ทนแบกภาระไม่ไหว…องค์การค้าฯประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบพันชีวิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทนแบกภาระไม่ไหว…องค์การค้าฯประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบพันชีวิต

ทนแบกภาระไม่ไหว...องค์การค้าฯประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบพันชีวิต

30 มิถุนายน 2563 – 11:15 น.

ทนแบกภาระไม่ไหว…องค์การค้าฯ สกสค. ประกาศเลิกจ้างพนักงานและเจ้าหน้าที่เกือบพันชีวิต เหตุหนี้ท่วม ขาดสภาพคล่องต่อเนื่องนานร่วม 15 ปี มีผลตั้งแต่ 1 ส.ค.2563 อ้างเพื่อปรับปรุงอัตรากำลังและผลประโยชนตอบแทนขององค์การค้าของ สกสค. ให้สอดคล้องกับภาระกิจ 

นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. ได้ลงนามคำสั่งองค์การค้าของ สกสค.ที่ 45/2563 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2563 เรื่อง เลิกจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่องค์การค้าของ สกสค. ด้วยองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (องค์การค้าของ สกสค.) เป็นองค์กรจัดหาผลประโยชน์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการสงเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา 

อ่านข่าว

บอร์ดสกสค.สั่งองค์การค้าฯจ่ายหนี้326ล้านขีดเส้นภายใน28ม.ค.นี้-“สันติภาพ”ยันพิมพ์ตำราเสร็จทันปี54

: “บิ๊กตู่-ณัฏฐพล”แพะรับบาป เลิกจ้างองค์การค้าฯ

:นายกฯ รับปากไม่ทอดทิ้ง”องค์การค้าฯ”

มีหน้าที่บริการส่งเสริมอำนวยความสะดวกในการจัดระบบการศึกษาของชาติในด้านการพิมพ์ หนังสือเรียน เอกสารทางการศึกษา ผลิตอุปกรณ์การศึกษา บริการธุรกิจทางการศึกษา ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากร ทางการศึกษามอบหมาย ประสพภาวะขาดทุนต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลามากกว่า 15 ปี องค์การค้าของสกสค. จึงมีความจำเป็นที่ต้องเลิกจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปรับปรุงอัตรากำลังและผลประโยชนตอบแทนขององค์การค้าของ สกสค. ให้สอดคล้องกับภาระกิจ 

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 16(5) แห่งข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยการ บริหารงานองค์การค้าของ สกสค. พ.ศ. 2554 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2556 ประกอบกับ มติคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาคราวประชุมครั้งที่ 5/ 2563 เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน  2563 จึงให้ลิกจ้างพนักงานเจ้าหน้ที่ จำนวน 961 ราย 

โดยให้ได้สิทธิประโยชน์ตามที่กฏหมายกำหนดตามรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนีี้ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านั้นเมื่อวันที่  24 ธ.ค. 2562 องค์การค้า ของสกสค. ยุคนายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้า ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)  มีคำสั่งเลิกจ้างพนักงานองค์การค้าฯ จำนวน 227 คน 

ด้วยเหตุผลเดียวกันว่าองค์การค้าฯ แบกภาระไว้ไม่ไหว ทางคณะกรรมการบริหารองค์การค้าฯ จึงมีมติไม่ต่อสัญญาจ้าง อยู่ระหว่างพิจารณาจ่ายเงินชดเชย โดยต้องดูข้อกฎหมายและข้อเรียกร้องต่างๆ ด้วยว่า อะไรที่จ่ายได้หรือไม่ได้ อยู่ที่การวินิจฉัยของทีมกฎหมาย ซึ่งทางองค์การค้าฯ เตรียมเงินส่วนหนึ่งไว้แล้ว

“การตัดสินใจเลิกสัญญาจ้างครั้งนี้ ยอมรับว่าเป็นเพราะทางองค์การค้าฯ แบกรับภาระไว้ไม่ไหว เนื่องจากขาดสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง การยกเลิกสัญญาครั้งนี้เป็นช่วงแรก เพื่อลดค่าใช้จ่าย ส่วนจะยกเลิกสัญญารอบต่อไปอีกหรือไม่นั้น ยังไม่สามารถตอบได้ ต้องดูการบริหารกิจการด้วยว่า มีเงินมาเลี้ยงองค์กรมากแค่ไหน ถ้าองค์กรมีความคล่องตัวในตลาดก็ยังคงอยู่ แต่ถ้าไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ก็ต้องปรับตามสภาพ ซึ่งผมก็พยายามปรับให้องค์กรอยู่ได้” นายดิศกุล กล่าว

นายดิศกุล กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่กลุ่มลูกจ้างตั้งข้อสังเกตว่า ยกเลิกสัญญาแต่มีเงินไปจ้างโรงพิมพ์เอกชนนั้น องค์การค้าฯ จ้างพิมพ์เป็นปกติอยู่แล้ว เพราะศักยภาพเครื่องพิมพ์บางส่วนไม่สามารถดำเนินการได้ บางอย่างยังไม่ทันสมัยพอ เพราะงานขององค์การค้าฯเยอะมาก ไม่สามารถพิมพ์ได้ทัน

 ขณะที่พนังงานจำนวน 227 คนยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อของความเป็นในเรื่องถูกเลฺกจ้างและเรียกร้องขอเงินชดเชย จำนวน 16 ล้านบาท  ซึ่งล่าสุดยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้แต่อย่างใด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสมคิด หอมเนตร  อนุกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฏร  กล่าวกับ “คมชัดลึก ออนไลน์” ว่า เป็นการออกมติที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย ทั้งนี้ต้องเป็นมติของบอร์ด สกสค.เท่านั้น อีกทั้ง นายดิศกุล เกษมสวัสดิ์ เลขาธิการ กศน. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สกสค. จะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายน 2563 จึงออกคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฏหมาย

“ผู้ที่ถูกเลิกจ้าง  จะต้องยื่นฟ้องคำสั่งทางปกครองต่อศาลปกครองกลาง ภายใน 30 วันหลังทรายคำสั่ง” อนุกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฏร 

ทนแบกภาระไม่ไหว...องค์การค้าฯประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบพันชีวิต
ทนแบกภาระไม่ไหว...องค์การค้าฯประกาศเลิกจ้างพนักงานเกือบพันชีวิต

“ครูพี่โอ๊ะ” ดันศูนย์วิทย์ฯสู่การพัฒนาคนทุกช่วงวัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ครูพี่โอ๊ะ” ดันศูนย์วิทย์ฯสู่การพัฒนาคนทุกช่วงวัย

"ครูพี่โอ๊ะ"  ดันศูนย์วิทย์ฯสู่การพัฒนาคนทุกช่วงวัย

28 มิถุนายน 2563 – 16:25 น.

“ครูพี่โอ๊ะ”รมช.ศึกษาธิการ ตรวจเยี่ยมศูนย์วิทย์ลำปาง โชว์แผนสร้างสกิลวิทยาศาสตร์-นิทรรศการพลังงาน-ศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะสุขภาพ สู่การพัฒนาคนทุกช่วงวัย ทุกชุมชน

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2563 ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการนำนวัตกรรมและทักษะวิทยาศาสตร์ สู่การพัฒนาชีวิตของคนทุกช่วงวัย ของศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง (ศว.) อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

อ่านข่าว : เสมา3 หนุนสถาปัตย์ฯอายุกว่า 100 ปีให้เป็นแหล่งเรียนรู้

ดร.กนกวรรณ กล่าวว่า ศูนย์วิทยาศาตร์เพื่อการศึกษาจังหวัดลำปาง มีความโดดเด่น และมีความพร้อมในการจัดกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของคนทุกช่วงวัย ทุกชุมชน ในพื้นที่บริการ 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้เป็นอย่างดี (เชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน แพร่ น่าน พะเยา แม่ฮ่องสอน และลำปาง) ภายใต้วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้อำนวยการ ศว. ที่ทำหน้าที่ในการจัดการศึกษาพื้นฐาน การศึกษาต่อเนื่อง และการศึกษาตามอัธยาศัย ได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในทุกมิติ 

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า เรื่องของวิทยาศาสตร์ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับชีวิตคนเรา ตั้งแต่เกิดจนตลอดช่วงชีวิต ซึ่งตนพร้อมที่จะประสานภาคีเครือข่าย เพื่อสนับสนุน และเติมเต็มการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ให้แก่คนลำปาง เด็ก เยาวชน และประชาชนในอีก 7 จังหวัดพื้นที่บริการอย่างเต็มที่

“ดร.สุวิทย์” ออกโรงเร่งอว.ผลักดันปรับเงินเดือนเพิ่ม8% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ดร.สุวิทย์” ออกโรงเร่งอว.ผลักดันปรับเงินเดือนเพิ่ม8%

"ดร.สุวิทย์" ออกโรงเร่งอว.ผลักดันปรับเงินเดือนเพิ่ม8%

27 มิถุนายน 2563 – 00:35 น.

“สุวิทย์” ออกโรงเร่งอว.ผลักดันอย่างเร่งด่วน เยียวยาข้าราชการพลเรือนอุดมศึกษา ปรับเงินเดือนเพิ่ม 8% ย้ำต้องเป็นธรรมที่สุด จี้คณะอนุกรรมการฯดำเนินการให้เสร็จเดือนก.ค.ปีนี้ ระบุความเหลื่อมล้ำเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัย น้อยกว่าครูอยู่8% ย่างเข้าสู่ปีที่ 10

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2563 ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ใจความระบุว่า

อว.ผลักดันเร่งด่วน เยียวยาข้าราชการพลเรือนอุดมศึกษา ปรับเงินเดือนเพิ่ม 8%

วันนี้ผมมีข่าวดีเรื่องผลการประชุมของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2563 ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าในเรื่อง การเยียวยาข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา กรณีคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ปรับอัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 8 ตามที่คณะอนุกรรมการเกี่ยวกับการพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลในสถาบันอุดมศึกษาเสนอ

โดยที่ประชุมมีมติให้มีการเยียวยาข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา สำหรับข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2554 จนถึงปัจจุบันตามแบบฟอร์มที่ สป. อว ส่งไปให้ เมื่อส่งคืนมาที่ อว. เพื่อประมวลค่าใช้จ่ายตามความจำเป็นประกอบการพิจารณาขอจัดสรรงบประมาณอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมที่สุด เสนอ คณะรัฐมนตรีต่อไป

ซึ่งผมขอให้คณะอนุกรรมการฯ เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2563 ครับ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปรับเพิ่มเงิน 8% จาก 9 ปีย่างเข้าสู่ปีที่ 10 ความเหลื่อมล้ำเงินเดือนอาจารย์มหาวิทยาลัยน้อยกว่าครูมัธยมศึกษาอยู่ 8% มาตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม 2554

ซึ่งรัฐบาลเห็นด้วยเรื่องปรับเงินเดือนเพิ่มเงิน 8% เพื่อเยียวยาข้าราชการพลเรือนอุดมศึกษา ตั้งแต่ยุคคสช. แล้ว มีการเตรียมงบประมาณไว้ระดับหนึ่ง ถึงขั้นให้สนช. ออกกฏหมายมารองรับ เมื่อเป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งใหญ่ 24 มีนาคม 2562 ก็มิได้รังเกียจ แต่เนื่องจากมีวิกฤตเข้ามา เรื่องปรับเงินเดือนเพิ่มเงิน 8% จึงขยับและเลื่อนออกมา คาดว่าหากสกอ.นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)คงจะอนุมัติไม่ยาก

"ดร.สุวิทย์" ออกโรงเร่งอว.ผลักดันปรับเงินเดือนเพิ่ม8%

CR:ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

อดีต รมว.คลัง ชี้ กยศ.ให้ยืมเงินเรียนผิดวิธีมาตลอด เสนอรัฐโล๊ะหนี้ เริ่มต้นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

อดีต รมว.คลัง ชี้ กยศ.ให้ยืมเงินเรียนผิดวิธีมาตลอด เสนอรัฐโล๊ะหนี้ เริ่มต้นใหม่

อดีต รมว.คลัง ชี้ กยศ.ให้ยืมเงินเรียนผิดวิธีมาตลอด  เสนอรัฐโล๊ะหนี้ เริ่มต้นใหม่

26 มิถุนายน 2563 – 16:24 น.

อดีต รมว.คลัง ชี้ กยศ.ให้ยืมเงินผิดวิธีมาตลอด เสนอรัฐยกหนี้ พร้อม แนะใ​ห้เงินยืมไปที่นักเรียนนักศึกษาโดยตรง​

26 มิ.ย.63  ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง   โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณี สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ฟ้องเรียกเงินเพียง 17,000 บาท แล้วไปยึดบ้านกว่า 2 ล้านบาท ขายทอดตลาดไปแล้วนั้น โดยระบุว่า ..

ข้อ​เสนอ​ให้รัฐบาลยกเลิกหนี้​ กยศ.ให้นักเรียนนักศึกษา​ เพื่อสร้างอนาคตของชาติ​ เพราะวิธีการให้ยืมของกยศ.ทำผิดมาตลอด​ จากนั้นให้​ กยศ.ใ​ห้เงินยืมไปที่นักเรียนนักศึกษาโดยตรง​ (Demand​ side)​ จะทำให้สถานศึกษาปรับปรุงคุณภาพ​ เพราะต้องแข่งขัน​ เนื่องจากเด็กๆ​ มีอำนาจเลือก​ นักเรียนนักศึกษาก็จะได้เรียนวิชาดีๆ​ จบแล้วมีงานทำ คืนเงินกู้ได้​ เป็นการสร้างอนาคตของประเทศ

ตามที่มีข่าว​ สำนักงานกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา​ (กยศ.) ฟ้องเรียกเงินเพียง​ 17,000 บาท​ แล้วไปยึดบ้าน​กว่า​ 2 ล้าน​บาท​ ขายทอดตลาดไปแล้ว​ นั้น

1.เรื่องนี้​ เป็นตัวอย่างที่ระบบราชการทำลายอนาคตของเยาวชนและครอบครัว​ ทั้งที่นโยบายให้เยาวชนยืมเงินเรียน​ ก็เพื่อสร้างชีวิตและสร้างประเทศชาติ​

2.แต่ระบบราชการมักใช้คนที่ไม่เข้าใจ​ปรัชญา มาบริหารจัดการ​ จึงทำลายอนาคตเยาวชน​ และทำลายเป้าหมายของนโยบาย​ ทั้งหมดเลย

3.เงินให้กู้ยืม​ กยศ.​ควรให้นักเรียนนักศึกษายืมโดยตรง​ (demand side) เพื่อให้มีอำนาจไปเลือกที่เรีย​นได้เอง ไม่ใช่ให้เป็นโควต้าแก่สถาบันการศึกษา​ ที่ไปวิ่งหามาได้​ (supply side)​ อย่างเช่นปัจจุบัน​ เพราะจะทำให้สถาบันการศึกษา ไม่ปรับปรุงการเรียนการสอน​ เปิดแต่วิชาง่ายๆ​ เมื่อเรียนจบไปจึงหางานยาก​ ไม่มีงานทำ ไม่สามารถหารายได้มาคืนหนี้​ กยศ.ได้

4.ผู้บริหารกองทุน​ กยศ.​ คงไม่เข้าใจปรัชญา​ เมื่อเข้ามาบริหารจึงฟ้องร้องเอาเงินคืนตลอดเวลา​ ทำให้พ่อแม่ยากจนหลายคน​ ไม่กล้าให้ลูกไปกู้ยืม​เงินกยศ. และเด็กนักเรียนนักศึกษาหลายคนจบมา​ แทนที่จะมีชีวิตที่ดี​ ต้องหลบๆซ่อนๆ​ ไม่กล้าไปทำงาน​ เพราะกลัวถูก​ กยศ.ฟ้อง​

5.ควรยกเลิกหนี้คงค้าง​กยศ.ให้หมด​ แล้วเริ่มต้นใหม่​ เพราะ​ กยศ.ทำวิธีการ​ให้ยืมผิดมาโดยตลอด​ คือ​ การให้เงินผ่านสถาบันการศึกษา​ ทำให้เกิดการวิ่งเต้น​ แต่ไม่มีพัฒนาการเรียนการสอน​ คุณภาพการศึกษาจึงแย่​ เด็กๆ​ จบมาจึงหางานได้ยาก

6.ให้เริ่มต้น​วิธีการให้เงินยืมแบบใหม่​ คือให้เงินยืมไปที่เด็กโดย​ตรง ไม่ผ่านสถาบันการศึกษา​ จะทำให้เด็กสามารถเลือกวิชาเรียนและสถาบันได้เอง​ ย้ายที่เรียนได้​ เงินจะตามตัวเด็กไป​ ก็จะทำให้เกิดการปรับปรุงการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา​ทั่วประเทศ​ เพราะหากไม่ปรับปรุงก็ไม่มีใครเรียน​ อยู่ไม่ได้

7.เด็กๆ​ ก็จะได้เลือกเรียนวิชาที่หลากหลาย​ที่ชอบ ที่พึงพอใจ​ ที่ตลาดต้องการ​ เพราะเด็กเป็นผู้ถือเงิน​ เป็นผู้มีอำนาจเลือก​ คุณภาพการศึกษาก็จะดีขึ้น​อย่างมาก เรียนจบก็มีงานทำ มีเงินคืนรัฐบาล​ เป็นการสร้างอนาคตของเยาวชนและของประเทศ

ศ.ดร.​สุชาติ​ ธา​ดา​ธำ​รง​เวช
อดีต​ร​มว.คลัง​ อดีต​ร​มว.ศึกษา
26 มิถุนายน​ 2563

อดีต รมว.คลัง ชี้ กยศ.ให้ยืมเงินเรียนผิดวิธีมาตลอด  เสนอรัฐโล๊ะหนี้ เริ่มต้นใหม่

ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา @ ม.อุบลฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา @ ม.อุบลฯ

ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ

26 มิถุนายน 2563 – 15:55 น.

ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา @ ม.อุบลฯ … โดย กฤษณะ วิลามาศ รายงาน

อีกหนึ่งเรื่องราวแห่งความภาคภูมิใจของนักศึกษา มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (มอบ.) ปีการศึกษา 2563 นางสาวเมลิสสา หยก เชง โห้ และนางสาววาเนสซา หยก เถง โห้ 2 นักศึกษาคู่แฝดลูกกตัญญูสู้ชีวิต เก่งแพ็คคู่ จากโรงเรียนอำนาจเจริญ ที่มีความโดดเด่นด้านการเรียน สามารถสื่อสารได้ 3 ภาษา ไทย จีน อังกฤษ

มีความมุ่งมั่น ขยันอดทน สู้ชีวิตดูแลบุพการีที่ป่วยโรคอัมพฤกษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในพลังที่ช่วยผลักดันอยากเรียนด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จ 2 พี่น้องจับมือเข้าศึกษา หลักสูตรแพทยศาสตร์ โครงการร่วมผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ซึ่งกำหนดเปิดภาคการศึกษา ในวันที่ 22 มิถุนายน 2563

นางสาวเมลิสสา หยก เชง โห้ และนางสาววาเนสซา หยก เถง โห้ 2 นักศึกษาคู่แฝด อายุ 18 ปี ภูมิลำเนา อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ บุตรสาวของ นายยิน จวอง โห้ อายุ 56 ปี (มาเลเซียเชื้อสายจีน) และ คุณแม่ณิชชานันทร์ เลิศศิริพัฒน์ชัย อายุ 44 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป

คุณแม่ณิชชานันทร์ กล่าวว่า ช่วงวัยเด็กครอบครัวพาลูกๆคู่แฝดย้ายจากประเทศมาเลเซีย มาพักอาศัยที่บ้านญาติที่จังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งเริ่มฝึกเรียนภาษาไทยในชั้นประถมปีที่ 4 มุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาตนเองจนการเรียนอยู่ในลำดับต้นๆของห้อง เป็นตัวแทนของโรงเรียนเข้าแข่งขันทักษะ การประกวดโครงงาน สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนประถาศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเป็นผู้มีความสามารถด้านวิชาการ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาจีน 

ช่วงเรียนมัธยมศึกษาที่โรงเรียนอำนาจเจริญ เมลิสสา – วาเนสซา ได้รับโอกาสเป็นตัวแทนเข้าแข่งขันทักษะทางวิชาการในเวทีระดับจังหวัด ระดับภาค และระดับชาติ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง มีเกียรติบัตรรางวัลมากกว่า 150 แผ่น
โดยคู่แฝดนำเงินรางวัลที่ได้จากการแข่งขันต่างๆ และทุนการศึกษามาแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัว อาทิ ค่าเทอม ค่าอุปกรณ์การเรียนที่จำเป็น ซึ่งทั้งสองยึดมั่นในความพอเพียงมาโดยตลอด

ลูกคู่แฝดทั้ง 2 คน ได้ผ่านการทดสอบวัดระดับความรู้ด้านภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ในระดับดีเยี่ยม ส่วนผลการเรียนตลอดหลักสูตร 3.93 และ 3.85 หลังจากที่พ่อป่วยเป็นอัมพฤกษ์ แม่จึงเป็นเสาหลักในการหารายได้เลี้ยงครอบครัว โดยการทำงานรับจ้างทั่วไปในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีลูกสาวคู่แฝดดูแลพ่อที่ป่วยเรื่อยมาตั้งแต่ชั้นประถมปีที่ 6 จนถึงปัจจุบัน

เมลิสสา – วาเนสซา 2 นักศึกษาคู่แฝด กล่าวว่า เราทั้งสองมีความตั้งใจตั้งแต่แรกในการอยากเข้าศึกษาหลักสูตรด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ ด้วยบางส่วนมีความชื่นชอบในวิชาวิทยาศาสตร์ อีกทั้งในช่วงที่ผ่านมา มีโอกาสได้พาพ่อไปโรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ได้สื่อสารกับพ่อเป็นภาษาอังกฤษเห็นท่านมารอยยิ้มและความสุขดี จึงทำให้ตนอยากเป็นหมอรักษาคน ให้มีความสุขเช่นกัน อยากดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยที่ไม่สบายเพราะที่ผ่านมาเราก็ได้รับการดูแลช่วยเหลือมาเช่นเดียวกัน

“รู้สึกดีใจและภูมิใจที่เราทั้งสองสามารถเข้าศึกษาได้ใน หลักสูตรแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการศึกษาในวิชาชีพ ตนจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และนำความรู้ในวิชาชีพมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม จะเป็นแพทย์ที่ดีเพื่อชาวชนบท ขอบคุณคณาจารย์ที่อบรมสั่งสอนความรู้แก่ศิษย์ จนทำให้เราทั้งสองก้าวมาถึงความสำเร็จในการเข้าศึกษาในสถาบันอันทรงเกียรติแห่งนี้” เมลิสสา – วาเนสซา 2 นักศึกษาคู่แฝด ประสานเสียง

นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของนักศึกษาใหม่ ปีการศึกษา 2563 “กันเกรา ช่อที่ 33” เมลิสสา – วาเนสซา 2 นักศึกษาคู่แฝด ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจ ขยันอดทน หนึ่งในลูกกตัญญูที่ดูแลบุพการีผู้ให้กำเนิด เป็นแบบอย่างที่ดี และเป็นแรงบันดาลใจในการเรียน จนก้าวสู่ความสำเร็จเบื้องต้นของการเข้าศึกษา

และเป็นอีกหนึ่งสีสันน้องใหม่ ปี 2563 ซึ่งก่อนหน้านี้ ปีการศึกษา 2559 ก็มีนักศึกษาแพทย์คู่แฝด เล็ก-ใหญ่ นายวัชรพงษ์ และนายวัชรศักดิ์ เมืองหงษ์ ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษา ชั้นปีที่ 5 หลักสูตรแพทยศาสตร์ โครงการร่วมผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท วิทยาลัยแพทยศาสตร์และการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เช่นเดียวกัน

ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ
ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ
ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ
ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ
ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ
ทึ่ง 2 นักศึกษาคู่แฝด เรียนแพทย์ เก่ง 3 ภาษา  @ ม.อุบลฯ

คู่แฝด เล็ก-ใหญ่ นายวัชรพงษ์ และนายวัชรศักดิ์ เมืองหงษ์

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

26 มิถุนายน 2563 – 14:56 น.

มหาวิทยาลัยกรุงเทพสั่นสะเทือนวงการการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไทยอีกครั้งกับการออกแบบการเรียนการสอนที่ไม่เหมือนใคร สามารถตอบสนองการเรียนรู้ของนักศึกษาอย่างไร้ขีดจำกัด สอดรับกับทุกสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

อาจารย์เพชร โอสถานุเคราะห์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยกรุงเทพ เปิดเผยถึงการเรียนรู้วิถีใหม่ของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ BU Blended Learning ซึ่งเป็นทิศทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ใช้การผสมผสานวิธีเรียนออนไลน์-ออนไซต์ การลงมือปฏิบัติโครงงาน (Project-based Learning) และการจัดหมวดหมู่ความรู้ในแบบโมดูล (Module) ด้วยการผสมผสานรายวิชาต่างศาสตร์ต่างคณะให้นักศึกษาได้ออกแบบและวางแผนการเรียนรู้จาก passion ของตัวเอง  ช่วยส่งเสริมการปูทางสู่อาชีพในอนาคตภายใต้การโค้ชอย่างสร้างสรรค์ของคณาจารย์ จากมหาวิทยาลัย รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้จากประสบการณ์จริงของมืออาชีพในสายอาชีพนั้น ๆ อย่างเจาะลึก

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

อธิการบดี กล่าวว่า การเรียนรู้จากนี้ไปต้องมีความยืดหยุ่นสูง ไม่ยึดติดกับคณะที่สอบเข้ามา มหาวิทยาลัยกรุงเทพจึงออกแบบกลุ่มวิชาเป็นลักษณะโมดูล คือ ผสานกลุ่มความรู้จากรายวิชาของคณะต่าง ๆ มาสร้างเป็นชุดทักษะที่นักศึกษาต้องใช้ในโลกธุรกิจปัจจุบันและในอนาคต การเรียนรู้แบบนี้สร้างคุณลักษณะพิเศษให้นักศึกษามหาวิทยาลัยกรุงเทพเป็นคนที่กระตือรือร้นในการเรียนรู้อยู่เสมอ  กล้าเผชิญความท้าทายในสิ่งใหม่  เปลี่ยนความไม่รู้เป็นความรู้ที่จะต่อยอดให้เกิดทักษะการทำงานได้ต่อไปไม่สิ้นสุด และเปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนค้นพบสิ่งที่เป็นแรงผลักดันในตัวเอง ทำให้สามารถออกแบบวิธีเรียน และวางเส้นทางการเรียนไปจนถึงการทำงานได้ตามเป้าหมาย 

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

การเรียนรู้ในแบบมหาวิทยาลัยกรุงเทพยังได้สร้าง “ดีเอ็นเอ” พิเศษให้กับนักศึกษาทุกคนให้มีทักษะสำคัญ 3 เรื่องคือ ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) ความพร้อมใช้เทคโนโลยี (Technology) และความคิดแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่ไร้ขีดจำกัด เน้นการลงมือปฏิบัติอย่างจริงจังตั้งแต่เข้ามาเรียนปี 1 เปิดโอกาสให้นักศึกษาทุกคนมีเวทีปล่อยของ นำเสนอความคิดและผลงานได้ทุกรูปแบบ      

สัปดาห์งานปฐมนิเทศฉบับออนไลน์ครั้งนี้มีศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ มาร่วมแชร์ประสบการณ์ และชี้ให้เห็นว่ามหาวิทยาลัยกรุงเทพ “สร้างคน” ออกมาสู่ภาคธุรกิจอย่างมีคุณภาพได้อย่างไร  โดยศิษย์เก่าทั้งสามคน ประกอบด้วย  คุณจรีพร  จารุกรสกุล  ศิษย์เก่าปริญญาโท คณะบริหารธุรกิจ  ปัจจุบันเป็นประธานคณะกรรมการบริษัท และประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  คุณธนัช  จุวิวัฒน์  ศิษย์เก่าคณะนิเทศศาสตร์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท อิ๊กดราซิล เจ้าแห่งธุรกิจเกมส์และอนิเมชั่น   และคุณแอน  ทองประสม นักแสดงและผู้จัดละคร  พูดตรงกันว่า สิ่งที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพปลูกฝังมาตลอดระยะเวลาการเรียนรู้ไม่ว่าจะในระดับปริญญาตรีหรือปริญญาโท คือ การทำให้ทุกคนมีนิสัยพร้อมเรียนรู้ตลอดเวลา  พัฒนาตัวเองอยู่เสมอ ปรับตัวและเรียนรู้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด  

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

งานนี้ยังมีเซอร์ไพรส์ทะลุจอเมื่อศิษย์ปัจจุบัน  สาขาการตลาด วิทยาลัยนานาชาติ  ไบรท์ วชิรวิชญ์ ชีวอารี ดาราวัยรุ่นฮอตสุดจากซีรีส์ดังไกลข้ามโลกมาร่วมให้ข้อชี้แนะกับรุ่นน้องโดยบอกว่า สิ่งสำคัญคือการเตรียมตัวเองให้พร้อม แนะนำให้ทุกคนจัดสรรเวลาในแต่ละวันอย่างพอเหมาะเพื่อการเรียน  การพัฒนาตัวเอง  และพยายามมองหาความสนใจหรือเป้าหมายในชีวิตให้เจอ แล้วเรียนรู้ทักษะทุกอย่างที่จะใช้ไปให้ถึงเป้าหมายนั้น เป็นการเตรียมพร้อมตัวเองเพื่อรับโอกาสดีๆ ที่จะมีเข้ามาเสมอ  สาระดีจากงานครั้งนี้มีการตอบรับอย่างล้นหลามทั้งจากนักศึกษาใหม่มหาวิทยาลัยกรุงเทพและชาวโซเชียลจนทำให้เกิดแฮชแท็ก #BbrightvcxBUorientation ติดเทรนด์อันดับ 1 ทวิตเตอร์ประเทศไทย 

ฉีกกรอบการเรียนมหาวิทยาลัย เรียนแบบอนาคตสไตล์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

สำหรับภาคบ่าย มีสาระน่ารู้ให้ผู้ปกครองและนักศึกษาใหม่ได้ติดตาม ว่าด้วยเรื่องของการใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย นำทีมโดยพี่ๆ จากสโมสรนักศึกษา  มาร่วมแชร์ประสบการณ์ที่ทุกคนต้องเจอ  ต้องลองและต้องเลี่ยง  ถามตอบข้อข้องใจกันสดๆ   และปิดท้ายกับคอนเสิร์ตศิษย์ปัจจุบันชื่อดังจาก BNK48 ศิลปิน พร้อมด้วยวง Three man down  และ Taitosmith (ไททศมิตร) ศิลปินศิษย์เก่าม.กรุงเทพ  งานปฐมนิเทศสุดเจ๋งแบบนี้มีแฮชแทคติดเทรนด์ทวิตเตอร์ให้ชาวโซเชียลได้คุยกันต่อไปอีกหลายวัน  และรับชมงานย้อนหลังได้ที่ https://www.facebook.com/bangkokuniversity/videos/2695478430724976/ 

“ณัฏฐพล”ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ณัฏฐพล”ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม

คมชัดลึก

26 มิถุนายน 2563 – 14:00 น.

“ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รมว.ศึกษา ตรวจเยี่ยมความพร้อมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม 1 ก.ค. ย้ำให้ดำเนินการตามมาตรการสาธารณสุข​อย่างเคร่งครัด  

26 มิ.ย.2563​ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ​ รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​ศึกษาธิการ​ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย เขตคลองสามวา เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 ในวันที่ 1 กรกฎาคม​นี้

รมว.ศึกษาธิการ​ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ ได้เห็นความพร้อมของสถานศึกษา ผู้บริหาร และคณะครู ก่อนเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ทั้งในเรื่องของมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านสาธารณาสุข, การจัดการเรียนการสอนที่เน้นความยืดหยุ่น ให้โรงเรียนนำมาตรการต่าง ๆ ไปปรับใช้ตามบริบทของโรงเรียน ซึ่งเป็นอำนาจของผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูที่จะหารือแนวทางร่วมกัน, การปรับตัวของครูที่สามารถจัดการเรียนการสอนผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล และเชื่อมต่อกับนักเรียนได้มากขึ้น เป็นต้น ส่วนการผสมผสานระหว่างการเรียนที่โรงเรียนกับการเรียนออนไลน์ก็ต้องดูบริบทของโรงเรียน 

สิ่งที่น่าเป็นกังวล คือ การแบ่งเวลาเข้าเรียนของโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีนักเรียนจำนวนมาก ซึ่งสถานศึกษาต้องวางแผนการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ภายใต้ชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการศึกษาไทย ทั้งนี้ ขอเชิญชวนครูและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมมือร่วมใจกันจัดการเรียนการสอนในช่วงวิกฤต COVID-19​ และก้าวผ่านปัญหาอุปสรรคไปพร้อมกัน
สำหรับโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย เป็นโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษ มีนักเรียนกว่า 2,500 คน ผู้บริหารได้ประชุมหารือแนวทางการเตรียมความพร้อมก่อนเปิดเรียน เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19​ ด้วยการแบ่งนักเรียนเป็นกลุ่ม A และ B สลับกันมาเรียนที่โรงเรียนตามตารางที่โรงเรียนจัดให้ ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้เข้าชั้นเรียน ก็จัดการเรียนการสอนผ่านห้องเรียนออนไลน์ อีกทั้ง ได้วางมาตรการด้านสาธารณสุข​ เช่น ทำความสะอาดสถานที่ พร้อมจัดสถานที่แบบเว้นระยะห่าง, ตั้งคณะกรรมการป้องกันการแพร่ระบาดโรค COVID-19, วัดไข้นักเรียนก่อนเข้าโรงเรียน หากมีไข้จะให้นักเรียนกลับบ้าน, แจกหน้ากากอนามัยให้นักเรียนที่ไม่มีหน้ากากอนามัย, จัดตั้งจุดล้างมือด้วยเจลแอลกอฮอล์​สม่ำเสมอ และเว้นระยะห่างในทุกกิจกรรม เป็นต้น

"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม
"ณัฏฐพล"ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาก่อนเปิดเทอม

“กยศ.” แจงด่วน สาวแพร่ ร้องติดหนี้ 17,000 โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“กยศ.” แจงด่วน สาวแพร่ ร้องติดหนี้ 17,000 โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด

  "กยศ." แจงด่วน สาวแพร่ ร้องติดหนี้ 17,000 โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด

25 มิถุนายน 2563 – 16:01 น.

“กยศ.” แจงด่วน สาวแพร่ ร้องติดหนี้ 17,000 โดนยึดบ้าน 2 ล้าน ขายทอดตลาด ชี้ ไม่ชำระหนี้ ตามศาลสั่งตั้งแต่ปี2551

25 มิ.ย.63 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “จากกรณีที่มี พี่สาวของผู้กู้ยืมเงินกองทุน ได้ร้องเรียนผ่านสื่อว่าถูกสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแพร่ประกาศขายทอด ตลาดทรัพย์ โดยเป็นหนี้ กยศ. เพียง 17,000 กว่าบาท แต่กลับถูกบังคับคดียึดบ้านในราคา 2 ล้านกว่าบาท ไปขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ นั้น

กองทุนได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าผู้กู้ยืมถูกดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2551 และศาลได้มีคำพิพากษาให้ชำระหนี้เงินต้น จำนวน 17,868 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่ผู้กู้ยืมไม่ได้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา กองทุนจึงจำเป็นต้องดำเนินการสืบทรัพย์บังคับคดี จากการสืบทรัพย์พบทรัพย์สินของผู้กู้แต่ไม่สามารถยึดได้ เนื่องจากถูกเจ้าหนี้รายอื่นยึดไว้แล้ว กองทุนจึงจำเป็นต้องดำเนินการยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกันเมื่อปลายปี 2561 ซึ่งที่ดินดังกล่าวติดจำนองเจ้าหนี้รายอื่นอยู่ ต่อมาในช่วงต้นปี 2562 ผู้กู้ยืมได้ชำระหนี้เพียงบางส่วน และไม่ได้ติดต่อกองทุนเพื่อทำบันทึกข้อตกลงงดการขายทอดตลาดทรัพย์สินที่ถูกยึดไว้ 

ทั้งนี้ หากผู้กู้ยืมหรือ ผู้ค้ำประกันมาติดต่อก็สามารถของดการขายทรัพย์และผ่อนชำระหนี้ได้อีก 6 ปี ต่อมาสำนักงานบังคับคดีจังหวัดแพร่ได้ดำเนินการประกาศขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างโดยขายแบบติดจำนอง เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2563 และมีบุคคลภายนอกซื้อได้ในราคา 30,000 บาท โดยการขายครั้งนี้เป็นการขายครั้งที่ 11 ซึ่งในการขายทุกครั้งที่ผ่านมาไม่มีผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันมาดูแลการขาย

กองทุนขอชี้แจงว่า ก่อนที่จะมีการบังคับคดี กองทุนพยายามที่จะติดต่อกับผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันทั้งทางจดหมายและทางโทรศัพท์ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนการติดตามหนี้มาโดยตลอด จนในที่สุด กองทุนมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายโดยยึดทรัพย์ของผู้ค้ำประกันก่อนที่คดีจะขาดอายุความ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายเนื่องจากเงินกู้ยืมเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการช่วยเหลือลูกหนี้รายนี้ กองทุนก็ได้ประสานงานกับผู้ซื้อทรัพย์เพื่อให้ความช่วยเหลือ ซึ่งในเบื้องต้นผู้ซื้อทรัพย์ยินดีขายทรัพย์คืนให้แก่ผู้ค้ำประกันในราคาซื้อ

ทั้งนี้ กองทุนขอฝากถึงผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกันที่ถูกบังคับคดี ขอให้มาติดต่อที่กองทุน เพื่อจะได้โอกาสในการผ่อนชำระได้อีกไม่เกิน 6 ปี และขอฝากเรื่องการค้ำประกันการกู้ยืมใดๆ ขอให้ผู้ค้ำประกันตระหนักว่า จะเป็นภาระผูกพันทางกฎหมาย โดยขอให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้เป็นปกติเพื่อไม่ให้ถูกฟ้องร้อง จนเดือดร้อนถึงผู้ค้ำประกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบิดามารดาและญาติๆ และกองทุนขอให้ผู้กู้ยืมรุ่นพี่ทุกท่านตระหนักถึงการชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าวในที่สุด

วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล

วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล

25 มิถุนายน 2563 – 11:05 น.

ผลงานนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ ม.มหิดล วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่วไหล ระบุมีทั้ง “ผักบุ้งทะเล-หญ้าไหวทาม” ทำหน้าที่ “ยามชายฝั่ง” สามารถเฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเลได้ดี

การเกิดน้ำมันรั่วไหลในท้องทะเล ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่ง รวมถึงทัศนียภาพของแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ม.มหิดล ชี้รังสี UV ฆ่าเชื้อไวรัส Covid-19 ได้ หากใช้ถูกวิธี

ซึ่งสาเหตุของการรั่วไหลเกิดขึ้นได้ทั้งตามธรรมชาติ และเกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยคราบน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำจะทำให้ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลง ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศบริเวณนั้น รวมถึงอัตราการสังเคราะห์แสงของพืชที่ขึ้นเจริญเติบโตอยู่ในน้ำทะเล

รองศาสตราจารย์ ดร.ปวีณา ไตรเพิ่ม ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส Covid-19 ที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดทั้งวิกฤติ และโอกาส โดยช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่ต้องอยู่บ้าน เพื่อรักษาระยะห่างป้องกันการติดเชื้อ (Social Distancing) กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เหล่าสิ่งมีชีวิตรวมถึงพืชพรรณต่างๆ ในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะได้ว่างเว้นจากการถูกทำลายโดยมนุษย์

ที่ผ่านมา ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลบอบช้ำจากการรั่วไหลของน้ำมันที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ โดยสาเหตุหลัก ได้แก่ จากการขุดเจาะ ขนส่ง และลักลอบปล่อยน้ำมันลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่ง คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ภาควิชาพฤกษศาสตร์ ได้สนับสนุนให้นักศึกษาระดับปริญญาโทศึกษาวิจัยและประเมินความสามารถของพืชในการเป็น Bioindicator เพื่อตรวจจับน้ำมัน โดยเปรียบเทียบระหว่าง “ผักบุ้งทะเล” ซึ่งเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ และ “หญ้าไหวทาม” ซึ่งเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว โดยคาดว่าผลจากการศึกษาพืชเหล่านี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการตรวจจับการปนเปื้อนของน้ำมันในธรรมชาติได้

นางสาวญาณิศา โอฬารานนท์ นักศึกษาหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาการพืช (หลักสูตรนานาชาติ) คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมี รองศาสตราจารย์ ดร.ปวีณา ไตรเพิ่ม เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดล ให้ศึกษาวิจัย เรื่อง “ผลกระทบของน้ำมันดิบต่อพืชชายฝั่งทะเล” กล่าวเสริมว่า พืชเป็นตัวแปรหนึ่งที่สำคัญต่อระบบนิเวศ โดยพืชชายฝั่งทะเลเปรียบเสมือน “ยามชายฝั่ง” ที่อาจตรวจจับการรั่วไหลของน้ำมัน และส่งสัญญาณให้เรารับรู้ได้แม้ว่ามีการปนเปื้อนเพียงเล็กน้อย

จากการศึกษาโครงสร้างภายในของพืชเปรียบเทียบกันระหว่างพืชที่ได้รับน้ำมันดิบ และไม่ได้รับน้ำมันดิบ พบว่า “หญ้าไหวทาม” มีคุณสมบัติในการเป็น Bioindicator ตรวจจับน้ำมันดิบได้ เนื่องจากมีความสามารถในการปรับตัวเมื่อได้รับน้ำมันดิบในความเข้มข้นเพียงร้อยละ 1 โดยมีการปรับเปลี่ยนลักษณะเพื่อให้สามารถอยู่รอดได้นานถึง 120 วัน ในขณะที่ “ผักบุ้งทะเล” มีความสามารถในการปรับตัวที่น้อยกว่าและไม่สามารถทนต่อน้ำมันดิบได้

จากผลการวิจัยนี้สามารถนำไปถ่ายทอดเป็นความรู้ให้กับคนทั่วไปเพื่อประยุกต์ใช้ “หญ้าไหวทาม” เป็นเครื่องมืออย่างง่ายและราคาถูกสำหรับตรวจจับการปนเปื้อนของน้ำมันดิบในเขตชุมชนนั้นๆ และใช้ “ผักบุ้งทะเล” เป็นกรณีศึกษาเพื่อปลูกจิตสำนึกและสร้างความตระหนักในการอนุรักษ์ระบบนิเวศทางทะเล เนื่องจากพืชหลายชนิดอาจไม่สามารถทนทานต่อการปนเปื้อนได้เช่นเดียวกับผักบุ้งทะเล

นางสาวญาณิศา โอฬารานนท์ จะร่วมเสนอผลงานแบบปากเปล่า (Oral Presentation) ในกลุ่มวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ระดับปริญญาโท เพื่อเข้าชิงรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น จัดโดย บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563 ระหว่างเวลา 09.00 – 11.00 น. ผ่าน Zoom ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียด และลงทะเบียนเพื่อเข้าฟังแบบออนไลน์ได้ที่ https://www.facebook.com/grad.mahidol สอบถาม email : veerachat.pan@mahidol.ac.th

วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล
วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล
วิจัยพืชชายฝั่งตรวจจับน้ำมันรั่ว เฝ้าระวังระบบนิเวศทางทะเล

“มหิดล” วิจัยเรียนภาษา ผ่านละครพื้นบ้านโคราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“มหิดล” วิจัยเรียนภาษา ผ่านละครพื้นบ้านโคราช

"มหิดล" วิจัยเรียนภาษา  ผ่านละครพื้นบ้านโคราช

24 มิถุนายน 2563 – 17:20 น.

นักศึกษา ป.โท สถาบันวิจัยภาษาฯ ม.มหิดล วิจัยส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างสรรค์การเรียนภาษาอังกฤษผ่านละครพื้นบ้านโคราช “ท้าวปาจิตกับนางอรพิม” ได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus และเสนอผลงานในระดับนานาชาติ

เมื่อเร็วๆ นี้ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดกรองรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่น เพื่อนำเสนอผลงานแบบปากเปล่า (Oral Presentation) โดยผลงานวิทยานิพนธ์ เรื่อง “การใช้ละครพื้นบ้านอีสานเพื่อลดความกังวลในชั้นเรียนภาษาอังกฤษของผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา” ของ นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรมเพื่อการสื่อสารและการพัฒนา สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผลงานที่เคยได้รับการตีพิมพ์ในฐานข้อมูล Scopus และเสนอผลงานในระดับนานาชาติ จะร่วมเสนอผลงานผ่านระบบออนไลน์ ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 นี้

รองศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท น้อมเนียน รองผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กรและบริการวิชาการ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาหลักว่า ในทุกครั้งที่เรามีการสื่อสาร จะสะท้อนอัตลักษณ์ของตัวผู้พูดผ่านภาษาที่มีวัฒนธรรมแฝงอยู่ เพื่อบ่งบอกว่าเราเป็นใครมาจากไหน

เนื่องจากสังคมปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีการทำวิจัยเพื่อให้เราสามารถใช้วิธีการสื่อสารหลากหลายมากขึ้น ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญของ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เน้นการศึกษาและวิจัยภาษาควบคู่กับวัฒนธรรม ซึ่งเป็นไปอย่างกระจกสะท้อนซึ่งกันและกัน โดยการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ผู้ใช้ภาษา

สามารถเข้าใจวัฒนธรรม แล้วก็สามารถที่จะสื่อสารถึงผู้อื่นได้ ตลอดจนมีความเข้าใจถึงเบื้องหลังทางสังคมวัฒนธรรมที่อยู่ภายใต้ตัวภาษาได้ในขณะเดียวกัน

“แสงไฟที่ปลายอุโมงค์” ในภาวะวิกฤติ คือ การมีทุนทางสังคมที่ดี ประเทศไทยเรามีทุนทางวัฒนธรรมที่ดีที่จำเป็นต้องร่วมด้วยช่วยกันส่งเสริมในช่วงชีวิตปกติวิถีใหม่ (New Normal)

โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท น้อมเนียน ได้กล่าวถึงผลงานวิทยานิพนธ์ของ นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ ว่าเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของสถาบันฯ ที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยมหิดลสู่ 1 ใน 100 มหาวิทยาลัยโลก โดยถือเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านการสร้างสรรค์ละครพื้นบ้านในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ผลงานของ นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยด้านการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งอยู่ในฐานข้อมูล Scopus ที่สามารถอ้างอิงได้ในระดับโลก

นอกจากนี้ นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ ยังเป็นนักศึกษาต่างชาติเพียงคนเดียวในประเทศสาธารณรัฐโครเอเชีย ที่ได้รับคัดเลือกให้ไปร่วมเสนอผลงาน The 3rd International Art and Science Symposium ที่จัดโดย Faculty of Teacher Education, University of Zagreb เมื่อวันที่ 29 – 31 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา

นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ เล่าว่า ตนเป็นคนโคราชที่มีความตั้งใจจะริเริ่มสร้างสรรค์วัฒนธรรมของบ้านเกิดตัวเอง จึงได้ทดลองนำละครพื้นบ้านของโคราชมาจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 5 ของโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา จากการศึกษาพบว่ามีงานวิจัยที่ได้รับรองจากองค์การยูเนสโก จากตำนานเก่าแก่ของโคราช เรื่อง “ท้าวปาจิตกับนางอรพิม” ที่พิสูจน์แล้วว่ามีการเชื่อมโยงถึงพื้นที่ที่มีอยู่จริง จากเส้นทางในจังหวัดนครราชสีมา ถึง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) และประเทศกัมพูชา ตนจึงได้เลือกนำตำนานดังกล่าวมาจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนภาษาอังกฤษ

โดยใช้ระยะในการจัดการเรียนการสอน 1 ภาคเรียน ที่ให้ผู้เรียนทุกคนในชั้นเรียนได้มีส่วนร่วม 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยมีการทำบันทึกกิจกรรมในการเข้าร่วมผู้เรียน และบันทึกการจัดการเรียนการสอนของผู้สอน และมีการวัดและประเมินผล โดยใช้เทคนิคและศาสตร์การสอนจาก Drama Education ที่เป็นการการดึงตัวตนของผู้เรียนออกมาผ่านกิจกรรมการเรียนการสอน และการแสดงละคร ในบริบทพื้นบ้านอีสาน พบว่าผู้เรียนมีความกังวลในการพูดภาษาอังกฤษลดน้อยลง และมีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น ทั้งยังได้รับความทางด้านประวัติศาสตร์ ตำนานในท้องถิ่น และเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษจากการสร้างสรรค์บทละครอีกด้วย

นอกจากนี้ ในละครพื้นบ้าน “ท้าวปาจิตกับนางอรพิม” ยังบอกที่มาที่ไปของชื่อแต่ละอำเภอไว้ด้วย อย่างเช่น อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ทำไมถึงชื่อนี้ เพราะในตำนานกล่าวไว้ว่า ท้าวปาจิตได้โยนสินสอดทองหมั้นลงไปในลำน้ำ เนื่องจากโกรธจัดที่ท้าวพรหมทัตชิงตัวนางอรพิมไป

หลังจากนั้นจึงเรียกพื้นที่ตรงนั้นกันว่า “ลำปลายมาศ” และกลายเป็นชื่ออำเภอในปัจจุบัน ชื่อของอำเภอพิมาย ก็มาจากคำพูดของนางอรพิมที่ว่า “พี่มา..พี่มาแล้ว” ซึ่งงานวิจัยนี้ต่อมาได้รับการต่อยอดเผยแพร่เพื่อเป็นแนวทางในการใช้ปรับรูปแบบการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในเชิงสร้างสรรค์ทาง E-learning และโซเชียลมีเดียต่างๆ อีกด้วย

นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่ จะร่วมเสนอผลงานแบบปากเปล่า (Oral Presentation) ในกลุ่มมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ และศิลปศาสตร์ ระดับปริญญาโท ในวันอังคารที่ 14 กรกฎาคม 2563 ระหว่างเวลา 15.00 – 16.30 น. ผ่าน Zoom ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียด และลงทะเบียนเพื่อเข้าฟังแบบออนไลน์ได้ที่ https://www.facebook.com/grad.mahidol สอบถาม email : veerachat.pan@mahidol.ac.th

"มหิดล" วิจัยเรียนภาษา  ผ่านละครพื้นบ้านโคราช

รองศาสตราจารย์ ดร.สิงหนาท น้อมเนียน

"มหิดล" วิจัยเรียนภาษา  ผ่านละครพื้นบ้านโคราช

นางสาวพัชราภรณ์ อินภู่

"มหิดล" วิจัยเรียนภาษา  ผ่านละครพื้นบ้านโคราช