เลิร์น คอร์ปอเรชั่น เปลี่ยน “โควิด” เป็น “โอกาส” ดันธุรกิจการศึกษาพุ่ง 100% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เลิร์น คอร์ปอเรชั่น เปลี่ยน “โควิด” เป็น “โอกาส” ดันธุรกิจการศึกษาพุ่ง 100%

เลิร์น คอร์ปอเรชั่น เปลี่ยน "โควิด" เป็น "โอกาส" ดันธุรกิจการศึกษาพุ่ง 100%

27 สิงหาคม 2563 – 15:31 น.

เลิร์น คอร์ปอเรชั่น ผู้นำธุรกิจด้านการศึกษา กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจชั้นนำของโลกยุคดิจิตัลเพียงไม่กี่ราย ที่รอดพ้นจากวิกฤตการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยมุมมองการทำงาน และแนวคิด “ปรับตัว-เตรียมพร้อม-พัฒนา” ส่งผลให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างไร้อุปสรรค


นายสาธร อุพันวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด  องค์กรเอ็ดเทค (EdTech) ชั้นนำของไทย เผยเคล็ดลับการสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจการศึกษาว่า “การตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนักเรียน และผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษา ถือเป็นเรื่องที่บริษัทพยายามเน้นย้ำอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งมั่นพัฒนาระบบ และรูปแบบการศึกษาใหม่ๆ อยู่เสมอ การทำงานส่วนใหญ่ มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาคอนเทนต์และแพลตฟอร์มต่างๆ ไปจนถึงการทำงานร่วมกับมูลนิธิ สถาบัน ตลอดจนสถานศึกษาหลายแห่ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อวงการศึกษามากที่สุด ซึ่งส่วนตัวเชื่อมั่นว่า หากเราตั้งใจให้ความรู้กับเด็กๆ เป็นอย่างดีแล้ว เมื่อเขาก้าวเข้าสู่สังคม สู่โลกของการทำงาน เขาจะสร้างความมั่นคง สร้างประโยชน์ และต่อยอดให้กับสังคมต่อไปได้ จึงอยากเน้นย้ำว่า เราคือธุรกิจที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับคนได้มากที่สุด” นายสาธร กล่าว

เลิร์น คอร์ปอเรชั่น เปลี่ยน "โควิด" เป็น "โอกาส" ดันธุรกิจการศึกษาพุ่ง 100%


ทั้งนี้ “ในช่วงวิกฤตโควิด-19 เราอาศัยการปรับตัวอย่างรวดเร็ว การเตรียมพร้อม และการพัฒนาระบบออนไลน์อย่างต่อเนื่อง จึงได้รับผลกระทบไม่มากนัก ในทางตรงกันข้าม หากไม่มีระบบออนไลน์ เราคงจะประสบปัญหาเหมือนกับหลายๆ ธุรกิจ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนเราใช้ระบบออนไลน์แค่ 10-20% แต่ในช่วงวิกฤติที่ผ่านมาเราปรับตัวใช้ออนไลน์ 100% และปรับงานอีเวนต์เป็นรูปแบบ “Live” ทางออนไลน์ ภายใต้ชื่อ “Success Design Forum” เพียงระยะเวลา 2-3 เดือน มีเด็กและผู้ปกครองเข้าชมกว่า 10,000 คน ซึ่งถือเป็นการปรับตัวอีกหนึ่งรูปแบบที่ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา” 

เลิร์น คอร์ปอเรชั่น เปลี่ยน "โควิด" เป็น "โอกาส" ดันธุรกิจการศึกษาพุ่ง 100%


นายสาธร อุพันวัน ยังกล่าวอีกว่า  “ในช่วงเวลาวิกฤติที่ทุกคนต่างมองหาช่องทางการเรียนรู้ใหม่ๆ โรงเรียนกวดวิชาออนดีมานด์ ธุรกิจในเครือที่มีระบบการเรียนออนไลน์ จึงเป็นตัวช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างตรงประเด็นที่สุด โดยเราพยายามส่งเสริมให้เด็กได้เรียนอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสร้างมิติใหม่ในการเรียนอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น Learn Anywhere ระบบเรียนแบบ Seamless Learning ที่เด็กสามารถเข้าเรียนที่สาขา ตามคอร์สและเวลาที่ลงทะเบียนไว้ เมื่อกลับถึงบ้าน เด็กสามารถเรียนผ่านโน้ตบุ๊ก หรือแท็บเล็ตของตน ในวิชา และช่วงเวลาที่เรียนค้างไว้ที่สาขาได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าหากเด็กไม่เข้าใจบทเรียนก็สามารถถ่ายรูปเพื่อส่งคำถามมาที่สถาบันเพื่อถามทีมวิชาการ ที่คอยตอบคำถามตลอด 24 ชั่วโมง อีกทั้งเรายังมีรายการ “พี่ทอล์ก น้องโทร” รายการแนะแนวการศึกษา ในรูปแบบ “Live” ถือเป็นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับเด็กอีกทางหนึ่ง” 

เลิร์น คอร์ปอเรชั่น เปลี่ยน "โควิด" เป็น "โอกาส" ดันธุรกิจการศึกษาพุ่ง 100%

อย่างไรก็ดี นายสาธร อุพันวัน ย้ำอีกว่า “สุดท้ายแล้ว การปรับตัว คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ ซึ่งในอนาคต หากมีการปรับตัวไปพร้อมๆ กับสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านเทคโนโลยีและดิจิตัล จะทำให้เรามีเครื่องมือเพื่อผลักดันธุรกิจให้ยืนหยัด และก้าวไปสู่โลกแห่งอนาคตได้อย่างมั่นคงต่อไป 

ประกาศเปิดรับสมัครผู้อำนวยการ สกสว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ประกาศเปิดรับสมัครผู้อำนวยการ สกสว.

ประกาศเปิดรับสมัครผู้อำนวยการ สกสว.

25 สิงหาคม 2563 – 17:30 น.

เปิดรับสมัครบุคคล เพื่อคัดเลือกดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(สกสว.) ตั้งแต่วันที่ 24ส.ค.-25ก.ย.2563

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม(สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)โดยคณะอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมประกาศเปิดรับสมัครบุคคลเพื่อคัดเลือกเป็นผู้อำนวยการสกสว.ผู้สนใจสามารถยื่นใบสมัครได้ตั้งแต่วันที่24สิงหาคม2563ถึง25กันยายน2563

ทั้งนี้ผู้สนใจสมัครเข้ารับการคัดเลือกสามารถดาวน์โหลดใบสมัครและรายละเอียดได้ที่

https://tsri.or.th/th/page/สรรหา

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์0 2278 8200ต่อ8228 (คุณสุรีรัตน์)และ084 219 6116 (คุณปกรัฐ) E-mail:sureerat@trf.or.th,pokrat@trf.or.thและสามารถยื่นส่งใบสมัครและเอกสารประกอบอื่นๆได้ที่ฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการสรรหาผู้อำนวยการสกสว.ชั้น14อาคารเอสเอ็มทาวเวอร์979/17-21ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนในเขตพญาไทกรุงเทพฯ10400 ภายในวันที่25กันยายน2563เวลา17.00น.

กระทรวงศึกษาฯ ไฟเขียวให้ “สภานักเรียน” เปิดเวทีรับฟังความเห็นการเมือง ถึง 15 ก.ย. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กระทรวงศึกษาฯ ไฟเขียวให้ “สภานักเรียน” เปิดเวทีรับฟังความเห็นการเมือง ถึง 15 ก.ย.

กระทรวงศึกษาฯ ไฟเขียวให้ "สภานักเรียน" เปิดเวทีรับฟังความเห็นการเมือง ถึง 15 ก.ย.

25 สิงหาคม 2563 – 16:12 น.

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.กระทรวงศึกษาฯ ไฟเขียวให้ “สภานักเรียน” เปิดเวทีรับฟังความเห็นการเมือง ถึง 15 ก.ย.2563 ชี้ไม่ก้าวก่ายให้อำนาจ “ผอ.รร.-ครู” คุย ยันไม่คุกคาม หรือตัด “คะแนน-ทุน”นักเรียน

คืบหน้าหลังนักเรียนออกมาเคลื่อนไหว แสดงสัญญลักษณ์ชู3นิ้ว ผูกโบว์สีขาว เรียกร้องสิทธินานา ตามด้วยเวทีแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้น 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  จดหมายเปิดผนึก จาก “ลุงรัชชัยย์ ศรสุวรรณ” ถึงเด็กๆทุกคน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2563 ที่โรงแรม สตาร์ คอนเวนชั่น จ.ระยอง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (รมว.ศธ.) กล่าวผ่านสื่อถึงกระแสข่าวการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักเรียนภายในพื้นที่ในโรงเรียนว่า การแสดงออกถือเป็นสิทธิของบุคคลอะไรที่สร้างความแตกแยกที่ไม่เหมาะสมก็อยากให้คำนึงถึงจุดนี้

“ถ้าหากเป็นการก้าวร้าว หรือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมก่อให้เกิดความแตกแยก ผู้อำนวยการโรงเรียน สามารถเข้าไปพูดคุยได้และตักเตือนได้ ไม่ใช่ว่ามีสิทธิเสรีภาพแล้วจะทำทุกอย่างได้ตามใจชอบ เพราะเราก็เปิดสถานที่ให้มีการพูดคุยกันแล้ว และมีการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางสภานักเรียน มีกรอบเวลาที่ชัดเจนให้พูดคุยตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่15ก.ย.2563 ” รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ในช่วงเวลานี้เป็นโอกาสที่ทุกคน จะได้แสดงความคิดเห็นจากนั้นจะรวบรวมมาเป็นภาพรวมของทั้งประเทศ จากนั้นจะนำประเด็นที่หลักที่เป็นไฮไลท์ของนักเรียนมาจัดลำดับโดยดูความต้องการของนักเรียนส่วนใหญ่ให้อยู่ในลำดับต้น แล้วมาพิจารณาดูว่าเรื่องใดสามารถแก้ไขได้

“โดยต้องดูความเหมาะสมประกอบกันด้วยแต่เรื่องใดยังไม่ถึงเวลาถ้าทำไปแล้วเกิดผลกระทบในวงกว้างก็ต้องชี้แจงให้เข้าใจเพื่อให้เกิดการสื่อสารสองทาง เมื่อรับฟังแล้วนำไปแก้ไขแล้วสื่อสารกลับผมจึงเห็นว่าควรพูดคุยกันโดยสันติวิธีโดยที่ไม่ให้ฝ่ายที่เห็นต่างเกิดความรู้สึกอึดอัดซึ่งเป็นแนวทางที่น่าจะปฏิบัติกันทั่วโลกและเป็นหนึ่งในวิธีที่เยาวชนน่าจะใช้เวทีนี้ในการแสดงออก” รมว.ศึกษา กล่าว

เมื่อถามว่าจะให้อำนาจผู้อำนวยการโรงเรียน (ผอ.รร.) เป็นผู้จัดระเบียบโดยที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จะยังไม่เข้าไปสั่งการอะไรใช่หรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า ในประกาศกระทรวงศึกษาธิการที่ออกไปเปิดโอกาสให้ผู้อำนวยการโรงเรียนบริหารจัดการผ่านคณะกรรมการสถานศึกษา “สภานักเรียน” ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการแสดงความคิดเห็นภายในช่วงเวลาที่วางไว้

เมื่อถามว่ามีข้อร้องเรียนว่ามีการใช้เรื่องการตัดคะแนนและทุนการศึกษามาเป็นเงื่อนไขต่อการแสดงความคิดเห็นและการพูดคุยของนักเรียน นายณัฏฐพล กล่าวว่า “ไม่ และเท่าที่ได้รับฟังมาทุกโรงเรียนก็เปิดรับฟังความคิดเห็นโดยไม่เกี่ยวข้องกับการตักเตือนหรือตักเตือนแต่อย่างใด ซึ่งการพูดคุยในโรงเรียนครูจะดูความเหมาะสมอยู่แล้ว

“ผมมั่นใจจากที่เช็คมาหลายสิบโรงเรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูมีแนวทางที่ต่างกันไป บางคนรับฟังแล้วแนะนำให้นักเรียนไปทำกิจการเพิ่มเติมว่าเข้าใจเรื่องที่เรียกร้องจริงหรือไม่ เช่น การเรียกร้องเรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ให้นักเรียนไปเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญ ปี2540 กับ ปี2550 และปี2560 แล้วมาพูดคุยกันว่าความเห็นของนักเรียนแตกต่างกันอย่างไร ถือเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ เพราะบางครั้งนักเรียนก็ไม่รับทราบรายละเอียดของรัฐธรรมนูญที่แตกต่างกันในแต่ละฉบับถือเป็นความร่วมมือของโรงเรียนและนักเรียนหาความรู้ที่แท้จริง”รมว.ศธ. กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวยืนยันว่า จะไม่มีการคุกคามเรื่องคะแนนหรือความรู้สึกที่ทำให้นักเรียนอึดอัด และไม่คิดว่านักเรียนจะอึดอัดถ้ามีเวทีแสดงออกที่ชัดเจนผ่านระบบของโรงเรียนที่มีสภานักเรียน มีผู้อำนวยการ ทั้งนี้หากใครมีข้อมูลว่าสถานศึกษาใดไปดำเนินการในลักษณะไม่เหมาะสมให้แจ้งมาที่กระทรวงได้

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ขยายผลโครงการ ChAMP สู่โลกดิจิทัลและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ขยายผลโครงการ ChAMP สู่โลกดิจิทัลและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ขยายผลโครงการ ChAMP สู่โลกดิจิทัลและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning

25 สิงหาคม 2563 – 15:29 น.

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ขยายผลโครงการ ChAMP สู่โลกดิจิทัลและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าไม่หยุดกับ ChAMP (Chulalongkorn Alumni Mentorship Program) พลิกวิกฤติเป็นโอกาสหลังสถานการณ์โควิด-19 สร้างดิจิทัลคอนเทนต์เผยแพร่บนโลกออนไลน์ เพื่อเปิดทางให้นิสิตนอกโครงการได้ร่วมกิจกรรม และเข้าสู่โลกของการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifeline Learning) พร้อมผลักดันโครงการให้สร้างประโยชน์สาธารณะต่อภาคสังคม สมกับการเป็นเสาหลักของประเทศต่อไป

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ขยายผลโครงการ ChAMP สู่โลกดิจิทัลและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning


นายธงชัย บุศราพันธ์ ซีอีโอใหญ่แห่ง โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินงาน โครงการ ChAMP รุ่นที่ 9 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่านับตั้งแต่ปีแรกจนถึงปัจจุบัน เข้าปีที่ 9 โครงการ ChAMP มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีบัณฑิตที่ผ่านโครงการนี้ออกสู่ภาคธุรกิจแล้ว 493 คน ซึ่งทุกรุ่นได้รับการตอบรับอย่างดีจากหลายหน่วยงาน พร้อมกับเสียงเรียกร้องให้มีการขยายโครงการออกสู่ภาคสังคม โดยเมนเทอร์ที่ได้รับการคัดเลือกจะเป็นรุ่นพี่ที่สำเร็จการศึกษา ทั้งจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี และคณะอื่นของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ประสบความสำเร็จและมีความรู้ประสบการณ์ในสาขาวิชาชีพต่างๆ จนกระทั่งเกิดสถานการณ์โควิด 19 ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะสร้างความยากลำบากในการเมนทอริ่งระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องที่เข้าร่วมโครงการที่เป็นนิสิตที่กำลังศึกษาอยู่ แต่ก็ทำให้เกิดการสร้างดิจิทัลคอนเทนต์เผยแพร่ไปยัง ผู้ร่วมโครงการ (Mentee) และคนนอกโครงการ ที่ไม่ใช่แค่นิสิตเท่านั้้น แต่ยังสามารถส่งต่อให้บุคคลทั่วไปทั้งในและต่างประเทศ

“สถานการณ์จากโควิดทำให้เกิดการใช้ชีวิตวิถีปกติใหม่ จึงทำให้รูปแบบโครงการแชมป์เปลี่ยนไปหลายอย่าง เช่น เดิมรุ่นพี่กับรุ่นน้องเคยเจอกันแบบเจอหน้า ก็ต้องเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีอย่างซูมมิตติ้งแทน แต่ก็ทำให้เกิดข้อดีตรงที่ทำให้คอนเทนต์ที่เคยจำกัดอยู่แค่น้องนิสิตเพียง 4 คนในกลุ่ม ก็ขยายออกไปสู่สังคมภายนอกซึ่งที่ผ่านมาเรามีความพยายามที่จะเพิ่มจำนวนพี่เลี้ยงที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่สุด (Mentor) ให้สามารถรองรับนิสิตทุกคนที่สนใจเข้าร่วมโครงการ การพัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ จะช่วยให้น้องนอกโครงการสามารถได้รับประโยชน์ จากประสบการณ์และความรู้ที่เราถ่ายทอดให้กับน้องๆ ที่มีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการฯ (Mentee) ไปพร้อมกัน ซึ่งถึงแม้จะไม่ได้ 100% เหมือนกัน แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่ความรู้ตรงนี้จะเปิดโอกาสให้เขาได้เปลี่ยนตัวเองได้เช่นกัน”

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ขยายผลโครงการ ChAMP สู่โลกดิจิทัลและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning

น.ส. ณภัสสร พรกุลวัฒน์ นิสิตปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี กล่าวว่าแม้ตัวเองได้รุ่นพี่ที่ไม่ตรงกับสายวิชาที่เรียน แต่ก็ได้ประสบการณ์ความรู้ในสายวิชาอื่นที่เข้ามาช่วยเติมเต็ม และสร้างความหลากหลายให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการทำงานของโลกยุคสมัยใหม่ “ตัวเองเรียนด้านการตลาด ก็จะไม่ค่อยชอบตัวเลข มาได้รุ่นพี่ที่ทำงานด้านไพรเวทแบงค์กิ้ง กับเรียลเอสเตท ทำให้ได้แง่มุมด้านการมองภาพรวมธุรกิจ และตัวเลขการลงทุน ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในการทำงานด้านการตลาดได้มาก” 

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ขยายผลโครงการ ChAMP สู่โลกดิจิทัลและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning

นายตรอง หลงสมบูรณ์ นิสิตปี 3 คณะวิศวกรรมศาสตร์ หนึ่งในผู้เข้าร่วมโครงการแชมป์ กล่าวว่าตัวเองรู้จักโครงการ ChAMP จากรุ่นพี่ค่ายอาสา ซึ่งแม้จะไม่เชื่อเสียทีเดียวนักว่าการนั่งคุยกับรุ่นพี่จะช่วยให้ค้นหาตัวเองเจอ แต่ความที่เป็นคนชอบตั้งคำถามและทดลองสิ่งใหม่ๆ จึงสมัครเข้าร่วมโครงการ โดยคาดหวังว่าจะได้รับคำตอบเกี่ยวกับอาชีพในฝัน แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า

“เป็นคำตอบที่ให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น รู้ว่าเรามีความสุขกับอะไร ชอบทำอะไร และทำอะไรได้ดี ซึ่งสำคัญกว่าอาชีพ เพราะจริงๆ แล้ว โลกเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา อีก 50 ปีข้างหน้า อาชีพที่ใช้ในการดำรงชีวิตอาจไม่มีสอนในคณะฯ ที่เราเรียนอยู่ตอนนี้ก็ได้ สิ่งที่เราต้องรู้ จึงควรเป็นคุณค่าในชีวิตตัวเองคืออะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีทางจะหาพบได้ในห้องเรียน”

คณะบัญชีฯ จุฬาฯ ขยายผลโครงการ ChAMP สู่โลกดิจิทัลและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ Lifeline Learning

ทั้งนี้ โครงการ ChAMP หรือ Chulalongkorn Alumni Mentorship Program เป็นหนึ่งในโครงการภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาหลักสูตรให้เข้ากับบริบทการศึกษาในปัจจุบัน ที่การเรียนรู้ไม่ได้จำเพาะอยู่แค่ออนไลน์หรือออฟไลน์ แต่เป็นไลฟ์ ไลน์เลิร์นนิ่ง อันเป็นบทบาทสำคัญของมหาวิทยาลัยในยุควิถีปกติใหม่นับจากนี้ไป เพื่อให้นิสิตนักศึกษามีรากฐานอันแข็งแกร่งในการต่อยอดสู่โลกอนาคต

“จุรินทร์” เปิดโครงการปั้นซีอีโอ Gen Z ตั้งเป้า 12,000 คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“จุรินทร์” เปิดโครงการปั้นซีอีโอ Gen Z ตั้งเป้า 12,000 คน 

"จุรินทร์" เปิดโครงการปั้นซีอีโอ Gen Z ตั้งเป้า 12,000 คน 

24 สิงหาคม 2563 – 18:52 น.

“จุรินทร์” เปิดโครงการปั้นซีอีโอ Gen Z ตั้งเป้า 12,000 คน ซึ่งมีการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตอบคำถามกับนักศึกษาผ่านระบบ Zoom conference

      
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดโครงการกระจายความรู้สู่ผู้ประกอบการยุคใหม่ สร้างเจนซีให้เป็นซีอีโอ “From Gen Z to be CEO” พร้อมกล่าวกับนักศึกษา 7 มหาวิทยาลัยภาคเหนือ จำนวน 1,500 คน ที่เข้าร่วมโครงการ ณ สตูดิโอ Baan Rig ถนนงามวงศ์วาน นนทบุรี ซึ่งมีการถ่ายทอดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นตอบคำถามกับนักศึกษาผ่านระบบ Zoom conference โดยมี นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมงาน

"จุรินทร์" เปิดโครงการปั้นซีอีโอ Gen Z ตั้งเป้า 12,000 คน 

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากปัจจัยต่าง โดยเฉพาะสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ตลอดจนสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน และมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ซึ่งถ้าผู้ประกอบการมีความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ก็จะสามารถเตรียมการรับมือได้ โดยหัวใจสำคัญที่สุดที่ประเทศไทยต้องดำเนินมี 2 ข้อ 1. ต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การผลิต ปรับสู่ “ตลาดนำการผลิต” 2. ปรับรูปแบบทางการค้าจากรูปแบบออฟไลน์ สู่การค้าออนไลน์ ทั้ในประเทศและระหว่างประเทศ         

“เด็กยุคใหม่อยากจะเป็น ซีอีโอ ไม่ค่อยมีใครอยากทำงานบริษัทหรืออยู่ในองค์กร แต่ต้องการมีธุรกิจของตัวเอง และธุรกิจยุคใหม่ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก จำเป็นต้องใช้ความรู้เรื่องการค้าออนไลน์หรืออีคอมเมิร์ซ” นายจุรินทร์ กล่าว      

"จุรินทร์" เปิดโครงการปั้นซีอีโอ Gen Z ตั้งเป้า 12,000 คน 

เป็นที่มาของโครงการ “สร้างเจนซีให้เป็นซีอีโอ” ของกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้คนรุ่นใหม่เป็นซีอีโอเจนซีตัวจริงที่ประสบความสำเร็จได้ในอนาคต โดยจะมีผู้ส่งออกที่มีประสบการณ์มาช่วยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วิเคราะห์สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศ ให้เข้าใจว่าการบริหารจัดการแบรนด์สินค้าต้องทำอย่างไร เพื่อให้ทันเหตุการณ์ พร้อมเจาะลึกแพลตฟอร์มที่มีชื่อเสียงระดับโลก เช่น Tmall, Amazon, Bigbasket.com Jatujakmall, Thailandpostmart.com ของไปรษณีย์ไทย รวมทั้งระบบโลจิสติกส์ที่มีการขนส่งในรูปแบบใหม่       

นายจุรินทร์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของกระทรวงพาณิชย์ เป็นครั้งแรกที่เริ่มต้นโครงการ “สร้างเจนซีให้เป็นซีอีโอ” โดยมีนักศึกษาจาก 7 สถาบัน กว่า 1,500 คน ที่เข้าสู่หลักสูตรในครั้งนี้ เป้าหมายของกระทรวงพาณิชย์ คือ การสร้างซีอีโอเจนซี ให้เกิดขึ้นทั่วประเทศอีกไม่ต่ำกว่า 10,000 คน รวมทั้งสิ้น 12,000 คน เพื่อให้ซีอีโอเจนซีเป็นทัพหน้าให้กับการค้า และเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย นำรายได้เข้าประเทศและทำให้เศรษฐกิจในประเทศหมุนเวียนต่อไป ซึ่งนอกจาก 7 สถาบันการศึกษาภาคเหนือ โครงการนี้จะดำเนินการในทุกภาค ร่วมกับอาชีวศึกษา และสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ          

“เด็กต่างจังหวัดทุกคนต้องได้รับโอกาสในการที่จะได้รับองค์ความรู้ ก้าวสู่การเป็นซีอีโอเจนซี โดยเจนซีทั้งประเทศมีทั้งสิ้น 12.6 ล้านคน เป็นเด็กต่างจังหวัด 10.6 ล้านคน คิดเป็น 85%” นายจุรินทร์ กล่าว        

ด้านนายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล ในการเร่งรัด ผลักดันการส่งออก โดยมุ่งพัฒนานักรบเศรษฐกิจยุคใหม่จากภาคการศึกษา เป็นการบูรณาการตามบันทึกข้อตกลง หรือ MOU ความร่วมมือด้านวิชาการ ระหว่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับสถาบันการศึกษาในภาคเหนือทั้ง 7 แห่ง        

"จุรินทร์" เปิดโครงการปั้นซีอีโอ Gen Z ตั้งเป้า 12,000 คน 

ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยพายัพ, มหาวิทยาลัยแม่โจ้, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา, มหาวิทยาลัยฟาร์อีสเทอร์น, มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง โดยสามารถนำมาวัดผลเป็นหน่วยกิตให้กับนักศึกษาที่จบหลักสูตร และต่อยอดในการนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการทำการค้าระหว่างประเทศได้จริงในอนาคต กลุ่มเป้าหมายคือ นักศึกษา ผู้ประกอบการ บุคคลทั่วไป ในภูมิภาคภาคเหนือจำนวนประมาณ 1,500 ราย ผ่านการถ่ายทอดสดผ่านช่องทางออนไลน์ ในช่วงระหว่างเดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2563

สำหรับหลักสูตรที่สอนเป็นการสร้างหลักสูตรร่วมกันของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กับมหาวิทยาลัย แบ่งเป็นเนื้อหาของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ ประมาณ 30% หรือ 15-18 ชั่วโมง ซึ่งจะมีเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกันกับวิชาการค้าระหว่างประเทศ อาทิ การค้าออนไลน์ โลจิสติกส์ที่ทันสมัย โดยนำหลักสูตรที่ใช้กับการอบรมภาคเอกชน มาปรับใช้ให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น         

“โครงการนี้จะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างผู้ประกอบการที่เป็นคลื่นลูกใหม่ ด้านการค้าระหว่างประเทศของไทย ที่มีความมั่นใจ และมีความพร้อมในการก้าวเข้าไปสู่ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศต่อไป” นายสมเด็จ กล่าว      

สนใจชมบรรยากาศเปิดตัวโครงการ https://www.youtube.com/watch?v=dczp0DQ–yI&feature=youtu.be

จดหมายเปิดผนึก จาก “ลุงรัชชัยย์ ศรสุวรรณ” ถึงเด็กๆทุกคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จดหมายเปิดผนึก จาก “ลุงรัชชัยย์ ศรสุวรรณ” ถึงเด็กๆทุกคน

จดหมายเปิดผนึก  จาก "ลุงรัชชัยย์ ศรสุวรรณ" ถึงเด็กๆทุกคน

23 สิงหาคม 2563 – 15:35 น.

“ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ” อดีตผอ.รร. และนายกฯส.บ.ม.ท.คนปัจจุบัน อยากจะบอก และถาม ผ่านจดหมายเปิดผนึก ถึงเด็กๆทุกคน.. เมื่อลุงอ่านข่าวที่เด็กๆพูดว่า “ไอ้ครูบ้าอำนาจ ครูไม่ใช่พ่อแม่คนที่ 2 ทุกคนมีพ่อแม่คนเดียว” อ่านข่าวนี้แล้ว รู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอ!!!

         ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ  อดีตผู้อำนวยการโรงโรงเรียนหลายแห่ง ในฐานะนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท. : ตำแหน่งนายกฯส.บ.ม.ท.มาจากการเลือกตั้งของผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมศึกษาทั่วประเทศจำนวนกว่า 2500 โรงเรียน) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว”ดร.รัชชัยย์ ศรสุวรรณ” ในหัวข้อ…จดหมายเปิดผนึก ถึงเด็กๆทุกคน มีใจดังนี้..

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : มาแล้ว นักเรียนเลว #เลิกเรียนไปกระทรวง ผูกโบว์ขาว ชูสามนิ้ว เป่านกหวีดไล่ รมต.

จดหมายเปิดผนึก ถึงเด็กๆทุกคน

ถึง เด็กๆทุกคนครับ

ลุงอ่านข่าวที่เด็กๆพูดว่า “ไอ้ครูบ้าอำนาจ ครูไม่ใช่พ่อแม่คนที่ 2 ทุกคนมีพ่อแม่คนเดียว” อ่านข่าวนี้แล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรมาจุกที่คอเพราะลุงเคยเป็นครูมาก่อน แต่ก็นึกในใจว่าโชคดีที่ลุงเกษียณอายุราชการแล้วไม่ต้องมาเครียดกับบรรยากาศแบบนี้เมื่อไปโรงเรียน ลุงขออนุญาตเป็นตัวแทน ผู้ประกอบวิชาชีพครู โดย

อยากจะบอกและถามเด็กๆว่า

        1. ต้องการให้ผู้ประกอบวิชาชีพครู วางตัวแบบไหนครับ ลองบอกมานะครับ

        1.1 เป็นเพียง Tutor (ผู้สอน)เมื่อถึงเวลาก็เข้าสอน ตั้งใจสอนเต็มที่ ใครจะเข้าเรียนหรือไม่เข้าเรียนก็ไม่ไปยุ่ง ใครจะแต่งตัวอย่างไรก็ไม่ต้องสนใจ ใครจะทุกข์จะโศกหรือมีปัญหาครอบครัวอย่างไร มีกินมีใช้เพียงพอหรือไม่ก็ไม่สนใจ ไม่ก้าวล่วง ทุกคนต้องแก้ปัญหาชีวิตของตนเองด้วยตนเอง

ถึงเวลาก็ต้องมาสอบและต้องทำข้อสอบให้ผ่าน ถ้าสอบตกก็มาสอบซ่อมกัน ถ้าสอบซ่อมไม่ผ่านก็ต้องลงทะเบียนเรียนซ้ำในช่วงปิดภาคเรียนหรือไม่ก็มาเรียนซ้ำวิชากับนักเรียนรุ่นน้อง

ใครจะสอบได้สอบตกก็เป็นไปตามความรู้ความสามารถ ความรักความเมตตาที่จะมีให้ก็เป็นไปตามมาตรฐานของเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ไม่ทำมากไปกว่าบรรดาติวเต้อร์ทั้งหลายในสถาบันกวดวิชาต่างๆ

“ผู้สอน”จะวางอุเบกขาในทุกๆเรื่อง จะทำหน้าที่ติวเต้อร์ให้ดีที่สุด จะรีบมาทำงานตั้งแต่ 08.00 น. และจะรีบกลับไปดูแลลูกเเละครอบครัวทันทีเมื่อถึงเวลา 16.00 น จะไม่มีเวลาที่จะดูแลนักเรียนคนใดเป็นพิเศษ เพราะครอบครัวสำคัญกว่าและการปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้นๆเสร็จสิ้นแล้ว

การไหว้การสวัสดีถ้าจะมีก็เป็นเรื่องของวัฒนธรรมที่ดี ในฐานะเด็กสวัสดีผู้ใหญ่ ไม่ใช่ในฐานะผู้มีพระคุณต่อกัน หรือไม่ไหว้ไม่สวัสดีก็ได้ จะเสนอให้ยกเลิกประเพณีไหว้ครู ไม่ต้องมีการทำเวรความสะอาด ไม่ต้องท่องศัพท์ ไม่มีการบ้าน จะเสนอให้ยกเลิกคณะครุศาสตร์ทุกสถาบันเพราะไม่จำเป็นต้องให้มีการปลูกฝังให้คนที่ทำหน้าที่เป็น “ผู้สอน” รักและห่วงใยนักเรียน อีกต่อไป

        ที่สำคัญคือ เด็กๆต้องไปทำความเข้าใจให้พ่อแม่และผู้ปกครองให้ความยินยอมที่จะเป็นไปตามข้อตกลงข้อนี้ด้วยนะครับ

        1.2 เป็น Teacher (ครู) คือ เป็นครูด้วยจิตวิญญาณที่มีความรัก ความเมตตา ความห่วงใยต่อนักเรียนเหมือนเป็นลูกของตัวเอง เมื่อนักเรียนไม่มีกิน ก็แบ่งปันช่วยเหลือให้ เมื่อเจ็บไข้ ก็พาไป ส่งหาหมอ

เมื่อมีทุกข์ก็จะ ไม่รีรอ กุลีกุจอหาหนทางให้ คลี่คลายไปศีลธรรมจรรยา ก็ต้องสร้าง หาหนทางให้มี ชีวิตใหม่ เป็นชีวิตดีดีใน วัฒนธรรมไทย ปลูกฝังให้ รับผิดชอบ ต่อทุกการ

        ถ้าต้องการให้ผู้ประกอบวิชาชีพครู เป็นไปตามข้อ 1.2 เด็กๆต้องให้ความรักและเคารพ “ครู” ด้วยใจ ถึงจะทำตามข้อ 1.2 ได้ ประเด็นนี้เป็นเงื่อนไขที่สำคัญ! ถ้าทำไม่ได้ก็ต้องเลือก ข้อ 1.1

        “ครู” ไม่เคยหยิ่งทะนงว่าตนเองมีความสำคัญมากกว่าคนวิชาชีพอื่น แต่ “ครู” ภาคภูมิใจและดีใจที่เห็นลูกศิษย์ประสบความสำเร็จ

           2. ลุงเชื่อว่า สิ่งทีเด็กๆต้องการให้เปลี่ยนแปลงคือ ให้จัดการอย่างเด็ดขาดกับ “ครูไม่ดี” หรือผู้ที่ไม่เหมาะสมที่จะเป็น Teacher ก็เป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจต้องเร่งรีบจัดการอย่างเด็ดขาดและอยากให้เด็กๆเข้าใจเพิ่มเติมว่า “ครูไม่ดี” แบบนั้นเป็นเพียงส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับ ครู จำนวน 700,000 คน

          3. ลุงเป็นคนหนึ่งที่ได้รับความรู้ ได้รับความรัก ได้รับความใส่ใจจากคุณครู ได้รับไม้เรียวที่หวดลงที่ก้นของลุงจนทำให้ลุงหวาดเกรงไม่กล้ากระทำผิด ไม่กล้าละเลยต่อสิ่งที่ถูกต้อง ไม่กล้าขาดความรับผิดชอบ แต่ลุงก็ไม่เคยโกรธคุณครูเหล่านั้น เพราะพระคุณของครูจึงทำให้ลุงมีโอกาสดีๆในทุกวันนี้

        แต่ลุงก็ไม่ได้หมายความว่าจะเรียกร้องให้ระบบการลงโทษด้วยการเฆี่ยนตีกลับมาอีกนะครับ

อย่างไรก็ตามลุงเข้าใจนะครับว่าโลกในอนาคตคืออนาคตของเด็กๆ ดังนั้นต้องให้เด็กๆมีส่วนร่วมคิดด้วย ข้อเสนอแนะของเด็กๆ นั้น ลุง รับฟังทุกประเด็น ขอเพียง เป็นข้อเสนอแนะที่สุภาพและมีเหตุผล เท่านั้น นะครับ

ปรารถนาดีต่ออนาคตของชาติเสมอ

ลุงรัชชัยย์ ศรสุวรรณ

นายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไท

21 สิงหาคม 2563

 คลิกอ่านต้นฉบับ: จดหมายเปิดผนึก  จาก “ลุงรัชชัยย์ ศรสุวรรณ” ถึงเด็กๆทุกคน

เปิด 5 ข้อ “เอนก” ไฟเขียวสถาบันอุดมศึกษาฯ-หนุนเยาวชนเป็นส.ส.ร.ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิด 5 ข้อ “เอนก” ไฟเขียวสถาบันอุดมศึกษาฯ-หนุนเยาวชนเป็นส.ส.ร.ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ

เปิด 5 ข้อ "เอนก" ไฟเขียวสถาบันอุดมศึกษาฯ-หนุนเยาวชนเป็นส.ส.ร.ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ

23 สิงหาคม 2563 – 14:55 น.

เปิด5ข้อ”เอนก เหล่าธรรมทัศน์”รมว. กระทรวงอุดมศึกษาฯ ไฟเขียวสถาบันอุดมศึกษาฯทั่วประเทศ พร้อมชู กระทรวงแห่งการปฏิบัติ หนุนเยาวชนมีบทบบาทในสังคมมากขึ้น เตรียมผลักดันมีส่วนร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญของส.ส.ร.

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2563 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คนใหม่ ซึ่งดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคม 2563 ได้แสดงวิสัยทัศน์ในการบริหารกระทรวง อว. ในการประชุมสามัญที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “เอนก” อาการเปลี๊ยนไป หลังถูก จี้ จัดเวทีฟังเสียงนักศึกษา

และสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 3/2563 การประชุมสามัญสมาคมสถาบันการศึกษาขั้นอุดมแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประจำประเทศไทย ครั้งที่ 1/2563 ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลเป็นเจ้าภาพ จัดขึ้น ณ ศูนย์ประชุมมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จังหวัดนครปฐม โดยได้กล่าวถึงแผนเฉพาะหน้าในการบริหารกระทรวง อว.ใน 5 ข้อ ดังนี้

1.มุ่งพัฒนาศักยภาพเยาวชนยุคใหม่โดยให้ความสำคัญด้านไซเบอร์ หรือ การสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งการเรียนรู้ที่สร้างสรรค์ นอกจากนี้จะส่งเสริมให้เยาวชนมีบทบาททางสังคมมากขึ้น โดยจะผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งในการยกร่างรัฐธรรมนูญของส.ส.ร.ต่อไปด้วย

2.ใช้วิกฤติให้เป็นโอกาสโดยร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขส่งเสริมงานวิจัยและนวัตกรรมเกี่ยวกับ Covid-19 เพื่อประโยชน์ต่อระบบทางการแพทย์และสาธารณสุขของประเทศ

3. มุ่งผลักดันกระทรวงอว.ให้เป็น “กระทรวงแห่งการปฏิบัติ” และผลักดันให้สถาบันอุดมศึกษามีการเรียนการสอนที่เน้นภาคปฏิบัติ ทำวิจัยโดยคำนึงถึง Transformative Demand หรือความต้องการของประเทศเป็นหลัก

4.เชื่อมโยงสถาบันอุดมศึกษา และหน่วยงานภายในกระทรวงอว.เข้าด้วยกัน โดยจะมีการจัดอบรมเพื่อผนึกกำลังร่วมกันระหว่างผู้บริหารขององค์กรภายในกระทรวงอว. และองค์กรภายนอก ให้ได้รู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

และ 5. เร่งรัดการปฏิรูปในระบบงานต่างๆ ของสถาบันอุดมศึกษา ระบบงบประมาณแบบวงเงินรวม (Block grant) การทำพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา (Sandbox) ตลอดจนจะกำหนดให้ตำแหน่งทางวิชาการมีการแยกประเภทที่ชัดเจน

” ซึ่งในการบริหารจะทำด้วยความรับผิดชอบต่อชาติบ้านเมือง และจะให้อิสระทางวิชาการแก่สถาบันอุดมศึกษาในการร่วมกับภาคธุรกิจผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ “ศ.พิเศษ ดร.เอนก กล่าว

เปิด 5 ข้อ "เอนก" ไฟเขียวสถาบันอุดมศึกษาฯ-หนุนเยาวชนเป็นส.ส.ร.ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ
เปิด 5 ข้อ "เอนก" ไฟเขียวสถาบันอุดมศึกษาฯ-หนุนเยาวชนเป็นส.ส.ร.ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ

เสมา 3 ดัน กศน.ก้าวสู่ตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เสมา 3 ดัน กศน.ก้าวสู่ตลาดออนไลน์

เสมา 3 ดัน กศน.ก้าวสู่ตลาดออนไลน์

21 สิงหาคม 2563 – 22:20 น.

เสมา 3 ดัน กศน.ก้าวสู่ตลาดออนไลน์ รองรับโลก E-Commerce เต็มสูบ ระบุ ลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม และตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงบริบทด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม

เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2563 เวลา 10.00 น. ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เกียรติเป็นประธานสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและการสร้างช่องทางการจำหนายผลิตภัณฑ์ สินค้า ที่ผ่านการฝึกอาชีพภายใต้โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน กศน. ในรูปแบบ E-Commerce


ระหว่าง สำนักงาน กศน. โดย นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. กับ บริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด โดยนายพงศ์สันต์ ตฤณธวัช ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนายกมล รอดคล้าย ที่ปรึกษา รมช.ศธ. และนายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. นางรักขณา ตัณฑวุฒโฒ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายธนากร ดอนเหนือ รองเลขาธิการ กศน. ตลอดจน ผู้บริหาร กศน.ส่วนกลาง และจาก 40 จังหวัดทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศธ.กล่าวว่า ด้วยพลวัตรต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายและรวดเร็วในโลกยุคปัจจุบัน และโลกอนาคตในมิติต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิติทางด้านเศรษฐกิจ มิติใหม่ทางด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร มิติใหม่ทางด้านการประกอบอาชีพที่มีการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เป็นองค์ประกอบหรือเครื่องมือสำคัญในการดำเนินงาน และอื่น ๆ ทำให้การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวคิด ปรับเปลี่ยนแนวทาง/วิธีการในการดำเนินงาน ให้มีความพัฒนาไปกว่ารูปแบบการบริหารจัดการภาครัฐในรูปแบบเดิม ๆ

“การปรับเปลี่ยนฯ ที่สำคัญประการหนึ่งที่ควรได้รับการกล่าวถึง ก็คือ การสร้างความร่วมมือหุ้นส่วนระหว่างหน่วยงานภาครัฐกับภาคเอกชน ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารจัดการการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ที่ได้รับการสนับสนุนร่วมมือจากหน่วยงานภาคเอกชน (ในฐานะของการเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือร่วมกัน) สามารถที่จะสนองรับต่อพลวัตรและความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ดร.กนกวรรณ กล่าว

ดร.กนกวรรณ  กล่าวอีกว่า รวมทั้งสามารถช่วยลดความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม และตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลงบริบทด้านเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม และอื่น ๆ ซึ่งเป้าหมายท้ายสุดของการดำเนินงาน ก็คือ ให้ประชาชนอยู่ดี กินดี มีความสุข

“การจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ระหว่างสำนักงาน กศน. และบริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด ในครั้งนี้ เป็นเครื่องยืนยันอย่างดีอีกครั้งหนึ่ง ที่ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหน่วยงานภาครัฐ อย่างสำนักงาน กศน. ได้มีความตระหนักถึงกระแสแนวคิด และวิธีการทำงานในลักษณะของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (Public – Private Partnership) ข้างต้น และมีการผลักดันแนวคิดนั้น ไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง” ดร.กนกวรรณ  กล่าว

ดร.กนกวรรณ  กล่าวอีกว่า ซึ่งหากเราจะเปรียบเทียบความร่วมมือภาครัฐร่วมกับภาคเอกชนระหว่างสำนักงาน กศน. และบริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด เป็นการอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง การลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือฯ ระหว่างทั้งสองหน่วยงานในครั้งนี้ เป็นเสมือนอ่านหนังสือจบแล้ว เราได้อะไร สามารถต่อยอดสิ่งที่ได้สู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มีความท้าทายหรือเกิดประสิทธิภาพได้อย่างไร

“ดังนั้นการอ่านหนังสือ จึงไม่มีบทสุดท้าย และไม่มีวันจบ เพราะจะต้องเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ กศน.สร้างหลักสูตร การศึกษาเพื่อการมีงานทำ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชน สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพและสามารถเข้าถึงประชาชนได้มากที่สุด โดยจะขอติดตาม เฝ้าดู เพื่อที่จะร่วมชื่นชมต่อความสำเร็จร่วมกันต่อไป” รมช.ศธ.กล่าว

ทั้งนี้ บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ การส่งเสริมและการสร้างช่องทางการจำหนายผลิตภัณฑ์ สินค้า ที่ผ่านการฝึกอาชีพภายใต้โครงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน กศน. ในรูปแบบ E-Commerce มีดังนี้

บริษัท วี บิลด์ แอนด์ โอเปอร์เรต จำกัด

– การออกแบบและพัฒนาเครื่องมือ เพื่อให้บริการแก่ผู้ผลิต ที่ผลิตผลิตภัณฑ์และสินค้า พร้อมทั้งพัฒนาบริการใหม่ ๆ จัดหาและรับผิดชอบด้าน Software สำหรับการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และสินค้า ตลอดจนดูแลบำรุงรักษาระบบ และแก้ไขปัญหาการใช้งานระบบให้สามารถให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

– จัดหาระบบคลาวด์ (Cloud Computing System) เพื่อรองรับการให้บริการแก่ผู้ผลิต

– สนับสนุนส่งเสริมการประชาสัมพันธ์ การทำกิจกรรมทางการตลาด รวมทั้งสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์และสินค้า

ส่วนสำนักงาน กศน. จะเป็นผู้ประสานงานติดต่อผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ และสินค้า พร้อมจัดหาช่องทาง การตลาดออนไลน์ (Market place) และระบบขนส่ง ตลอดจนประชาสัมพันธ์ความร่วมมือการสร้างช่องทางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และสินค้า ให้เป็นที่รู้จักแก่ผู้ผลิต

พร้อมสนับสนุนพื้นที่ในการประชาสัมพันธ์ตามสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งพื้นที่ประชาสัมพันธ์ของสำนักงานกศน. ในรูปแบบออนไลน์และสื่อดิจิทัลต่อไป

เสมา 3 ดัน กศน.ก้าวสู่ตลาดออนไลน์
เสมา 3 ดัน กศน.ก้าวสู่ตลาดออนไลน์

ด่วนที่สุด ศธ.สั่งสถานศึกษาเปิดรับฟังความเห็นนักเรียน นักศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ด่วนที่สุด ศธ.สั่งสถานศึกษาเปิดรับฟังความเห็นนักเรียน นักศึกษา

ด่วนที่สุด ศธ.สั่งสถานศึกษาเปิดรับฟังความเห็นนักเรียน นักศึกษา

20 สิงหาคม 2563 – 14:23 น.

ศธ.มีหนังสือด่วน ถึงหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด ให้เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน และให้รวบรวมข้อคิดเห็นและสรุปแนวทางแก้ปัญหา

วันที่ 20 ส.ค.2563 นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และโฆษก ศธ. เปิดเผยว่า ตามที่นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ให้โรงเรียนเปิดกว่างเพื่อรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน และให้รวบรวมข้อคิดเห็นและสรุปแนวทางแก้ปัญหา นั้น

ในวันนี้ สำนักงานปลัด ศธ. ได้ ออกหนังสือด่วนที่สุด เรื่อง การเปิดรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา เพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

ถึงหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด ทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เพื่อแจ้งไปยังสถานศึกษาในสังกัด โดยมีเนื้อหาว่า

เนื่องด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันกิจกรรมการแสดงความคิดเห็นในประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนาระบบการศึกษา อาทิ หลักสูตรการเรียนการสอน เครื่องแบบนักเรียน และทรงผมนักเรียน และการแสดงออกทางการเมืองของนักเรียน นักศึกษา มีการรวมกลุ่มในหลายระดับและขยายตัวในวงกว้างมากขึ้น

ทั้งนี้การแสดงความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา ถือว่าสามารถทำได้ โดยเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ ศธ. จึงเห็นควรให้สถานศึกษาในสังกัดและในกำกับศธ. เปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษา ในประเด็นที่เกี่ยวกับการพัฒนา ระบบการศึกษาและการเมือง ดังนี้

1. ให้สถานศึกษาเปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษา โดยนักเรียน นักศึกษาแสดงความคิดเห็นผ่านกิจกรรมของสภานักเรียน หรือ องค์กร/กลุ่ม ซึ่งเป็นผู้แทนนักเรียน นักศึกษาในระดับสถานศึกษา ทั้งนี้ ขอให้ผู้บริหารสถานศึกษาคำนึงถึงการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและความปลอดภัยของนักเรียน นักศึกษา

2.ผู้บริหารสถานศึกษา นำข้อเสนอของนักเรียน นักศึกษา เสนอต่อสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือ หน่วยงานต้นสังกัดในพื้นที่

3. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือ หน่วยงานต้นสังกัดในพื้นที่ ดำเนินการรวบรวมและจัดทำสรุปผลการเปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษา ในภาพรวมของจังหวัด เสนอต่อหัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัด

4. หัวหน้าส่วนราชการต้นสังกัด จัดทำสรุปผลการเปิดรับฟังความเห็นของนักเรียน นักศึกษาในภาพรวมของหน่วยงาน และขอความอนุเคราะห์จัดส่งข้อมูลมายังสำนักบูรณาการกิจการการศึกษา สป.ที่อีเมล tujirapon@gmail.com ภายในวันที่ 15 กันยายน เพื่อเสนอผู้บริหารกระทรวงต่อไป

อนึ่ง การปฏิบัติตามระเบียบศธ. ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 ลงวันที่ 30 มี.ค. สถานศึกษาได้ดำเนินการตามระเบียบดังกล่าวตามข้อ 7แตกต่างกันไปจนเกิดปัญหาต่อนักเรียน นักศึกษาบางส่วน ซึ่งศธ.อยู่ระหว่างพิจารณาทบทวนรายละเอียดของระเบียบดังกล่าว

ทั้งนี้ ในขั้นต้นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มี นโยบายขอให้งดการดำเนินการตามระเบียบข้อ 7 ไว้พลางก่อนในการนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาแล้ว เห็นสมควรแจ้งหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดและในกำกับของท่าน รับทราบและดำเนินการตามแนวทางการเปิดรับฟังความเห็นของนักเรียนนักศึกษา ดังกล่าวข้างต้น เพื่อส่งเสริมสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญฯ 2560

ด่วนที่สุด ศธ.สั่งสถานศึกษาเปิดรับฟังความเห็นนักเรียน นักศึกษา

กสศ.ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กสศ.ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

กสศ.ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

20 สิงหาคม 2563 – 14:11 น..

กสศ.ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี ตัวอย่างสถานศึกษาทำงานเชิงรุก ค้นหาเด็กอยากเรียนครูถึงชุมชน สร้างหลักสูตรแนวข้างเสริมจิตวิญญาณความเป็นครู ผลิตครูนักพัฒนารุ่นใหม่ส่งคืนบ้านเกิด หวังแก้ปัญหาการขาดแคลนครูในโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลและสร้างต้นแบบการผลิตครูตามความต้องการของพื้นที่อย่างยั่งยืน   

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) พร้อมคณะ นำสื่อมวลชนลงพื้นที่เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่นที่ 1 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จังหวัดราชบุรี โดยมี ผศ.ดร.ชัยฤทธิ์ ศิลาเดช รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง คณาจารย์ และนักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น1จำนวน 25 คน ให้การต้อนรับ พร้อมเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการครูรัก(ษ์)ถิ่น,โรงเรียนอนุบาลทานตะวัน แหล่งฝึกประสบการณ์นักศึกษาครูปฐมวัย,และ“บ้านไร่รัก(ษ์)ถิ่น” แหล่งพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะการทำงาน และกิจกรรมเสริมทักษะการเรียนรู้บนฐานเศรษฐกิจพอเพียงและภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำแปลงผัก ผลิตน้ำสมุนไพร ลูกประคบ เป็นต้น จากนั้นคณะได้เดินทางไปที่โรงเรียนบ้านโป่งกระทิงบน อ.บ้านคา จ.ราชบุรี เพื่อเยี่ยมชมโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลซึ่งเป็นโรงเรียนปลายทางที่นักศึกษาทุนครูรัก(ษ์)ถิ่นจะต้องกลับมาบรรจุเป็นครู

กสศ.ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

รศ.ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ ประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น กสศ. กล่าวว่า ระบบการศึกษาไทยประสบปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ห่างไกลขาดแคลนครูจำนวนมาก เพราะครูที่บรรจุจากส่วนกลางขอย้ายออกเมื่อครบกำหนด การเรียนการสอนจึงขาดความต่อเนื่อง ส่วนโรงเรียนลักษณะพิเศษก็ไม่สามารถยุบหรือควบรวมได้ ทำให้เด็กบางคนขาดโอกาสทางการศึกษา จนเกิดเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ 2 ด้าน คือ ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ปัจจุบันแก้ไขแล้วระดับหนึ่ง โดยการสนับสนุนให้เด็กได้รับโอกาสทางการศึกษา ส่วนความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพ เป็นเป้าหมายที่ กสศ. กำลังเดินหน้าแก้ไข โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จะช่วยผลักดันและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางคุณภาพให้กับโรงเรียนขนาดเล็กในพื้นที่ชนบท โดยการให้ทุนเรียนครูกับเด็กในพื้นที่ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เมื่อจบการศึกษาจะได้บรรจุเป็นครูในพื้นที่ ถือเป็นการสร้างครูคุณภาพให้เข้าไปจัดการการศึกษาที่มีคุณภาพแก่ลูกหลานในชุมชนบ้านเกิด  

กสศ.ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

“เราอยากปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตครูให้สอดคล้องกับความต้องการของสังคมไทย โรงเรียนต้องการครูแบบไหนควรผลิตแบบนั้น ซึ่งโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น จะขับเคลื่อนนโยบายผลิตครูให้กับโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 5 รุ่น รุ่นละ300 คน รวม1,500 คน เชื่อว่าจะทำให้อัตราการโยกย้ายของครูลดลง เด็กมีจิตสำนึกรักในวิชาชีพครูมากขึ้น ทำให้กลไกการรับนักศึกษาถูกปรับเปลี่ยนตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่ใครจะสมัครก็ได้ แต่ต้องเป็นคนที่อยู่ในชุมชน มีใจรักอยากเป็นครูในบ้านเกิด อย่างเช่นรุ่นที่ 1 มีเด็กกลุ่มชาติพันธุ์จากตะเข็บชายแดนฝั่งตะวันตก เข้าร่วมโครงการ ตรงนี้จะช่วยลดปัญหาเด็กเรียนไม่รู้เรื่องเพราะความต่างเชิงวัฒนธรรม และปัญหาครูจากส่วนกลางไปสอนเด็กม้งแล้วขอย้ายออกได้ อย่างไรก็ตาม กสศ. พยายามทำโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น ให้เป็นต้นแบบการผลิตครูของสังคมไทย โดยชวนคนมาสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ถ้าสำเร็จจะนำไปสู่การผลิตครูแบบที่สังคมไทยต้องการ สิ่งเหล่านี้จะส่งไปถึงผู้เกี่ยวข้องทั้งสพฐ.หน่วยงานราชการ มหาวิทยาลัย ให้ร่วมมือกันปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตครูต่อไป” รศ.ดร.ดารณี กล่าว   

กสศ.ลงพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้และติดตามความคืบหน้าโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผอ.สำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น รุ่น 1 มีเด็กด้อยโอกาสขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับทุนและเข้าเรียนในปีการศึกษา 2563 จำนวน 328 คน ใน11 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ครอบคลุม 45 จังหวัด ของโรงเรียนพื้นที่ห่างไกลที่มีอัตราเกษียณครูในปี 2567 ได้แก่ ภาคเหนือ มีอัตราบรรจุ156 อัตรา เรียนที่มรภ.เชียงราย มรภ.เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มรภ. กำแพงเพชร มรภ.พิบูลสงคราม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราบรรจุ 65 อัตรา เรียนที่มรภ.เลย มรภ.กาฬสินธุ์ ภาคกลาง 49 อัตรา ครอบคลุมพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เรียนที่มรภ.กาญจนบุรี มรภ.หมู่บ้านจอมบึง และภาคใต้มี 58 อัตรา เรียนที่มรภ.สุราษฎร์ธานี มรภ.ยะลา ทั้งนี้หลังจบการศึกษาเด็กทุกคนจะได้บรรจุเป็นข้าราชการครูสาขาปฐมวัย และสาขาประถมศึกษา ตามอัตราที่ สพฐ.ให้ตามโรงเรียนสังกัด สพฐ.ในตำบลบ้านเกิด โดยโครงการฯมีเป้าหมาย 2 ด้าน 1.สนับสนุนเด็กยากจนพิเศษระดับชั้นม.ปลาย ให้ได้เรียนครู เป็นทุนแบบให้เปล่าครบวงจรและ 2.ปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูในสถาบันอุดมศึกษา กสศ.ได้เตรียมงบประมาณไว้ช่วยเหลือเด็ก 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่นๆของเด็กรวมเดือนละ8,000 บาท ส่วนที่สองจัดสรรให้มหาวิทยาลัยใช้พัฒนาเด็กรายบุคคลและรายกลุ่มปีละ30,000 บาท/คน นอกจากนี้ยังมีงบกลางที่ร่วมทำงานกับมหาวิทยาลัยทั้ง 11 แห่งด้วย  

“อย่างไรก็ตามสถาบันที่ได้รับคัดเลือกเข้าร่วมโครงการ ส่วนใหญ่เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฏตามหัวเมืองต่างจังหวัดที่สามารถดูแลเด็กได้ตั้งแต่การไปค้นหา คัดกรอง คัดเลือก เข้าเรียน4 ปี รวมถึงเป็นครูพี่เลี้ยงหลังจากเด็กบรรจุเป็นครูในพื้นที่ด้วย นอกจากนี้ กสศ.ได้สร้างเครือข่ายมหาวิทยาลัยชั้นนำ ที่มีความรู้ความสามารถ มีความเชี่ยวชาญสูง ให้มามีบทบาทและส่วนร่วมช่วยเน้นเสริมทางด้านวิชาการ การสร้างเครือข่าย ให้กับมหาวิทยาลัยในสถาบันผลิตครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับราชภัฏที่เป็นวิทยาลัยผลิตครูมาก่อน ให้เป็นอุดมศึกษาของท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง” ดร.อุดม กล่าว  

ผศ.ดร.ชัยฤทธิ์  ศิลาเดช รักษาราชการแทน อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง กล่าวว่า การดำเนินงานโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มีคณะคุรุศาสตร์เป็นหน่วยงานหลักในการดูแล โดยมีมหาวิทยาลัยคอยสนับสนุนการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการ รวมถึงงบประมาณในการเตรียมความพร้อมเพื่อพัฒนาคุณลักษณะของนักศึกษา ส่วนการคัดกรองนักศึกษาเข้าโครงการจะใช้เกณฑ์ของ กสศ.ด้านความยากจน มีรายได้เฉลี่ยต่อคนในครอบครัวไม่เกิน3,000 บาทต่อเดือน และเกณฑ์มาตรฐานกลางของมหาวิทยาลัย เช่น การวัดแววความเป็นครู การวัดความสนใจที่จะประกอบอาชีพครูในอนาคต เด็กต้องมีเจตคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพครู รวมถึงทดสอบความรู้ ความสามารถวิชาพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเป็นครู เด็กที่ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ60ต้องเข้าค่ายสังเกตพฤติกรรม ทดลองอยู่กับเด็กอนุบาล เด็กปฐมวัย เพื่อดูความพร้อมก่อนจะมาเป็นครู ทำให้โครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น มีขั้นตอนการคัดกรองเบื้องต้นที่ละเอียดกว่าหลักสูตรทั่วไปที่ใช้เพียงการสอบข้อเขียนและสัมภาษณ์เท่านั้น   

“เด็กโครงการครูรัก(ษ์)ถิ่น เมื่อจบการศึกษาต้องบรรจุทำงานเป็นครูในพื้นที่บ้านเกิด ขั้นแรกจึงเป็นการคัดกรองเชิงคุณภาพ เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้เด็กที่ดี มีความมุ่งมั่น ตั้งใจอยากจะเรียนครู รักเด็กและรักพื้นที่ของตัวเอง ดังนั้นมหาวิทยาลัยจะใช้การสอบแบบเดิมไม่ได้ อาจารย์ต้องไปสัมภาษณ์เด็ก ผู้นำชุมชน ครู ถึงพื้นที่จริง ขณะที่หลักสูตรนอกจากเรียนการศึกษาทั่วไปและวิชาชีพครู เด็กจะได้รับการศึกษานอกเวลาเพิ่มเติมตามหลักสูตรแนวข้าง เพื่อเสริมจิตวิญญาณความเป็นครู เสริมทักษะชีวิตและวิชาชีพ ด้านงานช่าง งานไม้ งานปูน งานฝีมือ มีอาจารย์คอยให้คำปรึกษาและดูแล เมื่อจบการศึกษาสิ่งที่ติดตัวเด็กไป คือ รู้จักที่จะแก้ปัญหาและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เพราะหน้าที่ของครูในพื้นที่ห่างไกล ไม่ใช่แค่สอนหนังสือ แต่ครูต้องเป็นที่พึ่งของชาวบ้าน ชุมชน เป็นที่ปรึกษาของหน่วยงาน ส่วนปกครองต่างๆ ด้วย มหาวิทยาลัยอยากทำโครงการนี้ให้สำเร็จ เพื่อเป็นต้นแบบการผลิตครูระบบปิด คือ ผลิตครูได้ตรงความต้องการของโรงเรียน พื้นที่ ท้องถิ่น ซึ่งเด็กจะต้องไปเรียนรู้ที่โรงเรียนและชุมชนทุกปี เพื่อให้เข้าใจเรื่องวิชาชีพครู ผ่านการปฏิบัติมากกว่าเรียนรู้ในห้องเรียน สอดรับกับปรัชญามหาวิทยาลัย ที่มุ่งเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นโดยแท้จริง” ผศ.ดร.ชัยฤทธิ์ กล่าว