มติบอร์สกสค.ยันเลิกจ้างองค์การค้าฯ 961ราย จ่าย1แสนเยียวยา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

มติบอร์สกสค.ยันเลิกจ้างองค์การค้าฯ 961ราย จ่าย1แสนเยียวยา

มติบอร์สกสค.ยันเลิกจ้างองค์การค้าฯ 961ราย จ่าย1แสนเยียวยา

4 กรกฎาคม 2563 – 01:59 น.

มติบอร์สกสค.ยันเลิกจ้างองค์การค้า 961ราย จ่าย1แสนเยียวยา ส่วนเงินชดเชยที่เหลือจ่ายครบวันที่ 31 ก.ค.วงเงิน 1,285 ล้านบาท ปลัดศธ.แจงเป็นทางออกที่ดีที่สุด หากยื้อนานกว่านี้องค์การค้าอาจเป็นหนี้10,000 ล้านบาทในอีก 3-5 ปี

คืบหน้ากรณีองค์การค้าของสกสค.ประกาศเลิกจ้างพนักงานของรัฐและเจ้าหน้าที่จำนวน 961 ราย เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2563 และอ้างขาดทุนมากว่า 15 ปี ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563  นั้นได้นำไปสู่การเรียกร้องขอความเป็นธรรมของลูกจ้างผ่านตัวแทนสหภาพแรงงานองค์การค้าคุรุสภาขอให้บอร์ดสกสค. ทบทวนมติเลิกจ้างดังกล่าวด่วน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทนแบกภาระไม่ไหว…องค์การค้าฯประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบพันชีวิต

:“บิ๊กตู่-ณัฏฐพล”แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ

ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฏาคม 2563 บอร์ดสกสค.ได้เรียกประชุมเป็นวาระพิเศษ โดยมีนายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัดศธ.)  เป็นประธานในการประชุม พร้อมเปิดเผยผลการประชุมว่า  มติบอร์สกสค.ยันเลิกจ้างพนักงานของรัฐและเจ้าหน้าที่องค์การค้าของสกสค. จำนวน 961 คน และให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 และจ่ายเงินจำนวน 100,000 บาท เข้าบัญชีที่รับเงินเดือน เพื่อเป็นการเยียวยาในเบื้องต้น ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค.2563 ให้กับทุกคนที่ถูกเลิกจ้าง

“ส่วนเงินชดเชยที่เหลือ  จะจ่ายตามกฏหมายแรงงาน ยึดตามอายุการทำงาน จะทำให้มีผู้ได้รับค่าตอบแทนต่ำสุดประมาณ 500,000 บาท ซึ่งต้องใช้เงินจำนวน 1,285 ล้านบาท จ่ายทั้งหมดครบทุกคนภายในวันที่ 31 กรกฏาคม 2563 ถือว่าเป็นวันสิ้นสุดการจ้างงาน อีกทั้งการเลิกจ้างเป็นทางออกที่ดีที่สุดของการแข่งขันทางธุรกิจในขณะนี้” ปลัดศธ. กล่าว

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า  กระทรวงศึกษาธิการไม่ทอดทิ้ง และทุกอย่างจะยึดกฏหมายแรงงาน ในการดูแลและเยียวยาพนักงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ที่ถูกเลิกจ้าง และทำให้องค์การค้าฯมีหนี้เพิ่มเป็น 8,000 ล้านบาทในทันที แต่หากไม่รีบแก้ไขอีกประมาณ 3-5 ปีองค์การค้าของสกสค.อาจมีหนี้เพิ่มถึง 10,000 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า องค์การค้าของสกสค.หลังเลิกจ้างพนักงานจองรัฐและเจ้าหน้าที่ แล้ว ขั้นตอนนับจากนี้ ผู้บริหารองค์การค้าฯชุดใหม่ต้องทำแผนฟื้นฟูองค์การค้าฯ เสนอบอร์ดสกสค. เพื่อขอความเห็นชอบ ภายในระยะเวลา 1 เดือน

และคาดว่าจะมีการปรับแก้ไขแผยฟื้นฟูองค์การค้าฯ ภายในอี 6 เดือน จากนั้นจะประเมินการทำงานของผู้บริหารชุดใหม่ทุก 1 ปี 

แต่ในเบื้องต้นหลังเลิกจ้างทำให้องค์การค้าฯสกสค. เหลือพนักงานอยู่เพียง 74 คน และสิ้นเดือนตุลาคม 2563 นี้ จะมีเกษียณจำนวนมากถึง 55 คน ทำให้เหลือบุคลากรในการปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 20 คน  และภารกิจขององค์การค้าฯโฉมใหม่ต้องตอบโจทย์การศึกษายุค New  Normal

สศร. เปิดเวที “การอบรมพัฒนาทักษะการเขียนผ่านช่องทางออนไลน์” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

สศร. เปิดเวที “การอบรมพัฒนาทักษะการเขียนผ่านช่องทางออนไลน์” 

สศร. เปิดเวที "การอบรมพัฒนาทักษะการเขียนผ่านช่องทางออนไลน์" 

3 กรกฎาคม 2563 – 18:13 น.

ชวนนักเขียนชื่อดังทั้ง ชมัยภร – นิ้วกลม – โตมร – วีรพร – จรูญพร ร่วมสร้างนักเขียนรุ่นใหม่ ผ่านเวิร์คช็อปออนไลน์ฟรี

3 ก.ค.2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดโครงการ  “การอบรมพัฒนาทักษะการเขียนผ่านช่องทางออนไลน์”  ขึ้น ในวันที่ 8, 15, 22 และ 29 กรกฎาคม 2563 นี้ เวลา 13.00 -15.00 น. โดยเป็นการถ่ายทอดสด หรือไลฟ์สด “เทคนิคการเขียน” ซึ่งมีวิทยากรเป็นนักเขียนชื่อดัง ในประเภทงานเขียนต่างๆ ผ่านเฟซบุ๊กแฟนเพจ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย 


โดยโปรแกรมมีรายละเอียดดังนี้ วันที่ 8 กรกฎาคม อบรมประเภทกวีนิพนธ์ โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง และ จรูญพร ปรปักษ์ประลัย วันที่ 15 กรกฎาคม อบรมประเภท สารคดี ความเรียง โดย นิ้วกลม-สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ วันที่ 22 กรกฎาคม อบรมประเภทนวนิยาย เรื่องสั้น โดย วีรพร นิติประภา และ จรูญพร ปรปักษ์ประลัย และวันสุดท้าย 29 กรกฎาคม อบรมการเขียนในทุกทักษะ โดย ชมัยภร แสงกระจ่าง, โตมร ศุขปรีชา, วีรพร นิติประภา และ จรูญพร ปรปักษ์ประลัย


ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊ก “สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย” งานนี้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

สศร. เปิดเวที "การอบรมพัฒนาทักษะการเขียนผ่านช่องทางออนไลน์" 
สศร. เปิดเวที "การอบรมพัฒนาทักษะการเขียนผ่านช่องทางออนไลน์" 
สศร. เปิดเวที "การอบรมพัฒนาทักษะการเขียนผ่านช่องทางออนไลน์" 
สศร. เปิดเวที "การอบรมพัฒนาทักษะการเขียนผ่านช่องทางออนไลน์" 

เสมา3ชื่นชม “บึงกาฬ” เตรียมเปิดเทอมอย่างมีมาตรฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เสมา3ชื่นชม “บึงกาฬ” เตรียมเปิดเทอมอย่างมีมาตรฐาน

เสมา3ชื่นชม "บึงกาฬ" เตรียมเปิดเทอมอย่างมีมาตรฐาน

2 กรกฎาคม 2563 – 19:50 น.

เสมา3 ชื่นชม กศน.-สช.-มหาไถ่ บึงกาฬ เตรียมการเปิดเทอมอย่างมีมาตรฐาน สร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชนสำหรับคนทุกช่วงวัย พร้อมจับมือเครือข่ายพัฒนาการศึกษาเอกชน-คนพิการอย่างเป็นระบบ 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563 ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนและติดตามภารกิจ กศน. และ สช. ภายใต้สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ณ สำนักงาน กศน.จังหวัดบึงกาฬ และโรงเรียนมหาไถ่ศึกษาบึงกาฬ

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอแสดงความชื่นชมในการสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาอาชีพ สำนักงาน กศน.จังหวัดบึงกาฬ การจัดการเรียนการสอนด้วยกิจกรรมแบบโครงงาน STEM เพื่อสร้างทักษะและกระบวนการคิดที่เป็นระบบ ของโรงเรียนมหาไถ่ศึกษาบึงกาฬ โรงเรียนบ้านท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เป็นโรงเรียนชายขอบอยู่ในเขตติดต่อระหว่างบึงกาฬและสกลนคร ที่มีความพร้อมเปิดเทอม ตามมาตรการกระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นอย่างดี

“จึงพูดได้ว่า แม้บึงกาฬจะเป็นจังหวัดเล็ก ๆ แต่สร้างโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อการประกอบอาชีพสร้างรายได้แบบคุณภาพคับแก้ว ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากความมุ่งมั่นตั้งใจของทุกคน ขอให้ร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดี และร่วมจับมือไปกับครูพี่โอ๊ะ เพื่อทลายข้อจำกัดทางการศึกษาให้หมดไปโดยเร็ว” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

โปรดเกล้าฯ “ผศ.ดร.สมหมาย”เป็นอธิการบดี มทร.ธัญบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

โปรดเกล้าฯ “ผศ.ดร.สมหมาย”เป็นอธิการบดี มทร.ธัญบุรี

โปรดเกล้าฯ "ผศ.ดร.สมหมาย"เป็นอธิการบดี มทร.ธัญบุรี

2 กรกฎาคม 2563 – 17:25 น.

“ผศ.ดร.สมหมาย  ผิวสอาด ” รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ เป็นอธิการบดี มทร.ธัญบุรี สมัยแรก

เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม 2563  ณ หอประชุมราชมงคล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร. ธัญบุรี) สมัยแรก โดยมีคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยฯ คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร นักศึกษา และสมาคมศิษย์เก่า และแขกผู้มีเกียรติเข้าร่วมในพิธีและร่วมแสดงความยินดี

ผศ.ดร. สมหมาย ผิวสอาด พร้อมภริยา ประจำที่ ณ บริเวณพิธี ผศ.อภิชาติ ไก่ฟ้า อัญเชิญประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี รศ.ดร.สุจิระ ขอจิตต์เมตต์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อ่านประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

หลังสิ้นสุดการอ่านประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี อธิการบดี และภริยาเปิดกรวยถวายราชสักการะ ถวายบังคมหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้น อธิการบดีกล่าวรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ กล่าวจบบรรเลงเพลงสรรเสริญพระบารมี พระพรหมบัณฑิต รักษาการเจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร เป็นประธานเจริญชัยมงคลคาถา

รศ.ดร.สุจิระ ขอจิตต์เมตต์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี อ่านประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ความว่า

“ตามที่ได้มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ไห้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ตั้งแต่วันที่ 27 สิงหาคม 2560 ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 4 กันยายน 2560 นั้น เนื่องจาก นายประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ ได้ขอลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว และที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในการประชุมลับ สมัยวิสามัญ ครั้งที่ 6/2562 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2562 ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสมหมาย ผิวสะอาด ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานโปรกเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ตั้งแต่วันที่ 8 มีนาคม 2563 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี”

 ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ความว่า “เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้งให้ ข้าพระพุทธเจ้า ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมหมาย ผิวสอาด ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีนั้น นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อม เป็นเกียรติยศอันสูงสุดแก่ข้าพระพุทธเจ้า และวงศ์ตระกูลอย่างหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาส กราบถวายบังคม แทบเบื้องยุคลบาท และขอถวายพระพรชัยมงคล ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และพระบารมีแห่งพระบูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ ได้โปรดอภิบาล บันดาลดลให้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ มหิศรภูมิพลราชวรางกูร กิติสิริสมบูรณอดุลยเดช สยามินทราธิเบศรราชวโรดม บรมนาถบพิตร พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระเกษมสำราญ พระชนมพรรษายิ่งยืนนาน ปราศจาก สัพโรคาพาธ และ อุปัทวันตรายใด ๆ ทั้งปวง

สถิตเสถียรบนมิ่งมไหสวรรย์สิริราชสมบัติ เจริญจำรัส ด้วยพระเกียรติคุณ อดุลยศ ปรากฏขจรขจายไปทั่วทิศานุทิศ ศัตรูหมู่ปัจฉามิตร ทั่วเมทนีดล จงพ่ายแพ้แก่พระบารมี สถิตเป็นศรีสง่าแห่งสยามรัฐสีมามณฑล เป็นร่มโพธิ์ทอง ปกเกล้าปกกระหม่อม ปวงข้าพระพุทธเจ้า ให้ได้รับความร่มเย็น เป็นสุขสถาพร ใต้ร่มพระบารมี ตลอดจิรัฐิติกาลเทอญ

ในโอกาสนี้ ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อม ถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี จักปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ อย่างเต็มความรู้ ความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จักมุ่งมั่น และวิริยะอุตสาหะ ในการปฏิบัติหน้าที่ และรวมพลัง ของชาวมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ทุกคน ในการร่วมสร้างสรรค์ และพัฒนามหาวิทยาลัย ให้มีความเจริญก้าวหน้า มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ ในสังคม ชุมชน ระดับชาติ และนานาชาติ และจักสร้างสรรค์คุณประโยชน์ เพื่อประเทศชาติ โดยจักดำเนินชีวิต ตามรอยเบื้องพระยุคลบาท และยึดมั่นในความซื่อสัตย์ ในคุณธรรม ตลอดไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ”

 สำหรับประวัติ ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด

เกิดเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2504 ปัจจุบันอายุ 59 ปี สำเร็จการศึกษา วิทยาศาสตรบัณฑิต (สาขาวิชาเคมี) จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Master of Engineering (Applied Chemistry) Osaka University ประเทศญี่ปุ่น Ph.D. in Engineering (Molecular Chemistry) Osaka University ประเทศญี่ปุ่นได้รับ ทุนวิจัยหลังจบปริญญาเอก “STA” ณ Department of Organic Materials, Osaka National Research Institute, AIST, Ministry of International Trade and Industry ประเทศญี่ปุ่น

ทุนวิจัยหลังจบปริญญาเอก “NEDO” ณ Department of Organic Materials, Osaka National Research Institute, AIST, Ministry of International Trade and Industry ประเทศญี่ปุ่น

ทุนวิจัยหลังจบปริญญาเอก “ITIT” ณ Department of Organic Materials, Osaka National Research Institute, AIST, Ministry of International Trade and Industry ประเทศญี่ปุ่น ทุนวิจัยหลังจบปริญญาเอก “Alexander von Humboldt” ณ Department of Organic Chemistry, Bochum University, Bochum ประเทศเยอรมนี Visiting Professor at Institute of Advanced Energy, Kyoto University, Kyoto ประเทศญี่ปุ่น

เคยดำรงตำแหน่ง รองคณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนา มทร.ธัญบุรี คณบดี คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.ธัญบุรี  คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มทร.ธัญบุรี  รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี  กรรมการประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี

ผู้ทรงคุณวุฒิของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 5 (สิงห์บุรี, ลพบุรี, ชัยนาท, อ่างทอง) ประธานกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา 2 กรุงเทพ และกรรมการสถานศึกษา โรงเรียนธัญรัตน์ ปทุมธานี

โปรดเกล้าฯ "ผศ.ดร.สมหมาย"เป็นอธิการบดี มทร.ธัญบุรี

เปิดใจ..อธิการบดีจุฬาฯ เบื้องหลัง “มหาวิทยาลัย” ติดท็อป100 ของโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เปิดใจ..อธิการบดีจุฬาฯ เบื้องหลัง “มหาวิทยาลัย” ติดท็อป100 ของโลก

เปิดใจ..อธิการบดีจุฬาฯ เบื้องหลัง "มหาวิทยาลัย" ติดท็อป100 ของโลก

2 กรกฎาคม 2563 – 15:59 น.

เปิดใจ..”ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์” อธิการบดีจุฬาฯสมัยที่สอง เผยถึงเบื้องหลัง ทำไม”จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ถึงติดท็อป100 ของโลก หลังประเทศไทยรอคอยมาแสนนาน

จุฬาฯ ภูมิใจที่ได้เป็นตัวแทนของคนไทยขึ้นสู่ Top 100 ของโลกด้านชื่อเสียงทางวิชาการ จากการจัดอันดับโดย QS World University Rankings 2021 ซึ่งมีสถาบันอุดมศึกษาร่วมการจัดอันดับกว่า 1,600 แห่งจากทั่วโลก สะท้อนการทำงานหนักของชาวจุฬาฯ ที่เป็นมหาวิทยาลัยระดับโลกโดยไม่ทอดทิ้งสังคมไทยไว้ข้างหลัง ภายใต้แนวคิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมที่ยั่งยืน

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจุฬาฯ อีกเป็นสมัยที่สองตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 เปิดเผยว่า “จุฬาฯ มุ่งเป็นมหาวิทยาลัยอันดับโลก แต่จุฬาฯ จะไม่ทอดทิ้งสังคมไทย ไม่ทิ้งปัญหาของคนไทย โดยจุฬาฯ มุ่งเน้นการสร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อปรับเปลี่ยนสังคมไทยให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง :  “จุฬาฯ” ครองอันดับหนึ่งของไทย

การที่จุฬาฯ ได้ก้าวสู่อันดับที่ 96 ของโลกในด้านมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกโดย Quacquarelli Symonds (QS) World University Rankings 2021  ซึ่งมีสถาบันอุดมศึกษาร่วมการจัดอันดับกว่า 1,600 แห่งจากทั่วโลก

เป็นสิ่งสะท้อนถึงการพัฒนาการเรียนการสอน และการทำงานวิจัยอย่างไม่หยุดนิ่งโดยประชาคมจุฬาฯ เพื่อพัฒนาคน พร้อมกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่จะช่วยนำพาประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน

ทำให้วันนี้ จุฬาฯ เป็นต้นแบบมหาวิทยาลัยที่สรรสร้างนวัตกรรมที่หลากหลายเพื่อสังคม ซึ่งสามแกนหลัก ที่จุฬาฯ มุ่งผลักดันพัฒนาให้ถึงขีดสุด คือ “การพัฒนาผู้นำแห่งอนาคต การสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบสูง และมุ่งความยั่งยืนทางสังคม”

“การพัฒนาผู้นำแห่งอนาคต บัณฑิตจุฬาฯ ต้องเป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของประเทศและโลก ดังนั้น จุฬาฯ จึงสร้างบัณฑิตให้มีทักษะทันสมัยของศตวรรษที่ 21 โดยมีหลักสำคัญสามประการ ได้แก่ มีความรู้พื้นฐานเชิงวิชาการ (Fundamental literacy) มีสมรรถนะในการแข่งขันแก้ปัญหาของสังคมโลกที่ซับซ้อน และต้องรู้จักคิด สงสัย หลอมรวม และกล้าที่จะท้าทายความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งผมคิดว่า ทักษะเหล่านี้ควรมีอยู่ในระบบการศึกษาทุกระดับของไทยด้วย” ศ.ดร.บัณฑิต กล่าว

ในด้านการการสร้างงานวิจัยและนวัตกรรมที่ส่งผลกระทบสูง อธิการบดีจุฬาฯ เผยว่า นวัตกรรมของจุฬาฯ เกิดขึ้นจากความคิดที่ต้องการใช้นวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหาของสังคมไทย ในวันที่สังคมไทยมีปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จุฬาฯ ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ เรานำองค์ความรู้มาสร้างนวัตกรรมอย่างเป็นระบบ

เริ่มตั้งแต่การป้องกัน – ตรวจสอบ – และแก้ไข กล่าวคือ จุฬาฯ ได้ผลิตนวัตกรรมป้องกันโควิด-19 ได้แก่ สเปรย์ฉีดเพิ่มประสิทธิภาพหน้ากากอนามัย หน้ากากป้องกันใบหน้า (Face Shield) ดีไซน์ใหม่ที่เบาเป็นพิเศษ และเครื่องพ่นละอองไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ส่วนนวัตกรรมการตรวจสอบโควิด-19 ได้แก่ Chula COVID-19 Strip Test ตู้ความดันลบ และเครื่องตรวจโควิด-19 อัตโนมัติที่รู้ผลเร็ว และแม่นยำถึง 99% 

นอกจากนี้ในแง่การแก้ไขผลกระทบจากโควิด-19 จุฬาฯ ไม่เพียงเป็นผู้นำการพัฒนาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ชนิด mRNA และวัคซีนป้องกันโควิด-19 จากใบยาสูบแห่งแรกของประเทศไทย แต่จุฬาฯ ยังมองไกลถึงผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมซึ่งทำให้คนว่างงานเป็นจำนวนมาก จุฬาฯ จึงเปิดคอร์สเรียนออนไลน์ฟรีแก่คนทั่วไป ได้แก่ Chula MOOC, Quick MBA และ Coursera เพื่อเพิ่มทักษะคนอย่างรอบด้าน เพื่อให้พวกเขาแข็งแรงและกลับมาเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศได้อีกครั้ง

นอกจากนี้ ในแง่การพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน ศ.ดร.บัณฑิต กล่าวว่า จุฬาฯ กำหนดให้ “การพัฒนาที่ยั่งยืน” หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) เป็นหลักคิดในการดำเนินนโยบายของมหาวิทยาลัยตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา

จุฬาฯ ได้เริ่มต้นการพัฒนาอย่างยั่นยืนด้วยการจัดการสิ่งแวดล้อม สาธารณูปโภค และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และได้ขยายขอบเขตการทำงานไปสู่การยกระดับงานวิจัยให้สอดคล้องกับหลัก SDGs อีกทั้งยังทำงานในเชิงโครงสร้างนโยบายของมหาวิทยาลัยด้วย จนทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับเป็นที่หนึ่งของประเทศไทย และที่ 45 ของโลกด้านบทบาทในการพัฒนาระบบนิเวศทางบกอย่างยั่งยืน ในการประกาศผลการจัดอันดับของ The Times Higher Education University Impact Rankings 2020 (THE University Impact Rankings 2020) ซึ่งเป็นการประเมินบทบาทและคุณูปการของมหาวิทยาลัยตามกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ

 “ผมขอเป็นตัวแทนชาวจุฬาฯ ขอบคุณทุก ๆ คน ที่มีส่วนร่วมอย่างสำคัญทำให้จุฬาฯ ได้รับเกียรติเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการครองตำแหน่ง Top100 ของโลกในด้านมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงทางวิชาการ (Academic Reputation) จากการจัดอันดับโดย QS World University Rankings 2021  ผมขอย้ำว่า จุฬาฯ จะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับโลกของคนไทยทุกคน เราพร้อมนำนวัตกรรมมายกระดับคุณภาพชีวิตของสังคมไทยและโลกให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวทิ้งท้าย

ถอดบทเรียนการศึกษานิวซีแลนด์ “Studying & Living Like a Kiwi” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ถอดบทเรียนการศึกษานิวซีแลนด์ “Studying & Living Like a Kiwi”

ถอดบทเรียนการศึกษานิวซีแลนด์ "Studying & Living Like a Kiwi"

2 กรกฎาคม 2563 – 15:53 น.

ถอดบทเรียนการศึกษานิวซีแลนด์ “Studying & Living Like a Kiwi”

นิวซีแลนด์ เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการยอมรับว่ามีระบบการศึกษามาตรฐานติดอันดับต้นๆ ของโลก และล่าสุดได้รับการจัดอันดับเป็น 1 ใน 3 ของประเทศที่เตรียมความพร้อมนักเรียนสู่อนาคตที่ดีที่สุดในโลก และได้รับการจัดอันดับเป็น 1 จากประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก จากกรจัดอันดับของ Worldwide Educating for the Future Index 2019 โดย The Economist Intelligence Unit ด้วยระบบการศึกษาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล สภาพแวดล้อมที่ดีมีความปลอดภัยต่อนักศึกษาต่างชาติ ค่าครองชีพต่ำกว่าประเทศอื่น           

และเป็นประเทศแรกที่มีกฎหมายคุ้มครองสำหรับนักเรียนต่างชาติ ทำให้นิวซีแลนด์เป็นหนึ่งในประเทศเป้าหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติชั้นนำของโลก โดยในแต่ละปีมีนักเรียนนานาชาติกว่า 125,000 คน จากกว่า 100 ประเทศทั่วโลก รวมถึงนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในนิวซีแลนด์มากกว่า 3,600 คน โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับ 7 ของประเทศที่มีนักเรียนต่างชาติที่ไปเรียนต่อนิวซีแลนด์และเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน

ถอดบทเรียนการศึกษานิวซีแลนด์ "Studying & Living Like a Kiwi"

จากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่กระทบกับทุกภาคส่วน รวมทั้งภาคการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ (Education New Zealand: ENZ) สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลนิวซีแลนด์ จัดแถลงข่าว “ถอดบทเรียนการศึกษานิวซีแลนด์กับมาตรการดูแลนักศึกษาต่างชาติ” พร้อมประกาศผลประกวดหนังสั้น “Living Like a Kiwi” ซึ่งเป็นผลงานของน้องๆนักเรียนไทยในโครงการแลกเปลี่ยน MOUประเทศนิวซีแลนด์ในช่วงล็อคดาวน์ และร่วมพูดคุยกับน้องๆ และคุณทศธรรม เปี่ยมสมบูรณ์ ศิษย์เก่านิวซีแลนด์ (Alumni Hall of Fame 2019 )ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ “Studying & Living Like a Kiwi”  ณ ศูนย์การเรียนรู้ ไทย-นิวซีแลนด์ (TNZC) เมื่อวันก่อน           

ช่อทิพย์ ประมูลผล ผู้จัดการตลาด หน่วยงานการศึกษานิวซีแลนด์ สถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า นอกจากนิวซีแลนด์เป็นประเทศแรกของโลกที่มีกฎหมายในการดูแลสวัสดิภาพของนักเรียนต่างชาติแล้ว รัฐบาลและภาคการศึกษาของนิวซีแลนด์ยังมีมาตรการที่ชัดเจน ในการช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติในช่วงล็อคดาวน์จากการแพร่ระบาดของโรคควิด-19 ทั้งด้านการเรียน การเงิน มีการตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติ การชดเชยรายได้กรณีว่างงานจากการทำงานพาร์ทไทม์ โดยรัฐบาลนิวซีแลนด์ได้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือนักเรียนต่างชาติ เพื่อเสนอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนด้วยเงิน 1 ล้านเหรียญดอลลาร์นิวซีแลนด์ โดยการสนับสนุนเงินช่วยเหลือแก่สถาบันการศึกษาที่รับนักเรียนต่างชาติ นักเรียนสามารถยื่นใบสมัครขอรับเงินช่วยเหลือได้จากทางสถาบันคนละ 1 พันเหรียญดอลลาร์นิวซีแลนด์  

ถอดบทเรียนการศึกษานิวซีแลนด์ "Studying & Living Like a Kiwi"

“ทางรัฐบาลนิวซีแลนด์แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นักเรียนต่างชาติคือส่วนหนึ่งของเราพร้อมให้การรักษากรณีป่วยด้วยโรค COVID-19 ทุกราย รวมทั้งตัวสถาบันการศึกษาเอง ก็คอยดูแลสนับสนุนนักเรียนต่างชาติอย่างใกล้ชิด ด้วยการจัดการเรียนออนไลน์ คอยโทรติดตามเพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนต่างชาติทุกคนจะปลอดภัย และได้รับการสนับสนุนอย่างดี บางสถาบันก็มีการประสานจัดการส่งคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปของโรงเรียนให้กับนักเรียนทุกคนที่ไม่มีอุปกรณ์ดังกล่าวของตนเอง มีการจัดตั้งทีมงานฝ่ายต่างประเทศ รวมทั้งประสานงานกับเอเจ้นท์ที่ปรึกษาและครอบครัวโฮสแฟมิลี่อย่างใกล้ชิด เพื่อการดูแลนักเรียนต่างชาติทั้งด้านการเรียนการเงิน และจิตใจ”  ช่อทิพย์ กล่าวและเสริมว่า การประกวดหนังสั้น “Living Like a Kiwi” เป็นหนึ่งในกิจกรรมของน้องๆนักเรียนไทยในโครงการแลกเปลี่ยน MOU ประเทศนิวซีแลนด์ในช่วงล็อคดาวน์ ซึ่งทางเอเจ้นท์ที่ปรึกษาได้จัดขึ้นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตและกิจกรรมระหว่างวันในช่วงล็อคดาวน์         

สำหรับผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “น้องเอน่า” ปภาดา สุขรังสรรค์ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เจ้าของผลงาน My Life In New Zealand บอกว่า ตอนแรกกลัวมากๆ เกี่ยวกับการอยู่คนเดียวที่ต่างประเทศ แต่พอได้ลองเปิดใจทำให้ได้เรียนรู้หลายอย่าง การเรียนที่นิวซีแลนด์ก็เป็นอย่างหนึ่ง ทำให้ได้ลองฝึกทำความเข้าใจกับเพื่อนคนต่างชาติ ได้ฝึกทั้งภาษาและได้รู้การดำรงชีวิตตอนอยู่ที่โรงเรียนของเพื่อนๆ ได้ศึกษาหลายๆอย่าง ซึ่งแตกต่างกับการศึกษาที่ไทยพอสมควร และการดำรงชีวิตของคนนิวซีแลนด์ก็มีคล้ายและแตกต่างจากไทยบางส่วน        

“หนูคิดว่ามันก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมด้วยค่ะ คือหนูอยู่ฟาร์มทุกเช้าและเย็น Host ก็จะไปให้อาหาร และนมให้ลูกวัว บางครั้งหนูก็ได้ไปช่วยด้วยค่ะเป็นประสบการณ์ที่ดีอย่างหนึ่งเลยค่ะ ส่วนช่วงล็อคดาวน์ก็ต้องมีเบื่อๆบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่ได้น่าเบื่อทุกวันนะคะ คือบางวันก็จะมีกิจกรรมกับ host family เช่น การทำขนมและอาหารต่างๆกับพี่ๆ มีการเล่น board game มากมายทำให้หนูได้ลองเล่นเกมที่ไม่เคยเล่นมาก่อน สนุกมากๆค่ะ แล้วได้ลองฝึกขับรถด้วยแรกๆก็ยากแต่ก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆเลยค่ะ แล้วก็มีการยิงปืนด้วยนะคะ และที่สำคัญที่สุดคือทำให้หนูมีเวลากับ host family เพิ่มมากขึ้นค่ะ ทำให้ช่วงล็อคดาวน์ของหนูสนุกมากๆ เลยค่ะ”น้องเอน่า กล่าว        

ด้าน “น้องแพร” ณัฐกานต์ พรสวรรค์วงษ์ โรงเรียนสตรีวิทยา รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 กับผลงาน Kiwi in Isolation บอกว่า นิวซีเเลนด์เป็นหนึ่งในประเทศที่เหมาะกับการเลือกไปเรียนต่อสำหรับทุกคน เป็นประเทศที่บรรยากาศดี ผู้คนก็เป็นกันเอง ส่วนการติดในช่วงล็อคดาวน์ตอนเเรกๆ ก็รู้สึกกังวลนิดนึง เเต่โฮสก็หากิจกรรมมาให้ทำตลอด เช่น ทำขนม (บ่อยมาก) เเล้วก็มีช่วง Easter Hunt ไปหาไข่ Easter โฮสทำคำใบ้ให้เยอะมากๆ       

ขณะที่ “น้องเฟิร์ม” เศรษฐพล ผลิศักดิ์ โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 เจ้าของผลงาน Living Like KIWI X MOU New Zealand บอกว่า การที่ติดอยู่ในช่วงล็อคดาวน์ ก็ไม่ได้กังวลอะไร เนื่องจากเราได้ใช้เทคโนโลยีในการเรียนออนไลน์พวกพี่ๆวิดีโอคอลมาเป็นประจำ ซึ่งการล็อคดาวน์ก็ไม่จำเป็นที่ต้องอยู่บ้านตลอดเวลาได้เดินเที่ยวบริเวณเมือง และสวนสาธารณะ จึงไม่เครียดในช่วงล็อคดาวน์      

สำหรับสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการศึกษานิวซีแลนด์ ดูได้ที่ http://www.studyinnewzealand.govt.nz

คนจนเตรียมเฮ! เห็นชอบจ่ายเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบ”ถ้วนหน้า” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

คนจนเตรียมเฮ! เห็นชอบจ่ายเงินอุดหนุนเด็กเล็กแบบ”ถ้วนหน้า”

คมชัดลึก
คมชัดลึก

2 กรกฎาคม 2563 – 14:35 น.

คนจนเตรียมเฮ! ไฟเขียวหลักการ ให้เงินอุดหนุนเด็กเล็กเดือนละ 600บาท “จุรินทร์”สั่งศึกษา หลังพบเด็กแรกเกิดถึงวัย6ขวบ จากครอบครัวยากจนเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐมีสูงถึง30% คาดเริ่มปีงบฯ2565 ครอบคลุมเด็ก 4.1 ล้านคน  

เมื่อวันที่ 2 กรกฏาคม 2563 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ ( 2 ก.ค.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.)ครั้งที่1/2563 ซึ่งนายจุรินทร์ได้มีข้อกังวลถึงครอบครัวที่มีเด็กเล็ก

เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มากกว่าครอบครัวที่ไม่มีเด็กเล็ก เพราะรายจ่ายในครอบครัวมีเพิ่มขึ้น จากเหตุศูนย์เลี้ยงดูเด็กเล็กและโรงเรียนปิด มีค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันไวรัสและผู้ปกครองมีรายได้ลดลง/ขาดรายได้ ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวจะมีผลต่อการดูแลเด็กให้ได้รับอาหารและการตรวจสุขภาพที่เหมาะสม

ในส่วนวาระสำคัญที่ที่ประชุมเห็นชอบคือ เห็นชอบในหลักการการให้เงินอุดหนุน (600บาท/เดือน)เด็กเล็กอายุ 0-6ปี แบบถ้วนหน้า เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2565 เป็นต้นไป จากที่ปัจจุบันให้เงินอุดหนุนแก่เด็กเฉพาะครอบครัวที่มีฐานรายได้เฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือน ไม่เกิน 100,000 บาท ต่อคน/ปี การเสนอให้จ่ายแบบถ้วนหน้านี้ เพื่อแก้ปัญหาการตกหล่นของเด็กจากครอบครัวยากจนที่เข้าไม่ถึงสวัสดิการ ที่มีสูงถึง30% 

ด้วยเหตุเพราะ กระบวนการคัดเลือกมีความยุ่งยาก การตัดสินใจว่าใครจนไม่จนโดยเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง การเข้าใจคลาดเคลื่อนเรื่องคุณสมบัติผู้มีสิทธิ อีกทั้ง ยังพบว่า คนที่ยิ่งจนกลับเป็นผู้ที่ไม่ได้สมัคร บางคนคิดว่าตนเองไม่มีสิทธิ บางคนเตรียมเอกสารไม่ครบ 

โดยการจ่ายเงินอุดหนุนแรกเกิดแบบถ้วนหน้า จะสามารถดูแลเด็กวัย0-6ปี จำนวน 4.1 ล้านคน ในปี2565 เพิ่มจาก 1.99 ล้านคน ที่จ่ายแบบปัจจุบันด้วยเกณฑ์รายได้ครัวเรือนเฉลี่ยไม่เกิน 1 แสนบาท ทั้งนี้จำนวนเด็กจะค่อยๆลดลงเนื่องจากเด็กเกิดน้อยลง ทำให้มีที่ต้องจ่ายแบบถ้วนหน้า ประมาณ 3.8 ล้านคน ในปี2570

ทั้งนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) แต่งตั้งคณะทำงานเตรียมความพร้อมการจัดสวัสดิการเงินอุดหนุนแบบถ้วนหน้า โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นคณะทำงาน เพื่อศึกษาความเป็นไปได้และทำแผนการดำเนินงาน/งบประมาณกลับมาเสนอคณะกรรมการ กดยช. อีกครั้งก่อนเสนอต่อ คณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

“นายจุรินทร์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำว่า การให้เงินอุดหนุนเด็กแบบถ้วนหน้าจะเป็นหลักประกันรายได้ เพื่อให้แน่ใจว่าครอบครัวที่มีเด็กเล็กในประเทศไทยจะสามารถหาสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กได้อย่างต่อเนื่องทั้งด้านอาหารและการเดินทางไปสถานพยาบาล รวมถึงเป็นการรองรับครอบครัวคนจนใหม่ ที่จะเพิ่มขึ้นเนื่องจากผลกระทบจากโควิด19” นางสาวรัชดา กล่าว

เสมา3 ตรวจเยี่ยม “บึงกาฬคริสเตียน” ชื่นชม รร.เล็กพริกขี้หนู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

เสมา3 ตรวจเยี่ยม “บึงกาฬคริสเตียน” ชื่นชม รร.เล็กพริกขี้หนู

เสมา3 ตรวจเยี่ยม "บึงกาฬคริสเตียน" ชื่นชม รร.เล็กพริกขี้หนู

2 กรกฎาคม 2563 – 13:28 น.

“เสมา3” ตรวจเยี่ยม “บึงกาฬคริสเตียน” ชื่นชม รร.เล็กพริกขี้หนู เตรียมเปิดเรียนได้อย่างสมบูรณ์แบบ พร้อมจัดหลักสูตรพัฒนาผู้เรียนทั้งวิชาการ-ซอฟสกิลอย่างครบถ้วน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม 2563 นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมหน้าเสาธง เคารพธงชาติ และตรวจเยี่ยมการเปิดภาคเรียน ปีการศึกษา 2563 ภายใต้สถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) อย่างต่อเนื่องเป็นวันที่สอง ณ โรงเรียนบึงกาฬคริสเตียน อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : “ครูพี่โอ๊ะ” ดันศูนย์วิทย์ฯสู่การพัฒนาคนทุกช่วงวัย

“ขอแสดงความชื่นชมการเตรียมการเปิดเรียน ปีการศึกษา 2563 ได้ครบถ้วนตามมาตรการของรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุขในทุกมิติ และต้องยอมรับว่า โรงเรียนเล็ก ๆ แห่งนี้ เป็นโรงเรียนในคริสต์ศาสนาที่เปิดกว้างสร้างโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนบึงกาฬอย่างเท่าเทียม ในทุกเชื้อชาติ ศาสนา เน้นทักษะความรู้ความสามารถทางวิชาการ 

พร้อม ๆ กับปลูกฝังการเป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนการสื่อสารภาษา กีฬา ศิลปะ ดนตรี ที่จะเป็นพื้นฐานการสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ผสานความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่เยาว์วัย พร้อมที่จะหล่อหลอมผู้เรียนให้เติบโตอย่างสมบูรณ์รอบด้าน” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ปลัดศธ.ลั่น เยียวยา เลิกจ้างพนง.องค์การค้าฯ ได้คนละ1-2แสนบาทก่อน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ปลัดศธ.ลั่น เยียวยา เลิกจ้างพนง.องค์การค้าฯ ได้คนละ1-2แสนบาทก่อน

ปลัดศธ.ลั่น เยียวยา เลิกจ้างพนง.องค์การค้าฯ ได้คนละ1-2แสนบาทก่อน

30 มิถุนายน 2563 – 20:38 น.

“ปลัดศธ.” เผยถกบอร์ดองค์การค้านัดพิเศษ 3 ก.ค.นี้ เพื่อขออนุมัติงบประมาณสำรองจ่ายเงินชดเชย เพื่อเยียวยาให้กับพนักงานและเจ้าหน้าที่ผู้ที่ถูกเลิกจ้างคนละ 1-2 แสนบาทก่อน ลั่นจ่ายครบทั้งหมด1 ส.ค.2563

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2563 นายประเสริฐ บุญเรือง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ปลัด ศธ.) กล่าวว่า ตนขอยืนยันว่าพนักงานองค์การค้าและเจ้าหน้าที่องค์การค้าของสกสค. ทุกคนจะได้รับการเยียวยาตามกฎหมายแรงงานอย่างแน่นอน ซึ่ง นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) เข้าใจถึงความเดือดร้อนของพนักงานและเจ้าหน้าที่ทุกคน

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

: ทนแบกภาระไม่ไหว…องค์การค้าฯประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบพันชีวิต

: นายกฯ รับปากไม่ทอดทิ้ง”องค์การค้าฯ”

:”บิ๊กตู่-ณัฏฐพล”แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ

“ผมจึงขอให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค.วาระพิเศษ ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2563นี้ เพื่อขออนุมัติงบประมาณสำรองจ่ายเงินชดเชยให้กับผู้ที่ถูกเลิกจ้างก่อน 1-2 แสนบาทต่อคน และจะได้ครบถ้วนทั้งหมดในวันที่ 1 สิงหาคม ที่ถือว่าเป็นวันสิ้นสุดสัญญาจ้างตามประกาศดังกล่าว”ปลัดศธ.กล่าว

ด้านนายนิวัตชัย แต่งไพร ประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา กล่าวว่า ขณะนี้สหภาพฯ อยู่ระหว่างการศึกษา คำสั่งเลิกจ้างดังกล่าวที่มีการประกาศออกมานั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีความเป็นธรรมต่อเจ้าหน้าที่พนักงานหรือไม่

โดยสหภาพฯ จะรวบรวมรายละเอียดต่างๆ ไปร้องต่อศาลปกครอง และ ศาลแรงงาน ว่า คำสั่งนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ อย่างไร รวมถึงเจ้าหน้าที่และพนักงานได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค. อยู่ในอาการเสียขวัญและกำลังใจมาก เนื่องจากไม่คิดว่าจะมีคำสั่งในลักษณะนี้ออกมา

“ผมมองหนี้สิ้นขององค์การค้าของ สกสค.ที่เกิดขึ้น มาจากการบริหารงานที่ผิดพลาดจนทำให้องค์การค้าของ สกสค. ตกอยู่ในสภาวะดังกล่าว ทั้งนี้ทีมผู้บริหารองค์การค้าของ สกสค.ที่ผ่านมา ก็มาจากที่ ศธ. และรัฐบาลเป็นผู้มอบหมายให้เข้ามาบริหาร แต่กลับกลายเป็นว่าพนักงานกับต้องมาเป็นเหยื่อของการบริหารที่ผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ในเร็วๆนี้ผมจะรวบรวมข้อมูล เพื่อขอความเป็นธรรมจากศาลต่อไป”ประธานสหภาพแรงงานองค์การค้าของคุรุสภา กล่าว

นายกฯ รับปากไม่ทอดทิ้ง”องค์การค้าฯ” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

นายกฯ รับปากไม่ทอดทิ้ง”องค์การค้าฯ”

นายกฯ รับปากไม่ทอดทิ้ง"องค์การค้าฯ"

30 มิถุนายน 2563 – 19:23 น.

นายกฯ รับปากไม่ทอดทิ้ง “องค์การค้าฯ”  แต่ต้องปล่อยให้มีการปรับโครงสร้างใหม่ เพื่อรองรับภารกิจ

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(รมว.กห.) ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนถึงกรณีองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.)ประกาศเลิกจ้างพนักงานและเจ้าหน้าที่จำนวน961 คน และมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 นั้น ว่า เป็นกระบวนการภายในองค์การค้าฯ ของสกสค. ขอให้ใจเย็นๆ ปล่อยให้องค์การค้าฯของสกสค.ได้ปรับโครงสร้างภายใน เพื่อตอยโจทย์พันธกิจและหน้าที่

อ่านข่าว

: ทนแบกภาระไม่ไหว…องค์การค้าฯประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบพันชีวิต

: “บิ๊กตู่-ณัฏฐพล”แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ

: “หมอธี”ตั้งกรรมการตรวจสอบบัญชีองค์การค้าฯ

“ขอให้ใจเย็น นายกฯรับปากไม่ทอดทิ้งองค์การค้า และพนักงาน เจ้าหน้าที่ที่ถูกเลิกจ้าง ต้องได้รับการดูแลตามกฏหมายอย่างเป็นธรรมที่สุด แต่หลังจากนี้ปล่อยให้องค์การค้าฯได้ปรับโครงสร้างใหม่” พลเอกประยุทธ์  กล่าวด้วยท่าทีนุ่มลึก