ศธ.รุกหารือภายใน รับมือหลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19ภายในประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศธ.รุกหารือภายใน รับมือหลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19ภายในประเทศ

ศธ.รุกหารือภายใน รับมือหลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19ภายในประเทศ

19 สิงหาคม 2563 – 20:40 น.

“ณัฏฐพล” เผย รุกหารือผู้บริหารระดับสูงศธ. เพื่อรับมือหลังพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ภายในประเทศ

วันนี้(19 ส.ค.2563)นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มีการตรวจพบผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด 19 ภายในประเทศไทย ว่า ตนจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และจะนัดหารือกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อพิจารณาแนวทางในการรับมือที่มีความเหมาะสมกับสถานการณ์ต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน โรงพยาบาลรามา ยอมรับเจอผู้ป่วยติดโควิด-19 รายใหม่ หลังเพิ่งพ้นที่กักตัว 14 วัน

เช็คที่นี่..แต่งตั้งโยกย้าย “ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัด” 7 ราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เช็คที่นี่..แต่งตั้งโยกย้าย “ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัด” 7 ราย

เช็คที่นี่..แต่งตั้งโยกย้าย "ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัด" 7 ราย

19 สิงหาคม 2563 – 14:50 น.

เช็คที่นี่…”ปลัด ศธ.” เซ็นแต่งตั้งโยกย้าย “ผู้อำนวยการ กศน.จังหวัด” จำนวน 7 ราย มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. เป็นต้นไป

ดร.ดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน.  กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามในคำสั่งสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ 1617/2563 เรื่อง ย้ายและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อาศัยอำนาจความในมาตรา 53 มาตรา 59 และมาตรา 133 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547

และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ โดยได้อนุมัติ อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ในการประประชุม ครั้งที่ 11/2563 เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2563 ให้ย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงาน กศน. ไปแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง เพื่อประโยชน์ของทางราชการ จำนวน 7 ราย

ได้แก่ 1) นายเรวัฒน์ เพ็ชรสงฆ์เป็น ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดนครศรีธรรมราช

2) นางเกษร ธานีรัตน์ เป็น ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดพัทลุง

3) นายทัศน์พล เรืองศิริ เป็น ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดอุบลราชธานี

4) นางธัชชนก พละศักดิ์ เป็น ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดสมุทรปราการ

5) นายกาเรียน ยืนยงชาติ เป็น ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดฉะเชิงเทรา

6) นายวรรณวิจักษณ์ กุศล เป็น ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

7) ว่าที่ ร.ท.จำนง นนทะมาศ เป็น ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดตราด ให้มีผลตั้งแต่ วันที่ 7 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป

พิษโควิด-19 ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ นร.ยากจนพิเศษพุ่งล้านคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

พิษโควิด-19 ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ นร.ยากจนพิเศษพุ่งล้านคน

พิษโควิด-19 ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ  นร.ยากจนพิเศษพุ่งล้านคน

19 สิงหาคม 2563 – 10:52 น.

พิษโควิด-19 ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำ นักเศรษฐศาสตร์ เผย นร.ยากจนพิเศษพุ่งล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 62 กว่า 3 แสน

รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญาสวัสดิ์สุทธิ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหัวหน้าโครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียนกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า กสศ.ได้ประมวลข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษเพื่อจัดสรรทุนเสมอภาค พบว่า ปี 2563 ภาคเรียนที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 มีจำนวนนักเรียนที่สมัครคัดกรองทั้งสิ้น 1,831,250 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 1,558,397 คน หรือ 17.5%   สะท้อนให้เห็นว่าครัวเรือนยากจนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน อีกด้านหนึ่งเป็นผลจากความทุ่มเทตั้งใจของคุณครูทั่วประเทศที่ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน คัดกรองนักเรียนเข้ามา


รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวต่อว่า จากนักเรียนที่สมัครเข้ามาทั้งหมด คณะวิจัยโครงการได้ใช้วิธีระเบียบวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ ด้วยวิธีการวัดรายได้ทางอ้อมหรือ PMT พิจารณาใน 2 ประเด็น ได้แก่ 1.ข้อมูลรายได้เฉลี่ยสมาชิกครัวเรือน ไม่เกิน 3,000 บาท/คน/เดือน และ2.ข้อมูลสถานะครัวเรือนซึ่งมีทั้งหมด 8 ด้าน เช่น ครอบครัวมีภาระพึ่งพิง เช่น มีคนพิการ คนชรา เจ็บป่วยเรื้อรัง พ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ที่อยู่อาศัยไม่มั่นคงปลอดภัย ขาดที่ดินทำกิน ไม่มียานพาหนะ แหล่งน้ำดื่มน้ำใช้ ไม่มีไฟฟ้า รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน โดยในสถานการณ์ปกติ จากนักเรียนที่สมัครคัดกรองเข้ามาใหม่ทั้งหมดจะมีสัดส่วนนักเรียนยากจนพิเศษ ร้อยละ 20 หรือราว 300,000 คน แต่ปรากฎว่าเมื่ออ้างอิงรายได้เฉลี่ยของครัวเรือนยากจนพิเศษในปี 2562 ซึ่งอยู่ที่ 1,337 บาทต่อคนต่อเดือน พบว่าภาคเรียนที่ 1 ปี 2563 มีนักเรียนยากจนพิเศษจำนวน 600,000 คน หรือเพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึงร้อยละ 90 จำนวนนี้ยังไม่รวมนักเรียนทุนเสมอภาคที่ได้รับต่อเนื่องจากปีก่อน อีกราว 9 แสนคน


“ตัวเลขนี้ชี้ชัดว่า โควิด-19 ทำให้เด็กและครัวเรือนได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ปัญหาความเหลี่อมล้ำทางการศึกษาจะทวีความรุนแรง มีแนวโน้มที่เด็กจะมีความเสี่ยงหลุดออกนอกระบบมากขึ้น ยิ่งหากพิจารณาค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาเฉลี่ยของนักเรียนในโรงเรียนรัฐของเด็กที่อาศัยอยู่ในครัวเรือนที่มีฐานะยากจนและยากจนพิเศษในแต่ละช่วงอายุ เด็กแต่ละคนจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่าเดินทางไปโรงเรียนสูงที่สุด รองลงมาคือ ค่าธรรมเนียม ค่าเครื่องแบบ และค่าหนังสือ อุปกรณ์การเรียน และมีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาที่สูงขึ้นเมื่อมีการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น มากกว่า 3-4 เท่าของรายได้” รศ.ดร.ชัยยุทธ  กล่าว​

รศ.ดร.ชัยยุทธ กล่าวอีกว่า บทเรียนจากการศึกษาของ JPAL Poverty Action Lab ในเรื่องการเพิ่มการเข้าเรียน การมาเรียน ลาออกกลางคัน พบว่า การอุดหนุนค่าใช้จ่ายครัวเรือนยากจนแม้เพียงเล็กน้อย อาจส่งผลได้มากต่อการตัดสินใจของครัวเรือนในเรื่องการคงอยู่ในระบบการศึกษาของเด็กๆ จากประสบการณ์หลายประเทศชี้ว่า การอุดหนุนการเงิน ทั้งแบบมีและไม่มีเงื่อนไข ช่วยเพิ่มการมาเรียน และลดปัญหาการออกกลางคันได้จริง มีหลักฐานเชิงประจักษ์ให้ตรวจสอบได้  ถือเป็นมาตรการเชิงป้องกันปัญหา เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการคุ้มครองทางสังคม ช่วยบรรเทาปัญหาความยากจนเฉพาะหน้า และในอนาคต.

นักวิจัยสวทช. – จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นักวิจัยสวทช. – จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 63

นักวิจัยสวทช. - จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 63

18 สิงหาคม 2563 – 08:07 น.

สองนักวิจัยจาก สวทช. และ จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2563 ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 400,000 บาท

 
มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ประจำปี 2563 ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 38 โดยภายในงานได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานในพิธี และกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ที่ได้รับรางวัล ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ

นักวิจัยสวทช. - จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 63

ศ.ดร.จำรัส ลิ้มตระกูล ประธานคณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น กล่าวว่า การพัฒนาและขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจของประเทศไทย จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องอาศัยนักวิจัยเพื่อคิดค้นองค์ความรู้ สร้างสรรค์เทคโนโลยีที่มีศักยภาพเพื่อต่อยอดไปสู่การสร้างนวัตกรรมใหม่ พร้อมเปลี่ยนจากประเทศผู้ซื้อเทคโนโลยีมาเป็นผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อตอบสนองความต้องการของประเทศ และสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบันในด้านต่างๆ อาทิ Energy and Environment, Biotechnologies,  Advanced Functional Materials, และ Digital Technologies เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ (First S-curve และ New S-curve) โดยเฉพาะโครงการเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EECi) ซึ่งจะนำมาสู่การพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงภายใต้โมเดล “ประเทศไทย 4.0” ของรัฐบาล
         

นักวิจัยสวทช. - จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 63

ศ.ดร.สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ -ดร.วรรณพ วิเศษสงวน

“ปัจจุบันการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่าง ๆ ใน 141 ประเทศทั่วโลก (The Global Competitiveness Report) พบว่า ระดับความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศไทยอยู่อันดับที่ 40 และความสามารถด้านนวัตกรรมอยู่อันดับที่ 50 โดยการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) อยู่อันดับที่ 56 การใช้สิทธิบัตร (Patent applications) อยู่อันดับที่ 66 และมีงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D expenditures) อยู่อันดับที่ 54 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาถึงงานวิจัยที่มีคุณภาพดีเด่น (High Quality & High Impact) ทางด้านวิทยาศาสตร์ จากการจัดอันดับของ nature index ranking พบว่า ขีดความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย อยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก จาก 172 ประเทศ และเป็นอันดับที่ 9 ในกลุ่ม Asia Pacific จาก 30 ประเทศ และเมื่อพิจารณาในกลุ่ม ASEAN 10 ประเทศ อันดับ 1 คือประเทศสิงคโปร์ ส่วนประเทศไทยเป็นอันดับที่ 2 ตามด้วยประเทศ เวียดนาม มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ในขณะที่ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพดีเด่นทางด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยพบว่ามีเพียง 7.7% เท่านั้น เมื่อเทียบกับประเทศสิงคโปร์”   ศ.ดร.จำรัส  กล่าว 
        

นักวิจัยสวทช. - จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 63

รศ.ดร.ทวีธรรม ลิมปานุภาพ-ดร.พิชญ พัฒนสัตยวงศ์

ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับประเทศไทยให้ก้าวไปสู่การพัฒนาแบบก้าวกระโดด เช่นเดียวกับประเทศชั้นนำในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือสิงคโปร์นั้น จำเป็นต้องอาศัยปัจจัยด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การส่งเสริมความเป็นเลิศในสาขาวิจัยที่สร้างศักยภาพให้กับประเทศ การเชื่อมโยงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม การสนับสนุนนักวิจัยและผู้นำกลุ่มนักวิจัยชั้นแนวหน้า และการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัย เพื่อเร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยฯลฯ ที่มีคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการ และให้ทันต่อการพัฒนาประเทศชาติให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนอย่างแท้จริง
       

สำหรับในปีนี้ ผู้ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี 2563 ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 400,000 บาท ประกอบด้วย
1.ดร.วรรณพ วิเศษสงวน ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ผลงานวิจัย “ผู้สร้างสรรค์ต่อยอดภูมิปัญญาอาหารหมักไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ทางอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพ ร่วมกับพันธมิตรสร้างทางเลือกในการแก้ไขปัญหาในการผลิตและแปรรูป ยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสร้างอุตสาหกรรมอาหารใหม่มูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม” 
      

โดยคิดค้นองค์ความรู้และพัฒนาระเบียบวิธีใหม่ทางเทคโนโลยีชีวภาพในกระบวนการผลิตอาหาร โดยใช้เซลล์จุลินทรีย์ และเอนไซม์หรือสิ่งที่จุลินทรีย์สร้างขึ้น เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่สำหรับแก้ไขปัญหาในกระบวนผลิตและแปรรูป ยกระดับคุณภาพและมาตรฐาน สร้างอุตสาหกรรมอาหารใหม่มูลค่าสูง ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์อาหารที่ปลอดภัยและมีคุณภาพดี ส่งเสริมความมั่นคงทางอาหาร สร้างความยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล

นักวิจัยสวทช. - จุฬาฯ คว้ารางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 63

และ 2. ศ.ดร.สุทธิชัย อัสสะบำรุงรัตน์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลงานวิจัย “เครื่องปฏิกรณ์แบบหลายหน้าที่ (Multifunctional reactor) และการรวมกระบวนการ (Process intensification) สำหรับอุตสาหกรรมเคมี ปิโตรเคมี และไบโอรีไฟเนอรี” 
        

โดยการศึกษาครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยพื้นฐานและงานวิจัยประยุกต์  เช่น การเลือกปฏิกิริยา การพัฒนาสูตรตัวเร่งปฏิกิริยา การออกแบบตัวเร่งปฏิกิริยา ตลอดจนการออกแบบกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการผลิต มีความปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น องค์ความรู้จากงานวิจัยเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเคมี ปิโตรเคมี และไบโอรีไฟเนอรีที่ใช้วัตถุดิบชีวมวล สนองต่อโมเดลการพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืนบนฐานเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว
        

นอกจากนี้ยังมีรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ประจำปี 2563 ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และเงินรางวัล 100,000 บาท ได้แก่ ดร.พิชญ พัฒนสัตยวงศ์ สำนักวิชาวิทยาการโมเลกุล สถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) จากผลงานวิจัย “วัสดุไฮบริดเพื่ออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่” และรศ.ดร.ทวีธรรม ลิมปานุภาพ หัวหน้าสาขาวิชาเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จากผลงานวิจัย “การใช้แบบจำลองคอมพิวเตอร์เพื่อศึกษาปฏิกิริยาเคมีและการพัฒนาสื่อการสอนวิทยาศาสตร์”

ซีอีโอ SISB แจ้งประกาศเลิกกิจการ “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ซีอีโอ SISB แจ้งประกาศเลิกกิจการ “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย”

ซีอีโอ SISB แจ้งประกาศเลิกกิจการ "โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย"

17 สิงหาคม 2563 – 14:50 น.

ซีอีโอSISB แจ้งประกาศเลิกกิจการโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย ตั้งแต่ปีการศึกษา 2563 เหตุทำเลอยู่ใกล้สาขาประชาอุทิศ ยันไม่ส่งผลกระทบการดำเนินกิจการของบริษัท คาดจะย้ายนักเรียนทั้งหมดในปีการศึกษา 2564

นายยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เอสไอเอสบี (SISB) แจ้งว่า  โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย (Singapore International School Ekkamai) (โรงเรียน) ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้เลิกกิจการตั้งแต่ปีการศึกษา 2563เป็นต้นไปและปัจจุบันโรงเรียนอยู่ระหว่างการชำระบัญชี การเลิกกิจการของโรงเรียนไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของบริษัทแต่อย่างใด

ส่วนสาเหตุเนื่องจากโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพ ( สาขาประชาอุทิศ) กับโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย (สาขาเอกมัย)ตั้งอยู่ในทำเลที่ใกล้กัน และในช่วงที่ผ่านมานักเรียนมักจะเลือกเรียนที่สาขาประชาอุทิศมากกว่าอีกสาขาหนึ่ง จึงทำให้สาขาเอกมัยไม่สามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับทรัพยากรที่มีอยู่

โดยโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัยทำการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2562/2563 เป็นปีสุดท้าย และจะย้ายนักเรียนที่เหลือทั้งหมดไปยังสาขาอื่นๆ ตั้งแต่ปีการศึกษา2563/2564 เป็นต้นไป

ผลประกอบการSISB งวดไตรมาส 2/63 สิ้นสุด ณ 30 มิถุนายน มีกำไรสุทธิ จำนวน 4.26 ล้านบาท ลดลง 47.78 ล้านบาท หรือลดลง 91.81% จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 52.04 ล้านบาท

ขณะที่รอบ 6 เดือน บริษัทฯมีกำไรสุทธิ 63.12 ล้านบาท ลดลง 31.38 ล้านบาทหรือลดลง 49.71% จากงวดเดียวกันที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 94.50 ล้านบาท

รู้จัก..เอสไอเอสบี

บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ” หรือ “SISB”) จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2544 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 8 ล้านบาท โดยกลุ่มผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนนานาชาติชาวไทยและชาวสิงคโปร์ ซึ่งเล็งเห็นถึงความสำคัญของการเรียนการสอนด้วยหลักสูตรที่มีความโดดเด่นทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์

รวมทั้งได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษและภาษาจีนไปในเวลาเดียวกัน ประกอบกับความต้องการของทั้งครอบครัวชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการให้บุตรหลานได้รับการศึกษาหลักสูตรนานาชาติในสังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงได้จัดตั้ง “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพฯ” (Singapore International School of Bangkok) ขึ้น โดยบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนในระบบ จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2544

ซึ่งเป็นสถานศึกษาแห่งแรกในประเทศไทยที่นำหลักสูตรการศึกษาของประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์มาใช้เป็นหลักสูตรพื้นฐานในการจัดเรียนการสอน โดยเริ่มเปิดสอนในระดับก่อนประถมศึกษาถึงระดับประถมศึกษาที่ 154 ซอยเอกมัย 14 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ต่อมาในปี 2552 โรงเรียนนานาชาติสิงค์โปร์กรุงเทพฯ ได้รับอนุญาตให้จัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาเพิ่มเติม โดยใช้หลักสูตรการศึกษาของประเทศสิงคโปร์

เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในปี 2555 บริษัทฯ จึงได้ลงทุนก่อสร้างอาคารเรียนเพิ่มเติมและย้ายสถานที่ตั้งของโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพฯ ไปยังซอยรามคำแหง 39 (เทพลีลา 1) แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของโรงเรียนในปัจจุบัน บนที่ดินขนาดกว่า 20-2-71.3 ไร่ โดยมีอุปกรณ์การเรียนการสอนและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันและทันสมัย เช่น ห้องสมุด ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องประชุมเอนกประสงค์ สระว่ายน้ำ สนามบาสเกตบอล และสนามเด็กเล่น เป็นต้น และในปีเดียวกันได้รับอนุญาตให้จัดการเรียนการสอนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเพิ่มเติม โดยใช้หลักสูตรการศึกษาของประเทศสหราชอาณาจักร

ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารในการมุ่งมั่นที่จะเป็นบริษัทฯ ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติชั้นนำ และเพื่อตอบสนองความต้องการการศึกษาหลักสูตรนานาชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงได้ขยายการประกอบธุรกิจโรงเรียนนานาชาติเพิ่มเติม ไปยังพื้นที่ที่เป็นแหล่งลูกค้าเป้าหมายของบริษัทฯ ทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลรวมทั้งต่างจังหวัด

โดยในปี 2556 บริษัทฯ ได้รับโอนใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนในระบบ ประเภทโรงเรียนนานาชาติของ “โรงเรียนนานาชาตินันทวรรณ” ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ จากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง และเปลี่ยนชื่อเป็น “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์สุวรรณภูมิ” (Singapore International School Suvarnabhumi) พร้อมกับลงทุนปรับปรุงสถานศึกษา และพัฒนาหลักสูตรการศึกษาให้เป็นหลักสูตรเดียวกับโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์กรุงเทพฯ

ในปี 2559 บริษัทฯ ได้ร่วมทุนในลักษณะกิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับกลุ่มนักธุรกิจชาวเชียงใหม่ที่มีความสนใจในธุรกิจเพื่อศึกษา โดยได้จัดตั้งบริษัท เอสไอเอสบี สิริ จำกัด ขึ้น เพื่อประกอบธุรกิจเป็นผู้รับใบอนุญาตจัดตั้ง “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เชียงใหม่” (Singapore International School Chiangmai) โดยได้รับใบอนุญาตจัดตั้งจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2559

นอกจากนั้น ในปี 2559 บริษัทฯ ได้ลงทุนซื้อที่ดินขนาด 7 ไร่ ในเขตภาษีเจริญ และได้เริ่มโครงการก่อสร้างโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ธนบุรี โดยบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ธนบุรี” (Singapore International School Thonburi) จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 และเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 บริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง “โรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์เอกมัย” (Singapore International School Ekkamai) เพิ่มเติมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน

บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอน เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เทียบเท่ามาตรฐานระดับสากลด้วยความมุ่งมั่นในความเป็นเลิศ ทำให้บริษัทฯ ได้รับความไว้วางใจจากกลุ่มผู้ปกครองเพิ่มมากขึ้นมาโดยตลอด และเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว บริษัทฯ จึงมีการเพิ่มทุนอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันบริษัทฯ มีทุนจดทะเบียนและเรียกชำระแล้วจำนวน 340 ล้านบาท และเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2561 ได้ทำการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด พร้อมทั้งเปลี่ยนชื่อเป็น “บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน)”

CR: SISB

ศธ.จ่อเลื่อน สอบโอเน็ตปี 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศธ.จ่อเลื่อน สอบโอเน็ตปี 2563

ศธ.จ่อเลื่อน สอบโอเน็ตปี 2563

14 สิงหาคม 2563 – 19:15 น.

“ณัฏฐพล”เผยศธ.จ่อเลื่อนการสอบโอเน็ตปีการศึกษา 2563 ออกไปก่อน เหตุได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นักเรียนมีเวลาในการเตรียมตัวน้อย ขณะที่เปิดเรียนเต็มรูปแบบ  หรือ On-Site จะประเมินผลเมื่อครบสัปดาห์

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 นายณัฏฐพล  ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผย ถึงกระแสการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน  หรือโอเน็ต(O-net) ในปีการศึกษา 2563 อาจจะเลื่อนออกไปว่า กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าควรจะเลื่อนการจัดสอบโอเน็ตปี 2563 ออกไปหรือไม่ แต่แนวโน้มเป็นไปได้สูง เนื่องจากนักเรียนได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 หรือหรือโควิด 19 ทำให้พักการเรียนในห้องเรียนเป็นเวลานานหลายเดือน

ทั้งนี้การสอบโอเน็ต เป็นการทดสอบวัดความรู้ และความคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที6(ป.6),ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3)และชั้นมัธยมศึกษาปีที่6(ม.6) ประเมินตามมาตรฐานการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551

ขณะที่ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) กล่าวว่า สถานศึกษาจำนวนกว่า 29,000 แห่ง ทดลองเปิดเรียนเต็มรูปแบบ หรือ On-Site ไปเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 เมื่อเปิดการเรียนการสอนครบหนึ่งสัปดาห์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ถึงจะให้แต่ละเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศประเมินผล

“แม้เปิดเรียนเต็มรูปแบบ แต่การ์ดไม่ตก สถานศึกษาแต่ละแห่งต้องเตรียมเจลล้างมือ หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้ามัสลิน สบู่ล้างมือ และเว้นระยะห่าง 1-2 เมตร ทำให้บางห้องเรียน มีเด็กเรียน 20-30 คนสลับเรียนในห้องเรียนและนอกห้องเรียน เชื่อมั่นว่าเด็กมีความปลอดภัยจากการติดเชื้อโควิด-19”ดร.อำนาจ กล่าว

“ดร.ปรีดา”หัวขบวนกมธ.ศึกษาฯระดมครูทั้งแผ่นดินรื้อกฏหมาย 4 ฉบับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ดร.ปรีดา”หัวขบวนกมธ.ศึกษาฯระดมครูทั้งแผ่นดินรื้อกฏหมาย 4 ฉบับ

"ดร.ปรีดา"หัวขบวนกมธ.ศึกษาฯระดมครูทั้งแผ่นดินรื้อกฏหมาย 4 ฉบับ

14 สิงหาคม 2563 – 17:30 น.

“ดร.ปรีดา”หัวขบวนกมธ.ศึกษาฯระดมครูทั้งแผ่นดินรื้อกฏหมาย 4 ฉบับ กรุยทางสู่ปฏิรูปการศึกษาไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตุเรียนฟรีจริงหรือไม่ บริหารการจัดการศึกษารวบอำนาจหรือกระจายอำนาจ

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2563 ดร.ปรีดา บุญเพลิง สมาชิสภาผู้แทนราษฏร แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการศึกษา สภาผู้แทนราษฏร เปิดเผย “ คมชัดลึก ” ว่า ตนในฐานะเคยเป็นครูมาก่อน เป็นกรรมาธิการการศึกษา  เป็นหัวหน้าพรรคครูไทยฯ อยากเห็นระบบการศึกษาไทยดีกว่าปัจจุบัน จึงได้เตรียมระดมแนวคิดของครูทั้งแผ่นดิน เพื่อร่วมกันหาทางออกกฏหมาย4ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาไทย

“กฏหมาย 4 ฉบับ ประกอบด้วย 1.พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม  2.พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครุและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547  3.พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2546  4.ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่19/2560 และเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ”ดร.ปรีดา กล่าว

ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฏร และ สมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท.) พร้อมเครือข่าย ร่วมจัดงานสัมมนาในหัวข้อ“การปฏิวัติการศึกษาไทย ด้วยกลไกทางกฎหมาย” (เพื่อ 3สูง 1.วิชาชีพชั้นสูง 2.มาตรฐานสูง 3.คุณภาพสูง) วันเสาร์ที่ 15 สิงหาคม  2563 ณ หอประชุมบุณยเกตุ สนง.คุรุสภา กรุงเทพฯ โดยมี นายนพคุณ รัฐผไท ประธานกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงานและบรรยายพิเศษ เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ

และภาคบ่าย พบกับการอภิปราย คุรสภา: สภาของครู อดีต ปัจจุบัน อนาคต โดย 1.ดร.ดิเรก พรสีมา อดีตประธานกรรมการคุรุสภา  2.ดร.ยุทธชัย อุตมา อดีตเลขาธิการคุรุสภา ประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระพฤหัสบดี 3.ส.ส.ดนัย มหิพันธ์ เลขานุการกรรมาธิการการศึกษา และอดีต รองเลขาธิการ สกสค. 4.ดร.วีรบูล เสมาทอง ประธาน ส.ค.ท. ดำเนินรายการ

“กมธ.การศึกษาฯสภาผู้เทนราษฏร จะนำผลการระดมความคิดเห็นของครูทั้งแผ่นดิน สรุปเสนอรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพื่อนำไปสู่การรื้อกฏหมายทั้ง 4 ฉบับให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดดเฉพาะต้องมาดูว่ากฏหมายกำหนดให้เรียนฟรี แต่ในทางปฏิบัติเรียนฟรีจริงหรือไม่ รวมทั้งการบริหารจัดการศึกษาเป็นรวบยอดอำนาจหรือกระจายอำนาจ เรื่องเหล่านี้ต้องมาทบทวนกัน เพื่อให้ระบบการศึกษาไทยเกิดประโยชน์กับผู้เรียนหรือเด็กที่เป็นอนาคตของชาติจริงๆ” ดร.ปรีดา กล่าวในที่สุด

“ธรรมศาสตร์”ชวนเพื่อนใหม่ รหัส63รับของขวัญสุดพิเศษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ธรรมศาสตร์”ชวนเพื่อนใหม่ รหัส63รับของขวัญสุดพิเศษ

"ธรรมศาสตร์"ชวนเพื่อนใหม่ รหัส63รับของขวัญสุดพิเศษ

13 สิงหาคม 2563 – 16:10 น.

“ธรรมศาสตร์” ชวนเพื่อนใหม่ รหัส63รับของขวัญสุดพิเศษ พร้อมลุ้นรับของขวัญพรีเมี่ยม

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2563 เพจองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ต้อนรับเพื่อนใหม่ รหัส63 ให้รีบมารับของขวัญสุดพิเศษ ใจความระบุว่า

Welcome Gift

ของขวัญต้อนรับเพื่อนใหม่
ขอเชิญชวนเพื่อนใหม่ รหัส63 ทุกคนรับของขวัญต้อนรับสุดพิเศษ พร้อมลุ้นรับของขวัญพรีเมี่ยม

มาเจอกันวันนี้ที่บริเวณหลังรูปปั้นอาจารย์ป๋วย หรือ ลานหน้าตึก sc นั้นเอง เริ่มแจกตั้งแต่เวลา 16:00 น. เลยจ้า เลิกเรียนแล้ว มารับของก่อนกลับหอได้เลยจ้า

วิธีการรับของก็แสนจะง่าย
เพียงนำบัตรนักศึกษา หรือ เปิดหน้า VIRTUAL ID ในแอปพลิเคชั่น TU GREATS ได้เลยจ้าาาาาา

อย่าลืมเปิดดูในกระเป๋าก่อนไปนะจ๊ะ เราจะทำการสุ่มตั๋วรางวัลพิเศษใส่ไว้ เพื่อนใหม่สามารถนำตั๋วมารับ Premium Welcome Gift ที่สตาฟได้เลย

"ธรรมศาสตร์"ชวนเพื่อนใหม่ รหัส63รับของขวัญสุดพิเศษ

ที่มา : องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ก.ค.ศ.เคาะแล้วจัดสรรอัตราว่างแทนตำแหน่งเกษียณอายุ23,321อัตรา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ก.ค.ศ.เคาะแล้วจัดสรรอัตราว่างแทนตำแหน่งเกษียณอายุ23,321อัตรา

ก.ค.ศ.เคาะแล้วจัดสรรอัตราว่างแทนตำแหน่งเกษียณอายุ23,321อัตรา

11 สิงหาคม 2563 – 15:40 น.

ก.ค.ศ. เคาะแล้ว อนุมัติจัดสรรอัตราว่างแทนตำแหน่งที่เกษียณอายุ จำนวน 23,321อัตรา เห็นชอบหลักเกณฑ์การคัดเลือก”รอง ศธจ.-ศธจ.” และหลักเกณฑ์สรรหาคนพิการเข้ารับการบรรจุแต่งตั้ง ในทุกส่วนราชการกระทรวงศึกษาธิการ

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 5/2563 เมื่อวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม 2563 โดยมีนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญ ดังนี้

อนุมัติจัดสรรอัตราว่างเกษียณอายุ 23,321 อัตรา

ที่ประชุมอนุมัติ การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวนทั้งสิ้น 23,321 อัตรา ดังนี้

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 21,984 อัตรา

สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 254 อัตรา โดยให้สงวนตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) จำนวน 2 อัตรา เนื่องจากอยู่ระหว่างการทบทวนแนวทางการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการฯ ตำแหน่งประเภทอำนวยการ ของ คปร.

สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 1,083 อัตรา

โดยให้ส่วนราชการดำเนินการเกลี่ยอัตรากำลังที่ได้รับอนุมัติไปกำหนดตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

ให้กำหนดจำนวนและประเภทตำแหน่งตามเงื่อนไขที่ คปร. กำหนด โดยเคร่งครัด

ตำแหน่งที่กำหนดจะต้องมีจำนวนและประเภทตำแหน่งตามที่ ก.ค.ศ. อนุมัติ

ให้กำหนดตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาที่มีอัตรากำลังไม่เกินกรอบอัตรากำลังของประเภทตำแหน่งนั้น ๆ หรือเกณฑ์อัตรากำลังที่ ก.ค.ศ. กำหนด

ในการใช้อัตราที่ได้รับการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการฯ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ให้ใช้ได้ไม่ก่อนวันที่ ก.ค.ศ. มีมติอนุมัติ

ทั้งนี้ ให้ สพฐ., สอศ. และสำนักงาน กศน. สงวนอัตราตำแหน่งครูผู้ช่วยที่ได้รับการจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการฯ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 5,311 อัตรา จำนวน 320 อัตรา และจำนวน 10 อัตรา ตามลำดับ

เพื่อรองรับการบรรจุบุคคลตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ตามมติคณะรัฐมนตรีและที่ประชุมกระทรวงศึกษาธิการ คือ จัดสรรอัตราตำแหน่งข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการไม่เกินร้อยละ 25 ของอัตราตำแหน่งข้าราชการครูที่เกษียณอายุราชการในรอบ 10 ปี (ปี พ.ศ. 2559-2568) โดยให้เป็นไปตามข้อตกลงของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมกับส่วนราชการนั้น ๆ

เห็นชอบหลักเกณฑ์ฯ การคัดเลือกรอง ศธจ.และ ศธจ.

ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการจังหวัด (รองศธจ.)  เนื่องจากหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัดและศึกษาธิการจังหวัด (ว 11/2563) กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก ต้องได้รับการพัฒนาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด

ซึ่ง ก.ค.ศ. เห็นว่าการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ศึกษาธิการจังหวัด และรองศึกษาธิการจังหวัด ควรกำหนดให้มี 4 องค์ประกอบ คือ การคัดกรองการคัดเลือก การพัฒนาก่อนการบรรจุและแต่งตั้ง และการประเมินสัมฤทธิ์ผลการปฏิบัติงานในหน้าที่เพื่อพัฒนาการศึกษา

ในส่วนของการคัดกรองนั้น บังคับทักษะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ว 2/2562) มาเป็นฐานในการจัดทำ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาผู้ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด และศึกษาธิการจังหวัด โดยมีสาระสำคัญ ดังนี้

ให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการพัฒนา และจัดทำรายละเอียดหลักสูตร

ระยะเวลาการพัฒนา รองศึกษาธิการจังหวัด ไม่น้อยกว่า 35 วัน และ ศึกษาธิการจังหวัด ไม่น้อยกว่า 30 วัน

ขอบข่ายการพัฒนา ประกอบด้วย 3 ส่วน – ส่วนที่ 1 การเสริมสร้างสมรรถนะ (รองศึกษาธิการจังหวัด ไม่น้อยกว่า 15 วัน และศึกษาธิการจังหวัด ไม่น้อยกว่า 10 วัน) – ส่วนที่ 2 การเรียนรู้ในสภาพจริง (ไม่น้อยกว่า 15 วัน) – ส่วนที่ 3 การรายงานผลการเรียนรู้ และการนำเสนอแผนกลยุทธ์การพัฒนาการศึกษาในจังหวัด (ไม่น้อยกว่า 5 วัน)

วิธีการพัฒนา ใช้วิธีการเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้จากผู้ทรงคุณวุฒิ การเรียนรู้ในสภาพจริง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ฯลฯ

เกณฑ์การประเมิน – ตำแหน่งรองศึกษาธิการจังหวัด ต้องมีระยะเวลาเข้ารับการพัฒนาไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของระยะเวลาการพัฒนาทั้งหมด และต้องผ่านเกณฑ์การประเมินในแต่ละส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 – ตำแหน่งศึกษาธิการจังหวัด ต้องมีระยะเวลาเข้ารับการพัฒนาไม่น้อยกว่า ร้อยละ 90 ของระยะเวลาการพัฒนาทั้งหมด และต้องผ่านเกณฑ์การประเมินในแต่ละส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 80

เห็นชอบให้สรรหาคนพิการ เข้ารับการบรรจุแต่งตั้งในทุกส่วนราชการ

ศธ.สป.รับคนพิการ 5 ตำแหน่ง

ที่ประชุมเห็นชอบ ให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการสรรหาและเลือกสรรคนพิการ เข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 5 ตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้าทำงานในส่วนราชการ ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. นร 1004/ว 21 ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว 17 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 โดยอนุโลม

ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ก.ค.ศ. ยังมิได้กำหนด ซึ่งตาม พรบ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาตรา 133 วรรคแรก กำหนดว่าในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา หรือ ก.ค.ศ. ยังมิได้ออกกฎ ข้อบังคับ ระเบียบหรือจัดทำมาตรฐานตำแหน่ง วิทยฐานะหรือกำหนดกรณีใดเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกา / กฎ ก.พ. / กฎ ก.ค./ มติ ก.พ. / มติ ก.ค. / มติคณะรัฐมนตรี / ระเบียบ มาตรฐานกำหนดตำแหน่ง หรือ กรณีที่ ก.ค. หรือ ก.พ. กำหนดไว้แล้ว ซึ่งใช้บังคับอยู่เดิมมาใช้บังคับโดยอนุโลม

ดังนั้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงานบุคคล เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ และเพื่อให้การดำเนินการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค. (2) ของทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีแนวปฏิบัติตามกฎหมายการจ้างเหมาคนพิการเป็นมาตรฐานเดียวกัน จึงเห็นชอบ ให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตาม

มาตรา 38 ค. (2) ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด จำนวน 5 ตำแหน่ง ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้าทำงานในส่วนราชการ ตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว 21ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2558 และหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว 17 ลงวันที่ 31 ตุลาคม 2559 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

พร้อมกันนี้ได้เห็นชอบ ให้ทุกส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการสรรหาและเลือกสรรคนพิการเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) โดยให้นำหลักเกณฑ์และวิธีการ ที่ ก.พ. กำหนด (ว 21/2558 และ ว 17/2559) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

สพฐ.แจ้งสถานศึกษาเปิดเรียน On-Site เต็มรูปแบบทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สพฐ.แจ้งสถานศึกษาเปิดเรียน On-Site เต็มรูปแบบทั่วประเทศ

สพฐ.แจ้งสถานศึกษาเปิดเรียน On-Site เต็มรูปแบบทั่วประเทศ

11 สิงหาคม 2563 – 14:45 น.

สพฐ. ออกหนังสือแจ้งถึงสถานศึกษา ให้ทดลองเปิดเรียนแบบ On-Site เต็มรูปแบบ ดีเดย์ 13 สิงหาคม 2563 พร้อมกันทั่วประเทศ หลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2563  สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยนายสนิท แย้มเกษร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้มีหนังสือด่วนที่สุด ที่ ศธ.04005แจ้งผู้อำนวยการสำนักเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ ให้สถานศึกษาทุกแห่งทดลองเปิดเรียนแบบ On-Site เต็มรูปแบบทั่วประเทศ แต่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดอย่างเคร่งครัด 

โดยเฉพาะมาตรการด้านสาธารณสุข 5 ข้อ ส่วนการจัดกิจกรรมรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก เช่น การประชุม การจัดกิจกรรมรื่นเริง หรือการละเล่นที่มีคนจำนวนมากในสถานศึกษา ควรงดเว้น หรือหากจำเป็นต้องจัด ให้ประสานสาธารณสุขในพื้นที่ใกล้บ้าน หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบการเฝ้าระวังในพื้นที่ให้ความเห็นชอบ และแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ

สพฐ.แจ้งสถานศึกษาเปิดเรียน On-Site เต็มรูปแบบทั่วประเทศ