“เป็น อยู่ คือ” สืบสานวิถีชุมชนสร้างคนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“เป็น อยู่ คือ” สืบสานวิถีชุมชนสร้างคนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์

"เป็น อยู่ คือ" สืบสานวิถีชุมชนสร้างคนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์

10 สิงหาคม 2563 – 08:59 น.

เมื่อเยาวชนเป็นความหวังและอนาคตของประเทศ การสร้างคนรุ่นใหม่ให้มีคุณภาพจึงเป็นภารกิจระดับชาติที่ผู้ใหญ่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม แต่คำนิยามของ “คุณภาพ” คืออะไร หากจะตีเส้นให้เด็กๆ เดินตามโดยยึดถือเพียงสิ่งที่ทำตามกันมา คงจะเข้าถึงใจเด็ก Gen นี้ไม่ได้แล้ว

บทบาทของผู้ใหญ่จึงต้องปรับเปลี่ยนจากเขียนกรอบสูตรสำเร็จ เป็นให้เด็กเขียนเส้นทางอนาคตของตัวเอง โดยที่ผู้ใหญ่เพียงแค่คอยชี้แนะและประคับประคองเท่านั้น

ความห่วงใยเกินพอดีอาจทำให้ดูยากที่จะปฏิบัติ แต่เมื่อวันที่ 1-2 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา มีผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งนำแนวคิดทำนองนี้มาเป็นเครื่องมือสร้างเยาวชนบนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ให้เกิดกระบวนการคิด จิตสำนึก รวมถึงหัวใจอนุรักษ์ถิ่นฐานบ้านเกิดและสิ่งแวดล้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในนามค่าย “เป็น อยู่ คือ” ที่สื่อถึงสิ่งที่เกิดขึ้นบนบริบทนั้นๆ เช่น เป็นครู อยู่สมุย คือคนที่พัฒนาเด็ก เป็นต้น มีนัยยะที่ค่อนข้างเปิดกว้างมาก

"เป็น อยู่ คือ" สืบสานวิถีชุมชนสร้างคนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์

ค่าย “เป็น อยู่ คือ” ถูกออกแบบโดย บริษัท กะทิ กะลา จำกัด และมูลนิธิเกาะสีเขียว ภายใต้การสนับสนุนจาก ซีพี ออลล์ ผู้บริหารออลล์ ออนไลน์และเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ด้วยประสบการณ์ด้านสื่อและกิจกรรมเพื่อเด็กเยาวชนและสิ่งแวดล้อมมาร่วม 30 ปี ทำให้เข้าใจว่าแท้จริงแล้วเด็กๆ ต้องการอะไร และอะไรที่จะทำให้คนรุ่นใหม่พัฒนาตัวเองขึ้นมาได้โดยไม่ต้องบีบบังคับและรักษา “วัยเยาว์” ของพวกเขาให้ได้มากที่สุด


ศุ บุญเลี้ยง นักคิดนักเขียนหัวเรือใหญ่ของ กะทิ กะลา และเป็นผู้จัดการค่าย อธิบายว่า ทั้งปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนต้องเริ่มตระหนักในความสำคัญของภูมิปัญญา คุณค่าของทรัพยากร อยากให้ได้สืบทอดต่อไปยังเยาวชนคนรุ่นใหม่ จึงคิดจะพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบค่ายเยาวชน

"เป็น อยู่ คือ" สืบสานวิถีชุมชนสร้างคนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์

สำหรับค่ายครั้งนี้ มีนักเรียนระดับมัธยมต้นจากโรงเรียน 5 แห่งบนเกาะสมุย โรงเรียนละ 5 คน เป็นตัวแทนมาร่วมกิจกรรมที่เปิดโลกทัศน์และสร้างทัศนคติที่เหมาะสม ร่วมกับครูอาจารย์จากแต่ละโรงเรียน โรงเรียนละ 2 คน ทั้งเป็นผู้สังเกตการณ์และเก็บเกี่ยวความรู้รวมทั้งเทคนิคไปต่อยอดการสอนให้ลูกศิษย์คนอื่นๆ ต่อไป


“เราให้ความสำคัญกับการคิด การระดมสมอง มีกระบวนการให้คิดหนึ่งวัน แล้วถ้าเราไม่ให้เวลาเขาแต่ให้เขานำเสนอเลย เด็กพวกนี้ก็จะพูดไปเรื่อยๆ แต่เรารู้สึกว่ากระบวนการคิด นั่งเขียน ถกเถียงกันว่าเอาอย่างไรกันดี กระบวนแบบนี้ที่หลายแห่งยังขาดอยู่ เวลาเราทำเรื่องสิ่งแวดล้อม เรามักจะไปดูเรื่องขยะก่อนเลย ส่วนมากจึงมีแต่เก็บขยะ ถ้าผมเป็นเด็กคงคิดว่าจะให้เก็บขยะอย่างเดียวเหรอ ใครไม่รู้ทิ้งทำไมให้เราเก็บ แต่เบื้องหลังของขยะมันคือเรื่องสิ่งแวดล้อม และเบื้องหลังสิ่งแวดล้อมมันคือวิถีชีวิตของคน เช่น คนที่ใช้สมุนไพรเขาก็ไม่ใช้พลาสติก เขาก็ไม่สร้างขยะอยู่แล้ว คนโบราณที่เขาใช้ไม้ใช้หินมันก็ไม่ทำลายอยู่แล้ว เราก็เหมือนว่าไปเจอวิถีชีวิตที่มันดีงาม พอเพียง จะสะท้อนมาเรื่องสิ่งแวดล้อมและเรื่องขยะอยู่แล้ว”

"เป็น อยู่ คือ" สืบสานวิถีชุมชนสร้างคนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์


กิจกรรมของค่าย “เป็น อยู่ คือ” จึงมีหลากหลายตั้งแต่ทัศนศึกษา, เรียนรู้จากปราชญ์ชาวบ้าน, เวิร์คชอป, สร้างสรรค์ผลงานแบบกลุ่ม ฯลฯ โดยทั้งหมดอยู่บนพื้นฐานเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและสำนึกรักบ้านเกิด ในแง่การอนุรักษ์ควบคู่กับการดำรงชีวิต

สุวิทย์ กิ่งแก้ว ที่ปรึกษาอาวุโสคณะเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ กล่าวว่า ซีพี ออลล์ มีความมุ่งมั่นที่จะดำเนินตามปณิธานขององค์กร นั่นคือ ร่วมสร้างสรรค์และแบ่งปันโอกาสให้ทุกคน พร้อมกับร่วมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้ชื่อโครงการ 7 GO Green ตั้งแต่ปี 2550 เพื่อ ลด ละ เลิก ใช้ถุงพลาสติก ที่ร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ อาทิ โครงการ รักษ์อันดามัน ร่วมใจลดใช้ถุงพลาสติก, คิดถุ๊ง คิดถุง ผ่านการสร้างเครือข่ายเยาวชนไทย ลดใช้ถุงพลาสติก, ปฏิเสธถุง…ได้บุญ, 7 Go Green Recycled Plastic Road และ ลดวันละถุง…คุณทำได้ โดยโครงการ ‘ลดวันละถุง คุณทำได้’ สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกและเปลี่ยนเป็นยอดสมทบทุนรวมกว่า 211 ล้านบาท มอบให้กับโรงพยาบาลศิริราช, โรงพยาบาลในชุมชน และโรงพยาบาลในถิ่นทุรกันดาร รวม 77 โรงพยาบาลใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ

"เป็น อยู่ คือ" สืบสานวิถีชุมชนสร้างคนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์

“น้องใบเงิน” ด.ญ.ปุณิกา พุ่มช่วย อายุ 12 ปี นักเรียน home school ระดับชั้นป.6 เล่าว่า ที่มาเข้าค่ายนี้เพราะชื่นชอบการพบปะเพื่อนใหม่ๆ และมีความสนใจเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว ซึ่งค่ายได้พาไปทัศนศึกษาที่ สวนสมุนไพร Honey Rose ทำให้ได้รับความรู้เรื่องสมุนไพร ได้ความรู้เรื่องการลดใช้ถุงพลาสติก ได้ฝึกการพูดและการแสดง เพราะกลุ่มของหนูเลือกนำเสนอผลงานผ่านการแสดงละคร เกี่ยวกับว่านสาวหลง สมุนไพรชนิดหนึ่งที่มีกลิ่นหอม เป็นเรื่องตลกๆ ของผู้ชายคนหนึ่งที่จีบสาวไม่ติดแล้วคุณยายแนะนำให้ใช้ว่านสาวหลงที่มีกลิ่นหอม พวกหนูได้แรงบันดาลใจจากสวนสมุนไพร ซึ่งหนูได้ทดลองทำสบู่เหลวจากสมุนไพรด้วย

“ในอนาคตอาจได้นำความรู้ที่ได้จากค่ายนี้มาใช้ เพราะความฝันหนึ่งของตนเองคือทำน้ำหอม จึงทำให้ชอบเรื่องสมุนไพร เพราะสมุนไพรมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์ พอดีกับที่ไปเรียนรู้มา ส่วนเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตนเองรู้จักโครงการของเซเว่นอีเลฟเว่น เช่น ลด ละ เลิก ใช้ถุงพลาสติก มันมีประโยชน์มากกับเกาะสมุย เพราะปกติจะเห็นถุงพลาสติกถูกทิ้งเต็มเลย พอเซเว่นรณรงค์ก็ลดการใช้ถุงพลาสติกไปได้ทำให้บนเกาะดูสะอาดขึ้นระดับหนึ่ง อีกทั้งตนเองก็อยู่ในกลุ่มนักอนุรักษ์ของเกาะสมุย เก็บขยะที่ชายหาดทุกสัปดาห์ และเลิกใช้ถุงพลาสติก หันมาใช้ถุงผ้าและกระบอกน้ำแทน แต่ถ้าเกิดฉุกเฉินจริงบางทีก็ต้องใช้ แต่เราใช้แล้วไม่ทิ้ง เราเก็บมาทำ ECO Brick”

"เป็น อยู่ คือ" สืบสานวิถีชุมชนสร้างคนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์


ด้าน “น้องย๊ะ” ด.ญ.อริษา มาเอี่ยม นักเรียนชั้น ม.3 อายุ 15 ปี จากโรงเรียนบ้านอ่างทอง (วันครู 2502) บอกว่าทันทีที่รู้ว่าค่ายนี้เกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็สนใจที่จะมาเข้าร่วม เพราะสนใจเรื่องต้นไม้เป็นพิเศษ ประจวบเหมาะกับกลุ่มของน้องย๊ะได้ไปทัศนศึกษาที่ บ้านมะพร้าว แหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับต้นมะพร้าวที่สำคัญของเกาะสมุย

“สนุกมากเพราะได้เรียนรู้การทำขนมจากมะพร้าว ได้รู้ว่ามะพร้าวไม่ใช่ทำได้แค่อย่างเดียว แต่มีประโยชน์หลายอย่างมาก ทั้งที่ตนเองเกิดที่สมุยและเป็นคนสมุย จำความได้ก็เห็นต้นมะพร้าวหน้าบ้านแล้ว แต่ไม่เคยสนใจ พอมารู้จริงๆ ว่ามีประโยชน์เยอะ ความคิดของเราก็เปลี่ยนว่ามีประโยชน์เยอะขนาดนี้เชียวหรือ นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ด้วยว่ามะพร้าวเคยเป็นอาชีพหลักของคนบนเกาะสมุยเลย ทั้งส่งออก และค้าขายทางเรือ ความรู้ทั้งหมดที่ได้จากค่ายนี้คิดว่าจะเอาไปเล่าให้พวกน้องๆ ฟัง ว่าต้นมะพร้าวไม่ได้มีประโยชน์แค่เป็นอาหารนะ แต่เอามาทำของใช้ได้ เครื่องจักสานได้ เอามาทำเป็นยาสมุนไพรก็ได้ ให้เด็กๆ ได้รู้ว่าอย่ามองต้นมะพร้าวเป็นแค่ต้นมะพร้าวธรรมดา และที่บ้านเราทำค้าขายกับนักท่องเที่ยว พอนักท่องเที่ยวกลับมา เราก็อยากให้พวกเขาทิ้งขยะให้ถูกที่ เป็นไปได้ก็อยากให้ช่วยๆ กัน โดยที่เราก็จะเป็นคนคอยบอกพวกเขาด้วย”

"เป็น อยู่ คือ" สืบสานวิถีชุมชนสร้างคนรุ่นใหม่หัวใจอนุรักษ์

ความคาดหวังกลายเป็นรูปธรรม ค่าย “เป็น อยู่ คือ” เป็นอีกหนึ่งค่ายต้นแบบ ให้ครูอาจารย์นำไปประยุกต์ใช้กับการจัดค่ายกิจกรรมให้นักเรียนได้ต่อไป และเด็กๆ ได้เก็บสะสมความรู้ ภูมิปัญญาของคนสมุย และความตระหนักถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเกิดจากการลงมือทำงาน จนกลายเป็นองค์ความรู้ติดตัวและส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป

ดีเดย์13 ส.ค. “อว.” ไฟเขียวมหาวิทยาลัย สอนในห้องเรียนได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ดีเดย์13 ส.ค. “อว.” ไฟเขียวมหาวิทยาลัย สอนในห้องเรียนได้

ดีเดย์13 ส.ค. "อว." ไฟเขียวมหาวิทยาลัย สอนในห้องเรียนได้

9 สิงหาคม 2563 – 18:55 น.

อว.ผ่อนคลายให้มหาวิทยาลัยจัดการเรียนการสอนในห้องเรียนได้ ใช้การเรียนการสอนแบบผสมผสานระหว่าง on-site ตามปกติ ร่วมกับ online ดีเดย์13 ส.ค. 2563

รองศาสตราจารย์สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เกี่ยวกับการผ่อนคลายด้านการเรียนการสอนของโรงเรียนและสถาบันการศึกษานั้น ในส่วนของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ จะมีการผ่อนคลายให้จัดการเรียนในห้องเรียนเพิ่มเติมได้อีก

 “โดยมหาวิทยาลัยสามารถใช้การเรียนการสอนแบบผสมผสานระหว่าง on-site ตามปกติ ร่วมกับ online ได้ตามความพร้อม ความเหมาะสม และตามกิจกรรมเกี่ยวข้อง ทั้งนี้จะเริ่มทดลองดำเนินการตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2563” ปลัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ กล่าว

ศธ.ลุ้นเปิดเรียน 100 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศธ.ลุ้นเปิดเรียน 100 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ

ศธ.ลุ้นเปิดเรียน 100 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ

7 สิงหาคม 2563 – 21:35 น.

รมว.ศธ.เผยศบค.ชุดเล็กเคาะทดลองเปิดเรียน 100 เปอร์เซ็นต์ทั่วประเทศ เตรียมชงนายกฯอนุมัติ 10 ส.ค. คาดเริ่มดีเดย์ 13 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการ เฉพาะกิจพิจารณาการผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ถึงรายละเอียดการเปิดเรียนของสถานศึกษาทั่วประเทศ ว่า ที่ประชุมให้สถานศึกษาทั่วประเทศทดลองเปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียนได้อย่าง 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมาตรการต่างๆที่ลดไปคือ การลดการเว้นระยะห่างที่ไม่ต้องมีระยะ 1.5 เมตร 

โดยจะทำให้ห้องเรียนมีนักเรียนได้มากกว่า 25 คน กลับไปเรียนตามปกติ โดยมีเงื่อนไขที่นักเรียนแต่ละคนต้องจดบันทึกว่าแต่ละวันได้ไปที่ไหนมาบ้าง หลังจากเลิกเรียนแล้ว เพื่อเป็นมาตรการในการติดตามหากมีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในโรงเรียน 

ทั้งนี้ เรามั่นใจว่ากระบวนการสาธารณสุขสามารถบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยในประเทศได้ โดยที่ผ่านมา เราพิสูจน์แล้วว่าถ้ามีการแพร่ของโรค เรามีวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ดังนั้นต้องขอฝากครู ผู้ปกครอง และนักเรียนเรื่องการบันทึกข้อมูล เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า สำหรับการเรียนการสอนก็ต้องเปลี่ยนแนวทางและปรับเนื้อหาสาระ ซึ่งตนเชื่อว่าคุณครูของประเทศไทยสามารถปรับแนวทางได้ พยายามให้มีการเรียนในห้องเรียนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการทดลองครั้งนี้เป็นการทดลองเปิดการเรียน 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุม ศบค. ชุดใหญ่ แต่ต้องได้รับการอนุมัติจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งเราจะนำเสนอนายกฯในวันที่ 10 ส.ค.นี้ ถ้านายกรัฐมนตรีลงนามเห็นชอบแล้ว เราคิดว่าจะเริ่มการทดลองเรื่องนี้ได้ในวันที่ 13 ส.ค.นี้

เมื่อถามว่า รูปแบบการเรียนการสอน และเกณฑ์การวัดผลจะปรับอย่างไรหรือไม่ นายณัฏฐพล กล่าวว่า การประเมินการสอบ กระทรวงศึกษาธิการกำลังพิจารณาถึงความเหมาะสมว่าจะลดลงหรือปรับเปลี่ยนได้หรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าการเรียนการสอนไม่ได้เท่าเทียมกันทั่วประเทศ บางพื้นที่มีโอกาสเข้าถึงสื่อดิจิทัล แต่หลายพื้นที่ไม่มีโอกาส ดังนั้น จะวัดมาตรฐานเดียวกันเป็นไปไม่ได้ นี่คือมาตราการต่อไปที่กระทรวงศึกษาธิการต้องไปหาความเหมาะสม

9 ราชมงคล ลงนาม MOU “ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล” หนุนเรียนรู้ตลอดชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

9 ราชมงคล ลงนาม MOU “ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล” หนุนเรียนรู้ตลอดชีวิต

9 ราชมงคล ลงนาม MOU "ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล"  หนุนเรียนรู้ตลอดชีวิต

7 สิงหาคม 2563 – 12:50 น.

จุดเปลี่ยนของการจัดการศึกษาของประเทศไทย เมื่อ 9 ราชมงคล ลงนาม MOU “ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล” เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลทั้ง 9 แห่งทั่วประเทศ ลงนามความร่วมมือการใช้ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ณ ห้องประชุมสงค์ธนาพิทักษ์ มทร.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี โดยมี ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมเป็นสักขีพยานและปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “เปิดโอกาสสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เผยว่า การจัดการศึกษาเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำได้รับการกล่าวถึงไม่เพียงเฉพาะในประเทศไทย แต่มีการกล่าวถึงในระดับนานาชาติ และมีการทำสัญญาประชาคมโลกในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ 2573 ในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของโลกในช่วง 15 ปีต่อจากนี้

ซึ่งเป้าหมายที่ 4 เป็นเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษากำหนดไว้ว่า การสร้างหลักประกันว่าทุกคนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม และสนับสนุนโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคล มีการดำเนินงานกันเป็นเครือข่าย กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ การได้พัฒนาการจัดการศึกษาในระบบคลังหน่วยกิต

และมีการพัฒนาระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล (Digital Credit Bank System: DCBS) เพื่อรองรับการดำเนินงานร่วมกัน จึงเป็นอัตลักษณ์หนึ่งที่สะท้อนความเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคล ทั้งในด้านการจัดการศึกษา การตอบสนองความต้องการภาคอุตสาหกรรมและตลาดแรงงาน และการแสดงความเข้มแข็งทางด้านเทคโนโลยี

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้เป็นหลักในการดำเนินงานพัฒนาระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทำให้เกิดความร่วมมือและการลงนามความร่วมมือการใช้ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เครือข่ายมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลในครั้งนี้ขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์พัฒนาการศึกษาและขยายผลให้กว้างขวางออกไป ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติตามจุดมุ่งหมายของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล

ทั้งนี้ ความร่วมมือกันในการดำเนินงานการใช้ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ข้อเสนอเชิงนโยบายในการพัฒนาและขยายผลการใช้ระบบคลังหน่วยกิตดิทัล ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเพื่อดำเนินการใช้ระบบคลังหน่วยกิตที่ได้รับการพัฒนาดังกล่าว ซึ่ง มทร.ธัญบุรี ได้พัฒนาระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล (DCBS) ต้นแบบ

ขณะที่ มทร.กรุงเทพ มทร.ตะวันออก มทร.พระนคร มทร.รัตนโกสินทร์ มทร.ล้านนา มทร.ศรีวิชัย มทร.สุวรรณภูมิ รวมถึง มทร.อีสาน ร่วมให้ข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการพัฒนาระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล อีกทั้งให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการใช้และขยายผลการใช้ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล และใช้ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัลที่ มทร.ธัญบุรี เป็นผู้พัฒนา

“กลุ่ม มทร. ทั้ง 9 แห่งนี้ จะใช้ความชำนาญ และความเชี่ยวชาญอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติงานตามบันทึกความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานการดำเนินงานที่เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป รวมทั้งจัดหาบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญ เพื่อดำเนินงานตามความร่วมมือนี้ รวมทั้งให้ข้อมูล เพื่อวิเคราะห์และประมวลผลเพื่อให้ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัลที่พัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ตามเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.เกียรติศักดิ์ พันธ์ลำเจียก ผู้ช่วยอธิการบดี มทร.ธัญบุรี ในฐานะที่ปรึกษาโครงการวิจัย “โครงการพัฒนาระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต” กล่าวเสริมว่า มทร.ธัญบุรี ได้มีการดำเนินการจัดการศึกษาในระบบคลังหน่วยกิตมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเดิมใช้ชื่อโครงการว่า การจัดการศึกษาตามอัธยาศัยเพื่อพัฒนาบุคลากรภาคอุตสาหกรรม ในปี พ.ศ. 2562 ได้เปิดการสอนในระบบธนาคารหน่วยกิต

กระทั่งในปี พ.ศ. 2563 ได้เปิดรับนักศึกษาระบบคลังหน่วยกิตทั้งหมด 19 สาขาวิชาดังเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไป และในปี พ.ศ. 2563 สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพในการดำเนินงาน ทั้งด้านระบบการจัดการเรียนรู้ในรูปแบบคลังหน่วยกิต และศักยภาพด้านการพัฒนาระบบ Digital Platform

ในฐานะของการเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี จึงได้มอบหมายให้ มทร.ธัญบุรี เป็นที่ปรึกษาโครงการพัฒนาระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งผลผลิตของโครงการจะทำให้เกิดระบบคลังหน่วยกิตในรูปแบบดิจิทัล ที่สามารถเชื่อมโยงการเก็บสะสมและการเทียบโอนหน่วยกิตระหว่างหลักสูตร สาขาวิชา และระหว่างสถาบันอุดมศึกษาได้

นับเป็นจุดเปลี่ยนของการจัดการศึกษาของประเทศ ที่เกิดขึ้นภายใต้กลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคล ทั้ง 9 แห่ง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเป็นประโยชน์และสร้างคุณูปการด้านการจัดการศึกษา และการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับบุคคลอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม สมดังเจตนารมย์ของการจัดการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

9 ราชมงคล ลงนาม MOU "ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล"  หนุนเรียนรู้ตลอดชีวิต
9 ราชมงคล ลงนาม MOU "ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล"  หนุนเรียนรู้ตลอดชีวิต
9 ราชมงคล ลงนาม MOU "ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล"  หนุนเรียนรู้ตลอดชีวิต

9ราชมงคลลงนามMOU ระบบคลังหน่วยกิตดิจิทัล

ติวเข้มเติมเต็มความรู้สัญจร ให้นักเรียนชั้นม.6 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ติวเข้มเติมเต็มความรู้สัญจร ให้นักเรียนชั้นม.6

ติวเข้มเติมเต็มความรู้สัญจร ให้นักเรียนชั้นม.6

5 สิงหาคม 2563 – 18:57 น.

“สุดเขต สวยสม” ผอ.สพม.เขต38 เปิดติวเข้มเติมเต็มความรู้สัญจร ให้แก่นักเรียน ชั้น ม.6 โรงเรียนสรรพวิทยาคม นักเรียนทั่วประเทศเข้าถึงเนื้อหานี้ได้ แบบเสมอภาคกัน

เมื่อวันที่5สิงหาคม2563ที่หอประชุมโรงเรียนสรรพวิทยาคม อ.แม่สอด จ.ตาก นายสุดเขต สวยสม ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต38 (สพม.38) เป็นประธานในพิธีเปิด กิจกรรมติวเข้มเติมเต็มความรู้สัญจร ให้แก่นักเรียน ชั้น ม.6ซึ่ง

จัดโดยศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา สำนักงานส่งเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีนางสุภัทร เงินดี ผู้อำนวยการโรงเรียนสรรพวิทยาคม กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดงาน

สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 6 เดือนสิงหาคม 2563 เพื่อเสริมสร้างความรู้ เพิ่มประสบการณ์ ให้นักเรียนมีโอกาสได้เรียนและมีทางเลือกในการเรียนรู้ที่หลากหลายขึ้น และบันทึกรายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา รายการติวเข้มเติมเต็มความรู้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษากระทรวงศึกษาธิการ(ETV)ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 09.50 น.

และทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT)ทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์ เวลา 09.05 – 09.55 น. โดยเชิญวิทยากรที่มีความรู้ ความสามารถและมีชื่อเสียงในด้านการสอนและเทคนิคการทำข้อสอบมาให้ความรู้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในวิชาคณิตศาสตร์ วิชาภาษาไทย วิชาสังคมศึกษา วิชภาษาอังกฤษ และวิชาวิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์)

บรรยากาศการถ่ายทำเป็นไปด้วยความสนุกสนาน เพราะวิทยากรต่างสอนด้วยเทคนิควิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย ถ่ายทอดมาสู่นักเรียนที่ห้องประชุมได้อย่างเข้าใจง่าย พร้อมกับบันทึกเทปไปเผยแพร่ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ เพื่อให้นักเรียนจากทั่วประเทศสามารถเรียนรู้เนื้อหาวิชาตามกลุ่มสาระต่างๆ เสมือนมีติวเตอร์ไปติวให้ถึงบ้าน สร้างโอกาสทางการศึกษาให้ทั่วถึงและเสมอภาค

ติวเข้มเติมเต็มความรู้สัญจร ให้นักเรียนชั้นม.6
ติวเข้มเติมเต็มความรู้สัญจร ให้นักเรียนชั้นม.6

2 กูรู แนะแก้ปัญหาแม่วัยใสในโลกยุคดิสรัปชั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

2 กูรู แนะแก้ปัญหาแม่วัยใสในโลกยุคดิสรัปชั่น

 2 กูรู  แนะแก้ปัญหาแม่วัยใสในโลกยุคดิสรัปชั่น

5 สิงหาคม 2563 – 18:15 น.

2 กูรู ม.มหิดล แนะทางแก้ปัญหาแม่วัยใส ในโลกยุคดิสรัปชั่น หลังไทยมีแม่วัยใสมากเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน

วันที่ 8 สิงหาคม 2563 เป็นวันครบรอบ 53 ปีของการก่อตั้งประชาคมอาเซียน ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาที่พบในประชากรวัยรุ่นของหลายประเทศในอาเซียนคือ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร (แม่วัยใส) อันมีสาเหตุหลายประการทั้งจากสภาพสังคม วัฒนธรรม

รวมทั้งกระแสสังคมบริโภคนิยมที่กำลังครอบงำโลกในยุคดิสรัปชั่น ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดหนึ่งสำหรับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของ องค์การสหประชาชาติ (UN)

ท่ามกลางปัญหา “แม่วัยใส” ที่ส่วนใหญ่ในโลกยุคดิสรัปชั่นเกิดจากการปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เนื่องจากขาดวุฒิภาวะและภูมิคุ้มกันต่อสื่อที่ยั่วยุเป็นปัจจัยทางสังคมที่ทำให้เกิดความเสี่ยงในพฤติกรรมทางเพศจนทำให้เกิดการตั้งครรภ์ขณะที่ยังไม่พร้อม เนื่องจากส่วนใหญ่ยังอยู่ในวัยเรียนเช่นกัน

 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมลพรรณ อิศรภักดี อาจารย์ประจำสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า ไทยมีแม่วัยใสมากเป็นอันดับ 4 ของอาเซียน โดยพบว่าเมื่อแม่วัยรุ่นตั้งครรภ์ ชีวิตของพวกเธอเปลี่ยนแปลงทันที ที่เห็นได้ชัด คือ การศึกษาของพวกเธอมักจะหยุดชะงัก หรือจบลงส่งผลให้โอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของพวกเธอลดน้อยลงไปด้วย

ด้าน รองศาสตราจารย์ นายแพทย์อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเสริมว่า เด็กทารกที่คลอดออกมาแล้วต้องได้รับการเลี้ยงดูที่ดีด้วย ปัญหาที่พบของแม่วัยใสไทย

ที่เห็นได้ชัด คือ การตั้งครรภ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม ซึ่ง พ.ร.บ.ป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 ได้ให้สิทธิแม่วัยใสในการตัดสินใจด้วยตัวเอง ให้ได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคในสังคม และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ตลอดจนสวัสดิการสังคม ซึ่งที่โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มีคลินิกส่งเสริมการเลี้ยงดูเด็ก และคลินิกวัยรุ่น ที่คอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือตามพ.ร.บ.ดังกล่าว ให้ได้รับสิทธิทางสุขภาพและสังคม รวมไปถึงสิทธิในการเรียน ซึ่งปัญหาแม่วัยใสเป็นปัญหาที่เมื่อเกิดขึ้นต้องได้รับการแก้ไขด้วยความชอบธรรมเพื่อไม่ให้ถูกกีดกันออกจากสังคม ควบคู่ไปกับการรณรงค์ป้องกัน

โครงการ “ทุนเปลี่ยนชีวิต” โดย เลิร์น คอร์ปอเรชั่น สานฝัน สร้างโอกาสให้เด็กไทยวัยมัธยม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โครงการ “ทุนเปลี่ยนชีวิต” โดย  เลิร์น คอร์ปอเรชั่น สานฝัน สร้างโอกาสให้เด็กไทยวัยมัธยม 

โครงการ "ทุนเปลี่ยนชีวิต" โดย  เลิร์น คอร์ปอเรชั่น สานฝัน สร้างโอกาสให้เด็กไทยวัยมัธยม 

4 สิงหาคม 2563 – 15:34 น.

โครงการ “ทุนเปลี่ยนชีวิต” โดย  เลิร์น คอร์ปอเรชั่น สานฝัน สร้างโอกาสให้เด็กไทยวัยมัธยม เพื่อให้สามารถนำความรู้ความสามารถผนวกความมุ่งมั่นของตนมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

เลิร์น คอร์ปอเรชั่น เปิดโครงการ “ทุนเปลี่ยนชีวิต – Life Changing Program” สานฝันเยาวชนไทยที่เปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น แต่ต้องการโอกาสและทุนทรัพย์ ด้วยการสนับสนุนให้นักเรียนที่ได้รับทุนได้เข้าเรียนเสริมความเข้มแข็งด้านวิชาการพร้อมรับการแนะแนวการศึกษาต่อจาก OnDemand สถาบันกวดวิชาอันดับ  1 ของประเทศไทย เพื่อให้สามารถนำความรู้ความสามารถผนวกความมุ่งมั่นของตนมาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

โครงการ "ทุนเปลี่ยนชีวิต" โดย  เลิร์น คอร์ปอเรชั่น สานฝัน สร้างโอกาสให้เด็กไทยวัยมัธยม 

นายสาธร อุพันวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด

นายสาธร อุพันวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ทุกช่วงวัย (Ed-tech)  เล็งเห็นปัญหาด้านการศึกษาสำหรับเยาวชนวัยมัธยมปลายที่ต้องการโอกาสทางการศึกษาและทุนทรัพย์ จึงได้จัดตั้งโครงการ ‘Life Changing Program – ทุนเปลี่ยนชีวิต’ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อยอดเจตนารมณ์ในการยกระดับการศึกษาของประเทศ และตอกย้ำปณิธานความเชื่อในการให้โอกาสด้านการศึกษา ด้วยบุคลากรครูคุณภาพ และเทคโนโลยีด้านการศึกษาที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จึงต้องการสานฝันให้กับเยาวชนไทยได้ใช้โอกาสด้านศึกษาเปลี่ยนชีวิตและอนาคต ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพและสร้างประโยชน์ต่อสังคมต่อไป

โครงการ "ทุนเปลี่ยนชีวิต" โดย  เลิร์น คอร์ปอเรชั่น สานฝัน สร้างโอกาสให้เด็กไทยวัยมัธยม 

นายสุธีร์ อัสววิมล กรรมการบริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น และผู้ก่อตั้งสถาบัน OnDemand เสริมว่า โครงการ ‘ทุนเปลี่ยนชีวิต’ เป็นทุนการศึกษาที่สามารถเข้าถึงเยาวชนได้อย่างเท่าเทียม เปิดรับสมัครเยาวชนไทยที่มีความมุ่งมั่นและกำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมปลาย และมีรายได้ครอบครัวไม่เกิน 30,000 บาท ต่อเดือน ได้มีโอกาสเปลี่ยนชีวิตของตนเองด้วยการศึกษา กับการเรียนที่สถาบัน OnDemand ที่เหมาะสมกับความฝันและความสนใจของแต่ละบุคคล ควบคู่กับการแนะแนวการศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยจากบุคลากรครูระดับแนวหน้า ที่มีประสบการณ์สอนและแนะแนวเยาวชนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำมานานกว่า 15 ปี นอกจากนี้ ‘Life Changing Program – ทุนเปลี่ยนชีวิต’ ยังเป็นโครงการที่ช่วยส่งเสริมความเป็นผู้นำ การกล้าตัดสินใจ การพัฒนาตนเอง และการฝึกให้เยาวชนได้ร่วมส่งต่อสิ่งดีๆ กลับคืนสู่สังคม ด้วยกิจกรรมต่างๆ ในโครงการ ร่วมทั้งกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนทุนรุ่นพี่ และรุ่นน้อง ตลอดจนการปรึกษาแนวทางการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัยอีกด้วย
โรงเรียนที่ต้องการนำโครงการ ‘Life Changing Program – ทุนเปลี่ยนชีวิต’ ไปประชาสัมพันธ์ในโรงเรียนของตนเอง หรือเยาวชนไทยที่สนใจสมัครทุน สามารถสมัครและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.learn.co.th/ทุนเปลี่ยนชีวิต  หรือ lifechanging@learn.co.th

“พยาบาลนมแม่” ผู้ช่วยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“พยาบาลนมแม่” ผู้ช่วยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

"พยาบาลนมแม่" ผู้ช่วยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

2 สิงหาคม 2563 – 14:25 น.

“พยาบาลนมแม่”ผู้ช่วยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ หลักสูตรแรกในประเทศไทย ม.มหิดล – กรมอนามัย ร่วมมือผลิต “พยาบาลนมแม่” ให้กับสถานพยาบาลทั่วประเทศ

ระหว่างวันที่ 1 – 7 สิงหาคม ของทุกปี องค์การพันธมิตรนมแม่โลก (World Alliance for Breastfeeding Action หรือ WABA) กำหนดให้เป็น “สัปดาห์นมแม่โลก” ซึ่งการที่ทารกได้กินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกจะช่วยลดอัตราการเสียชีวิต และส่งเสริมพัฒนาการที่สมบูรณ์แข็งแรง

โดยในปี 2568 องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ได้ตั้งเป้าหมายการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิตไว้ที่ร้อยละ 50 ในขณะที่ผ่านมาประเทศไทยสามารถทำได้เพียงร้อยละ 23 เท่านั้น

ด้วยความตระหนักถึงปัญหาสำคัญของสถานการณ์ดังกล่าว เมื่อปี พ.ศ. 2561 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และสุขภาพเด็กปฐมวัย จึงได้ริเริ่มพัฒนาและเปิดหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ขึ้น

โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พรนภา ตั้งสุขสันต์ ประธานหลักสูตรฯ กล่าวว่า เป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทยที่ผ่านการรับรองจากสภาการพยาบาล ผลิต “พยาบาลนมแม่” ที่ป็นผู้เชียวชาญด้านการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เมื่อปี พ.ศ. 2562 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการฝึกอบรมการพยาบาลเฉพาะทาง สาขาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ร่วมกับ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ผลิต “พยาบาลนมแม่” ให้กับสถานพยาบาลทั่วประเทศ

โดยมองว่าพยาบาลเป็นบุคลากรสำคัญในการสนับสนุนมารดาให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ดังนั้นการพัฒนาศักยภาพของพยาบาลจึงถือเป็นหน้าที่สำคัญของคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะสถาบันที่เป็นรากฐานด้านการพยาบาลของไทย

หลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางสาขาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จึงได้จัดตั้งขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อให้ “พยาบาลนมแม่” ได้มองเห็นบทบาทของตนเอง มีความรู้ความเข้าใจในนโยบายและระบบบริการสุขภาพ จนสามารถพัฒนาสู่การวางแผนในการปฏิบัติงาน และเป็นผู้นำที่ทำงานได้อย่างมีระบบ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พรนภา ตั้งสุขสันต์ กล่าวต่อไปว่า “พยาบาลนมแม่” มีส่วนช่วยให้แม่มีการเตรียมพร้อมทั้งกายและใจในการวางแผนเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้วยตัวเองตั้งแต่ตั้งครรภ์ ตลอดจนช่วยแม่ให้ได้เริ่มต้นให้นมลูกตั้งแต่ในห้องคลอด ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดครั้งแรกในการกระตุ้นการสร้างน้ำนม โดย “พยาบาลนมแม่” จะทำหน้าที่ดูแลอย่างต่อเนื่องต่อไปในระยะหลังคลอดและไปจนถึงลูกอายุ 2 ขวบหรือมากกว่า

น้ำนมที่ลูกดื่มหยดแรกจากอกของแม่ เปรียบเหมือนวัคซีนแรกที่เป็นภูมิคุ้มกันของชีวิต ซึ่งเมื่อใดที่ลูกรู้สึกหิว หรือไม่สบาย หากได้ดื่มน้ำนมจากอกของแม่ จะเหมือนได้รับยาวิเศษโดยธรรมชาติที่สื่อได้จากการสัมผัสที่อบอุ่นและปลอดภัยจากแม่สู่ลูก

นอกจากการเปิดหลักสูตรผลิต “พยาบาลนมแม่” ให้กับสถานพยาบาลทั่วประเทศแล้ว ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และสุขภาพเด็กปฐมวัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ยังได้จัดอบรมให้ความรู้ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้กับแกนนำจากสถานประกอบการต่างๆ เพื่อขยายผลสู่แรงงานหญิงตั้งครรภ์ทั่วประเทศที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลสำคัญในการดูแลสุขภาพของตนเองและทารกในครรภ์เนื่องจากความจำเป็นทางเศรษฐกิจและสังคม

และในช่วงวิกฤต Covid-19 ที่ผ่านมา ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และสุขภาพเด็กปฐมวัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีบทบาทสำคัญในการให้บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ทั้งในและนอกเวลาราชการ

สำหรับผู้ใช้บริการซึ่งเป็นหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตรที่มีข้อจำกัดในการเดินทางมาพบแพทย์ ซึ่งภารกิจทั้งหมดนี้ทำอย่างทุ่มเทโดยหวังให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อเด็กไทยจะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี เติบโตเป็นกำลังสำคัญมาช่วยพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าต่อไป

ศูนย์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และสุขภาพเด็กปฐมวัย คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล บริการให้คำปรึกษาเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และสุขภาพเด็กปฐมวัย ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 17.00 – 20.00 น. และวันเสาร์ – อาทิตย์ เวลา 09.00 – 17.00 น. ผ่าน Hotline 095-6850441, 081-6585528, 086-1068275

"พยาบาลนมแม่" ผู้ช่วยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
"พยาบาลนมแม่" ผู้ช่วยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
"พยาบาลนมแม่" ผู้ช่วยเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์เรียกร้องให้รัฐคำนึงถึงหลักนิติธรรม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์เรียกร้องให้รัฐคำนึงถึงหลักนิติธรรม

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์เรียกร้องให้รัฐคำนึงถึงหลักนิติธรรม

2 สิงหาคม 2563 – 01:35 น.

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์เรียกร้องให้รัฐคำนึงถึงหลักนิติธรรมอย่างลึกซึ้ง เพื่อประชาชนได้มั่นใจในความปลอดภัยแห่งชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งได้รับความคุ้มครองทางด้านสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค อันจะนำไปสู่ความมั่นคงแห่งหลักนิติรัฐอย่างเที่ยง

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์

1 สิงหาคม 2563

เรื่อง หลักนิติธรรม

ตามที่มีข่าวปรากฏในเรื่องของความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ในสังคมไทยนั้น ได้สะท้อนถึงการละเมิดหลักนิติธรรมหรือไม่ โดยเป็นหลักสากลที่มีอยู่ในโลก

กระนั้น จึงมีข้อสงสัยว่าอาจมีความไม่เป็นธรรมอีกมากมายที่ไม่ปรากฏเป็นข่าวหรือไม่ โดยข้าพเจ้าเห็นว่า ความไม่เป็นธรรมต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้น เกิดจากกระบวนการขั้นตอนของผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินการในทางกฎหมาย ที่ไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม อันเป็นหลักที่นำมาซึ่งความมั่นคงแห่งรัฐอย่างถาวร

ดังนั้น จึงขอให้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องที่ได้ดำเนินการใด ๆ ในทางกฎหมาย จักต้องคำนึงถึงหลักนิติธรรมอย่างลึกซึ้ง เพื่อประชาชนจะได้เกิดความมั่นใจในความปลอดภัยแห่งชีวิตและทรัพย์สิน อีกทั้งประชาชนจะได้รู้สึกว่าตนได้รับความคุ้มครองทางด้านสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค อันจะนำไปสู่ความมั่นคงแห่งหลักนิติรัฐอย่างเที่ยงแท้

ไกรทอง กล้าแข็ง ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์

“ม็อบนักเรียน” ชุมนุม ทวงสิทธิ์ 3 ข้อ จากก.ศึกษาฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ม็อบนักเรียน” ชุมนุม ทวงสิทธิ์ 3 ข้อ จากก.ศึกษาฯ

"ม็อบนักเรียน" ชุมนุม ทวงสิทธิ์ 3 ข้อ จากก.ศึกษาฯ

https://embed.komchadluek.net/api/embeded/438823//news

31 กรกฎาคม 2563 – 22:45 น.

“ม็อบนักเรียน” ชุมนุม ทวงสิทธิ์ 3 ข้อ จากกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคิดแฮชแท็กในการชุมนุมครั้งนี้ว่า #นักเรียนไทยไม่ไหวแล้วโว้ย

หลังจากที่บัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์ “นักเรียนเลว” ได้นัดชุมนุมนักเรียนทั่วประเทศ ที่ หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ในเย็นวันนี้(31ก.ค.2563) เพื่อที่จะทวงสิทธิแสดงจุดยืน 3 ข้อ คือ 1.ครูต้องไม่ทารุณนักเรียน 2.กฎระเบียบต้องไม่ละเมิดสิทธิ และ 3.นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรีภาพ โดยคิดแฮชแท็กในการชุมนุมครั้งนี้ว่า #นักเรียนไทยไม่ไหวแล้วโว้ย

เมื่อเวลาประมาณ17:15 น. ม็อบนักเรียนประมาณ 50 คน ได้มารวมตัวกันบริเวณหน้ากระทรวงศึกษาธิการ และติดตั้งอุปกรณ์ไมค์ ลำโพง กลอง เพื่อใช้ในการทำกิจกรรมที่เตรียมมาทั้งหมด 4 กิจกรรมบริเวณริมฟุตบาตและเกาะกลางถนน 

ทางด้านนางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้เดินออกมาจากกระทรวงศึกษาธิการเพื่อเจรจากับนักเรียนที่มาชุมนุมและขอร้องให้พูดคุยกันดีๆไม่ต้องถึงกับจัดการชุมนุมแบบนี้ พร้อมไกล่เกลี่ยนักเรียนให้ย้ายที่ชุมนุมจากหน้ากระทรวงศึกษาธิการเข้าไปจัดกิจกรรมภายในกระทรวงศึกษาธิการแทน จะได้ไม่เกิดอันตรายและไม่กระทบต่อการจราจร ซึ่งผู้นำนักเรียนก็ไม่ยอมยกเลิกกิจกรรมและจุดยืนที่ตั้งใจจะเรียกร้องแต่ยอมย้ายเข้ามาจัดกิจกรรมภายในกระทรวง และเริ่มกิจกรรมแรกคือการปราศรัยจุดยืนของพวกเขาทั้งเรื่องคุณครูใช้ความรุนแรง เรื่องทรงผม และเครื่องแบบนักเรียน

เด็กนักเรียนกลุ่มนี้เล่าว่า พวกเขาได้เคยมายื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการแล้วแต่ก็ไม่มีความคืบหน้าใดๆจึงตัดสินใจนัดรวมตัวกันมาเรียกร้องสิทธิที่พวกเขาควรจะได้รับ หลังจากกิจกรรมปราศรัย ก็ได้ทำกิจกรรมส่งของหายคืนกระทรวงโดยทำการนำไม้เรียว เส้นผม และชุดนักเรียนมามอบให้กับทางกระทรวงศึกษาธิการ 

จากนั้นก็ทำกิจกรรมร้องเพลงลามะลิลาเสียดสีการศึกษา เด็กกลุ่มนี้มองว่าพวกเขาควรจะมีสิทธิ์ในการแสดงความคิดเห็นและเลือกทำในสิ่งที่พวกเขาอยากทำได้ บางคนเป็นกลุ่มหลากหลายทางเพศ ไม่อยากตัดผมทรงนักเรียนอยากไว้ผมยาว บางคนไม่อยากใส่กระโปรงหรือกางกางนักเรียน บางคนเคยโดนคุณครูพูดจาเหยียดเพศ

รวมถึงกลุ่มเด็กที่ไม่อยากให้กระทรวงศึกษาธิการจัดตารางเรียนให้แน่นในแต่ละวันเพราะรู้สึกว่าสมองล้าเกินไป ทำให้พวกเขาต้องออกมาเรียกร้องสิทธิ์ในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ม็อบนักเรียนทำกิจกรรมครบทั้งหมดแล้ว ทาง นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ร่วมฟังความคิดเห็นและชี้แจงปรับความเข้าใจกับเด็กๆ จนเรื่องทั้งหมดจบลงด้วยดี นักเรียนแยกย้ายกันกลับบ้านในเวลา19:15น.

นางเกศทิพย์ ศุภวานิช ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้รับหน้าที่ให้มารับฟังเด็กๆ หลังจากที่ได้รับฟังความเห็นของเด็กๆก็จะนำเรื่องไปแจ้งให้นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการและผู้ใหญ่ได้รับทราบ ทุกอย่างจะต้องดูตามความเหมาะสมและขั้นตอนของกระทรวงศึกษาฯอีกครั้งหนึ่ง จริงๆเข้าใจในปัญหาของเด็กๆและจะพยายามปรับความเข้าใจให้เด็กๆฟังอีกครั้ง

"ม็อบนักเรียน" ชุมนุม ทวงสิทธิ์ 3 ข้อ จากก.ศึกษาฯ

    กลุ่มนักเรียนที่มีความหลากหลายทางเพศ ร้อง ศธ.ขอความคุ้มครองสิทธิของนักเรียนทุกเพศให้เท่าเทียมกัน(คลิกอ่านต้นฉบับ)