“รมว.ศึกษาฯ” เผยยอมไม่ได้ นักเรียน ‘แต่งชุดไปรเวท’ มาโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“รมว.ศึกษาฯ” เผยยอมไม่ได้ นักเรียน ‘แต่งชุดไปรเวท’ มาโรงเรียน (komchadluek.net)

“รมว.ศึกษาฯ” เผยยอมไม่ได้ นักเรียน ‘แต่งชุดไปรเวท’ มาโรงเรียน

"รมว.ศึกษาฯ" เผยยอมไม่ได้ นักเรียน 'แต่งชุดไปรเวท'  มาโรงเรียน

27 พฤศจิกายน 2563 – 19:20 น.

“รมว.ศึกษาฯ” เผยยอมไม่ได้ นักเรียน ‘แต่งชุดไปรเวท’ มาโรงเรียน ลั่น ทุก รร.มีระเบียบเครื่องแต่งกายชัดเจน

วันนี้(27พ.ย.2563) นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มนักเรียนเชิญชวนให้งดการแต่งกายชุดนักเรียน แต่ให้ใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียนในวันเปิดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 ว่า ตนคงยอมให้เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นไม่ได้

อ่านข่าว : 1ธันวาคมนี้ นัดนักเรียน “แต่งไปรเวท” ไปโรงเรียน

เนื่องจากแต่ละโรงเรียนมีกฎ ระเบียบเรื่องการแต่งกายที่ชัดเจนอยู่แล้ว อีกทั้งขณะนี้ ศธ.ก็ได้รับฟังข้อเรียกร้องต่างๆ และตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นครู นักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งการปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ อยู่ระหว่างการดำเนินการ

“ผมขอยืนยันว่า ศธ. รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกข้อเสนอที่เสนอมาจะสามารถนำมาปฏิบัติได้ในทันที เพราะทุกเรื่องจะต้องผ่านกระบวนการพิจารณา เพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในแนวทางการปฏิบัติข้อดี ข้อเสีย”รมว.ศึกษาฯ กล่าว

รมว.ศึกษาฯ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ตนจะไม่ยอมให้มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมากดดันกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ เพราะที่ผ่านมา ศธ.ได้มีการกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการเรื่องต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งทุกฝ่ายก็ควรที่จะรอให้กระบวนการต่างๆ เหล่านั้นดำเนินการไปจนเสร็จสิ้น อย่างไรก็ตาม ตนคิดว่าแม้เรื่องชุดนักเรียนจะมีความสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญทั้งหมด และอยากให้นักเรียนสนในเรื่องการปฏิรูปการศึกษาที่กำลังดำเนินการอยู่มากกว่า

“ทั้งนี้ผมเชื่อว่าในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ ผมไม่ต้องการที่จะเห็นความรุนแรงเกิดขึ้นภายในโรงเรียน และเชื่อผู้บริหารโรงเรียนและครูจะสามารถทำความเข้าใจกับนักเรียนได้เป็นอย่างดี และไม่เกิดปัญหาการลงโทษ หรือ การกระทำที่ดำเนินการเกินกว่าเหตุ”รมว.ศึกษาฯกล่าว

1 ธันวาคมนี้ นัดนักเรียน “แต่งไปรเวท” ไปโรงเรียน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

1ธันวาคมนี้ นัดนักเรียน “แต่งไปรเวท” ไปโรงเรียน (komchadluek.net)

1ธันวาคมนี้ นัดนักเรียน “แต่งไปรเวท” ไปโรงเรียน

1ธันวาคมนี้ นัดนักเรียน "แต่งไปรเวท" ไปโรงเรียน

27 พฤศจิกายน 2563 – 18:25 น.

นักเรียนไม่ทน..1ธันวาคมนี้ เพจ “ภาคีนักเรียนKKC” รวมถึงเพจ กลุ่มนักเรียนเลว นัดนักเรียน “แต่งไปรเวท”ไปโรงเรียนเรียน พร้อมกัน ทั่วประเทศ พร้อมตั้งคำถามเครื่องแบบนักเรียนสำคัญจริงหรือ?

การเคลื่อนไหวทางการเมือง ของกลุ่มนักเรียนเลว ยังคงมีต่อเนื่อง ทั้งผ่านโลกออนไลน์และออฟไลน์ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวผ่านโลกออนไลน์ ของ 2 กลุ่มคือ “ภาคีนักเรียนKKC และกลุ่มนักเรียนเลวเครือข่ายกลุ่มราษฏร

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า “ภาคีนักเรียนKKC” ได้โพสต์ข้อความ โดยระบุว่า “นักเรียนทุกคนจงอย่ากลัวที่จะตั้งคำถามกับการมีอยู่ของเครื่องแบบนักเรียน เราขอเชิญชวนให้พี่น้องนักเรียนใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียนเพื่อเป็นการตั้งคำถามว่าชุดนักเรียนนั้นสำคัญจริงหรือ

หากใส่ชุดไปรเวทไปครูจะไม่ให้เราเข้าเรียนเพียงเพราะเราไม่ได้ใส่เครื่องแบบ?

– สุดท้ายแล้วเราไปเรียนเพื่ออะไรกันหากสิ่งที่ครูและผู้ใหญ่ให้ความสนใจมากกว่าการเรียนคือเครื่องแบบนักเรียน?

– หากนักเรียนไม่มีเงินมากพอจะซื้อชุดนักเรียน=ไม่มีสิทธิ์เข้าเรียนหรอ?

– หากใส่ชุดไปรเวทไปโรงเรียนจะเพิ่มความเหลื่อมล้ำจริงหรือไม่ เรามาทดลองกัน

ถ้าปล่อยให้10คนใส่ชุดไปรเวท 10คนนั้นอาจถูกทำโทษแต่หากนักเรียนทั้งโรงเรียนใส่ชุดไปรเวท ทุกคนลองคิดภาพว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้าง

1ธันวาคม ร่วมกันแต่งชุดไปรเวทไปโรงเรียน โตแล้วใส่อะไรก็ได้

1ธันวาคมนี้ นัดนักเรียน "แต่งไปรเวท" ไปโรงเรียน
1ธันวาคมนี้ นัดนักเรียน "แต่งไปรเวท" ไปโรงเรียน

ขณะที่กลุ่มนักเรียนเลว เครือข่ายกลุ่มราษฎร โพสต์ผ่านทวิตเตอร์ เรียกร้องให้นักเรียนทั่วประเทศแต่งกายไปรเวทตามที่ตนเองพอใจไปโรงเรียน วันที่1ธันวาคมนี้

“ในที่สุดเราก็มีที่หยัดยืนสลัดทิ้งเครื่องแบบขมขื่นที่ล้าหลังมาร่วมแต่งไปรเวทอย่างเสรีมีพลังจุดไฟหวังสร้างโลกใหม่ให้โสภี

นักเรียนทั้งหลาย 1 ธันวานี้ จงโยนเครื่องแบบทิ้งไป และแต่งกายอย่างที่ตนเองพอใจมาโรงเรียน#1ธันวาบอกลาเครื่องแบบ #จะแต่งอะไรมันก็เรื่องของ… #นักเรียนเลว

1ธันวาคมนี้ นัดนักเรียน "แต่งไปรเวท" ไปโรงเรียน

ตลกร้าย ที่ ‘สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ’ เมื่อ 6 จำเลยใน 21 สมัครชิงเก้าอี้กก. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ตลกร้าย ที่ ‘สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ’ เมื่อ 6 จำเลยใน 21 สมัครชิงเก้าอี้กก. (komchadluek.net)

ตลกร้าย ที่ ‘สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ’ เมื่อ 6 จำเลยใน 21 สมัครชิงเก้าอี้กก.

ตลกร้าย ที่ 'สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ' เมื่อ 6 จำเลยใน 21 สมัครชิงเก้าอี้กก.

25 พฤศจิกายน 2563 – 20:10 น.

ตลกร้าย ที่ “สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ” เมื่อ 6 จำเลยใน 21 สมัครชิงเก้าอี้บอร์ดบริหาร ในนาม ทีม’เราสัญญา’ ลุยเดือดเลือกตั้ง 4 ธ.ค. นี้ ปาดหน้าศาลชั้นต้นนัดพิพากษา 17 ธ.ค. นี้ ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เกิดในจุฬาฯ

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2560 เว็บไซต์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ข่าวว่า นายบัญชา ชลาภิรมย์ รองอธิการบดีจุฬาฯ (ยุคที่ศาสตราจารย์ บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นอธิการบดีจุฬาฯ สมัยแรก)ลาออกจากจากตำแหน่ง

อ่านข่าว : เปิดจดหมาย..’เขียน ธีระวิทย์’ ถึง’บัญชา-เริงศักดิ์’ 

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 ส.ค. 2560 ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร พื้นที่ 1 ในนามของนายทะเบียนสหกรณ์ ออกคำสั่งให้สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ แจ้งให้คณะกรรมการดำเนินการ (บอร์ด) สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ชุดที่ 52 (พ.ศ. 2553-2555) และชุดที่ 53 (พ.ศ. 2555-2557) ชดใช้ค่าเสียหายกรณีนำเงินไปฝากกับสหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ (ปัจจุบันถูกนายทะเบียนสั่งเลิก)

ทั้งนี้นายบัญชา เคยเป็นประธานบอร์ดสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ชุดที่ 53 จึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรองอธิการบดี เพื่อไม่ให้กระทบต่อชื่อเสียง และภาพลักษณ์ของจุฬาฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. 2560 (อ้างอิงข่าวจากเว็บไซต์จุฬาฯ)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บอร์ดสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ชุดที่ 52 (นายสวัสดิ์ แสงบางปลา เป็นประธานฯ นายบัญชา เป็นที่ปรึกษา) บอร์ดสหกรณ์ชุดที่ 53 (นายบัญชา เป็นประธานฯ) ระหว่างปี 2555-2556 บอร์ดได้อนุมัติทำธุรกรรมทางการเงินกับสหกรณ์เคหสถานนพเก้ารวมใจ รวมเป็นเงินกว่า 915 ล้านบาท อย่างไรก็ดีสหกรณ์นพเก้ารวมใจฯ ยังไม่ได้ชำระเงินคืนแก่สหกรณ์จุฬาฯแต่อย่างใด ส่งผลให้สหกรณ์จุฬาฯดำเนินการฟ้องร้องทางแพ่ง

ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นนัดพิพากษา วันที่ 17 ธันวาคม 2563  แต่ล่าสุดกลับพบว่า 6 จำเลย ใน 21‘สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ’ ได้ลงสมัครแข่งขันเป็นกรรมการ(กก.)สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในวันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2563 นี้

6 จำเลย ใน 21‘สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ’ที่ลงสมัครแข่งขันกรรมการ ประกอบด้วย

1. รศ.ดร. บัญชา ชลาภิรมย์ (สมัครตำแหน่งประธาน)

2. นายเริงศักดิ์ บุญบรรดาลชัย (สมัครรองประธาน)

3. นายณรงค์ เพชรสุก (สมัครเลขานุการ)

4. นางอารมณ์ โสตถิอำรุง (สมัครกรรมการ)

5. นายสำลี เหลาชัย (สมัครกรรมการ)

6. นางสาวอติวรรณ พวงวัฒนา (สมัครกรรมการ)

ตลกร้าย ที่ 'สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ' เมื่อ 6 จำเลยใน 21 สมัครชิงเก้าอี้กก.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข่าวการลงสมัครรับเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ของสหกรณืออมทรัพย์จุฬาฯ สร้างไม่สะบายกับสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากสมาชิกฯส่วนใหญ่มีความกังวลว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงการบริหารงานของบอร์ดสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ชุดที่ 52 ที่ม่นายสวัสดิ์ แสงบางปลา เป็นประธานฯ นายบัญชา เป็นที่ปรึกษา และบอร์ดสหกรณ์ชุดที่ 53 ที่นายบัญชา เป็นประธานฯ นั้นอาจจะเกิดความไม่ชอบมาพากลและทำให้สมาชิกได้รับผลกระทบในวงกว้างได้  หากเป็นไปได้อยากให้ผู้สมัครทั้ง 6 คน ถอนตัวจากการสมัครในครั้งนี้ เพื่อความชอบธรรม  และไม่มีข้อครหาใดๆ 

เปิดจดหมาย..’เขียน ธีระวิทย์’ ถึง ‘บัญชา-เริงศักดิ์’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดจดหมาย..’เขียน ธีระวิทย์’ ถึง’บัญชา-เริงศักดิ์’ (komchadluek.net)

เปิดจดหมาย..’เขียน ธีระวิทย์’ ถึง’บัญชา-เริงศักดิ์’

เปิดจดหมาย..'เขียน ธีระวิทย์' ถึง'บัญชา-เริงศักดิ์'

25 พฤศจิกายน 2563 – 14:05 น.

เปิดจดหมาย..’เขียน ธีระวิทย์’ ถึง’บัญชา-เริงศักดิ์’ โปรดถอนตัวจากการสมัครแข่งขัน ชิงตำแหน่ง”ประธาน-รองบอร์ดสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาฯ” เหตุบอร์ดชุดที่ 52 และ 53 ถูกดำเนินคดีแพ่งทำให้สหกรณ์ฯเสียหายกว่า 600 ล้านบาท อีกทั้งชั้นศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาธ.ค.นี้

จดหมายเปิดผนึก จากสมาชิกอาวุโส สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ

วันที่ 22 ตุลาคม 2563

เรียน ดร.บัญชา ชลาภิรมย์ และ คุณเริงศักดิ์ บุญบรรดาลชัย

 อ่านข่าว : ตลกร้าย ที่ ‘สหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ’ เมื่อ 6 จำเลยใน 21 สมัครชิงเก้าอี้กก.

ผมได้รับทราบว่า อาจารย์บัญชาและคุณเริงศักดิ์ สมัครเข้ารับการหยั่งเสียงเป็นประธานกรรมการและรองประธานกรรมการ ของสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาฯ ผมเข้าใจดีว่าท่านทั้งสองคงผูกพันกับสหกรณ์ฯ เพราะเคยรับตำแหน่งสำคัญอยู่หลายปี

แต่สิ่งที่ผมในฐานะสมาชิกเก่แก่คนหนึ่งขององค์กรนี้รู้สึกไม่สบายใจ และคิดว่าสมาชิกอีกหลาย ๆ คน คงจะเห็นด้วยกับผม ก็คือ ได้ทราบผ่านข่าวสารของสหกรณ์ว่า กรรมการ ชุดที่ 52 และ53 จำนวน 21 คน รวมท่านทั้งสองด้วย ได้ถูกกรรมการสหกรณ์ฯ ในปัจจุบัน ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งในความผิดฐานละเมิดและเรียกค่าเสียหาย จำนวนทุนทรัพย์กว่่า 600 ล้านบาท เมื่อเตือน มกราคม 2561 ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์

ข้อที่ผมสงสัยก็คือ เหตุใดท่านทั้งสองไม่รอให้คดีนี้ถึงที่สุดเสียก่อน เพราะเท่าที่ผมรับทราบการสืบพยานทั้งสองฝ่ายสิ้นสุดแล้ว และศาลชั้นต้นนัดฟังคำพิพากษาในกลางเดือนธันวาคมนี้

ท่านทั้งสองอาจบอกว่า เป็นสิทธิที่จะลงสมัครฯ เพราะกฎหมายและข้อบังคับของสหกรณ์ของเรา ไม่ได้มีข้อห้ามผู้ถูกฟ้องคดีข้ารับการเลือกตั้งเป็นกรรมการ แต่ขอให้ทนทราบว่า ผมและสมาชิกหลายคน มีความกังวลว่า 

หากท่านทั้งสองได้รับเลือกตั้งเข้ามาในตำแหน่งสำคัญนี้ ขณะที่คดียังไม่สิ้นสุดในศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกา ก็จะเกิดความสับสนอย่างยิ่งว่า ท่านเป็นโจทก์ หรือ ผู้ถูกฟ้อง ในฐานะส่วนบุคคล ท่านเป็นผู้ถูกฟ้อง แต่ในฐานะดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและรองประธานกรรมการ ท่านเป็นโจทก์ สมาชิกทั้งหลายของสหกรณ์จะแน่ใจได้อย่างไรว่า การตัดสินใจของท่านจะยึดมั่นอยู่กับผลประโยชน์สูงสุดของสหกรณ์ 

โดยเฉพาะในคดีที่มีการ เรียกคำเสียหายจกผู้ถูกฟ้องเพื่อมาเยียวยาสหกรณ์ มีมูลคำสูงถึง 600 ล้านบาท เช่นนี้ กล่าวได้ว่า หากท่านทั้งสองได้เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญดังกล่าว อาจทำให้ความน่าเชื่อถือของสหกรณ์ฯ ลดต่ำลงไปอีก จากเดิมที่เริ่มสั่นคลอนอยู่แล้ว ด้วยปัญหาหนี้เสียจากการปล่อยกู้ให้สหกรณ์ประเภทอื่นที่มีใช่สหกรณ์ออมทรัพย์

ผมและสมาชิกอาวุโสของสหกรณ์ จุฬาฯ ตามรายนามแนบท้าย จึงใคร่วิงวอนอาจารย์บัญชาและคุณเริงศักดิ์ และผู้สมัครอื่นๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างถูกฟ้องคดี ได้โปรดพิจารณาโดยมโนสำนึก ซึ่งบุคลากรของจุหลงกรณ์มหาวิทยาลัยพึงมี โปรดถอนตัวจากการสมัครแข่งขันครั้งนี้

ปัจจุบัน การพิจารณาของศาลโดยเฉพาะในชั้นอุทธรณ์และฎีก รวดเร็วขึ้นมาก ท่านทั้งสองรอเวลาอีกไม่กี่ปี หากคดีถึงที่สุดโดยศาลพิพากษายกฟ้อง ท่านก็สมารถเข้ารับการหยั่งเสียงได้อย่างสง่างาม ไม่มีข้อครหาใดๆ ขอบคุณครับ

ขอแสดงความนับถือ

เขียน  ธีระวิทย์

สมาชิกเลขที่ 151084 (49 ปี)

และสมาชิกอาวุโส ตามรายนามแนบท้าย จำนวน 39 

เปิดจดหมาย..'เขียน ธีระวิทย์' ถึง'บัญชา-เริงศักดิ์'

อนึ่ง เขียน  ธีระวิทย์    หมายถึง ศาตราจารย์กิตติคุณ ดร.เขียน ธีระวิทย์  อดีตอาจารย์ด้านรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

เปิดจดหมาย..'เขียน ธีระวิทย์' ถึง'บัญชา-เริงศักดิ์'

สมาชิกอาวุโส ตามรายนามแนบท้าย จำนวน 39 คน

‘เซนต์คาเบรียล’ ประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษ 25 พ.ย.นี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘เซนต์คาเบรียล’ ประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษ 25พ.ย.นี้ (komchadluek.net)

‘เซนต์คาเบรียล’ ประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษ 25พ.ย.นี้

'เซนต์คาเบรียล' ประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษ 25พ.ย.นี้

23 พฤศจิกายน 2563 – 15:20 น.

โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษ 25พ.ย.นี้ เปิดเรียนตามปกติ 26 พ.ย.

วันนี้ (23 พ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงเรียนเซนต์คาเบรียล ได้ออกประกาศ โดยระบุว่า โรงเรียนเซนต์คาเบรียลประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษ

เนื่องในวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ทางสถานีตำรวจนครบาลสามเสนได้ขอความร่วมมือให้โรงเรียนเซนต์คาเบรียลหยุดเรียนเนื่องจากจะมีการชุมนุมทางการเมือง ณ บริเวณสำนักงานทรัพย์สินพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกับโรงเรียน และจะมีการปิดเส้นทางการจราจร บริเวณโดยรอบชุมชน


ทางโรงเรียนจึงขอประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษทุกระดับชั้น ในวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 และเปิดเรียนตามปกติในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563


อนึ่งในช่วงสัปดาห์ดังกล่าวคือ วันที่23-27 พฤศจิกายน 2563ทางโรงเรียนกำหนดจัดงาน “วิชาการ 100ปี เซนต์คาเบรียล” ทางโรงเรียนจึงขอปรับเปลี่ยนวันเวลาในการจัดงาน ดังนี้

1. พิธีเปิดงานวันวิชาการให้จัดในวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563

2. กิจกรรมการแข่งขันต่างๆ ของวันพุธที่ 25 พฤศจิกายน 2563 ให้ไปจัดแข่งขันในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2563

3. กิจกรรมวันวิชาการของวันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2563 ให้จัดกิจกรรมตามกำหนดวันเดิมทุกกิจกรรม

หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพิ่มเติม โรงเรียนจะประกาศให้ทราบในภายหลัง

'เซนต์คาเบรียล' ประกาศหยุดเรียนเป็นกรณีพิเศษ 25พ.ย.นี้

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ประกาศ รองรับสถานการณ์ไม่ปกติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ประกาศ รองรับสถานการณ์ไม่ปกติ (komchadluek.net)

‘จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย’ ประกาศ รองรับสถานการณ์ไม่ปกติ

'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย' ประกาศ รองรับสถานการณ์ไม่ปกติ

23 พฤศจิกายน 2563 – 14:00 น.

ประเมินแล้ว “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ประกาศล่าสุด เรื่องการจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัติงาน มีผลตั้งแคต่ 23 พ.ย.-29พ.ย.2563 เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่ปกติ

ศาสตราจารย์ ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกประกาศ เรื่อง การจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัติงาน ตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ตามที่มหาวิทยาลัยได้มีประกาศจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง การจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัติงาน ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ลงวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ไปแล้วนั้น มหาวิทยาลัยพิจารณาแล้วเห็นว่ายังมีเหตุการณ์สืบเนื่องซึ่งส่งผลกระทบต่อความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทางมายังมหาวิทยาลัยของนิสิตและบุคลากร

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 และมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551 จึงเห็นควรให้ดำเนินการดังนี้

ข้อ 1 ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ถึงวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2563

ข้อ 2 ขอให้นิสิตและบุคลากรใช้ความระมัดระวังและพึงหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังพื้นที่ที่อาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยได้ โดยขอให้ศึกษาเส้นทางการเดินทางก่อนออกเดินทางทุกครั้ง

ข้อ 3 ขอให้บุคลากรมาปฏิบัติงานในเวลาทำการปกติหรือเวลาอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย ทั้งนี้ หากหัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแล เห็นว่ามีความจำเป็นเกี่ยวกับความปลอดภัยและความสะดวกในการเดินทาง จะอนุญาตให้บุคลากรในสังกัดเดินทางกลับที่พักอาศัยเร็วกว่าเวลาปฏิบัติงานปกติก็ได้ ทั้งนี้ ขอให้ประชาสัมพันธ์หรือสื่อสารให้บุคลากรและบุคคลที่เกี่ยวข้องทราบเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านสื่ออย่างเป็นทางการ

ในกรณีที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง หัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแลจะสั่งและมอบหมายงานให้บุคลากรในสังกัดปฏิบัติ ณ ที่พักอาศัยของตนก็ได้ และถ้าหากมีคำสั่งเช่นว่านั้น บุคลากรนั้นจะต้อปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสมารถ รวมทั้งรักษาวินัยในการปฏิบัติงานโดยเคร่งครัด

ข้อ 4 ในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาต่ง ๆ สำหรับนิสิต ให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าส่วนงานว่า จะปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบใดเพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ โดยขอให้เน้นการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์

ข้อ 5 ในการจัดกิจกรรมหรือการดำเนินการอื่นนอกจากการเรียนการสอน ให้หัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแล วินิจฉัยสั่งการหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร

ข้อ 6 ในการจัดการเรียนการสอน การจัดกิจกรรม หรือการดำเนินการอื่นใดสำหรับโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยลัย (ฝ่ายประถมและฝ่ายมัธยม) ให้คณบดีคณะครุศาสตร์ วินิจฉัยสั่งการหรือดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร

ข้อ 7 ในการวินิฉัยสั่งการหรือการดำเนินการใด ๆ ตามข้อ 3 ข้อ 4 ข้อ 5 หรือข้อ 6 ขอให้หัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแล คำนึงถึงความปลอดภัยตลอดจนความสะดวกในการเดินทางมาหรือเดินทางกลับของนิสิต นักเรียน และบุคลากรเป็นสำคัญ

ข้อ 8 กรณีที่มีปัญหาหรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติตามประกาศฉบับนี้ ให้หัวหน้าส่วนงานหรือรองอธิการบดีที่กำกับการปฏิบัติงานหรือกำกับดูแล เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด

ทั้งนี้ หากสถานการณ์มีความเปลี่นแปลงเป็นประการใด มหาวิทยาลัยจะประกาศให้ทราบโดยเร็ว

ประกาศ ณ วันที่ 22 พฤศจิการยน พ.ศ. 2563

'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย' ประกาศ รองรับสถานการณ์ไม่ปกติ
'จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย' ประกาศ รองรับสถานการณ์ไม่ปกติ

ครั้งแรกในไทย..’มหิดล’ ผนึก 4 คณะเปิดหลักสูตรอินเตอร์ ด้าน “Creative Technology” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/449239

ครั้งแรกในไทย..’มหิดล’ ผนึก 4 คณะเปิดหลักสูตรอินเตอร์ ด้าน”Creative Technology”

ครั้งแรกในไทย..'มหิดล' ผนึก 4 คณะเปิดหลักสูตรอินเตอร์ ด้าน"Creative Technology"

17 พฤศจิกายน 2563 – 16:35 น.

ครั้งแรกในประเทศไทย ‘ม.มหิดล’ ผนึกกำลัง 4 คณะ เปิดหลักสูตรอินเตอร์ด้าน “Creative Technology” สร้างสรรค์สังคมแตกต่างหลากหลายในโลกยุคดิสรัปชั่น

มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นสถาบันแรกของไทยที่พยายามผนวกองค์ความรู้ทางด้านศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกัน บนพื้นฐานที่เข้าใจในความแตกต่างหลากหลายของผู้คนในสังคม โดย วิทยาลัยนานาชาติ (MUIC) ได้ร่วมกับ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MUICT) วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ และวิทยาลัยราชสุดา ริเริ่มจัดตั้งหลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสร้างสรรค์ (Bachelor of Arts and Science in Creative Technology) ขึ้นเป็นหลักสูตรต้นแบบ หลักสูตรแรกในประเทศไทย โดยมุ่งผลิตบัณฑิตที่สามารถเชื่อมต่อโลกแห่งเทคโนโลยีกับความต้องการที่หลากหลายของผู้คนในสังคมจากการศึกษาแบบข้ามศาสตร์ได้อย่างสร้างสรรค์

ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวิรยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.)  เปิดเผยว่า หลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสร้างสรรค์ (Bachelor of Arts and Science in Creative Technology) เป็นหลักสูตรที่ตอบโจทย์ของสังคมในการสร้างบัณฑิตที่จะเป็นอนาคตของประเทศชาติต่อไปในอนาคต โดยมหาวิทยาลัยมหิดล มีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนบริบทของการดำเนินการเรียนการสอน 

โดยใช้จุดแข็งที่เรามีจาก วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาชั้นนำที่มีประสบการณ์ในการจัดการเรียนการสอนระดับปริญญาตรีหลักสูตรนานาชาติที่มีการผสมผสานอย่างลงตัวระหว่างศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ผลิตบัณฑิตกว่า 8,800 คน ในช่วงกว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา โดยร่วมกับ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MUICT) ซึ่งมีการเรียนการสอนที่โดดเด่นทางด้าน Computer Science ที่มีส่วนทำให้มหาวิทยาลัยมหิดลได้เป็นอันดับ 1 ของไทย จากการจัดอันดับ Time Higher Education World University Ranking 2021 by Subject

นอกจากนี้ ยังได้ร่วมกับ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาด้านดนตรีแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพหลักสูตรจากสถาบันด้านการรับรองคุณภาพหลักสูตรดนตรีของยุโรป “MusiQuE” และ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นสถาบันชั้นนำระดับอาเซียน ที่มุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อร่วมทำให้หลักสูตรที่สร้างสรรค์ขึ้นนี้สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของคนในสังคมได้อย่างครอบคลุม ผ่านการออกแบบทางความคิด (Design Thinking) ที่สร้างสรรค์

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) กล่าวว่า หลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสร้างสรรค์ (Bachelor of Arts and Science in Creative Technology) เป็นหลักสูตรที่ผสมผสานเทคโนโลยี และการออกแบบเข้าด้วยกัน บนพื้นฐานแห่งความเชื่อที่ว่า การออกแบบ Eco-systems ที่เหมาะสมจะทำให้เกิดชีวิตที่ดี ซึ่งโลกปัจจุบันต้องการบัณฑิตที่มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการเป็นผู้รู้เพียงศาสตร์เดียวอาจไม่เพียงพอ หลักสูตรนี้จึงเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้มีโอกาสเรียนข้ามศาสตร์ร่วมกับนักศึกษาต่างคณะ ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีความต้องการพิเศษที่หลากหลาย โดยเชื่อว่า “สังคมที่ดี คือสังคมที่เข้าถึงได้สำหรับทุกคน รวมถึงผู้ที่มีความหลากหลายทางความต้องการเช่นเดียวกัน”

อาจารย์ ดร.พัฒนศักดิ์ มงคลวัฒน์ คณบดีเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล (MUICT) กล่าวว่า MUICT มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนด้าน Computer Science จากคณาจารย์ที่มากด้วยประสบการณ์ด้วยดีกรีจากมหาวิทยาลัยระดับ World Class อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมนี และออสเตรเลีย ฯลฯ ซึ่งสามารถการันตีได้ถึงความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ที่ผู้สอนจากสถาบันชั้นนำระดับโลกดังกล่าวจะได้นำมาถ่ายทอดเพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้เรียนสามารถก้าวสู่โลกแห่งเทคโนโลยีสร้างสรรค์ได้อย่างมั่นใจในการประกอบอาชีพในอนาคต ไม่ว่าจะเป็น Gaming, VR Technology, Coding และ Programing ซึ่งเป็นความชำนาญของเรา โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับศาสตร์ที่ต้องอาศัยความรู้ทางด้านศิลปะ อย่างเช่น Graphic Designer, Fine Arts หรือ Music Producing ได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ จากการเรียนหลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสร้างสรรค์ (Bachelor of Arts and Science in Creative Technology) ผู้เรียนจะได้มีโอกาสศึกษาเทคโนโลยีเพื่อการสื่อสารที่แตกต่างหลากหลายจากมุมมองของผู้ที่มีความต้องพิเศษ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และความเข้าใจที่ครอบคลุมถึงความต้องการที่แตกต่างหลากหลายอีกด้วย

อาจารย์ ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า จุดอ่อนของตลาดสื่อสร้างสรรค์เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ที่พบในปัจจุบัน คือ การขาดความรู้ด้านดนตรี โดยสามารถเลือกเรียนได้อย่างครบวงจรจาก หลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสร้างสรรค์ (Bachelor of Arts and Science in Creative Technology) ซึ่งที่วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล มีครบพร้อม โดยครอบคลุมถึงการจัดการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยีดนตรีที่ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การแต่งเพลงประกอบเกม การจัดทำสื่อสร้างสรรค์อื่นๆ หรือต่อยอดเรียนดนตรีอย่างจริงจังเพื่อการประกอบอาชีพในอนาคต รวมทั้งสามารถขยายโอกาสไปถึงผู้ที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งการสามารถรวมทุกอย่างเข้าด้วยกันในสังคมที่แตกต่างหลากหลาย เป็นความงดงาม และเป็นต้นแบบที่ดีของสังคมแห่งความเอื้ออาทร

เพื่อความเข้าใจในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลาย ก่อนการจัดตั้งหลักสูตรฯ วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จัด “ชั้นเรียนภาษามือ” ให้ 4 คณบดีที่ร่วมพัฒนาหลักสูตร ซึ่งได้แก่ วิทยาลัยนานาชาติ (MUIC) คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MUICT) และวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เข้าถึงประสบการณ์ร่วมกันในห้องเรียนจำลอง

อาจารย์ แพทย์หญิงวัชรา ริ้วไพบูลย์ คณบดีวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ภาษามือเกิดจากวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนหูหนวก ซึ่งมีรูปแบบการใช้ที่แตกต่างจากการใช้ภาษาไทยปกติ ซึ่งหากเราเข้าใจวัฒนธรรมของคนหูหนวก เราจะเข้าใจภาษามือของคนหูหนวกด้วย และจะดีเพียงใดหากเราสามารถสร้าง Eco-systems ให้ผู้คนในสังคม ซึ่งนอกจากคนทั่วไป คนหูหนวก รวมถึงผู้ที่มีความต้องการพิเศษในด้านอื่นๆ สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และเข้าถึงกันมากยิ่งขึ้น โดยผู้เรียนจะได้รับประสบการณ์พิเศษดังกล่าวจากชั้นเรียนหลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสร้างสรรค์ (Bachelor of Arts and Science in Creative Technology)

ติดตามรายละเอียดของหลักสูตรศิลปศาสตรและวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสร้างสรรค์ (Bachelor of Arts and Science in Creative Technology) และสมัครได้ที่ http://www.muic.mahidol.ac.th

‘ณัฏฐพล’ เผยเสียงครูบอกแผนการทำงานถูกทางแล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/449088

‘ณัฏฐพล’ เผยเสียงครูบอกแผนการทำงานถูกทางแล้ว

'ณัฏฐพล' เผยเสียงครูบอกแผนการทำงานถูกทางแล้ว

15 พฤศจิกายน 2563 – 14:05 น.

“ณัฏฐพล” เดินหน้าแก้ปัญหาการศึกษาทั่วประเทศ หลังเดินสายลงพื้นที่พบปะครูภาคเหนือ เผยเสียงครูช่วยบอกแผนการทำงานถูกทางแล้ว พร้อมเปิด HCEC เพิ่มศักยภาพครู

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ออกเดินทางไปที่ จ.ลำพูน ในกิจกรรม “เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่สัญจร” โดยได้พบกับคุณครู 50 คนซึ่งเป็นตัวแทนครูจากโรงเรียนในเขตพื้นที่ภาคเหนือ พร้อมเปิดศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศหรือ HCEC (Human Capital Excellence Center) ณ โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ 

โดยภายในกิจกรรม ตัวแทนคุณครูได้พูดคุยสะท้อนถึงปัญหาที่สะสมอยู่ในระบบการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาระงานครูที่ทำให้เวลาในการทำการเรียนการสอนในห้องมีจำกัด หรือปัญหาของโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล รวมไปถึงแนวทางการเรียนการสอนของเด็กชาติพันธุ์ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากซึ่งเป็นบริบทเฉพาะของแต่ละโรงเรียนในพื้นที่ภาคเหนือ 

ทั้งนี้ นายณัฏฐพล ได้ร่วมแบ่งปันแนวทางการแก้ไขปัญหากับคุณครูโดยกล่าวว่า “ในเรื่องของภาระครู ตอนนี้ได้ดำเนินการให้คณะทำงานทำการศึกษากรอบงานของครู เพื่อหาแนวทางการลดภาระครูที่ตรงจุดและยั่งยืน เพื่อคืนครูให้กับห้องเรียนและให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างเต็มที่” 

นอกจากนี้ นายณัฏฐพล ยังชี้แจงถึงแนวทางการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กว่า โดยต้องมีการบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล หรือเข้าลักษณะโรงเรียน Stand Alone ต้องได้รับงบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่สามารถจัดการในรูปแบบของรายหัวในแบบเดิมได้ 

นายณัฏฐพล ได้สรุปถึงการจัดกิจกรรมสัญจรในครั้งนี้ว่า หลังจากที่ได้เดินทางไปเกือบทั่วประเทศ พบว่าปัญหาของครูส่วนใหญ่นั้นมีความคล้ายคลึงกัน แต่มีส่วนที่เพิ่มเติมที่เป็นเรื่องของความแตกต่างในบริบทของแต่ละพื้นที่ อย่างเช่นในภาคเหนือมีเรื่องของเด็กชาติพันธุ์ 

“เสียงสะท้อนของคุณครูส่วนใหญ่เป็นเครื่องยืนยันว่า การศึกษาของไทยต้องรีบแก้ไข โดยแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการได้วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาที่ตรงกับความคิดเห็นของคุณครูที่มีโอกาสได้ไปพบ และให้ข้อแนะนำ ขณะนี้ผมได้เดินทางลงพื้นที่ และรับฟังจากทุกฝ่ายเกือบทั่วประเทศแล้ว หลังจากนี้จะเร่งเดินหน้าในการจัดการปัญหาตามแนวทางที่ได้วางเอาไว้แล้วอย่างเต็มที่” นายณัฏฐพล กล่าว  

นอกจากนี้ นายณัฏฐพล ยังได้มีเปิดศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ HCEC (Human Capital Excellence Center) ที่ตั้งอยู่ ณ โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ซึ่งเป็น 1 ในกว่า 180 ศูนย์ทั่วประเทศหลังจากที่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปในเดือนกันยายนที่ผ่านมา 

โดยภายใต้นโยบายของ นายณัฏฐพลนั้น HCEC จะเป็นพื้นที่ที่กระทรวงศึกษาธิการร่วมมือกับภาคเอกชน นำเอาหลักสูตรความรู้ต่างๆ เพื่อใช้ในการพัฒนาทุนมนุษย์ โดยเป้าหมายเบื้องต้นจะใช้ในการพัฒนาครูซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนานักเรียนและเยาวชน 

ทั้งนี้ HCEC เป็นเพียงหนึ่งในกลไกที่จะสร้างระบบนิเวศทางการศึกษาและช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาควบคู่ไปกับแพลตฟอร์มการเรียนรู้ร่วมกับกลไกลการประเมินในรูปแบบใหม่อีกด้วย 

มีข่าวดีๆมาบอก..วิศว มทร.สุวรรณภูมิ เจ๋ง ติดตั้งระบบไฟฟ้า ประหยัดเกือบ 9 ล้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448959

มีข่าวดีๆมาบอก..วิศว มทร.สุวรรณภูมิ เจ๋ง ติดตั้งระบบไฟฟ้า ประหยัดเกือบ 9 ล้าน

มีข่าวดีๆมาบอก..วิศว มทร.สุวรรณภูมิ เจ๋ง ติดตั้งระบบไฟฟ้า ประหยัดเกือบ 9 ล้าน

13 พฤศจิกายน 2563 – 20:05 น.

มีข่าวดีๆมาบอก…วิศว มทร.สุวรรณภูมิ จับมือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ติดตั้งระบบไฟฟ้า ใน 4 ศูนย์ของมหาวิทยาลัย ช่วยประหยัดงบประมาณ เกือบ 9 ล้านบาทต่อปี

เมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2563 รองศาสตราจารย์ ดร.ประมุข อุณหเลขกะ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ(มทร.สุวรรณภูมิ)  เปิดเผยว่าได้ ร่วมดำเนินโครงการบริหารจัดการเพื่อการประหยัดพลังงานในอาคารภาครัฐ กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โดยคุณกร สุพรรณโรจน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการกองส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ภาครัฐมีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดปัญหาในการจัดหางบประมาณ ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง โดยเน้นการติดตั้ง Solar Rooftop ในศูนย์พื้นที่ทั้ง 4 ศูนย์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ

ประกอบด้วย ศูนย์พระนครศรีอยุธยา หันตรา ศูนย์พระนครศรีอยุธยา วาสุกรี ศูนย์นนทบุรี และศูนย์สุพรรณบุรี เพื่อผลักดันให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิสู่ Green University ซึ่งสามารถติดตั้ง Solar Rooftop ได้ประมาณ 1,500 kWp มีผลผลิตพลังงานไฟฟ้าต่อปี คือ 1,950 MWh คิดเป็นจำนวนเงินที่ลดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้ ประมาณ 8.7 ล้านบาทต่อปี

จุฬาฯ เปิดตัว CU SiHub ศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคม ขับเคลื่อนสังคมยั่งยืน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448963

จุฬาฯ เปิดตัว CU SiHub ศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคม ขับเคลื่อนสังคมยั่งยืน

จุฬาฯ เปิดตัว CU SiHub  ศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคม ขับเคลื่อนสังคมยั่งยืน

13 พฤศจิกายน 2563 – 20:00 น.

จุฬาฯ เปิดตัว CU SiHub ศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคม ขับเคลื่อนสังคมยั่งยืน

สำนักบริหารวิจัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดตัวศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Social Innovation Hub: CU SiHub) เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน 2563 ณ อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดี จุฬาฯ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน และ ศ.ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ รองอธิการบดีด้านการวิจัย กล่าวรายงานการจัดตั้งศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาฯ

อ่านข่าว : “จุฬาฯ” ครองอันดับหนึ่งของไทย

ซึ่งเป็นการดำเนินการโครงการนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์สังคมที่ท้าทาย เป็นชุมชนวิชาการที่มีพื้นที่ปฏิบัติการโครงการนวัตกรรมทางสังคม ยกระดับการขับเคลื่อนผ่านการ บูรณาการสหศาสตร์ในบริบททางวิชาการระดับโลก เพื่อนำไปสู่การสร้างทางเลือกเชิงนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เกิดผลความเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องยั่งยืน โดยมี รศ.ดร.พรรณี ชีวินศิริวัฒน์ ผู้ช่วยอธิการบดีงานด้านวิจัย เป็นผู้ประสานงานโครงการฯ

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์สามประการ ประกอบด้วย การพัฒนาผู้นำแห่งอนาคต (Future Leader) การสร้างนวัตกรรมและงานวิจัยคุณภาพ (Impactful Research and Innovation) และการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน (Sustainability) การเปิดตัวศูนย์กลางนวัตกรรมทางสังคมแห่งจุฬาฯ หรือ CU Social Innovation Hub จะส่งเสริมชาวจุฬาฯ ให้ริเริ่มหรือต่อยอดการสร้างนวัตกรรมเพื่อสังคม สร้างงานวิจัยมุ่งนวัตกรรมเพื่อสังคม ระดมความร่วมมือจากภาคส่วนทางสังคมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนต่อไป

ศ.ดร.จักรพันธ์ สุทธิรัตน์ รองอธิการบดีด้านการวิจัย จุฬาฯ กล่าวว่า CU Social Innovation Hub (CU SiHub) จะเป็นแหล่งรวมนักวิจัยและเป็นพื้นที่บ่มเพาะอาจารย์ นักวิจัยรุ่นใหม่ในการนำความรู้และนวัตกรรมไปแก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับเนื้อหา (Content) และ บริบท (Context) ของสังคมไทย ในฐานะที่เป็นมหาวิทยาลัยวิจัยที่มุ่งตอบโจทย์สังคมไทยและสังคมโลก เป็นพื้นที่ปฏิบัติการบูรณาการสหศาสตร์ ขับเคลื่อนนวัตกรรมจากการวิจัยของชาวจุฬาฯ เพื่อตอบโจทย์สังคมที่ท้าทาย ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการดำเนินการอยู่แล้วจำนวนหนึ่ง

โดยได้รับการสนับสนุนทุนจากโครงการสร้างเสริมพลังจุฬาฯ กองทุนศตวรรษที่ 2 (C2F) และสำนักบริหารการวิจัย ของจุฬาฯ เช่น การบูรณาการนวัตกรรมนโยบายสังคมสูงวัย (Aging Research Innovation) การออกแบบนวัตกรรมสถาปัตยกรรมเพื่อสังคม (Design for Society) การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เพื่อความยั่งยืน (Sustainable Community and Creative Tourism) การสร้าง แรงบันดาลใจเชิงมนุษยศาสตร์ (Art and Humanities for Sustainability) เป็นต้น โดยมี รศ.ภก.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานแผนงานกองทุนศตวรรษที่ 2 ให้การสนับสนุน

รศ.ดร.พรรณี ชีวินศิริวัฒน์ ผู้ช่วยอธิการบดีงานด้านวิจัย จุฬาฯ และดูแล CU Social Innovation Hub กล่าวว่า “CU Social Innovation Hub มีจุดหมายในการริเริ่ม บ่มเพาะ และสร้างประโยชน์สังคม เน้นการนำนวัตกรรมทางสังคมมาช่วยสังคมโดยไม่หวังผลกำไร ผสมผสานเทคโนโลยีที่สามารถแก้ไขปัญหา และส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีอาจารย์และนักวิจัยที่เชี่ยวชาญใน ทุกสาขา

โดยเฉพาะความร่วมมือจากคณาจารย์ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่มีศักยภาพเป็นจำนวนมาก จึงจัดตั้งศูนย์รวมเพื่อเป็นพื้นที่บูรณาการในการรวมตัวเพื่อร่วมระดมความคิดและอำนวยความสะดวกในการสร้าง นวัตกรรมแก้ไขปัญหาสังคม รวมถึงเป็นศูนย์บ่มเพาะอาจารย์ นักวิจัย และนิสิตรุ่นใหม่เป็นนวัตกรรทางสังคม เพื่อให้นำความรู้ความสามารถไปช่วยเหลือสังคมอย่างมีคุณภาพ ตอบโจทย์เป้าหมาย SDG (Sustainable Development Goals) เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน