รมว.ศธ.ยันไม่ดีเบตกลุ่ม”นักเรียนเลว” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

รมว.ศธ.ยันไม่ดีเบตกลุ่ม”นักเรียนเลว”

รมว.ศธ.ยันไม่ดีเบตกลุ่ม"นักเรียนเลว"

5 กันยายน 2563 – 13:48 น.

รมว.ศึกษาธิการ ยืนยันไม่ร่วมดีเบตกับกลุ่มนักเรียนเลว เพราะไม่ได้เห็นต่าง แต่พร้อมรับฟังข้อเสนออย่างสันติตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา ชี้เงื่อนไข “หากทำไม่ได้ก็ลาออกไป” เป็นการคุกคาม

5 ก.ย.63  เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงศึกษาธิการ นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แถลง ตอบข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนเลวที่เตรียมเดินทางเข้าพบในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อประกาศข้อเรียกร้อง 3 ข้อกับอีก 1 เงื่อนไข คือหยุดคุกคามนักเรียน ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง ปฏิรูปการศึกษา โดยมีเงื่อนไขว่าหากทำไม่ได้ก็ลาออกไป 

นายณัฐพล กล่าวว่า จากการพิจารณาข้อเรียกร้องของกลุ่มนักเรียนพบว่า 95% ของผู้ที่มาเรียกร้องเป็นเรื่องคุณภาพการศึกษา เช่น ทรงผม การแต่งกาย การคุกคามทางเพศในโรงเรียน ความหลากหลายทางเพศในโรงเรียน ภาระงานครูที่มากเกินไป และความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งหลังจากรับฟังได้มีการยกเลิกระเบียบข้อที่ 7 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้บริหารสถานศึกษาแต่ละแห่งได้กำหนดเองว่า จะให้นักเรียนไว้ทรงผมอย่างไร ส่วนการแต่งกายตนมองว่า ยังไม่มีความจำเป็นที่จะเอาเรื่องนี้มาเป็นประเด็น เพราะสถานศึกษาทั่วโลกยังคงปฏิบัติตามระเบียบนี้อยู่ ดังนั้นประเทศไทยอาจยังไม่พร้อมจะเข้าสู่การเเต่งกายแบบอิสระในโรงเรียน

ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องความหลากหลายทางเพศ รัฐบาลได้ผ่าน พ.ร.บ.คู่ชีวิตไปแล้ว แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่กระบวนการการเปิดเรื่องความหลากหลายทางเพศ ขณะที่ปัญหาการคุกคามทางเพศในโรงเรียน ทางกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษา ซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ.) ขึ้นมา และได้ลงโทษครูที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยการสั่งไล่ออกจากราชการไปแล้ว 15 คน 

ขณะที่ข้อเรียกร้องเรื่องการปรับหลักสูตรทางการศึกษา ทางครม.ได้อนุมัติให้จ้างครูภาษาจีนและภาษาอังกฤษในอัตราหลักสูตรละ 10,000 คน แต่ในช่วงนี้ติดสถานการณ์โควิด ทำให้ครูต่างชาติเดินทางมาไม่ได้ ส่วนการยกเลิกสอบโอเน็ต ได้มีการเรียกประชุมผู้บริหารเพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการสอบโอเน็ตในปีนี้ เพราะปีนี้เป็นปีที่สถานศึกษาไม่เท่าเทียมกันทั่วประเทศ เนื่องจากโรงเรียนเปิดปิดเรียนไม่พร้อมกันจากสถานการณ์โควิด ซึ่งต้องดูสถานการณ์โรคระบาดเป็นหลัก แต่หากนักเรียน ผู้ปกครอง หรือบุคลากรทางการศึกษาต้องการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสอบโอเน็ต สามารถเข้ามาเเสดงความเห็นได้ที่เว็บไซต์ http://www.nataphol.com

ผู้สื่อข่าวถามว่า ช่วงบ่ายวันนี้รัฐมนตรีจะลงมาร่วมดีเบตกับนักเรียนหรือไม่ นายณัฐพลตอบว่า การดีเบต หรือโต้วาที เป็นการแสดงความคิดเห็นแตกต่างกัน แต่กรณีนี้ตนมีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันกับนักเรียนคือต้องการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องดีเบตกัน ส่วนจะลงมาพบนักเรียนหรือไม่ ต้องขอดูสถานการณ์ก่อน เพราะทราบว่าไม่ได้มีแค่กลุ่มนักเรียนเดินทางมา แต่มีบุคคลอื่นเข้ามาผสมโรงด้วย ซึ่งกรณีนี้หากเป็นการพูดคุยกันปกติ ไม่ได้มีการทำร้ายร่างกาย หรือทำให้บาดเจ็บก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร ยิงกันยังเจ็บกว่า ดังนั้นตนพร้อมอยู่แล้ว ไม่ได้กลัวอะไร

ส่วนเงื่อนไขของกลุ่มนักเรียนเลวที่บอกว่า หากทำไม่ได้ก็ลาออกไป ตนมองว่าการให้ออกจากตำแหน่งคือการคุกคาม เพราะผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการทั้งหมดมีความตั้งใจและกำลังแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของนักเรียนอยู่ หากยังมองว่าทำไม่ได้ก็ลาออกไป ผู้บริหารทั้งกระทรวงคงต้องลาออกกันหมด ฉะนั้นคงไม่มีความจำเป็นที่เราจะต้องมาเจอกันทุกเดือน เพราะเป็นการใช้เวลาไม่เหมาะสม นักเรียนบางกลุ่มควรใช้เวลาไปเรียนหนังสือจะดีกว่า แต่ตนก็ยอมรับและพร้อมรับฟังการแสดงออกทุกรูปแบบ ทุกเรื่องที่น้องๆเสนอมา หวังว่าจะช่วยลดความกดดัน หรือความไม่เข้าใจระหว่างกันลงได้บ้าง

ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนเลว ในช่วงบ่ายวันนี้เวลา 15.00 น. กลุ่มนักเรียนเลว และแนวร่วมองค์กรนักเรียนจาก 50 โรงเรียนทั่วประเทศ ได้นัดรวมตัวกันบริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ เพื่อประกาศข้อเรียกร้อง 3 ข้อกับอีก 1 เงื่อนไขคือ 1.หยุดคุกคามนักเรียน 2.ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง 3.ปฏิรูปการศึกษา ส่วน 1 เงื่อนไขคือ หากทำไม่ได้ก็ลาออกไป เพื่อเปิดทางให้ผู้มีความสามารถมากกว่าเข้ามาดำเนินการแทน

ยังมีหวัง..”ณัฏฐพล” ลั่นใช้เวลา1-2ปี ปรับเปลี่ยนการศึกษาไทยต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ยังมีหวัง..”ณัฏฐพล” ลั่นใช้เวลา1-2ปี ปรับเปลี่ยนการศึกษาไทยต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ

ยังมีหวัง.."ณัฏฐพล" ลั่นใช้เวลา1-2ปี ปรับเปลี่ยนการศึกษาไทยต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ

3 กันยายน 2563 – 17:55 น.

ยังมีหวัง..”ณัฏฐพล” รมว.ศธ. ชู การศึกษายกกำลัง2 จี้ข้าราชการบูรณาการแผนรวมเป็นหนึ่ง ขีดเส้นตาย1เดือนรู้ผล เผยพบทูตกว่า 40 ประเทศสนใจลงทุนในไทย แต่ห่วงบุคลากรแรงงาน ลั่นใช้เวลา 1-2 ปีปรับเปลี่ยนการศึกษาไทย เพื่อต้อนรับนักลงทุนต่างชาติ

         เมื่อวันที่ 2 กันยายน นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (เสมา 1 ) ได้เรียกประชุมสำนักนโยบายและแผนของทุกส่วนงานในกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อทำความเข้าใจและติดตามแผนงานการศึกษายกกำลังสองเพื่อสร้างความเป็นเลิศทางการศึกษา

 อ่านข่าว: ม.มหิดล ได้ที่ 1 ของไทย ในภาพรวม และ ด้านวิจัย

         โดยในที่ประชุม นายณัฎฐพล กล่าวขอบคุณที่ทุกส่วนงานมีความรู้ ความเข้าใจถึงนโยบายการศึกษายกกำลังสอง และมีแผนงานชัดเจนในการขับเคลื่อนเพื่อเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทย

       นายณัฏฐพลกล่าวว่า ขณะนี้ทุกประเทศเผชิญสถานกาณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่นเดียวกัน หากประเทศไทยซึ่งมีมาตรการด้านสาธารณสุขเป็นอันดับต้นของโลก ถือเป็นข้อได้เปรียบหากจะมีนักลงทุน หรือนักท่องเที่ยวมาประเทศไทย จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของเด็กนักเรียน และคุณครู เพื่อให้สามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

       “ผมเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ ที่พบทูตกว่า 40 ประเทศ ซึ่งได้สอบถามว่าหากจะเข้ามาลงทุนในเมืองไทย มีข้อกังวลอะไร ทุกคนจะพูดเหมือนกันว่า ห่วงเรื่องปัญหาความไม่พร้อมของบุคลากรด้านแรงงาน ดังนั้นหากสถานการณ์พลิกฟื้นกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาอีก 1-2 ปี ถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองด้านการศึกษา โดยสามารถผลิตบุคลากรคุณภาพเพื่อรองรับได้ ถึงเวลานั้น เราก็จะสามารถเป็นประเทศที่ดึงดูดนักลงทุน นักท่องเที่ยว ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศให้พลิกฟื้นขึ้นมาได้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกล่าว      

         นายณัฎฐพลได้กล่าวในที่ประชุมด้วยว่า อยากให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการดำเนินงานตามแผนที่มีอยู่ให้รวดเร็วมากขึ้น รวมถึงการร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม เช่น แนวทางการสอบเพื่อคัดเลือกครูให้ได้คนที่มีความสามารถจริงมาเป็นครูสอน ผู้บริหารโรงเรียนจะมีหลักเกณฑ์ หรือแนวทางในการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนสถานการศึกษาของตนเองให้มีความเป็นเลิศเฉพาะทางของตนเองได้อย่างไร หรือปรับวิธีการสอบโดยใช้ข้อสอบแบบสุ่ม (Random) เป็นต้น

       “เราต้องก้าวข้ามข้อจำกัด และขยายความร่วมมือกับทุกภาคส่วนมากขึ้น ต้องเพิ่มด้านปริมาณ และคุณภาพอย่างเข้มข้น หากมีข้อติดขัด เช่นงบประมาณ พวกเราต้องช่วยกัน และสรุปข้อเสนอแนะอย่างมีเหตุมีผล ซึ่งผมพร้อมที่จะนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อขออนุมัติในการปลดล็อคแนวทางการทำงาน” นายณัฏฐพลกล่าว

       ทั้งนี้ ในที่ประชุม นายณัฏฐพลได้แสดงความเห็นให้ทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ บูรณาการแนวคิด และวิธีการทำงานเป็นหนึ่งเดียว เพื่อหาแนวทางร่วมกันในลักษณะข้ามหน่วยงาน ให้เป็นแผนงานของกระทรวงศึกษาธิการที่ทุกคนเป็นเจ้าของผลงานร่วมกันอย่างเป็นองค์รวม โดยให้มีการประชุมเพื่อจัดทำแผนบูรณาการด้านการศึกษายกกำลังสอง และนำเพื่อหารือร่วมกันภายในระยะเวลา 1 เดือน

      “หากเราทุกคนในกระทรวงศึกษาฯ ช่วยกัน คุยร่วมกันทั้งกระทรวง จะเป็นวิวัฒนาการใหม่ของการบริหารราชการไทย เป็นกระทรวงแรกที่มีการร่วมมือกันทุกหน่วยงาน อยู่ที่ว่า ทุกคนพร้อม และกล้าหรือไม่ หากเราจะมาช่วยกันรื้อด้านการศึกษาของไทย ซึ่งเริ่มต้นได้ทันที รวมถึงการทำแผนงานงบประมาณในปี 2565 อย่างบูรณากการร่วมกัน”นายณัฏฐพล กล่าว

       ทั้งนี้ ในที่ประชุม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำเสนอแผนงานที่ได้ดำเนินการแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการ ตามแนวคิดด้านการศึกษายกกำลังสอง ซึ่งประกอบด้วย ศูนย์พัฒนาศักยภาพบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Human Capital Excellence Center – HCEC, แฟลตฟอร์มด้านการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Digital Education Excellence Center-DEEP และ แผนพัฒนารายบุคคลเพื่อความเป็นเลิศ หรือ Excellence Individual Development Pan – EIDP      

       โดยมีแผนงานสำคัญ อาทิ ทางสภาการศึกษาแห่งชาติ จะดำเนินการด้านหลักสูตรให้เป็นที่เรียบร้อยในเดือนพฤษภาคม 2564 และในปี 2563 จะสามารถจัดทำฐานข้อมูล และแฟ้มผลงาน (Portfolio) ของเด็กนักเรียนทั่วประเทศ ทางสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เสนอแผนงานการควบรวมโรงเรียนใน 29 จังหวัด จำนวนกว่า 2,00 โรงเรียน และแผนการโยกย้าย และพัฒนาครูผู้สอน

        ด้านสำนักงานอาชีวศึกษา (สอศ.) เสนอแผนเร่งรัดและขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนด้านหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อตอบสนองความต้องการด้านแรงงานของภาคเอกชน และเสนอแนะการสร้างแรงจูงใจให้เด็กนักเรียนชั้นมัธยมต้นหันมาศึกษาด้านอาชีวะมากขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการแรงงานที่มีความต้องการในอนาคต

        โดยเฉพาะสาขาสำคัญๆ เช่น โรโบติกส์ ระบบราง แม็คคาทรอนิกส์ เป็นต้น ด้านสำนักส่งเสริมวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้นำเสนอการฝึกอบรมครูด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ด้วยระบบออนล์ และการขออนุมัติงบประมาณในการเปลี่ยนพื้นที่ท้องฟ้าจำลอง กรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองสะเต็มศึกษา (STEM Edupolis) เพื่อเป็นศูนย์พัฒนาความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ให้กับครูทั่วประเทศ ด้านสำนักงานการอาชีวศึกษา ได้นำเสนอข้อมูล

ม.มหิดล ได้ที่ 1 ของไทย ในภาพรวม และ ด้านวิจัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ม.มหิดล ได้ที่ 1 ของไทย ในภาพรวม และ ด้านวิจัย

ม.มหิดล ได้ที่ 1 ของไทย ในภาพรวม และ ด้านวิจัย

3 กันยายน 2563 – 16:55 น.

ม.มหิดล ได้ที่ 1 ของไทย ในภาพรวม และด้านวิจัย จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกกว่า 1,500 แห่งใน 93 ประเทศ จากผลการจัดอันดับ Times Higher Education World University Rankings 2021

        เมื่อเร็วๆ นี้ ได้มีการประกาศผลการจัดอันดับ Times Higher Education World University Rankings 2021 จากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกกว่า 1,500 แห่ง จาก 93 ประเทศ โดยมหาวิทยาลัยมหิดลได้รับคะแนนรวมดีที่สุด เป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย ทั้งในภาพรวม (Overall Ranking) และทางด้านการวิจัย (Research Pillar)

        ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) เปิดเผยว่า Times Higher Education (THE) สถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกจากประเทศสหราชอาณาจักร จัดอันดับมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 17 นับตั้งแต่ปี 2004

       โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดคุณภาพ 5 ด้าน คือ การเรียนการสอน (Teaching) ร้อยละ 30, การวิจัย (Research) ร้อยละ 30, การอ้างอิงงานวิจัย (Citations) ร้อยละ 30, รายได้ทางอุตสาหกรรม (Industry Income) ร้อยละ 2.5 และความเป็นนานาชาติ (International Outlook) ร้อยละ 7.5 ซึ่งผลจากการจัดอันดับ Times Higher Education World University Rankings 2021

        ปรากฏว่า มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศไทยในภาพรวม (Overall Ranking) โดยอยู่ในอันดับโลกที่ 601 – 800 ในช่วงคะแนน 30.2 – 36.3 และเป็นอันดับที่ 1 ของประเทศไทย ด้านวิจัย (Research Pillar) โดยอยู่ในอันดับโลกที่ 577 ด้วยคะแนน 22.3 (ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ https://www.timeshighereducation.com/news/world-university-rankings-2021-results-announced)       

          ซึ่งในการอบรม “โครงการติดอาวุธให้นักวิจัยรุ่นใหม่ ผ่านโครงการ Multi Mentoring System” รุ่นที่ 5 เมื่อเร็วๆ นี้ ณ ห้องกันภัยมหิดล ศูนย์ประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จัดโดย กองบริหารงานวิจัย สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้กับนักวิจัยรุ่นใหม่

       ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ได้เป็นประธานกล่าวเปิดการอบรมและบรรยายในหัวข้อ “ความสำคัญของ University Ranking และบทบาทของนักวิจัยรุ่นใหม่” โดยได้กล่าวถึงเรื่องการจัดอันดับ (Ranking) ว่า เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการประเมินภาพรวมของมหาวิทยาลัยบนเวทีโลกเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้วภารกิจของมหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันอุดมศึกษา คือ การเรียนการสอน การผลิตผลงานวิจัย และนวัตกรรม

        โดยมีการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Knowledge Transfer) และผลิตผลงานวิจัย-นวัตกรรมตามความต้องการของสังคม (Social Contribution) เป็นหลัก เพื่อมุ่งสู่ความเป็นเลิศ (Excellence) ซึ่งในด้านการเรียนการสอนมหาวิทยาลัยได้ตระหนักถึง “คุณภาพ” ของหลักสูตรด้วย เนื่องจากในการพัฒนามหาวิทยาลัยตามวิสัยทัศน์ของการมุ่งสู่มหาวิทยาลัยโลกนั้น ต้องมีหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาในการศึกษาต่อระดับนานาชาติ   

   นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังมีภารกิจในการสร้างโจทย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่มีมาตรฐานสูง ให้ได้รับการตีพิมพ์ในระดับชาติและนานาชาติ และเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาของประเทศอีกด้วย

ม.มหิดล ได้ที่ 1 ของไทย ในภาพรวม และ ด้านวิจัย

“อว.” จัดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“อว.” จัดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020

"อว." จัดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020

3 กันยายน 2563 – 14:36 น.

“อว.” จัดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020 ชู “นวัตกรรมสู้วิกฤต” เป็นวาระแห่งชาติพร้อมมอบ 15 รางวัล Prime Minister Award เชิดชูศักยภาพกลุ่มสตาร์ทอัพและผู้พัฒนานวัตกรรมช่วยไทยสู้วิกฤต

 
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานสตาร์ทอัพไทยแลนด์ และงานอินโนเวชั่น ไทยแลนด์ เอ็กซ์โป 2020 (Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020) ที่สุดแห่งงานนวัตกรรมและสตาร์ทอัพของไทย บนแพลตฟอร์ม “โลกนวัตกรรมเสมือนจริง” (Virtual World) ครั้งแรกของประเทศ ภายใต้แนวคิด “Innovation in Time of Crisis: นวัตกรรมรับมือภาวะวิกฤต” เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคนิวนอร์มัล พร้อมมอบ 15 รางวัล Prime Minister Award เชิดชูกลุ่มสตาร์ทอัพและนักพัฒนานวัตกรรมสู้วิกฤต

"อว." จัดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020


ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวในฐานะเป็นประธานเปิดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020 ว่า จากวิกฤตการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบในวงกว้างไปทั่วโลก ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตของคนในสังคม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านสาธารณสุข การดำเนินชีวิตในยุคของการเว้นระยะห่างทางสังคม ทำให้ประชาคมโลกตระหนักถึงการเตรียมพร้อมเพื่อรับมือเหตุการณ์วิกฤตที่อาจจะมาในหลากหลายรูปแบบมากขึ้นในอนาคต แต่ในทุกวิกฤตมีโอกาสและสร้างบทเรียนเสมอ สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เกิดการบูรณาการความร่วมมือจากภาครัฐ และภาคเอกชนในการบริหารจัดการสถานการณ์วิกฤตโควิด-19  เกิดมาตรการทางเศรษฐกิจการเงินและการคลังที่รวดเร็วเพื่อเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น เกิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจจากการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การพัฒนาชุดตรวจวินิจฉัยแบบรวดเร็ว การผลิตชุด PPE การสร้างแพลตฟอร์มศูนย์กลางข่าวสารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ‘Thai TeleHealth fights COVID-19’ การเชื่อมโยงการบริการและรักษาโรคระหว่างโรงพยาบาลต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุข และภาคเอกชน เพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น รวมถึงการเปิดรับบรรทัดฐานทางสังคม (Social Norms) ใหม่ๆ อาทิ สังคมไร้เงินสด การทำงานทางไกล เป็นต้น  

"อว." จัดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020


ขณะเดียวกัน แนวทางที่ภาครัฐเร่งดำเนินการคือการกระตุ้นการท่องเที่ยววิถีใหม่ในประเทศ ซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ  และสนับสนุนการใช้ “นวัตกรรมรับมือภาวะวิกฤต” เพื่อลดผลกระทบ ฟื้นฟูความเสียหายในมิติต่างๆ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน เช่น การนำเทคโนโลยีเสมือนจริงมาใช้ในงานประชุม งานสัมมนา งานจัดอีเว้นท์เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่ผู้บริโภค ลดการเดินทางและลดการแพร่กระจายเชื้อโรค  ซึ่งการจัดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020 ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) นั้น ถือเป็นมิติใหม่ของการจัดงานในรูปแบบโลกนวัตกรรมเสมือนจริงครั้งแรกของประเทศ  ที่ได้สร้างโอกาสให้กับคนไทยทุกคนในการรับมือกับวิกฤตที่เผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนไทย ควรมาเรียนรู้นวัตกรรมต่างๆ  ในงานนี้ เพื่อเพิ่มทักษะ ประสบการณ์ใหม่ และเตรียมตัวให้พร้อมรับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ผันผวนเร็ว 

"อว." จัดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020

ภายในงานดังกล่าวยังมีพิธีมอบรางวัล Prime Minister Award: National Startup 2020 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 4โดย ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า รางวัล Prime Minister Award: National Startup 2020 เป็นโครงการที่เป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อน เร่งสร้างและพัฒนาสตาร์ทอัพที่เป็นรูปธรรมในลักษณะความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐและภาคการศึกษา และจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) นั้น ทำให้เห็นการร่วมมือร่วมใจทั้งจากทุกภาคส่วนในการแก้ปัญหาในสถานการณ์วิกฤต ซึ่งส่งคุณค่าและมีประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศ  ทาง NIA จึงเห็นว่าในปีนี้ควรจัดมอบรางวัล Prime Minister Award: Innovation For Crisis เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นกำลังใจและเชิดชูเกียรติแก่ผู้มีส่วนร่วมในการคิดค้น พัฒนาและสนับสนุนนวัตกรรมที่ช่วยแก้ไขวิกฤตในครั้งนี้ด้วย

"อว." จัดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020


“ทางสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA คาดว่าโครงการรางวัล Prime Minister Award: National Startup 2020 และ รางวัล Prime Minister Award: Innovation For Crisis ในงาน STARTUP THAILAND x INNOVATION THAILAND EXPO 2020 ในครั้งนี้ จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้เกิดความสนใจในการเป็นผู้สนับสนุนระบบนิเวศของสตาร์ทอัพรายใหม่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย และกระตุ้นให้มีการนำนวัตกรรมมาใช้แก้ไขปัญหาวิกฤติระดับประเทศและระดับโลก รวมถึงเกิดการเผยแพร่ต้นแบบแนวทางการเป็นผู้สนับสนุนระบบนิเวศของสตาร์ทอัพและการใช้นวัตกรรมในประเทศมาแก้ปัญหาวิกฤตระดับโลกที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้หรืออนาคต”ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวปิดท้าย

"อว." จัดงาน Startup Thailand x Innovation Thailand Expo 2020

“ครูพี่ป๊อป” เหล่าซือสอนภาษาจีนคนดัง รับตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ครูพี่ป๊อป” เหล่าซือสอนภาษาจีนคนดัง รับตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาฯ

"ครูพี่ป๊อป" เหล่าซือสอนภาษาจีนคนดัง รับตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาฯ

1 กันยายน 2563 – 10:26 น.

‘ครูพี่ป๊อป’ ณัฐพงศ์ รับตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาฯ ในงานประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน รอบชิงชนะเลิศประเทศไทย “สะพานสู่ภาษาจีน”ปี 63

ฝ่ายการศึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)  สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ ศูนย์แลกเปลี่ยนและส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษาจีนระหว่างประเทศ ประจำกรุงเทพฯ จัดโครงการประกวดความสามารถภาษาจีน “HAN YU QIAO” CHINESE BRIDGE 2020 
 

ในโอกาสนี้ได้มอบตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาประจำปี 2563 แก่ “ครูพี่ป๊อป” ณัฐพงศ์ นำศิริกุล มุ่งเน้นดึงให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และคนรุ่นใหม่หันมาสนใจเรียนภาษาและศึกษาวัฒนธรรมจีนมากขึ้น

"ครูพี่ป๊อป" เหล่าซือสอนภาษาจีนคนดัง รับตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาฯ

การแข่งขันประกวดสุนทรพจน์และความรู้ภาษาจีน ระดับมัธยมศึกษา สะพานสู่ภาษาจีน ครั้งที่ 13 ประจำปี 2563 รอบชิงชนะเลิศประเทศไทยได้เปิดม่านขึ้น ณ หอประชุมใหญ่ โรงเรียนโยธินบูรณะ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2563 โดยมี นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน และสื่อมวลชนในสังกัดสมาคมฯ เข้าร่วมคึกคัก

"ครูพี่ป๊อป" เหล่าซือสอนภาษาจีนคนดัง รับตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาฯ

นายสรสินธุ ไตรจักรภพ กรรมการผู้ช่วย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติงานกระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้เกียรติขึ้นกล่าวเปิดงาน โดยกล่าวว่าปัจจุบันผู้มีความรู้ภาษาต่างประเทศมีโอกาสในการทำงานมากมาย ซึ่งภาษาจีนก็เป็นภาษายอดนิยมและได้รับการยอมรับในโลกธุรกิจการสื่อสาร งานการแข่งขันสะพานสู่ภาษาจีนในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนมีเวทีแสดงความรู้ด้านภาษาและวัฒนธรรมทั้งในประเทศและพัฒนาไปจนถึงเวทีโลก ซึ่งจะทำให้ทั่วโลกได้เห็นศักยภาพของเด็กไทย พร้อมขอให้นักเรียนมุ่งมั่นตั้งใจเรียนต่อไป เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตนเองและประเทศชาติ

"ครูพี่ป๊อป" เหล่าซือสอนภาษาจีนคนดัง รับตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาฯ

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศปีนี้ประกอบด้วยผู้เข้าแข่งขัน 15 คน ประกอบด้วยนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 5 คน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 5 คน และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 5 คน ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มในการแข่งขัน

"ครูพี่ป๊อป" เหล่าซือสอนภาษาจีนคนดัง รับตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาฯ
"ครูพี่ป๊อป" เหล่าซือสอนภาษาจีนคนดัง รับตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาฯ

การแข่งขันประกอบด้วยการประกวดการกล่าวสุนทรพจน์ภาษาจีนและการแสดงความสามารถพิเศษทางภาษาและวัฒนธรรมจีน โดยผู้ชนะของแต่ละกลุ่มจะได้เข้าสู่รอบตัดสินซึ่งจะต้องอ่านและตอบคำถามวัดเชาว์ไวไหวพริบ เรียกได้ว่าต้องเก่งรอบด้านเลยทีเดียว

"ครูพี่ป๊อป" เหล่าซือสอนภาษาจีนคนดัง รับตำแหน่ง ทูตวัฒนธรรมและภาษาฯ

งานนี้ บรรดานักเรียนไทยต่างโชว์ฝีไม้ลายมือกันอย่างคึกคัก ไม่ว่าจะการพูดสุนทรพจน์ในหัวข้อต่างๆ อาทิ “คนหนุ่มสาวคือความหวังแห่งสัมพันธ์จีน-ไทย” “หากครูของฉันเป็นหุ่นยนต์” “ต้อนรับยุค 5G แห่งการเชื่อมโยงสรรพสิ่ง” “หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกับการพัฒนาของไทย” ไปจนถึงการแสดง เช่น รำพัด ระบำจีน ดีดกู่เจิง อ่านบทกวี เล่านิทาน กังฟู ฯลฯ เรียกได้ว่าต่างคนต่างโดดเด่นและมีความสามารถในแบบที่ตนเองถนัด 

“ชวน”ห่วงโควิด-19 ทำเด็กยากจนเพิ่มขึ้น เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ชวน”ห่วงโควิด-19 ทำเด็กยากจนเพิ่มขึ้น เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

"ชวน"ห่วงโควิด-19 ทำเด็กยากจนเพิ่มขึ้น เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

31 สิงหาคม 2563 – 20:08 น.

“ชวน”เปิดนิทรรศการ”ระบบ iSEE 2.0 ของกสศ.”ช่วยสภาเจาะลึกปัญหาเหลื่อมล้ำห่วงโควิด19ทำเด็กยากจนเพิ่มขึ้นเสี่ยงหลุดออกจากระบบระบุสภาจะช่วยขับเคลื่อนวาระสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา  หนุนโครงการ กสศ. ที่ช่วยเหลือดูแลเด็กยากจน

31 สิงหาคม 2563 ที่อาคารรัฐสภา (ตึกส.ส.) เกียกกาย  นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดนิทรรศการ “ระบบ isee 2.0 : Edtech เพื่อพัฒนานโยบายสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา” โดยมีนายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ดร.ไกรยส  ภัทรวาท รองผู้จัดการ กสศ. กล่าวรายงานความคืบหน้าและสรุปสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายของกสศ. จากนั้นได้เดินเยี่ยมชมนิทรรศการ Big Number

"ชวน"ห่วงโควิด-19 ทำเด็กยากจนเพิ่มขึ้น เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เรื่องโอากาสทางการศึกษาเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด เด็กไทยควรได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียม หนึ่งในภารกิจเร่งด่วนของทุกฝ่ายขณะนี้ คือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเฉพาะในวิกฤตการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกับครอบครัวของเด็กและเยาวชนที่ยากจนด้อยโอกาสกว่า 1,800,000 คน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือ กสศ. รายงานว่าในจำนวนนี้มีนักเรียนยากจนพิเศษมากกว่าหนึ่งล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขเพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2562 ถึง300,000 คน เนื่องจากผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้รายได้ครัวเรือนลดลงอย่างมาก ทำให้เด็กๆ เหล่านี้เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงจะหลุดออกนอกระบบการศึกษา
 

สำหรับ กสศ. ในฐานะหน่วยงานตามรัฐธรรมนูญที่มีภารกิจในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาโดยตรงนอกเหนือจากให้เงินอุดหนุนแก่นักเรียนยากจนพิเศษแล้ว ได้พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาหรือระบบ iSEE นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นแหล่งข้อมูลของเด็กและเยาวชนกว่า 4,000,000 คน ที่ช่วยให้ทุกฝ่ายมองเห็นข้อเท็จจริงของสถานการณ์ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้อย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ทั้งในมิติสถานศึกษาและมิติของเด็กและเยาวชนทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษา
​  

"ชวน"ห่วงโควิด-19 ทำเด็กยากจนเพิ่มขึ้น เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

“สิ่งสำคัญคือเรื่องคุณภาพของการศึกษาปัจจุบันถือว่าดีขึ้นมาก แต่ด้วยสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง ค่าครองชีพสูง รายได้ลดลงอย่างน่าตกใจ ทั้งนี้ ระบบ iSEE 2.0 ของ กสศ. จะช่วยทำให้เรามีเครื่องมือล้วงลึกไปถึงเด็กในแต่ละครัวเรือนว่าสภาพเป็นอย่างไร เพื่อการช่วยเหลือจะได้เข้าไปถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด ความจริงแล้ว ผมภูมิใจมากที่เคยเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันนโยบายส่งเสริมการศึกษา ส่งเสริมนโยบายให้เด็กได้ดื่มนมตามช่วงอายุ ทำให้เด็กไทยมีสัดส่วนความสูงขึ้น” ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าว
 

นายชวน กล่าวว่า ทั้งนี้ขอสนับสนุนโครงการของ กสศ. ที่ลงไปดูแลกลุ่มเด็กที่เสียโอกาสทางการศึกษาให้เขาได้มีความสมบูรณ์ขึ้น ซึ่งเราทุกคนก็มาจากโอกาสรวมถึงตัวของผมด้วย “ผมก็เด็กต่างจังหวัด ได้มีโอกาสได้เรียนหนังสือ เพื่อนๆรุ่นเดียวกันเรียนเก่งกว่าผม แต่ที่สุดเขาก็ออกมารับจ้างกรีดยาง ล้างยาง เพราะไม่มีโอกาสได้เรียน” ดังนั้น โอกาสทางการศึกษาจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ที่จะช่วยพัฒนาตัวเอง เพื่อคนเหล่านั้นจะเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองต่อไป
 

"ชวน"ห่วงโควิด-19 ทำเด็กยากจนเพิ่มขึ้น เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

“ระบบ iSEE จะช่วยให้สภาผู้แทนราษฎร ขับเคลื่อนวาระการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาด้วยพลังของข้อมูล ลดช่องว่างระหว่างรัฐสภาและประชาชนในพื้นที่สนับสนุนการทำงานของสมาชิก โดยเฉพาะในภารกิจเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เช่น การมองเห็นข้อมูลนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษในพื้นที่ ตั้งแต่ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ในจำนวนนี้สามารถระบุมิติปัญหาต่างๆ อาทิ ความพิการ ทุพโภชนาการ การติดตามอัตราการมาเรียน ความเสี่ยงหลุดออกนอกระบบการศึกษา ข้อมูลเหล่านี้จะมีส่วนช่วยให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นเสียงสะท้อนวางแผนและผลักดันนโยบายที่ช่วยแก้ไขปัญหาความเหลื่มล้ำทางการศึกษา ทั้งในระบบพื้นที่และระดับประเทศ” ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าว
​ 

นายสุภกร บัวสาย ผู้จัดการกสศ. กล่าวว่า สำหรับนิทรรศการครั้งนี้ ทางกสศ.จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค. – 3 ก.ย. เพื่อเชิญชวนท่าน ส.ส. ส.ว. ได้เข้ามาเห็นวิธีการทำงานของกสศ.ซึ่งเราใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ในชื่อว่า “ระบบ iSEE 2.0” หรือ ระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ที่ใช้ค้นหาเด็กนักเรียนยากจนว่าอยู่ที่ใดบ้าง มีจำนวนมากน้อยแค่ไหน เพื่อให้ได้รับการช่วยเหลือ โดยนำข้อมูลมาวิเคราะห์จำแนกข้อมูลภาพรวม ทั้งระดับชาติ จังหวัด อำเภอ ตำบล นอกจากนี้ ระบบ iSEE 2.0 ยังเป็นเครื่องมือที่จะตามดูงบประมาณที่กสศ. จัดส่งเข้าไปช่วยเหลือว่าถึงปลายทางจริงหรือไม่ และติดตามการมาเรียนของเด็กอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลการเรียน สุขภาพอนามัย ได้รับการพัฒนาหรือไม่ เช่น จังหวัดอุบลราชธานี มีนักเรียนยากจนที่ได้รับทุน จากกสศ. จำนวน 16 % ของนักเรียนทั้งหมดในจังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น ดังนั้นเมื่อทราบสถานะความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในมิตินักเรียนยากจนในพื้นที่ จะนำไปสู่การพัฒนาช่วยเหลือต่อไปในอนาคต

"ชวน"ห่วงโควิด-19 ทำเด็กยากจนเพิ่มขึ้น เสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา

“ปัจจุบันมีฐานข้อมูลของเด็กทั้งประเทศ ประมาณ 2 ล้านคนที่เป็นกลุ่มนักเรียนยากจน และ50% มีความยากจนพิเศษ คือ ยากจนมากกว่าปกติ โดยตัวเลขเด็กยากจนปี2563 สูงถึง1ล้านคน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี2562 จำนวน 3 แสนคน ทั้งนี้คาดการณ์ว่าเกิดจากสถานการณ์ COVID-19  อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ต่างๆยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มีเด็กจำนวนมากหลุดออกจากระบบการศึกษา สาเหตุสำคัญคือ ปัญหาทางเศรษฐกิจ คิดเป็น 90% เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหาการไม่มีสัญชาติ ปัญหาด้านกฎหมาย ทั้งนี้มีนักเรียน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มนักเรียน 95% และกลุ่มนักเรียนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา 5% ซึ่งถ้าไม่มีการดูแลป้องกัน กลุ่มนักเรียน 95% จะทำให้เด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาได้ จึงต้องมีวิธีการในการค้นหากลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยง ทั้งนี้ ข้อมูลนักเรียนมาจากการที่ครูทั่วประเทศกว่า 4 แสนคน เยี่ยมบ้านเก็บข้อมูลสภาพบ้านของเด็ก รายได้ การมีพื้นที่เกษตร การมีไฟฟ้า น้ำประปา พาหนะเดินทาง โดยครูจะทำการกรอกข้อมูลและรูปภาพเข้าสู่ระบบ iSEE” นายสุภกร กล่าว

บัญชีจุฬาฯ ต้นแบบ “Safe Haven for Lifeline Learning”การพลิกโฉมโมเดลการศึกษาระดับโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

บัญชีจุฬาฯ ต้นแบบ “Safe Haven for Lifeline Learning”การพลิกโฉมโมเดลการศึกษาระดับโลก 

บัญชีจุฬาฯ ต้นแบบ "Safe Haven for Lifeline Learning"การพลิกโฉมโมเดลการศึกษาระดับโลก 

31 สิงหาคม 2563 – 14:52 น.

บัญชีจุฬาฯ ต้นแบบ “Safe Haven for Lifeline Learning” ที่มากกว่าการเชื่อมระบบการเรียนออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน ให้เกิดการเรียนรู้ในทุกที่ของชีวิต โดยยกระดับการเรียนรู้ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และเป็นโมเดลการเรียนรู้ยุคใหม่

หลังจากสร้างผลงานโดดเด่นในการรับมือกับการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ผ่านหลากหลายโครงการ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้อนรับเปิดเทอมและวิถีปกติใหม่ด้วยระบบการเรียนรู้ผ่าน CBS Lifeline Learning Approach ซึ่งถือเป็นต้นแบบการสร้างมิติใหม่ในระบบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย ที่ได้รับการออกแบบเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มากกว่าออนไลน์และออฟไลน์ผสมผสานกัน แต่เป็นไลฟ์ไลน์เส้นทางการเรียนรู้ตามชีวิตของนิสิต 

บัญชีจุฬาฯ ต้นแบบ "Safe Haven for Lifeline Learning"การพลิกโฉมโมเดลการศึกษาระดับโลก 


รศ.ดร. วิเลิศ ภูริวัชร คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ในขณะที่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบให้คุณภาพการเรียนการสอนด้อยลง เนื่องจากสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่ได้มีการเตรียมตัวรองรับภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น แต่คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการท่ามกลางวิกฤต เพราะได้วางพื้นฐานที่ดี และปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลด้วยการพัฒนาระบบการเรียนออนไลน์มาก่อนที่จะเกิดโควิด-19     


ทุกวันนี้ การเรียนไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียนเท่านั้น เพราะผู้เรียนสามารถหาความรู้เพิ่มเติมผ่านโลกไซเบอร์ ดังนั้น คณะบัญชีฯ จุฬาฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนครั้งใหญ่ เรียกว่า CBS Lifeline Learning ที่มากกว่าการเชื่อมระบบการเรียนออฟไลน์กับออนไลน์เข้าด้วยกัน ให้เกิดการเรียนรู้ในทุกที่ของชีวิต โดยยกระดับการเรียนรู้ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น และเป็นโมเดลการเรียนรู้ยุคใหม่ที่มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก


“ไม่เพียงแต่พัฒนาแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพ เราต้องเปลี่ยนความคิดของผู้เรียนด้วยว่า การเรียนรู้ไม่ใช่เกิดในห้องเรียนหรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ แต่เกิดขึ้นได้ทุกขณะจิต ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะอยู่ที่บ้าน ในรถไฟฟ้า หรือเล่นโซเชียลมีเดีย ฉะนั้น เป้าหมายก็คือ สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ โดยทำให้นิสิตมีความกระหายใคร่รู้ตลอดเวลาด้วยจิตวิญญาณ ไม่ใช่การเรียนตามหลักสูตรเท่านั้น”

บัญชีจุฬาฯ ต้นแบบ "Safe Haven for Lifeline Learning"การพลิกโฉมโมเดลการศึกษาระดับโลก 


รศ. ดร. วิเลิศ กล่าวว่า คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ยังคงเป็นสถาบันชั้นนำของประเทศในหลักสูตรนานาชาติ ทั้งระดับปริญญาตรี และปริญญาโท โดยปีนี้ มีผู้สมัครเรียนหลักสูตรนานาชาติเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า จากปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งทำให้นักเรียนไทยไม่สามารถเดินทางไปศึกษาต่อในต่างประเทศได้ จึงมุ่งหน้าเลือกสถาบันการศึกษามาตรฐานระดับโลกในไทย


“คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ดึงดูดนักเรียนเก่งๆ มาเรียนต่อหลักสูตรนานาชาติเป็นจำนวนมาก โดยการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรนานาชาติด้านการบริหารธุรกิจ ระดับปริญญาตรี หรือ BBA ปรากฎว่า คะแนนสอบ SAT (Scholastic Assessment Test) สูงถึง 1,560 คะแนน เป็นคะแนนระดับท็อปต้นๆ ของประเทศไทย และเป็นระดับที่สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแนวหน้าของโลกได้” 


รศ. ดร. วิเลิศ ชี้ว่า การเรียนโมเดลใหม่ จะเอื้อให้คณะฯ สามารถเชิญศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก อาทิ ฮาร์วาร์ด อ็อกซ์ฟอร์ด เคมบริดจ์ และสแตนฟอร์ด มาร่วมสอนหลักสูตรนานาชาติในทุกคอร์ส ทั้งปริญญาตรีและโท ได้ง่ายขึ้น จากเดิมจะเชิญยากมาก เพราะต้องใช้เวลาในการเดินทางไป-กลับไม่น้อยกว่าหนึ่งสัปดาห์ อีกทั้งยังเสียค่าใช้จ่ายสูง 


“วันนี้ คณะบัญชีฯ จุฬาฯ จึงไม่ใช่เป็นแค่สถานศึกษาที่เรียนออฟไลน์ออนไลน์ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเรียนรู้ที่พัฒนาคุณค่าแห่งชีวิตของคุณได้ทุกที่ ทุกเวลา”


ขณะเดียวกัน คณะฯ ให้ความสำคัญกับการเรียนภายใต้วิถีปกติใหม่ ด้วยการทำให้ห้องเรียนเป็นพื้นที่ปลอดภัยจากไวรัส หรือ  CBS Safe Haven Model เพื่อให้นิสิตมาเรียนด้วยความมั่นใจ ซึ่งมีมาตรการตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านสาธารณสุข พร้อมทั้งแจกทั้ง faceshield และหน้ากากอนามัย ให้กับนิสิตทุกคน ทั้งนี้ คณะฯ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท ซีที เอเชีย โรโบติกส์ จำกัด เพื่อสนับสนุนหุ่นยนต์ “บันชี่” ซึ่งสามารถพ่นฆ่าเชื้อไวรัสโคโรน่า และวัดอุณหภูมิตามจุดคัดกรองของคณะฯ


ก่อนหน้านี้ คณะฯ ร่วมกับทิพยประกันภัย เพื่อให้ความคุ้มครองพิเศษแก่นิสิตและคณาจารย์ของคณะฯ ในการรักษาโควิด-19 ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน


เพื่อสนับสนุนการเรียนออนไลน์ คณะฯ ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน)  ผู้จำหน่ายสินค้าไอที โดยคอมเซเว่น จะมอบคอมพิวเตอร์จำนวน 20 เครื่องให้แก่คณะฯ อีกทั้งยังมีข้อเสนอให้นิสิตยืมใช้งานในระหว่างเรียน เช่า ซื้อแบบผ่อนชำระ หรือซื้อในราคาพิเศษ ขณะที่ห้องเรียนบางห้อง และห้องสมุดบางส่วนจะถูกปรับเปลี่ยนให้เป็น Co-working space เพื่อให้นิสิตสามารถมาใช้เป็นพื้นที่เรียนออนไลน์ได้ 


นอกจากการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนแล้ว คณะฯ ยังส่งเสริมให้นิสิตมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือสังคมผ่านโครงการต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการฝึกงานจำลอง หรือ CBA (Chulalongkorn Business Administration) ซึ่งเป็นโครงการฝึกงานนิสิตในรูปแบบการดำเนินธุรกิจจริง เพื่อเสริมสร้างนิสิตให้เป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพและนำผลกำไรจากการดำเนินงานคืนสู่สังคมในรูปแบบกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม


รศ. ดร. วิเลิศ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า คณะฯ จะลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อให้นิสิตมีส่วนช่วยพัฒนาแผนธุรกิจในยุคดิจิทัล เพื่อให้เอสเอ็มอีฟันฝ่าวิกฤตไปได้ นอกจากนี้ คณะฯ จะจับมือกับ บริษัท สยามพิวรรธน์ เปิดโอกาสให้นิสิตเข้าไปช่วยด้านแผนการตลาดและการขายแก่ผู้ค้ารายย่อยในโซนสุขสยาม ชั้น G ไอคอนสยามอีกด้วย


เห็นโมเดล The Safe Haven of Lifeline Learning เพื่อการจัดการการเรียนรู้ของคณะบัญชีฯ จุฬาฯ ในรอบด้านในช่วงวิกฤตแบบนี้แล้ว ต้องคิดเลยไปว่านี่ไม่ใช่แค่ทัดเทียมคุณภาพการเรียนรู้ระดับโลก แต่เป็นการก้าวล้ำที่เป็นโมเดลคุณภาพ สมกับคณะแห่งการบริหารอันดับหนึ่งแห่งความภาคภูมิใจของคนไทย

นายกฯ ส.บ.ม.ท.ถามครูทั่วประเทศ ยอมได้มั๊ย ลดสถานะ “ครู”เป็นแค่”ติวเตอร์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายกฯ ส.บ.ม.ท.ถามครูทั่วประเทศ ยอมได้มั๊ย ลดสถานะ “ครู”เป็นแค่”ติวเตอร์”

นายกฯ ส.บ.ม.ท.ถามครูทั่วประเทศ ยอมได้มั๊ย ลดสถานะ \"ครู\"เป็นแค่\"ติวเตอร์\"

30 สิงหาคม 2563 – 19:50 น.

นายกฯ ส.บ.ม.ท.ถามครูทั่วประเทศ ยอมได้มั๊ย ลดสถานะ “ครู”เป็นแค่ “ติวเตอร์” โดย กมลทิพย์ ใบเงิน เรียบเรียง

           เงียบไปนานสำหรับ ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่ชาติ  ฉบับใหม่ ล่าสุดมีความเคลื่อนไหวผ่านเวที “เหลียวหลังแลหน้า ปฏิรูปการศึกษาไทย” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2563 ที่โรงแรมสุโกศล กรุงเทพ โดย นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เป็นประธาน

       อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นัด ครู-ผอ.ร.ร.ทั่วประเทศแต่งดำ ค้านยุบ-เลิกเขตพื้นที่กศ.

        เกี่ยวกับเรื่องนี้ “คมชัดลึก” ได้รับการเปิดเผยจาก “ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ” อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน ในฐานะนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมแห่งประเทศไทย(ส.บ.ม.ท.)ว่า ตนเกาะติดเรื่องร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่ชาติ  ฉบับใหม่ นี้มาตลอด เพราะเป็นเรื่องใหญ่ในการขับเคลื่อนงานการศึกษาของประเทศ เป็นเรื่องที่กระทบกับครูกว่า 7 แสนคน และนักเรียนอีกว่า 14 ล้านคน

       ดร.รัชชัยย์  เผยอีกว่า ตนได้ไปประชุมงาน “เหลียวหลังแลหน้า ปฏิรูปการศึกษาไทย” ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา” ในครั้งนี้ด้วย มีรมว.ศธ. เป็นประธาน มีการเปิดโอกาสให้ถามคำถาม แต่การถามคำถามนั้นไม่เปิดโอกาสให้ถามสด ให้เขียนคำถาม online ส่งให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ถาม


     “ผมได้ถาม รมว.ศธ ว่า ได้มีการเสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฯแล้วหรือยัง หากเสนอแล้วได้เสนอกฎหมายที่ใครร่างเข้าสู่สภา และ จะมีการประชาพิจารณ์สี่ภูมิภาคหรือไม่ รมว.ศธ ตอบสั้นๆว่า เสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาฯ ฉบับที่ นายแพทย์จรัสฯเป็นประธานร่าง และจะไม่มีการทำประชาพิจารณ์อีก”

         ดร.รัชชัยย์  ตั้งข้อสังเกตว่า  ถ้าเป็นเช่นนี้ ผลที่จะตามมาคือ

       1. ถ้ากฎหมายนี้เข้าสภาฯผมเชื่อว่าผ่านแน่นอนเพราะ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐและ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลจะโหวตให้ผ่าน ถ้ากฎหมายไม่ผ่าน รัฐก็จะอยู่ไม่ได้

       2. แม้จะมีกฎหมายภาคประชาชนเสนอประกบเข้าไปก็ไม่แน่ใจว่าจะมีการปรับแก้ร่างกฎหมายฉบับ ที่ รมว.ศธ เสนอไปหรือไม่

       3. ถ้าร่างกฎหมายที่ รมว.ศธ เสนอ เข้าสภาและผ่านมีผลบังคับใช้ จะส่งผลดังนี้

       3.1 วิชาชีพครูจะเป็นวิชาชีพที่ตกต่ำที่สุดเพราะจะถูกปกครองด้วยองค์คณะบุคคลที่มิได้เป็นครู

       3.2 ความเป็นวิชาชีพชั้นสูงจะหายไป เพราะร่างกฎหมายฉบับที่ รมว.ศธ เสนอเข้าไปนั้น ได้ตัดคำว่า “วิชาชีพชั้นสูง” ทิ้งไป

       3.3 “ผู้อำนวยการ” จะถูกเปลี่ยนเป็น “ ครูใหญ่”

       3.4 ข้าราชการครูวิทยะฐานะชำนาญการพิเศษรุ่นใหม่ที่ได้รับแต่งตั้งหลังจากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้จะได้รับเงินประจำตำแหน่งเพียง 5,600 บาท เท่านั้น ส่วนเงินวิทยะฐานะจะถูกตัดทิ้งไปเพราะไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู พวกเรารับได้หรือไม่กับ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ฯ ฉบับที่ รมว.ศธ คนดี คนนี้เสนอต่อ สภาผู้แทนราษฎร ฯ ถ้ารับได้ ก็อยู่กันอย่างสงบต่อไป

       และอาจเปลี่ยนบทบาทจาก “ ครู” เป็น “ติวเตอร์” แทน แต่ถ้าเห็นว่าเป็นการหมิ่นเกียรติหรือลดเกียรติข้าราชการครู (มีการลบคำว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูงออกไป) ก็ต้องพร้อมใจกันออกมาเคลื่อนไหวทางสังคม อย่าให้กฎหมายนี้ผ่านสภาฯจนประกาศใช้ เพราะถ้ากฎหมายนี้มีการประกาศใช้ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้อีกแล้วอนึ่ง มีผู้ถามว่า พ.ร.บ. การศึกษา ฯทำไมไม่ได้ออกมาใช้เสียที     

        “วิทยากรท่านหนึ่งที่เป็นอดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและ “ไม่เคยเป็นครู” (เป็นวิศวกร) ตอบว่า ไปติดที่ “กลุ่มผลประโยชน์ คือพวกครูและผู้อำนวยการโรงเรียน” พวกเราฟังเเล้วรู้สึกอย่างไรครับ”

       นายกฯส.บ.ม.ท.  กล่าวอีกว่า  รมว.ศธ. อ้างว่าผ่านขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฏีกาแล้ว จะเข้าสภาฯ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราไม่รู้เรื่องเลย เชื่อว่าครูเป็นจำนวนมากไม่ทราบสาระเนื้อหาของร่างพ.ร.บ.การศึกษา ฉบับนี้ 

       “วิชาชีพครู เป็นวิ ชาชีพชั้นสูง หากถูกตัดออกไปพวกเรา และองค์กรครูไม่ยอมแน่ เพราะครูในกฏหมายเดิมเป็นวิชาชีพชั้นสูง มีสภาวิชาชีพควบคุมดูแล ครูรับผิดชอบชีวิตเด็กตลอด 24 ชัวโมง หรือจนกว่าเด็กกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย  หากครูเป็นเพียงติวเตอร์ สอนเพียง 8 ชั่วโมงก็หมดหน้าที่” นายกฯส.บ.ม.ท.  กล่าว

       ดร.รัชชัยย์ กล่าวอีกว่า  องค์กรครูเรียกร้องขอมีส่วนร่วมมาตลอด แต่รัฐมนตรีคนนี้ไม่ฟัง ก่อนลงประชามติครูควรมีส่วนร่วม การทำประชามติ 4 ภูมิภาคใช้เงินงบประมาณไม่มาก แต่สามารถเข้าถึงครูและตัวแทนครูทั่วประเทศ แต่ทำแบบนี้เหมือนมัดมือชกครู ไม่ให้เกียรติครู

       “แต่พวกผมไม่ยอมแน่ น่าเสียดายที่รัฐบาล ส่งคนแบบนี้ ไม่จริงใจมาเป็นผู้นำปฏิรูปการศึกษา และเป็นผู้นำครู ผมถามหน่อยตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีศึกษาฯมามีผลงานอะไรที่ทำแล้วการศึกษาไทยดีขึ้น  หรือมีแต่แก้ทรงผมนักเรียน เพื่อเอาใจเด็ก”

       ดร.รัชชัยย์  ยังกล่าวอีกว่า  เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศไทย สภาการศึกษาแห่งชาติที่มีแต่ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการ มีมติเห็นชอบให้มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) ให้ครบทุกจังหวัด แต่รัฐมนตรีศึกษาฯเพียงคนเดียวกลับไม่ลงนามเห็นชอบด้วย

      “หากเป็นแบบนี้   จะมีผู้เสียหายไปยื่นฟ้องรัฐมนตรีในฐานะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157 ได้ และส.บ.ม.ท. ผนึกำลังองค์กรครูทั่วประเทศ เตรียมเคลื่อนไหวในเร็วๆ นี้” นายกฯ ส.บ.ม.ท.  กล่าวในที่สุด

เปิด..จดหมายจากพ่อไดโนเสาร์ ถึง..ลูกรัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิด..จดหมายจากพ่อไดโนเสาร์  ถึง..ลูกรัก

เปิด..จดหมายจากพ่อไดโนเสาร์  ถึง..ลูกรัก

30 สิงหาคม 2563 – 14:20 น.

เมื่อคุณพ่อ ติดตามข่าวที่ลูกเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” และ “เสรีภาพ” แล้ว พ่อรู้สึกอย่างไจ…เปิด..จดหมายจากพ่อไดโนเสาร์  ถึง..ลูกรัก

       พ่อติดตามข่าวที่ลูกเรียกร้อง ”ประชาธิปไตย” และ ”เสรีภาพ” แล้ว พ่อรู้สึกแปลกใจ ที่เราอยู่กันมาตั้งแต่ลูกเกิด ทนุถนอมอบรมมาอย่างดี แต่ลูกกลับไปเชื่อ”ใครก็ไม่รู้” ที่ไม่เคยแม้แต่จะให้เงินลูกสักบาท ให้กินข้าวสักจาน จนลืมคำสั่งสอนของพ่อแม่

         อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จดหมายเปิดผนึก จาก “ลุงรัชชัยย์ ศรสุวรรณ” ถึงเด็กๆทุกคน

        แต่อย่างไรก็ดี พ่อเคารพความคิดเห็นของลูกเสมอ จะไม่ตำหนิติติงอะไร แต่จะปรับตัวประพฤติปฏิบัติให้ดีขึ้นตามที่ลูกต้องการ ดังนั้น พ่อกับแม่จึงคิดว่า ถึงเวลาที่เราควรจะทบทวนปรับตัวให้เข้ากับ ”เสรีภาพ” ตามที่ลูกต้องการ พ่อจึงอยากจะแจ้งให้ลูกทราบดังนี้

       1.บุญคุณต่อกัน คงไม่มีตามที่ลูกบอกว่า ลูกเกิดมาเพราะความสนุกของพ่อแม่ จึงไม่มีบุญคุณต่อตัวลูก ไม่ว่าจะเป็นการอดหลับอดนอนเลี้ยงดู ข้าวปลาอาหาร และอื่นๆที่เคยหยิบยื่นให้ ซึ่งทั้งหมดนั้นพ่อและแม่ไม่คิด ถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแม้ลูกจะไม่เต็มใจก็ตาม

      2.ค่าใช้จ่ายที่พ่อเคยให้ลูกใช้ในแต่ละเดือนนั้น พ่อคิดว่ามันเป็นการละเมิด”สิทธิเสรีภาพ”ของพ่อ เพราะเงินที่หามาได้นั้นมาจากน้ำพักน้ำแรงของพ่อ พ่อจึงควรมี”สิทธิเสรีภาพ”ในการจับจ่ายใช้สอยโดยไม่ควรให้ลูกละเมิดสิทธิ์ของพ่อโดยการนำเงินของพ่อไปใช้

        ดังนั้น พ่อจะตัดค่าใช้จ่ายที่เคยให้ลูกลงครึ่งหนึ่ง โดยในส่วนที่เหลือ เป็นการทำหน้าที่ในฐานะ”บุพการี”ที่รักสนุกจนทำให้ลูกเกิดมา ถือว่าเราใช้”สิทธิเสรีภาพ”ในขอบเขตของแต่ละคนตามที่ลูกต้องการ       

         3.ค่าที่พัก จริงๆแล้ว บ้านเป็นกรรมสิทธิ์ของพ่อกับแม่โดยมีลูกเป็นผู้อาศัย หรือเปรียบดังผู้เช่าที่สมควรจะเสียค่าเช่า ซึ่งตลอดมา ลูกไม่เคยจ่ายค่าเช่าเลยแม้แต่บาทเดียว รวมทั้งค่าน้ำค่าไฟก็ไม่เคยเสีย แต่ไม่เป็นไร พ่อยินดีให้อยู่ฟรีๆ

         แต่จากนี้ เราต้องเคารพ”สิทธิเสรีภาพ”ตามที่ลูกแสวงหา ดังนั้น ในเมื่อลูกใช้น้ำใช้ไฟที่พ่อไม่ได้ผลิตเอง แต่ซื้อมา ลูกจึงต้องรักษาเสรีภาพด้วยการ ”ใช้เอง จ่ายเอง” ทั้งค่าน้ำค่าไฟ จะได้เท่าเทียมกัน เพราะพ่อกับแม่ก็ใช้เอง จ่ายเอง อย่างเสมอภาคเช่นเดียวกัน

        4.อาหารการกิน เพื่อให้มีสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาค และเพื่อให้ทันสมัยตามที่ลูกต้องการ นับจากนี้ พ่อกับแม่จะหันไปสั่งอาหารฟู๊ด แพนด้ามากินตามที่พ่อและแม่อยากกิน

       ส่วนลูกจะกินอะไร ก็แล้วแต่เสรีภาพของลูก โดยขอให้จ่ายเงินเองเพื่อความเสมอภาค หรือต้องการหุงหากินเอง ก็ใช้สิทธิ์ได้เต็มที่เพราะแม่เตรียมเอาไว้ให้แล้วในครัวโดยไม่คิดเงิน

      5.เรื่องมรดก เพราะเราไม่มีบุญคุณต่อกัน ดังนั้น ลูกไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเป็นภาระเลี้ยงพ่อแม่ยามแก่เฒ่า ขอให้ลูกเดินตามความฝันที่ลูกต้องการ เพราะอีกไม่นานพ่อกับแม่ก็คงตายแล้ว ตามที่ลูกๆด่าทอ และเพื่อตายอย่างสงบและไม่ให้เป็นภาระของลูกๆ         

         พ่อจึงจัดการมรดกที่พอมีของพ่อ ทั้งบ้านและที่ดิน ตลอดจนทรัพย์สินอื่นๆ พ่อจะเริ่มทยอยขายให้หมดก่อนพ่อตาย โดยเงินที่ขายมาได้นี้ พ่อจะแบ่งให้ลูกครึ่งหนึ่งในฐานะบุพการี

       ส่วนอีกครึ่งหนึ่ง พ่อและแม่จะเก็บไว้กินไว้ใช้ รวมทั้งเอาไว้จัดงานศพ ส่วนที่เหลือจากจัดงานแล้ว ถือว่าเป็น”สิทธิเสรีภาพ”ของพ่อ พ่อจึงขอถวายวัดไปเพื่อสั่งสมบุญไปใช้ในภพหน้า

      6.พ่อจะไม่บั่นทอนกำลังใจของลูกในการตามหา”เสรีภาพ” ในฝันตามที่ถูกสร้างวิมานไว้ แต่อยากให้ลูกคิดให้จงหนักว่าคนที่เขาวาดฝันให้ลูกนั้น เขามาเสี่ยงตายกับลูกหรือไม่

      แต่สำหรับพ่อและแม่แล้ว หากลูกเป็นอะไรไป พ่อกับแม่คงใจสลายเพราะความรัก ซึ่งแม้จะเป็นความรักที่ลูกไม่เคยเห็นค่าเลยก็ตาม พ่อจึงขออวยพรให้ลูกปราศจากอันตรายทั้งปวง

      7.เรื่องสุดท้าย เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกัน ต่อจากนี้ ลูกจะเรียกพ่อกับแม่ว่า”คุณ” เฉยๆก็ได้นะ ส่วนพ่อกับแม่จะขออนุญาตเรียกลูกว่า ”ลูก” ตลอดไป

    ด้วยรักและหวังดี

   จาก พ่อไดโนเสาร์ตัวหนึ่ง

7ภาคีนักเรียนเข้าพบ “รมว.ศธ.” ขอเวทีกลาง เพื่อถกปัญหาการศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

7ภาคีนักเรียนเข้าพบ “รมว.ศธ.” ขอเวทีกลาง เพื่อถกปัญหาการศึกษา

7ภาคีนักเรียนเข้าพบ "รมว.ศธ." ขอเวทีกลาง เพื่อถกปัญหาการศึกษา

28 สิงหาคม 2563 – 19:05 น.

7 ตัวแทนภาคีนักเรียน เข้าพบ “รมว.ศธ.” เพื่อถกขอเปิดเวทีแสดงความเห็นอย่างอิสระ มีครูร่วมรับฟัง พร้อมเสนอให้แก้ไขการข่มขู่คุกคามในโรงเรียน ผู้ปกครองโฟนอินฟ้อง “ณัฎฐพล” กลางที่ประชุม ร้องลูกถูกคุกคาม

          วันที่ 28 สิงหาคม 2563 นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการ ต้อนรับกลุ่มภาคีนักเรียนแห่งประเทศ (AST) และ กลุ่ม Uncommon International Group (UNG) จำนวน 7 คน ซึ่งระบุว่าเป็นตัวแทนของเด็กนักเรียนจาก 109 โรงเรียน ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุมของเด็กนักเรียนที่ผ่านมา

        อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จดหมายเปิดผนึก จาก “ลุงรัชชัยย์ ศรสุวรรณ” ถึงเด็กๆทุกคน

        แต่ต้องการนำเสนอปัญหาต่อนายณัฎฐพลถึงกรณีเด็กนักเรียน และบุคลาการทางการศึกษาถูกคุกคาม ข่มขู่ภายในโรงเรียน และความไม่โปร่งใสของข้อมูลที่รายงานถึงกระทรวงศึกษาธิการที่อาจไม่ถูกต้อง

          รวมถึงร้องขอให้มีการเปิดเวทีการแลกเปลี่ยน และแสดงความคิดเห็นของเด็กนักเรียน ผ่านชั่วโมงอิสระภายในโรงเรียน โดยมีคุณครูเป็นผู้สังเกตการณ์และรับฟังปัญหาเพื่อลดความรุนแรง และสร้างการมีส่วนร่วม

        เหนืออื่นใด รวมถึงการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นของตัวแทนนักเรียกจากจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศเกี่ยวกับเพื่อสร้างความเข้าใจ และหาแนวทางแก้ไขปัญหาของระบบการศึกษาร่วมกัน

        นายณัฏฐพล   กล่าวแสดงความยินดีที่เด็กนักเรียนกล้าแสดงความคิดเห็น โดยกล่าวว่า ตนพร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นของน้องๆ ตลอดเวลา เพราะเห็นถึงความกล้าในการแสดงความคิดเห็น และห่วงใยถึงอนาคตของการศึกษาไทย ซึ่งเรียกร้องต่างๆ หลายๆ เรื่องมาถูกทาง      

         รมว.ศธ.  กล่าวย้ำว่า ซึ่งตนต้องการรับฟังความเห็นหลากหลาย เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนสิ่งที่อยู่ระหว่างการดำเนินการของกระทรวงศึกษาธิการ เช่น การเรียนภาษาที่สอง และสาม ซึ่งครม.ได้อนุมัติให้มีการว่าจ้างครูต่างชาติระยะสั้น จำนวน 20,000 คน เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ และภาษาจีน ที่เน้นด้านการสื่อสารเป็นหลัก ซึ่งหากเรามีคุณครูสอนภาษาที่พร้อมก็จะสามารถเข้าไปปฏิบัติหน้าที่แทนครูต่างชาติต่อได้

       “สำหรับการเปิดเวทีเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ผมพร้อม และยินดีที่จะได้รับข้อคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำมาแก้ไข แต่อยากให้มีการพูดคุยกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น เราก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของครูด้วย รวมถึงต้องฟังทางด้านกระทรวงศึกษาฯ เช่นกันว่า ได้ดำเนินการอะไรไปบ้างแล้ว ซึ่งการแสดงความเห็น แม้จะมีที่แตกต่างกัน แต่ก็สามารถพูดคุยกันด้วยสันติวิธี ไม่ก้าวร้าว ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันได้เป็นอย่างมาก เท่าที่ผมได้รับฟังจากน้องๆ ก็เห็นว่า น้องๆ ไม่ได้พูดถึงเรื่องของตัวเองเลย แต่การสื่อสารจากนี้ไปถือเป็นเรื่องสำคัญ ต้องเกลาการสื่อสารเพื่อให้นักเรียนทั่วประเทศเข้าใจตรงกัน” นายณัฏฐพล กล่าว

        นายณัฏฐพล กล่าวอีกว่า  ขณะนี้ตนเองได้ทำช่องทางเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากน้องๆ แต่ช่องทางนี้ ต้องทำการตรวจสอบอย่างจริงจัง เพื่อรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และตัวเด็กนักเรียนจากการสื่อสาร หรือเข้าร้องเรียน ซึ่งหากทำแล้ว จะต้องไม่มีความผิด      

           รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า อยากให้ทุกฝ่ายได้ติดตาม และเข้าใจในสิ่งที่กระทรวงศึกษาฯ ได้ดำเนินการไป โดยเฉพาะเรื่องการศึกษายกกำลังสอง ที่ข้อเรียกร้องหลายเรื่องอยู่ในแผนการดำเนินงาน แต่บางอย่างมีข้อติดขัดด้านกฎระเบียบ เช่น การยกเลิกชุดเครื่องแบบนักเรียน ซึ่งมีผลต่อค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง

       รวมถึงการสนับสนุนการเรียนของเด็กนักเรียนที่มีความชอบความถนัดที่แตกต่างกัน แต่ต้องถูกวัดผลแบบเดียวกัน ซึ่งไม่ควรนำมาครอบเพื่อวัดว่าเด็กคนไหนเก่งหรือไม่เก่ง อย่างเช่น การสอบ O-Net เชื่อว่า หลายคนมีข้อคิดเห็นที่แตกต่าง แต่การสอบวัดผล O-Net ไม่ได้เป็นสิ่งที่วัดความรู้ ความสามารถของนักเรียนได้อย่างเท่าเทียมกัน สามารถหาวิธีการวัดอย่างอื่นได้หรือไม่ เป็นต้น ขณะเดียวกัน บางเรื่องเห็นตรงกัน แต่อาจจะต้องดูจังหวะเวลา เพราะหากทำแล้วอาจเกิดปัญหาตามมาได้

         ทั้งนี้ระหว่างการหารือ ตัวแทนภาคนักเรียนได้ติดต่อผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่งทางโทรศัพท์ เพื่อให้เล่าสถานการณ์ที่บุตรของตนเองถูกคุกคาม ซึ่งนายณัฏฐพลได้ซักถาม และรับฟังรายละเอียด พร้อมกล่าวรับเรื่องและประสานให้หน่วยงานรับผิดชอบตรวจสอบรายละเอียด และดำเนินการแก้ไขโดยทันที

7ภาคีนักเรียนเข้าพบ "รมว.ศธ." ขอเวทีกลาง เพื่อถกปัญหาการศึกษา
7ภาคีนักเรียนเข้าพบ "รมว.ศธ." ขอเวทีกลาง เพื่อถกปัญหาการศึกษา
7ภาคีนักเรียนเข้าพบ "รมว.ศธ." ขอเวทีกลาง เพื่อถกปัญหาการศึกษา