“รมว.ศธ.” ย้ำทุกความคิดเห็นของนักเรียนศธ.รับมาพิจารณาและแก้ไข #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“รมว.ศธ.” ย้ำทุกความคิดเห็นของนักเรียนศธ.รับมาพิจารณาและแก้ไข

"รมว.ศธ." ย้ำทุกความคิดเห็นของนักเรียนศธ.รับมาพิจารณาและแก้ไข

18 กันยายน 2563 – 20:25 น.

รมว.ศธ. ย้ำทุกความคิดเห็นของนักเรียนรับมาพิจารณาและแก้ไข สอดคล้องแนวคิดแผนปฏิรูปการศึกษา ส่งสารผอ.รร.ทั่วประเทศ เปิดรับฟังข้อคิดเห็นและสร้างความเข้าใจต่อเนื่อง เผยควรสร้างโอกาสทางการแข่งขัน หลังไทยได้เปรียบรับมือโควิด-19 ได้ดีสุดลำดับต้นๆ

         วันที่ 18 กันยายน 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า ในช่วง 2สัปดาห์ที่ผ่านมา ภายหลังจากได้เปิดช่องทางรับข้อเรียกร้อง ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นของนักเรียน ผ่านเว็บไซต์ http://www.nataphol.com และช่องทางอื่นๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ ทุกประเด็นทางกระทรวงศึกษาธิการถือเป็นเรื่องต้องรับมาพิจารณาและดำเนินการ

        “ทุกเรื่องที่น้องๆ เสนอเข้ามาในทุกช่องทางที่ผมเปิดไว้ ผมได้รับรู้และรับทราบทุกข้อ และในหลายๆ เรื่อง ผมได้เรียกให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามารับทราบข้อมูลและให้ดำเนินการแก้ไขเป็นการเร่งด่วน ซึ่งบางเรื่องได้ดำเนินการไปแล้ว และบางเรื่องอยู่ระหว่างการดำเนินการ ผมมีความชัดเจนที่ต้องการรื้อระบบการศึกษา ซึ่งหลายเรื่องกว่าจะมีผลสำเร็จต้องใช้ระยะเวลา แต่ขอให้น้องๆ มั่นใจว่า ผมเห็นด้วยกับทุกๆ ฝ่าย ที่ต้องมีการรื้อระบบการศึกษาไทย ให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21” นายณัฏฐพล กล่าว

        นายณัฏฐพล กล่าว เช่นเดียวกับการยกเลิกการสอบ O-NET ในช่วงแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปีนี้ ตนได้เรียกสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มาพูดคุย และให้ร่วมหารือกับคณะกรรมการ สทศ. เพื่อสรุปแนวทางปฏิบัติ รวมถึงแก้ไขข้อติดขัดต่างๆ หากมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการสอบ แต่ขณะเดียวกัน จำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์การวัดผลอื่นๆ มาทดแทนด้วย ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการยกเลิกการสอบในบางระดับชั้นหรือทุกชั้นหรือเลือกที่จะสอบ

       20,000 โหวตหนุนยกเลิกO-NET 

       นายณัฏฐพล กล่าวว่า สำหรับช่องทางการสำรวจ ซึ่งเปิดให้มีการโหวตผ่าน http://www.nataphol.comปรากฏว่า ในเบื้องต้นมีผู้เข้ามาร่วมโหวตมากกว่า 20,000 โหวต ซึ่งเสียงโหวตส่วนใหญ่กว่า 80% แสดงความคิดเห็นต้องการให้ยกเลิก O-NET ส่วนปัญหาการคุกคาม รวมถึงการถูกครูล่วงละเมิดทางเพศ ที่มีการเรียกร้องนั้น  

      รมว.ศธ. ย้ำว่า ตนเองให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เป็นอย่างมาก ซึ่งนับตั้งแต่การเปิดศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนและนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ.) สายด่วน 1579 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และ เว็บไซต์www.nataphol.com มีประโยชน์ต่อผู้ถูกกระทำ เพราะมีการร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก และการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของ ศธ. ได้ดำเนินการเอาผิดผู้กระทำความผิดได้ทันท่วงที และไล่ออกไว้ก่อน พร้อมยกเลิกใบประกอบวิชาชีพครู รวมแล้วกว่า 16 กรณี จากอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีการดำเนินการแต่อย่างใด รวมถึงการคุกคามด้านอื่นๆ ในโรงเรียนก็ต้องให้มีความเข้มข้น “โรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยจากการคุกคาม” 

       นายณัฏฐพล ย้ำอีกว่า การแก้ไขปัญหาในทุกๆ เรื่องนั้น สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกับน้องๆ นักเรียนและอีกหลายภาคส่วน และตนเชื่อมั่นว่า น้องๆ นักเรียนจะเป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมด้านปฏิรูปด้านการศึกษาไทยจนเกิดผลสำเร็จ 

      “ทุกการร้องเรียน ผมจะเก็บเป็นความลับ ขอให้ทุกคนมั่นใจ ผมเชื่อว่าข้อเรียกร้องของน้องๆ ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยในวันนี้ น้องๆ ยังคงสามารถใช้ช่องทางnataphol.comและช่องทางของ ศธ. ได้ โดยส่วนตัวเชื่อว่า น้องๆ อาจไม่ได้คิดที่อยากจะออกไปชุมนุมด้วย เพราะข้อเรียกร้องที่มานั้นได้รับการแก้ไขแล้ว และบางเรื่องก็อยู่ในขั้นตอนดำเนินการ” รมว.ศธ. กล่าว


      นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า ตนได้เน้นย้ำไปยังผู้อำนวยการสถานศึกษาทั่วประเทศ ให้เปิดรับฟังข้อร้องเรียน พร้อมทำความเข้าใจกับน้องๆ อย่างต่อเนื่อง พร้อมเสริมว่า ประเด็นปัญหาสำคัญของประเทศในขณะนี้ คือเรื่องปากท้องของประชาชน และปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งถือเป็นลำดับต้นๆ ที่ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญ และร่วมมือกันแก้ไขอยู่ในขณะนี้ 

      “ดังนั้น ในช่วงนี้ เราควรสร้างโอกาสและข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน ในสถานการณ์ที่ไทยอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกรณีการรับมือจากผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เพราะไทยเป็นประเทศที่อยู่ในลำดับต้นๆ ในการรับมือได้ดีที่สุด ซึ่งนี่คือจุดแข็งของไทย ที่นานาประเทศให้ความชื่นชม”รมว.ศธ. กล่าว

      ศธ.สั่งทุกรร.เปิดรับฟังเสียงเด็ก

       ทั้งนี้ ภายหลังจากนายณัฏฐพลได้มอบนโยบายให้ สพฐ. สั่งการให้โรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ เปิดเวทีเพื่อรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน มีโรงเรียนทั้งสิ้น 1,015 โรงเรียน ใน 47 เขตพื้นที่การศึกษา มีนักเรียนร่วมแสดงความคิดเห็นรวม 29,584 คน โดยแบ่งเป็นเวทีแสดงความคิดเห็นระดับชั้นประถมศึกษาใน 18 เขตการศึกษา 176 โรงเรียน มีนักเรียนร่วมแสดงความเห็น 2,214 คน เป็นเวทีแสดงความคิดเห็นระดับชั้นมัธยมศึกษาใน 29 เขตการศึกษา จำนวน 839 โรงเรียน นักเรียนแสดงความเห็น 27,344 คน รวมถึงโรงเรียนเฉพาะทาง 48 แห่ง ศูนย์การศึกษาพิเศษ 77 ศูนย์ และโรงเรียนสงเคราะห์อีก 52 แห่ง

        โดยประเด็นที่มีการแสดงความเห็นเป็นหัวข้อเดียวกันกับการชุมนุมของเด็กนักเรียนที่ผ่านมา ได้แก่ ปัญหาด้านการเรียนการสอน ที่ยังมีความเหลื่อมล้ำในระบบ การแข่งขันของคุณครูที่ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอน ไม่เห็นด้วยกับการสอบ O-NET เนื่องจากบริบททางการศึกษาของแต่ละโรงเรียนและแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกัน

         ปัญหาด้านเครื่องแบบนักเรียน และทรงผม ปัญหาการใช้พฤติกรรมรุนแรง กลั่นแกล้ง รังแกผู้อื่นทั้งทางวาจาและร่างกาย รวมถึงการปรับปรุงสภาพโรงเรียนให้มีความเหมาะสมมากขึ้น ส่วนการแสดงออกทางความคิดเห็น ต้องการให้ผู้ใหญ่เปิดใจรับฟังความคิดเห็นในมุมที่แตกต่าง เนื่องจากความแตกต่างระหว่างวัย ประสบการณ์ และทัศนคติ

ส่องแคมเปญCSRแนวใหม่ สุดครีเอทีฟจาก กสศ.ช่วยเด็กยากจนพิเศษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ส่องแคมเปญCSRแนวใหม่ สุดครีเอทีฟจาก กสศ.ช่วยเด็กยากจนพิเศษ

ส่องแคมเปญCSRแนวใหม่ สุดครีเอทีฟจาก กสศ.ช่วยเด็กยากจนพิเศษ

16 กันยายน 2563 – 17:55 น.

ส่องแคมเปญCSRแนวใหม่สุดครีเอทีฟจาก กสศ. รวมพลังภาคเอกชนเร่งระดมทุนช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษ จำนวน 100,000 คนทั่วประเทศในโครงการ “มื้อนี้พี่เลี้ยง”

         จากปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 นอกจากจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและภาคธุรกิจโดยรวมแล้วยังสร้างปัญหาทุพโภชนาการให้แก่เด็กยากจนพิเศษราว100,000 คนทั่วประเทศ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จับมือกับภาคเอกชน ร่วมลงมือทำแคมเปญ “มื้อนี้พี่เลี้ยง”

        ซึ่งเป็นแคมเปญระดมทุนภายใต้โครงการพัฒนาระบบอาหารเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้แก่เด็กยากจนพิเศษ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านโภชนาการในระยะยาวให้แก่เด็กยากจนพิเศษทั่วประเทศ เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดหาอาหารเช้าที่ถูกหลักโภชนาการให้กับนักเรียนยากจนพิเศษซึ่งกำลังต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

       แคมเปญCSRที่ชวนให้บริจาคด้วยวิธีการที่แตกต่าง

        ที่ผ่านมาเราได้เห็นภาคเอกชนต่าง ๆ ออกมาทำแคมเปญCSRในรูปแบบต่าง ๆ มากมายแต่โดยส่วนใหญ่จะเห็นการมุ่งเน้นไปที่การจัดกิจกรรมลงพื้นที่ไปช่วยเหลือชุมชนต่าง ๆ แต่ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19อาจจะไม่เหมาะในการทำโครงการCSRแบบเดิมได้ ในขณะที่ยังมีเด็ก ๆ อีกหลายชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19ทำให้อยู่ในสภาวะทุพโภชนาการ และกำลังรอการช่วยเหลือ แคมเปญ “มื้อนี้พี่เลี้ยง” จึงเกิดขึ้นภายใต้โจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการบริจาคหรือแบ่งปันมื้ออาหารให้น้อง ๆ เหมือนเรากำลังเลี้ยงข้าวเพื่อน แฟน หรือครอบครัว อย่างเต็มใจ       

       ร้าน “ทุพโภชนาการ” ในแอปพลิเคชันGrabFood

       การสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ถือเป็นวิถีชีวิตของคนในยุคปัจจุบันไปแล้ว โดยเฉพาะในช่วงล็อคดาวน์ บริษัท แกร็บ ประเทศไทย จำกัด เป็นหนึ่งในภาคเอกชนที่ร่วมมือกับ กสศ.ในการเปิดร้าน “ทุพโภชนาการ” ในแอปฯGrabFoodซึ่งเป็นร้านอาหารเสมือนจริง(Virtual Store)ฉีกรูปกฏการทำCSRในแบบเดิม ๆ ด้วยการใช้ครีเอทีฟไอเดียมาใช้ในการเปิดช่องทางการรับบริจาคให้กับโครงการ “มื้อนี้พี่เลี้ยง” ให้ผู้บริโภคใจบุญที่กำลังมองหาร้านอาหารที่ถูกใจในแอปฯ และอยากจะเลี้ยงอาหารน้อง ๆ เด็กยากจนพิเศษ สามารถกดสั่งเพื่อเปลี่ยนเมนูอาหารที่เด็ก ๆ กลุ่มนี้รับประทานเป็นประจำซึ่งมีสารอาหารไม่ครบถ้วนให้เป็นมื้อเช้าที่ถูกหลังโภชนาการแทน

        นับเป็นการสื่อสารแคมเปญCSRที่ไม่มีแบรนด์ไหนเคยทำมาก่อน ซึ่งนอกจากจะช่วยเปลี่ยนมื้อ “อด” ของน้อง ๆ ให้เป็นมื้ออิ่ม แล้วยังให้ลูกค้าของGrabสามารถแบ่งปันน้ำใจผ่านช่องทางการบริจาคเงินให้กับทางกสศ. เพื่อช่วยเหลือสังคมได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้นอีกด้วย

       เมนูพิเศษเพื่อเด็กยากจนพิเศษจากเกรฮาวด์ คาเฟ่

         หากเรามีโอกาสได้สั่งข้าวเลี้ยงน้อง ๆ เด็กยากจนพิเศษในร้านอาหารดี ๆ สักมื้อคงจะดีไม่น้อย แค่เดินเข้าร้านเกรฮาวด์ คาเฟ่ก็ทำได้เลย เพราะบริษัท เกรฮาวด์ คาเฟ่ จำกัด เป็นอีกหนึ่งในภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมระดมทุนกับกสศ. ในแคมเปญ“มื้อนี้พี่เลี้ยง” ด้วยการทำเมนูพิเศษให้ผู้ที่เข้ามารับประทานอาหารในร้านสามารถเลือกสั่งเมนูพิเศษนี้ เพื่อสมทบทุนมื้อเช้าให้แก่เด็กยากจนพิเศษ เมื่อลูกค้าสั่งอาหารจากเมนูพิเศษดังกล่าว พนักงานเสิร์ฟจะนำจานอาหารเปล่าพร้อมแนบคำขอบคุณจากน้อง ๆ มาเสิร์ฟให้ผู้ร่วมบริจาคถึงโต๊ะ เป็นกิมมิคน่ารัก ๆ ที่ทุกคนต้องประทับใจ      

ทิศทางการทำCSRรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องลงทุนเยอะแต่ใช้แค่ไอเดียในการนำเสนอ

        การทำCSRของGrabFoodและ เกรฮาวด์ นับเป็นการปรับตัวของแบรนด์ในรูปแบบใหม่ในการสื่อสารและทำกิจกรรมเพื่อสังคมโดยไม่ต้องใช้การลงทุนมาก และเป็นการใช้ไอเดียที่น่าสนใจเข้ามานำเสนอและดึงดูดกลุ่มเป้าหมาย ทั้งยังสามารถสร้างการจดจำให้กับลูกค้าของแบรนด์ได้อย่างดีอีกด้วย นับเป็นการปรับเปลี่ยนเทรนด์ในการทำCSRที่สามารถตอบโจทย์สถานการณ์ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ซึ่งในอนาคตเราอาจจะเห็นแบรนด์อื่น ๆ ออกมาสื่อสารแคมเปญเพื่อสังคมในรูปแบบที่แตกต่างออกไปกันมากขึ้น

         ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กที่ยากจนพิเศษจำนวนกว่า100,000คนทั่วประเทศในโครงการ#มื้อนี้พี่เลี้ยง กับกสศ.ผ่านGrabFoodและเกรฮาวด์ คาเฟ่หรือบัญชีธนาคารกรุงไทย ชื่อบัญชี: กสศ.มาตรา6(6)เลขบัญชี:172-0-30021-6

หรือwww.eef.or.thหรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่โทร. 02-079-5475

ส่องแคมเปญCSRแนวใหม่ สุดครีเอทีฟจาก กสศ.ช่วยเด็กยากจนพิเศษ
ส่องแคมเปญCSRแนวใหม่ สุดครีเอทีฟจาก กสศ.ช่วยเด็กยากจนพิเศษ
ส่องแคมเปญCSRแนวใหม่ สุดครีเอทีฟจาก กสศ.ช่วยเด็กยากจนพิเศษ
ส่องแคมเปญCSRแนวใหม่ สุดครีเอทีฟจาก กสศ.ช่วยเด็กยากจนพิเศษ
ส่องแคมเปญCSRแนวใหม่ สุดครีเอทีฟจาก กสศ.ช่วยเด็กยากจนพิเศษ
ส่องแคมเปญCSRแนวใหม่ สุดครีเอทีฟจาก กสศ.ช่วยเด็กยากจนพิเศษ

“ปาล์ม” นศ.ICT ม.มหิดล คว้ารางวัลหนังสั้นต้านการบูลลี่ในโลกไซเบอร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ปาล์ม” นศ.ICT ม.มหิดล คว้ารางวัลหนังสั้นต้านการบูลลี่ในโลกไซเบอร์

"ปาล์ม" นศ.ICT ม.มหิดล คว้ารางวัลหนังสั้นต้านการบูลลี่ในโลกไซเบอร์

16 กันยายน 2563 – 14:10 น.

“ปาล์ม” นศ.ICTม.มหิดล คว้ารางวัลหนังสั้นต้านการบูลลี่ในโลกไซเบอร์ จาก กสทช. ด้วยเรื่อง “Virus” บอกเล่าเรื่องราวการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ เหมือนเชื้อไวรัสที่แพร่ระบาดอยู่ทั่วโลก เปิดผลวิจัย BULLYทางไซเบอร์ทั่วโลกมี 7รูปแบบ

         เมื่อเร็วๆ นี้ นายธนภัทร จำนงรัตน์ หรือ “ปาล์ม” นักศึกษาชั้นปีที่ 2 จาก คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) มหาวิทยาลัยมหิดล คว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 จาก คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งร่วมกับ บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) จัดโครงการประกวดหนังสั้น ผ่านเว็บไซต์เอ็มไทยดอทคอม ภายใต้หัวข้อ ‘CYBERBULLYING?’ เพื่อการใช้สื่อออนไลน์อย่างสร้างสรรค์

        “ปาล์ม” ส่งผลงานหนังสั้น เรื่อง “Virus” เข้าประกวดในชื่อทีม “Palminister” โดยมีความตั้งใจที่จะทำประโยชน์เพื่อสังคมตามความถนัดของตัวเอง ซึ่งก็คือการทำหนังสั้น ในชื่อทีม “Palminister” ที่ตั้งชื่อโดยใช้ชื่อเล่นของตัวเอง บวกกับคำว่า “Prime Minister” หรือ “นายกรัฐมนตรี”

       ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถทำให้เกิด “แรงกระเพื่อม” ในการสะท้อนปัญหาให้เกิด “ความเห็นอกเห็นใจ” และ “ฉุกคิด” เพื่อไม่ให้ “ถูกครอบงำ” จาก “CYBERBULLYING” หรือ “การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์” ซึ่งกำลังกลายเป็นเหมือนเชื้อไวรัสที่แพร่ระบาดอยู่ทั่วโลกในปัจจุบัน

       “ปาล์ม” เล่าว่า ตนและพี่สาวถ่ายทำหนังสั้น เรื่อง “Virus” ในช่วงวิกฤติ Covid-19 ที่ผู้คนส่วนใหญ่ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่บ้าน โดยเป็นการถ่ายทอดผ่านตัวละครเพียงตัวเดียว โดยใช้เฟซบุ๊ก และโปรไฟล์จำลอง

        เพื่อชี้ให้เห็นว่า ท้ายที่สุดแล้วเราทุกคนไม่อยากอยู่ในสังคมที่ไม่มีใครเห็นใจกัน การคิดหรือพูดอะไรออกไปโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่น คือการทำร้ายซึ่งกันและกัน จึงอยากให้ลองคิดว่า ถ้าเกิดคนที่เรากำลังทำร้าย หรือ “BULLY” บูลลี่ อยู่นั้น คือคนที่อยู่ใกล้ตัวเรา เป็นคนที่เรารัก เราจะทำอะไรแบบนั้นกับเขาหรือไม่
 (ติดตามชมหนังสั้นเรื่อง “Virus” ได้ที่ https://video.mthai.com/upclip/ss6/player/MmmZXy?pl=Eq00Yy)
     

           ด้าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์ อาจารย์ประจำสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้วิจัยเรื่อง “ทัศนคติและพฤติกรรมการกระทำความรุนแรงผ่านโลกไซเบอร์ของเยาวชนไทย” กล่าวเสริมว่า เรื่อง “ความเห็นอกเห็นใจกัน” เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหนังสั้นเรื่อง “Virus” สามารถสะท้อนไว้ได้อย่างชัดเจน

       “อยากให้สังคมไทยออกมามองว่า เราจะปล่อยผ่านเรื่อง “การกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์” อย่างนั้นต่อไปอีกไม่ได้แล้ว เพราะว่าถ้าเราไม่ได้ทำอะไรกันอย่างจริงจัง เราจะกลายเป็นสังคมที่ยอมรับ “ความรุนแรง” ไปโดยปริยายจนคุ้นชิน” ผศ.ดร.วิมลทิพย์ กล่าว 

         BULLYทางไซเบอร์ทั่วโลกมี 7รูปแบบ 

       ซึ่งการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ทั่วโลกแบ่งออกเป็น 7 รูปแบบ ได้แก่

      1.การก่อกวน ข่มขู่ คุกคาม

      2.การให้ร้ายใส่ความ การแกล้งแหย่

      3.การเผยแพร่ความลับ

      4.การกีดกันออกจากกลุ่ม

      5.การแอบอ้างชื่อ การสร้างบัญชีปลอม

      6.การขโมยอัตลักษณ์ และ

      7.การล่อลวง

        ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ก็ยังมีกฎหมายอื่นที่พอจะนำมาปรับใช้ได้ เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 ที่ระบุว่า ผู้ใดโพสต์ข้อมูลที่บิดเบือนหรือปลอมแปลง ไม่ว่าจะทั้งหมดหรือบางส่วน หรือให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งคนอื่นสามารถเข้าไปดูข้อมูลนั้นได้ และทำให้ผู้อื่นเสียหาย หรือให้ข้อมูลลามกต่างๆ ทั้งผู้โพสต์และผู้เผยแพร่ส่งต่อจะมีความผิด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

         “ปัจจุบันพบว่าการกลั่นแกล้งรังแก หรือ “BULLY” นั้น เกิดขึ้นกับผู้เสียหายที่มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชั้นประถมศึกษา ซึ่งในบางประเทศมีการรณรงค์กันอย่างจริงจัง โดยจัดให้มี “BULLY FREE ZONE” ณ โรงเรียนทุกแห่ง ซึ่งมีการแสดงสถิติการกลั่นแกล้งและผลของการสอบสวนที่เกี่ยวข้อง โดยมีการรายงานผลต่อสาธารณะ เช่นเดียวกับการแสดงสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งเป็นการยืนยันว่า การกลั่นแกล้งรังแกเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้”

         ผศ.ดร.วิมลทิพย์ กล่าวอีกว่า การเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน คือ การสูญเสียทางกาย แต่การ “BULLY” คือ อุบัติเหตุทางใจ จริงๆ แล้ว “BULLY” เป็นเรื่องของ “เด็กรังแกเด็ก” ซึ่งมีมานานแล้ว โดยมีผู้เกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ “ผู้แกล้ง” “ผู้ถูกแกล้ง” และ “ผู้เชียร์” ซึ่ง “การเล่น” ต่างกับ “การแกล้ง” ตรง “เจตนา” ที่ทำให้ผู้ถูกกระทำเกิด “ความเจ็บปวด” สังคมในโลกยุคดิสรัปชั่นในปัจจุบันมีทั้ง “โลกเสมือนจริง” หรือ “โลกไซเบอร์” และ “โลกในชีวิตจริง” ที่ดำเนินไปอย่างเป็นคู่ขนาน แต่มักพบปัญหาเยาวชนส่วนใหญ่ใช้ชีวิตโดยให้คุณค่ากับ “โลกเสมือนจริง” มากเกินไป

        “หน้าที่ของผู้ใหญ่จึงควรสอนให้เด็กเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง “โลกไซเบอร์” และ “โลกในชีวิตจริง” จึงจะทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตในสองโลกได้อย่างสมดุล และมีความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน” ผศ.ดร.วิมลทิพย์ กล่าวทิ้งท้าย

"ปาล์ม" นศ.ICT ม.มหิดล คว้ารางวัลหนังสั้นต้านการบูลลี่ในโลกไซเบอร์

   ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วิมลทิพย์ มุสิกพันธ์
       "ปาล์ม" นศ.ICT ม.มหิดล คว้ารางวัลหนังสั้นต้านการบูลลี่ในโลกไซเบอร์

  นายธนภัทร จำนงรัตน์ หรือ “ปาล์ม”

ข่าวดี.. “กสศ.”สานฝันขยายเวลาเปิดรับ “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ข่าวดี.. “กสศ.”สานฝันขยายเวลาเปิดรับ “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” 

ข่าวดี.. "กสศ."สานฝันขยายเวลาเปิดรับ "ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ" 

15 กันยายน 2563 – 17:50 น.

ข่าวดี.. กสศ.ขยายเวลาเปิดรับ “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” หวังสร้างโอกาสและเติมเต็มศักยภาพเยาวชนช้างเผือกสายอาชีพ สู่บุคลากรชั้นนำสายอาชีพเพื่อพัฒนาประเทศ ผู้ที่สนใจสามารถสมัครขอทุนถึง 28 ก.ย.นี้  

นางสาวธันว์ธิดา วงศ์ประสงค์ ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมและทุนการศึกษา กสศ. เปิดเผยว่าโครงการ “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” เป็นทุนแรกของประเทศไทยที่เติมเต็มโอกาสให้เยาวชนช้างเผือกสายอาชีวศึกษาที่มีศักยภาพให้ศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ต่อเนื่องปริญญาโทและเอก ในสาขาที่ตอบโจทย์ประเทศ ทั้ง S-Curve New S-Curve และ STEM  เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง โดยเปิดรับสมัคร “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” ปี 2563 จำนวน 67 ทุน ซึ่งในรอบที่ 1 พบว่ามีผู้สนใจสมัครเข้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อโอกาสที่น้องๆ จะสมัครขอรับทุน  

ดังนั้น กสศ. จึงได้ขยายเวลาเปิดรับสมัครในรอบที่ 2 ขอเชิญชวนน้องๆ เยาวชนช้างเผือก ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์  สามารถสมัครขอรับทุนได้ด้วยตัวเอง  รวมถึงสถานศึกษาอาชีวศึกษาสามารถเสนอชื่อศิษย์เก่า หรือสถานศึกษาที่เปิดสอนปริญญาตรีเสนอชื่อศิษย์ปัจจุบันก็เป็นอีกช่องทางสำคัญที่จะช่วยเข้าไปค้นหาเยาวชนช้างเผือกเพื่อสมัครรับทุน ซึ่งตอบโจทย์รัฐบาลที่ให้ความสำคัญ เพราะเป็นสาขาเทคโนโลยีใหม่ ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ

ข่าวดี.. "กสศ."สานฝันขยายเวลาเปิดรับ "ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ" 

นางสาวธันว์ธิดา กล่าวด้วยว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ขอรับทุน คือเยาวชนที่จบการศึกษาระดับ ปวช. หรือ ปวส. อนุปริญญา ในปีการศึกษา 2562 และกำลังเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ในหลักสูตรต่อเนื่องหรือเทียบโอน หรือ 4 ปี ใน 10 สาขาวิชาที่เป็นเป้าหมายหลัก คือ First S-Curve อุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น ยานยนต์สมัยใหม่ , อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ,การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ , เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ  การแปรรูปอาหาร และ New S-Curve อุตสาหกรรมอนาคต เช่น หุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม,การบินและโลจิสติกส์ ,เชื้อเพลิง ,ดิจิทัล และการแพทย์ครบวงจร  รวมถึง สาขาด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ผู้สมัครต้องมีผลการเรียนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 3.00 และอยู่ในลำดับไม่เกินร้อยละ 20 บนของสาขาที่จบการศึกษา ,  มีผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีระดับชาติหรือระดับภาค , ขาดแคลนทุนทรัพย์ โดยมีรายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน ซึ่งนักศึกษา ครู อาจารย์ และสถาบันการศึกษา สามารถสมัครขอทุนได้ตั้งแต่วันนี้ ถึง 28 กันยายน 2563 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ทาง http://www.eef.or.th  โทร.0-2079-5475 กด 4    

“ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” เป็นนามที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทุนนี้เป็นทุนแรกของประเทศไทยที่เติมเต็มโอกาสให้แก่เด็กช้างเผือกสายอาชีพ/อาชีวศึกษา สนับสนุนสร้างกำลังคนสายอาชีพเพื่อพัฒนาประเทศ โดยจากการสำรวจพบว่าเด็กด้อยโอกาสกว่าร้อยละ 80 คาดหวังอยากจะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นหากเด็กกลุ่มนี้ไม่ได้รับทุนการศึกษาก็มีแนวโน้มที่จะหลุดออกนอกระบบ ประเทศไทยจะสูญเสียทรัพยากรที่มีความสามารถไปอย่างน่าเสียดาย สอดคล้องกับข้อมูลเด็กและเยาวชนด้อยโอกาส พบว่ามีโอกาสศึกษาต่อระดับสูงเพียงร้อยละ 5 หรือ 8,000 คนต่อรุ่นเทียบกับค่าเฉลี่ยของประชากรประเทศที่มีโอกาสถึงร้อยละ 30 เยาวชนช้างเผือกที่เป็นกลุ่มนักเรียนยากจน ต่างก็มีความฝันและมีศักยภาพ ดังนั้น “ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ” จึงเป็นการสานฝันและส่งเสริมเยาวชนสายอาชีพ/อาชีวศึกษาให้ได้เรียนต่อในระดับปริญญาตรีและต่อเนื่องไปจนถึงปริญญาโทและเอก โดยไม่มีข้อผูกมัด ทุนจะครอบคลุมตั้งแต่ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าสนับสนุนโครงการและงานวิจัย รวมถึงค่าใช้จ่ายรายเดือน” นางสาวธันว์ธิดา กล่าว   
     

ข่าวดี.. "กสศ."สานฝันขยายเวลาเปิดรับ "ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ" 

ขณะที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปานเพชร  ชินินทร  ผู้ทรงคุณวุฒิ กสศ. กล่าวว่า ทุนนี้เป็นเหมือนการเติมเต็มให้กับนักศึกษาอาชีวะที่มีเส้นทางในการเรียนต่อระดับอุดมศึกษา ให้ได้ศึกษาต่อในสาขาสนใจ ประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและช่วยเหลือสังคมได้ กสศ. จะให้ทุนในระดับปริญญาตรีและส่งให้เรียนต่อจนถึงระดับปริญญาเอก ตามความสามารถในการเรียนซึ่งแตกต่างจากทุนอื่นๆ อย่างไรก็ตาม จากการคัดกรองเด็กในรอบแรก เราเห็นสภาพเด็ก เห็นความยากจน เช่น เด็กคนหนึ่งเรียนคณะวิศวกรรมไม่มีทุนเรียน แม้จะกู้ กยศ. แต่ก็ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่าย เขาต้องเก็บเศษขวดตามหอพักไปขาย เสาร์-อาทิตย์ต้องไปช่วยพ่อแม่ทำไร่นา ตัดหญ้าเป็นอาชีพเสริม เพื่อหาเงินมาเป็นทุนในการเล่าเรียน เขาพยายามทุกทางเพื่อที่จะได้เรียน กว่าจะได้เรียนก็แทบแย่      

“กสศ.จะคอยชี้แนะแนวทางและประคองช่วยเหลือให้เขาไปตลอดรอดฝั่ง และเห็นประโยชน์จากทุนที่เขาได้รับ สู่เป้าหมายปลายทาง คือการสร้างบุคลากรชั้นนำสายอาชีพให้กับประเทศ เนื่องจากประเทศไทยต้องการกำลังคนสายอาชีพ แม้ว่าจำนวนทุนจะไม่มาก ซึ่งในปีนี้มี 67 ทุน แต่เชื่อว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการศึกษา การลดความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการสร้างกำลังคนสู่การพัฒนาประเทศได้อย่างเต็มศักยภาพ เราจะมีบุคลากรที่มาจากสายอาชีวศึกษาจริงๆ” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปานเพชร  กล่าว 

ข่าวดี.. "กสศ."สานฝันขยายเวลาเปิดรับ "ทุนพระกนิษฐาสัมมาชีพ" 

“จุฬา-ใบยา” เดินหน้าประกาศความสำเร็จ วัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จุฬา-ใบยา” เดินหน้าประกาศความสำเร็จ วัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช

"จุฬา-ใบยา" เดินหน้าประกาศความสำเร็จ วัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช

11 กันยายน 2563 – 21:35 น.

“จุฬา-ใบยา” เดินหน้าประกาศความสำเร็จ วัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช

           จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการที่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาสังคม Chula The Impact ครั้งที่ 1 ในหัวข้อ “จุฬาฯ – ใบยาวัคซีน นวัตกรรมไทย ไขวิกฤติ Covid-19” นำเสนอความก้าวหน้าการผลิตวัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช โดย “ใบยา ไฟโตฟาร์ม” บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ได้รับการบ่มเพาะจาก CU Innovation Hub เมื่อวันศุกร์ที่ 11 กันยายน 2563 ณ เรือนจุฬานฤมิต

"จุฬา-ใบยา" เดินหน้าประกาศความสำเร็จ วัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช

        ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์

       โดยมี ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวเปิดงานและแสดงวิสัยทัศน์ด้านนโยบายนวัตกรรมขับเคลื่อนสังคมของจุฬาฯ และได้รับเกียรติจาก นพ.นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทและการสนับสนุนศักยภาพการผลิตวัคซีนในประเทศไทย”

"จุฬา-ใบยา" เดินหน้าประกาศความสำเร็จ วัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช

 ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา

       ภายในงานเสวนามีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญร่วมเสวนาคับคั่ง ประกอบด้วย ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดีจุฬาฯ ศ.นพ.ธีรวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ และ CEO & Co Founder บริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด ผู้ร่วมคิดค้นวัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืชตระกูลยาสูบ ดำเนินรายการโดย อ.ภก.ดร.วีระพงษ์ ประสงค์จีน คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ      

          ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ ผู้ร่วมคิดค้นวัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช กล่าวถึงความคืบหน้าของวัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืชตระกูลยาสูบ สปีชีส์ “N. benthamiana” ผลงานจากบริษัท ใบยา ไฟโตฟาร์ม จำกัด สตาร์ทอัพสัญชาติไทยที่ได้รับการบ่มเพาะจากศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub : CUI) ที่กำลังพัฒนาวัคซีนต้นแบบทั้งสิ้น 6 ชนิด ว่าขณะนี้วัคซีนต้นแบบชนิดแรก “Baiya SARS-CoV-2 Vax 1” ได้นำไปฉีดในสัตว์ทดลองและดำเนินการเสร็จสิ้นในขั้นตอนของการทดลองในสัตว์ทดลองทั้ง 2 ชนิด ได้แก่ หนูขาวและลิง ซึ่งผลที่ได้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ สามารถกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์ทดลองทั้ง 2 ชนิดได้ในปริมาณสูงจากการฉีดวัคซีนเพียง 2 ครั้ง

"จุฬา-ใบยา" เดินหน้าประกาศความสำเร็จ วัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช

       โดยขั้นตอนต่อจากนี้ จะมีการทดสอบวัคซีนในหนูอีกครั้ง เพื่อทดสอบความเป็นพิษหรือผลข้างเคียงต่ออวัยวะต่างๆ โดยละเอียด จากการทดสอบดังกล่าวทำให้จะสามารถกำหนดปริมาณและขนาดของวัคซีนที่จะนำไปใช้ศึกษาในมนุษย์ต่อไปได้ ทั้งนี้จะมีการตรวจสอบภูมิคุ้มกันของลิงหลังจากได้รับวัคซีนไปแล้ว 6 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าลิงยังคงมีแอนติบอดีต่อเชื้อ Covid-19 อยู่หรือไม่ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าวัคซีนดังกล่าวนี้ สามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ในระยะยาวได้เป็นผลสำเร็จ

"จุฬา-ใบยา" เดินหน้าประกาศความสำเร็จ วัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา เตชคุณวุฒิ

      ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา กล่าวว่า ตอนนี้เราผ่านการทดสอบในหนูและในลิงแล้ว พบว่าผลการทดสอบสามารถที่จะกระตุ้นภูมิคุ้มกันและได้ผลค่อนข้างดี เทียบกับวัคซีนที่ผลิตในต่างประเทศได้ ในขั้นตอนต่อไปก็ต้องมาดูว่าลิงที่เราฉีดวัคซีนให้ ภูมิคุ้มกันลดลงหรือไม่ และทำ Challenge คือการฉีดไวรัสแล้วดูว่าจะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้หรือไม่ รวมถึงทดสอบในหนูแฮมสเตอร์ด้วย สุดท้ายจะทำการทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง โดยใช้สัตว์ทดลองจำนวนมาก แล้วดูว่าตัววัคซีนกระจายไปในส่วนไหนบ้างในร่างกาย มีลักษณะที่เป็นพิษเกิดขึ้นหรือไม่ ก่อนที่จะผลิตในระดับอุตสาหกรรม ภายใต้มาตรฐานที่ได้รับ GMP แล้วจึงทำการทดสอบในมนุษย์ต่อไป

 “เราเดินหน้าพัฒนาวัคซีน เพราะรู้ว่าเป็นเรื่องที่รอไม่ได้และมีความจำเป็นมากในเวลานี้ และนี่คือสาเหตุ ที่เราดำเนินการโดยไม่ได้รองบประมาณช่วยเหลือ รัฐบาลได้ให้ความช่วยเหลือผ่านสถาบันวัคซีนแห่งชาติ มีการประสานงานเรื่ององค์ความรู้ การทดสอบ และการประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งเรายินดีที่จะทำงานกับ ทุกภาคส่วนเพื่อจะทำให้คนไทยได้มีวัคซีนใช้” ผศ.ภญ.ดร.สุธีรา กล่าวในที่สุด

     "จุฬา-ใบยา" เดินหน้าประกาศความสำเร็จ วัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล

      ด้าน ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดีจุฬาฯ เปิดเผยว่า ทุกขั้นตอนของการพัฒนาวัคซีนนั้น ได้มีการวางแผนหารือร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ องค์การอาหารและยา (อย.) และคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ เพื่อให้ได้รับการรับรองอย่างถูกต้องตามมาตรฐานที่สามารถใช้เพื่อการวิจัยในมนุษย์ ระยะที่ 1 สำหรับขั้นตอนต่อไปนั้นอยู่ในระหว่างการเจรจาจัดหาโรงงานผลิตวัคซีนที่ได้มาตรฐาน ซึ่งหากบรรลุข้อตกลงจะนำไปสู่การพัฒนาโรงงานผลิตวัคซีนจากใบพืชแห่งแรกของประเทศไทยและอาเซียน

        "จุฬา-ใบยา" เดินหน้าประกาศความสำเร็จ วัคซีนป้องกัน Covid-19 จากใบพืช นพ.นคร เปรมศรี

      “ที่ศูนย์วิจัยไพรเมท อ.แก่งคอย จ.สระบุรี มีการเตรียมห้องแล็บที่เรียกว่า ABSL3 (Animal Bio-Safety Level 3) ซึ่งต้องใช้ความปลอดภัยสูงมาก โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล สถาบันวัคซีนแห่งชาติ และงบประมาณส่วนหนึ่งจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อรองรับการทดลองและการทำ Challenge เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าในลิงนั้นมีการตอบสนองได้ดีแค่ไหน ปลอดภัยหรือไม่ สำหรับองค์ความรู้ที่ได้รับจากการผลิตวัคซีนของต่างชาติ เราอาจจะนำองค์ความรู้เหล่านั้นมาเร่งพัฒนาและทดสอบวัคซีนของเรา เราคงจะหวังพึ่งวัคซีนจากต่างชาติได้ยากมาก เพราะสถานการณ์โควิด-19 ในต่างประเทศหนักหนากว่าบ้านเรา เราหวังพึ่งพิงด้านองค์ความรู้ เพื่อมาช่วยเร่งการพัฒนาวัคซีน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของวัคซีน mRNA ของ ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม หรือวัคซีนจากใบยา ซึ่งถ้าเราทำได้เร็วขึ้น และมีโรงงานผลิตที่ได้รับมาตรฐาน ก็จะตอบโจทย์ในการป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับคนไทยได้เร็วที่สุดครับ” ศ.นพ.ดร.นรินทร์ กล่าวสรุป

จากครูผู้ให้ กลายเป็นเรือ(รับ)จ้าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จากครูผู้ให้ กลายเป็นเรือ(รับ)จ้าง 

จากครูผู้ให้ กลายเป็นเรือ(รับ)จ้าง 

11 กันยายน 2563 – 18:15 น.

จากครูผู้ให้ กลายเป็นเรือ(รับ)จ้าง  หากสังคมไม่ยอมเปลี่ยน อาจจะมีสักวันที่คำว่า “ครู” จะหายไป ??? บทวิเคราะห์ โดย….ชัยวัฒน์ ปานนิล

          ในอดีต ครู คือ ผู้เสียสละ ผู้ให้ ผู้สั่งสอน เปรียบได้กับ พ่อ แม่ คนที่สอง เป็นผู้โอบอุ้มศิษย์ สนับสนุน ส่งเสริมให้นักเรียนของตนได้รับความรู้ ทุ่มเทในการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนของตน พ่อ แม่

         อ่านข่าว : นายกฯ ส.บ.ม.ท.ถามครูทั่วประเทศ ยอมได้มั๊ย ลดสถานะ “ครู”เป็นแค่”ติวเตอร์”

          และผู้ปกครองต่างยกย่องและไว้วางใจ ฝากอนาคตของลูกหลานไว้กับครูได้อย่างวางใจ ในยุคนั้นอาชีพครูเป็นอาชีพที่มีค่าตอบแทนน้อย ถึงขั้นราชการต้องหยุดเรียนช่วงปิดภาคเรียนให้ตรงกับฤดูทำนาเพื่อให้ครูได้หยุดทำอาชีพเสริมจากการเกษตร

        ยุคสมัยเปลี่ยนไป ภาพจำดังกล่าว เลือนหายไป ครูถูกยึดไม้เรียว ครูถูกห้ามไม่ให้ลงโทษเด็ก สังคมที่เปลี่ยนไป การไหลเวียนของข่าวสารเร็วขึ้น อาจจะเปรียบได้ว่าเป็นยุคที่คนเรามีหูทิพย์ ตาทิพย์ แล้วก็เป็นได้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นที่ไหนเราจะรู้ได้ในไม่กี่นาที

        ภาพของครูที่ปรากฏในสื่อเปลี่ยนไปเร็วมาก ครูในรูปลักษณ์ ต่าง ๆ ถูกนำเสนออย่างมากมายและบ่อยครั้งที่เป็นภาพที่ไม่ดี ด้วยเหตุที่มีครูจำนวนมากในประเทศ ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ ข้าราชการครูสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น

        ถ้านับจากอดีต ที่ข้าราชการครูเริ่มรับราชการจาก ตำแหน่ง ครู1 สังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด เงินเดือนไม่กี่ร้อยบาท บางแห่งไม่มีแม้แต่โรงเรียนต้องอาศัยศาลาวัดทำการสอน    

         ปัจจุบัน ครู มีค่าตอบแทนเพิ่มมากขึ้น ได้รับการยอมรับเป็นอาชีพชั้นสูงที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพ กลายเป็นอาชีพที่หมายปองของหลายๆ คน แม้จะมีการแข่งขันที่สูงในการสอบเข้ารับราชการ การเรียนที่ยาวนานถึง 5 ปี

         แต่ก็ยังเป็นอาชีพยอดฮิตของนักเรียน ม.ปลาย จากการที่เงินเดือน และค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น จะพูดได้หรือไม่ว่า ทำให้ครูเปลี่ยนไป จากครูที่เป็นผู้ให้ กลายเป็นครูที่เป็นผู้รับ มีค่าตอบแทน จากอดีตที่ทำด้วยใจ กลายเป็นว่าทำเพราะค่าตอบแทน

         การแข่งขันที่สูงขึ้นในเรื่องของผลการเรียน นักเรียนจำเป็นต้องแข่งกันเรียน เพื่อให้ได้เข้าเรียนในสถานศึกษาหรือสถานบันที่มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับในระดับแนวหน้าของประเทศ 

          อาจจะพูดได้ว่า ในปัจจุบัน ครู เป็นเพียงลูกจ้างของรัฐที่รับเงินเดือนและค่าตอบแทน มาปฏิบัติหน้าที่การสอน นักเรียนก็คือ ลูกค้า ที่เข้ามารับความรู้ ตามความต้องการของผู้ปกครอง

         ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป สถานการณ์เปลี่ยนไป ทำให้สถานภาพเปลี่ยนไป อาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้เห็น ได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ในเรื่องการการไม่ลงกันทางด้านความคิดและการปฏิบัติระหว่าง ครู กับ นักเรียน ไม่แน่ว่าในอนาคตอีกไม่นาน คำว่า ครู อาจจะเลือนหายไปมีแค่คำว่า ติวเตอร์ หรือ บุคคลที่ได้รับว่าจ้างให้การศึกษาแก่ผู้อื่น เข้ามาแทนที่ก็เป็นได้  

มิตรในยามยาก…ทูตสวิสหนุน ศธ. ดันหลักสูตร”นาฬิกา-การโรงแรม” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มิตรในยามยาก…ทูตสวิสหนุน ศธ. ดันหลักสูตร”นาฬิกา-การโรงแรม”

มิตรในยามยาก...ทูตสวิสหนุน ศธ. ดันหลักสูตร"นาฬิกา-การโรงแรม"

9 กันยายน 2563 – 17:55 น.

รมว.ศธ.หารือทูตสวิส ร่วมผลักดันศูนย์ความเป็นเลิศอาชีวศึกษา​ ในสาขาที่สวิสมีความเชี่ยวชาญ ประเดิมหลักสูตรการโรงแรมและการบริการ เริ่มเปิดก่อน 1-2 แห่ง พร้อมหนุนเชื่อมต่อหลักสูตรอาชีวะช่างเทคนิคนาฬิกา เล็งขยายผลศูนย์ความเป็นเลิศหลักสูตรอื่นในระยะต่อไป

           นาย​ณัฏ​ฐ​พล​ ที​ป​สุวรรณ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ ให้การต้อนรับ นางเฮเลเนอ บุดลีเกอร์ อาร์ทิเอดา (H.E. Mrs. Helene Budliger Artieda) เอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ก.ย.2563 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน ยังได้หารือถึงความร่วมมือด้านการศึกษา โดยมี นางปัทมา วีระวานิช รองเลขาธิการ​คณะกรรมการ​การ​อาชีวศึกษา​ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมด้วย ณ ห้องดำรงราชานุภาพ กระทรวงศึกษาธิการ​

         หลังเสร็จสิ้นการาหรือ นายณัฏฐพล เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวง​ศึกษาธิการได้​บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการบริหารจัดการและอำนวยความสะดวกให้ครูต่างชาติเดินทางกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทย ภายใต้สถานการณ์​การแพร่ระบาดของ COVID-19​ พร้อมสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และมาตรการด้านต่าง ๆ

        “ขณะนี้สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ​ได้เปิดทำการเรียนการสอนแบบเต็มรูปแบบมานานกว่า 1 เดือน ซึ่งสถานศึกษา​ก็สามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี”นายณัฏฐพล กล่าว

       นายณัฏฐพล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการ​ ใช้วิกฤตนี้ให้เป็นโอกาสในการปฏิรูป​การศึกษาไปในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะการยกระดับการอาชีวศึกษา​ให้มีความเข้มแข็ง ซึ่งในส่วนของประเทศสวิตเซอร์แลนด์​นั้น เขาก็มีหน่วยงานอาชีวะชื่อ Swiss Education ​Group​ ซึ่งดำเนินงานเกี่ยวกับการอบรม และพัฒนาบุคลากรด้านอาชีวศึกษา​ ซึ่งรวมถึงหลักสูตรด้านการโรงแรมและการบริการ ที่จะสอดคล้องกับการพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศอาชีวศึกษา​ (Excellence Center) ที่สำนักงานคณะกรรมการ​การ​อาชีวศึกษา​ กำลังดำเนินการอยู่ 

        “ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง หากทางสวิตเซอร์แลนด์​ จะเข้ามาช่วยพัฒนาหลักสูตรด้านการโรงแรมและการบริการ โดยจะเริ่มเปิดทำการเรียนการสอนในสถาบันการอาชีวศึกษา​ จำนวน 1-2 แห่ง และวางแนวทางการขยายผลศูนย์ความเป็นเลิศในระยะต่อไป” นายณัฏฐพล กล่าว

        ด้านเอกอัครราชทูตสมาพันธรัฐสวิสประจำประเทศไทย​ กล่าวว่า สวิตเซอร์แลนด์​มีความเชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรม และพัฒนาบุคลากรและนักเรียนอาชีวศึกษา​ โดยได้พัฒนาหลักสูตร Technical Vocational Education and Training (TVET) ซึ่งเป็นการฝึกอบรมด้านเทคนิคและการอาชีวศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพให้กับนักเรียนอาชีวะอย่างรอบด้าน

มิตรในยามยาก...ทูตสวิสหนุน ศธ. ดันหลักสูตร"นาฬิกา-การโรงแรม"

          โดยนักเรียนสามารถนำทักษะเหล่านี้ มาปรับใช้ในการปฏิบัติ​งาน​จริง รวมถึงการดำรงชีวิตในยุคปัจจุบัน จึงถือเป็นหลักสูตรที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ตลอดจนได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนในการร่วมพัฒนาการเรียนการสอนและจ้างคนเข้าทำงาน

        นางเฮเลเนอ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศอาชีวศึกษา​ (Excellence Center) ของกระทรวงศึกษาธิการ​ มีความสอดคล้องกับการจ้างงานบริษัทสัญชาติสวิสในประเทศไทย ที่ต้องการกำลังคนเฉพาะด้านเข้าไปทำงาน เช่น ธุรกิจการทำนาฬิกา เป็นต้น

          “ดิฉันจึงยินดีที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และผู้เชี่ยวชาญกับประเทศไทย เพื่อร่วมกันจัดการศึกษาที่มีความยืดหยุ่น” นางเฮเลเนอ กล่าว

           อย่างไรก็ตาม วิกฤต COVID-19​ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวสวิสในประเทศไทยลดลง และประสบปัญหาเกี่ยวกับการเดินทางกลับเข้าประเทศไทยของครูชาวสวิส โดยครูชาวสวิสพร้อมที่จะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ และมาตรการด้านสาธารณสุขในการเดินทางเข้าประเทศไทย

มิตรในยามยาก...ทูตสวิสหนุน ศธ. ดันหลักสูตร"นาฬิกา-การโรงแรม"
มิตรในยามยาก...ทูตสวิสหนุน ศธ. ดันหลักสูตร"นาฬิกา-การโรงแรม"
มิตรในยามยาก...ทูตสวิสหนุน ศธ. ดันหลักสูตร"นาฬิกา-การโรงแรม"

เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่..โหวตหนุน80% ยกเลิกการสอบ O-NETทั้งหมด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่..โหวตหนุน80% ยกเลิกการสอบ O-NETทั้งหมด

เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่..โหวตหนุน80% ยกเลิกการสอบ O-NETทั้งหมด

9 กันยายน 2563 – 16:15 น.

เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่..เมื่อ “ณัฏฐพล”ตอบรับข้อเรียกร้องของ “กลุ่มนักเรียนเลว” เปิดช่องทางแสดงความคิดเห็นไว้สำหรับทุกคน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาไทย ประเดิมด้วยการเปิดโหวตห้วข้อ”เห็นด้วยไหม กับยกเลิกการสอบ O-NET?”ปรากฏว่า 80% หนุนยกเลิกทั้งหมด

         ปรากฏการณ์  เมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคม 2563 นักเรียนในนาม “กลุ่มนักเรียนเลว” บุกกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเวทีปราศัยเรียกร้องให้ “นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.)ลาออก หากไม่สามารถพัฒนาระบบการศึกษาได้ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ครูตามโรงเรียน ต่างหยุดปิดกั้นการแสดงออกของนักเรียน ในการทำกิจกรรมต่างภายในโรงเรียน

         เหตุการณ์ครั้งนั้น “นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ” ออกมาพบกับกลุ่มนักเรียน ในนามกลุ่มนักเรียนเลว ที่มาชุมนุมด้านหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถนนราชดำเนิน กรุงเทพมหานคร

          แต่ถูกแกนนำที่ปราศรัยอยู่บนเวที ให้นายณัฏฐพล ไปต่อแถวด้านหลังนักเรียน ยาวประมาณ 100 เมตร โดยนักเรียนที่ปราศรัยบนเวทีระบุว่า “มาหลังก็ต้องต่อแถว ตามที่สอนนักเรียน” ทำให้นายณัฐพล ต้องเดินฝ่ากองทัพนักข่าว และ กลุ่มมวลชน ที่ไม่ใช่นักเรียน เป่านกหวีด พร้อมโห่ไล่ ด้วยคำหยาบคาย

         “นายณัฐพล”ลงไปนังจับเข่าคุยกับเด็กนักเรียน กว่า20นาที พร้อมติดโบสีขาว ที่เด็กยื่นให้ แต่ไม่ยอมรับนกหวีดโดยบอกว่า “ที่บ้านมีนกหวีดเยอะเเล้ว” ขณะที่บางส่วนเป่านกหวีดใส่และโห่ไล่ตลอดเวลา

         ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ครั้งนั้น จบลงด้วยดี “นายณัฐพล ทีปสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับเสียงชื่นชมจากสื่อหลายสำนักว่า”ใจถึง” และมีสปิริตแรงกล้า แต่อีกมุมหนึ่งได้ทิ้งบาดแผลในใจบุคลลที่ “กลุ่มนักเรียนเลว” กล่าวพาดพิง ไม่ว่าจะเป็น “ครู  และพ่อแม่”

         แต่การมาของ “กลุ่มนักเรียนเลว” ครั้งที่ 2 เป็นการขอ “นัดดีเบต” กับ “ครูตั้น”นายกณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศธ. แม้ “ครูตั้น” ยอมขึ้นเวทีโต้ตอบคำถามของนักเรียน แต่ในครั้งนี้รมว.ศธ.ออกตัวว่า “ไม่ใช่การดีเบต” เนื่องจากข้อเรียกร้องของนักเรียนเป็นสิ่งที่เขาก็เห็นด้วยเหมือนกัน และอยู่ในขั้นตอนของการขับเคลื่อน ขณะที่บางเรื่องก็ได้ดำเนินการไปแล้ว 
           อ่านข่าว  : รมว.ศธ.ยันไม่ดีเบตกลุ่ม”นักเรียนเลว”

         ครูตั้นสรุป10 ข้อ “กลุ่มนักเรียนเลว”จะไม่ทน

 มีดังนี้…

1.ทรงผมของนักเรียน

2.การแต่งกายชุดนักเรียน

3.ความหลากหลายทางเพศ

4.การคุกคามทางเพศในโรงเรียน

5.ภาวะงานครูที่มีมากเกินไป

6.ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

7.หลักสูตรภาษาต่างประเทศ

8.ปรับหลักสูตรการศึกษา

9.ยกเลิกสอบO-net

10.เปิดช่องทางการแสดงความคิดเห็น

         อ่านข่าว: เปิด 10 ข้อ “กลุ่มนักเรียนเลว” จะไม่ทน

         ดูเหมือนว่า ข้อเรียกร้องข้อ 9 ยกเลิกสอบO-net และข้อ10 เปิดช่องทางการแสดงความคิดเห็น  ของกลุ่มนักเรียนเลว  ได้รับการตอบรับจาก“นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศธ. แล้ว 

         “กระทรวงศึกษาธิการ มีช่องทางที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น ทำแบบสอบถาม หรือรับทราบข้อมูลต่าง ๆ ของนักเรียนได้ รวมถึงเปิดช่องทางให้เข้ามาพบผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันสามารถรับทราบข้อมูลแล้ว และเห็นว่าหลายโรงเรียนมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางผ่านสภานักเรียน

          ถือเป็นโอกาสที่จะปฏิรูปการศึกษา จากข้อคิดเห็นของทุกคนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป เพื่อร่วมกันผลักดันการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าได้อย่างเข้มแข็ง”นายณัฏฐพล ระบุ        

           ล่าสุด ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ  เวบไซด์  www.nataphol.com ใช้ข้อความ Cover ปกว่า “เรื่องนี้ถึงหูครูตั้นแน่” พร้อมภาพประกอบ และแจ้งวัตถุประสงค์ของเว็บไซด์ www.nataphol.com

           ช่องทางที่เปิดแสดงความคิดเห็น เตรียมไว้สำหรับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาไทยนะครับ http://www.nataphol.com​ คุณครูก็มาแสดงความคิดเห็นได้และอยากให้มาเสนอแนะครับ คุณครูคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน ในช่วงเวลาที่การศึกษาเปราะบาง ร่วมมือกัน ช่วยกันสร้างลูกหลานเราให้เข้มแข็ง แข่งขันได้ มีความคล่องตัว ปรับตัวได้ตามสถานการณ์นะครับ      

          เวบไซด์ http://www.nataphol.com  ประเดิมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในโหวตการแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ  

       เห็นด้วยไหม กับยกเลิกการสอบ O-NET ?

       ปรากฏว่า เมื่อวันที่  9 กันยายน 2563 เมื่อเวลา 15.29 น.มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมากดังนี้

       ไม่เห็นด้วยที่จะยกเลิก  9% (1,132 votes)

       เห็นด้วยที่จะยกเลิกทั้งหมด  80%(10,035 votes)

       เห็นด้วยที่จะยกเลิกบางระดับชั้น  11% (1,426 votes)

            นายณัฏฐพล กล่าวว่าได้มีการเรียกประชุมเพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการสอบ O-NET ในปีนี้ เพราะปีนี้เป็นปีที่การศึกษาไม่เท่าเทียมกันทั้งประเทศ จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ทำให้บางโรงเรียนเปิดสอบปกติได้ แต่บางโรงเรียนต้องสลับวันหรือเวลามาเรียน ทำให้ไม่สามารถที่จะทดสอบผู้เรียนในมาตรฐานเดียวกันได้

           “ขณะเดียวกันในอนาคต 6-7 เดือนข้างหน้า ก็ไม่ทราบว่าจะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นอีก เช่น อาจจะมีการระบาดของโรคซ้ำ จนส่งผลกระทบต่อการเปิดหรือปิดโรงเรียน ยิ่งทำให้ความพร้อมหรือความเท่าเทียมกันในการศึกษาต่างกันมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่กำลังพิจารณาถึงความจำเป็นในการสอบ O-NET ของปีนี้”  นายณัฐพล กล่าว

   ขอบคุณที่มา  :  https://www.nataphol.com/?show-result=yesซ

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ” เป็นศาสตราจารย์ แล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ” เป็นศาสตราจารย์ แล้ว 

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง "พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ" เป็นศาสตราจารย์ แล้ว 

7 กันยายน 2563 – 15:40 น.

ประกาศราชกิจจานุเบกษา โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง “พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ-มานพ ชูนิล-ปรัชญนันท์ นิลสุข-เมธีพจน์ พัฒนศักดิ์” เป็นศาสตราจารย์

         เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งศาสตราจารย์(ศ.) ความว่า มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งพนักงานมหาวิทยาลัยสังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาต่าง ๆ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์รวม 4 ราย ดังนี้

         1.รองศาสตราจารย์พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ สังกัดคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชารัฐศาสตร์ สังกัดคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2561

       2.รองศาสตราจารย์มานพ ชูนิล สังกัดคณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาจิตวิทยา สังกัดคณะศิลปศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2561

      3.รองศาสตราจารย์ปรัชญนันท์ นิลสุข สังกัดคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาครุศาสตร์สังกัดคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2561

         4.รองศาสตราจารย์เมธีพจน์ พัฒนศักดิ์ สังกัดคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์ ในสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าสังกัดคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2562

        ประกาศณ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2563

        ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

        ดอน ปรมัตถ์วินัย

        รองนายกรัฐมนตรี

      (คลิกอ่านต้นฉบับ)

เปิด 10 ข้อ “กลุ่มนักเรียนเลว” จะไม่ทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิด 10 ข้อ “กลุ่มนักเรียนเลว” จะไม่ทน

เปิด 10 ข้อ "กลุ่มนักเรียนเลว" จะไม่ทน

7 กันยายน 2563 – 01:05 น.

เปิด 10 ข้อ “กลุ่มนักเรียนเลว” จะไม่ทน นั้น “ณัฏฐพล” แจกแจงประเด็นข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียน พบว่าร้อยละ95 ข้อเรียกร้องต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับด้านคุณภาพการศึกษาทุกเรื่อง

       ปรากฏการณ์เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2563 กลุ่มนักเรียนเลว นัดดีเบต กับ “เดอะตั้น” นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) แต่ “เสมา1”  แจกแจงผ่านสื่อว่าไม่ใช่การ “ดีเบต” เพราะมองว่าการดีเบตกัน เป็นเรื่องของคนที่เห็นต่างแล้วมาเสนอข้อมูลในด้านของตนเอง

     อ่านข่าว : “ณัฏฐพล” ขึ้นเวทีดีเบต” กลุ่มนักเรียนเลว”ชุมนุม 3 ข้อเรียกร้อง 1เงื่อนไข

     “แต่ในวันนี้ขอยืนยันว่ากระทรวงศึกษาธิการ.ไม่ได้เห็นต่างกับข้อเรียกร้องในการปฏิรูปการศึกษา เพียงแต่บางเรื่องต้องใช้เวลา และยินดีที่จะพูดคุยรับฟัง เพื่อให้ทุกฝ่ายมีความพร้อมในการปรับตัว ให้การศึกษาไทยเดินหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง”นายณัฏฐพล ระบุ

       ว่ากันว่า หลายอย่างที่เห็นตรงกัน ระหว่าง”รมว.ศธ.” กับกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “นักเรียนเลว” นั้นพบว่าร้อยละ 95 ข้อเรียกร้องต่าง ๆ เกี่ยวข้องกับด้านคุณภาพการศึกษาทุกเรื่อง อีกทั้งเป็นปมที่สะสมมายาวนาน สรุปได้ 10 ข้อพร้อมข้อเท็จจริงที่ “เสมา1” ได้แจกแจงควบคู่กัน ดังนี้ 

        1.ทรงผมของนักเรียน

        กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ได้ยกเลิกระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน ข้อ 7 โดยให้ผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้ตัดสินใจว่านักเรียนควรไว้ผมอย่างไรจึงจะเหมาะสม แต่ให้คงความสะอาดและเรียบร้อยไว้ ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถแสดงเสรีภาพในการไว้ทรงผม และรักษาความสะอาด ควบคู่กันไปด้วย

        2.การแต่งกายชุดนักเรียน

        ขณะนี้ทั่วโลกยังมีการแต่งกายในชุดยูนิฟอร์มของนักเรียนอยู่ จึงถือเป็นเรื่องที่ยังไม่มีความจำเป็นที่จะนำเรื่องนี้มาเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการแก้ไขปัญหา แต่ในอนาคตหากจะมีการเปลี่ยนแปลง อาจต้องมาทำความเข้าใจกันก่อน เพราะว่าการใส่ชุดนักเรียนยังมีประโยชน์อยู่ เช่น เรื่องของการรักษาความปลอดภัยให้นักเรียน

        ทั้งนี้ประเทศไทยยังไม่พร้อมที่จะให้เรียนแต่งกายตามอิสระ ขณะเดียวกันมีการทำแบบสอบถามนักเรียน พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังอยากใส่ชุดนักเรียนอยู่ และให้ความเห็นเพิ่มเติมว่าหากไม่มีการใส่ชุดนักเรียน จะยิ่งเพิ่มความเหลื่อมล้ำในโรงเรียนมากขึ้น เช่น อาจจะมีการแข่งขันแต่งตัวกันด้วย  

        3.ความหลากหลายทางเพศ

        ขณะนี้รัฐบาลได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต ไปแล้ว และอยู่ในกระบวนการแก้ไขกฎหมายเพิ่มเติมในขั้นตอนของสภาผู้แทนราษฎร แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเริ่มมีความเข้าใจถึงความสำคัญเกี่ยวกับความหลากหลายทางเพศ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังต้องใช้เวลาสำหรับขั้นตอนต่าง ๆ ขณะที่ ศธ.ได้ยอมรับและเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศในโรงเรียนเป็นอย่างดี และพร้อมจะรับฟังความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวจากทุกฝ่าย

        4.การคุกคามทางเพศในโรงเรียน

        ขณะนี้ ศธ. จัดตั้ง “ศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ กระทรวงศึกษาธิการ” (ศคพ.) โดยมีหน่วยงานภายในกระทรวงมาบูรณาการทำงานร่วมกัน เพื่อดูแล คุ้มครองนักเรียนนักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และความรุนแรงในโรงเรียน รวมถึงดำเนินการตามกฎหมายกับครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดที่กระทำความผิด โดยปัจจุบันมีการให้ครูออกจากราชการไปแล้ว 15 คน และมีการสืบสวนตามขั้นตอน เพื่อเร่งแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม

        5.ภาวะงานครูที่มีมากเกินไป

        ศธ. รับฟังข้อเรียกร้องของนักเรียนที่พูดถึงเรื่องนี้ และจากการลงพื้นที่ ก็พบว่าปัญหาเรื่องงานเอกสารของครูมีเป็นจำนวนมาก จนไม่สามารถใช้เวลากับนักเรียนและถ่ายทอดความรู้ได้อย่างเต็มที่ โดย ศธ.พร้อมปลดล็อคภาระงานดังกล่าว รวมถึงมีแนวทางรวบรวมงานผ่าน Social Media และกระบวนการต่าง ๆ ที่ทันสมัย ซึ่งหากสามารถลดภาระของครูได้ จะทำให้ครูได้ใช้เวลากับนักเรียนมากขึ้น และเป็นประโยชน์กับนักเรียนทั่วทั้งประเทศ

        6.ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

        ขณะนี้ ศธ.ได้จัดทำแพลตฟอร์มด้านการศึกษา DEEP (Digital Education Excellence Platform) ช่วยสร้างการเรียนรู้ที่มีหลักสูตรต่าง ๆ รองรับ เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถเข้าถึงได้และให้ภาคเอกชนเข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้การเรียนการสอน โดยผู้เรียนสามารถเลือกหัวข้อเรียนตามสมรรถนะที่ต้องการพัฒนาได้ ในช่วงระยะแรกของ DEEP เริ่มต้นให้การพัฒนาทักษะด้านภาษาอังกฤษและดิจิทัล ให้กับนักเรียน ครู และผู้บริหารสถานศึกษา และประชาชนทั่วไป สามารถเข้ามาเรียนเพื่อการ Re-Skill เพิ่มทักษะของตัวเองได้เช่นกัน รวมถึงสามารถใช้เป็นตัวชี้วัดและประเมินว่านักเรียนมีความสามารถด้านใดบ้าง

        นอกจากนี้ยังมีศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลด้วยความเป็นเลิศ (Human Capital Excellence Center : HCEC) ที่จะร่วมกับภาคเอกชนจัดตั้ง ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 185 ศูนย์ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ        

        7.หลักสูตรภาษาต่างประเทศ

        ตามที่มีการเรียกร้องให้ ศธ. สนับสนุนภาษาอังกฤษให้เป็นหนึ่งในภาษาหลักของประเทศไทย ขณะนี้ที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติให้มีตำแหน่งครูต่างประเทศ ภาษาอังกฤษ 10,000 ตำแหน่ง และภาษาจีน 10,000 ตำแหน่ง แต่ขณะนี้ยังดำเนินการไม่ได้ เนื่องจากอยู่ในสถานการณ์โรคโควิด-19 อย่างไรก็ตามได้มีการพูดคุยกับประเทศต่าง ๆ ที่ให้ความสนใจแล้ว เพื่อดำเนินการในระยะต่อไป

        8.ปรับหลักสูตรการศึกษา

        ศธ. โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทราบดีว่า หลักสูตรการศึกษามีข้อที่ต้องปรับปรุงอยู่บ้าง โดยวางแผนไว้ว่าจะปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาที่เน้นสมรรถนะของผู้เรียน ซึ่งจะผลักดันให้เกิดขึ้นทั่วประเทศในปี 2565 แต่เมื่อมีข้อเรียกร้องให้มีการปรับหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทาง ศธ.ก็ยินดีจะผลักดันให้รวดเร็วขึ้นในปี 2564 เพียงแต่อาจเป็นกระบวนการที่ประเทศไทยยังไม่คุ้นเคย โดยอาศัยการนำองค์ประกอบต่าง ๆ มาผสมผสานกัน เพื่อให้ได้หลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของประเทศไทยและของโลกยุคปัจจุบัน

        9.ยกเลิกสอบO-net

        ได้มีการเรียกประชุมเพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการสอบ O-NET ในปีนี้ เพราะปีนี้เป็นปีที่การศึกษาไม่เท่าเทียมกันทั้งประเทศ จากสถานการณ์โรคโควิด-19 ทำให้บางโรงเรียนเปิดสอบปกติได้ แต่บางโรงเรียนต้องสลับวันหรือเวลามาเรียน ทำให้ไม่สามารถที่จะทดสอบผู้เรียนในมาตรฐานเดียวกันได้ ขณะเดียวกันในอนาคต 6-7 เดือนข้างหน้า ก็ไม่ทราบว่าจะมีผลกระทบอะไรเกิดขึ้นอีก เช่น อาจจะมีการระบาดของโรคซ้ำ จนส่งผลกระทบต่อการเปิดหรือปิดโรงเรียน ยิ่งทำให้ความพร้อมหรือความเท่าเทียมกันในการศึกษาต่างกันมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่กำลังพิจารณาถึงความจำเป็นในการสอบ O-NET ของปีนี้

        10.เปิดช่องทางการแสดงความคิดเห็น

        ศธ. มีช่องทางที่ทุกฝ่ายสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็น ทำแบบสอบถาม หรือรับทราบข้อมูลต่าง ๆ ของนักเรียนได้ รวมถึงเปิดช่องทางให้เข้ามาพบผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ และโรงเรียนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันสามารถรับทราบข้อมูลแล้ว และเห็นว่าหลายโรงเรียนมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างกว้างขวางผ่านสภานักเรียน ถือเป็นโอกาสที่จะปฏิรูปการศึกษาจากข้อคิดเห็นของทุกคนที่มีส่วนร่วมในกระบวนการการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู ผู้ปกครอง ประชาชนทั่วไป เพื่อร่วมกันผลักดันการศึกษาไทยให้ก้าวหน้าได้อย่างเข้มแข็ง

เปิด 10 ข้อ "กลุ่มนักเรียนเลว" จะไม่ทน
เปิด 10 ข้อ "กลุ่มนักเรียนเลว" จะไม่ทน
เปิด 10 ข้อ "กลุ่มนักเรียนเลว" จะไม่ทน