จะทำอย่างไร เมื่อคนทำผิด ‘ ไม่ใช่ครู ‘ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/444739

จะทำอย่างไร เมื่อคนทำผิด ‘ ไม่ใช่ครู ‘

จะทำอย่างไร เมื่อคนทำผิด ' ไม่ใช่ครู '

29 กันยายน 2563 – 20:23 น.

ความจริงเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ ผู้ก่อเหตุทำร้ายเด็กในโรงเรียนเอกชนดัง ‘ ไม่ใช่ครู ‘ แล้วครูไปไหน ทำไมไม่อยู่ในชั้นเรียน โรงเรียนดังค่าเทอมหลักหมื่น ไม่มีครูสอนในชั้นเรียน มีเพียง พี่เลี้ยงเด็ก กับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ..บทวิเคราะห์โดย ชัยวัฒน์ ปานนิล

        จากประเด็นร้อน ครูห้องเด็กอนุบาลโรงเรียนเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง มีพฤติกรรมใช้ความรุนแรงกับนักเรียน วันที่ 27 กันยายน 2563 ที่ผ่านมา นายอรรถพล ตรึกตรอง เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) ได้แถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนว่า จากกรณีครูทำร้ายเด็กที่เสนอผ่านสื่อในช่องทางต่างๆ ตนได้รับข้อมูลแล้ว และจากเหตุการณ์ดังกล่าว พบว่า ครูที่ก่อเหตุ จบ ม.6 ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู แต่ก็สามารถสมัครเป็นครูพี่เลี้ยงได้ เพราะครูพี่เลี้ยงก็เท่ากับพี่เลี้ยงเด็ก

    อ่านข่าว : ‘ รมว.ศธ.’ คาดโทษผู้บริหารสารสาสน์ทั้ง 42 โรงเรียน ไม่มีตั๋วครู-ผิดอาญา

      แต่ที่โรงเรียนต้องคัดกรอง และดูพฤติกรรมก่อนรับทำงาน เพราะหน้าที่ของครูพี่เลี้ยง คือ มีหน้าที่ช่วยเหลือครู ไม่สามารถทำเกินหน้าที่ได้ หากพี่เลี้ยงทำเกินหน้าที่ โรงเรียนต้องรับผิดชอบด้วย เพราะครูเป็นวิชาชีพควบคุม หากจำเป็นต้องกล่าวโทษใครบ้าง ก็จะเสนอต่อคุรุสภาต่อไป เพื่อมาดูเรื่องใบประกอบวิชาชีพครูอีกด้วย

     ส่วนครูอีกรายที่อยู่ในห้องเรียนเดียวกัน ได้แก่ นายมาร์วิน อายุ 25 ปี สัญชาติฟิลิปปินส์ เป็นครูสอนภาษาที่ปรากฏในคลิปว่าใช้ความรุนแรง ด้วยการกระชากแขนเด็กอนุบาลในห้องครูจุ๋ม

       จากการตรวจสอบเอกสารนายมาร์วิน ครูสอนภาษาอังกฤษชาวฟิลิปปินส์ พบว่าเดินทางเข้ามาในประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2563 จากนั้นได้ยื่นเอกสารขออยู่ต่อจนถึงวันที่ 26 ก.ย. 2563 เนื่องจากไม่สามารถเดินทางออกนอกประเทศได้จากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งได้ยื่นเรื่องขออยู่ต่อจนถึงวันที่ 26 ต.ค.2563 โดยเรื่องยังอยู่ในระหว่างรออนุมัติ เพื่ออยู่ต่อในประเทศไทย  

     และนายมาร์วินได้ไปสมัครเป็นครูสอนภาษาอังกฤษที่ โดยเริ่มงานแบบทดลองเมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2563 ที่ผ่านมา ได้รับค่าจ้างเป็นเงินเดือนละ 20,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ซึ่งทางโรงเรียนแจ้งว่าอยู่ระหว่างทดลองงานจึงไม่มีหนังสือสัญญาว่าจ้าง

      สรุปได้ว่า บุคคลที่เกี่ยวข้องและปรากฏในคลิปของโรงเรียนดังแห่งดังกล่าว ไม่ใช่ครูแต่อย่างใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน้าที่หรือคุณสมบัติ รวมทั้งวุฒิการศึกษาก็ไม่ถูกต้อง และเป็นการปฏิบัติการสอนหลัก ไม่ใช่เป็นผู้ช่วยหรือพี่เลี้ยงเด็กในชั้นเรียน    

      สำหรับ บุคคลที่จะปฏิบัติหน้าที่การสอนในสถานศึกษาได้จะต้อง มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา เป็นหลักฐานแสดงการอนุมัติให้เป็นผู้ประกอบวิชาชีพควบคุม ตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 จึงจะมีสิทธิในการประกอบวิชาชีพ ทางการศึกษาได้ ทั้งสถานศึกษาของของรัฐและเอกชน ครูต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ยกเว้นผู้มิได้ประกอบวิชาชีพหลักด้านการเรียนการสอน บุคลากรทางการศึกษาที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย การจัดการศึกษาในศูนย์การเรียนผู้บริหารการศึกษาในระดับอุดมศึกษาระดับปริญญา

        หากผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุมดังกล่าวโดยไม่ได้รับใบอนุญาต หรือแสดงด้วยวิธีการใด ๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิหรือพร้อมที่จะประกอบวิชาชีพ รวมทั้งสถานศึกษาที่รับผู้มิได้รับใบอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุมในสถานศึกษา จะต้องได้รับโทษตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 78 และ 79 แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 

       ในส่วนของชาวต่างชาติ การขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้ 1.อายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ 2.มีวุฒิปริญญาทางการศึกษา หรือเทียบเท่า หรือมีคุณวุฒิอย่างอื่นที่คุรุสภารับรอง 3.ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 และมีมาตรฐานความรู้ตามมาตรฐานความรู้ที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด (9มาตรฐาน) มาตรฐานด้านภาษาและวัฒนธรรมไทย รวมทั้งมาตรฐานด้านจรรยาบรรณของวิชาชีพ
 

      นอกจากนี้ยังต้องมีมาตรฐานประสบการณ์วิชาชีพ คือ ผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 1 ปี

      จากภาพข่าวและรายละเอียดที่นำเสนอพอสรุปได้ว่า บุคคลดังกล่าวทั้ง 2 คน ที่ปรากฏพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สร้างความไม่พอใจให้กับผู้ปกครองนักเรียน ไม่ใช่ ครู ผู้มีใบประกอบวิชาชีพ และได้รับอนุญาตให้ทำการสอนในโรงเรียน เป็นเพียงพี่เลี้ยงเด็ก และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เท่านั้น

      จึงมีคำถามต่อไปอีกว่า แล้วครูประจำชั้นอยู่ที่ไหน เมื่อทั้งสองคนไม่ใช่ครู แล้วใครที่เป็นคนที่จะต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ดังกล่าว มีอีกกี่โรงเรียนที่เป็นเช่นนี้ เมื่อแฟชั่นครูต่างชาติกำลังเป็นที่นิยม โรงเรียนเอกชนอย่างน้อย 2 โรงเรียนต่ออำเภอ มีครูต่างชาติเข้ามาทำการสอนเกินครึ่งของครูที่มีอยู่ หน่วยงานที่รับผิดชอบสนใจจะติดตามตรวจสอบหรือไม่

     คงต้องฝากคำถามถึง รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะที่ท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับการศึกษาเอกชน

ม.มหิดล พลิกโลกวิชาการสู่ “ตำราแห่งอนาคต” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/444725

ม.มหิดล พลิกโลกวิชาการสู่ “ตำราแห่งอนาคต”

ม.มหิดล พลิกโลกวิชาการสู่ "ตำราแห่งอนาคต"

29 กันยายน 2563 – 18:20 น.

ม.มหิดล พลิกโลกวิชาการสู่ “ตำราแห่งอนาคต”… เรื่องและภาพโดย ฐิติรัตน์ เดชพรหม

        สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้สำรวจการอ่านของประชากรไทย ทุกรอบ 2 – 3 ปี พบว่าในช่วง 3 ปีผ่านมา สื่ออิเล็กทรอนิกส์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 75.4% จากการอ่านของประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไป

        E-book ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน โดยตอบโจทย์สังคมที่เอาชนะกันด้วยอำนาจของการเข้าถึงข้อมูลในโลกแห่งธุรกิจ เช่นเดียวกับในโลกแห่งวิชาการที่ E-book ได้กลายเป็นรูปแบบใหม่ของการเรียนรู้สู่ “ตำราแห่งอนาคต” หรือ ตำราในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

      ศาสตราจารย์ นายแพทย์วชิร คชการ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิชาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในฐานะประธานอำนวยการสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดลว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ร่วมกับ บริษัท อุ๊คบี จำกัด พัฒนา E-book Application ให้แก่ สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล (MU Press) เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด ซึ่งตำรา E-book ต่างจากตำราที่เป็นสิ่งพิมพ์ ตรงที่สามารถเชื่อมโยงไปยังข้อมูลแหล่งอื่นๆ พร้อมทั้งสามารถพัฒนาเนื้อหา และการนำเสนอให้น่าอ่าน และทันสมัยได้อย่างเต็มที่

      ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหิดลได้นำเอาตำราอันทรงคุณค่าฉบับต่างๆ มาพัฒนาเป็น E-book ไม่ให้เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา เพื่อประโยชน์ในการเรียนการสอนและการวิจัย ซึ่งต่อไปมหาวิทยาลัยมหิดลจะขยายกลุ่มเป้าหมายไปยังประชาชนทั่วไป โดยจะมีการปรับรูปแบบของเนื้อหาไม่ให้เป็นวิชาการมากจนเกินไป อ่านง่าย และเข้าใจง่ายมากขึ้น   

          รองศาสตราจารย์ ดร.สุวลักษณ์ สาธุมนัสพันธุ์ ผู้ได้รับรางวัลมหาวิทยาลัยมหิดล สาขาการแต่งตำรา ปีการศึกษา 2555 กล่าวในฐานะผู้จัดการสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดลว่า กว่า 10 ปีที่ผ่านมา สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดลมีความก้าวหน้าในการพัฒนาการเผยแพร่ความรู้และวิชาการในรูปแบบของหนังสือและตำราที่มีคุณภาพมาโดยลำดับ ซึ่งผู้เขียนหลายรายเป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดลที่มีผลงานตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล และได้รับรางวัลจากการแต่งตำรา

      แม้ E-book ได้เข้ามามีบทบาทเป็นอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน แต่ทางสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดลก็ยังคงมีการเผยแพร่หนังสือและตำราในรูปแบบสิ่งพิมพ์ (Print on demand) ควบคู่กันไป นับเป็นนิมิตหมายอันดีที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้มีความร่วมมือกับ บริษัท อุ๊คบี จำกัด ซึ่งมีประสบการณ์สูงในการจัดทำ E-book ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดลจะปรับสู่รูปแบบ E-book ได้ 100% ภายในสิ้นปี 2563 นี้ เป้าหมายหลักเพื่อส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ และสนับสนุนให้คนไทยมีโอกาสได้อ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น

       คุณสร้างบุญ แสงมณี ผู้บริหาร บริษัท อุ๊คบี จำกัด ได้กล่าวให้ความเชื่อมั่นถึงระบบความปลอดภัย ของหนังสือและตำราที่เผยแพร่ในรูปแบบของ E-book ของ MU Press ว่า ทางบริษัทฯ ได้มีการออกแบบระบบป้องกันการโจมตี หรือการเจาะเข้าระบบ โดยมีการเข้ารหัสที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ผู้เขียนสามารถมั่นใจได้ โดยระบบจะมีการรายงานทันทีเมื่อมีการแคปภาพหน้าจอ      

        ในฐานะที่เป็นศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยมหิดล ตนพร้อมให้การสนับสนุนในการพัฒนา E-book เพื่อประโยชน์ทางการเรียนการสอนและการวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลอย่างเต็มที่ และรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ใช้ความรู้ที่ได้จากมหาวิทยาลัยมหิดล กลับมาพัฒนาเป็น Platform ให้มหาวิทยาลัยมหิดลได้ใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาสู่ “ตำราแห่งอนาคต” หรือตำราในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพต่อไป

      ติดตามหนังสือและตำราที่น่าสนใจจาก สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทาง https://mupress.mahidol.ac.th/contact.html

ม.มหิดล พลิกโลกวิชาการสู่ "ตำราแห่งอนาคต"
ม.มหิดล พลิกโลกวิชาการสู่ "ตำราแห่งอนาคต"

‘รมว.ศธ.’ คาดโทษผู้บริหารสารสาสน์ทั้ง 42 โรงเรียน ไม่มีตั๋วครู-ผิดอาญา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/444719

‘ รมว.ศธ.’ คาดโทษผู้บริหารสารสาสน์ทั้ง 42 โรงเรียน ไม่มีตั๋วครู-ผิดอาญา

' รมว.ศธ.'  คาดโทษผู้บริหารสารสาสน์ทั้ง 42 โรงเรียน ไม่มีตั๋วครู-ผิดอาญา

29 กันยายน 2563 – 17:05 น.

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ”รมว.ศธ. จี้ผู้บริหารรร.สารสาสน์ทั่วประเทศ 42 แห่ง ปฏิบัติให้ถูกต้องตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทุกประเด็นพบร้องเรียน34แห่ง ชี้จ้างครูแต่ไม่มีตั๋วครู ระวังผิดอาญา พร้อมสั่ง สช.สำรวจ-จัดระบบครู”ไทย-ต่างชาติ-พี่เลี้ยง”รร.เอกชนให้ถูกระเบียบด่วน

        วันที่ 29 กันยายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) หรือเสมา1  กล่าวว่า กลุ่มโรงเรียนสารสาสน์มีสาขาทั่วประเทศ 42 โรงเรียน ขณะนี้ทราบว่ามีการร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นในโรงเรียนดังกล่าวเข้ามาทาง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ประมาณ 34 โรงเรียน ซึ่งปัญหาที่มีการร้องเรียนเข้ามา ได้แก่

        การเก็บเงินนอกเหนือจากระเบียบที่กระทรวงศึกษาอนุญาต การจ้างครูสอนโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การลงโทษนักเรียนและอื่นๆ อีกหลายปัญหา ซึ่งตนได้กำหนดเป็นนโยบายให้ สช. ไปตรวจสอบให้ครบถ้วน เพื่อให้กลุ่มโรงเรียนสารสาสน์ ปฏิบัติให้ถูกต้องในทุกประเด็น

        ​รมว.ศึกษา กล่าวอีกว่า สำหรับ โรงเรียนสารสาสน์ ราชพฤกษ์ มีปัญหาเฉพาะหน้า ที่ต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุดคือ เรื่องครูพี่เลี้ยงทำโทษเด็กนักเรียน ซึ่งครูพี่เลี้ยงมีความผิดในเรื่องการทำร้ายร่างกายเด็ก และความผิดอาจถึงผู้บริหารด้วย เพราะระเบียบการลงโทษเด็ก ครูสามารถทำได้ 4 อย่างเท่านั้น ได้แก่ การตักเตือน ภาคทัณฑ์ การตัดคะแนน หรือให้ทำกิจกรรมที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ห้ามการลงโทษด้วยอารมณ์

        “ปรากฏข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า มีการมอบหมายพี่เลี้ยงเด็กให้ทำการสอน ซึ่งหากเป็นจริง จะมีความผิดทางอาญา โดยคนสอนมีโทษจำคุก 2 ปี ส่วนผู้อำนวยการโรงเรียน มีโทษจำคุก 3 ปี ผมได้สั่งการให้คุรุสภา ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรงในเรื่องนี้เข้าร่วมดำเนินการด้วยแล้ว” นายณัฏฐพล กล่าว    

       ส่วนข้อร้องเรียน เรื่องการเก็บเงินเกินอัตราค่าธรรมเนียมการศึกษา ในระดับชั้น EP หรือ English Program ที่พบว่า โรงเรียนสารสาสน์ ราชพฤกษ์ ได้มีการเก็บค่าธรรมเนียมอื่นๆ นอกเหนือจากที่ได้รับการอนุมัตินั้น นายณัฏฐพล ย้ำว่า ตนได้สั่งการให้ สช.หาทางเยียวยาผู้ปกครอง รวมทั้งติดตามสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบด้านอื่นๆ ด้วยเช่นกัน

        “และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาโดยรวม ผมได้สั่งการให้ สช. ทำการสำรวจ และจัดระบบครูผู้สอนในโรงเรียนเอกชนให้ถูกต้องโดยเร็วที่สุด ทั้งเรื่องครูต่างชาติ และพี่เลี้ยงเด็ก ที่จะต้องมีการจัดแยกระบบระเบียนให้ชัดเจนทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่า โรงเรียนเอกชนจะให้ความร่วมมือกับทาง ศธ.ทั้งหมด” นายณัฏฐพล กล่าวย้ำ

' รมว.ศธ.'  คาดโทษผู้บริหารสารสาสน์ทั้ง 42 โรงเรียน ไม่มีตั๋วครู-ผิดอาญา

“มาดามเดียร์”ติงนโยบายยกเว้นภาษี เปิดช่องรร.ทำกำไร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“มาดามเดียร์”ติงนโยบายยกเว้นภาษี เปิดช่องรร.ทำกำไร

"มาดามเดียร์"ติงนโยบายยกเว้นภาษี เปิดช่องรร.ทำกำไร

28 กันยายน 2563 – 19:35 น.

“มาดามเดียร์” ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพปชร. ชี้เคส”ครูจุ๋ม”ทำร้ายเด็กสะท้อนความบิดเบี้ยวโครงสร้างการศึกษาไทย แนะรัฐออกนโยบายรอบคอบ หลังยกเว้นภาษีธุรกิจโรงเรียน เป็นช่องว่างให้เจ้าของทำกำไร มากกว่าพัฒนาเด็กและเยาวชน

         วันที่  28 กันยายน 2563 น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวต่อกรณี น.ส.อรอุมา ปลอดโปร่ง หรือ ครูจุ๋ม ครูพี่เลี้ยงทำร้ายเด็กนักเรียนอนุบาล 1 โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ จ.นนทบุรี ระบุว่า ผู้ปกครองทุกคนคงคิดไม่ต่างกันแต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความบิดเบี้ยวของโครงสร้างการศึกษาไทยที่ไม่ควรให้เกิด การค้ากำไรเกินควรด้านการศึกษา

        น.ส.วทันยา  กล่าวอีกว่า ซึ่งหากย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2561 คงจำกันได้ว่ามีโรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งที่เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งในครั้งนั้นก็มีนักวิชาการหลายท่าน รวมจนถึงบุคลากรทางการเมืองออกมาคัดค้านการอนุมัติของ กลต. ที่องค์กรด้านการศึกษาจะมาเป็นองค์กรที่มุ่งแสวงหาผลกำไรเป็นที่ตั้ง เพราะการดำรงอยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะต้องเป็นองค์กรที่แสวงหากำไร Maximize profit

        น.ส.วทันยา ระบุด้วยว่า ในกรณีธุรกิจค้าขายทั่วไปคงเป็นเรื่องปกติแต่ธุรกิจหรือองค์กรด้านการศึกษาเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นอนาคตของชาติ จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานทุกภาคส่วนของรัฐต้องให้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง

        “รัฐบาลได้มีนโยบายยกเว้นภาษีธุรกิจโรงเรียนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำเงินที่ต้องนำมาเสียภาษีให้รัฐไปใช้ในการพัฒนาเยาวชน แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับกลายเป็นช่องทางที่นักธุรกิจเห็นโอกาสในการทำกำไรจากนโยบายของภาครัฐ ดังนั้นการออกนโยบายของรัฐในแต่ละครั้งจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องออกนโยบายให้รอบคอบและรัดกุมถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาในอนาคต” น.ส.วทันยา ระบุ      

       นอกจากนี้ น.ส.วทันยา ยังระบุอีกว่า การสนับสนุนนโยบายการศึกษาของภาครัฐที่ต้องการเปิดโอกาสให้เอกชน เข้ามามีส่วนขับเคลื่อนระบบการศึกษานับเป็นนโยบายที่ดี แต่รัฐเองได้เตรียมความพร้อมในการป้อนบุคลากรเข้าสู่ระบบไว้เพียงพอหรือยัง? และนั่นจึงเป็นที่มาของคุณครูวุฒิ ม.6 ที่ขาดการพัฒนาวุฒิภาวะให้เหมาะสมต่อวิชาชีพครู ซึ่งส่งผลให้เกิดความเสียหายที่ประเมินค่าไม่ได้ต่ออนาคตของชาติ

ผิดเป็นครู หรือ..ผิดเพราะเป็นครู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ผิดเป็นครู หรือ..ผิดเพราะเป็นครู

ผิดเป็นครู  หรือ..ผิดเพราะเป็นครู

28 กันยายน 2563 – 15:22 น.

ผิดเป็นครู หรือ..ผิดเพราะเป็นครู หาคำตอบจากบทวิเคราะห์ ของ ชัยวัฒน์ ปานนิล

      สังคมสมัยใหม่จับจ้องความผิดของบุคคลในอาชีพครูที่โผล่มาเป็นดอกเห็ดในหน้าสื่อทุกสื่อ เก่งที่จับได้ เก่งที่ได้พูด เก่งที่ได้ออกมาประจาน ในใจครูอยากถามว่า ที่เก่งได้แบบทุกวันนี้เพราะใคร ไม่ได้ทวงบุญคุณแต่แค่ถาม

     อ่านข่าว  : “ครูพี่โอ๊ะ” เสมา3 เผยส่งนักจิตวิทยาลง “รร.สารสาสน์

ราชพฤกษ์” พรุ่งนี้หลังพบมีปัญหาเพียบ

       ตอนที่ยังเป็นเด็กอายุประมาณ 6-7 ขวบ เกิดและเติบโตที่บ้านนอก และเข้าเรียนในโรงเรียนเล็กในหมู่บ้าน สอนตั้งแต่ชั้น ป.1 – ป.6 ส่วนใครที่ยังอายุไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียน พ่อแม่ก็จะนำไปฝากเรียนไว้กับครู ป.1

       สมัยนั้นชอบเรียนกันว่า ป.ขี้ไก่ ก็คือชั้นเตรียมก่อนเข้า ป.1 นั้นเอง โดยเรียนรวมกับชั้น ป.1 สอนด้วยครูคนเดียวกัน เรียนเหมือนกัน แต่พอครบปีก็ยังไม่ได้เลื่อนชั้นขึ้น ป.2 แต่ก็เลื่อนฐานะมาเป็นนักเรียน ป. 1 เรียนซ้ำอีกปีก่อนขึ้น ป.2

      จำได้ว่าตอนนั้นมีครูผู้ชาย 2 คน มาบรรจุใหม่ ครูใหญ่ได้จัดให้พักที่ห้องสมุดโดยอาศัยอยู่รวมกันทั้ง 2 คน นับเป็นเรื่องตื่นเต้นของนักเรียนที่มีครูผู้ชายคนใหม่มาบรรจุพร้อมกันถึง 2 คน เพราะครูที่สอน ป.1 ต้องเป็นครูผู้หญิงที่มีอายุ นักเรียนส่วนใหญ่จะเรียกว่า “แม่ครู”  

      เล่าเรื่องของแม่ครูให้ฟังก่อนเล็กน้อย ในตอนเช้าของแต่ละวันนักเรียนจะเดินทางไปโรงเรียนกันแต่เช้าก่อนคุณครูจะมาถึงเพื่อรอรับคุณครู เมื่อแม่ครูเดินทางมาถึงโรงเรียนนักเรียนต่างวิ่งกรูกันเข้าไปหาเพื่อช่วยแม่ครูหิ้วของเข้าห้องเรียน   

        แต่ใช่ว่าจะสมหวังกันทุกคน แม่ครูจะเป็นคนเลือกว่าใครจะได้ช่วยหิ้วของเข้าชั้นเรียน นักเรียนที่ได้รับเลือกจะมีความภูมิใจและถือของอย่างภาคภูมิใจเดินเข้าสู่ห้องเรียน ท่ามกลางสายตาของเพื่อนๆ ที่มองด้วยความอิจฉา จะเป็นเช่นนี้ทุกวัน จนกว่าจะได้เลื่อนชั้นไปหาครูคนใหม่ต่อไป    

          ย้อนกลับมาที่ครูหนุ่มสองคนที่มาบรรจุในโรงเรียนบ้านนอกที่มีร้านก๋วยเตี๋ยวเพียงร้านเดียวในหมู่บ้าน เปิดขายเฉพาะตอนเที่ยง ดังนั้นอาหาการกินครูหนุ่มทั้งสองก็ต้องจัดหุงหาด้วยตัวเอง ตั้งแต่หุงข้าว ทำกับข้าว แล้วจะเอาวัตถุดิบจากไหนมาปรุงอาหาร

        เล่าให้ฟังแล้วอย่าแปลกใจ นักเรียนนี้และครับ เป็นคนนำมาให้ ทันทีที่บ้าน เก็บเกี่ยวข้าวเสร็จก็นำข้าวไปสีที่โรงสีแล้วรีบนำเอามาให้ครู เพื่อให้ครูได้รับประทานก่อนใคร แม้แต่คนในบ้านที่ช่วยกันปลูกข้าว วันไหนตกเป็ดหาปลาได้เยอะ ตอนเช้าก็หิ้วมาให้ครู วันไหนเข้าป่าเก็บเห็ดได้ก็แบ่งมาให้ครู

      ไม่ถือว่าเป็นการติดสินบนหรือเอาใจครูแต่อย่างใด เพราะไม่มีผลกับคะแนนหรือผลการเรียนเลย เป็นน้ำใจที่แสดงออกด้วยความรักและเคารพต่อครู ผู้ซึ่งจะมาเปลี่ยนชีวิตของลูกชาวนาจนๆ ให้ดีขึ้นได้

       การนับถือ ยกย่อง และให้เกียรติ ผู้มีความรู้ทำกันมาแต่โบราณ สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการนอบน้อม อะไรไม่รู้ก็ถาม อะไรทำไม่เป็นก็ฝึกหัด เป็นสังคมที่ดีงาม เป็นสังคมที่แบ่งบัน  

    วันเวลาเปลี่ยนไป สังคมเปลี่ยนไป อาจจะทำให้ผู้คนเปลี่ยนไปด้วย ในปัจจุบัน เขาบอกว่า คนเก่าคนแก่ ในยุคโบราณเป็นคนโง่ หัวอ่อน หลอกง่าย บอกให้ทำอะไรก็เชื่อ ปัจจุบัน เป็นยุคของ คนเก่ง คนรู้ ความรู้หาได้ง่ายแค่ปลายนิ้ว ทำให้หลายคนลืมนึกถึงครู อยากรู้อะไรก็รู้ได้หมดแค่คลิก ความรู้ก็มา เมื่อบทบาทเปลี่ยนทำให้ครูเปลี่ยน 

        ทุกวันนี้ครูกลายเป็นคนร้ายของสังคม ถูกจับตาจากสังคมรอบข้างแทบกระดิกไม่ได้ ครูจะเป็นผู้ร้ายทันที เมื่อมีคนพูดหรือคนกล่าวโทษ ผิด โดยไม่ต้องสอบสวน เมื่อนึกย้อนถึงอดีตเคยมีเหตุการณ์แบบปัจจุบันหรือไม ตอบได้เลยว่า มีมานับไม่ถ้วน เพียงแต่สมัยนั้นไม่มี การสื่อสารที่ทันสมัยเหมือนปัจจุบัน

       ต้องยอมรับว่า สังคมสมัยใหม่ คนฉลาดมากขึ้น รู้เท่าทันทุกเหตุการณ์ จับได้ไล่ทัน ไม่ยอมใคร แต่ มีคำถามที่คาใจอยากถามกับทุกคนว่า ที่ฉลาดได้ทุกวันนี้เพราะใครสอน

“ครูพี่โอ๊ะ” เสมา3 เผยส่งนักจิตวิทยาลง “รร.สารสาสน์ราชพฤกษ์” พรุ่งนี้หลังพบมีปัญหาเพียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

 “ครูพี่โอ๊ะ” เสมา3 เผยส่งนักจิตวิทยาลง “รร.สารสาสน์ราชพฤกษ์” พรุ่งนี้หลังพบมีปัญหาเพียบ

 "ครูพี่โอ๊ะ" เสมา3 เผยส่งนักจิตวิทยาลง "รร.สารสาสน์ราชพฤกษ์" พรุ่งนี้หลังพบมีปัญหาเพียบ

27 กันยายน 2563 – 20:25 น.

“ครูพี่โอ๊ะ” ลงพื้นที่คุยกับผู้ปกครอง พบ “สารสาสน์ราชพฤกษ์” มีปัญหาหลายอย่าง ทั้ง ทำร้ายเด็ก อาหารกลางวันไม่ถูกสุขอนามัย ไม่มีการเรียกประชุมผู้ปกครอง เล็งล้อมคอกสอบครูผู้ช่วย ลั่นพรุ่งนี้นัดพบทุกฝ่ายเจรจา พร้อมส่งนักจิตวิทยาไปที่รร.

         ดราม่าครูจุ๋ม พี่เลี้ยงนักเรียนชั้นอนุบาลของโรงเรียนสารสาสน์ราชพฤกษ์ กรุงเทพมหานคร ทำร้ายเด็กนักเรียนอนุบาล จนกลายเป็นปมร้อนเล่นเอาเกรียนคีย์บอร์ดซัดอย่างไม่ยั้งมือ ชนิดที่เจ้าตัวแทบหมดกำลังใจจะเดินต่อ

           ล่าสุดเมื่อวันที่ 27 กันยายน  2563 ครูพี่โอ๊ะ หรือ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.)ลงพื้นที่มาพูดคุยกับผู้ปกครองเด็กนักเรียนอนุบาล 1โรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ โดยเปิดเผยว่า จากปัญหาที่ได้รับฟังมีหลายเรื่อง

        อ่านข่าว : ผู้ปกครองบุก รร.ดังเมืองนนท์ แฉคลิปครูใจโหดทำร้ายเด็กอนุบาลหวิดประชาทัณฑ์

        รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ทั้งโดนครูทำร้ายร่างกายให้บาดเจ็บ อาหารกลางวันไม่ถูกต้องเป็นไปตามเมนูที่แจ้ง อีกทั้งอาหารกลางวันไม่ถูกสุขอนามัย และไม่มีการประชุมผู้ปกครอง ทำให้ผู้ปกครองไม่รู้จักครูผู้สอนของเด็ก ขาดการสื่อสารระหว่างครูและผู้ปกครองของนักเรียน

     “รวมไปถึงการเปลี่ยนคุณครูประจำห้อง ครูผู้ช่วยไม่ได้แจ้ง พ่อแม่ หรือผู้ปกครองของนักเรียนล่วงหน้า โดยตามหลักการนั้น ครูผู้ช่วยทำไม่ถูกต้อง หลังจากนี้จะตรวจสอบโรงเรียนสารสาสน์วิเทศราชพฤกษ์ว่ามีมาตรการรับครูผู้ช่วยเข้ามาปฏิบัติหน้าที่อย่างไรบ้าง เพราะเรื่องนี้เป้นเรื่องใหญ่” รมช.ศึกษาธิการ ระบุ       

       รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า ซึ่งถ้ารับครูผู้ช่วยมาไม่ถูกต้อง รวมไปถึงทำร้ายร่างการเด็กจริง โดยตัวคุณครูอาจจะมีโทษส่วนบุคคลในคดีอาญา ถ้ามีใบประกอบอาชีพครูสามารถโดนเพิกถอดใบอนุญาติ และไม่มีสิทธิกลับไปเป็นครูอีก

       “ส่วนของโรงเรียนสารสาสน์ราชพฤกษ์ ถ้าไม่ให้ความร่วมมือก็จะมีบทลงโทษ โดยจะไม่ได้รับเงินอุดหนุน และอาจจะมีคำสั่งให้หยุดรับนักเรียนหรือหยุดดำเนินกิจการโรงเรียน ตอนนี้ผู้ปกครองหลายคนมีความประสงค์จะขอย้ายเด็กออกจากโรงเรียนกันเป็นจำนวนมาก” ดร. กนกวรรณ ระบุ

         รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุอีกว่า ต้องการให้เรื่องนี้ดำเนินการโดยเร็วที่สุด โดยพรุ่ง (28 กันยายน 2563 ) เวลา 09.00น. ได้นัดผู้ปกครอง ตัวแทนโรงเรียน จะเข้ามาพูดคุยกันที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เพื่อหาข้อยุติโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ผู้ปกครองสบายใจ

     “และพรุ่งนี้จะมีการประสานงาน ให้มีนักจิตวิทยาเข้าไปดูและสภาพจิตใจชองเด็กนกัเรียนในโรงเรียนสารสาสน์ราชพฤกษ์ก่อน เพื่อให้เด็กและผู้ปกครองสบายใจ” ดร.กนกวรรณ กล่าวในที่สุด

 "ครูพี่โอ๊ะ" เสมา3 เผยส่งนักจิตวิทยาลง "รร.สารสาสน์ราชพฤกษ์" พรุ่งนี้หลังพบมีปัญหาเพียบ
 "ครูพี่โอ๊ะ" เสมา3 เผยส่งนักจิตวิทยาลง "รร.สารสาสน์ราชพฤกษ์" พรุ่งนี้หลังพบมีปัญหาเพียบ

‘ครูตั้น’ สั่งปลดล็อคทุกข้อจำกัดเพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

‘ครูตั้น’ สั่งปลดล็อคทุกข้อจำกัดเพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาไทย

'ครูตั้น' สั่งปลดล็อคทุกข้อจำกัดเพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาไทย

25 กันยายน 2563 – 18:00 น.

‘ครูตั้น’ สั่งปลดล็อคทุกข้อจำกัดเพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาไทย ชู “ศรีสะเกษโมเดล” ต้นแบบพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พร้อมดึงพลังจากทุกภาคส่วน พัฒนาการศึกษาในพื้นให้เต็มศักยภาพ

       เมื่อวันศุกร์ที่ 25 กันยายน​ 2563 นายณัฏ​ฐ​พล​ ที​ป​สุวรรณ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “TEP FORUM SISAKET: พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยพลังคนศรีสะเกษ” พร้อมทั้งร่วมเวทีล้อมวงสนทนากับภาคีการเรียนรู้ศรีสะเกษ ในหัวข้อ “จะร่วมกันเปลี่ยนแปลงการศึกษา​ศรีสะเกษ​ให้ทันโลกได้อย่างไร”

        โดยมีนายเจตน์ โศภิษฐ์พงศธร เลขานุการ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ, นายวัฒนา พุฒิชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นายกวินทร์เกียรติ นนธ์พละ รองเลขา​ธิการคณะกรรมการ​การศึกษา​ขั้นพื้นฐาน, ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ศึกษาธิการจังหวัด ผู้บริหารสถานศึกษา คณะครู และนักเรียน ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมงาน ณ หอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัย​ราชภัฏ​ศรีสะเกษ​ จังหวัดศรีสะเกษ​

        รมว.ศึกษาธิการ​ กล่าวว่า การจัดการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ ถือเป็นการจุดประกายให้สถานศึกษาเริ่มปรับตัว ปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้ทันยุคทันสมัย ตามบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยจังหวัดศรีสะเกษ​ เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ ด้วยการมีส่วนร่วมในการทำงานของทุกภาคส่วน

        นอกจากนี้ การจัดการศึกษาในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา มีกฎหมายและพระราชบัญญัติที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งถือเป็นการเปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถดำเนินงานด้านต่าง ๆ ที่มีความยืดหยุ่นและคล่องตัวมากขึ้น ทั้งในด้านงบประมาณ หลักสูตร และการพัฒนาครู เป็นต้น​     

        โดยกระทรวงศึกษาธิการ​ ก็มีแนวทางในการปลดล็อกกฎระเบียบต่างๆ ให้มีความทันสมัยและไม่เป็นข้อจำกัดในการพัฒนาการศึกษา ในขณะเดียวกัน ครูก็มีความเข้าใจและพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนตนเอง ให้มีทักษะสอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19​ ที่ทำให้เราทุกคนได้เห็นความเปราะบางของการศึกษา ที่อาศัยการเรียนในห้องเรียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ครูก็มีความตื่นตัวและพัฒนาตนเองให้มีทักษะด้านดิจิทัลมากขึ้น ส่วนนักเรียนก็มีความพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ ไปพร้อมกัน

        “ผมขอฝากให้สำนักงานศึกษาธิการ​จังหวัดและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ในพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา บูรณาการการทำงานร่วมกัน สิ่งสำคัญ คือ การวางรากฐานและช่วยกันพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ให้เกิดผลสำเร็จ เพราะการบริหารจัดการการศึกษาอยู่ในมือของพวกเราทุกคน”รมว.ศธ. กล่าว

        ทั้งนี้จังหวัดศรีสะเกษ​ได้รับการคัดเลือกเป็น 1 ใน 8 จังหวัด ในการขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา โดยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งสามารถนำมาเป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังจังหวัดอื่น ๆ หากทุกภาคส่วนในจังหวัดร่วมมือร่วมใจกัน ก็จะสามารถพัฒนาจังหวัดให้มีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงการศึกษา​ไทยได้

        “การรวมพลังการศึกษาระหว่างสายสามัญ อาชีวศึกษา​ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย​ และการอุดมศึกษา ความเชื่อมโยงของทุกภาคส่วน จึงเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาการศึกษา​ในพื้นที่” รมว.ศึกษาธิการ​ กล่าว         

           ในการเสวนา นายณัฏฐพล ยืนยันที่จะปลดล็อคข้อจำกัดต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ศธ. โดยเฉพาะกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนการศึกษา เช่น ยกเลิกข้อจำกัดประเภทโรงเรียนที่ไม่อนุญาตให้นักศึกษาฝึกงานเป็นครูผู้ช่วยสอน เป็นต้น รวมถึงรับเรื่องหาแนวทางในการพิจารณาผลงานครู เพื่อการปรับวิทยฐานะ

        นอกจากนี้ นายณัฏฐพล ยืนยันที่จะผลักดันการศึกษาเพื่อสร้างคุณภาพในการระบบการศึกษาทั้งหมด โดยพิจารณาศรีสะเกษโมเดลให้เป็นต้นแบบการศึกษาในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ

        “ส่วนของภาครัฐ ผมเป็นคนรับผิดชอบที่จะไปดำเนินการ ซึ่งทางกระทรวงต้องปรับเปลี่ยนแนวทาง แต่ทั้งนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน และภาคสังคมอย่างเข้มแข็งเช่นกัน” นายณัฏฐพล กล่าว

        โอกาสนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความร่วมมือ การพัฒนาสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดศรีสะเกษ สถานศึกษานำร่อง รุ่นที่ 1 จำนวน 49 โรงเรียน และรุ่นที่ 2 เพิ่มเติม 69 โรงเรียน และมีแผนดำเนินการให้ครบ 400 โรงเรียนในปี 2465

'ครูตั้น' สั่งปลดล็อคทุกข้อจำกัดเพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาไทย
'ครูตั้น' สั่งปลดล็อคทุกข้อจำกัดเพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาไทย
'ครูตั้น' สั่งปลดล็อคทุกข้อจำกัดเพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาไทย

ม.มหิดล เปิดโลกออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ม.มหิดล เปิดโลกออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ม.มหิดล เปิดโลกออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

24 กันยายน 2563 – 20:30 น.

นักวิชาการ ชี้ หลังสถานการณ์โควิดผลักดันการศึกษาทั่วโลกต้องปรับตัวอย่างแรง เกิดแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมต่อการเรียนแบบออนไลน์ และออฟไลน์เข้าด้วยกัน ระบุ ม.มหิดล เปิดโลกแห่งการเรียนรู้แบบไม่มีที่สิ้นสุด ภายใต้ชื่อ “MUIC Connect”

          จากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ทำให้ผู้คนเข้าสู่โลกออนไลน์กันมากขึ้น จนเกิดการปฏิรูปในโลกของการศึกษาที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้ระบบออนไลน์เป็นหลัก ซึ่งทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างอิสระ

         โดยไม่จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น ซึ่งการอยู่รอดในโลกที่มีการแข่งขันสูง จำเป็นต้องสร้างทักษะใหม่ๆ เพื่อการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตอยู่ตลอดเวลา โดยใช้เวลาให้เป็นประโยชน์เพื่อชีวิตในวันข้างหน้า

ม.มหิดล เปิดโลกออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

       รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรเนติ สุขสมบูรณ์

        รองศาสตราจารย์ ดร. เภสัชกรเนติ สุขสมบูรณ์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า เพื่อการเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุค New Normal สู่ชีวิตวิถีใหม่ที่ทุกคนต้องปรับตัวจากวิกฤติ Covid-19 มหาวิทยาลัยมหิดลได้มีนโยบายเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาในสถาบันการศึกษา แต่เป็น “Learner” หรือ ผู้เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่จำกัดเพศและวัย      

      นอกจากนี้ บทบาทของผู้สอนก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย โดยทำหน้าที่เป็น “Facilitator” หรือ ผู้แนะนำการเรียนรู้ มากว่าจะเป็น “Teacher” หรือ ครูอาจารย์ที่สอนในแบบเดิม ซึ่งทักษะในอนาคตจำเป็นต้องมีการ Reskill/Upskill ความรู้ที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งจะต้องเรียนรู้ Newskill เพิ่มเติมเพื่อให้ทันต่อโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคตด้วย    

      วันที่ 24 กันยายน 2563 เป็นวันแรกที่วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เปิดโลกแห่งการเรียนรู้แบบไม่มีที่สิ้นสุด ภายใต้ชื่อ “MUIC Connect” โดย คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) กล่าวว่า MUIC Connect จะเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมต่อการเรียนแบบออนไลน์ และออฟไลน์เข้าด้วยกัน

       ซึ่งผู้เรียนสามารถเลือกเรียนวิชาที่ตนเองสนใจใน MUIC Connect พร้อมรับใบประกาศจากทางวิทยาลัยฯ เพื่อเป็นใบเบิกทางในการทำงาน หรือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมปลาย ก็สามารถมาทำการเรียนล่วงหน้าเพื่อเก็บเป็นเครดิต (Credit Bank) ไว้ก่อนเข้าเรียนจริงที่วิทยาลัยฯ ได้เช่นกัน   

ม.มหิดล เปิดโลกออนไลน์เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต

       รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย  

          วิชาที่น่าสนใจใน MUIC Connect ได้แก่ “Why we pay more than others?” หรือ “ทำไมเราจ่ายแพงกว่าคนอื่น” ซึ่งเป็นการนำเนื้อหาเกี่ยวกับการตั้งราคาทางเศรษฐศาสตร์มานำเสนอในรูปแบบที่เข้าใจง่าย วิชา “Tourism and Hospitality” ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและพอเพียง

       และ “Science for Life” หรือ “วิทย์เพื่อชีวิต” ซึ่งมองว่าการเรียนวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างยิ่งในโลกยุคดิสรัปชั่น โดยวิชาที่สอนทั้งหมดนี้เกิดจากการสร้างองค์ความรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดจากสิ่งรอบตัวด้วยการคิดวิเคราะห์ที่เป็นระบบ ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ https://muicconnect.mahidol.ac.th

ด่วน ‘บดินทรเดชา’ ประกาศหยุดเรียน 25 ก.ย. หวั่นเหตุไม่ปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ด่วน ‘บดินทรเดชา’ ประกาศหยุดเรียน 25 ก.ย. หวั่นเหตุไม่ปลอดภัย

ด่วน 'บดินทรเดชา' ประกาศหยุดเรียน 25 ก.ย. หวั่นเหตุไม่ปลอดภัย

24 กันยายน 2563 – 17:25 น.

ด่วน “บดินทร์1” หรือรร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)ออกประกาศหยุดเรียน 1 วัน หวั่นเหตุไม่ปลอดภัยนัดชุมนุม 25 ก.ย.

             วันที่ 24 กันยายน 2563 นายวิสิทธิ์ ใจเถิง ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ได้ลงนามออกประกาศวันที่ 24 ก.ย.2563 เรื่อง“แจ้งปิดสถานศึกษาเนื่องจากเหตุพิเศษ”ถึงผู้ปกครองนักเรียน โดยมีข้อความระบุว่า ด้วยโรงเรียนรับแจ้งว่าในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย.2563 เวลา 16.00-18.00 น.มีการนัดหมายชุมนุมของกลุ่มบอดินไม่อินเผด็จการในโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้น

        ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยปีการศึกษา การเปิดและปิดสถานศึกษา พ.ศ.2549 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับ 6 พ.ศ.2558 ข้อ 9 (1)โรงเรียนจึงขอแจ้งปิดสถานศึกษาเนื่องจากเหตุพิเศษในวันศุกร์ที่ 25 ก.ย.2563 เพื่อระงับเหตุหรือเพื่อป้องกันพยันอันตรายอันอาจจะเกิดขึ้น ทั้งนี้ โรงเรียนจะดำเนินการจัดสอนชดเชยและแจ้งให้ทราบในภายหลัง

ด่วน 'บดินทรเดชา' ประกาศหยุดเรียน 25 ก.ย. หวั่นเหตุไม่ปลอดภัย

ยูเอ็น ชื่นชม ศธ. ทั่วโลกมีน้อยนั่งฟังความเห็นนักเรียน “ณัฏฐพล”เผยทุกข้อร้องเรียนหนุนขับเคลื่อนศึกษาไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ยูเอ็น ชื่นชม ศธ. ทั่วโลกมีน้อยนั่งฟังความเห็นนักเรียน “ณัฏฐพล”เผยทุกข้อร้องเรียนหนุนขับเคลื่อนศึกษาไทย

ยูเอ็น ชื่นชม ศธ. ทั่วโลกมีน้อยนั่งฟังความเห็นนักเรียน "ณัฏฐพล"เผยทุกข้อร้องเรียนหนุนขับเคลื่อนศึกษาไทย

21 กันยายน 2563 – 21:35 น.

“ยูเอ็น “เข้าใจและพอใจ ศธ. หลังเปิดโอกาสรับความคิดเห็นของนักเรียน ทุกแพลตฟอร์ม เป็นแนวทางที่ไม่ได้พบเห็นมากนักในโลกนี้ ด้าน “ณัฏฐพล” เผยทุกข้อร้องเป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนการศึกษาไทย

        วันที่ 21 ก.ย. 2563 นางสาว กีต้า ซับบระวาล ผู้ประสานงานแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย หรือยูเอ็น (Ms.Gita Sabharwal United Nations Resident Coordinator in Thailand) เข้าเยี่ยมคารวะ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)  ณ ห้องดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาธิการ

ยูเอ็น ชื่นชม ศธ. ทั่วโลกมีน้อยนั่งฟังความเห็นนักเรียน "ณัฏฐพล"เผยทุกข้อร้องเรียนหนุนขับเคลื่อนศึกษาไทย

        ภายหลังเสร็จสิ้นการเข้าเยี่ยมคารวะในครั้งนี้ นายณัฏฐพล เปิดเผยว่า ทาง นางสาว กีต้า ซับบระวาล ได้แสดงความเข้าใจ และชื่นชม กรณีที่กระทรวงศึกษาธิการของไทย เปิดโอกาสในการรับฟังความคิดเห็นของนักเรียนในช่วงที่ผ่าน ซึ่งเป็นแนวทางหรือวิธีการแก้ไขที่ไม่เคยได้เห็นบ่อยๆ ที่ใดก็ตามในโลกนี้

        นอกจากนี้ นางสาว กีต้า ยังได้สอบถามความคืบหน้าหลังจากได้พูดคุยและรับเรื่องร้องเรียนจากนักเรียนแล้ว ทางกระทรวงศึกษาของไทย จะมีการดำเนินการอย่างไร นายณัฏฐพล กล่าวว่า ตนเองได้อธิบายว่า ที่ผ่านมา เราได้เปิดแพลตฟอร์มในการรับความคิดเห็นผ่านหลายช่องทาง

ยูเอ็น ชื่นชม ศธ. ทั่วโลกมีน้อยนั่งฟังความเห็นนักเรียน "ณัฏฐพล"เผยทุกข้อร้องเรียนหนุนขับเคลื่อนศึกษาไทย

       รวมถึงผ่าน http://www.nataphol.com โดยทุกแพลตฟอร์มที่เราเปิดรับ ต้องทำให้ข้อมูลของผู้แสดงความคิดเห็น หรือร้องเรียนเข้ามา มีความปลอดภัยด้วย ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ ถือเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อกระทรวงศึกษาเกือบทุกเรื่อง ที่เราสามารถนำมาใช้ในการขับเคลื่อน หรือเพื่อการปฏิรูป และการพัฒนาการศึกษาไทยให้รวดเร็วในทุกด้าน

        นายณัฏฐพล กล่าวด้วยว่า โดยในเรื่องของแนวทางการขับเคลื่อน เช่น การพิจารณาการโยกย้ายตำแหน่งครู ซึ่งเป็นเรื่องอนาคตของครู ส่วนนี้ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ซึ่งไม่เป็นปัญหา เพราะถือเป็นข้อร้องเรียนของครูที่กระทรวงให้ความสำคัญ รวมถึงเรื่องหลักสูตรครู ซึ่งอยู่ในแผนที่กระทรวงศึกษาจัดวางไว้อยู่แล้ว

        “ผมเรียนคุณกีต้า ไปว่า ข้อมูลที่เข้ามา เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยในทุกด้าน ซึ่งในเกือบทุกเรื่องที่ร้องเรียนเข้ามาเป็นไปตามแผนที่กระทรวงศึกษาวางแนวทางเอาไว้ด้วย”นายณัฏฐพล กล่าว

        ต่อข้อถามที่ว่า มีความกังวลเรื่องม๊อบหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า สิ่งที่ ศธ. ดำเนินการ ไม่ว่าผลหรืออะไรก็ตาม รวมถึงข้อแนะนำจากการเปิดเว็บไซด์ เรารับฟังความคิดเห็นหมดทุกเรื่อง และตอบโจทก์ได้หมดแล้ว ทำให้นักเรียนเข้าใจ หากนักเรียนยังรู้สึกอึดอัด หรือมีปัญหา สามารถร้องเรียนมาได้ โดยเรามีแนวทางในการแก้ไขที่แน่นอน และไม่มีปัญหาใดที่ ศธ. รับเรื่องร้องเรียนมาแล้วแก้ไขไม่ได้ เพียงแต่เป็นเรื่องของความเหมาะสมในเวลาที่จะทำ เพราะบางเรื่องถ้าฟังแล้วก่อให้เกิดความแตกแยก หรือไม่เหมาะสมก็จะขอไว้ก่อน

        ส่วนประเด็นการยกเลิกการสอบระดับ ป.1 นั้น นายณัฏฐพล ย้ำว่า เรื่องดังกล่าว เป็นระเบียบที่โรงเรียนต้องปฏิบัติ ไม่ได้เป็นการพูดเรื่องใหม่ แต่เป็นการนำระเบียบที่มีอยู่นำกลับมาดูใหม่ และทำตามนั้น ถ้าทำตามนั้นได้ ก็จะขับเคลื่อนได้เร็ว แต่ถ้าอันไหนเห็นว่าไม่เหมาะสมก็สามารถแจ้งมาได้    

        “ส่วนการยกเลิกสอบ ป1. นั้น เขาห้ามอยู่แล้ว ไม่มีการสอบเข้า ป.1” นายณัฏฐพล กล่าวย้ำ

        ขณะที่มีการกำหนดให้นักเรียนต่อห้องมีเด็กนักเรียนไม่เกิน 40 คนนี้น นายณัฏฐพล กล่าวว่า เป็นการนำเอาระเบียบกลับมาดูแล้วปฏิบัติตามนั้นเช่นกัน ซึ่งตนเอง ก็ไม่ต้องการให้มีนักเรียนเกิน 40 คนต่อห้องอยู่แล้ว ซึ่งวันนี้ก็มีการพูดคุยกันอยู่ถึงกรณีโรงเรียนขนาดใหญ่ ที่มีนักเรียน 4,000-5,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนนักเรียนที่มากเกินไป จึงมีความกังวลในเรื่องคุณภาพมากกว่า

      เพราะเด็กส่วนหนึ่งที่มีความสามารถเยอะมาก แต่ก็มีเด็กอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้รับการศึกษาที่เข้มข้น ซึ่งเป็นการเหลื่อมล้ำ หากเทียบกับการคาดหวัง รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างโรงเรียนในเมืองกับโรงเรียนนอกเมือง เป็นอีกกรณีที่ตนห่วงใย และต้องหาแนวทางแก้ไข

ยูเอ็น ชื่นชม ศธ. ทั่วโลกมีน้อยนั่งฟังความเห็นนักเรียน "ณัฏฐพล"เผยทุกข้อร้องเรียนหนุนขับเคลื่อนศึกษาไทย
ยูเอ็น ชื่นชม ศธ. ทั่วโลกมีน้อยนั่งฟังความเห็นนักเรียน "ณัฏฐพล"เผยทุกข้อร้องเรียนหนุนขับเคลื่อนศึกษาไทย
ยูเอ็น ชื่นชม ศธ. ทั่วโลกมีน้อยนั่งฟังความเห็นนักเรียน "ณัฏฐพล"เผยทุกข้อร้องเรียนหนุนขับเคลื่อนศึกษาไทย