เปิดโลก..นอกห้องเรียนปูพื้นเสริมสร้าง ‘นวัตกรน้อย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448950

เปิดโลก..นอกห้องเรียนปูพื้นเสริมสร้าง ‘นวัตกรน้อย’

เปิดโลก..นอกห้องเรียนปูพื้นเสริมสร้าง 'นวัตกรน้อย'

13 พฤศจิกายน 2563 – 18:10 น.

สาธิตนวัตกรรม มทร.ธัญบุรี เปิดโลกนอกห้องเรียน ปูพื้นเสริมสร้าง ‘นวัตกรน้อย’ ประเดิมฐานกิจกรรม “กว่าจะเป็นข้าว” และ “การดำนา”

นายนิติ วิทยาวิโรจน์ รักษาราชการแทนผู้อำนวยโรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มทร.ธัญบุรี ได้จัดโครงการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ร่วมกับศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี โดยนำนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เรียนรู้เรื่องการวิจัยและดำเนินการพัฒนาพันธุ์ข้าว ผ่านฐานกิจกรรมในหัวข้อ “กว่าจะเป็นข้าว” รวมถึง “การดำนา” จากนักวิจัยพันธุ์ข้าวและนักวิชาการเกษตร

ซึ่งถือว่าเป็นผู้มีประสบการณ์อย่างเชี่ยวชาญ ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากของจริง และลงมือปฏิบัติในสภาพแวดล้อมจริง ได้ซึมซับบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ภายใต้ความสนุกและแปลกใหม่ที่นอกเหนือจากการเรียนรู้ในตำรา

โดยหลังจากเรียนรู้เรื่องข้าว นักเรียนได้กลับมาโรงเรียนและร่วมทดลองฝีมือเรียนรู้และทำผลิตภัณฑ์อาหาร ขนมจากข้าวหลายประเภทด้วยกัน เช่น ข้าวแต๋น ขนมบัวลอย ขนมต้ม ข้าวจี่ และขนมดังโงะ เป็นต้น จัดว่าเป็นการบ่มเพาะประสบการณ์การเรียนรู้ และเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจำสิ่งที่เรียนผ่านกิจกรรมที่จัดขึ้น

ที่ผ่านมากระทั่งปัจจุบัน โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มทร.ธัญบุรี ได้จัดให้มีกิจกรรมในรายวิชาต่าง ๆ มากยิ่งขึ้นตามระดับชั้นและสมรรถนะผู้เรียน มุ่งมั่นจัดการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานที่เน้นทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและภาษา เน้นให้ผู้เรียนเป็นนักปฏิบัติ

ด้าน นางสาวนันทภรณ์ ปราณีตพลกรัง รองผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนานักเรียน หัวหน้าโครงการเรียนรู้นอกห้องเรียน เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 กล่าวเสริมว่า นักเรียนจำนวน 66 คน

ได้เรียนรู้และกลับมาทำผลิตภัณฑ์จริงจากข้าว ถือเป็นการเรียนรู้อย่างมืออาชีพ เห็นประโยชน์จากสิ่งที่เรียน กระตุ้นให้เกิดความคิดความสร้างสรรค์ มีความเข้าใจในเนื้อหา ซึ่งโครงการที่จัดขึ้นนี้จะสอดคล้องกับบทเรียนและกิจกรรมในรายวิชาของผู้เรียน โดยผลตอบรับจากนักเรียนโดยส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดมีความสนใจและตั้งใจในกิจกรรมที่จัดขึ้น มีการซักถามแลกเปลี่ยนข้อสงสัยระหว่างกัน กล้าแสดงความคิดเห็น กล้าที่จะลงมือปฏิบัติมีความคิดไอเดียที่แปลกใหม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้วิธีการดำนา ที่สำคัญการเปิดโลกนอกห้องเรียน ผ่านโครงการครั้งนี้ ยังถือว่าเป็นการปูพื้นเสริมสร้างการเป็นนักนวัตกรในอนาคตอีกด้วย

‘รมว.ศธ.’ เปิดใจ ควบรวมรร. ‘รัฐ-เอกชน’ ทิศทางเดียวกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448920

‘รมว.ศธ.’ เปิดใจ ควบรวมรร. ‘รัฐ-เอกชน’ ทิศทางเดียวกัน

'รมว.ศธ.' เปิดใจ ควบรวมรร. 'รัฐ-เอกชน' ทิศทางเดียวกัน

13 พฤศจิกายน 2563 – 14:30 น.

‘รมว.ศธ.’ เปิดใจ ควบรวมรร. ‘รัฐ-เอกชน’ ทิศทางเดียวกัน เผยสัปดาห์หน้า เตรียมมอบนโยบายให้ “ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษา” ทั่วประเทศ รับทราบแนวทางความร่วมมือในการควบรวมโรงเรียน มั่นใจภาคเอกชนให้ความร่วมมือ 100%

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 ได้มีการประชุมคณะทำงานโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ และโครงการสานอนาคตทางการศึกษา ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุม นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้เป็นการประชุมที่ต่อเนื่องจากครั้งก่อน ซึ่งเป็นการเสนอแนะของทางภาคเอกชน ถึงแนวทางการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ และมาตรการสำคัญ โดยเป็นการเชื่อมโยงและผูกกับการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปรับแต่งทั้งสองส่วนให้ตรงกันว่าเราจะต้องร่วมกันพัฒนาไปในทิศทางไหนบ้าง

“ผมขอยกตัวอย่างเช่น เรื่องของระบบ School Management System ที่ได้ทำมาแล้ว เราจะต่อยอดกันอย่างไร ซึ่งแผนหรือความต้องการของกระทรวงศึกษาธิการนั้น มุ่งเน้นการต่อยอด โดยจะมีความเข้มข้นกว่าที่ทางภาคเอกชนได้ทำมา แต่ไม่ต้องเป็นการลงทุนซ้ำ เพียงนำส่วนที่ภาคเอกชนทำไปแล้วมาต่อยอด ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เป็นการพัฒนาเกี่ยวกับเรื่องบุคลากร ต้องไปตามเรื่องข้อมูลเพื่ออัพเดตให้ครบถ้วน ซึ่งอันนี้ก็ตรงกัน โดยทางกระทรวงศึกษาธิการ กำลังทำเรื่องเสนอเพื่อเข้าแผนการฟื้นฟูว่า เราต้องการบุคลากรลักษณะไหน ที่จะมาช่วยการทำงานส่วนนี้ เพราะที่ผ่านมาเรื่องระบบฐานข้อมูลของเรายังแน่นไม่พอ และวันนี้บริบทของประเทศก็เปลี่ยนไป ความต้องการก็จะมากขึ้น และต้องมีรายละเอียดที่มากขึ้นด้วย เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในอนาคตด้วย” นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล ยังย้ำด้วยว่า สำหรับเรื่องปฐมวัย เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆ ท่านในที่ประชุมพูดถึง และให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก เพราะถือเป็นการวางพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาระบบการศึกษาในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะในการนำสถานศึกษามาเป็นสถานที่เรียนรู้สำหรับเด็กทุกช่วงวัยด้วย

ต่อข้อถามที่ว่า จะมีการเพิ่มจำนวนโรงเรียนเข้าไปในโครงการนี้หรือไม่นั้น นายณัฏฐพล กล่าวว่า วันนี้ตนได้อธิบายให้ที่ประชุมรับทราบถึงแผนงานของกระทรวงศึกษาธิการ ถึงการวางแผนของแต่ละจังหวัดในการควบรวมโรงเรียนเป็นอย่างไร จากนั้นจะนำผลสำรวจมาชนกันว่าแผนที่กระทรวงศึกษาธิการจะทำในแต่ละจังหวัดนั้น จะกระทบอะไรกับโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนใน ConnextED บ้าง เพราะว่าวันนี้บริบทที่เราจะปรับเปลี่ยนระบบการศึกษานั้น กระทรวงศึกษาธิการต้องการความช่วยเหลือ หรือความร่วมมือที่เข้มข้นมากๆ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของงบประมาณกระทรวงศึกษาธิการด้วย

ขณะที่ในส่วนของครูนั้น นายณัฏฐพล กล่าวย้ำว่า อยู่ในแผนที่กระทรวงศึกษาธิการ กำลังจะยกระดับการฝึกอบรมและพัฒนาครู โดยให้มีการพัฒนาผ่านศูนย์ต่างๆ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ ที่กระทรวงศึกษาธิการมี ซึ่งถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการปรับความสามารถของครูให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป แม้ที่ผ่านมาครูจะมีการพัฒนาที่ดีอยู่แล้ว แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนไปเร็วมาก การเรียนการสอนก็ต้องปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

สำหรับการวางแผนพัฒนาเด็กจากนี้ไปจะมีอะไรบ้างนั้น นายณัฏฐพล กล่าวว่า สุดท้ายผลสรุปก็จะกลับมาที่ต้องมีการรวมโรงเรียนให้เป็นศูนย์พัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนจะทำอย่างไร คงต้องทำภาพให้เห็นชัดภายในหนึ่งถึงสองเดือนนี้ จากนั้นจะกลับมาคุยกับภาคเอกชน และร่วมกันสนับสนุน และนำเสนอคณะรัฐมนตรี ถึงแนวทางที่จะต้องเดินแผนการรวมโรงเรียนในแต่ละจังหวัด เนื่องจากแต่ละจังหวัดจะมีบริบทเป็นของตัวเองในการที่จะขับเคลื่อน ขณะเดียวกัน ต้องสร้างฐานทรัพยากรเยาวชน เพื่อตอบโจทย์ของแต่ละจังหวัดให้ได้ โดยจะทำให้เด็กไม่ต้องเคลื่อนเข้ามาเรียนในโรงเรียนดีประจำจังหวัด หรือเคลื่อนเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯ โดยกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการสร้างโรงเรียนคุณภาพกระจายไปให้มากที่สุด โดยที่การกระจายนั้นต้องเป็นแบบไม่ไร้ทิศทาง

“ผมคิดว่าภาคเอกชนส่วนใหญ่ เขาเข้าใจในแนวทาง และเห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีส่วนร่วมตรงนี้ โดยภาคเอกชนเอง เขาก็พร้อมที่จะมีส่วนร่วม เพราะวันนี้งบประมาณที่เอกชนให้มารวมถึงภาครัฐด้วย ผมมั่นใจว่าเราสามารถทำให้สถานศึกษาของไทยจากนี้ไป มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม” นายณัฏฐพล ย้ำ

นายณัฏฐพล ยังบอกต่อว่า สำหรับความร่วมมือกับภาคเอกชนนั้น เขาต้องการขอให้เห็นภาพความชัดเจนในการควบรวมโรงเรียน เนื่องจากประเด็นดังกล่าวมีผลกระทบต่อการลงทุนของภาคเอกชน ยกตัวอย่างเช่น มีโรงเรียนที่อยู่ใน ConnextED หลังจากที่ตนได้ลงไปดูความพร้อมในการที่จะควบรวมแล้วกระทบแน่นอน เพราะจากแผนคงต้องมีการควบรวมโรงเรียนที่อยู่ใน ConnextED ด้วย ดังนั้นภาคเอกชนอาจจะเปลี่ยนแผนการลงทุนไป

สำหรับเรื่องของความร่วมมือนั้น นายณัฏฐพล เชื่อว่า ความร่วมมือภาคเอกชนมีความมั่นใจเต็มร้อย เพราะขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ กำลังเดินไปในทิศทางที่เหมาะสมแล้ว และยืนยันมีความเข้มข้นกว่าเดิม

ส่วนภาคเอกชนมีความกังวลไหม นายณัฏฐพล ยอมรับว่า ภาคเอกชนมีความกังวล เรื่องการวางแผนสำหรับจังหวัด จะมีผลกระทบกับชุมชน ผู้บริหาร ครู และมีความเป็นห่วงว่าจะมีผลกระทบสะท้อนออกมาในทางลบ

“แต่สำหรับผมไม่กังวลเรื่องเหล่านี้ เพราะผมคิดว่าแผนของเรา แนวทางนโยบายผมมีความชัดเจนที่จะยกระดับการศึกษาไทย ถ้าหากภาคเอกชนเห็นความตั้งใจตรงนี้แล้ว เขาก็จะเห็นด้วยกับแนวทางตรงนี้ ซึ่งต้องช่วยกันในการที่จะเป็นกระบอกเสียงว่าเรื่องนี้ มีความจำเป็น เพราะวันนี้ กระทรวงศึกษาธิการ ต้องการพลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย กระทรวงศึกษาธิการจะทำแบบเดิมไม่ได้ เราทำช้าไม่ได้ เราต้องทำและให้เห็นภาพชัด ส่วนความสนใจที่จะทำมากขนาดไหน ต้องขึ้นอยู่กับคณะรัฐมนตรี ซึ่งรอรับเรื่องจากกระทรวงศึกษาธิการอยู่ ซึ่งผมก็ได้พูดคุยกับภาคเอกชนถึงแนวทางแล้ว และผมก็วางแผนให้เห็นแล้ว” นายณัฏฐพล กล่าว

ส่วนการยกระดับเป็นโรงเรียนนานาชาตินั้น นายณัฏฐพล บอกว่า ตนมองเป็นการยกระดับคุณภาพของโรงเรียนสังกัด สพฐ. (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน) ที่จะสามารถแข่งขันหรือมีความรู้ในบริบทที่เหมาะสม ส่วนที่จะเป็นนานาชาติหรือไม่เป็นนานาชาติ ตนคิดว่าเรื่องของภาษาเป็นเรื่องที่ทุกโรงเรียนในประเทศไทย ควรต้องให้ความใส่ใจอยู่แล้ว ซึ่งงบประมาณก็ต้องมี ส่วนรูปแบบที่จะให้เหมือนโรงเรียนนานาชาตินั้น จะเป็นเรื่องของหลักสูตรที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน ส่วนจะไปใกล้เคียงขนาดไหนในเรื่องของการใช้เวลา ก็คงต้องปรับกันอีกที ซึ่งฝ่ายวิชาการกำลังดำเนินการอยู่

ทังนี้ ทางคณะรัฐมนตรี ได้มีการอนุมัติเรื่องครูภาษาอังกฤษ และครูภาษาจีน มาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการยังยึดเป้าหมายตรงนั้น โดยหวังว่าถ้าโควิด-19 มีความชัดเจนในเรื่องของการแก้ไขปัญหา เชื่อว่าจะมีการขับเคลื่อนเพื่อนำเอาบุคลากรเข้ามาช่วยเสริมครูที่เป็นเอกภาษาอังกฤษที่สอนอยู่ในปัจจุบัน ได้ เพราะเราต้องใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ มาใช้เพื่อการสื่อสาร โดยในวันนี้นักเรียนแม้มีการเรียนรู้เรื่องภาษา ซึ่งยอมรับว่าเด็กไทยมีความสามารถ แต่เป็นความสามารถเพื่อการสอบโดยยังไม่ได้นำมาใช้เพื่อการสื่อสาร

นอกจากนี้ นายณัฏฐพล ยังย้ำด้วยว่า ภายในสัปดาห์หน้า ตนจะอธิบายให้แต่ละจังหวัดรับทราบถึงแนวทางในการร่วมมือระหว่างศึกษาธิการจังหวัดเขตพื้นที่ ถึงแนวนโยบาย และตัวอย่างที่ตนจะนำเสนอภาพให้เห็นถึงการควบรวมโรงเรียนเป็นอย่างไร โดยแผนงานนี้ จะมีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงศึกษาธิการ เข้าไปร่วมทำงานด้วยกับทุกๆ จังหวัด โดยมีผู้บริหารสูงสุดของแต่ละแท่งเป็นคณะกรรมการคุมอีกชั้นหนึ่ง

“อันนี้ทางผมสามารถให้ข้อมูลได้ว่า ระดับชั้นในการทำงานเป็นอย่างไร เพื่อให้รับทราบนโยบายตรง วางแผนได้ตามนโยบายและรวดเร็ว บุคคลที่จะมีข้อมูลมากที่สุด และก็มีความรู้มากที่สุดในการทำแผนงานได้ตามนโยบาย ก็คือ ศึกษาธิการจังหวัดและเขตพื้นที่ โดยทั้งสองส่วนนี้ต้องร่วมมือกัน ผสมผสานกับทีมงานที่จะลงไปกำชับเรื่องนโยบาย เพื่อไม่ให้หลุดเป้าหมายที่ได้นำเสนอไปในแนวทางเดียวกันทั่วทั้งประเทศ ซึ่งการระบุว่า เป็นแนวทางเดียวกันทั้งประเทศนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกจังหวัดต้องเหมือนกัน เพราะบริบทในแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยในแนวทางการจะใช้งบประมาณในอนาคต ต้องมีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน” นายณัฏฐพล กล่าว

นอกจากนี้ ในการประชุมครั้งนี้ ยังมีการพูดคุยกันถึงมาตรฐานของโรงเรียนที่จำเป็นต้องมี แต่มีขนาดไหนนั้น โดยต้องรอให้แผนเรียบร้อยและนำมาผสมผสานคู่ขนานกัน ซึ่งสัปดาห์หน้าเวลาจะให้นโยบายนั้น จะบอกถึง พื้นที่เป้าหมาย โรงเรียนเป้าหมาย ซึ่งจะต้องมีเผื่ออะไรไว้บ้าง เพื่อจะได้สรรหาโรงเรียนที่มีความเหมาะสม ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวกับมาตรฐานของโรงเรียนหรือโครงการต่างๆ และคงต้องปรับเปลี่ยนการประเมิน ปรับเปลี่ยนวิธีการบันทึกข้อมูลต่างๆ เพื่อลดภาระของครูซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากภาระของครู เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ไม่สามารถผลักดันการเรียนการสอนได้เต็มที่ ซึ่งต้องอยู่ในเรื่องมาตรฐานด้วย

‘ณัฏฐพล’ ลั่นพร้อมพลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448914

‘ณัฏฐพล’ลั่นพร้อมพลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

'ณัฏฐพล'ลั่นพร้อมพลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

13 พฤศจิกายน 2563 – 13:25 น.

‘ณัฏฐพล’ลั่นพร้อมพลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย เล็งแผนลงทุนในอนาคตมุ่งเน้นใช้ “เทคโนโลยีดิจิทัล” ในระบบการศึกษา เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก ระบุศธ.เตรียม ‘บุคลากร-นักเรียน’ ใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ในทุกด้าน-มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์

วันที่ 13 พ.ย. 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยก่อนการขึ้นกล่าวปาฐกถาภายในงาน POWERING DIGITAL THAILAND 2021 ว่า ในการวางรากฐานของประเทศในอนาคตโดยเฉพาะในเรื่องการศึกษานั้น เราจำเป็นต้องมีการเตรียมคน ซึ่งขณะนี้เราเห็นภาคเอกชนได้มีการลงทุน โดยได้มีการวางแผนในเรื่องการขยับความรู้ความสามารถของบุคลากรทั้งประเทศ

โดยทางกระทรวงศึกษาธิการเอง ก็ต้องมีหน้าที่ในการที่จะต้องเตรียมคน เตรียมเยาวชนของเรา เพื่อให้มีความคุ้นเคย และเพื่อให้มีความคล่องตัวในการใช้เทคโนโลยี ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีความเข้าใจในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ในทุกๆ ด้าน และต้องมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ควบคู่ไปด้วย

“ในขณะเดียวกัน ก็สามารถสังเคราะห์ความคิดต่างๆ หรือแนวความรู้ต่างๆ ที่ได้รับการสอนมาจากคุณครู หรือว่าในโลกออนไลน์ก็แล้วแต่ ฉะนั้นใน Landscape หรือแนวทางการเรียนจึงต้องเปลี่ยนไป ซึ่งทางกระทรวงศึกษาธิการเอง ก็มีความตั้งใจที่จะใช้ดิจิทัล หรือเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเข้ามาปรับเปลี่ยน และพลิกประวัติศาสตร์ของการศึกษา ซึ่งหมายถึงการลงทุนในอนาคต แต่เป็นการลงทุนที่มีการวางแผน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดรวมถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี” นายณัฏฐพล กล่าว

ส่วนกรณีที่จะมีนักเรียนกลุ่มหนึ่ง โพสต์แจ้งการจัดกิจกรรมในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้นั้น นายณัฏฐพล กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สำหรับข้อร้องเรียนที่ผ่านมาของนักเรียนกลุ่มนี้ ซึ่งตนเองได้ออกไปรับฟัง และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ตนและผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำข้อร้องเรียนไปหาแนวทางแก้ไขแล้ว

“โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาอย่างชัดเจน และมีนักเรียนเป็นตัวแทนร่วมอยู่ในคณะทำงานชุดนี้ด้วย เพื่อที่จะแก้ไขข้อกังวลของกลุ่มนักเรียน ส่วนความเหมาะสมหรือว่าความพอใจนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละกลุ่มว่าทางกระทรวงศึกษาธิการได้ตอบโจทย์หรือเปล่า”รมว.ศธ. กล่าว

'ณัฏฐพล'ลั่นพร้อมพลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย
'ณัฏฐพล'ลั่นพร้อมพลิกประวัติศาสตร์การศึกษาไทย

เช็กที่นี่ สพฐ.คลอดปฏิทิน “รับนักเรียน” ปี 2564 แล้ว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448851

เช็กที่นี่ สพฐ.คลอดปฏิทิน “รับนักเรียน” ปี 2564 แล้ว

เช็กที่นี่ สพฐ.คลอดปฏิทิน "รับนักเรียน" ปี 2564 แล้ว

12 พฤศจิกายน 2563 – 19:40 น.

สพฐ.ประกาศปฏิทินรับ “รับนักเรียน” ปีการศึกษา 2564 โดย ม.1 เริ่มรับสมัครตั้งแต่วันที่ 24-28 เม.ย. ขณะที่ ม.4 “เตรียมอุดมศึกษา” รับสมัครวันที่ 20-24 ก.พ. สอบ 6 มี.ค.64

วันที่ 12 พ.ย. 2563 นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาฯ กพฐ.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆนี้ ตนได้ลงนามในประกาศสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2564 โดยมีหลักการดังนี้

1.การมีส่วนร่วม โดยเปิดโอกาสให้หน่วยงาน องค์กรและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการรับนักเรียน เพื่อให้กระบวนการรับนักเรียนมีความเป็นธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้

2.การสร้างโอกาสที่เป็นธรรม เพื่อให้เด็กทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพตามความถนัดของแต่ละบุคคล

3.การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีกระบวนการทำงานที่รวดเร็ว มีประสิทธิภาพมุ่งเน้นให้เด็กทุกคนได้รับโอกาสในการเข้าเรียนอย่างทั่วถึงลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

4.การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ มีการประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย สร้างความรับรู้ให้เกิดความเข้าใจและเชื่อมั่น สื่อสารข้อมูลเพื่อลดความขัดแย้ง

สำหรับปฏิทินการรับนักเรียน ปีการศึกษา 2564 มีดังนี้

-ก่อนประถมศึกษา รับสมัครวันที่ 20-24 มีนาคม พ.ศ.2564 จับฉลากวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2564 ประกาศผลวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2564 และมอบตัววันที่ 4 เมษายน พ.ศ.2564

-ประถมศึกษาปีที่ 1 (เงื่อนไขพิเศษ) รับสมัครวันที่ 16-20 เมษายน พ.ศ.2564

-มัธยมศึกษาปีที่ 1 รับสมัครระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน พ.ศ.2564 สอบคัดเลือกวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2564 ประกาศผลวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ.2564 และมอบตัววันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2564

-มัธยมศึกษาปีที่ 4 รับสมัครระหว่างวันที่ 24-28 เมษายน พ.ศ.2564 สอบคัดเลือกวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2564 ประกาศผลวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2564 และมอบตัววันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ.2564

-โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กทม.และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภูมิภาค ม.4 รับสมัครวันที่ 20-24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2564 สอบคัดเลือก 6 มีนาคม พ.ศ.2564 ประกาศผล 15 มีนาคม พ.ศ.2564 มอบตัววันที่ 18 มีนาคม พ.ศ.2564

(คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่)

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จัดงาน “หนังสือเล่มเดิม เพิ่มเติมเรื่องราว บทที่ 168” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448816

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จัดงาน”หนังสือเล่มเดิม เพิ่มเติมเรื่องราว บทที่ 168″

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จัดงาน"หนังสือเล่มเดิม เพิ่มเติมเรื่องราว บทที่ 168"

12 พฤศจิกายน 2563 – 14:46 น.

งานครบรอบ 168 ปี โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน การเดินทางของ “หนังสือเล่มเดิม เพิ่มเติมเรื่องราว บทที่ 168” กิจกรรมสาระความรู้และความสนุกเพลิดเพลิน ซุ้มเกมชุมนุมของรางวัลมากมาย

กลับมาแล้ว งานครบรอบ 168 ปี โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน โดยปีนี้ใช้ชื่องานว่า “หนังสือเล่มเดิม เพิ่มเติมเรื่องราว บทที่ 168” มีอะไรพิเศษมากมาย ในวันเสาร์ที่ 28 พฤศจิกายน 2563 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 18.00 น. ที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จัดขึ้นโดยนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 6  

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จัดงาน"หนังสือเล่มเดิม เพิ่มเติมเรื่องราว บทที่ 168"

เริ่มตั้งแต่พิธีเปิดงานสุดอลังการโดยนักเรียนกรุงเทพคริสเตียน มีเรื่องราวที่น่าสนใจจากการแสดงจากครูและนักเรียน ละครประมวญเรื่องที่ 19 พร้อมกับงานวิชาการที่จะนำเสนอวิชาการที่มีทั้งสาระมาพร้อมความสนุกสนาน   พบกิจกรรมสาระความรู้และความสนุกเพลิดเพลิน และซุ้มเกมภายในงาน ซุ้มเกมชุมนุม พาทุกท่านไปอยู่ในโลกของโจรสลัด ออกล่าสมบัติในเเต่ละจุดเพื่อจะมาเจอขุมทรัพย์ของเราในจุดสุดท้าย ลานสันทนาการ พบกับของเล่นมากมาย และการแสดงโชว์สเก็ตบอร์ดแบบ X-TREME นิทรรศการวิชาการ “ความทรงจำที่ไม่มีวันลืม” เป็นการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ สนุกสนานไปกับละคร “What you see isn’t always what it is – สิ่งที่คุณเห็นไม่ใช่สิ่งที่มันเป็นเสมอไป”

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จัดงาน"หนังสือเล่มเดิม เพิ่มเติมเรื่องราว บทที่ 168"

หอประวัติศาสตร์ จัดการแสดงประวัติโรงเรียนตั้งแต่การเริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบันรวมไปถึงเกล็ดความรู้อีกมากมายที่คุณอาจจะยังไม่ทราบเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ และ ในปีนี้ยังมีหอเก็บรูปภาพภายใต้ธีม “Gallery of memory” ซึ่งเป็นส่วนต่อขยายเพิ่มเติมในหอประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน   

หอธรรม การแสดงนักเรียน ครูไทย ครูต่างประเทศ และคอนเสิร์ต Nap a Lean เวทีคอนเสิร์ต พบกับวงดนตรี SCRUBB และ GETSUNOVA ร้านค้า พบกับซุ้มขายของที่ระลึกที่ออกแบบโดย BCC168 ร้านค้าต่างๆ และร้านอาหารอร่อยหลากหลาย 

โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จัดงาน"หนังสือเล่มเดิม เพิ่มเติมเรื่องราว บทที่ 168"

งานครบรอบ 168 ปี โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน สามารถซื้อบัตรเข้าร่วมได้ที่หน้างาน หรือหากจะไม่สะดวกไปร่วมงานในวันดังกล่าวก็สามารถรับชมได้ทางช่องทางการถ่ายทอดสดเปรียบเสมือนได้ไปอยู่ในงานจริงๆ โดยช่องทางการถ่ายทอดสดจะแจ้งใน Social Media ของงาน ฝากไปกดติดตามเอาไว้เพื่อรับข่าวสารดีๆ หรือถ้าเหงาก็มาพูดคุยกับน้องๆได้เช่นกัน 
Facebook : fb.com/bcc168anniversary  
Instagram : @bcc168anniversary 
Website : www.bcc168anniversary.com 

คำชี้แจงล่าสุด จาก ‘สารสาสน์’ ไม่ไกล่เกลี่ย ให้จบที่ชั้นศาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448761

คำชี้แจงล่าสุด จาก ‘สารสาสน์’ ไม่ไกล่เกลี่ย ให้จบที่ชั้นศาล

คำชี้แจงล่าสุด จาก 'สารสาสน์' ไม่ไกล่เกลี่ย ให้จบที่ชั้นศาล

11 พฤศจิกายน 2563 – 21:30 น.

คำชี้แจงล่าสุด จาก ‘สารสาสน์’ ไม่ไกล่เกลี่ย ให้จบที่ชั้นศาล ผู้ปกครองเรียกร้องสูงเกิน จ่ายไปแล้ว 11.3 ล้านบาท

โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เผยแพร่คำชี้แจง เรื่องเจรจาไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาททางแพ่ง

เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน  2563 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เผยแพร่คำชี้แจง เรื่องเจรจาไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาททางแพ่ง ที่สืบเนื่องจากคดีครูและพี่เลี้ยงทำร้ายเด็ก จนนำไปสู่การร้องเรียนของผู้ปกครองและมีการดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง

โรงเรียนสารสาสน์ ชี้แจงใจความว่าตามที่สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ขอเชิญให้ผู้ประกอบกิจการโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ เข้าประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางแพ่งกรณีครูพี่เลี้ยงทำร้ายร่างกายเด็กในวันที่ 10 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทางโรงเรียนได้ทำหนังสือลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563 แจ้งว่าโรงเรียนขอสงวนสิทธิ์ไม่เข้าร่วมประชุมนั้น

“โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ได้ระบุชัดเจนในหนังสือดังกล่าวว่า โรงเรียนขอสงวนสิทธิ์ไม่เข้าร่วมประชุมเพราะไม่ประสงค์จะให้เกิดความสับสนหรือล่าช้าหากต้องมีการเริ่มต้นกระบวนการในการหาข้อมูล การเจรจา หรือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องใหม่

เนื่องจากนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ โรงเรียนฯ ประสานงานกับสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย จังหวัดนนทบุรี อย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องมาตลอด ได้มีการให้ข้อมูล การเชิญผู้ปกครองของนักเรียนที่ได้รับผลกระทบมาพูดคุย และได้คืนเงินค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าพบแพทย์ รวมทั้งการดำเนินการเกี่ยวกับการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมไปแล้วส่วนหนึ่ง ตลอดจนดำเนินการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ได้ดำเนินการแก้ไขป้องกันไม่ให้เกิดเหตุทำร้ายเด็กนักเรียนอีก โดยมีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารงาน การออกมาตรการพัฒนาครูและบุคลากร การเข้มงวดในการปฎิบัติตามระเบียบของโรงเรียนที่ห้ามครูและบุคลากรลงโทษเด็กนักเรียนอย่างไม่มีเหตุผลและรุนแรง

2.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ยกเว้นค่าเล่าเรียน 1 ปี ให้แก่นักเรียนชั้นอนุบาลทุกคนรวมประมาณ 310 คน โดยคืนเงินค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ ในเทอมแรกทั้งหมด และไม่เก็บค่าเล่าเรียนในภาคเรียนต่อไป รวมทั้งไม่เก็บเงินค่าเรียนพิเศษ มูลค่าของการดำเนินการดังกล่าวเบื้องต้นเป็นเงินประมาณ 11,328,828 บาท

3.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ นับจนถึงปัจจุบัน โรงเรียนได้ชำระค่าพบจิตแพทย์ให้แก่ผู้ปกครองของนักเรียนจำนวน 3 ราย ที่ส่งเอกสารค่ารักษาพยาบาลมาให้กับทางโรงเรียนแล้ว รวมเป็นเงิน 22,366 บาท

4.โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ยินดีที่จะเยียวยาจิตใจนักเรียนที่ได้รับผลกระทบ และได้ประสานงานรวมทั้งกำหนดวันไกล่เกลี่ยร่วมกับสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย จังหวัดนนทบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว

“อย่างไรก็ดี โรงเรียนเห็นว่าค่าเสียหายที่ผู้ปกครองทั้ง 24 รายเรียกร้องมานั้นมีมูลค่าสูง จึงเห็นควรที่จะให้ศาลสถิตยุติธรรมเป็นผู้กำหนด เพื่อความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

ตลอดระยะเวลาเกือบ 60ปีที่โรงเรียนสารสาสน์ เปิดดำเนินการมานั้น ไม่เคยเกิดกรณีเช่นนี้มาก่อน ทางโรงเรียนเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่เกิดเหตุการณ์นี้

เราพร้อมที่จะรับผิดชอบ ด้วยตระหนักว่านักเรียนเป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหว เป็นทรัพยากรที่สำคัญและมีค่ามากต่อประเทศชาติในอนาคต

โรงเรียนสารสาสน์ยินดีให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุข้อยุติที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย ยุติผลกระทบที่อาจเกิดแก่ตัวนักเรียน และให้มั่นใจว่านักเรียนที่ได้รับผลกระทบทุกรายจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงโรงเรียนเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อนักเรียนและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการจัดการศึกษาและดูแลสถานศึกษาต่อไป” โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ ชี้แจง

กองทุนสื่อเปิดตัวงานวิจัยเฝ้าระวังสื่อ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448751

กองทุนสื่อเปิดตัวงานวิจัยเฝ้าระวังสื่อ   

กองทุนสื่อเปิดตัวงานวิจัยเฝ้าระวังสื่อ   

11 พฤศจิกายน 2563 – 19:27 น.

กองทุนสื่อฯ เปิดตัวงานวิจัยเฝ้าระวังสื่อ รับมือความรุนแรงในโลกไซเบอร์ แจงยุทธศาสตร์การทำงานที่สำคัญในการรับมือความรุนแรงในสื่อทั้งการใช้คำพูดสร้างความเกลียดชังต่อกัน ไปจนถึงการสร้างข่าวปลอม และการคุกคามกันในโลกไซเบอร์ 

ที่กระทรวงวัฒนธรรม ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ พร้อมด้วยนางสาวลัดดา ตั้งสุภาชัย ประธานอนุกรรมการเฝ้าระวังสื่อฯ และดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ หัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์เฝ้าระวังสื่อฯ ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการวิจัยพร้อมกับชี้แจงยุทธศาสตร์การทำงานที่สำคัญในการรับมือความรุนแรงในสื่อทั้งการใช้คำพูดสร้างความเกลียดชังต่อกัน ไปจนถึงการสร้างข่าวปลอม และการคุกคามกันในโลกไซเบอร์     

กองทุนสื่อเปิดตัวงานวิจัยเฝ้าระวังสื่อ   

ดร.ธนกร ศรีสุขใส ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์  กล่าวว่าปัจจุบันปัญหาความรุนแรงมีมากขึ้นในโลกไซเบอร์ ทั้งการระรานและคุกคามกันหรือไซเบอร์บูลลี่ การโจมตีใช้คำพูดสร้างความเกลียดชังหรือประทุษวาจา ตลอดจนข่าวปลอมที่ถูกสร้างขึ้นในยามที่บ้านเมืองมีความขัดแย้ง กองทุนสื่อฯได้จับตาดูแนวโน้มนี้ร่วมกับนักวิชาการและมีความห่วงใยต่อสังคมในเรื่องนี้มาโดยตลอด การให้ทุนสนับสนุนที่ผ่านมาก็มีการให้ทุนสนับสนุนการริเริ่มนวัตกรรมสื่อเพื่อศึกษาและพัฒนาแนวทางลดปัญหาความรุนแรงในสื่อแบบนี้ลง ทั้งนี้ โดยร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติสามปีเพื่อการพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ที่ผ่านการเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว และแผนยุทธศาสตร์ของกองทุนเองมุ่งที่จะให้การสนับสนุนการรับมือความรุนแรงในสื่อไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะนวัตกรรมสันติวิธี เพิ่มพื้นที่การพูดคุยข้ามความแตกต่าง ไม่เฉพาะเรื่องการเมืองแต่ทุกเรื่องที่มีหลายมุมมอง มุ่งสร้างวัฒนธรรมเอื้อเฟื้อ (civility) การคิดอย่างใคร่ครวญ (thoughtfulness) และความเข้าใจกัน (mutual understanding) ที่อาจเริ่มจากประเด็นทั่วไปที่มีคนสนใจมาก เช่นเรื่องสุขภาพ อาหาร การเงิน สิ่งแวดล้อม ไปจนถึงภัยพิบัติธรรมชาติต่างๆ ซึ่งในระยะยาวก็อาจก้าวไปสู่การมีพื้นที่พูดคุยความคิดที่แตกต่างอย่างสร้างสรรค์ได้ในประเด็นที่ซับซ้อนขึ้นอย่างการเมือง ศาสนา เป็นต้น 

กองทุนสื่อเปิดตัวงานวิจัยเฝ้าระวังสื่อ   

โดย นางสาวลัดดา ตั้งสุภาชัย ประธานอนุกรรมการเฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ กล่าวว่าปัญหาสื่อไม่ปลอดภัยเปลี่ยนไป จากแค่สื่อลามกและการพนันออนไลน์ที่ก็ยังเป็นปัญหา มาสู่ปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อกันทั้ง cyber bully และ hate speech  ยังไม่รวมถึงเรื่อง fake news ที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน งานเฝ้าระวังจึงปรับตัวตามลักษณะปัญหา เน้นงานส่งเสริมการรู้เท่าทันหรือ media literacy ควบคู่กับงานเฝ้าระวัง และการทำงานบูรณาการไปกับงานพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

กองทุนสื่อเปิดตัวงานวิจัยเฝ้าระวังสื่อ   

นอกจากนี้ คณะอนุกรรมการยังมีแผนที่จะเสนอให้กองทุนมีศูนย์วิจัยสื่อหรือ Media Research Center ติดตามสถานการณ์การรับสื่อของประชาชนเพื่อเป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง สำหรับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อกันในสื่อไซเบอร์ รวมถึงปัญหาการสร้างข่าวปลอมไปแก้ที่ปลายเหตุด้วยการลงโทษไม่ได้ แต่ต้องแก้ที่ต้นทางคือปัญญาความรู้เท่าทันของผู้รับสื่อ ซึ่งทางคณะอนุกรรมการฯได้เห็นชอบในเบื้องต้นแล้วต่อแผนการทำงานที่จะร่วมมือและสนับสนุนภาคี ซึ่งนอกจากภาคีหลักคือกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งมีศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรมที่ทำงานควบคู่กันมาโดยตลอดแล้ว ยังมีภาคีอื่นๆ ได้แก่ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศเช่น ยูเนสโก เพื่อร่วมกันผลักดันการรณรงค์และป้องกันแก้ไขปัญหาเรื่องนี้     

กองทุนสื่อเปิดตัวงานวิจัยเฝ้าระวังสื่อ   

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ หัวหน้าโครงการวิจัยเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์เฝ้าระวังสื่อที่ไม่ปลอดภัยและไม่สร้างสรรค์ กล่าวว่า จากผลการสำรวจประชาชนในกลุ่มอายุและกลุ่มอาชีพต่างๆ รวมถึงกลุ่มเฉพาะได้แก่ผู้พิการและกลุ่มชาติพันธุ์พบว่า เกือบร้อยละ 80  มีการใช้สื่อโซเชียลอย่างเฟซบุ๊ก ไลน์ ทวิตเตอร์สม่ำเสมอ   ส่วนความกังวลเกี่ยวกับการใช้สื่อโซเชียลพบว่าอันดับหนึ่งร้อยละ 78 กังวลกับปัญหาข่าวปลอม  รองลงมาร้อยละ 58 กังวลการระรานทางไซเบอร์ และร้อยละ 54 กังวลเรื่องการใช้ประทุษวาจาหรือคำพูดที่รุนแรงสร้างความเกลียดชังกันตามลำดับ  

กองทุนสื่อเปิดตัวงานวิจัยเฝ้าระวังสื่อ   

นอกจากนี้ จากการสำรวจของกรมสุขภาพจิตในปี 2562  พบว่าร้อยละ  35-40  ของเด็กมัธยมเคยระรานหรือถูกระรานทางไซเบอร์ ในส่วนของเรื่องข่าวปลอม ตัวเลขของประเทศต่างๆ คล้ายคลึงกันกล่าวคือร้อยละ50-70  แล้วแต่กลุ่มอายุได้รับข่าวปลอมสม่ำเสมอราวร้อยละ 30-40 เคยแชร์ข่าวปลอม และมีเพียงราวร้อยละ 5-10  เท่านั้น  ที่เคยมีการตรวจสอบแหล่งข่าวจนรู้ว่าเป็นข่าวปลอม และในส่วนของประทุษวาจาหรือการใช้คำพูดรุนแรงต่อกันกำลังเป็นปัญหาที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยเป็นการกระทำต่อกลุ่มชาติพันธุ์ ชนกลุ่มน้อยทางศาสนา ตลอดจนกลุ่มการเมือง  

โดย  ดร.อมรวิชช์กล่าวว่า  จากการประชุมระดมความคิดร่วมกับนักกฎหมายเห็นตรงกันว่าคำพูดที่รุนแรงสร้างความเกลียดชังอาจเป็นปัญหาได้ โดยเฉพาะกรณีประทุษวาจาที่ยกระดับไปสู่การข่มขู่หรือยั่วยุให้มีการทำร้ายกันถือเป็นความผิดตามกฎหมาย

โกลบิช อคาเดเมีย แพลตฟอร์มเรียนภาษาชี้เทรนด์การเรียนออนไลน์โตไม่หยุดยุคโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448393

โกลบิช อคาเดเมีย แพลตฟอร์มเรียนภาษาชี้เทรนด์การเรียนออนไลน์โตไม่หยุดยุคโควิด-19

โกลบิช อคาเดเมีย แพลตฟอร์มเรียนภาษาชี้เทรนด์การเรียนออนไลน์โตไม่หยุดยุคโควิด-19

7 พฤศจิกายน 2563 – 18:57 น.

โกลบิช อคาเดเมีย แพลตฟอร์มเรียนภาษาชี้เทรนด์การเรียนออนไลน์โตไม่หยุดยุคโควิด-19 พบว่าในความท้าทายกลับกลายเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจ

หลายธุรกิจคงไม่ปฏิเสธว่า หนึ่งในความท้าทายของการดำเนินธุรกิจท่ามกลางตลาดที่มีความผันผวนและเต็มไปด้วยปัจจัยเสี่ยงหลังการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 คือการควบคุมค่าใช้จ่ายและปรับรูปแบบการทำงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการดูแลพนักงานที่ต้องทำงานจากบ้านเป็นหลักถือเป็นสิ่งจำเป็นที่บริษัทต้องบริหารจัดการ แต่กับธุรกิจการศึกษาที่เปิดคลาสออนไลน์อย่าง โกลบิช อคาเดเมีย บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ให้บริการแพลตฟอร์มการเรียนภาษาอังกฤษ พบว่าในความท้าทายกลับกลายเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจ

โกลบิช อคาเดเมีย แพลตฟอร์มเรียนภาษาชี้เทรนด์การเรียนออนไลน์โตไม่หยุดยุคโควิด-19

ย้อนกลับไปในช่วงที่โรงเรียนหลายแห่งต้องหยุดการเรียนการสอน การเรียนรู้ในรูปแบบดิจิทัลซึ่งสามารถเรียนได้จากที่บ้านจึงเป็นที่นิยมมากขึ้น โกลบิช อคาเดเมีย ให้บริการการเรียนการสอนรูปแบบดังกล่าวมาก่อนหน้าอยู่แล้ว จึงได้ใช้จังหวะนี้ขยับขึ้นมาเป็นผู้นำในการให้บริการและมุ่งเน้นไปที่การสอนภาษาอังกฤษแบบออนไลน์ 

แนวโน้มตลาดที่เปลี่ยนไปจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงที่พนักงานและนักเรียนต้องกักตัวอยู่ที่บ้าน โกลบิช อคาเดเมีย พบว่าจำนวนคลาสเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์นั้นเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า จาก 250 คลาสต่อวันเป็นกว่า 600 คลาสต่อวันในเดือนมีนาคมและเมษายน 2563

คุณกิตติธัช อภิศักดิ์ศิริกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติการ โกลบิช อคาเดเมีย เปิดเผยว่า ความนิยมในการเรียนออนไลน์นี้จะไม่หมดไปง่ายๆ อย่างแน่นอน ตลาดคลาสเรียนออนไลน์ในประเทศไทยยังเติบโตได้อีกมากและขยายตัวที่เร็วกว่ารูปแบบการเรียนการสอนอื่นๆ เนื่องจากยังเป็นตลาดใหม่และตลาดดังกล่าวเติบโตขึ้นประมาณ 35% ต่อปี

โกลบิช อคาเดเมีย แพลตฟอร์มเรียนภาษาชี้เทรนด์การเรียนออนไลน์โตไม่หยุดยุคโควิด-19

เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับธุรกิจ
ในช่วงเวลาที่บริษัทต้องเผชิญกับความท้าทาย หลายบริษัทย่อมมองหาลู่ทางที่จะปรับรูปแบบการทำงานและลดพื้นที่การทำงาน แต่ไม่ใช่ที่โกลบิช อคาเดเมีย จากเดิมที่มีจำนวน 35 คนเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้า ปัจจุบันทีมงานเพิ่มขึ้นมาเป็น 120 คน ด้วยจำนวนทีมงานที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทาง โกลบิช อคาเดเมีย ได้เล็งเห็นความสำคัญที่บริษัทจะต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับขนาดของพื้นที่ทำงานในทุกสถานการณ์ ออฟฟิศรูปแบบดั้งเดิมอาจไม่ตรงกับความต้องการต่อไป เนื่องจากไม่สามารถปรับขนาดเพื่อให้สอดคล้องกับการเติบโตของบริษัทได้อย่างรวดเร็ว จึงเป็นเหตุผลที่ โกลบิช อคาเดเมีย เลือกใช้พื้นที่ทำงานในรูปแบบ co-working space และตัดสินใจจัดตั้งสำนักงานที่ WeWork สปริง ทาวเวอร์ ราชเทวี

“เรามองว่าสัญญาเช่าสำหรับออฟฟิศรูปแบบดั้งเดิมนั้นไม่เหมาะกับการดำเนินงานธุรกิจ เพราะพื้นที่การทำงานที่จำกัดและต้องใช้เวลานานในการปรับเปลี่ยนสถานที่เพื่อรองรับจำนวนพนักงานที่มากกว่า 100 คน ทำให้เป็นไปได้ยากที่จะปรับให้ตรงกับแผนและโอกาสในการเติบโตของบริษัทที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โคเวิร์กกิ้ง สเปซอย่าง WeWork นับเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับแผนการขยายธุรกิจได้ทุกเวลาและยังช่วยสร้างประสบการณ์ทำงานที่ดีให้กับพนักงานอีกด้วย” คุณกิตติธัชกล่าวเสริม

โกลบิช อคาเดเมีย แพลตฟอร์มเรียนภาษาชี้เทรนด์การเรียนออนไลน์โตไม่หยุดยุคโควิด-19

โควิด-19 ดันคลาสเรียนออนไลน์พุ่ง
จุดเด่นของหลักสูตรที่ โกลบิช อคาเดเมีย รองรับหลากหลายรูปแบบการใช้งาน โดยแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ หลักสูตรสำหรับวัยทำงาน หลักสูตรสำหรับเด็กวัย 7-14 ปี และหลักสูตรสำหรับธุรกิจ ที่สามารถปรับการเรียนการสอนได้ตามความต้องการของลูกค้าแต่ละบริษัท 

โดย โกลบิช อคาเดเมีย มองถึงความต้องการของตลาดที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น จึงได้พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับคอร์สเรียนออนไลน์เพื่อรองรับแต่ละหลักสูตร รวมถึงวางแผนที่จะขยายธุรกิจไปยังโรงเรียนสอนพิเศษอื่นๆ เพื่อยกระดับแพลตฟอร์มการเรียนการสอนของแต่ละที่ได้อย่างลงตัว  ปัจจุบัน โกลบิช อคาเดเมีย ได้ร่วมมือกับโรงเรียนสอนพิเศษภาษาจีนแห่งหนึ่งเพื่อเปิดตัวคลาสภาษาจีนออนไลน์ และยังมีแผนที่จะขยายธุรกิจในประเทศเวียดนาม

“การเรียนภาษาใหม่อาจเป็นสิ่งที่ยาก แต่ด้วยวิธีการที่เราปรับให้สอดคล้องกับผู้เรียนและสถานการณ์ที่เผชิญ ทำให้รู้สึกไม่กดดันและสนุกไปกับการเรียนที่ออกแบบมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ ธุรกิจการศึกษานั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นตลอดเวลา ในขณะที่มุ่งเน้นหลักสูตรการเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ โกลบิช อคาเดเมีย ยังมองหาช่องทางในการให้ความรู้ผ่านการจัดเวิร์กช็อป ซึ่งยังสามารถใช้ WeWork เป็นสถานที่ในการจัด เพราะมีการตกแต่งที่สวยงาม รวมทั้งการจัดการด้านความปลอดภัยและสุขอนามัยอย่างดีเยี่ยม” 

ในภาพรวม คุณกิตติธัช คาดการณ์ว่า การเรียนการสอนผ่านช่องทางออนไลน์นั้นจะเติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของเทคโนโลยีดิจิทัลในประเทศไทย โดยในปัจจุบันลูกค้าของ โกลบิช อคาเดเมีย ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และจังหวัดใหญ่อื่นๆ ในไทย ซึ่งแนวโน้มที่จะได้เห็นในอีก 5 ปีข้างหน้าก็คือ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตที่ได้รับการพัฒนาจะช่วยทำให้การเรียนการสอนออนไลน์เป็นไปอย่างแพร่หลายและได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น 

โคเวิร์กกิ้ง สเปซ ทางเลือกที่ใช่เพื่อธุรกิจในวันนี้
การวางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Planning (BCP) กลายมาเป็นสิ่งที่แต่ละบริษัทต้องให้ความสำคัญเพื่อวางแผนการทำงานในอนาคต โกลบิช อคาเดเมีย เล็งเห็นถึงบทบาทสำคัญของ WeWork ที่ให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ รวมถึงการส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานที่สร้างสรรค์และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อหนุนต่อการทำงานและทำให้พนักงานเพลิดเพลิน

ทีมงานมีการตอบรับและชื่นชอบสภาพแวดล้อมของการทำงานที่ WeWork มาก เพราะไม่ใช่แค่การมีพื้นที่ที่ทำงานและมีส่วนร่วมกันได้ แต่ทีมชุมชนของ WeWork ยังให้ความช่วยเหลือเมื่อต้องการ เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน นอกจากนั้น การออกแบบพื้นที่การทำงานของ WeWork ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมงานได้เป็นอย่างดี โดย สปริง ทาวเวอร์ มีการออกแบบพื้นที่ให้เหมาะสมกับความต้องการในการใช้งานที่หลากหลาย เช่น มีห้องแยกสำหรับแต่ละฝ่ายเพื่อความเป็นส่วนตัวสำหรับฝ่ายบัญชี ฝ่ายขาย พื้นที่ส่วนกลางดีมาก เอื้อให้ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถมาทำงานร่วมกันเพื่อระดมความคิดใหม่ๆ รวมทั้งห้องประชุมในแบบต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจัดคลาสออนไลน์ได้เป็นอย่างดี

สำหรับทิศทางธุรกิจต่อจากนี้ โกลบิช อคาเดเมีย มีความตั้งใจที่จะส่งเสริมการพัฒนาของลูกค้าทุกคน ทั้งเพื่อจุดประสงค์ส่วนตัวและเพื่อการทำงาน และในฐานะที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการศึกษา โกลบิช อคาเดเมีย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาของพนักงานเช่นเดียวกัน สิ่งทิ่ โกลบิช อคาเดเมีย มุ่งมั่นที่สุดในช่วงเวลาอันท้าทายนี้คือการรักษาวัฒนธรรมที่ดีขององค์กรเพื่อให้ทุกคนผ่านความยากลำบากและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ไปด้วยดี นอกจากนั้น โคเวิร์กกิ้ง สเปซอย่าง WeWork เป็นพื้นที่การทำงานที่ตอบโจทย์วัฒนธรรมองค์กรของ โกลบิช อคาเดเมีย ได้อย่างแท้จริง

MLT หนุนบุคลากรทางการแพทย์เรียนรู้ต่อเนื่องบนโลกดิจิทัล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448311

MLTหนุนบุคลากรทางการแพทย์เรียนรู้ต่อเนื่องบนโลกดิจิทัล

MLTหนุนบุคลากรทางการแพทย์เรียนรู้ต่อเนื่องบนโลกดิจิทัล

6 พฤศจิกายน 2563 – 21:45 น.

MLT หรือ Medical Leaders Thailand หนุนบุคลากรทางการแพทย์ไทย เรียนรู้ต่อเนื่องกับเครือข่ายความรู้จากทั่วโลกบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม

Medical Leaders Thailand จัดสัมมนาหนุนบุคลากรทางการแพทย์ไทย เรียนรู้ต่อเนื่องกับเครือข่ายความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากทั่วโลกบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม

เพราะองค์ความรู้ด้านการแพทย์มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาบุคลากรทางด้านนี้จึงจำเป็นต้องอัพเดทความรู้ เพื่อก้าวให้ทันยุคทันสมัยอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาจากงานวิจัยใหม่ ๆ บทความเชิงวิชาการ หรือแม้แต่ข้อคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากทั่วทุกมุมโลก แอปพลิเคชันแพลตฟอร์ม Medical Leaders Thailand (MLT) จึงถือกำเนิดขึ้น ด้วยภารกิจที่จะเชื่อมต่อบุคลากรทางการแพทย์ไทย ให้เข้าถึงข่าวสารความรู้ในวงการ จากทั้งในประเทศและจากทั่วโลก

ศ.ดร.ฐาปนา บุญหล้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอเซค ฟรอนเทียร์ (ประเทศไทย) จํากัด ผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม Medical Leaders Thailand (MLT) กล่าวว่า การศึกษาต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ เพราะโลกต้องเผชิญกับโรคอุบัติใหม่มาโดยตลอด ซึ่งเห็นได้ชัดจากวิกฤตการณ์โควิด-19 ในช่วงที่ผ่านมา

MLTหนุนบุคลากรทางการแพทย์เรียนรู้ต่อเนื่องบนโลกดิจิทัล

  ศ.ดร.ฐาปนา บุญหล้า

“ในขณะเดียวกันก็มีองค์ความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นตามมา ไม่ว่าจะเป็น วิธีการรักษา และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อมาเป็นตัวช่วยในการรักษาโรคให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นอยู่ในหลายประเทศ จึงจำเป็นต้องมีดิจิทัลแพลตฟอร์ม ที่จะเป็นจุดเชื่อมโยงให้บุคลากรทางการแพทย์ในบ้านเรา สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ซึ่ง Medical Leaders Thailand มีเป้าหมายที่จะตอบสนองความต้องการที่จะเรียนรู้ของบุคลากรทางการแพทย์นี้ ด้วยแพลตฟอร์มและคอนเทนต์จากเครือข่ายความรู้ที่ทรงพลังจากทั่วโลก”

“นอกเหนือจากภารกิจพัฒนาแพลตฟอร์ม Medical Leaders Thailand (MLT) ยังเดินหน้าอย่างเต็มที่ ที่จะชี้ชวนให้บุคลากรทางการแพทย์ไทย เห็นความสำคัญของการพัฒนาความรู้ โดยล่าสุดได้จัดงานดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ต่อเนื่องสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ไทย MLT Seminar Continuing Education Digital Platform for Thai Healthcare Professionals ขึ้น ชักชวนบุคคลากรทางแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาร่วมถ่ายทอด ในหัวข้อที่น่าสนใจมากมาย

อาทิ The Value of Lifelong Learning Throughout a Healthcare Career โดย ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ How to become the effective lifelong learner? และ What is the ideal continuing education tool among digital era? โดย นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ All of The above Medical Leaders Thailand is answer โดย ภก.ฐาปกรณ์ ชินศรี How to create attractive content for HCPs? และ Application experience sharing โดย ภก.สุทธิศักดิ์ จำปา เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา ณ Townhall L @ True Digital Park

“และหลังจากเปิดให้บริการแอปพลิเคชันอย่างเต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา ได้มีแพทย์ และเภสัชกร เข้ามาร่วมลงทะเบียน และใช้งานแพลตฟอร์มของเราแล้วเป็นจำนวนหนึ่งและกำลังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตอันใกล้ ไม่เพียงแต่ประเทศไทยเท่านั้น เรามีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาแพลตฟอร์มและนำแอปพลิเคชั่น MLT ออกไปสู่ประเทศภูมิภาค ASEAN อีก 9 ประเทศ โดยปรับและพัฒนาเนื้อหาให้เข้ากับความต้องการของบุคลากรทางการแพทย์ของประเทศนั้นๆ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีพให้แก่บุคลากรการแพทย์เขตภูมิภาค ASEAN และเพื่อให้คนไข้ได้ประโยชน์สูงสุด” ศ.ดร.ฐาปนา บุญหล้า กล่าวเสริม

ด้าน ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่า “บุคลากรทางการแพทย์คือผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อชีวิตและสุขภาพของมนุษย์ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนจะต้องหาความรู้ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้มีคุณสมบัติในการวินิจฉัยโรคในมุมมองที่กว้างและมีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อให้คนไข้ทุกคนของเรา ”

MLTหนุนบุคลากรทางการแพทย์เรียนรู้ต่อเนื่องบนโลกดิจิทัล

    ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ ประธานคณะอนุกรรมการการศึกษา ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า “แพทย์จำเป็นที่จะต้องศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา และตลอดชีวิตเพื่อให้สามารถเพิ่มโอกาสในการรักษาและดูแลคนไข้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ด้วยข้อจำกัดในการทำงานของหมอ ซึ่งมีเวลาน้อย จำนวนงานมาก หมอจึงอยากที่จะมีตัวช่วยอะไรบางอย่าง มาช่วยหมอแก้ปัญหานี้ให้หมอสามารถได้รับข้อมูลและเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น เพื่อนำไปดูแลคนไข้อย่างท่วงทัน อัพเดทความรู้อยู่ตลอดเวลา”

MLTหนุนบุคลากรทางการแพทย์เรียนรู้ต่อเนื่องบนโลกดิจิทัล

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.medical-leaders-thailand.com หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ฟรีผ่านทาง Google Play และ App Store

‘สวนดุสิต’ รับรางวัลยอดเยี่ยม แต่งนิทานและวาดภาพประกอบหนังสือเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/448224

‘สวนดุสิต’ รับรางวัลยอดเยี่ยม แต่งนิทานและวาดภาพประกอบหนังสือเด็ก

'สวนดุสิต' รับรางวัลยอดเยี่ยม แต่งนิทานและวาดภาพประกอบหนังสือเด็ก

5 พฤศจิกายน 2563 – 19:15 น.

‘สวนดุสิต’ รับรางวัลยอดเยี่ยม แต่งนิทานและวาดภาพประกอบหนังสือเด็ก

ร่วมยินดี : ดร.สิทธิพร เอี่ยมเสน คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) ให้เกียรติถ่ายภาพแสดงความยินดีกับ อาจารย์ ดร.จุฬินฑิพา นพคุณ อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย 

ในโอกาสได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากการประกวดการแต่งนิทานและวาดภาพประกอบจากผลงาน “ ขนมไทย ไทยห่อใบตอง ” สำหรับเด็กอายุ 3 – 6 ปี ในการประกวดนิทานสานฝัน ซึ่งจัดโดยมูลนิธิพูนพลัง เมื่อเร็วๆนี้