รู้ยัง หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ เตรียมใช้สอนในรร.แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/445297

รู้ยัง หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ เตรียมใช้สอนในรร.แล้ว

รู้ยัง หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ เตรียมใช้สอนในรร.แล้ว

6 ตุลาคม 2563 – 00:30 น.

รู้ยัง ม.มหิดล เปิดตัว “หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ” เตรียมใช้สอนในโรงเรียนผู้สูงอายุกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ.. เรื่องและภาพ โดย.. ฐิติรัตน์ เดชพรหม

         องค์การอนามัยโลก (WHO) เสนอกรอบแนวคิด Active Aging หรือ “พฤฒพลัง” โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยทั่วโลกให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่สมบูรณ์ สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และสามารถพึ่งพาตนเองได้

        ซึ่งประเทศไทยได้นำแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้ในแผนพัฒนาผู้สูงอายุแห่งชาติ โดยตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) ได้จัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุทั่วประเทศขึ้นเพื่อการเตรียมพร้อมสู่การเป็นผู้สูงวัยที่มีคุณภาพ จนปัจจุบันมีโรงเรียนผู้สูงอายุกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ

      รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา ดวงภุมเมศ อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าทีมวิจัยโครงการสูงอายุรู้ทันสื่อ: สร้างหลักสูตรและขยายเครือข่ายนักสื่อสารสุขภาวะ ซึ่งเป็นโครงการที่ทำงานต่อยอดจากงานวิจัยเรื่องสูงวัยไม่เสพสื่ออย่างสุ่มเสี่ยง ผู้วิจัยแนะคาถา “หยุด คิด ถาม ทำ” ให้ผู้สูงวัยใช้เป็นเครื่องมือกำกับตนเองในการเปิดรับสื่ออย่างรู้เท่าทัน ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการฯ ว่าในวันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2563 เวลา 13.00 น.ทางโครงการฯ จะจัดงานแถลงข่าวขึ้นที่ห้องประชุมอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารภาษาและวัฒนธรรมสยามบรมราชกุมารี สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เพื่อเปิดตัว “หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ”

       ที่ทางสถาบันฯ จัดทำร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย ซึ่งจะมีทั้งในรูปแบบของหนังสือคู่มือ และ E-book สำหรับใช้ในโรงเรียนผู้สูงอายุทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง     

        โดยเป็นหลักสูตรแรกที่ผ่านกระบวนการเชิงวิชาการที่มีการทดลองและปฏิบัติกับนักเรียนผู้สูงอายุ และกลุ่มนักสื่อสารสุขภาวะวัยเพชรที่จะเป็นผู้ใช้หลักสูตรฯ ในฐานะผู้สอน ซึ่งเป็นตัวแทนกลุ่มแกนนำผู้สูงอายุจาก 5 พื้นที่นำร่องที่มาจากทุกภูมิภาคของประเทศ

รู้ยัง หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ เตรียมใช้สอนในรร.แล้ว

       หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ ได้รับการออกแบบให้เป็นหลักสูตรที่เน้นการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม (Activity-based) ไม่เน้นการบรรยาย การอ่าน หรือการเขียน เนื่องด้วยผู้สูงอายุมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน โดยจัดทำเป็นหนังสือคู่มือที่อ่านง่าย ประกอบด้วยอุปกรณ์สื่อสร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้ อาทิ

      คลิปเบื้องหลังการทำโฆษณา แผ่นป้าย ลูกประคำประกอบคาถา “หยุด คิด ถาม ทำ” สำหรับใช้ในการเรียนแต่ละบทอย่างครบครันอยู่ใน Box Set ที่ผู้สอนสามารถนำไปใช้ได้ทันที นอกจากนี้ ยังมีแบบบันทึกพี่เลี้ยงในแต่ละกิจกรรมให้กับผู้สอน รวมทั้งแบบทดสอบก่อน-หลังเรียนอีกด้วย

        โดยในการแถลงข่าววันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม 2563 ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แสดงปาฐกถา เรื่อง “พลังผู้สูงอายุ สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย”

ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการแถลงข่าวเปิดตัวโครงการก่อสร้างศูนย์วิทยาการเวชศาสตร์ผู้สูงอายุระดับชาติ จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งจะเป็นศูนย์แรกของประเทศไทยที่เป็นต้นแบบในการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร

       รวมทั้งให้ผู้สูงอายุได้มีพฤฒพลัง ด้วยสุขภาวะที่ดี และดูแลตัวเองได้ ตลอดจนสามารถรองรับการเรียนการสอนและการวิจัยด้านเวชศาสตร์ผู้สูงอายุได้อย่างเต็มรูปแบบ

      “การทำให้ผู้สูงอายุได้ลุกขึ้นมาทำกิจกรรมร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และที่สำคัญช่วยสร้างการรู้เท่าทันสื่อให้ผู้สูงอายุด้วยกัน ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า มีพลังและเป้าหมายในการใช้ชีวิต ซึ่งจะสามารถป้องกันไม่ให้ผู้สูงอายุตกอยู่ในภาวะซึมเศร้า และทำให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิต” รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา ดวงภุมเมศ กล่าวทิ้งท้าย

รู้ยัง หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ เตรียมใช้สอนในรร.แล้ว

     รองศาสตราจารย์ ดร.นันทิยา ดวงภุมเมศ   

รู้ยัง หลักสูตรวัยเพชรรู้ทันสื่อ เตรียมใช้สอนในรร.แล้ว

      ติดตามรายละเอียดได้ที่ FB: RILCA, Mahidol University

‘ครูพี่โอ๊ะ’ เสมา3 ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/445286

‘ครูพี่โอ๊ะ’ เสมา3 ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง

'ครูพี่โอ๊ะ' เสมา3 ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง

5 ตุลาคม 2563 – 19:30 น.

‘ครูพี่โอ๊ะ’ เสมา 3 ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครองต่อการจัดการศึกษาเอกชน หวังนำข้อมูลมาปรับใช้ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาเอกชนและ และสร้างมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภค มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครู ฯลฯ เพื่อดึงความเชื่อมั่นให้ประชาชน

วันที่ 5 ตุลาคม 2563 ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) หรือครูพี่โอ๊ะ หรือ เสมา 3 ลงพื้นที่จังหวัดระยอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนต่อการจัดการศึกษาเอกชน โดยมีผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนเอกชน และข้าราชการสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดซึ่งดูแลโรงเรียนเอกชนในจังหวัดระยอง ชลบุรี และจันทบุรี เข้าร่วมกว่า 150 คน ณ โรงแรมโกลเด้น ซิตี้ ระยอง จังหวัดระยอง

อ่านข่าว : “ทนายรณณรงค์” แฉแชทเด็ด “ครูอิ้ว” แชทสารภาพในกลุ่มไลน์ ก่อนดีดตัวเองออกจากกลุ่มทันที

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การเปิดเวทีในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนในการนำไปประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาเอกชน และสร้างมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภคบนพื้นฐานที่ต้องการให้ผู้เรียนได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ

'ครูพี่โอ๊ะ' เสมา3 ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ

“มีระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ของโรงเรียนเอกชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการจัดการศึกษาเอกชนให้แก่ นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป”ดร.กนกวรรณ กล่าว

ดร.กนกวรรณ กล่าวอีกว่า และสำหรับความคิดเห็นที่ผู้ปกครองได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะนั้น มีหลายมิติ อาทิ ด้านการจัดการเรียนการสอน ได้แก่

1.จัดให้มีระบบการแนะแนวและให้คำปรึกษาหลากหลายช่องทาง โดยพัฒนาครูแนะแนว เพื่อให้คำปรึกษากับนักเรียนและผู้ปกครอง โดยเฉพาะเด็กปฐมวัย

2.ระบบการศึกษาในปัจจุบันจะไม่ได้มุ่งเน้นด้านประวัติศาสตร์ ศีลธรรม จริยธรรม พระพุทธศาสนา ขอให้โรงเรียนพัฒนาสื่อการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ให้ทันสมัย และมีความหลากหลายมากขึ้น

3.ขอให้โรงเรียนเอกชนทั้งในระบบและนอกระบบผ่านการรับรองจากสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เพื่อรับรองคุณภาพและมาตรฐานของโรงเรียน

ด้านครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษา โดยขอให้มีกระบวนการคัดเลือกครูผู้สอน และบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณภาพ การตรวจสอบการบรรจุครูโรงเรียนเอกชนให้มีวุฒิการศึกษาและใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ด้านการบริหารจัดการ ความสะอาด สุขอนามัย ความปลอดภัย ได้แก่

1. การจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ขอให้โรงเรียนจัดห้องเรียนตามมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขแบบเว้นระยะห่าง เคร่งครัดในการใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

2. ขอให้ดูแลการจัดหา/จัดทำอาหารกลางวันให้นักเรียนให้มีคุณภาพ ถูกสุขลักษณะ

3. หน่วยงานของรัฐควรเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาร่วมกับโรงเรียน รวมถึงมีการติดตามประเมินผลการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

4. การจัดการเรื่องความปลอดภัยภายในโรงเรียนเอกชน เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดแบบ real-time ให้ผู้ปกครองตรวจสอบความปลอดภัยของนักเรียน โดยกำหนดเป็นมาตรฐานให้ทุกโรงเรียนปฏิบัติ

5. มีช่องทางในการสื่อสาร ร้องเรียนระหว่างผู้บริหารโรงเรียน ครู และผู้ปกครองที่สะดวกและรวดเร็ว

6. ขอให้มีการจัดตั้งกลุ่มเครือข่ายผู้ปกครองทั่วประเทศ และมีทีมงานของกระทรวงศึกษาธิการเข้าไปร่วมรับฟังปัญหา และหาแนวทางแก้ไข

“ข้อมูลเหล่านี้ ถือได้ว่าเป็นประโยชน์อย่างมาก เราจะได้นำไปปรับปรุง หาทางป้องกันเหตุต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยจะต้องได้รับความร่วมมือหลายภาคส่วน ทุกหน่วยต้องร่วมมือกัน และต้องทำอย่างจริงจัง และขอขอบคุณ พ่อแม่ผู้ปกครองที่มาในวันนี้ ที่มาร่วมกันแชร์ความคิด และการเสนอแนะข้อมูลต่างๆ ตนรับไว้ทุกข้อ และจะนำไปหารือ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาต่อไป” ดร.กนกวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

'ครูพี่โอ๊ะ' เสมา3 ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง
'ครูพี่โอ๊ะ' เสมา3 ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง
'ครูพี่โอ๊ะ' เสมา3 ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง
'ครูพี่โอ๊ะ' เสมา3 ตั้งโต๊ะรับฟังความคิดเห็นผู้ปกครอง

เตือนภัยจากข้อนิ้วล็อค-ข้อเข่าเสื่อม แนะ ลองกานอยด์ ครีมนวัตกรรมสมุนไพรไทย ทางเลือกใหม่ในการดูแล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/445261

เตือนภัยจากข้อนิ้วล็อค-ข้อเข่าเสื่อม แนะ ลองกานอยด์ ครีมนวัตกรรมสมุนไพรไทย ทางเลือกใหม่ในการดูแล

เตือนภัยจากข้อนิ้วล็อค-ข้อเข่าเสื่อม แนะ ลองกานอยด์ ครีมนวัตกรรมสมุนไพรไทย ทางเลือกใหม่ในการดูแล

5 ตุลาคม 2563 – 13:57 น.

กรมแพทย์แผนไทยฯ เตือนภัยจากข้อนิ้วล็อค-ข้อเข่าเสื่อม แนะ ลองกานอยด์ ครีมนวัตกรรมสมุนไพรไทย ทางเลือกใหม่ในการดูแล

ดร.ภญ.มณฑกา ธีรชัยสกุล ผู้อำนวยการกองสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวว่า “ภารกิจของกรมฯ คือมุ่งส่งเสริมและพัฒนาการวิจัยผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมทั้งภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ประชาชน ทั้งนี้เนื่อง จากสมุนไพรไทยสามารถตอบโจทย์การรักษาแบบทางเลือกได้ทั้งในและต่างประเทศ สังเกตได้จากความ สำเร็จของการจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติที่ได้จัดขึ้นในทุกปี โดยในปีนี้มีผลิตภัณฑ์ดาวเด่นคือ ครีมลองกานอยด์ เป็นสารสกัดเมล็ดลำไย ต้านเข่าเสื่อม-กล้ามเนื้ออักเสบ ซึ่งได้รับรางวัลในงานนี้ถึง 2 ปีซ้อน เพราะตอบโจทย์ปัญหา “ข้อเข่าเสื่อม”  

เตือนภัยจากข้อนิ้วล็อค-ข้อเข่าเสื่อม แนะ ลองกานอยด์ ครีมนวัตกรรมสมุนไพรไทย ทางเลือกใหม่ในการดูแล

ผอ.กองสมุนไพร กล่าวเพิ่มเติมถึงปัญหานิ้วล็อค ของคนยุคใหม่ที่ปัจจุบันต้องใช้เครื่องมือสารสารหลายชั่วโมงในแต่ละวันว่า ถือเป็นภัยร้ายที่แฝงมากับวิถีของสังคมคนรุ่นใหม่ ที่มีการใช้ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป ทั้งการเสพติดสมาร์ทโฟน ติดเกมส์คอมพิวเตอร์ แม้กระทั่งการทำงานในโลกยุคไอที ทำให้ข้อนิ้วและข้อมือต้องรับภาระหนัก นำมาซึ่งปัญหาการปวดแขน ปวดข้อมือ รวมไปจนถึงนิ้วล็อค ซึ่งอาจจะส่งผลเสียในระยะยาว จึงอยากให้ทุกคนใส่ใจดูแล เพราะหากปล่อยให้ร่าง กายชำรุดจะซ่อมแซมยากยิ่งกว่าการป้องกัน”


ด้าน ศาสตราจารย์ (เกียรติคุณ) ดร.อุษณีย์ วินิจเขตคำนวณ นักวิชาการอดีตอาจารย์คณะแพทย ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กรรมการบริหารที่ปรึกษางานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท ลำไยอินโนเทค จำกัด เผยว่า “การรักษาผู้ป่วยข้อเสื่อม ตามแบบแพทย์แผนปัจจุบันมีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการทานยาลดอาการปวดอักเสบ การทำกายภาพบำบัด แต่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและใช้เวลานานพอสมควร นอกจากนี้การฉีดยาเพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงเข้าข้อเข่า ก็ต้องฉีดเป็นประจำและมีผลเสียตามมาภายหลัง ส่วนการผ่าตัดนั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก และยังมีข้อห้ามข้อปฏิบัติการดูแลหลังรับการผ่าตัดอีกมาก บางคนจึงหันมาเลือกบำบัดจากแพทย์ทางเลือก หรือเลือกรักษาด้วยสมุนไพร อย่างครีมลองกานอยด์ ซึ่งเป็นสารสกัดจากเมล็ดลำไยที่ดูเหมือนไม่มีประโยชน์ แต่ทว่าอุดมไปด้วยสารโพลีฟีนอลและฟลาโวนอยด์ มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถป้องกันและยับยั้งการสลายของกระดูกอ่อน รวมทั้งช่วยให้เกิดน้ำหล่อเลี้ยงที่ไขข้อได้ดี ต่อมาจึงได้มีการวิจัยจนได้สารสกัดชื่อว่าลองกานอยด์ นำไปพัฒนาผสมกับว่านสมุนไพรพื้นเมือง 12 ชนิดของภาคเหนือ สุดท้ายจึงได้ออกมาเป็นรูปของครีมนวดเพื่อสะดวกกับการงาน มีการทดสอบกับกลุ่มอาสาสมัครที่มีปัญหาเป็นระยะเวลา 3-4 เดือน ซึ่งพบว่าได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ อาการปวดข้อกระดูกลดลง สามารถเดินได้สะดวกขึ้น ที่สำคัญในครีมดังกล่าวไม่มียากลุ่มสเตียรอยด์ จึงปลอดภัยต่อผู้ป่วยสูงอายุ และกลุ่มผู้เป็นโรคความดันโลหิต หัวใจ กระเพาะอาหาร” 
 

เตือนภัยจากข้อนิ้วล็อค-ข้อเข่าเสื่อม แนะ ลองกานอยด์ ครีมนวัตกรรมสมุนไพรไทย ทางเลือกใหม่ในการดูแล

ด้าน คุณกัลยา ศรีแหลมสิงห์ อดีตพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ผู้มีประสบการณ์ใช้ครีมลองกานอยด์ ได้กล่าวว่า “ด้วยหน้าที่การงานจึงต้องยืนเป็นเวลานานๆ ระหว่างบริการลูกค้าบนเครื่องบิน ทำให้ขาและหัวเข่าไม่ค่อยได้พัก หลังจากหยุดทำงานก็เริ่มปวดหัวเข่าข้างซ้าย เมื่อไปปรึกษาแพทย์ก็พบว่าผลเอ็กซ์เรย์กระดูกเข่าด้านซ้ายมีปัญหา หมอแนะนำให้ผ่าตัดเข่าใส่ข้อเทียมโดยใช้ไทเทเนียม โดยหลังผ่าตัดก็ประสบปัญหาในการดูแลจนต้องผ่าตัดซ่อมเข่าเทียมถึง 2 ครั้ง จนได้มารู้จักครีมลองกานอยด์ที่มีคุณสมบัติในการรักษากระดูกข้อเข่าเสื่อม เมื่อลองใช้ก็ดีขึ้น โดยทากลางคืนพอตอนเช้าก็หายปวด ใช้ทุกวันทำให้สามารถขับรถได้เป็นเวลานานได้มากขึ้นค่ะ”

เตือนภัยจากข้อนิ้วล็อค-ข้อเข่าเสื่อม แนะ ลองกานอยด์ ครีมนวัตกรรมสมุนไพรไทย ทางเลือกใหม่ในการดูแล

โดยผู้สนใจสามารถไปศึกษาผลิตภัณฑ์ครีมลองกานอยด์ ได้ที่ www.longanoid.comหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 053-931777 ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

เตือนภัยจากข้อนิ้วล็อค-ข้อเข่าเสื่อม แนะ ลองกานอยด์ ครีมนวัตกรรมสมุนไพรไทย ทางเลือกใหม่ในการดูแล

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกทม.ฯ “ไม่มีตํ๋วครู ห้ามดูแลนร.” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/445192

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกทม.ฯ “ไม่มีตํ๋วครู ห้ามดูแลนร.”

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกทม.ฯ "ไม่มีตํ๋วครู ห้ามดูแลนร."

4 ตุลาคม 2563 – 16:35 น.

“ไกรทอง กล้าแข็ง” ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ ออกแถลงกาารณ์ เรียกร้องให้ รมว.ศธ.การออกมาตราการในการกำกับดูแล “ไม่มีตํ๋วครู ห้ามดูแลนร.” เด็ดขาด

แถลงการณ์ ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2563

เรื่อง ขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้มีการออกมาตราการกำกับดูแลสถานศึกษาเพื่อป้องกันไม่ให้รับผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตมาทำการดูแลเด็กหรือทำการสอน

อ่านข่าว:‘รร.สารสาสน์’ ไล่ครูออกทั้งห้อง ‘ครูจุ๋ม’ โล๊ะผู้บริหารยกชุด

ตามที่มีผู้ดูแลเด็ก ได้มีการทำร้ายเด็กอนุบาล ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจ ปฏิเสธไม่ได้ที่จะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาเกิดความเสียหาย อาจเกิดความไม่เชื่อมั่น และอาจเกิดความรู้สึกที่ไม่ดีต่อวิชาชีพครูในสายประชาชน

ข้าพเจ้า นายไกรทอง กล้าแข็ง ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ ขอเรียกร้องให้นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการออกมาตราการในการกำกับดูแลให้โรงเรียนได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบหรือข้อบังคับที่เกี่ยวข้องอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันการรับผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าทำการดูแลเด็กหรือทำการสอนตามเงื่อนไขที่ต้องมีใบอนุญาต

อีกทั้งเพื่อส่งเสริมให้เกิดความตระหนักในการที่ผู้ดูแลเด็กหรือครูผู้สอนในสถานศึกษาที่เข้าเงื่อนไขต้องได้รับใบอนุญาตได้ดำเนินการให้เกิดความถูกต้อง เพราะข้าพเจ้าเชื่อว่าผู้ที่ได้รับใบอนุญาตนั้น ได้ผ่านกระบวนการหล่อหลอมมาในระดับหนึ่งของความเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศีกษา

โดยโอกาสที่จะกระทำการละเมิดต่อเด็ก ๆ หรือผู้เรียนไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจจะมีน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับใบอนุญาตหรือไม่เคยได้รับใบอนุญาตมาก่อน ซึ่งไม่สามารถมีสิ่งใดรับประกันได้

จึงแถลงการณ์มาเพื่อขอให้ท่านได้โปรดดำเนินการ จักขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้

ไกรทอง กล้าแข็ง

ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกทม.ฯ "ไม่มีตํ๋วครู ห้ามดูแลนร."

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ครูปฐมวัย’ ควรแยกใบอนุญาตวิชาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/445196

ถึงเวลาแล้วที่ ‘ครูปฐมวัย’ ควรแยกใบอนุญาตวิชาชีพ

ถึงเวลาแล้วที่ 'ครูปฐมวัย' ควรแยกใบอนุญาตวิชาชีพ

4 ตุลาคม 2563 – 15:45 น.

ถึงเวลาที่จะแยกประเภทใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแล้วหรือยัง ไม่ใช่มีเพื่ออ้างว่าเป็น”วิชาชีพชั้นสูง” แล้วขอเงินเดือน พอถึงคราวต้องปฏิบัติจริงกลับไม่เป็นผล ครูไม่มีใบอนุญาตเกลื่อนเมือง ติดตามบทวิเคราะห์จาก…. ชัยวัฒน์ ปานนิล

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าว ครู 4 คน ทำร้ายเด็กอนุบาล หลังลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วพบว่า ผู้กระทำผิดทำร้ายร่างกายเด็กอนุบาลและปรากฏชัดเจนว่า “ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” หรือ “ตั๋วครู” 

อ่านข่าว : ‘รร.สารสาสน์’ ไล่ครูออกทั้งห้อง ‘ครูจุ๋ม’ โล๊ะผู้บริหารยกชุด

ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เป็นหลักฐานการอนุญาตให้ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 เป็นผู้มีสิทธิ์ในการประกอบวิชาชีพ ซึ่งได้แก่ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น

ซึ่งหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการออกใบอนุญาตฯ คือ คุรุสภา อ้างอิงข้อมูลจากเวบไซด์ของ คุรุสภา ปรากฏว่า ระหว่างปี 2560 – 2563 มีผู้ขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูรายใหม่ จำนวน 184,512 ราย และในปี 2563 มีผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน 316,543 ราย (อ่านรายละเอียดตามตารางประกอบ)

ถึงเวลาแล้วที่ 'ครูปฐมวัย' ควรแยกใบอนุญาตวิชาชีพ

เป็นการอนุญาตแบบเหมารวม โดยแยกเป็น ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่น เท่านั้น ในส่วนของครูไม่ได้มีการแยกให้ชัดเจนว่า สามารถสอนได้ในระดับไหน อนุบาล ประถม มัธยม หรืออาชีวะ ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในแง่ของตัวผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็น อายุ ช่วงวัย พัฒนาการ หลักสูตรการสอน แม้จะมีการกำหนดวิชาเอกของครูผู้สอน แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริงก็ไม่สามารถทำได้

ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนที่ย้ายถิ่นฐานไปประกอบวิชาชีพครูที่รัฐๆ หนึ่งของสหรัฐอเมริกา ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ของรัฐที่เขาอยู่แบ่งเป็นระดับชั้นการศึกษา อนุบาล ประถม และมัธยม ในแต่ระระดับมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน

เช่น อนุบาลมีทั้งหมด 6 ระดับ สูงสุดคือ ผู้อำนวยการ แต่ละระดับหมายถึงการเพิ่มขึ้นของค่าตอบแทน หากสอบผ่าน การศึกษาในระดับประถมวัยเอกชนเป็นผู้รับผิดชอบจัดการเรียนการสอน

เนื่องจากไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ มีทั้งจัดการเรียนการสอนในสถานที่เอกชนและเอกชนเข้าไปจัดการเรียนการสอนในสถานที่ของรัฐ ส่วนภาครัฐก็จะรับผิดชอบจัดการศึกษาในรูปแบบของสวัสดิการสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยเท่านั้น

ครูทุกคน รวมถึงผู้ช่วย ต้องผ่านการฝึกปฏิบัติ การ CPR การปฐมพยาบาล ทุกเรื่องรวมถึงแมลงสัตว์กัดต่อย น้ำแข็งกัด ความร้อนจัด การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ เป็นต้น และต้องรับการอบรม ทุก 2 ปี ก่อนเปิดภาคเรียน ต้องมีการให้ความรู้ การรายงานการทำร้ายเด็ก (การ Abuse ทั้งกาย วาจา การคุกคามทางเพศ ) เรียกว่า Mandated Report

จะเห็นได้ว่าการดำเนินการของครูในต่างแดน ค่อนข้างละเอียด ชัดเจน และรัดกุม เป็นการบริหารจัดการในเชิงรุก มากกว่าที่จะรอให้เกิดปัญหา

ถึงเวลาแล้วที่ 'ครูปฐมวัย' ควรแยกใบอนุญาตวิชาชีพ

มีการแยกแยะอย่างชัดเจน ถึงรูปแบบและขอบเขต ของการปฏิบัติงาน ถึงเวลาแล้วยังที่จะปฏิรูป การอนุญาตให้ผู้ที่สนใจจะประกอบอาชีพครู ให้ชัดเจน และรัดกุมมากยิ่งขึ้น ให้สมกับคำว่า “วิชาชีพชั้นสูง” มากกว่าที่จะนำมาเป็นข้ออ้างเพื่อรับเงินเดือนเพิ่มเท่านั้น

เคสแรกของเมืองไทย แพลตฟอร์ม “ClassOnline” ถูกโจมตีระบบกลางสนามสอบ “MWIT MOCK TEST” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/445043

เคสแรกของเมืองไทย แพลตฟอร์ม “ClassOnline” ถูกโจมตีระบบกลางสนามสอบ “MWIT MOCK TEST”

เคสแรกของเมืองไทย แพลตฟอร์ม "ClassOnline" ถูกโจมตีระบบกลางสนามสอบ "MWIT MOCK TEST"

2 ตุลาคม 2563 – 15:41 น.

เคสแรกของเมืองไทย แพลตฟอร์ม “ClassOnline” ถูกโจมตีระบบกลางสนามสอบ “MWIT MOCK TEST” เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ บก.ปอท.

เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเมื่อสนามสอบ “MWIT MOCK TEST” ที่ทำผ่านแพลตฟอร์ม “ClassOnline” สำหรับน้องๆ วัยมัธยมต้นเพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบเข้าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ถูกผู้ไม่หวังดีเข้าโจมตีระบบ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา ในช่วงเวลา 09.00 – 13.00 น. ซี่งเป็นช่วงในการสอบวิชาคณิตศาสตร์ โดยมีการแจ้งเตือนว่าเกิดปัญหา “Error 502: Bad Gateway” ถือเป็นเคสแรกของไทยที่ถูกเจาะเข้าระบบห้องเรียนออนไลน์ และเพื่อให้สังคมได้รับรู้ถึงเรื่องนี้

ทางทีมงานและผู้ก่อตั้ง บริษัท คลาสออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด นำโดยนายปัญญธร วรดี หรือ ปั้นจั่น จึงได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) เพื่อแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ได้สืบสวนและค้นหาตัวผู้กระทำความผิด เพื่อไม่ให้ปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต โดยเฉพาะทาง “ClassOnline” มีวัตถุประสงค์เจตนาอันดีในการทำโครงการ MOCK TEST และผลจากผู้กระทำดังกล่าวมีผลโดยตรงกับการปิดกั้นความรู้ของนักเรียนไทย อีกทั้งกระทบต่อความตั้งใจอันดีที่ “ClassOnline” มุ่งหวังพัฒนาการศึกษาให้เด็กไทย

นายปัญญธร วรดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลาสออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้พัฒนาระบบแพลตฟอร์ม ClassOnline  เปิดเผยว่า โครงการการจัดสอบ MWIT MOCK TEST เป็นความร่วมมือระหว่าง SRS (Speedy Rabbit System) ทำหน้าที่ในการดูแลระบบทำข้อสอบออนไลน์ และ “ClassOnline” เป็นแพลตฟอร์มการศึกษาผ่านระบบออนไลน์รูปแบบใหม่สำหรับเด็กมัธยมต้นเพื่อเตรียมตัวในการสอบเข้าโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ประจำปีการศึกษา 2564 ในวันที่ 22 พฤศจิกายน 2563 ครอบคลุมทุกมิติด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้การเรียนรู้ไร้ขีดจำกัด ผ่านโครงการการสอบ MWIT MOCK TEST เพื่อให้ผู้สอบพัฒนาตนเองก่อนการสอบจริงภายใต้แนวคิด “ทลายทุกข้อจำกัดของวัยมัธยม” ด้วยแพลตฟอร์ม “ClassOnline” เพราะการเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด

ทั้งนี้ ก่อนที่จะเปิดให้นักเรียนเข้าสอบในวันจริง (วันที่ 27 กันยายน 2563) ทางบริษัทฯ ได้เตรียมระบบเซิร์ฟเวอร์และทดสอบเพื่อให้คุ้นชินเป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งสามารถรองรับผู้เข้าสอบได้มากกว่า 10 เท่าของจำนวนผู้สมัครเข้าสอบจริง หรือรองรับจำนวนผู้ที่ล็อคอินเข้ามาได้มากถึง 4,000 คน เพราะเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการจัดสอบลักษณะนี้ในการเรียนรู้ไม่มีข้อจำกัด 

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันสอบจริง ซึ่งทำการสอบผ่านแพลตฟอร์ม “ClassOnline” โดยในช่วงเวลา 09.00-13.00 น. กำหนดให้สอบวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาแรก ปรากฏว่าเมื่อน้อง ๆ มัธยมต้นทำแบบทดสอบไปได้ในระยะเวลาหนึ่ง ก็เกิดปัญหาทางเทคนิคฟ้องว่า “Error 502: Bad Gateway” ซึ่งเกิดมาจากการถูกโจมตีทางเครือข่าย โดยต้นทางการโจมตีส่วนใหญ่นั้นมาจากต่างประเทศและบางส่วนอยู่ในประเทศไทย คือ มีจำนวนผู้ล็อคอินเข้า Url: http//speedy-rabbit.ddns.net/srs/secured/home ช่วงเกิดปัญหาจำนวน 5,915 IP แยกเป็นเมืองไทย 994 IP ส่วนนี้เป็นสมาชิกที่สมัครเข้าใช้งานระบบพร้อมทีมงาน 310 IP และบุคคลภายนอก 648 IP และยังมีผู้ล็อคอินเข้ามาจากต่างประเทศอีก 4,921 IP ซึ่งเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถป้องกันได้ เพราะเป็นการโจมตีโดยการเข้าชมเว็บไซต์หรือ Url และทำการรีเฟรชพร้อมกันจึงเป็นเหตุให้เกิดปัญหาและระบบล่ม ดังกล่าว

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นทางบริษัทฯ ได้ทำการแก้ไขปัญหาและได้ชี้แจงไปยังผู้ปกครองและผู้สมัครสอบ โดยโทรศัพท์ชี้แจงอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นรายบุคคลกับผู้ปกครองทุกราย พร้อมทั้งยังได้ปรับเวลาการสอบใหม่ให้มีความยืดหยุ่นขึ้นเพื่อให้น้อง ๆ นักเรียนวัยมัธยมต้นได้ทำการฝึกฝนเพิ่มเติมก่อนสอบจริงในช่วงเวลา 2 – 3 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้เป็นเป้าในการถูกโจมตีในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งเป็นการเฉพาะ รวมทั้งทางบริษัทฯ ยังดำเนินการพัฒนาโซลูชั่นเรียกว่า “Cloud Flare” เพื่อป้องกันระบบล่มอีกชั้นไม่ให้แฮกเกอร์เข้ามาโจมตีได้ง่ายตามปณิธานที่แน่วแน่ของบริษัทฯ ที่จะทำลายข้อจำกัดด้านการเรียนของนักเรียนไทย  

การที่แพลตฟอร์ม ClassOnline ถูกโจมตีในวันสอบจริงทางทีมเทคนิคได้มีการเตรียมความพร้อมรองรับการเข้าสอบของผู้เข้าสอบอยู่ตลอดพบว่า มีผู้ไม่ประสงค์ดีทำการโจมตีระบบและมุ่งเป้าให้ระบบการสอบล่ม โดยทีมทางเทคนิคมีหลักฐานของการโจมตีดังกล่าวอย่างละเอียดจึงขอให้ผู้ที่ไม่ประสงค์ดีหยุดการกระทำดังกล่าวเพราะทำให้น้อง ๆ นักเรียนมัธยมต้นที่เตรียมตัวสอบมาอย่างดีต้องสูญเสียโอกาสในการนำผลการสอบไปพัฒนาตนเองในการสร้างความพร้อมก่อนสอบจริง  

“การที่ ClassOnline มายื่นคำร้องดังกล่าว เพื่อหาผู้กระทำผิดเราต้องการเตือนไปยังสถาบันหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่ใช้ระบบออนไลน์ด้วยเพื่อเตรียมการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลและบริษัทฯ ต้องการให้เคสนี้ที่ ClassOnline ถูกโจมตีจากผู้ไม่หวังดีเป็นกรณีศึกษาและเป็นการแชร์ประสบการณ์ร่วมกันเนื่องจากเทคโนโลยีในปัจจุบันมีความพร้อมมากขึ้น การพัฒนาคอนเทนต์ด้านการศึกษาสำหรับน้อง ๆ นักเรียนไทยทั่วประเทศให้ได้เข้าถึงข้อมูลการสอบผ่านแพลต์ฟอร์ม ClassOnline จะเป็นการลดความเหลื่อมล้ำเพราะการเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัดและเป็นการร่วมกันในการพัฒนาศักยภาพของเด็กไทยทั่วประเทศ” นายปัญญธร กล่าวทิ้งท้าย 

‘ทูตเยอรมนี’หนุนศธ.รับฟังรอบด้านเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/445023

‘ทูตเยอรมนี’หนุนศธ.รับฟังรอบด้านเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย

'ทูตเยอรมนี'หนุนศธ.รับฟังรอบด้านเพื่อพัฒนาการศึกษาไทย

2 ตุลาคม 2563 – 13:20 น.

ทูตเยอรมนีประจำประเทศไทย ชื่นชมแนวคิดกระทรวงศึกษาธิการ ที่เปิดโอกาสนักเรียนแสดงความคิดเห็น รับฟังทุกปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษา อีกทั้งเปิดกว้าง จริงใจ พัฒนาการศึกษาไทย หนุนแนวทางเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นรอบด้าน

         นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้หารือแนวทางการพัฒนาการศึกษาไทยกับ นายเกออร์ก ชมิดท์ ( H.E. Mr. Georg Schmidt) เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ณ ทำเนียบเอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา

       อ่านข่าว : ‘ณัฏฐพล’ ลั่นยกเครื่อง สกสค.มุ่งบริหารงานแบบมืออาชีพ

      โดย นายเกออร์ก ชมิดท์ ได้กล่าวชื่นชมกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น และรับฟังสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการศึกษาปัจจุบัน ที่สะท้อนผ่านนักเรียนในแต่ละระดับชั้น เพื่อร่วมกันพัฒนาการศึกษาไทยอย่างเปิดกว้างและจริงใจ ขณะเดียวกัน ยังได้จัดทำช่องทางการรับฟังความคิดเห็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาอย่างรอบด้าน

       ด้าน นายณัฏฐพล กล่าวว่า จากการรับฟังความเห็นของครูและนักเรียนผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถจัดกลุ่มประเภทปัญหาได้ ซึ่งบางปัญหาอยู่ระหว่างการแก้ไข โดยกระทรวงศึกษาธิการ​ได้ดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งที่สามารถแก้ไขได้ทันที

     ขณะเดียวกัน ก็มีประเด็นปัญหาบางอย่างอาจต้องใช้เวลาในการดำเนินการ โดยสิ่งสำคัญ คือ ผู้บริหารของกระทรวง​ศึกษาธิการ​ได้ให้ความสำคัญและรับฟังความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง

‘ณัฏฐพล’ ลั่นยกเครื่อง สกสค.มุ่งบริหารงานแบบมืออาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/444948

‘ณัฏฐพล’ ลั่นยกเครื่อง สกสค.มุ่งบริหารงานแบบมืออาชีพ

'ณัฏฐพล' ลั่นยกเครื่อง สกสค.มุ่งบริหารงานแบบมืออาชีพ

1 ตุลาคม 2563 – 19:40 น.

‘ณัฏฐพล’ รมว.ศธ. ลั่นยกเครื่อง สกสค.มุ่งบริหารงานแบบมืออาชีพ ภายใต้ความโปร่งใส ตอบโจทย์ยุคใหม่ “ทันสมัย-ใส่ใจบริการ”

        วันที่ 1 ตุลาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) โดยมี นายธนพร สมศรี เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. และคณะกรรมการ สกสค. เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมวชิราวุธ กระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร

        รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า ที่ประชุมได้รับทราบการรายงานผลการประเมินองค์การมหาชนและผู้อำนวยการองค์การมหาชน (เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.) ประจำปีงบประมาณ 2562 โดยสำนักงานคณะกรรมการ สกสค. มีผลการประเมินหน่วยงานอยู่ในระดับมาตรฐาน และเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. อยู่ในระดับคุณภาพ

      “ซึ่งที่ผ่านมา สกสค. ก็มีผลการดำเนินงานที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ และเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่กระทรวงศึกษาธิการมีความตั้งใจในการปรับปรุงและพัฒนาให้มีศักยภาพ เพราะ สกสค. ถือเป็นหน่วยงานสำคัญ ที่ดูแลด้านสวัสดิการและสวัสดิภาพครู “รมว.ศธ. กล่าว

           นอกจากนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบการแต่งตั้งที่ปรึกษาเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ในการทำงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอส.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นต้น โดยความรู้ความสามารถของบุคคลเหล่านี้ จะตอบโจทย์การบริการและการเชื่อมโยงการทำงานระหว่าง สกสค. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

          อีกทั้ง ได้มีการรายงานผลการรับสมัครงานของศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ (องค์การค้าของ สกสค.) สำหรับการเปิดบูธรับสมัครงานในงาน Job Expo Thailand 2020 ระหว่างวันที่ 26 – 28 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้สนใจสมัครงานกว่า 1,000 คน ถือเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงแรงงานได้เป็นอย่างดี

       ทั้งนี้ เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ได้เสนอแผนปฏิบัติงาน สกสค. ซึ่งมีแนวทางในการปฏิบัติงานภารกิจ ภายใต้ความโปร่งใส ทันสมัย ใส่ใจบริการ พร้อมทั้งยกระดับ สกสค. ให้มีประสิทธิภาพ แก้ปัญหาการทุจริต เพิ่มจำนวนสมาชิก และส่งเสริมให้สมาชิกได้รับสิทธิประโยชน์ด้านต่างๆ เป็นต้น

“คุรุสภา”ตรวจใบประกอบวิชาชีพครูรร.สารสาสน์ได้ไม่ถึง100ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/444835

“คุรุสภา”ตรวจใบประกอบวิชาชีพครูรร.สารสาสน์ได้ไม่ถึง100ราย

"คุรุสภา"ตรวจใบประกอบวิชาชีพครูรร.สารสาสน์ได้ไม่ถึง100ราย

30 กันยายน 2563 – 19:22 น.

คุรุสภา ตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพครู สารสาสน์วิเทศ ราชพฤกษ์ ได้รับข้อมูลแค่ 98คนจาก 411คน เหตุรร.มีปัญหาระบบจัดเก็บข้อมูล เผย ครูร่วมชั้นครูจุ๋ม4ราย ไม่มีใบอนุญาต จ่อแจ้งดำเนินคดีวันพรุ่งนี้ ที่เหลือเร่งตรวจสอบให้เสร็จภายใน1สัปดาห์ เล็งตรวจสารสาสน์ทุกสาขา

         วันที่ นาย ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยภายหลังนำคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริง กองจรรยาบรรณวิชาชีพและนิติการ เข้าตรวจสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ครูโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ หลังเกิดปัญหาจากพฤติกรรมครูที่ไม่เมาะสม โดยการตรวจสอบใช้เวลากว่า5ชั่วโมง

         เลขาธิการคุรุสภา ระบุว่า ขณะนี้ได้ตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพครูไปแล้ว 98คน จากทั้ง 411 คน ขณะนี้ทางโรงเรียนหาหลักฐานมาแสดงได้แค่เพียง 98 คน ซึ่งโรงเรียนยังไม่สามารถตามหาเอกสารใบประกอบวิชาชีพที่เหลือได้เนื่องจาก มีปัญหาที่ระบบจัดเก็บข้อมูลในเบื้องต้นพบว่าครูทั้ง4 ราย ที่เป็นข่าวได้แก่ ครจุ๋ม ครูเปิ้ล ครู่นิ ครูมาร์วิน ชาวฟิลิปินส์ พบว่าไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู แต่ก็ต้องดูว่าทางโรงเรียนว่าจ้างมาทำหน้าที่ในตำแหน่งใด

       ในกรณีที่โรงเรียนจ้างมาสอนแต่ไม่มีใบอนุญาตจะมีความผิด แต่หากยืนได้ว่าไม่ได้จ้างเป็นครูก็จะไม่เกี่ยวข้องกับคุรุสภา หรือ พฤติกรรมที่ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นครูจะมีความผิด จึงต้องพิจารณาให้ชัดเจน ทางคุรุสภาก็ให้ความเป็นธรรมได้มีสิทธิ์ชี้เเจง ซึ่งภายในวันนี้ หรือ วันพรุ่งนี้ จะสามารถแจ้งความดำเนินคดีกับทั้ง4คนได้ก่อน ส่วนที่เหลืออีก9คนที่ปรากฏตามคลิป และใช้ความรุนแรงกับเด็กก็จะค่อยๆไล่ตรวจ ส่วนที่เหลืออีกกว่า 290 คน จะตัองใช้เวลาตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้ยังเร่งให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบอยู่ คาดว่าต้องใช้เวลานานสักระยะ

         ส่วนกรณีที่ทางผู้บริหารโรงเรียนได้ชี้แจ้งว่า ครูทั้ง 4 คนและครูจุ๋ม ที่สอบก่อเหตุในคลิปห้องเรียนเดียวกัน โรงเรียนได้รับการผ่อนจากกทางคุรุสภาแล้ว ยืนยันว่าไม่มีการยื่นขอผ่อนผัน โดยโรงเรียนอ้างว่าจะยื่น ซึ่งคำว่าจะยื่น ทางคุรุสภาก็รับไม่ได้ แม้ทั้ง4คนจะลาออกจากโรงเรียนแล้ว การเอาผิดดำเนินการตามกฎหมาย สามารถเอาผิดย้อนหลังได้

      เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยด้วยว่าขณะนี้ยังไม่ถึงขั้นต้องหยุดการเรียนการสอน เพราะหยุดการเรียนนั้น การปิดสถานศึกษาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะจะเกิดผลกระทบวงกว้าง

     นาย ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการคุรุสภา ระบุด้วยว่าจากกรณีปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้ทางคุรุสภาต้องคุมเข้มในการตรวจสอบโรงเรียนเอกชนอีกหลายเเห่ง และอาจจะต้องคุยกับสำนักงานคณะกรรมการส่วเสริมการศึกษาเอกชน ตรวจสอบเพื่อตรวจสอบใบประกอบวิชาชีพ โรงเรียนในเครือสารสาสน์ทั้ง 42 แห่ง

       “รวมถึงโรงเรียนอื่นๆ เพื่อดำเนินการป้องกันปัญหาในอนาคตการไม่วางระบบ ไม่มีข้อมูล โรงเรียนจ้างใครมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนก็ไม่รู้ ฐานข้อมูลไม่มี จึงเกิดปัญหา การกำกับจึงตัองวางระบบให้ชัดเจน เชื่อว่าปัญหานี้ ไม่ใช่ที่นี่เเห่งเดียว จึงต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ปัองกันปัญหาในอนาคต” เลขาธิการคุรุสภา  กล่าว

เสมา1 ห่วงสภาพจิตใจเด็กนักเรียน เร่งรัดโรงเรียนเยียวยาด่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/444831

เสมา1 ห่วงสภาพจิตใจเด็กนักเรียน เร่งรัดโรงเรียนเยียวยาด่วน

เสมา1 ห่วงสภาพจิตใจเด็กนักเรียน  เร่งรัดโรงเรียนเยียวยาด่วน

30 กันยายน 2563 – 18:45 น.

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” เสมา1 เผยห่วงใยเด็กนักเรียนมาก หลังไปพบผู้บริหารโรงเรียนสารสาสน์ราชพฤกษ์ด้วยตนเอง เพื่อขอคำยืนยันต่อแผนความรับผิดชอบปัญหาที่เกิดขึ้น จี้ให้เร่งเยียวยาสภาพจิตใจเด็กด่วน

        วันที่ 30 ก.ย.2563  นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินทางไปยังโรงเรียนสารสาสน์ด้วยตนเองในช่วงบ่ายวันนี้ (30 ก.ย.) โดยไปพบผู้บริหารของโรงเรียนเพื่อต้องการรับทราบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง หลังจากซักถามรายละเอียดกับผู้บริหารแล้ว เปิดเผยว่า กรณีที่เด็กๆ ระดับอนุบาล โรงเรียนสารสาสน์ ราชพฤกษ์ ถูกครูกระทำความรุนแรงในครั้งนี้ ตนเองมีความกังวล และมีความห่วงใยเด็กๆ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กๆ กลุ่มนี้ จะต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือ และเยียวยาทางด้านจิตใจเป็นการเร่งด่วน และต่อเนื่องหากมีความจำเป็น

       อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘รร.สารสาสน์’ ไล่ครูออกทั้งห้อง ‘ครูจุ๋ม’ โล๊ะผู้บริหารยกชุด

        “วันนี้ ผมเดินทางมาพบผู้บริหาร เพื่อที่จะมาขอความเชื่อมั่น โดยผู้บริหารจะต้องหามาตรการเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจอย่างเหมาะสม” นายณัฏฐพล กล่าว

      นอกจากนี้ นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า หลังกระทรวงศึกษาธิการ รับทราบเรื่องและปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนดังกล่าวแล้ว กระทรวงศึกษาธิการ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ และเลขา สช. ก็ได้เข้าไปดำเนินการโดยใช้มาตรการต่างๆ เข้าไปแก้ไขปัญหาในหลายแนวทางเป็นการเร่งด่วนแล้ว

        ขณะเดียวกัน โอกาสนี้ก็ได้ขอให้ทางโรงเรียนใช้โอกาสต่อจากนี้ ทำการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการภายในใหม่ทั้งหมด อีกทั้งได้รับการยืนยันว่า โรงเรียนจะให้ข้อมูลทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

       “ผู้บริหารโรงเรียนยืนยันในความจริงใจ ที่จะให้ข้อมูลต่างๆ แก่เจ้าหน้าที่ตามที่เป็นข่าว หากผู้ปกครองมีข้อกังวล หรือมีความห่วงใยเรื่งอะไรที่ติดขัด และต้องการให้กระทรวงศึกษาธิการช่วยเหลือ หรือผลักดันเพิ่มเติม ผมพร้อมและยินดี” นายณัฏฐพล กล่าว