นักวิจัยธนาคารโลกชี้โควิด-19ทำเด็กไทยเสียโอกาส ซ้ำเด็กชนบทถูกบูลลี่ในรร. #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/447053

นักวิจัยธนาคารโลกชี้โควิด-19ทำเด็กไทยเสียโอกาส ซ้ำเด็กชนบทถูกบูลลี่ในรร.

นักวิจัยธนาคารโลกชี้โควิด-19ทำเด็กไทยเสียโอกาส ซ้ำเด็กชนบทถูกบูลลี่ในรร.

25 ตุลาคม 2563 – 10:40 น.

นักวิจัยธนาคารโลก ชี้ COVID-19 ทำเด็กไทยเสียโอกาสการเรียนรู้ เด็กชนบทขาดแคลนคอมพิวเตอร์ ซ้ำยังถูก บูลลี่ ในโรงเรียน แนะรับมืออย่างถูกวิธี ขณะที่การคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่4 ทั้ง10ประเทศ คาดช่วงมี.ค.64 จะรู้ผล

มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จัดประชุมวิชาการนานาชาติ รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 3 จาก 11 ประเทศ ในอาเซียนและติมอร์-เลสเต ด้วยระบบออนไลน์ โดยความร่วมมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กองทุนเพื่อความเสมอภาคภาคทางการศึกษา (กสศ.) กรมประชาสัมพันธ์ และหน่วยภาครัฐและเอกชน

วันที่สองของการประชุม (23 ตุลาคม 2563) เริ่มต้นด้วยการอภิปรายในหัวข้อ ‘โควิด-19 กับโรงเรียนของฉัน’ (My School and COVID-19) ซึ่งเป็นเวทีสะท้อนความคิดเห็นของเยาวชนในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติโรคระบาด ลำดับถัดมาเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์การสอน โดยครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562 จาก11 ประเทศ

จากนั้นเป็นการอภิปรายพิเศษในหัวข้อ ‘เทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนครูในยุคโควิด-19’ (New Learning Technology) โดย นายผนวกเดช สุวรรณทัต นักวิจัย สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

อีกหนึ่งหัวข้อที่น่าสนใจ ได้แก่ การอภิปรายพิเศษ เปิดผลวิจัย ‘ผลกระทบต่อการเรียนรู้ของนักเรียนไทยในยุคโควิค-19’ (Possible Impact of COVID-19 Pandemic on Thai Students’ Achievement) โดย ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านพัฒนามนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ประจำธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย

ดร.ดิลกะ เปิดเผยว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ย่อมมาจากหลายปัจจัย อาทิ ทรัพยากร คุณภาพครู คุณภาพโรงเรียน ซึ่งหากดูตัวเลขงบประมาณลงทุนด้านการศึกษาของประเทศไทยถือว่าไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศ OECD (Organization for Economic Cooperation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของประเทศกลุ่มยุโรป)

ผลการวิจัยพบอีกว่า ค่าใช้จ่ายของเด็กนักเรียนในระดับชั้น ป.1- ม.3 มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่กลับไม่ส่งผลให้การเรียนของเด็กดีขึ้นแต่อย่างใด โดยเฉพาะผลสอบ PISA ที่ตกต่ำอย่างมาก

นอกจากนี้ การจัดสรรและการกระจายทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาโรงเรียนขาดแคลนบุคลากรครู ยังไม่เป็นไปตามความคาดหวังเท่าใดนัก อีกทั้งยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมระหว่างนักเรียนในเขตเมืองกับเขตชนบทค่อนข้างสูง

“ความไม่เท่าเทียมนั้นมีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง ไม่ว่าประเทศใดก็ตาม แต่ในประเทศไทยเราพบว่ามีความเหลื่อมล้ำในระดับสูงมากเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน” เขากล่าว

ดร.ดิลกะ กล่าวว่า เมื่อสำรวจความพร้อมของอุปกรณ์การเรียนและคอมพิวเตอร์ พบว่า เด็กในเขตเมืองส่วนใหญ่มีความพร้อมกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่เด็กนักเรียนในเขตชนบทมีความพร้อมเพียง 45 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนได้ว่า ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์

ประกอบกับการสำรวจผลกระทบการเรียนรู้ของเด็กไทยในช่วงโควิด-19 โดยใช้ดัชนีชี้วัด 3 ด้าน ได้แก่ การปรับตัวในการสอนของครู ระเบียบวินัยในห้องเรียน และคุณภาพการเรียนการสอน พบข้อมูลที่น่าสนใจว่า ในกลุ่มโรงเรียนที่ด้อยโอกาสจะมีดัชนีชี้วัดทั้ง 3 ข้อนี้ ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน

ขณะเดียวกัน ดร.ดิลกะ ยังเผยผลการสำรวจพฤติกรรมการกลั่นแกล้งรังแก หรือบูลลี่(bully) ในโรงเรียน โดยพบว่า เด็กนักเรียนไทยมีอัตราการถูกกลั่นแกล้งรังแกสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ทำให้เด็กไม่รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียน ไม่มีความสุขในการไปโรงเรียน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงความสามารถในการอ่านที่ลดต่ำลงตามไปด้วย

ดร.ดิลกะ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่มีการประเมินความเสียหายในภาพรวมจากผลกระทบของโรคโควิด-19 แต่สิ่งที่สามารถบ่งบอกได้ ณ วันนี้คือ วิกฤติโรคระบาดทำให้เด็กไทยจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะเด็กในชนบทต้องสูญเสียเวลาเรียน ขาดโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านการศึกษาจำเป็นต้องเร่งหาทางช่วยเหลือและแก้ปัญหาต่อไป

“ในอนาคตข้างหน้า หากเกิดการระบาดของโควิด-19 ระลอกสอง ก็หวังว่าหน่วยงานภาครัฐจะสามารถหาแนวทางรับมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อไม่ให้เด็กไทยต้องสูญเสียโอกาสในการเรียนมากไปกว่านี้” นักเศรษฐศาสตร์ด้านพัฒนามนุษย์ จากธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย กล่าว

ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า เวทีครั้งนี้เราได้เห็นครูแต่ละที่พยายามที่จะบอกเล่าปัญหาและแนวทางในการแก้ปัญหายุคที่โควิด-19 ระบาดกระทบการศึกษา และไม่รู้ว่าโควิดจะอยู่อีกนานแค่ไหน หลังจากที่โรงเรียนถูกปิด เด็กเรียนหนังสือน้อยลง มันส่งผลต่อพัฒนาการและการศึกษาของเด็ก เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ การไปโรงเรียนมันไม่ใช่แค่อ่านออกเขียนได้ แต่มันมีพัฒนาการทางสังคม สมอง เด็กต้องมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนเล่นกับเพื่อน ยิ่งเด็กกลุ่มเปราะบาง เด็กยากจนจะยิ่งกระทบอย่างมาก

 “เวทีนี้จะบอกเล่าว่าแต่ละประเทศใช้มาตรการอะไรในช่วงโรงเรียนปิด บทเรียนของต่างประเทศเขาจัดการกับปัญหานี้อย่างไร ซึ่งพบว่า เขาเน้นเรื่องความปลอดภัย ใส่หน้ากาก ล้างมือ เว้นระยะห่าง รักษาความสะอาดพื้นที่เรียน พื้นที่โรงอาหาร หลายประเทศจะใช้วิธีทำสื่อให้ผู้ปกครองมารับเพื่อไปสอนลูกที่บ้าน ทำสื่อออนไลน์ สอนออฟไลน์ที่บ้าน ใช้ทุกๆมาตรการเพื่อป้องกันปัญหา ในอนาคตเมื่อเทคโนโลยีเอื้ออำนวย เราต้องทำให้การศึกษาอยู่ในภาพกว้าง ยึดหลักเอาการศึกษา เอาโรงเรียนไปหาเด็กไปหาพ่อแม่ ไปหาชุมชน ถ้าอยู่ในเมืองก็ใช้อินเทอร์เน็ต อยู่ต่างจังหวัดก็ใช้วิทยุโทรทัศน์ เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษา” ดร.กฤษณพงศ์ กล่าว

ขณะที่ ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครูนักศึกษา และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า การประชุมวิชาการนานาชาติครั้งนี้ จัดขึ้นผ่านระบบออนไลน์ มีครูจากเครือข่ายทั่วโลกรับชมกว่าแสนคน ซึ่งมีความสำคัญกับการทำงานของ กสศ.อย่างมาก เช่น บทบาทครูต่อการเรียนการสอนในช่วงโควิด-19 เพราะไม่ใช่ประเทศไทยประเทศเดียวที่ต้องเผชิญ เราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเครือข่ายครู11 ประเทศ

เช่น ฟิลิปปินส์ ประเทศที่มีเด็กจำนวนมาก เขาดูแลเด็กได้อย่างไร แนวคิดโมบายที่เขาใช้เข้าถึงตัวเด็กเป็นอย่างไร ถ้าเด็กมาโรงเรียนไม่ได้ต้องแก้ปัญหาให้การเรียนส่งถึงบ้านอย่างไร รวมถึงประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ทันสมัย เขาดูแลเด็กพิเศษของเขาอย่างไร ซึ่งถือว่าเกิดประโยชน์กับครูไทยอย่างมาก เพราะมิติการแลกเปลี่ยนทั้ง11ประเทศ

ทางกสศ.จะได้นำไปถอดบทเรียนและต่อยอดการพัฒนาครู เพราะกสศ.เรามีแผนที่จะพัฒนาครู พัฒนาโรงเรียน พัฒนาเด็กนักเรียนในทุกมิติ และเวที2วันนี้เราจะได้เห็นว่า ครูพยายามหาทางออก ปรับรูปแบบการเรียนรู้ เกิดมุมมองใหม่ๆในแต่ละพื้นที่แต่ละโรงเรียน

“กสศ.มองว่าในอนาคต หากเราเตรียมพร้อมเผชิญกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน เราจะปรับตัวและรับมือกับมันได้ เทคโนโลยี ระบบออนแอร์ ระบบออนไซต์ ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้เหมาะสมไม่ทำให้เกิดอัตราย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่4 ทั้ง10ประเทศ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงและคณูปการต่อวงการการศึกษา

และประเทศไทย กำลังเข้มข้มในการเฟ้นหาครูทั้ง77จังหวัด เพื่อให้ได้ผู้แทนของแต่ละจังหวัด ส่งเข้ามาส่วนกลาง คาดว่าในช่วงเดือนมีนาคม2564 จะทราบผลว่าทั้ง10ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ใครจะเป็นครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รุ่นที่4 เพื่อรับพระราชทานรางวัลในเดือนตุลาคม2564 นี้ ซึ่งช่วงนี้ ท่านใดที่อยู่ในพื้นที่ของกระบวนการการคัดเลือกก็สามารถเสนอชื่อครูเข้ามาได้” ดร.อุดม กล่าวในที่สุด

ทำดีต้องชม…”น้องมิ้น คุณหมอ ม.6″ รับโล่และใบประกาศเกียรติคุณจาก “รมว.ศธ.” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/446525

ทำดีต้องชม…”น้องมิ้น คุณหมอ ม.6″ รับโล่และใบประกาศเกียรติคุณจาก”รมว.ศธ.”

ทำดีต้องชม..."น้องมิ้น คุณหมอ ม.6" รับโล่และใบประกาศเกียรติคุณจาก"รมว.ศธ."

20 ตุลาคม 2563 – 10:25 น.

ทำดีต้องชม… “น้องมิ้น” คุณหมอ ม.6 นร.รร.สรรพวิทยาคม สพม.38 รับโล่และใบประกาศเกียรติคุณ จาก “รมว.ศธ.” และ “เลขาธิการ กพฐ.” เนื่องจากเป็นผู้ประกอบคุณงาม ความดี มีจิตอาสาทำคลอดฉุกเฉินให้กับหญิงชาวกะเหรี่ยงที่จังหวัดตากปลอดภัย

เมื่อเร็วๆนี้ นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เป็นประธานมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและทุนการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้กับ “น้องมิ้นต์” นางสาวบัณพร คำโสภา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสรรพวิทยาคม จ.ตาก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต38 เนื่องจากเป็นผู้ประกอบคุณงามความดี มีจิตอาสาทำคลอดฉุกเฉินให้กับหญิงชาวกะเหรี่ยงที่จังหวัดตาก โดยมีผู้บริหาร ผู้อำนวยการสำนัก และบุคลากรของ สพฐ. ร่วมแสดงความยินดีและชื่นชม ณ ห้องประชุม สพฐ. 1 อาคาร สพฐ. 4 ชั้น 2 กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร

นายอัมพร พินะสา เลขาธิการ กพฐ. ได้กล่าวชื่นชมในการกระทำความดีครั้งนี้ ว่าเป็นการกระทำที่ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีของเยาวชนไทย ที่มีจิตอาสา กล้าหาญ เสียสละ คิดถึงความปลอดภัยของผู้อื่น โดยใช้วิชาความรู้ที่ได้อบรมมา นำมาใช้ช่วยชีวิตผู้อื่นได้จริง ด้วยความปลอดภัย

“ขอให้น้องมิ้นต์ทำความดีเช่นนี้ต่อไป และขอขอบคุณคุณพ่อและคุณแม่ ที่สนับสนุนให้ลูกสาวทำกิจกรรมอาสา ทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น รวมถึงโรงเรียนสรรพวิทยาคม ที่อบรมสั่งสอนให้เด็กมีความรู้ คู่คุณธรรม อีกด้วย” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

จากนั้น น้องมิ้นต์ ได้เดินทางไปที่ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเข้าพบนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยนายณัฏฐพล ได้มอบโอวาทและแสดงความชื่นชมน้องมิ้นต์ “ฮีโร่ของฉัน” ในฐานะเยาวชนไทยที่มีจิตอาสาช่วยเหลือผู้อื่น อีกทั้งมีไหวพริบปฏิภาณ สามารถนำความรู้ที่ได้รับการอบรมมาแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าได้อย่างมีสติ เชื่อว่าจะสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชนคนอื่นๆ ใช้ความรู้ที่มีเพื่อสังคมส่วนรวมโดยไม่หวังผลตอบแทน พร้อมกันนั้นได้มอบใบประกาศนียบัตรเกียรติคุณ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้น้องมิ้นต์ทำความดีเพื่อสังคมต่อไปอีกด้วย

ทั้งนี้ นางสาวบัณพร คำโสภา หรือน้องมิ้นนักเรียนชั้น ม.6โรงเรียนสรรพวิทยาคม จ.ตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต38ได้ร่วมเป็นจิตอาสากับทีมกู้ภัยพายัพของอำเภอพบพระ ในการช่วยทำคลอดหญิงชาวกะเหรี่ยง ที่ได้คลอดทารกอย่างกะทันหันบนริมถนนแยกซอโอ อ.พบพระ จ.ตาก โดยใช้ความรู้จากการอบรมบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS)ช่วยเหลือปฐมพยาบาลในเบื้องต้นจนแม่และเด็กปลอดภัย

จากนั้นจึงนำส่งโรงพยาบาลต่อไป เหตุเกิดเมื่อวันที่5ตุลาคม  2563 ที่ผ่านมา โดยอาชีพในฝันของน้องมิ้น คือ อยากเป็นหน่วยบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งหลังจากเรื่องราวการช่วยเหลือของน้องมิ้นต์ได้รับการเผยแพร่ออกไปผ่านสื่อมวลชน ทำให้ได้รับเสียงชื่นชมจากสาธารณชนและโลกสังคมออนไลน์เป็นอย่างมาก

ในการนี้ทางโรงเรียนสรรพวิทยาคม ได้เปิดบัญชีเพื่อสนับสนุนการศึกษา ให้กับนางสาวบัณพร คำโสภา หรือน้องมิ้น เพื่อใช้ในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น ชื่อบัญชี“ทุนนักเรียนดี มีคุณธรรม น.ส.บัณพร คำโสภา”หมายเลขบัญชี604-0-58170-0ธนาคารกรุงไทย สาขาแม่สอด อีกด้วย

 เรื่องและภาพโดย ฤทัยกัญญา ชูทอง ปชส.สพม.38

ทำดีต้องชม..."น้องมิ้น คุณหมอ ม.6" รับโล่และใบประกาศเกียรติคุณจาก"รมว.ศธ."

ทำดีต้องชม..."น้องมิ้น คุณหมอ ม.6" รับโล่และใบประกาศเกียรติคุณจาก"รมว.ศธ."

ทำดีต้องชม..."น้องมิ้น คุณหมอ ม.6" รับโล่และใบประกาศเกียรติคุณจาก"รมว.ศธ."

เสมา1 หนุน”อยุธยา”ยกระดับ3 ด้านขับเคลื่อนศก. ย้ำช่วยปลดล็อกอุปสรรคทุกปัญหา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/446487

เสมา1 หนุน”อยุธยา”ยกระดับ3 ด้านขับเคลื่อนศก. ย้ำช่วยปลดล็อกอุปสรรคทุกปัญหา

เสมา1 หนุน"อยุธยา"ยกระดับ3 ด้านขับเคลื่อนศก. ย้ำช่วยปลดล็อกอุปสรรคทุกปัญหา

19 ตุลาคม 2563 – 19:15 น.

เสมา1 หนุน”อยุธยา”ยกระดับ3 ด้าน “ท่องเที่ยว-เกษตรกรรม-อุตสาหกรรม”ขับเคลื่อนศก. ย้ำช่วยปลดล็อกอุปสรรคทุกปัญหา ยืนยันยกระดับด้านการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ

เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2563 ที่ศาลาว่าการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งได้มอบหมายจากนายกรัฐมนตรีดูแลรับผิดชอบในการมอบนโยบาย และติดตามการดำเนินงานขับเคลื่อนไทยไปด้วยกันระดับจังหวัด รวม 3 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดอ่างทอง และจังหวัดสระบุรี โดยมีนายภาณุ แย้มศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้การต้อนรับ ร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนระดับจังหวัดทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคสังคม

ภายหลังรับฟังการบรรยายสรุปจากผู้ว่าราชการจังหวัด นายณัฏฐพล กล่าวว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีภาคอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว เป็นตัวขับเคลื่อนของจังหวัด ซึ่งนับได้ว่ามีศักยภาพเป็นอย่างมาก ดังนั้นทางคณะกรรมการจังหวัดต้องมองโจทย์การดำเนินงานให้ชัดเจน หากติดขัด หรือมีปัญหาด้านใด ให้แจ้งมาเพื่อตนจะได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีเพื่อทำการปลดล็อค

“พระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดที่มีเสน่ห์อย่างมาก วันนี้เราต้องเตรียมความพร้อมให้สามารถรองรับภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 คลี่คลาย ผมมาวันนี้เพื่อรับฟัง และผลักดันให้ประเทศเดินหน้าให้ได้ ไม่ว่ากฎระเบียบ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ หรือมีข้อติดขัดอะไรให้บอกผมได้ ซึ่งผมอยากให้ทุกภาคส่วนนำเสนอรายละเอียด และระบุปัญหาออกมาให้ชัดเจน” นายณัฏฐพล กล่าว

ทั้งนี้ ในที่ประชุมได้นำเสนอปัญหาใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านอุตสาหกรรมที่มีการผลิตบุคลากรไม่เพียงพอ หลักสูตรการเรียนการสอนไม่ตอบโจทก์ด้านอาชีพ และยังมีความเหลิ่อมล้ำทางการศึกษา ด้านเกษตรกรรม ต้องการการสนับสนุนการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อรองรับพื้นที่เกษตร ซึ่งมีมากกว่าครึ่งหนึ่งของจังหวัด และด้านท่องเที่ยว ที่มีกฎระเบียบและข้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อน ทำให้ไม่สามารถสร้างแรงดึงดูดด้านการท่องเที่ยว ในฐานะที่จังหวัดได้รับการคัดเลือกให้เป็นแหล่งมรดกโลก และปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ให้กับภาคธุรกิจ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าวว่า ตนจะรับเรื่องทั้งหมดมาพิจารณา หากเรื่องไหนทำไม่ได้ จะบอกทันที เรื่องใดต้องมีลำดับความสำคัญ ต้องใช้เวลา จะแจ้งให้ทราบ

“สำหรับด้านการศึกษา ผมยอมให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาไม่ได้ การบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก ต้องเกิดขึ้นแน่นอน แต่วันนี้ ผมไม่ทราบในรายละเอียดของพื้นที่ ทุกท่านที่เสนอปัญหาต้องช่วยผม นำเสนอว่าควรจะมีโรงเรียนแม่เหล็กที่ใด หรืออาจจะมี โรงเรียนดีๆ ที่มีศักยภาพสี่มุมเมือง ก็ให้เสนอมาได้ หรือวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่มีอยู่ 9 แห่งในจังหวัด ที่ไหนจะเน้นให้ความสำคัญในการเรียนหลักสูตรเรื่องอะไร จะเป็นด้านการเกษตร การอุตสาหกรรม หรือด้านการท่องเที่ยวบริการ ต้องทำให้ชัดเจน จะทำหลักสูตรสะเปะสะปะไม่ได้ วันนี้เรากำลังพลิกประวัติศาสตร์ทางด้านการศึกษา แต่ผมจะทำไม่ได้หากทุกคนในพื้นที่และชุมชนไม่ช่วยเหลือและร่วมมือกัน”นายณัฏฐพล กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวด้วยว่า ทางกระทรวงศึกษาธิการจะร่วมมือกับภาคเอกชน ในการบริหารจัดการศึกษา ในลักษณะ 1 เอกชนไทย 1 จังหวัด หากทางจังหวัดมีแผนแม่บททางด้านการศึกษาหลัก และชัดเจน ก็จะสามารถนำองค์ความรู้ของภาคเอกชน มาประยุกต์ใช้ และสามารถขยายหรือกระจาย องค์ความรู้นี้ ไปตามสถาบันการศึกษาต่างๆทั่วประเทศได้

“สุขุม” ชี้อาจารย์สอนให้ความรู้นักศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูแลเอาใจใส่แบบ “ลูกศิษย์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/446335

“สุขุม” ชี้อาจารย์สอนให้ความรู้นักศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูแลเอาใจใส่แบบ “ลูกศิษย์”

"สุขุม" ชี้อาจารย์สอนให้ความรู้นักศึกษาเพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูแลเอาใจใส่แบบ "ลูกศิษย์"

18 ตุลาคม 2563 – 08:45 น.

“รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์” ชี้อาจารย์สอนให้ความรู้เพียงอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูแลเอาใจใส่แบบ “ลูกศิษย์” ย้ำต้องดูแลนศ.อย่างจริงจัง ต้องเข้าใจถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการของนักศึกษาก่อน

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ประธานที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดกิจกรรม “ จิบกาแฟ ดู (แล) นักศึกษา ” โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี ร่วมเสวนากับคณะผู้บริหาร และคณาจารย์ทุกหลักสูตร/สาขาวิชา เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทิศทางในการดูแลนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฯ

 อ่านข่าว : เปิด171รายชื่อคนไทย เสนอรัฐบาลรับฟังเสียงปชช.-ใช้สภาหาทางออกให้สังคมโดยด่วน

รศ.ดร.สุขุม กล่าวตอนหนึ่ง ว่า “อาจารย์” คือผู้สอนระดับอุดมศึกษา ที่เน้นการสอนให้ความรู้ แต่ยังขาดการดูแลเอาใจใส่แบบ “ลูกศิษย์” ดังนั้น ในการอบรมสั่งสอนด้วยความรู้สึกถึงความเป็นครู ซึ่งคณาจารย์ทุกคน ต้องเข้าใจถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อพัฒนาการของนักศึกษาก่อน ประกอบด้วย

1) สถานะทางสังคม การเรียนการสอนต้องมีการกำหนดกรอบ เกณฑ์ให้ชัดเจน สร้างกรอบปฏิบัติของนักศึกษา หล่อหลวมให้เป็นหนึ่งเดียว เช่น การใส่เสื้อแถบ หรือ การใส่รองเท้ามีส้น เพื่อเน้นย้ำให้นักศึกษามีบุคลิภาพที่ดีแบบสวนดุสิต

2) ประสบการณ์และทักษะ นักศึกษาแต่ละคน จะมีพื้นฐานสติปัญญา ความเฉลียวฉลาดแตกต่างกัน คณาจารย์ต้องพัฒนาการเรียนรู้ และสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆให้กับนักศึกษา เพื่อเร่งพัฒนานักศึกษารองรับการเปลี่ยนในศตวรรษที่ 21

3) สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้แตกต่างระหว่างอุดมศึกษากับมัธยมศึกษา จึงจะส่งผลให้เกิดความรู้สึกใหม่ และต้องสร้างองค์ความรู้และกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ใหม่ เพื่อให้เกิดเป็นวัฒนธรรม เป็นตัวตนแบบสวนดุสิต

4) องค์ความรู้ใหม่ในการประกอบวิชาชีพ หากสอนตามทฤษฎีอย่างเดียว จะไม่เกิดองค์ความรู้ ต้องสอนตามความรู้สึกและมีความทันสมัย จึงจะเกิดองค์ความรู้ใหม่เพื่อนำไปประกอบวิชาชีพ

พร้อมเน้นย้ำ เรื่องกระบวนการดูแลนักศึกษา ควรดำเนินการทั้งหมด 8 ข้อ คือ

 1. การคัดเลือกนักศึกษา (Student recruitment) เป็นการเตรียมผู้เรียนตั้งแต่ก่อนเข้ามา จนเข้าสู่กระบวนการคัดเลือก

 2.กิจกรรมแนะนำสู่รั้วมหาวิทยาลัย (Student affair) เพื่อให้ผู้เรียนมีความเข้าใจในมหาวิทยาลัย

3. การลงทะเบียนเรียน (Register) ดูแลการลงทะเบียนให้เข้าถึงง่าย

4.กิจกรรมที่เสริมสร้างคุณลักษณะที่ดีของนักศึกษา (Student actıvity) ต้องจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียนให้ดีขึ้น

5.การพัฒนานักศึกษา (Student development) พัฒนาทักษะ สังคม โดยใช้ความรู้สึก ให้นักศึกษาไว้ใจว่าเราพูดคุยกันแบบเพื่อน เพราะเราเป็นคนสวนดุสิตเหมือนกัน

6.การดูแลสุขภาพ และช่วยเหลือด้านการจัดการสื่อการเรียนรู้ (Health, Retention and Learning assistants) หรือแม้กระทั่ง การช่วยเหลือหาทุนการศึกษา เพื่อรักษานักศึกษาไว้ และสนับสนุนสื่อการเรียนรู้

7.การยอมรับทางสังคม (Social affair) เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้ว ต้องถูกการยอมรับจากสังคม

8.ศิษย์เก่า (Alumni) ต้องดึงเข้ามาช่วยเหลือพัฒนามหาวิทยาลัย จะทำให้ไปพัฒนาได้เร็ว

ม.มหิดล ดันผลิตภัณฑ์ สู่ตลาดอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/446130

ม.มหิดล ดันผลิตภัณฑ์ สู่ตลาดอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย

ม.มหิดล ดันผลิตภัณฑ์ สู่ตลาดอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย

15 ตุลาคม 2563 – 12:05 น.

ม.มหิดล รุดหน้าผลักดันผลิตภัณฑ์ Y-blue และ MT Pest easy test สู่ตลาดอุตสาหกรรมอาหาร สะอาดปลอดภัยระดับประเทศ…. เรื่องและภาพโดย ฐิติรัตน์ เดชพรหม

จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้หลายคนวิตกถึงผลกระทบเรื่องความสะอาดและปลอดภัยของอาหารที่จะจำหน่ายในช่วงเทศกาลกินเจ 17 – 25 ตุลาคม 2563 ที่จะถึงนี้

เมื่อเร็วๆนี้ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้วางตลาดชุดทดสอบโปรตีนตกค้างบนพื้นผิวสัมผัสอาหาร หรือ ผลิตภัณฑ์ Y-blue (Surface protein contamination kit) และชุดทดสอบสารตกค้างสารเคมีจำกัดแมลงในผักและผลไม้ หรือ MT Pest easy test (MT Pesticide test for vegetables and fruits) เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องความสะอาดและปลอดภัยของอาหารในราคาที่จับต้องได้

ศาสตราจารย์ ดร. ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า จากที่ทางคณะฯ ได้ริเริ่มจัดตั้ง บริษัท เอ็มที อินโนเทร็กซ์ จำกัด (MT InnoTrex Co.,Ltd.) ขึ้นเพื่อผลักดันงานวิจัยสู่นวัตกรรมและผลิตภัณฑ์อย่างครบวงจร ตามโจทย์ความต้องการเร่งด่วนของประเทศด้านอุตสาหกรรมอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยได้มีการจัดตั้งโรงงานต้นแบบเพื่อรองรับการผลิต ซึ่งได้รับความสนใจและร่วมมืออย่างยิ่งจากคณาจารย์ และนักวิจัยภายในคณะฯ ซึ่งเป็นผู้คิดค้นงานวิจัยและนวัตกรรม ตลอดจนบริษัทเอกชน ผู้ร่วมลงทุน

ล่าสุด คณะเทคนิคการแพทย์มหาวิทยาลัยมหิดล ประสบผลสำเร็จในการผลักดันผลิตภัณฑ์ Y-blue และ MT Pest easy test สู่ตลาดอุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ โดยสามารถตอบสนองทั้งในระดับอุตสาหกรรม และผู้บริโภคโดยทั่วไปในราคาที่ไม่สูงจนเกินไป ด้วยเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถผลิตขึ้นเองได้ในประเทศ นอกจากนี้ยังมีประสิทธิภาพสูง

รองศาสตราจารย์ ดร.กุลชาติ จังภัทรพงศา รองคณบดีฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวแนะนำผลิตภัณฑ์ Y-blue ว่าเป็นนวัตกรรมทดสอบคราบโปรตีนที่ตกค้างบนพื้นผิว สัมผัสอาหารที่มีความไวสูง กล่าวคือสามารถตรวจพบโปรตีนซึ่งมีอนุภาคที่น้อยกว่า 50 ไมโครกรัมได้ และมีความไวกว่าน้ำยาทดสอบที่จำหน่ายในท้องตลาดโดยทั่วไป ซึ่งโปรตีนที่ตกค้าง นอกจากจะเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียแล้ว ยังมีผลต่อผู้ที่แพ้โปรตีนอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ Y-blue สามารถใช้ทดสอบได้ทั้งโปรตีนพืช และสัตว์ ซึ่งก่อนวางตลาดได้มีการทดสอบผลิตภัณฑ์ ทั้งในห้องปฏิบัติการ และใช้จริงในโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร พบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สะอาดและปลอดภัยตามมาตรฐาน และคาดว่าจะสามารถทำส่วนแบ่งทางการตลาดในระดับประเทศ และขยายผลสู่ระดับอาเซียนได้ต่อไปในอนาคต

ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อมรา อภิลักษณ์ ภาควิชาเคมีคลินิก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล เจ้าของผลงานนวัตกรรม MT Pest easy test กล่าวว่า ชุดทดสอบที่คิดค้นขึ้นนี้สามารถตรวจสารตกค้างสารเคมีจำกัดแมลงในผักและผลไม้ได้อย่างรวดเร็วภาวในเวลา 45 นาที พร้อมด้วยอุปกรณ์และคู่มือใช้งานที่เข้าใจง่าย

ผู้บริโภคทั่วไปสามารถใช้ MT Pest Easy Test ทดสอบสารตกค้างสารเคมีจำกัดแมลงในผักและผลไม้ได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากการเตรียมตัวอย่างด้วยการสับผักหรือผลไม้ที่ต้องการทดสอบให้ละเอียด แล้วใส่ในหลอดเตรียมตัวอย่างเพื่อสกัดยาฆ่าแมลงออกจากผักและผลไม้

เมื่อปฏิบัติตามขั้นตอนที่แนะนำในคู่มือที่แนบมากับผลิตภัณฑ์จนครบถ้วนแล้ว จะสามารถทราบผลได้ทันที ด้วยการเทียบสีที่ได้จากการทดสอบ โดยสีเข้ม หมายถึง ผักหรือผลไม้ที่นำมาทดสอบนั้นมีความปลอดภัย สีจาง หมายถึง มีสารเคมีกำจัดแมลงในระดับที่ไม่ปลอดภัย และสีขาว หมายถึง มีสารสารเคมีกำจัดแมลงในระดับที่เป็นอันตราย โดยสามารถทดสอบผักและผลไม้ได้ทุกชนิดในราคาไม่ถึง 100 บาทต่อการทดสอบ 1 ตัวอย่าง

ทั้ง Y-blue และ MT Pest Easy Test เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องอาหารสะอาดและปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเทศกาลกินผัก หรือเทศกาลกินเจที่จะถึงนี้ ผู้สนใจติดต่อได้ที่ http://www.mt.mahidol.ac.th หรือเฟซบุ๊กคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล

ม.มหิดล ดันผลิตภัณฑ์ สู่ตลาดอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย
ม.มหิดล ดันผลิตภัณฑ์ สู่ตลาดอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย
ม.มหิดล ดันผลิตภัณฑ์ สู่ตลาดอุตสาหกรรมอาหารปลอดภัย

เรียนไม่จบไม่ต้องถูกรีไทร์ มติกมอ.ยกเลิกระบบรีไทร์ทุกระดับปริญญา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/446105

เรียนไม่จบไม่ต้องถูกรีไทร์ มติกมอ.ยกเลิกระบบรีไทร์ทุกระดับปริญญา

เรียนไม่จบไม่ต้องถูกรีไทร์ มติกมอ.ยกเลิกระบบรีไทร์ทุกระดับปริญญา

14 ตุลาคม 2563 – 23:05 น.

คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา มีมติยกเลิกการกำหนดระยะเวลา การสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาทุกปริญญา ระบุ “ปริญญาตรี-ปริญญาโท-ปริญญาเอก” แม้เรียนไม่จบไม่ต้องถูกรีไทร์ เปิดกว้างเรียนรู้คู่มีงานทำ

เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2563 ที่ห้องประชุมวิจิตร ศรีสอ้าน อาคารการอุดมศึกษา มีการประชุมคณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา(กมอ.) ที่มี ศ.(เกียรติคุณ) ดร.กิตติชัย วัฒนานิกร เป็นประธาน มีวาระสำคัญ คือ การเสนอให้ยกเลิกการกำหนดระยะเวลาการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาในแต่ละระดับปริญญา กรณีกำหนดให้สำเร็จการศึกษาได้ไม่เกินกี่ปีการศึกษา ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วใมงจึงเสร็จสิ้น

จากนั้น ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล เลขานุการ กมอ. เปิดเผยว่า กมอ.ได้มีมติให้ยกเลิกการกำหนดระยะเวลาการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาในแต่ละระดับปริญญา กรณีกำหนดให้สำเร็จการศึกษาได้ไม่เกินกี่ปีการศึกษา

ทั้งนี้ ให้สภาสถาบันกำกับดูแลให้บัณฑิตมีผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ทันสมัยและสอดคล้องตามมาตรฐานทางวิชาการและวิชาชีพที่เป็นปัจจุบันขณะสำเร็จการศึกษา อย่างไรก็ตามเนื่องจากการยกเลิกดังกล่าวเป็นการยกเลิกข้อกำหนดในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร ดังนั้น ให้หารือคณะอนุ กรรมการด้านกฎหมายว่า กมอ.สามารถพิจารณาโดยใช้อำนาจตามข้อ 17 แห่งเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี และ ข้อ 18 แห่งเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาได้หรือไม่ หรือจะมีแนวทางอื่นใดในการดำเนินการดังกล่าว

เลขาฯ กมอ.กล่าวต่อว่า การยกเลิกดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของ ศ.(พิเศษ) ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษาฯ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งในการเรียนรู้องค์ความรู้และทักษะใหม่ๆ ที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

โดยการสำเร็จการศึกษาของนักศึกษาในระดับอุดม ศึกษาทุกระดับชั้น ตั้งแต่ปริญญาตรี ที่แต่เดิมหากเรียนไม่จบภายในกำหนดคือ 8 ปี จะถูกรีไทร์ หรือ ถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัย ให้ยกเลิกการรีไทร์ เช่นเดียวกับระดับปริญญาโท ที่ให้กำหนดระยะเวลาเรียนไม่เกิน 5 ปี และ ปริญญาเอก ที่ให้กำหนดระยะเวลาเรียนไม่เกิน 6 ปี โดยให้สามารถเรียนต่อได้เลย หากไม่จบการศึกษาในระยะเวลาที่กำหนด 

ทั้งนี้ กมอ. จะให้อำนาจสภามหาวิทยาลัยของแต่ละมหาวิทยาลัยทั้งของรัฐและเอกชน สามารถกำหนดเกณฑ์ระยะเวลาได้เองให้สอดคล้องกับนโยบายและแนวทางของแต่ละมหาวิทยาลัย

“หลังยกเลิกการกำหนดเกณฑ์แล้ว นักศึกษา สามารถเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วย โดยไม่ต้องพะวงกับการถูกรีไทร์ เพราะการเรียนไปด้วยและทำงานไปด้วยจะช่วยในเรื่องการพัฒนาทักษะ ความชำนาญ ประสบการณ์การทำงาน” ศ.ดร.ศุภชัยกล่าว

นิด้าแต่งตั้ง “ดร.จิรายุ”ดำรงตำแหน่ง ศาสตราภิชาน ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/446103

นิด้าแต่งตั้ง “ดร.จิรายุ”ดำรงตำแหน่ง ศาสตราภิชาน ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

นิด้าแต่งตั้ง "ดร.จิรายุ"ดำรงตำแหน่ง ศาสตราภิชาน ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

14 ตุลาคม 2563 – 22:20 น.

สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) แต่งตั้ง “ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา” ดำรงตำแหน่ง ศาสตราภิชาน ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ

เนื่องในโอกาสที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้มีการแต่งตั้ง ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ให้ดำรงตำแหน่ง “ศาสตราภิชาน” ประจำคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ศาสตราภิชาน ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ได้ให้เกียรติเดินทางมายังสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อเยี่ยมเยือน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อสถาบัน ในฐานะที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียงของนิด้า

โดยได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการขับเคลื่อนสถาบัน และการนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่การปฎิบัติสำหรับสถาบัน เพื่อเป็นรากฐานในการพัฒนาชุมชน และสังคม โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.กำพล ปัญญาโกเมศ อธิการบดี , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณดา จันทร์สม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ , รองศาสตราจารย์ ดร.ประพนธ์ สหพัฒนา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร , ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รักษ์พงศ์ วงศาโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผน , รองศาสตราจารย์ ดร.จงสวัสดิ์ จงวัฒน์ผล รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการวิชาการ

และ ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาที่ยั่งยืนและเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมพูดคุยและให้การต้อนรับ ณ ห้องรับรองอธิการบดี ชั้น 10 อาคารนราธิปพงศ์ประพันธ์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

“Shining Silence” ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/445471

“Shining Silence” ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน

"Shining Silence" ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน

7 ตุลาคม 2563 – 16:30 น.

โลกของความเงียบ จะไม่เงียบอีกต่อไป เมื่อ “Shining Silence” ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน ขอเพียงเปิดใจ

รู้หรือไม่ผลงานสร้างสรรค์ภาพยนตร์สั้นในหลาย ๆ เรื่องที่ผลิตออกมาเมื่อไปถึงสายตาผู้ชม ไม่ว่าจะใช้ทุนในการจัดสร้างมากบ้างน้อยบ้าง ย่อมทำให้เกิดแง่คิด มุมคิดที่เปลี่ยนแปลงไปได้ จากแรงบันดาลใจ หรือ Inspirations ที่ภาพยนตร์สั้นนั้น ๆ ได้ถ่ายทอดออกมา และภาพยนตร์สั้นที่จะขอกล่าวในที่นี่มีชื่อเรื่องว่า 

“Shining Silence” ต้นเรื่องมาแรงบันดาลใจในการนำเรื่องราวของคนพิการต้นแบบ มุมมองการใช้ชีวิต ใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุขของคนพิการทางการได้ยิน

เรื่องราวของ “Shining Silence” ก็เช่นเดียวกันเป็นการนำเรื่องราวของคุณปุ๊กกี้ กาญจนา พิมพา Miss Deaf Thailand และ Miss deaf Asia ปี 2019 มาร้อยเรียงเป็นภาพยนตร์สั้น เผยแพร่ให้ผู้ชมได้รู้จัก เข้าใจมุมมองการคิด การใช้ชีวิตของสตรีพิการทางการได้ยิน ที่ถ่ายทอดออกมาให้สังคมได้สัมผัสรับรู้ผ่านภาพยนตร์สั้น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัวในบทบาทของการดูแลคนพิการ ดูแลบุตรอย่างไรให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคม

ภาพยนตร์สั้น “Shining Silence” นับเป็นนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการสื่อสารสังคมด้านคนพิการอย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเป็นแรงผลักดันให้สังคมเห็นความสำคัญ มุมหนึ่งก็ได้สะท้อนให้สังคมเห็นคุณค่าของคนพิการทางการได้ยิน เพราะแม้เขาจะอยู่ในโลกเงียบแต่เสียงและพลังของสังคมที่ถ่ายทอดออกมาไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่ง คนพิการทางการได้ยินย่อมสัมผัสได้ทั้งการบอกเล่าจากคนรอบข้างและสื่อต่าง ๆ การจัดสร้างภาพยนตร์สั้น Shining Silence จากโครงการ 7 Inspirations

โดยเงินทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการสร้างโดยอาจารย์จากวิทยาลัยวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จึงนับเป็นนวัตกรรมสื่อสร้างสรรค์เพื่อการสื่อสารสังคมด้านคนพิการ ซึ่งให้คุณค่ากับสังคมไทยและสังคมโลกมาก

"Shining Silence" ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน

        ดร.ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว

ดร.ทอแสงรัศมี ถีถะแก้ว ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร สจล. และในฐานะหัวหน้าโครงการ 7 Inspiration ผู้มีบทบาทสำคัญอีกท่านหนึ่งในการผลักดันให้ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้เป็นที่รู้จักต่อสังคมกล่าวว่า “ในโลกของความเงียบของใครหลายคน มีความหวังความฝันที่ไม่ใช่แค่เพื่อตนเอง และเพื่อผู้อื่นและโลกใบนี้

“ภาพยนตร์สั้นเรื่องนี้จึงเป็นตัวแทนของสื่อสร้างสรรค์ที่ช่วยส่งเสียงและฉายภาพบอกเรื่องราวของพลังใจ ส่งต่อให้ผู้คนทั่วไปได้เข้าใจชีวิต คุณค่า ผ่านมุมคิดของคนพิการมากขึ้น เพื่อสร้างเจตคติที่ดีต่อคนพิการแทนภาพการสื่อสารที่ส่วนใหญ่จะฉายภาพชีวิตที่ด้อยโอกาสของคนพิการในสังคมไทย ทำให้คนในสังคมเห็นว่า คนพิการอาจมีข้อจำกัดบางประการ แต่พวกเขาก็สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข และทำทุกๆ อย่างได้เต็มความสามารถที่พวกเขามี ไม่ต่างจากคนทั่วไป” ดร.ทองเสงรัศมี กล่าว

"Shining Silence" ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน

  “แม๊กกี้” เนตรชนก จันทา

สำหรับผู้ที่มารับบทบาทนักแสดงภาพยตร์สั้น Shining Silence นำแสดงโดย “แม๊กกี้” “เนตรชนก จันทา” มารับบท “ปุ๊กกี้” ในเรื่องนี้ ซึ่งเธอเล่าถึงความรู้สึกว่า “หนูตั้งใจเล่นละครและมีความรู้สึกไปกับบทละครและเข้าใจตัวละครนี้เพราะเป็นเรื่องจริงของเพื่อนหนู หนูเข้าใจความรู้สึกของปุ๊กกี้ เข้าใจอารมณ์ของบทมากในการแสดงครั้งนี้ การแสดงละครเรื่องนี้หนูรับรู้ถึงอารมณ์จนหนูร้องให้ได้จริง และการแสดงครั้งนี้ทำให้ได้มีประสบการณ์ดี ๆ มากมาย”

"Shining Silence" ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน

และที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ “ปุ๊กกี้” “กาญจนา พิมพา” Miss Deaf Thailand 2019 และ Miss Deaf Asia 2019 กำลังศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาคอมพิวเตอร์ หลักสูตรเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ปุ๊กกี้พิการหูหนวกตั้งแต่กำเนิด โดยเข้าศึกษาที่โรงเรียนโสตศึกษาที่จังหวัดอุดรธานี และมาสมัครที่มหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ แต่ไม่มีที่เรียนเพราะไม่มีล่ามดูแลจึงกลับไปศึกษาที่จังหวัดสกลนคร

เธอเล่าว่า “ถึงปุ๊กกี้จะไม่ได้ยินเสียงใครและพูดไม่ได้แต่ก็สามารถสื่อสารกันได้หากเราเปิดใจต่อกัน และสำหรับน้อง ๆ ผู้พิการทุกคน ปุ๊กกี้อยากให้ทุกคนมีความฝัน และทำตามความฝันมาสร้างโลกแห่งความสุข ที่เปล่งประกายแสงแห่งความหวัง ความฝัน และพลังสร้างสรรค์ร่วมกัน”

"Shining Silence" ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน

และบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งที่ต้องกล่าวถึงก็คือ คุณนับดาว องค์อภิชาต ผู้อำนวยการกองประกวด Miss & Mister, Miss Queen, Mrs. Deaf Thailand เธอเล่าว่า รู้สึกภูมิใจที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ จะช่วยฉายภาพ และช่วยประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปในสังคม ได้รู้จักเวทีความสามารถของคนพิการทางการได้ยิน เพราะไม่ใช่แค่การจัดประกวดความงาม แต่กลุ่มคนพิการเองได้รวมพลังทำงานนี้

โดยเฉพาะคุณนับดาว ที่ใช้เวลาตลอดชีวิต10ปีที่ผ่านมา สร้างโอกาสในชีวิตให้แก่เด็กๆ และหนุ่มสาวคนพิการ ได้มีความเชื่อมั่นในตนเอง มีโอกาสในการประกอบอาชีพ และประสบความสำเร็จในชีวิตได้


"Shining Silence" ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน

     คุณนับดาว องค์อภิชาต

"Shining Silence" ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน


"Shining Silence" ประกายแสงจากความเงียบ หนังสั้นที่สะท้อนชีวิตของผู้พิการทางการได้ยิน

  “ปุ๊กกี้” กาญจนา พิมพา

         ผู้สนใจติดตามรับชมภาพยนตร์สั้น Shining Silence ได้ที่ https://www.facebook.com/shiningsilencemovie/ หรือ YouTube : Shining Silence

เปิดใจ..คุณหมอ ม.6 ช่วยทำคลอดบนถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/445372

เปิดใจ..คุณหมอ ม.6 ช่วยทำคลอดบนถนน

เปิดใจ..คุณหมอ ม.6 ช่วยทำคลอดบนถนน

6 ตุลาคม 2563 – 17:55 น.

เปิดใจ..คุณหมอ ม.6 “น้องมิ้นต์” นักเรียน ม.6 โรงเรียนสรรพวิทยาคม สพม.38 (ตาก) ใช้ความรู้จากการอบรมบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS)ช่วยหญิงชาวกะเหรี่ยงคลอดลูกระหว่างทาง ปลอดภัยทั้งแม่และลูก… เรื่องและภาพโดย..ฤทัยกัญญา ชูทอง ปชส.สพม.38

       ทำความรู้จัก คุณหมอ ม.6 “น้องมิ้นต์” นักเรียน ม.6 โรงเรียนสรรพวิทยาคม สพม.38 (ตาก) ใช้ความรู้จากการอบรมบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS)ช่วยหญิงชาวกะเหรี่ยงคลอดลูกระหว่างทาง ปลอดภัยทั้งแม่และลูก

        “น้องมิ้นต์”  หรือ น.ส.บัณพร คำโสภา  ร่วมเป็นจิตอาสากับทีมกู้ภัยพายัพ อ.พบพระ โดยช่วยทำคลอดหญิงชาวกะเหรี่ยง ที่มาตรวจสุขภาพยังคลินิก ซึ่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้วินิจฉัยส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาล แต่ได้คลอดเด็กกระทันหันระหว่างทาง บริเวณสามแยกซอโอ ส่งผลให้นักเรียนและทีมกู้ภัยได้ให้ความช่วยเหลือปฐมพยาบาลในเบื้องต้นจนเด็กปลอดภัย

          น้องมิ้นต์เล่าว่า ตอนเกิดเหตุเป็นเวลาหลังเลิกเรียน ได้เข้ามาดูเหตุการณ์ที่มีคนมุงดู เห็นว่าหัวเด็กโผล่ออกแล้ว จึงตัดสินใจรีบวิ่งไปเอาอุปกรณ์ชุดทำคลอดในรถกู้ภัย สวมใส่ถุงมือและประคองหัวเด็ก เอาลูกสูบมาดูดของเหลวจากปากเด็ก และผูกเชือกรัดสะดือเด็กทารก ระหว่างทำคลอดนั้นมีความตื่นเต้นมาก แต่ต้องมีสมาธิจดจ่อกับเด็กทารกตรงหน้า

       โดยส่วนตัวเคยไปอบรมบริการการแพทย์ฉุกเฉิน (EMS)ที่โรงพยาบลพบพระ และได้เข้าร่วมทำงานทีมกู้ภัยพายัพมา 3 ปีแล้ว เนื่องจากเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น และทางบ้านให้การสนับสนุน 

     “ส่วนอนาคต อยากทำอาชีพเป็นเจ้าหน้าที่การแพทย์ฉุกเฉิน” น้องมินต์ กล่าว

        น้องมินต์ คุณหมอ ม.6

เปิดใจ..คุณหมอ ม.6 ช่วยทำคลอดบนถนน
เปิดใจ..คุณหมอ ม.6 ช่วยทำคลอดบนถนน

สช.ฮึ่ม จ่อเลิกใบอนุญาต กว่า3พันแห่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/445298

สช.ฮึ่ม จ่อเลิกใบอนุญาต กว่า3พันแห่ง

สช.ฮึ่ม จ่อเลิกใบอนุญาต กว่า3พันแห่ง

6 ตุลาคม 2563 – 00:35 น.

พิษสารสาสน์ ‘สช.’ ลุยเอกซเรย์จัดระบบข้อมูลรร.เอกชนทั่วประเทศ หากไม่ส่งข้อมูลนักเรียน-ครู มาให้ภายใน 15 ต.ค.นี้ สั่งงดรับนักเรียนภาคเรียนที่ 1 พร้อมเตรียมยกเลิกใบอนุญาตจัดตั้งรร.เอกชนนอกระบบ เปิดสอนหลักสูตรระยะสั้นจำนวนกว่า 3,330 แห่ง

ปรากฏการณ์ดราม่าครูพี่เลี้ยงทำร้ายเด็กนักเรียนชั้นอนุบาล ในโรงเรียนเอกชนชื่อดัง นำไปสู่การรื้อใหญ่สถานศึกษาเอกชนในระดับขั้นพื้นฐาน หลัง”ครูพี่โอ๊ะ” ดร. กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) สั่งให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จัดระเบียบการเรียนการสอนโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ

ดร.อรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า ตนเตรียมวางระบบการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ โดยได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทำหน้าที่ลงไปเอกซเรย์จัดระบบข้อมูลโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ ที่ผ่านมาได้ขอให้โรงเรียนเอกชนทั้งหมด 4,000 แห่ง ส่งข้อมูลจำนวนนักเรียน พร้อมรายชื่อ และชื่อนักเรียนที่จบการศึกษา ข้อมูลครูมาให้ สช. 

แต่ปรากฏว่ายังมีโรงเรียนไม่ส่งข้อมูลมา แบ่งเป็น โรงเรียนเอกชนสายสามัญ 24 แห่ง , โรงเรียนนานาชาติ 78 แห่ง จากโรงเรียนนานาชาติที่มีทั้งหมด 229 แห่ง โดยอยู่ระหว่างส่งหนังสือแจ้งไปยังโรงเรียนทั้งหมดว่า หากไม่รายงานข้อมูลมาให้ภายในวันที่ 15 ตุลาคม นี้ สช.จะสั่งงดรับนักเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564

“ที่ผ่านมายอมรับว่า สช.บกพร่องเรื่องการรายงานข้อมูลรายตัวของนักเรียน ซึ่งในส่วนของโรงเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนรายหัว ต้องกรอกข้อมูลอยู่แล้ว เพราะถ้าไม่กรอกก็จะไม่ได้เงิน ส่วนโรงเรียนที่ไม่ได้เงินอุดหนุน เช่น โรงเรียนนานาชาติก็จะไม่กรอกข้อมูล แต่หลังจากนี้ไป สช.จะไม่ยอม โดยจะให้ทุกโรงเรียนต้องรายงานข้อมูลนักเรียนมาให้ สช.รับทราบ ไม่เช่นนั้น จะให้งดรับนักเรียนอย่างแน่นอน” ดร.อรรถพล กล่าว

เลขาธิการ กช. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ สช.ยังเตรียมสั่งยกเลิกใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบ ซึ่งเปิดสอนหลักสูตรระยะสั้น ประเภทต่างๆกว่า 3,330 แห่งทั่วประเทศ จากที่มีทั้งหมดประมาณ 11,000 แห่ง เนื่องจากตรวจสอบแล้วพบว่าไม่มีสภาพความเป็นโรงเรียน มีการเปลี่ยนกิจกรรมโดยไม่แจ้งยกเลิกใบอนุญาตฯจัดตั้ง

“ย้ายสถานที่สอนโดยไม่ขออนุญาต หยุดกิจการโดยไม่รายงาน เป็นการเลี่ยงภาษีอย่างหนึ่ง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะที่ผ่านมาไม่มีการรายงานข้อมูล แต่ต่อไปนี้จะให้โรงเรียนเอกชนทุกประเภทต้องรายงานข้อมูลเข้ามาเป็นรายปี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ไม่เช่นนั้น สช.จะสั่งให้งดรับนักเรียน” เลขาธิการ กช. กล่าว