เปิดรับแล้ว “นศ.ใหม่ม.รามฯ” สมัครด้วยตัวเองเริ่ม 30ก.ค.นี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดรับแล้ว “นศ.ใหม่ม.รามฯ”  สมัครด้วยตัวเองเริ่ม 30ก.ค.นี้ 

เปิดรับแล้ว "นศ.ใหม่ม.รามฯ"  สมัครด้วยตัวเองเริ่ม 30ก.ค.นี้ 

16 กรกฎาคม 2563 – 16:30 น.

เปิดรับแล้ว “นศ.ใหม่ม.รามฯ”  ส่วนกลาง12 คณะ ส่วนภูมิภาค 4 คณะใน 23จังหวัด ของภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา2563 สมัครด้วยตัวเอง เริ่มแล้ววันที่ 30 ก.ค.นี้ – 2 ส.ค.นี้ 

มหาวิทยาลัยรามคำแหง รับสมัครนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาตรี ภาค1ปีการศึกษา2563ด้วยตนเองที่ ม.ร. หัวหมาก (อาคารเวียงคำ ชั้น 1) และสาขาวิทยบริการฯ ส่วนภูมิภาค23จังหวัดระหว่างวันที่ 30 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2563 (ทุกวัน)

เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครที่เตรียมหลักฐานครบถ้วนและอำนวยความสะดวกแก่ผู้สมัครที่ไม่สามารถสมัครทางอินเทอร์เน็ตได้โดยเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ทั้งระดับปริญญาตรี และผู้สมัครPre-degreeรวมทั้งผู้สมัครที่ใช้สิทธิเทียบโอนหน่วยกิตทุกประเภท

 ขณะเดียวกันยังเปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ทางอินเทอร์เน็ตที่ www.iregis2.ru.ac.thตั้งแต่บัดนี้ – 2 สิงหาคม2563

ทั้งนี้ เปิดรับสมัครนักศึกษาส่วนกลาง (ม.ร.หัวหมาก) ใน12 คณะ ได้แก่คณะนิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ มนุษยศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สื่อสารมวลชน พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ศิลปกรรมศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และสาธารณสุขศาสตร์

 สำหรับส่วนภูมิภาค เปิดรับสมัครใน 4 คณะ ได้แก่ คณะนิติศาสตร์ บริหารธุรกิจ สื่อสารมวลชน และรัฐศาสตร์ ณ สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอุทัยธานี ปราจีนบุรี อำนาจเจริญ นครพนม แพร่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช สุโขทัย ขอนแก่น ศรีสะเกษ ตรัง อุดรธานี ลพบุรี หนองบัวลำภู ชัยภูมิ เพชรบูรณ์ กาญจนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ สงขลา เชียงใหม่ เชียงราย และพังงา

 ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัครและระเบียบการรับสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ที่www.ru.ac.th, http://www.iregis2.ru.ac.th หรือที่ http://www.regsi.ru.ac.th รายละเอียดเพิ่มเติมโทร. 0-2310-8614-15, 0-2310-8623-24 หรือที่ FB: PR Ramkhamhaeng University

ศธ.สั่งปิด 274 สถานศึกษาทั่วระยอง-2โรงเรียนดังกทม.หนีโควิด ระบาดระลอก2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ศธ.สั่งปิด 274 สถานศึกษาทั่วระยอง-2โรงเรียนดังกทม.หนีโควิด ระบาดระลอก2

ศธ.สั่งปิด 274 สถานศึกษาทั่วระยอง-2โรงเรียนดังกทม.หนีโควิด ระบาดระลอก2

14 กรกฎาคม 2563 – 16:59 น.

เปิดเทอมเข้าสู่สัปดาห์ที่2 แต่ ศธ.ต้องสั่งปิด 274 สถานศึกษาทั่วระยอง-2โรงเรียนดังกทม. หวังสกัดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดระลอก2 หลังพบเส้นทางเชื่อมโยงทหารอิยิปต์-กรณีลูกทูตฯติดโควิด-19

หลังสถานศึกษาในประเทศไทย เปิดเทอมเข้าสู่สัปดาห์ที่สองเท่านั้น ก็เกิดประเด็นร้อนทันที จากกรณีพบว่า 1 ในกลุ่มกลุ่มทหารสัญชาติอียิปต์ซึ่งเดินทางเข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองระยองในวันที่ 8 ก.ค.ก่อนที่ในวันที่ 12 ก.ค. 2563 จะตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด-19

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ระยองวุ่นพบ “ทหารอียิปต์” ติดเชื้อโควิด เข้าพักโรงแรม เดินเที่ยวห้าง

ล่าสุด นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.) เปิดเผยว่า ศึกษาธิการจังหวัดระยอง (ศธจ.ระยอง)ได้รายงานว่ามีสถานศึกษาในจังหวัดระยองปิดการเรียนการสอนแล้ว 274 แห่ง

แบ่งเป็น สถานศึกษาระดับอาชีวศึกษา 11 แห่ง โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 223 แห่ง โรงเรียนเอกชน จำนวน 32 แห่ง และสถานศึกษาสังกัดกศน.จำนวน 8 แห่ง ซึ่งการปิดสถานศึกษาครั้งนี้โรงเรียนจะปรับการเรียนการสอนในรูปแบบออนไลน์แทน

ขณะที่ เฟซบุ๊กงานประชาสัมพันธ์ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย โพสต์ประกาศ มีข้อความตอนหนึ่ง ว่า ปัจจุบันมีนักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยเป็นกลุ่มเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคติดต่อไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยตระหนักถึงความปลอดภัยของนักเรียน และเพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไวรัสโคโรนา 2019 (covid-19) จึงขอแจ้งปิดสถานศึกษาเป์นเวลา 1 วัน ในวันที่ 15 ก.ค. เพื่อทำความสะอาดโรงเรียน

เช่นเดียวกับโรงเรียนสายน้ำผึ่งในพระอุปถัมป์ ได้เผยแพร่ประกาศ เรื่อง ปิดสถานศึกษาด้วยเหตุพิเศษ โดยตอนหนึ่งของประกาศระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดพบว่ามีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เข้าพักอาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับสถานศึกษา และเดินทางไปหลายสถานที่ ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่บริเวณโดยรอบสถานศึกา

ในการนี้ทางโรงเรียนสายน้ำผึ้งฯ ได้ตระหนักถึงความปลอดภัยของนักเรียน ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา จึงประกาศปิดสถานศึกษาด้วยเหตุพิเศษตั้งแต่วันที่ 15-17 กรกฎาคม 2563 โดยให้นักเรียนเรียนผ่านระบบออนไลน์ของทางโรงเรียน

ศธ.สั่งปิด 274 สถานศึกษาทั่วระยอง-2โรงเรียนดังกทม.หนีโควิด ระบาดระลอก2
ศธ.สั่งปิด 274 สถานศึกษาทั่วระยอง-2โรงเรียนดังกทม.หนีโควิด ระบาดระลอก2

“รมว.ตั้น” ย่องเงียบเยี่ยมร.ร. ตรวจมาตรการดูแล นักเรียนกินนอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“รมว.ตั้น” ย่องเงียบเยี่ยมร.ร. ตรวจมาตรการดูแล นักเรียนกินนอน

"รมว.ตั้น" ย่องเงียบเยี่ยมร.ร. ตรวจมาตรการดูแล นักเรียนกินนอน

12 กรกฎาคม 2563 – 13:25 น.

“รมว.ตั้น” ย่องเงียบเยี่ยมร.ร. ตรวจมาตรการดูแล นักเรียนกินนอน

วันที่ 12 ก.ค.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เผยผ่านเฟซบุ๊ก ถึงความประทับใจ ที่การแอบลงไปตรวจเยี่ยมโรงเรียน โดยไม่ได้บอกล่วงหน้า เพื่อได้ดู แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการบริหารต่อไป

"รมว.ตั้น" ย่องเงียบเยี่ยมร.ร. ตรวจมาตรการดูแล นักเรียนกินนอน
"รมว.ตั้น" ย่องเงียบเยี่ยมร.ร. ตรวจมาตรการดูแล นักเรียนกินนอน

การแวะตรวจเยี่ยมโรงเรียนโดยไม่อยู่ในกำหนดการ เพื่อพูดคุยให้กำลังใจ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีประโยชน์จริงสำหรับพวกเราคณะทำงานทุกครั้ง และถึงแม้จะไม่ได้บอกล่วงหน้าแต่เห็นถึงมาตรการที่เคร่งครัดและปฏิบัติจริงทุกที่เสมอ

อย่างครั้งนี้ที่ตั้งใจไปดูการบริหารจัดการหอพักนอนที่โรงเรียนสงขลาพัฒนาปัญญา มีการเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขเป็นอย่างดี น่าชื่นชมมาก

"รมว.ตั้น" ย่องเงียบเยี่ยมร.ร. ตรวจมาตรการดูแล นักเรียนกินนอน

ขอขอบคุณคุณครูทุกท่านทั่วประเทศ ที่ร่วมแรงร่วมใจทำงานกันอย่างหนักในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดนี้

ขอคารวะจากใจครับ

"รมว.ตั้น" ย่องเงียบเยี่ยมร.ร. ตรวจมาตรการดูแล นักเรียนกินนอน
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

จุฬาฯ เผยข่าวดี พัฒนาวัคซีน CU-Cov19 เข็มที่2ในลิงได้ผลดี รอไฟเขียวทดสอบในคนตุลาฯนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

จุฬาฯ เผยข่าวดี พัฒนาวัคซีน CU-Cov19 เข็มที่2ในลิงได้ผลดี รอไฟเขียวทดสอบในคนตุลาฯนี้

จุฬาฯ เผยข่าวดี พัฒนาวัคซีน CU-Cov19 เข็มที่2ในลิงได้ผลดี รอไฟเขียวทดสอบในคนตุลาฯนี้

12 กรกฎาคม 2563 – 12:05 น.

จุฬาฯเผยข่าวดี พัฒนาวัคซีนCU-Cov19เข็มที่2ในลิงได้ผลดี ลิงมีภูมิคุ้มกันสุขภาพแข็งแร็งดีทุกตัว เดินหน้าทดสอบในมนุษย์ รับสมัครจิตอาสา ส.ค. นี้ คาดทดสองฉีดเข็มแรก ประมาณเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2563

วันที่ 12 กรกฎาคม 2563 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิด mRNA ที่มีชื่อว่า “CU-Cov19” 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : จุฬาฯคาดปลายเดือนมิ.ย.รู้ผลทดลองวัคซีนป้องกันโควิด19

โดย ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และ ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬา ร่วมกันแถลงข่าว จุฬาฯ พัฒนาวัคซีนโควิด-19 หลังพบในลิงได้ผลดี เดินหน้าทดสอบในมนุษย์ (จิตอาสา) ความคืบหน้าการพัฒนา

และผลการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ในลิงเข็มที่สอง เตรียมพร้อมเดินหน้าทดสอบในมนุษย์ตามแผนต่อไป แถลงข่าว ณ ห้องประชุม 1210 ชั้น 12 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า จากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประเทศไทยที่ผ่านมา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเตรียมความพร้อมของสถานที่ แพทย์ พยาบาล บุคลากร เทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัย ได้มาตรฐาน นำมาใช้ในการตรวจคัดกรองประชาชนเป็นอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ทางด้านศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็นับว่าสถาบันการวิจัยทางการแพทย์ที่ได้รับความร่วมมือจากนักวิจัยทางการแพทย์ และวิทยาศาสตร์ทั้งในระดับประเทศและระดับโลกร่วมกันเดินหน้าพัฒนา วิจัย ต่อยอด การคิดค้น ผลิตวัคซีน เพื่อใช้ในการป้องกันโรคต่างๆ ให้กับประชาชนมาอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดนี้ ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิด mRNA ที่มีชื่อว่า “CU-Cov19” ได้เผยข่าวดี ผลการทดสอบวัคซีนโควิด-19 ในลิงเข็มที่สอง ลิงสร้างภูมิคุ้มกันได้ในระดับสูง มีสุขภาพดี เดินหน้าทดสอบในมนุษย์ตามแผนสำหรับรายละเอียดดังกล่าว เรียนเชิญ ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีน

โควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้ให้มูลต่อไป

ทางด้าน ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการบริหารโครงการพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการพัฒนาวัคซีนนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), สถาบันวัคซีนแห่งชาติ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเงินบริจาคกองทุนวิจัยวัคซีน ซึ่งวัคซีน CU-Cov19 เป็นวัคซีนชนิด mRNA ที่ผลิตจากสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่บางส่วน ซึ่งเมื่อชิ้นส่วนของสารพันธุกรรมนี้ถูกฉีดเข้าไปในร่างกาย จะถูกเปลี่ยนเป็นโปรตีนเพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันชนิดแอนติบอดีที่ช่วยต่อสู้กับไวรัสได้

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด ผลการตรวจเลือดลิงหลังจากได้รับการฉีดวัคซีน CU-Cov19 กระตุ้นเข็มที่สอง ที่ศูนย์วิจัยไพรเมทแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นเวลาสองสัปดาห์ พบว่าลิงที่ได้รับวัคซีนทุกตัวมีระดับภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้น โดยมีระดับภูมิคุ้มกันที่สูงมากในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนโดสสูง

นอกจากนี้ ยังพบว่าลิงทุกตัวมีสุขภาพแข็งแรง และไม่มีผลข้างเคียงจากการได้รับวัคซีน

จากผลการทดสอบนี้ ศูนย์วิจัยวัคซีนฯ จะเริ่มสั่งผลิตวัคซีนเพื่อให้พร้อมสำหรับการทดสอบในมนุษย์ตามแผน ประมาณเดือน ตุลาคม-ธันวาคม  2563 นี้ต่อไป

ขณะเดียวกัน นานาประเทศทั่วโลกต่างเดินหน้าทดลองวัคซีนโควิด-19 กันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีความคืบหน้าจากประเทศรัสเซีย หลังมีการทดลองวัคซีนโควิด-19 จำนวนถึง 17 สายพันธุ์ และจะเริ่มผลิตวัคซีนโควิด-19 ครั้งในเดือนสิงหาคม คาดว่าพลเมืองรัสเซียจะมีวัคซีนโควิด-19 ใช้ป้องกันโรคโควิด-19 ภายในปี 2563 นี้ 

จุฬาฯ เผยข่าวดี พัฒนาวัคซีน CU-Cov19 เข็มที่2ในลิงได้ผลดี รอไฟเขียวทดสอบในคนตุลาฯนี้
จุฬาฯ เผยข่าวดี พัฒนาวัคซีน CU-Cov19 เข็มที่2ในลิงได้ผลดี รอไฟเขียวทดสอบในคนตุลาฯนี้
จุฬาฯ เผยข่าวดี พัฒนาวัคซีน CU-Cov19 เข็มที่2ในลิงได้ผลดี รอไฟเขียวทดสอบในคนตุลาฯนี้

“ครูพี่โอ๊ะ” เผย1ปีลุยงานการศึกษาเพื่อประชาชน ครบ 77 จังหวัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ครูพี่โอ๊ะ” เผย1ปีลุยงานการศึกษาเพื่อประชาชน ครบ 77 จังหวัด

"ครูพี่โอ๊ะ" เผย1ปีลุยงานการศึกษาเพื่อประชาชน ครบ 77 จังหวัด

11 กรกฎาคม 2563 – 00:05 น.

“ครูพี่โอ๊ะ” เผย ลุยงาน”ตรัง” เป็นจังหวัดที่ 77 ของการลงพื้นที่ตรวจราชการครบ 1 ปี ในตำแหน่ง “เสมา3” ลั่นปักหมุดสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ขอบคุณเครือข่ายทุกภาคส่วนร่วมมือเดินหน้าพัฒนาการศึกษาเพื่อประชาชน

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนและติดตามภารกิจ กศน. ภายใต้สถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 ณ ห้องประชุมสำนักงาน กศน.จังหวัดตรัง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  รู้ยัง”ครูพี่โอ๊ะ”ดร.กนกวรรณ รัฐมนตรีขาลุย ใจถึง พึ่งได้

พร้อมด้วย นายสมเกียรติ ตันดิลกตระกูล ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.ศธ นายพะโยม ชิณวงศ์ ประธานคณะทำงาน รมช.ศธ. และคณะทำงาน โดยมี นายขจรศักดิ์ เจริญโสภา รองผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง นางนภา จิโรภาส ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดตรัง ผู้บริหาร ข้าราชการและบุคลากรในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียงให้การต้อนรับ

ดร.กนกวรรณ รมช.ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า ตนมีความตั้งใจในการเดินทางมาตรวจเยี่ยมจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นจังหวัดที่ 77 ของการลงพื้นที่ตรวจราชการ และครบ 1 ปี ในวันนี้เช่นกัน ซึ่งแม้เป็นจังหวัดสุดท้าย แต่จะไม่ใช่ท้ายสุดที่จะนำไปสู่การพัฒนา ตลอดระยะเวลาที่ลงพื้นที่ได้สัมผัสถึงความตั้งใจในการทำงานเพื่อร่วมพัฒนาการศึกษาไทย ได้รับฟังปัญหาอุปสรรคเพื่อนำไปสู่การช่วยเหลือและแก้ไขมากมายหลายแบบ 

ซึ่งที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ในการสร้างขวัญกำลังใจ และความชื่นใจ ให้กับครู กศน. ก็คือ การเพิ่มอัตราข้าราชการครู กศน. โดยการสอบแข่งขันและคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงาน กศน.

“เพื่อให้มีความก้าวหน้าและมั่นคงในอาชีพ เพื่อร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดจนชีวิตร่วมกัน ซึ่งมีการกำหนดจัดสอบข้าราชการครูผู้ช่วยรวมทั้งสิ้นจำนวน 1,590 อัตราในเร็ว ๆ นี้”ดร.กนกวรรณ  กล่าว

ดร.กนกวรรณ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ก็ขอเป็นกำลังใจให้ครู กศน.ที่อยู่ในทุกภาคส่วนของพื้นที่ ขอให้ทุกท่านระลึกและตั้งมั่นในความรู้ ความสามารถที่ท่านมี เพราะท่าน คือ ครูพันธุ์พิเศษ ที่อยู่ในดวงใจรัฐมนตรีคนนี้ ความก้าวหน้าเกี่ยวกับการผลักดันอัตรากำลังและการสอบข้าราชการดังกล่าว จึงเป็นความคาดหวังที่ต้องการให้เกิดขึ้น เพื่อสร้างความก้าวหน้าและมั่นคงในอาชีพสำหรับครู กศน.เพื่อให้มีพลังในการร่วมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตร่วมกันอย่างยั่งยืน 

“และขอสร้างความมั่นใจให้ผู้เข้าสอบทุกคนว่า การสอบครูว่าการสอบครั้งนี้จะดำเนินการด้วยความโปร่งใส ไม่มีเรื่องทุจริตอย่างแน่นอน หากมีผู้ใดแอบอ้างหรือเรียกรับเงินหรือทรัพย์สิน ให้เข้าใจว่าจะสามารถช่วยให้สอบได้ ขอให้แจ้งมายังกระทรวงศึกษาธิการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินคดีได้ทุกเมื่อ”ดร.กนกวรรณ ระบุ

ดร.กนกวรรณ  กล่าวอีกว่า และต่อไปคน กศน.ทุกอำเภอ ทุกๆที่จะได้รับโอกาสมีครู มีข้าราชการเข้าไปจัดการศึกษาช่วยกันเพิ่ม 1 คน เพราะที่ผ่านมา แม้ กศน.จะมีข้อจำกัดในมิติของบุคลากร แต่จากผลงานเชิงประจักษ์ที่ออกมา แสดงให้เห็นถึงกำลังที่เข้มแข็ง และดีเยี่ยมมาโดยตลอด

ดร.กนกวรรณ กล่าวด้วยว่า ที่สำคัญ ตนขอชื่นชมผู้บริหาร บุคลากรสำนักงาน กศน.จังหวัดตรังและส่วนราชการในสังกัด กศน. ทุกท่านที่ได้พัฒนาการศึกษาการเรียนรู้เพื่อประชาชนทุกช่วงวัยได้อย่างดีเยี่ยม

และขอขอบคุณเครือข่ายทุกภาคส่วนของจังหวัดตรังในการเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดัน พัฒนาการศึกษา เรียนรู้ ให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน ซึ่งแม้จะเป็นจังหวัดเล็ก ๆ แต่ถือว่ามีความพร้อมอย่างมากในการพัฒนาทุกมิติ ทั้งการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่องและการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อเพิ่มพูนสร้างเสริมสมรรถนะที่จำเป็น อันเป็นรากฐานของชีวิตที่มั่นคงของประชาชนได้อย่างครอบคลุม เพราะการศึกษานั้น” รมช.ศธ.กล่าว

รมช.ศธ.กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่สำคัญ ต้องทำรากให้หยั่งลึก ให้เกิดการพัฒนาขึ้นในทุกมิติและเติมเต็มสิ่งต่างๆร่วมกันจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง จึงจะไปสู่ความสำเร็จที่จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการศึกษาร่วมกันได้อย่างตรงจุด สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

จากนั้น ดร.กนกวรรณ  วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ  พร้อมคณะผู้บริหารจากส่วนกลางได้เข้าร่วมประชุมทางไกล ผ่าน Zoom Meeting ร่วมกับเครือข่ายครู กศน.ภาคใต้ทุกจังหวัด และเยี่ยมชมนิทรรศการการดำเนินงานของ กศน.อำเภอต่างๆในจังหวัดตรังอย่างเป็นกันเอง

"ครูพี่โอ๊ะ" เผย1ปีลุยงานการศึกษาเพื่อประชาชน ครบ 77 จังหวัด
"ครูพี่โอ๊ะ" เผย1ปีลุยงานการศึกษาเพื่อประชาชน ครบ 77 จังหวัด
"ครูพี่โอ๊ะ" เผย1ปีลุยงานการศึกษาเพื่อประชาชน ครบ 77 จังหวัด
"ครูพี่โอ๊ะ" เผย1ปีลุยงานการศึกษาเพื่อประชาชน ครบ 77 จังหวัด

กสศ.ร่วมมือ สถ.ช่วยทุนเสมอภาค ปีละ 3 พัน นร.ยากจนพิเศษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

กสศ.ร่วมมือ สถ.ช่วยทุนเสมอภาค ปีละ 3 พัน นร.ยากจนพิเศษ

กสศ.ร่วมมือ สถ.ช่วยทุนเสมอภาค ปีละ 3 พัน นร.ยากจนพิเศษ

10 กรกฎาคม 2563 – 12:05 น.

กสศ.ขยายร่วมมือ สถ. ลุย ช่วยทุนเสมอภาคปีละ 3 พันบาท นร.ยากจนพิเศษ สังกัด ร.ร.อปท.ชั้นอนุบาล-ม.3 ครอบคลุม 76 จังหวัด หวังแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา

ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้มีการประชุมชี้แจงการดำเนินงานโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข ประจำภาคเรียนที่1/2563 ให้แก่ นักเรียนยากจนพิเศษ (นักเรียนทุนเสมอภาค) ในสังกัดโรงเรียนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผ่านระบบ Teleconference      

นายประยูร  รัตนเสนีย์ อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศมีนักเรียนชั้นอนุบาล–มัธยมศึกษาตอนต้น รวมทั้งสิ้นกว่า 9 แสนคน ที่ผ่านมา อปท.ได้ให้การช่วยเหลือเด็กที่มีความยากจนตามระเบียบทางด้านการศึกษา โดยการของบประมาณส่วนกลางไปสนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายปีละ1,000 บาทต่อคนต่อปี แต่ยังไม่เพียงพอ ดังนั้นการที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เข้ามาช่วยสมทบงบประมาณช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษตั้งแต่อนุบาลถึงม.ต้นร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มอีกปีละ 3,000 บาท ถือเป็นโอกาสดีที่จะช่วยให้นักเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขสำหรับนักเรียนทุนเสมอภาคไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการศึกษาอย่างสูงสุด โดยปีการศึกษา 2562 ที่ผ่านมาได้ดำเนินการนำร่องกับสถานศึกษาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใน 10 จังหวัด และในปีการศึกษา 2563 นี้จะขยายให้ครอบคลุมทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ เรื่องที่ กสศ.ทำจะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงใหญ่ช่วยนักเรียนได้เพิ่มมากขึ้น

กสศ.ร่วมมือ สถ.ช่วยทุนเสมอภาค ปีละ 3 พัน นร.ยากจนพิเศษ

“จากสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และปัญหาภัยแล้ง จะส่งผลให้นักเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสถานะเป็นเด็กยากจนพิเศษเพิ่มมากขึ้น เพราะผู้ปกครองขาดแคลนรายได้จำนวนมาก ด้วยสาเหตุทางเศรษฐกิจที่ประสบอยู่ ในปีการศึกษา 2563 เราคาดหวังว่ากลุ่มเด็กยากจนที่ได้รับการช่วยเหลือจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น ซึ่งการที่เด็กยากจนจะได้เข้าร่วมโครงการอย่างทั่วถึง ความร่วมไม้ร่วมมือของผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้บริหารโรงเรียน ครู ถือเป็นเรื่องสำคัญ จึงอยากขอความร่วมมือท้องถิ่น ช่วยกันคัดกรองและลงไปสำรวจตรวจสอบหาข้อมูลเด็กยากจนพิเศษ อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่ทำให้ กสศ. ได้พิจารณาอนุมัติจัดสรรงบประมาณลงไปช่วยเหลือเด็กนักเรียนยากจนเหล่านี้ได้มากยิ่งขึ้น” นายประยูร กล่าว        

อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กล่าวว่า ขอเชิญชวนพี่น้องชาวองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะสถานศึกษา ท่านผู้บริหาร อปท. ผู้อำนวยการโรงเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ได้โปรดช่วยกันเพื่อลูกหลาน ในภาวะความยากลำบากตรงนี้ เด็กนักเรียนต้องการความช่วยเหลือ แต่ว่าการช่วยเหลือนั้นเราจะขอโดยไม่มีข้อมูลและหลักฐานก็ไม่สามารถอนุมัติได้ เพราะฉะนั้นจุดสำคัญในเรื่องของการให้ต้องขอความร่วมมือจากครูลงไปดูในการกรอกข้อมูล สำรวจ แล้วก็ส่งรายงานมาซึ่งระบบการรายงานก็ไม่ได้ลำบาก ทาง กสศ. ได้ดำเนินการจัดทำคู่มือให้อย่างง่ายดาย ขอความร่วมมือทุกท่าน และทางอปท.ยินดีให้การสนับสนุนจังหวัดท้องถิ่นในการสร้างความเข้าใจร่วมกัน  

กสศ.ร่วมมือ สถ.ช่วยทุนเสมอภาค ปีละ 3 พัน นร.ยากจนพิเศษ

ดร.ไกรยส  ภัทราวาท  รองผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า โรงเรียนในสังกัด อปท.เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญและเป็นภารกิจที่ กสศ.จะเข้าไปช่วยเหลืออยู่แล้ว โดยในปี 2563 กสศ. ได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ การพิจารณาเงินอุดหนุนช่วยเหลือเด็กยากจนพิเศษ เนื่องจากช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 พบอุปสรรคที่ส่งผลต่อค่าเดินทางและค่าครองชีพ กสศ.อาจต้องพิจารณาความช่วยเหลือเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกมากขึ้น ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2563 กสศ.สามารถจัดงบให้เด็กยากจนพิเศษในสังกัด อปท.กว่า 30,000 คน แต่หากมีนักเรียนยากจนพิเศษที่ผ่านเกณฑ์การคัดกรองมากกว่านี้ทาง กสศ. ก็จะประสานหาช่องทางจัดสรรงบประมาณจากแหล่งอื่นๆ เพิ่มเติมตามสภาพจริง      

“อยากขอความร่วมมือให้ อปท.และครูกรอกข้อมูลตามสภาพจริงเข้ามาให้ได้มากที่สุด หากท้องถิ่นใดดำเนินการคัดกรองนักเรียนยากจนหรือยากจนพิเศษเข้ามาต่ำกว่าตามสภาพจริงในปีนี้ย่อมมีผลกระทบต่อการตั้งงบประมาณของ กสศ. เพื่อสนับสนุนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าวในปีต่อๆ ไปของท้องถิ่น โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 อยากให้ท้องถิ่นช่วยกันค้นหานักเรียนยากจนไม่ให้ตกหล่นจากการสำรวจ เพื่อให้ได้รับจัดสรรงบประมาณในปีงบประมาณถัดไปอย่างเต็มที่สอดคล้องกับสภาพจริง ในส่วนของเด็กที่เคยผ่านการคัดกรองเมื่อปีที่แล้วไม่ยากจน ถ้ามีหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงความยากจนในปีนี้ เช่น ผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ก็สามารถกรอกข้อมูลเข้ามาคัดกรองใหม่ได้ ทางกสศ. พร้อมที่จะพิจารณาอีกครั้ง” ดร.ไกรยส กล่าว           

กสศ.ร่วมมือ สถ.ช่วยทุนเสมอภาค ปีละ 3 พัน นร.ยากจนพิเศษ

อย่างไรก็ตามในปีนี้ กสศ.ได้ร่วมมือกับธนาคารออมสิน และธกส. เปิดบัญชีพร้อมเพย์ให้เด็ก เพื่อสะดวกต่อการส่งเงินช่วยเหลือเด็กได้อย่างรวดเร็วขึ้น และการจัดสรรเงินอุดหนุนให้นักเรียนจะเป็นการบรรเทาอุปสรรคการมาเรียนลดความเสี่ยงในการหลุดออกจากระบบการศึกษา โดยนักเรียนยากจนพิเศษทุกคนจะได้รับการจัดสรรเงินอุดหนุนจำนวน 2,000 บาทในเทอม 1/2563 นี้ ซึ่งน่าจะช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัวได้มากพอสมควร จึงอยากเชิญชวนให้ทั้งผู้ปกครอง และโรงเรียนสังกัดท้องถิ่น ร่วมมือกันสำรวจและคัดกรองข้อมูลเข้ามาภายในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดังกล่าว       

ดร.ไกรยส  กล่าวว่า ยิ่งในช่วงสถานการณ์โควิด-19 หลายครอบครัวของเด็กนักเรียนยากจนหลายต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจซึ่งอาจกระทบไปถึงตัวเด็กนักเรียนจนเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา ดังนั้นการคัดกรองข้อมูลนักเรียนยากจนถือเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญมาก เพราะจะเป็นฐานการทำงานสำคัญร่วมกับระหว่าง กสศ. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้เด็กๆที่ยากจนที่สุดในประเทศได้มีโอกาสรับทุนการศึกษาจากกสศ.เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาในระดับสูงต่อไปในอนาคต

“รมว.ศธ.” จ่อร่อนจดหมายแจงรร.ย้ำระเบียบใหม่ไม่ไว้ทรงนักเรียนแล้ว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“รมว.ศธ.” จ่อร่อนจดหมายแจงรร.ย้ำระเบียบใหม่ไม่ไว้ทรงนักเรียนแล้ว

กสศ.ร่วมมือ สถ.ช่วยทุนเสมอภาค ปีละ 3 พัน นร.ยากจนพิเศษ

8 กรกฎาคม 2563 – 00:10 น.

 “รมว.ศธ.” เตรียมร่อนจดหมายชี้แจงโรงเรียนทั่วประเทศ หลังพบนักเรียนถูกลงโทษเพราะทรงผม ย้ำระเบียบใหม่ไม่ไว้ทรงนักเรียนแล้ว แนะไม่ควรเคร่งครัด แต่ควรเน้นการเรียนการสอนสำคัญกว่าทรงผมเด็ก และค้านการกล้อนผมเด็ก

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า ส่วนตัวแล้วไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการที่คุณครูลงโทษเรื่องทรงผมนักเรียน แล้วทำให้เกิดความอับอาย เช่นการกล้อนผม หากคุณครูเห็นว่านักเรียนไว้ทรงผมไม่เหมาะสม ก็ควรจะใช้วิธีว่ากล่าวตักเตือนเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่จับเด็กกล้อนผมแบบนั้น 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง 

:เมื่อหนูอยาก ไว้ทรงผมยาวเลยติ่งหู แล้วไง??

:แม่ของนร.ถูกตัดผมแหว่ง ขอยอมแพ้ ให้ลูกลาออกแล้ว หลังถูกคุกคามหนัก

“จากนี้ผมจะทำหนังสือไปยังโรงเรียนทั่วไประเทศ เพื่อย้ำให้ปฏิบัติตามระเบียบใหม่  ที่ให้นักเรียนชายสามารถไว้ผมรองทรงได้ ส่วนนักเรียนหญิงก็ไม่ต้องสั้นถึงติ่งหู เพราะการจะไว้ทรงผมสั้นเท่าไร ยาวเท่าไร ไม่น่าจะเป็นสาระสำคัญ แค่ไม่ไว้ผมรกรุงรัง และรักษาความสะอาดก็น่าจะพอแล้ว”นายณัฏฐพล กล่าว

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า หากโรงเรียนใดมีปัญหา ก็จะจัดให้มีการเจรจาพูดคุยทุกฝ่าย  เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน

ทั้งนี้ ตามระเบียบว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ.2563 กำหนดสาระสำคัญดังนี้  นักเรียนชาย จะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ แต่ถ้าไว้ผมยาวด้านหลังต้องไม่เลยตีนผม ส่วนด้านหน้าและกลางศรีษะ ให้เป็นไปตามความเหมาะสม  ขณะที่นักเรียนหญิงไม่กำหนดความสั้นยาว หากผมยาวก็รวบให้เรียบร้อย ส่วนข้อห้ามคือ ห้ามดัดผม ห้ามย้อมสีผม ห้ามไว้หนวดเครา และห้ามการกระทำที่ไม่เหมาะสม เช่นการตัดแต่งทรงผมเป็นลวดลาย 

“ปลัดศธ.”นำชาวสิงห์บุรีร่วมน้อมรำลึก256ปี ถึงวีรชนผู้กล้าบ้านบางระจัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ปลัดศธ.”นำชาวสิงห์บุรีร่วมน้อมรำลึก256ปี ถึงวีรชนผู้กล้าบ้านบางระจัน

"ปลัดศธ."นำชาวสิงห์บุรีร่วมน้อมรำลึก256ปี ถึงวีรชนผู้กล้าบ้านบางระจัน

7 กรกฎาคม 2563 – 22:28 น.

“ปลัดศธ.”นำชาวสิงห์บุรี ร่วมน้อมรำลึก256ปี ถึงวีรชนผู้กล้าบ้านบางระจัน เนื่องในงานรำลึกวีรชนค่ายบางระจันวันค่ายแตกเมื่อวันที่ 7 กรกฏาคม 2307

วันที่ 7 กรกฎาคม 2563 นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.) ให้เกียรติเป็นประธานในงานทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับวีรชนและชาวบ้านค่ายบางระจัน เนื่องในงานรำลึกวีรชนค่ายบางระจันวันค่ายแตก 7 กรกฏาคม ซึ่งเป็นงานที่ชาวสิงห์บุรีจัดขึ้น เป็นประจำทุกปี เพื่อรำลึกถึงวีรชนผู้กล้าและชาวบ้านบางระจัน ซึ่งตรงวันคล้ายวันค่ายแตกและพ่ายแพ้ให้กับกองทัพพม่า 

"ปลัดศธ."นำชาวสิงห์บุรีร่วมน้อมรำลึก256ปี ถึงวีรชนผู้กล้าบ้านบางระจัน

โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ วัดโพธิ์เก้าต้น อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี โดยมี นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี นายธนู อักษร ศึกษาธิการจังหวัดสิงห์บุรี นางรัชนก สละโวหาร ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน.จังหวัดสิงห์บุรี ผู้บริหารคณะครูกศน. จังหวัดสิงห์บุรี ให้การต้อนรับ

"ปลัดศธ."นำชาวสิงห์บุรีร่วมน้อมรำลึก256ปี ถึงวีรชนผู้กล้าบ้านบางระจัน
"ปลัดศธ."นำชาวสิงห์บุรีร่วมน้อมรำลึก256ปี ถึงวีรชนผู้กล้าบ้านบางระจัน

จากนั้น ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจพ่อค้า แม่ค้าในตลาดย้อนยุคบ้านระจัน ซึ่งมีจุดกำเนิดจากการจัดกิจกรรมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชนของ กศน.อำเภอค่ายบางระจัน ที่ได้อบรมสร้างอาชีพให้นักศึกษาและประชาชนในชุมชน สามารถขยายผล สร้างงาน สร้างรายได้ ในท้องถิ่นมาอย่างต่อเนื่อง

"ปลัดศธ."นำชาวสิงห์บุรีร่วมน้อมรำลึก256ปี ถึงวีรชนผู้กล้าบ้านบางระจัน

256ปีย้อนตำนานวีรชนผู้กล้าแห่งบ้านบางระจัน

เมื่อปี พ.ศ. 2307 กองทัพพม่าภายใต้การนำของเนเมียวสีหบดียกเข้ามาในขอบคัณธสีมาด้านด่านระแหง แขวงเมืองตาก โดยกวาดต้อนผู้คนตัดกำลังของกรุงศรีอยุธยาทางหัวเมืองเหนือ ในขณะที่มังมหานรธา ตีเข้ามาทางหัวเมืองใต้ สกัดกำลังจากชายทะเลทิศใต้ โดยหมายใจบรรจบเข้าที่กรุงศรีอยุธยา

"ปลัดศธ."นำชาวสิงห์บุรีร่วมน้อมรำลึก256ปี ถึงวีรชนผู้กล้าบ้านบางระจัน

ต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2308 กองทัพของเนเมียวสีหบดี ได้มาหยุดอยู่ที่เมืองวิเศษชัยชาญ และจัดให้ทหารพม่ากองหนึ่งเที่ยวกวาดต้อนทรัพย์สินและผู้คนทางเมืองวิเศษชัยชาญ

ราษฎรต่างพากันโกรธแค้นต่อการกดขี่ข่มเหงของทหารพม่า จึงแอบคบคิดกันต่อสู้ ในเดือน 3 พวกชาวเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสิงห์บุรี เมืองสรรคบุรี และชาวบ้านใกล้เคียงพากันคบคิดอุบายเพื่อล่อลวงทหารพม่า ทั้งรวบรวมผู้คนไว้เพื่อทำการต่อไป

ในบรรดาชาวบ้านที่ร่วมกันอยู่นี้มีหัวหน้าที่สำคัญคือ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง ซึ่งได้หลอกลวงทหารพม่านำไปหาทรัพย์สิ่งของที่ต้องการ ทหารพม่าหลงเชื่อตามไป ก็ถูกนายโชติและพรรคพวกซุ่มอยู่บุกเข้ามาฆ่าฟันพม่าตายประมาณ 20 คน แล้วจึงพากันหนีไปยังบางระจัน

"ปลัดศธ."นำชาวสิงห์บุรีร่วมน้อมรำลึก256ปี ถึงวีรชนผู้กล้าบ้านบางระจัน

ในเวลานั้นชาวเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็เข้ามาหลบอาศัยอยู่ที่บางระจันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากมีอาหารอุดมสมบูรณ์ ข้าศึกตามเข้าไปได้ยาก ชาวบ้านทั้งหลายจึงพาพรรคพวกครอบครัวอพยพหันมาพึ่งพระอาจารย์ธรรมโชติ ซึ่งมีกิตติศัพท์ว่ามีความเชี่ยวชาญทางวิทยาคมมาก

ต่อมานายแท่นและผู้มีชื่ออื่น ๆ ชักชวนชาวบ้านได้อีกประมาณ 400 คนเศษพากันมาอยู่ที่บ้านบางระจัน หลังจากนั้นก็ตั้งค่ายขึ้นล้อมรอบบ้านบางระจัน 2 ค่าย เพื่อป้องกันทหารพม่าที่จะยกติดตามมาและเพื่อจัดหากำลังและศัตราวุธในแถบตำบลนั้น 

นอกจากนี้มีคนไทยชั้นหัวหน้าที่เข้ามาร่วมด้วยอีก 7 คน คือ ขุนสรรค์ พันเรือง นายทองเหม็น นายจันหนวดเขี้ยว นายทองแสงใหญ่ นายดอกไม้ และนายทองแก้ว รวมหัวหน้าที่สำคัญของค่ายบางระจันครั้งนั้นรวม 11 คน ตั้งกองสู้กับกองทัพพม่า

 CR: วีกีพีเดีย

ถามดังๆ ถึง “นายกฯ” ควรมีผู้แทนข้าราชการครูฯ ในบอร์ด ก.ค.ศ. หรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ถามดังๆ ถึง “นายกฯ” ควรมีผู้แทนข้าราชการครูฯ ในบอร์ด ก.ค.ศ. หรือไม่

ถามดังๆ ถึง "นายกฯ" ควรมีผู้แทนข้าราชการครูฯ ในบอร์ด ก.ค.ศ. หรือไม่

7 กรกฎาคม 2563 – 17:52 น.

ถามดังๆ ถึง “นายกฯ” ควรมีผู้แทนข้าราชการครูฯ ในบอร์ด ก.ค.ศ. หรือไม่…โดย ไกรทอง กล้าแข็ง ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์

ตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามามีอำนาจ ได้มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการ  (ศธ.) โดยเฉพาะในเรื่องผู้ที่ต้องใช้อำนาจเกี่ยวกับการศึกษา

คสช. มีคำสั่งที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2559

โดยได้ให้เหตุผลว่าการจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาค เกิดปัญหาการสั่งการและการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นเอกภาพ

ประกอบคำสั่ง คสช. ที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ซึ่งประกาศในวันเดียวกัน โดยให้เหตุผลสอดคล้องกัน อีกทั้งให้สามารถประสานเชื่อมโยงและบูรณาการในเรื่องการศึกษา เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปการศึกษา

การออกคำสั่งในครั้งนั้น  ท่านดร.สาธุ อนุโมทามิ หัวหน้าพรรคพลังไทยดีในปัจจุบัน ท่านปรีดา บุญเพลิง หัวหน้าพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ท่านมานะ สุดสงวน ที่ปรึกษาสหภาพครูแห่งชาติ รวมทั้งผม ได้ไปแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งทั้งสองฉบับนั้น ในรายการสยามไทยอัพเดต ช่อง 13 สยามไทย เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2559 ว่าจริง ๆ แล้วควรจะเป็นอย่างไร

คำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าว มีผลในการเปลี่ยนแปลงหลักสำคัญคือเรื่องของการยุบเลิก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มีการโอนอำนาจนี้ไปเป็นอำนาจของ กศจ. ของจังหวัดนั้น ๆ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ

และมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่ง คสช. ที่ 38/2559 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 10/2559 และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 11/2559 ประกาศฯ เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2559 และต่อมา คสช. มีคำสั่งที่ 1/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศฯ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2560

จนสุดท้าย คสช. ได้มีคำสั่งที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศฯ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2560 โดยคำสั่งฉบับนี้ ได้มีการยกเลิกคำสั่งที่ 10/2559, 11/2559, 38/2559 และได้มีการยกเลิกเฉพาะบางข้อในส่วนของคำสั่งที่ 1/2560

เมื่อพิจารณาแล้ว คำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 เป็นคำสั่งหลักในการจัดการศึกษาในส่วนภูมิภาคในด้านโครงสร้างองค์การ ระบบบริหารจัดการ และงานด้านบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับคำสั่ง คสช.ที่ 16/2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ประกาศฯ เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2560 โดยมิให้นำบทบัญญัติมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 มาใช้บังคับ ซึ่งเป็นการตัดอำนาจของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาไม่ให้มีอำนาจเป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลกรทางการศึกษา

ผลเกี่ยวเนื่องจากการเปลี่ยนผ่านได้ส่งผลกระทบต่อการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครู โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีการเรียกบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครู แล้วได้ปฏิบัติงานในโรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม จังหวัดตาก เป็นเวลา 5 เดือน แต่กลับไม่ได้รับการบรรจุ

โดยผู้ที่ไม่ได้รับการบรรจุคือคุณครูวนาลี ทุนมาก หรือครูแอน กับคุณครูนิราวัลย์ เชื้อบุญมี หรือครูวัลย์ ซึ่งในครั้งนั้นมีการขึ้นบัญชีไว้สองบัญชีคือ บัญชี สพม. 38 ที่ครอบคลุมจังหวัดสุโขทัยและจังหวัดตาก และบัญชี กศจ.สุโขทัย

ต่อมา เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2560 ผมในนามประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ และมีตัวแทนจากชมรมครูภูธรแห่งประเทศไทย ได้เข้าร่วมยื่นหนังสือกับคุณครูทั้งสองท่านต่อท่านเลขาธิการ ก.ค.ศ. ซึ่งมีท่านนายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและเป็นประธาน ก.ค.ศ. ในขณะนั้น

ต่อมาก็ไม่พบว่าจะมีการหาตำแหน่งว่างใดทดแทน หรือดำเนินการเยียวยาใดให้เท่ากับสิ่งที่เคยได้รับเดิม ทั้งที่มิใช่ความผิดพลาดของคุณครูทั้งสองท่าน แต่คุณครูทั้งสองท่านกลับต้องเรียกหาการคุ้มครองสิทธิของตนด้วยการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

อีกทั้ง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2562 ผมได้ไปยื่นหนังสือที่สำนักงาน ก.ค.ศ. เพื่อขอให้ท่านณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและในฐานะประธาน ก.ค.ศ. ได้ช่วยติดตามแก้ไข แต่เรื่องก็ไม่ปรากฏสิ่งใด ๆ ขึ้นมา และในการฟ้องคดี ณ ขณะนี้ ศาลปกครองยังไม่มีคำสั่งหรือคำพิพากษาใดในเรื่องนี้

คำสั่ง คสช. ที่ 16/2560 เรื่อง การบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ความในข้อ 1 ให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งกรรมการใน ก.ค.ศ. ตามมาตรา 7 (4) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับ พ้นจากตำแหน่งกรรมการใน ก.ค.ศ.

เมื่อพิจารณาเรื่องราวเหตุการณ์แล้ว ถ้าหากว่ากรรมการใน (5) ตามมาตราและพระราชบัญญัติดังกล่าว โดยกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมาจากการเลือกตั้งจำนวนสิบสองคนยังคงอยู่ การแก้ไขปัญหาการบริหารงานบุคคล ก็อาจคงคลี่คลายและง่ายขึ้น คงได้เสนอแนะข้อมูลสภาพปัญหาการบริหารงานต่อผู้มีอำนาจได้อย่างครบถ้วน

เนื่องจากผู้แทนข้าราชการครู เป็นผู้ที่ชอบพูดความจริง เพราะการพูดความจริงมิได้มีผลกระทบต่อตำแหน่งใด ๆ ของตน และจะรับทราบถึงข้อมูลสภาพปัญหาจากโรงเรียนอย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นผู้ที่เข้าถึงข้อมูลสภาพปัญหาในชั้นปฐมภูมิ โดยไม่มีการปรับแต่งใด ๆ และถ้าหากจะพิจารณาแล้ว ก็มิใช่ว่าปัญหาการบริหารงานด้านการศึกษาจักมีแค่เหตุการณ์ของคุณครูทั้งสองท่านที่มิได้รับการบรรจุเท่านั้น ยังคงมีปัญหาอีกมากมายให้ได้รับการแก้ไขปัญหาต่อไป

บทเรียนจากการเปลี่ยนผ่านจะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาการศึกษาในด้านการบริหารงานบุคคลได้ โดยจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของคำสั่ง คสช. ที่ 16/2560 และคำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 ได้ จะต้องอาศัยบุคคลที่สามารถรับทราบข้อมูลสภาพปัญหา และมีการนำเสนอข้อมูลฯ ให้ส่วนกลางทราบ

อีกทั้งไม่ว่าจะเป็นงานด้านการบริหารใด ๆ เพื่อความมีประสิทธิภาพและความเป็นเอกภาพ รวมทั้งให้สามารถประสานเชื่อมโยงและบูรณาการในเรื่องการศึกษา เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อประโยชน์ในการปฏิรูปการศึกษาร่วมกันได้ ต้องให้มีผู้แทนข้าราชการครูฯ กลับมามีส่วนร่วมเช่นเดิม

จากการหารือส่วนตนกับท่านสงกรานต์ จันทร์น้อย อดีตกรรมการผู้แทนข้าราชการครูฯ ใน ก.ค.ศ. ซึ่งสถานะปัจจุบันท่านเป็นคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) แห่งหนึ่ง ที่มาจากผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยการหารือส่วนตน ท่านเห็นด้วยกับการมีกรรมการผู้แทนข้าราชการครูฯ ใน ก.ค.ศ. เพราะจะช่วยงานบริหารงานบุคคลและช่วยให้การปฏิรูปการศึกษามีความต่อเนื่อง และมีผลสำเร็จได้

อีกทั้งผมเองได้นำเรียนประเด็นนี้เพื่อทราบ ไปทางท่านเลขาธิการพรรคครูไทยเพื่อประชาชน ทางสมัชชาเครือข่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.ค.ค.ท.) ที่มีองค์กร สมาคม ชมรมฯ ร่วมอยู่ด้วยอย่างหลากหลาย และนำความเพื่อทราบไปทางคณะกรรมการชมรมครูภูธรแห่งประเทศไทยแล้ว โดยชมรมครูภูธรแห่งประเทศไทย มีการรวมกลุ่มทางเฟซบุ๊กซึ่งมีสมาชิกออนไลน์ร่วมหนึ่งแสนกว่าราย

ดังนั้น การมีกรรมการผู้แทนข้าราชการครูฯ ตามมาตรา 7 (5) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 ยังคงต้องขอให้นำกลับมาจัดอยู่ในโครงสร้างเดิม เพราะจะช่วยในการบริหารงานบุคคลและช่วยให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาได้อย่างต่อเนื่องไม่ขาดตอน และเกิดการประสานความร่วมมือกันอย่างเต็มที่ได้

การปฏิรูปการศึกษาจะต้องรับฟังจากทุกภาคส่วน แต่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือการรับฟังเสียงจากข้าราชการครูฯ โดยการรับและนำเสนอข้อมูลสภาพปัญหาเพื่อการบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ

จำเป็นต้องมีกรรมการผู้แทนข้าราชการครูฯ ที่มาจากการเลือกตั้งอยู่ในคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อทำหน้าที่ดังกล่าวด้วย

เมื่อหนูอยาก ไว้ทรงผมยาวเลยติ่งหู แล้วไง?? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เมื่อหนูอยาก ไว้ทรงผมยาวเลยติ่งหู แล้วไง??

เมื่อหนูอยาก ไว้ทรงผมยาวเลยติ่งหู  แล้วไง??

6 กรกฎาคม 2563 – 17:33 น.

เจาะประเด็นร้อน : ผมจะสั้นจะยาว มันเกี่ยวอะไรกับการเรียนรู้หรือคะคุณครู…เมื่อหนูอยาก ไว้ทรงผมยาวเลยติ่งหู แล้วไง??

กลายเป็นประเด็นร้อนว่อนโซเชียล เมื่อเกิดเหตุในสถานศึกษาหลายแห่งพร้อมกันทั่วประเทศไทย หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด19 อยู่ในสภาวะ รัฐบาล “เอาอยู่” และไฟเขียวให้สถานศึกษาเปิดภาคเรียนที่ 1/2563 เมื่อวันที่ 1 กรกฏาคม 2563 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ประธานสงเคราะห์วอนครู-แม่เด็กที่ถูกตัดผมแหว่งให้อภัยกันเร่งยุติเรื่อง

เกิดเรื่องงามไส้ เมื่อปรากฏว่ามีคุณครูฝ่ายปกครองใช้อำนาจมิชอบ ละเมิดสิทธิเด็กด้วยการกร้อนผมเด็กนักเรียนหญิงต่อหน้าเสาธง เพียงเพราะเด็กหญิงไว้ผมยาวเลยติ่งหู แล้วไง ก็ทำให้เด็กได้รับความอับอาย ขายหน้า และเสื่อมเสียชื่อเสียง จนไม่อยากไปเรียนหนังสือที่โรงเรียน

ที่น่าเป็นห่วง และกำลังจะกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เมื่อมีนักการเมือง จากพรรคการเมือง บางกลุ่มกำลังฉกฉวยโอกาศความไม่พอใจของเด็กนักเรียนและพ่อแม่ผู้ปกครอง ยืมมือนักเรียน เป็นพลังในการเคลื่อนไหว เขย่า”รัฐบาลลุงตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี  เพียงเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของครูและผู้บริหารโรงเรียนหัวโบราณ ที่ยึดมั่นถือมั่นว่านี่โรงเรียนของฉัน ฉันจะออกคำสั่งอะไรก็ได้แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น

ที่สำคัญคือคุณครูฝ่าฝืนระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการไว้ทรงผมของนักเรียน พ.ศ. 2563 ที่ประกาศไว้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 ลงนามโดย นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ไม่เพียงเท่านั้น ระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว ได้เผยแพร่ลงประกาศในเว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้ว ถือเป็นกฏหมายสำคัญ

มีใจความสำคัญตามข้อ 4 นักเรียนต้องปฏิบัติตนเกี่ยวกับการไว้ทรงผมดังนี้

1.นักเรียนชายจะไว้ผมสั้นหรือยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวด้านข้าง ด้านหลังต้องยาว ไม่เลยตีนผม ด้านหน้าและกลางศรีษะให็เป็นไปตามความเหมาะสมและมีความเรียบร้อย

 2.นักเรียนหญิงจะไว้ผมสั้นหรือผมยาวก็ได้ กรณีไว้ผมยาวให้เป็นไปตามความเหมาะสม และรวบให้เรียบร้อย

ขณะเดียวกันตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ ดังกล่าว ระบุข้อ 5 นักเรียนต้องห้ามปฏิบัติตน ดังนี้

1.ตัดผม

2.ย้อมสีผมให้ผิดไปจากเดิม

3. ไว้หนวดหรือเครา

4. การกระทำอื่นใดที่ไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียน เช่นการตัดแต่งทรงผม เป็นรูปทรงสัญลักษณ์หรือเป็นลวดลาย

ข้อ 6 ความในข้อ 4 และข้อ5 มิให้นำมาบังคับใช้แก่นักเรียนที่มีเหตุผลความจำเป็น ในการปฏิบัติตามหลักศาสนาของตนหรือการดำเนินกิจกรรมของสถานศึกษา ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาอนุญาต

อย่าลืมว่าการตัดผมเด็กนักเรียน นั้นเข้าข่ายการทำร้ายร่างกายเด็กตามประมวลกฏหมายอาญา หากเด็กและผู้ปกครองแจ้งความดำเนินคดีเอากับครูหรือผู้บริหารสถานศึกษา เมื่อเรื่องไปถึงชั้นศาลสามารถเอาผิดกับครูได้ทันทีเพราะยึดตามข้อกฏหมายเป็นหลัก

อีกทั้งการกร้อนผมเด็ก ยังละเมิดสิทธิเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 ตามมาตรา 22 ซึ่งการจะออกกระเบียบหรือกฏกระทรวงใดๆของสถานศึกษาจะต้องยึดปฏิบัติตามกฏกระทรวงศึกษาธิการ ยึดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และยึดกฏหมายรัฐธรรมนูณเป็นหลัก

 “ จริงๆแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม มีสิทธิและหน้าที่ ต้องปฏิบัติตามกฏหมาย เพราะกฏกระทรวงศึกษาธิการก็คือกฏหมายที่ครู ผู้อำนวยการโรงเรียนต้องปฏิบัติตามจะละเว้นไม่ได ” นายคมเทพ ประภายนต์ ทนายความชื่อดังและอดีตนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ ระบุ

ทนายความชื่อดัง ระบุอีกว่า ความจริงทรงผมเด็กนักเรียนจะสั้นหรือยาวก็ไม่ได้เกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็กๆ  เด็กจะเรียนหนังสือเก่ง หรือเรียนหนังสือไม่เก่ง ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับทรงผม

“ผมว่าทุกวันนี้ โลกวิถีใหม่แบบนิวนอร์มอน โลกเปลี่ยนแปลงไปถึงไหนแล้ว คุณครู ผู้บริหารโรงเรียน ควรศึกษาข้อกฏหมายก่อนจะทำร้ายเด็ก อย่าลืมว่าตามหลักการแล้วกฏหมายใหญ่กว่าระเบียบของโรงเรียน อย่าเอาระเบียบโรงเรียนมาบังคับเด็กนักเรียน เพราะนั่นคือการทำผิดกฏหมายอย่างชัดเจน” ทนายคมเทพ ระบุ

 เมื่อทุกชีวิตย่อมมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานตามกฏหมาย ไม่เว้นแม้แต่เด็กนักเรียนซึ่งเป็นอนาคตของชาติ  อย่าลืม..ครูหรือผู้อำนวยการโรงเรียนเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่มีสิทธิพิเศษที่จะมากระทำต่อนักเรียนด้วยการละเมิดสิทธิเด็ก ขอถามหน่อย ไว้ผมยาวเลยติ่งหู  แล้วไง?? 

                0กมลทิพย์ ใบเงิน0เรียบเรียง