิงชนะเลิศ เกณฑ์การตัดสินพิจารณาจากเนื้อหาสาระ ที่พูด บุคลิกภาพ และวิธีเรียบเรียงถ้อยคำที่นำเสนอออกไป

ชนกันต และณัฐญา เป็นสมาชิกชมรมโต้วาทีภาษาอังกฤษ จุฬาฯ (Chula English Debate Society) ทั้งสองได้เตรียมความพร้อมในการเข้าแข่งขันโดยมีการฝึกซ้อมโต้วาทีภาษาอังกฤษเป็นประจำ ทุกสัปดาห์ ได้ฝึกคิดวิเคราะห์และการพูดให้กระชับ ทั้งสองมีความสนใจในประเด็นสิทธิมนุษยชนซึ่งมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ

หัวข้อที่กล่าวสุนทรพจน์และโต้วาที ในรายการนี้มีความน่าสนใจและท้าทายความคิด ยกตัวอย่างเช่น เราควรบังคับให้ผู้ที่มีชื่อเสียงแสดงความคิดเห็นในเรื่องการเมืองหรือไม่ คนในชุมชนควรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจสร้างโครงการต่างๆที่ต้องมีการเวนคืนที่ดินหรือไม่ ฯลฯ

ชนกันต วิทยศักดิ์พันธุ์ ซึ่งคว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันโต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษาปีนี้มาครอง เป็นผู้ที่สนใจการแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์และโต้วาทีภาษาอังกฤษเพราะเป็นกิจกรรมที่ทำให้ตนเองได้รับความรู้ที่ก้าวทันโลกและมีมุมมองความคิด 2 ด้าน

“เทคนิคการกล่าวสุนทรพจน์และโต้วาทีให้ประสบความสำเร็จ เน้นการพูดโดยดึงบริบทเนื้อหาจากเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง พูดให้เข้าใจง่าย ตรงประเด็น สร้างคุณค่าความน่าเชื่อถือให้เนื้อหาที่พูดออกไป นอกจากนี้จะต้องหมั่นฝึกซ้อมการพูดบ่อยๆ และติดตามข่าวสารทางสื่อต่างๆ เช่น Facebook และสำนักข่าวต่างประเทศอยู่เสมอ”

“ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากสมาชิกในชมรมที่มีการฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมในการแข่งขันโต้วาทีอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดีจากอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ผู้ฝึกสอนของชมรมฯ ได้แก่ ผศ.ปิยนารถ ฟักทองพรรณ อ.ดร.ภาณุภัทร จิตเที่ยง และ อ.ดร.ภาวัฒน์ สัตยานุรักษ์

การแข่งขันรายการนี้ทำให้ได้แรงบันดาลใจจากนักพูดที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ได้พัฒนาตนเองในเรื่องการกล่าวสุนทรพจน์และการโต้วาทีภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี การเข้าร่วมการแข่งขันรายการต่างๆ ทำให้ได้ความรู้และเป็นประสบการณ์ที่ดี” สองนิสิตจุฬาฯ ผู้ได้รับรางวัลจากการแข่งขันรายการนี้กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามรับชมภาพการแข่งขันโต้วาทีสิทธิมนุษยชนภาษาอังกฤษระดับอุดมศึกษา ประจำปี 2563 ได้ที่ Facebook : สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ – โพสต์ | Facebook