SootinClaimon.Com

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย2 [SartKasetDinPui2] : รวบรวม ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

SootinClaimon.Com

“ส.ส.พลภูมิ”​ วอนผู้ว่าฯกทม.เพิ่มทุนการศึกษานักเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

“ส.ส.พลภูมิ”​ วอนผู้ว่าฯกทม.เพิ่มทุนการศึกษานักเรียน

ไลฟ์สไตล์

"ส.ส.พลภูมิ"​ วอนผู้ว่าฯกทม.เพิ่มทุนการศึกษานักเรียน

9 มิถุนายน 2563 – 13:55 น.

“ส.ส.พลภูมิ”​ วอนผู้ว่าฯกทม.เพิ่มทุนการศึกษานักเรียน ทุนละ​ ​600​ บาทเมื่อ 20ปีที่แล้ว เป็น​ 1,000​ บาท​ ชี้ข้าวของแพง ค่าครองชีพสูง

วันที่ 9 มิถุนายน 2563 นายพลภูมิ​ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม.เขตบึงกุ่ม-คันนายาว พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นทุนส่งเสริมการศึกษานักเรียนสังกัด​กรุงเทพมหานคร ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่​ 2-6​(ทุนต่อเนื่อง)​ สำหรับนักเรียนที่ยากจนแต่มีผลการเรียนดี​ ว่า ยังคงอนุมัติจ่ายที่ฐานเดิมเมื่อกว่า 20 ปีมาแล้ว คือ​ ทุนละ​ 600​ บาท​ ซึ่งขัดแย้งกับค่าครองชีพ​และราคาสินค้าในปัจจุบันที่แพงขึ้นมาก​

โดยเฉพาะปัจจุบัน ผู้ปกครองต่างได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 เศรษฐกิจทรุด​ ทำมาหากินยากลำบาก​ จึงขอเรียกร้องไปยัง พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ช่วยเพิ่มงบประมาณทุนการศึกษาให้นักเรียนในสังกัด กทม.​ เป็น ทุนละ 1,000 บาท เพื่อเป็นการช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง​ ในยุคที่​ กทม.​ ค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆของอาเซียน

“การส่งเสริมการศึกษา คือเรื่องหลักในการพัฒนาเมืองที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ​ เป็นเรื่องน่าชื่นชมที่​ กทม.​เล็งเห็นเรื่องนี้​ แต่ควรจัดสรรงบประมาณให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวะการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน​ โดยเฉพาะตอนนี้​ ผลกระทบจากโควิด-19 ควรได้รับการเยียวยาจากหลากหลายหน่วยงาน​ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน” นายพลภูมิกล่าว

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ขอนายกฯ-ครูตั้น ลดหนี้ช.พ.ค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/433188?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_edu-health

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ขอนายกฯ-ครูตั้น ลดหนี้ช.พ.ค.

ไลฟ์สไตล์

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ขอนายกฯ-ครูตั้น ลดหนี้ช.พ.ค.

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ขอ “นายกฯ-ครูตั้น” ลดหนี้ช.พ.ค.ช่วยครู เผย หากจะช่วยครูได้จริงๆ ต้องลดดอกเบี้ยเหลือ50%

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์

๘ มิถุนายน ๒๕๖๓

เรื่อง ขอสนับสนุนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับการเงินของครู

ตามที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เปิดเผยสาระสำคัญว่าจะมีโครงการลดดอกเบี้ยฯ ให้แก่ครูหรือไม่นั้น ซึ่งอยู่ในช่วงการคุยรายละเอียดกับธนาคารออมสินและสถาบันการเงินอื่นๆ ตามลิงค์ข่าว https://www.dailynews.co.th/education/778621 นั้น

ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ เคยได้เสนอเรื่องนี้ไปที่ท่านนายกรัฐมนตรีจำนวน ๒ ครั้ง รวมทั้งเสนอไปที่ สกสค.และธนาคารออมสิน อีกทั้งเรื่องที่เสนอไปได้นำเรียนไปที่กระทรวงศึกษาธิการ

ข้าพเจ้าจึงมีความประสงค์จะให้มีการยึดหลักการตามที่ได้เสนอไป ซึ่งจะสามารถบรรลุผลได้เช่นใดนั้น เป็นไปตามเหตุปัจจัย จึงขอสนับสนุนและให้กำลังใจท่านในแนวทางการลดดอกเบี้ยลง ในส่วนการยืดระยะเวลาชำระหนี้ เพื่อเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินนั้น อยากให้ท่านพิจารณาโดยยึดหลักสภาพของความเดือดร้อน เพราะถ้าหากนำส่งงวดชำระได้ยาวขึ้น แม้จะมีสภาพคล่องก็จริงแต่จะต้องชำระดอกเบี้ยยาวนานกว่าเดิม ในหลักการของการยืดชำระหนี้นั้น ควรจะให้โอกาสเฉพาะผู้เดือดร้อนมากจริง ๆ ซึ่งคงต้องเตรียมข้อมูลในการกำหนดเกณฑ์ผู้เดือดร้อน เช่น หนี้วิกฤต กำลังจะถูกฟ้อง มีหนี้นอกระบบร่วมด้วย ฯ แต่ในส่วนผู้ที่สามารถชำระหนี้ได้ตามงวดปกติ จักให้เกิดประโยชน์ได้จริง จึงต้องคงระยะเวลาชำระหนี้ แต่ลดดอกเบี้ยลงครึ่งหนึ่ง

จึงแถลงการณ์มาเพื่อสนับสนุนและให้กำลังใจท่านในการดำเนินการดังกล่าว

ไกรทอง กล้าแข็ง

ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์

นายไกรทอง กล้าแข็ง ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ เปิดเผย คมชัดลึกออนไลน์ว่า  ทางชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ กว่าพันชีวิตสนับสนุนแนวคิดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะหารือกับธนาคารออมสินในการลดดอกเบี้ยหนี้โครงการช.พ.ค.ของครู เน้นครูที่เดือดร้อนหนัก บ้านหรือทรัพย์สินใกล้จะถูกธนาคารยึดเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับครูที่เป็นหนี้ช.พ.ค.

 ประธานชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์  เผยอีกว่า  จากการสำรวจของชมรมครูภูธรแห่งประเทศไทยที่มีสมาชิกว่า100,000 รายร่วมกับชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ พบว่าครูส่วนมากที่เป็นหนี้โครงการช.พ.ค.ต่างเดือดร้อนกับการผ่อนดอกเบี้ยสูงแต่เงินต้นไม่ยอมลด หากรมว.ศึกษาธิการช่วยเจรจากับธนาคารออมสินเจ้าหนี้รายใหญ่ของครู อยากให้ลดหนี้แทนการขยายเวลาในการผ่อนชำระ เพราะการขยายเวลาผ่อนชำระครูก็เป็นหนี้เหมือนเดิม

“หากนายกฯและรมว.ศึกษาฯ จะช่วยครูจริงๆ ควรจะลดดอกเบี้ยลงร้อยละ50 พราะปัจจุบันพบครูเป็นหนี้กว่า 4 แสนราย มีทั้งเป็นหนี้แบบวิกฤติและบ้านใกล้ถูกยึด ไร้ที่อยู่อาศัย แม้มีมีเงินกองทุนบำเหน็จบำนาญช่วยแต่ไม่ครอบคลุมทั้งหมด เพราะส่วนหนึ่งที่ครูเป็นหนี้โครงการช.พ.ค. เพราะค้ำประกันให้กับเพื่อนครู” นายไกรทอง กล่าวในที่สุด

แถลงการณ์ชมรมครูสังกัดกรุงเทพมหานครออนไลน์ขอนายกฯ-ครูตั้น ลดหนี้ช.พ.ค.

ทิ้งนี้ การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนสมาชิกครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือกิจการ ช.พ.ค. ดำเนินไปด้วยความเจริญก้าวหน้า กระแสความนิยม เพิ่มมากขึ้นในความนิยมเชื่อมั่นและศรัทธา วิเคราะห์ได้จากจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นทวีคูณ จนถึงปี 2558 ช.พ.ค. ดำเนินงานมาเป็นเวลา 64 ปี มีสมาชิกทั้งสิ้นกว่า 990,000 คน นับเป็นฌาปนกิจที่มีจำนวนสมาชิกมากที่สุดในประเทศไทย

รร.กทม.ใช้ 2 รูปแบบรับเปิดภาคเรียนที่1/2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/433192?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_edu-health

รร.กทม.ใช้ 2 รูปแบบรับเปิดภาคเรียนที่1/2563

ไลฟ์สไตล์

รร.กทม.ใช้ 2 รูปแบบรับเปิดภาคเรียนที่1/2563

รร.กทม.เตรียมเลือกแผนการสอน 2 รูปแบบรับเปิดภาคเรียนที่1/2563 ระบุ มีทั้งมาเรียนทุกวัน และสลับวันเรียนให้เหมาะตามขนาดจำนวน นร.และพื้นที่ เผย1ห้องเรียนมีนักเรียน 20 คน ให้มีการรักษาระยะห่างทางสังคมทั้งเวลาเรียน ช่วงเวลาพัก และการรับประทานอาหาร

วันที่ 8 มิ.ย.2563 ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 13/2563 ซึ่งมี พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม ว่า ในที่ประชุมวันนี้ สำนักการศึกษา ได้รายงานการเตรียมความพร้อมแนวทางการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ซึ่งจะเปิดภาคเรียนในวันที่ 1 ก.ค. 2563

โดยโรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานคร (รร.กทม.) แบ่งตามจำนวนนักเรียนได้ 3 ขนาด ได้แก่ 1.โรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนไม่เกิน 400 คน 2.โรงเรียนขนาดกลาง มีนักเรียน 401-800 คน และ 3.โรงเรียนขนาดใหญ่ มีนักเรียน 801-1500 คน

สำนักการศึกษาได้จัดเตรียมแนวทางการจัดการเรียนการสอน 2 รูปแบบ ดังนี้ โรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีนักเรียนไม่เกิน 400 คน มีทั้งหมด 204 โรงเรียน จะจัดให้มีการจัดการเรียนการสอนตามปกติ โดยให้นักเรียนมาโรงเรียนทุกวัน และเรียนตามตารางเรียนในชั่วโมงหรือคาบเรียนปกติ ใน 1 ห้องเรียน มีจำนวนนักเรียน 20 คนโดยประมาณ และให้มีการรักษาระยะห่างทางสังคมทั้งเวลาเรียน ช่วงเวลาพัก และการรับประทานอาหาร

สำหรับโรงเรียนขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีทั้งหมด 233 โรงเรียน จะจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ดังนี้ รูปแบบที่ 1 แบบสลับวันเรียนทั้งหมด ใช้กับโรงเรียนขนาดกลางที่มีนักเรียนตั้งแต่ 401-800 คน เช่น ระดับก่อนประถมศึกษา (อนุบาล) ระดับประถมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น มาเรียนวันอังคาร วันพฤหัส ส่วนระดับประถมศึกษาตอนปลาย และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย มาเรียนวันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์

โดยในช่วงที่นักเรียนไม่ได้มาเรียนในวันปกติจะใช้วิธีการเรียนรู้ทาง Online และ On Air เข้ามาทดแทนการเรียนในห้องเรียน โดยให้ครูเข้ามาควบคุมดูแลในการจัดการเรียนรู้ และมอบแบบฝึกหัด การบ้าน ใบงานหรือกิจกรรมให้ไปทำที่บ้าน และให้นับเวลาการเรียนช่องทางดังกล่าวชดเชยการเรียนในช่วงเวลาปกติได้ด้วย

ส่วนรูปแบบที่ 2 แบบมาเรียนปกติ ร่วมกับสลับวันเรียนทั้งหมด ใช้กับโรงเรียนขนาดใหญ่ นักเรียน 801-1,500 คน และโรงเรียนขนาดใหญ่มาก ที่มีนักเรียนมากกว่า 1,500 คน คือ ระดับอนุบาล และระดับประถมศึกษาตอนต้น ให้มีการจัดการเรียนการสอนตามปกติ

สำหรับระดับประถมศึกษาตอนปลาย และระดับมัธยมศึกษาให้สลับวันมาเรียน ทั้งนี้ให้สถานศึกษาพิจารณาการจัดการเรียนการสอนตามความเหมาะสม โดยตั้งแต่วันที่ 1-20 มิ.ย. 2563 สำนักการศึกษาจะได้ตรวจความพร้อมของโรงเรียนที่จะจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานอีกครั้ง

ในส่วนของการวัดและประเมินผลระดับปฐมวัย จะใช้วิธีการสังเกตพฤติกรรม การพูดคุย การซักถาม การตรวจสอบชิ้นงาน โดยครูจะประสานของความร่วมมือผู้ปกครองในการร่วมประเมินพัฒนาการด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง

ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ใช้การประเมินหลายรูปแบบร่วมกัน อาทิ การเข้าชั้นเรียน การสังเกตพฤติกรรม การประเมินผลงาน การสัมภาษณ์ พูดคุย ซักถาม การทำแบบทดสอบออนไลน์ การทดสอบด้วยข้อสอบแบบเขียนตอบหรือความเรียงแบบออนไลน์ เป็นต้น

นอกจากนี้ สำนักการศึกษา ได้เตรียมความพร้อมและมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดอื่นๆ ได้แก่ มาตรการดูแลระหว่างการเดินทางมาโรงเรียน กรณีเดินทางด้วยรถตู้โดยสาร ให้คนขับรถสวมใส่หน้ากากอนามัยและทำความสะอาดเบาะที่นั่งก่อนรับ-ส่งนักเรียนทุกครั้ง หรือหากผู้ปกครอง มาส่งนักเรียนที่โรงเรียน ต้องมีการจัดพื้นที่สำหรับผู้ปกครองบริเวณหน้าโรงเรียนและมีการคัดกรองอุณหภูมิทุกครั้ง

มาตรการสำหรับกิจกรรมหน้าเสาธง กรณีโรงเรียนขนาดเล็กและมีพื้นที่ สามารถให้นักเรียนร่วมกิจกรรมได้ปกติภายใต้มาตรการเว้นระยะห่าง กรณีมีพื้นที่จำกัด ให้นักเรียนเข้าแถวที่โต๊ะในห้องเรียน หรือเข้าแถวหน้าห้องเรียน

มาตรการในห้องเรียน ให้มีการจัดโต๊ะเรียนจำนวนไม่เกิน 20 ตัว โดยแต่ละตัวเว้นระยะห่าง 1.5 เมตร ให้ทำความสะอาดห้องเรียน โต๊ะ เก้าอี้ ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ทั้งก่อนเรียน พักกลางวันและหลังเลิกเรียน

สำหรับการนอนของนักเรียนปฐมวัย ให้งดการใช้เครื่องปรับอากาศ อาจใช้พัดลมแทน มาตรการสำหรับการรับประทานอาหาร ให้โรงเรียนพิจารณาจัดที่รับประทานอาหารทั้งในห้องเรียนและโรงอาหาร และเหลื่อมเวลาตามบริบทและความพร้อมของโรงเรียน โดยในโรงอาหารต้องมีฉากพลาสติกใสกั้น และเว้นระยะนักเรียน แม่ครัว พนักงาน ต้องใส่หน้ากากอนามัยและถุงมือ

สำหรับการจัดการเรียนการสอนของเด็กพิเศษ(เรียนร่วม) ให้จัดการเรียนการสอนแบบปกติ นักเรียนสามารถมาเรียนได้ทุกวัน โดยมีการเว้นระยะห่าง และกำหนดสัดส่วนครู 1 คน ต่อนักเรียน 6 คน ต่อ 1 ห้องเรียน

โฆษกกรุงเทพมหานคร กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักการศึกษา ประสานโรงเรียนที่มีชื่อเสียง และมีมาตรฐานการจัดการเรียนการสอน ร่วมผลิตสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ อาทิ โรงเรียนนานาชาติ และโรงเรียนรัฐอันดับต้นๆ ของประเทศ เพื่อให้เด็กนักเรียนของกรุงเทพมหานครได้เรียนออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้เร่งประชาสัมพันธ์ให้ครูและผู้ปกครองได้รับทราบและเข้าใจในแนวทางของกรุงเทพมหานครก่อนเปิดภาคเรียนงดจัดกิจกรรม ณ บ้านพักคนชราบางแค 2 ป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19

ในที่ประชุมสำนักพัฒนาสังคม ได้รายงานการดำเนินการของสถานสงเคราะห์คนชราบ้านบางแค 2 ในความดูแลของกรุงเทพมหานคร ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยปัจจุบันมีผู้สูงอายุในความดูแล 132 คน สำนักพัฒนาสังคมได้กำหนดมาตรการควบคุม ดูแล ดังนี้

มาตรการด้านสถานที่ จัดให้มีทางเข้า-ออกทางเดียว และกำหนดจุดคัดกรอง มาตรการสำหรับดูแลผู้สูงอายุ มีการให้ความรู้ในการป้องกันโรค การงดเดินทางเข้า-ออก การแจกหน้ากากอนามัย การตรวจวัดไข้ทุกวัน กรณีที่มีโรคประจำตัวต้องรับยาต่อเนื่อง ให้เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลประสานงานเพื่อรับยาแทน

มาตรการสำหรับบุคลากรผู้ดูแล ดูแลสุขภาพก่อนเข้าปฏิบัติงาน ทำความสะอาดร่างกาย ตรวจวัดไข้ ล้างมือ ด้วยเจลแอลกอฮอล์ และใส่หน้ากากอนามัย ให้งดการเข้าร่วมประชุมหรือกิจกรรมในพื้นที่เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด และไม่อนุญาตให้เดินทางไปต่างจังหวัด

มาตรการสำหรับผู้มาติดต่อ งดเยี่ยมผู้สูงอายุและการจัดกิจกรรมจากหน่วยงานหรือบุคคลภายนอก ไม่อนุญาตให้บริการขนส่งเอกชนเข้ามาภายในบริเวณสถานสงเคราะห์ กรณีพบผู้สูงอายุมีอาการเข้าข่ายสงสัย จะแยกผู้สูงอายุที่มีอาการ ณ ห้องคัดแยกที่จัดเตรียมไว้ และพบแพทย์ทันที

ม.รามคำแหง รับสมัครนักศึกษาใหม่ออนไลน์ บัดนี้- 2 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/433144?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_edu-health

ม.รามคำแหง รับสมัครนักศึกษาใหม่ออนไลน์ บัดนี้- 2 สิงหาคม 2563

ไลฟ์สไตล์

ม.รามคำแหง รับสมัครนักศึกษาใหม่ออนไลน์ บัดนี้- 2 สิงหาคม 2563

รักษาราชการแทนอธิการบดีม.รามคำแหง เผย ม.ร. ขยายรับสมัครนักศึกษาใหม่ออนไลน์ บัดนี้- 2 สิงหาคม 2563

ตามที่ มหาวิทยาลัยรามคำแหง หรือม.ร.ได้กำหนดการรับสมัครนักศึกษาใหม่ ภาค 1 ปีการศึกษา 2563 ทางอินเทอร์เน็ต ตั้งแต่บัดนี้ – 29 มิถุนายน 2563 และรับสมัครที่ ม.ร. (หัวหมาก) และสาขาวิทยบริการฯ ส่วนภูมิภาค 23 จังหวัด วันที่ 5 – 8 และ 26 – 29 มิถุนายน 2563 นั้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.บุญชาล ทองประยูร ผู้อำนวยการสถาบันการศึกษานานาชาติ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง เปิดเผยว่า เนื่องจากยังมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มหาวิทยาลัยจึงได้ปรับเปลี่ยนกำหนดการรับสมัครนักศึกษาใหม่บางส่วน เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

โดยขยายการรับสมัครนักศึกษาใหม่ผ่านระบบออนไลน์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 23 จังหวัด ไปถึงวันที่ 2 สิงหาคม 2563 และงดการรับสมัครด้วยตนเองที่ม.ร. (หัวหมาก) และสาขาวิทยบริการฯ 23 จังหวัด ตามที่กำหนดไว้เดิมในวันที่ 5 – 8 และ 26 – 29 มิถุนายน 2563

ทั้งนี้ ผู้สมัครที่จะใช้สิทธิ์เทียบโอนหน่วยกิตทุกประเภท สามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน – 2 สิงหาคม 2563

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยรามคำแหงยังปรับลดค่าหน่วยกิตลง 40% สำหรับผู้สมัครนักศึกษาใหม่ ภาค 1/2563 ในหลักสูตรภาคปกติ เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

 ผู้สนใจสมัครนักศึกษาใหม่ สามารถดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.iregis2.ru.ac.th และติดตามรายละเอียดได้จาก www.ru.ac.th  Facebook : PR Ramkhamhaeng University หรือโทร. 02-3108614-15 , 02-3108623-24

ครบทดลองวัคซีนโควิด-19ในลิง ลุ้นภูมิคุ้มกันขึ้นหรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/433097?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_edu-health

ครบทดลองวัคซีนโควิด-19ในลิง ลุ้นภูมิคุ้มกันขึ้นหรือไม่

ครบทดลองวัคซีนโควิด-19ในลิง ลุ้นภูมิคุ้มกันขึ้นหรือไม่

7มิ.ย.นี้ ครบทดลองวัคซีนโควิด-19 ในลิง ลุ้นภูมิคุ้มกันขึ้นหรือไม่ คาดต้องรออีก 1 เดือนจากนั้นคอ่ยดำเนินการขั้นตอนต่อไป

ศ.นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยวัคซีน โควิด-19 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เผยถึงความคืบหน้าในการพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ว่า ทางศูนย์ฯ ได้เลือกใช้เทคโนโลยี mRNA ในการพัฒนาวัคซีน ซึ่งจากการทดลองในหนูพบว่าสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ผลเป็นอย่างดี

และล่าสุดได้เริ่มมีการทดลองวัคซีนในลิง ซึ่งคาดว่าปลายเดือนมิถุนายน น่าจะทราบผลเบื้องต้น ถือว่าเป็นการพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19 ที่ก้าวหน้าที่สุดในไทย

ศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มุ่งมั่นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวัคซีน และยาแก่สังคมไทยมายาวนาน ด้วยความเชื่อมั่นว่า ‘ประเทศไทยไม่ควรรอซื้ออย่างเดียว แต่ควรเป็น ผู้ร่วมสร้างด้วย’ ครั้งนี้นับเป็นความสำเร็จอีกขั้นที่สามารถพัฒนาวัคซีนป้องกัน COVID-19 จนถึงขั้นทดลองฉีดในลิงได้เป็นแห่งแรกในไทย

“ทั้งนี้เทคโนโลยีใหม่ที่ใช้พัฒนาวัคซีนเกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กับมหาวิทยาลัยระดับโลกคือ University of Pennsylvania ประเทศสหรัฐอเมริกา และองค์กรพันธมิตร โดยได้รับทุนวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อการสรรสร้างนวัตกรรมเพื่อดูแลสังคมไทยของเรา” ศ.นพ.เกียรติ กล่าว

ทั้งนี้ วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน  2563 ครบ 2 สัปดาห์ในการทดลองฉีดวัคซีนโควิด19ในลิง และต้องรอลุ้นว่ามีภูมิคุ้มกันขึ้นหรือไม่ หากภูมิคุ้มกันยังไม่ขึ้นในวันนี้ ทีมวิจัยศูนย์วิจัยวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องรอลุ้นอีก 1 เดือน จากนั้นค่อนดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

ใจดี..แบงค์กรุงศรีช่วยให้น้องอิ่มฯ กสศ.หวังท้องถิ่นต่อยอดช่วยเด็กยากจน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/433087?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_edu-health

ใจดี..แบงค์กรุงศรีช่วยให้น้องอิ่มฯ กสศ.หวังท้องถิ่นต่อยอดช่วยเด็กยากจน

ใจดี..แบงค์กรุงศรีช่วยให้น้องอิ่มฯ กสศ.หวังท้องถิ่นต่อยอดช่วยเด็กยากจน

ธนาคารกรุงศรี มอบ 3 แสนบาท ช่วยโครงการสู้วิกฤตให้น้องอิ่มฯ กสศ.หวังท้องถิ่นต่อยอดช่วยเด็กยากจน กว่า 750,000คน ทั่วประเทศและกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารคุณภาพ

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานคณะเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)มอบเงินจำนวน300,000บาท เพื่อสมทบทุนเข้าโครงการ“สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือเพื่อมื้อน้อง”

 โดยมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ.เป็นผู้รับมอบเพื่อนำไปช่วยเหลือด้านอาหารกลางวันแก่เด็กและเยาวชนที่ยากจนพิเศษที่มีจำนวนกว่า750,000คน ทั่วประเทศและกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอาหารคุณภาพ

 นายไพโรจน์ ชื่นครุฑ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์และวางแผนธุรกิจองค์กร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า ธนาคารกรุงศรีอยุธยามีเจตนารมณ์ที่จะสนับสนุนและส่งเสริมเรื่องการศึกษาของเยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง การได้องค์กรที่มีพันธกิจด้านการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา อย่าง กสศ.มาเป็นพันธมิตรร่วมดำเนินงาน จะช่วยต่อยอดให้องค์กรของเรามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาด้านการศึกษาของเด็กไทยในหลายมิติมากยิ่งขึ้น

นอกจากด้านการศึกษา การสอนเรื่องวินัยทางการเงิน และสุขอนามัยส่วนบุคคลเป็นปัญหาอีกด้านที่เราจะเข้ามาสนับสนุนให้กับเด็กที่ยากไร้และด้อยโอกาส

ทั้งนี้ นอกจากการมอบเงินสนับสนุนให้กับ กสศ.แล้ว ธนาคารกรุงศรียังเป็นสื่อกลางช่วยประชาสัมพันธ์ให้พันธมิตรทางธุรกิจและลูกค้าของธนาคารร่วมบริจาคเงินสมทบทุนผ่านทางเคาท์เตอร์สาขาและระบบออนไลน์ของธนาคาร เพื่อที่จะสนับสนุนให้ กสศ.มีทุนดำเนินโครงการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางด้านการศึกษาของเด็กที่มีฐานะยากจน

 ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ.กล่าวว่า จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19ทำให้โรงเรียนทุกแห่งต้องเลื่อนการเปิดเทมอออกไป ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบแค่เรื่องการเรียนการสอน ยังกระทบเรื่องโภชนาการของเด็กที่มีฐานะยากจนเป็นพิเศษ เพราะเด็กกลุ่มนี้อาหารเช้าและอาหารกลางวันที่โรงเรียนถือเป็นมื้อสำคัญ ถ้าขาดอาหารก็จะทำให้พัฒนาการทางสมองและร่างกายกระทบไปด้วย กสศ.เล็งเห็นความสำคัญของปัญหา จึงอนุมัติเงินส่วนหนึ่งเพื่อจัดโครงการดังกล่าวขึ้น ซึ่งเงินจำนวนนี้จะช่วยเหลือเรื่องโภชนาการของเด็กได้แค่30วัน

“ที่ผ่านมา กสศ.ช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ไปแล้วกว่า753,957คน แต่เมื่อโรงเรียนปิดเทอม46วัน อีก16วัน จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและประชาชน อย่างเช่น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนทั้งทางตรงและทางอ้อม และแม้ขณะนี้จะมีภาคเอกชนสนใจเข้าร่วมโครงการจำนวนมาก มียอดเงินบริจาคทุกช่องทางจำนวน10,066,765.48บาท แต่ยังไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือ เพราะหากคำนวนมื้ออาหารของเด็กกลุ่มนี้ในเวลาอีก16วัน ต้องใช้งบประมาณถึง200กว่าล้าน ดังนั้นเราคาดหวังว่าท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง จะเล็งเห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนช่วยเหลือกลุ่มเด็กยากจนในพื้นที่ของตนเองเพิ่มเติม”ดร.ประสาร กล่าว

สำหรับผู้ต้องการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนกลุ่มดังกล่าวสามารถร่วมบริจาคเข้าโครงการ“สู้วิกฤตให้น้องอิ่ม คนละมือ เพื่อมื้อน้อง” ผ่านบัญชีกระแสรายวันธนาคารกรุงศรีอยุยา สาขาสนามเป้า ชื่อบัญชี กสศ.- มาตรา 6(6) -เงินบริจาคเลขที่ 146-0-02541-2 หรือwww.eef.or.th/donate-covid/สอบถามโทร. 0-2079-5475โดยสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

ใจดี..แบงค์กรุงศรีช่วยให้น้องอิ่มฯ กสศ.หวังท้องถิ่นต่อยอดช่วยเด็กยากจน

ใจดี..แบงค์กรุงศรีช่วยให้น้องอิ่มฯ กสศ.หวังท้องถิ่นต่อยอดช่วยเด็กยากจน

ใจดี..แบงค์กรุงศรีช่วยให้น้องอิ่มฯ กสศ.หวังท้องถิ่นต่อยอดช่วยเด็กยากจน

“มหิดล” ยืนอันดับ1มหาวิทยาลัยของประเทศไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/432849?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_edu-health

“มหิดล” ยืนอันดับ1มหาวิทยาลัยของประเทศไทย

"มหิดล" ยืนอันดับ1มหาวิทยาลัยของประเทศไทย

“มหิดล” ยืนอันดับ1มหาวิทยาลัยของประเทศไทย และอันดับที่ 122 ของมหาวิทยาลัยชั้นนำTop 500 จาก 30 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย จากผลการจัดอันดับ Times Higher Education Asia University Rankings 2020

เมื่อเร็วๆ นี้ได้มีการประกาศผลการจัดอันดับ Times Higher Education Asia University Rankings 2020 โดย มหาวิทยาลัยมหิดลได้ที่ 1 ของประเทศไทย และอันดับที่ 122 มหาวิทยาลัยชั้นนำใน Top 500 จาก 30 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า Times Higher Education (THE) ได้มีการจัดอันดับสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกที่มีมาตรฐานตัวชี้วัด และการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ โดยในปี 2020 Times Higher Education Asia University Rankings 2020 ได้จัดอันดับมหาวิทยาลัยที่วัดจากประสิทธิภาพทางการเรียนการสอน การวิจัย และความเป็นนานาชาติในระดับเอเชีย

Times Higher Education Asia University Rankings 2020 จัดอันดับโดยพิจารณาจากตัวชี้วัดคุณภาพ 5 ด้าน คือ การเรียนการสอน (Teaching) ร้อยละ 25, การวิจัย (Research) ร้อยละ 30, การอ้างอิงงานวิจัย (Citations) ร้อยละ 30, ความเป็นนานาชาติ (International outlook) ร้อยละ 7.5 และ รายได้ทางอุตสาหกรรม (Industry income) ร้อยละ 7.5 โดย มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นอันดับที่ 1 ในตัวชี้วัดด้านคุณภาพการเรียนการสอน (Teaching) และในภาพรวม (Overall) (ดูรายละเอียดที่เว็บไซต์ https://www.timeshighereducation.com/world-university-rankings/2020/regional-ranking#!/page/0/length/-1/name/thailand/sort_by/rank/sort_order/asc/cols/stats)

“ข้อมูลที่ได้จากการจัดอันดับ Times Higher Education Asia University Rankings 2020 เป็นการแสดงถึงการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์เพื่อการพัฒนาด้านการศึกษาและวิจัยที่ผ่านมาของมหาวิทยาลัยมหิดล และจะเป็นข้อมูลสำหรับการวางแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยมหิดลต่อไปในอนาคต” ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง กล่าวทิ้งท้าย

"มหิดล" ยืนอันดับ1มหาวิทยาลัยของประเทศไทย

"มหิดล" ยืนอันดับ1มหาวิทยาลัยของประเทศไทย

ศาสตราจารย์ นายแพทย์บรรจง มไหสวริยะ

CR:มหาวิทยาลัยมหิดล

จุฬาฯ ชู “ปัตตานีโมเดล”ตรวจก่อนเปิดเมือง ป้องกันโควิดระลอกใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/432774?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_edu-health

จุฬาฯ ชู “ปัตตานีโมเดล”ตรวจก่อนเปิดเมือง ป้องกันโควิดระลอกใหม่

จุฬาฯ ชู "ปัตตานีโมเดล"ตรวจก่อนเปิดเมือง ป้องกันโควิดระลอกใหม่

จุฬาฯผนึกกำลังพันธมิตรปูพรมตรวจภูมิคุ้มกันก่อนคลายล็อก ให้ชาวปัตตานีนับหมื่น ด้วยชุดตรวจว่องไว ยก “ปัตตานีโมเดล” ต้นแบบจัดการชุมชนควบคุม โควิด-19 หนุนรัฐทำ Big Data รับมือระยะยาว

ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ผู้รักษาการแทนอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัตตานีโมเดลเป็นโครงการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและจังหวัดปัตตานีร่วมกันพัฒนาขึ้น เรียนรู้จากงานระบาดวิทยาชุมชนของปัตตานีในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา

โดยใช้นวัตกรรมชุดตรวจแบบว่องไว Baiya Rapid Covid-19 IgM IgG Test Kit ผลงานของคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ และบริษัทสตาร์ทอัพ จุฬาฯ ‘ใบยา ไฟโตฟาร์ม’ นำร่องตรวจภูมิคุ้มกันให้ชาวปัตตานีเป้าหมายจำนวนหมื่นรายก่อนเปิดเมือง

เพื่อเก็บข้อมูลจัดทำระบบ Big Data ระดับชุมชน นำมาใช้วางแนวทางสร้างนวัตกรรมเชิงป้องกันให้คนไทยตรวจ ทั้งประเทศเพื่อให้ทราบสภาวะการติดเชื้อโควิด-19 รองรับการระบาดระลอกต่อไปที่อาจเกิดขึ้นได้ทัน และเป็นข้อมูลในระยะยาวให้รัฐใช้วางแนวทางการบริหารจัดการ

เช่น กลุ่มใดควรได้รับวัคซีนก่อน กลุ่มใดควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มต่อมา กลุ่มใดมีภูมิแล้ว กลุ่มใดควรตรวจก่อน ซึ่งถือเป็นการนำนวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้สู้กับวิกฤติโควิด-19 มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์กับคนไทย ตามวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ที่จุฬาฯ พร้อมเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติในระดับโลกที่สร้างสรรค์องค์ความรู้และนวัตกรรม เพื่อสร้างเสริมสังคมไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

“ชุดตรวจ Baiya Rapid COVID-19 Test เป็นการตรวจภูมิคุ้มกันในร่างกายจากผลเลือด เป็นการนำชุดทดสอบนี้ไปรับใช้สังคมที่จังหวัดปัตตานีซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการเดินทางเข้าออกจากประเทศเพื่อนบ้าน  รวมถึงมีผู้ป่วยที่ติดเชื้อโควิด-19 ทางคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ จึงได้ประสานงานกับผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และสาธารณสุขจังหวัดปัตตานีในการตรวจคัดกรองผู้ป่วยจนได้ผลเป็นที่น่าพอใจทำให้ในวันนี้ปัตตานีไม่มีผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่กว่า 40 วันแล้ว แสดงให้เห็นว่าการรับมือโควิด-19 อย่างเป็นระบบ มีข้อมูลชุดความรู้ที่ชัดเจน โมเดลจากปัตตานีสามารถขยายผลสู่จังหวัดอื่นๆ ที่มีความพร้อมหากมีการระบาดของโควิด-19 ในระลอกต่อไป เพื่อให้ประชาชนกลับมาดำเนินชีวอิตตามปกติได้เร็วที่สุด” ศ.ดร.บัณฑิต กล่าว

นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ปัตตานีวางระบบคัดกรอง ค้นหาผู้ป่วยและกักกันที่เข้มข้น นับว่าครอบคลุมที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศไทย เนื่องจากพื้นที่ของเรามีความเสี่ยงสูง มีการเดินทางเข้า-ออกจากต่างประเทศทั้งอินโดนีเซียและมาเลเซีย ทำให้ที่ผ่านมาเรามีจำนวน ผู้ติดเชื้อยืนยัน 92 ราย เสียชีวิต 1 ราย เราจึงออกนโยบายค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกในชุมชนแบบเข้มข้น เอ็กซเรย์เต็มพื้นที่เสี่ยง

และมีความพยายามแสวงหาวิธีการทางห้องปฏิบัติการที่ยืนยันผลในการคัดกรองคนจำนวนมาก ภายใต้ความคุ้มค่า ประหยัด และปลอดภัย จึงได้ประสานงานกับจุฬาฯ ขอใช้นวัตกรรมชุดตรวจว่องไวนี้นำมาใช้ตรวจร่วมกับ RT-PCR คัดกรองผู้ป่วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาภูมิคุ้มกันในชุมชนเพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ผ่านวิกฤติครั้งนี้ได้อย่างปลอดภัย รวดเร็ว และมีหลักฐานทางชีวภาพ จากปัตตานีโมเดลจะทำให้เราได้รูปแบบการดูแลชุมชนให้อยู่ร่วมกับโควิด-19 ได้อย่างมั่นใจ และจะขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ ในจังหวัดของเราต่อไป

ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล ผู้รักษาการรองอธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า ปัตตานีโมเดล เป็นการพัฒนานวัตกรรมการจัดการความไม่แน่นอน (Uncertainty Management) อันเกิดจากโรคระบาด โควิด-19 แห่งแรกในประเทศไทยที่เป็นระบบ ผลการศึกษาที่ได้จากปัตตานีโมเดลทำให้เราสามารถใช้ Rapid Test เสริมความมั่นใจในช่วงที่สังคมยังมีความไม่แน่นอน ควบคู่ไปกับ RT-PCR ได้

โดยเฉพาะกับการคัดกรองผู้ที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศที่มีความเสี่ยงสูง นอกจากนี้ Rapid Test ยังช่วยลดระยะเวลากักตัวใน Local Quarantine จากเดิม 14 วัน ให้สามารถกลับไปกักตัวที่บ้านได้เร็วขึ้น

เป็นการ ลดภาระงานให้กับเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ใน Local Quarantine เพื่อเสริมความมั่นใจให้กระบวนการการทำงานของผู้ปฏิบัติงานที่เป็นด่านหน้ารับกลุ่มเสี่ยงที่เดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย

 “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยินดีที่จะขยายผลจากโครงการปัตตานีโมเดลสู่จังหวัดอื่นๆ ที่มีความพร้อม ซึ่งเริ่มมีหลายพื้นที่ติดต่อเข้ามา เช่น ที่ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชายขอบประเทศไทย-กัมพูชา รวมถึงที่ จ.สตูล และภูเก็ต โดยจะต้องมีการหารือเตรียมความพร้อมเพื่อให้เป็นระบบที่นำไปใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง” ผู้รักษาการรองอธิการบดีจุฬาฯ กล่าวในที่สุด

จุฬาฯ ชู "ปัตตานีโมเดล"ตรวจก่อนเปิดเมือง ป้องกันโควิดระลอกใหม่

จุฬาฯ ชู "ปัตตานีโมเดล"ตรวจก่อนเปิดเมือง ป้องกันโควิดระลอกใหม่

จุฬาฯ ชู "ปัตตานีโมเดล"ตรวจก่อนเปิดเมือง ป้องกันโควิดระลอกใหม่

MUIC ม.มหิดล ​เปิดเส้นทางสู่การผลิตแพทย์ระดับโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/432499?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=section_edu-health

MUIC ม.มหิดล ​เปิดเส้นทางสู่การผลิตแพทย์ระดับโลก

MUIC ม.มหิดล ​เปิดเส้นทางสู่การผลิตแพทย์ระดับโลก

MUIC ม.มหิดล เปิดเส้นทางสู่การผลิตแพทย์ระดับโลก ต่อยอดหลักสูตรชีววิทยานานาชาติ

บัณฑิตที่เป็นที่ต้องการในโลกยุคดิสรัปชั่น จะต้องมีทักษะสำหรับโลกในศตวรรษ 21 ที่รู้ทั้งกว้างและลึกในวิชาชีพที่ตัวเองถนัด สู่การเป็นมืออาชีพระดับโลก (Global Professional)ในการเป็นมืออาชีพระดับโลก จำเป็นต้องอาศัยความรู้ที่หลากหลายและครอบคลุม

Liberal Arts Education หรือ ศิลปวิทยาศึกษา เป็นแบบอย่างของปรัชญาการจัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษาที่มุ่งเน้นให้ประสบการณ์การเรียนรู้ที่ครอบคลุม และผสมผสานแขนงวิชาที่สำคัญสำหรับการใช้ชีวิตที่มีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น

ในขณะเดียวกัน ความเป็นผู้รู้กว้างและลึกนี้เอง จะทำให้มีความเท่าทัน จนสามารถเติบโต และพัฒนาไปกับโลกที่ผันผวน ด้วยความตระหนักในตัวเอง พร้อมกับเข้าใจในผู้อื่น และสรรพสิ่งที่เป็นองค์ประกอบของสังคม ทำคนให้เป็น “มนุษย์” ที่สมบูรณ์

เนื่องจาก Liberal Arts Education เป็นการเรียนการสอนแบบบูรณาการ ที่จัดให้ผู้เรียนได้มีโอกาสเข้าถึงวิชาที่เป็นทั้งศาสตร์ และศิลป์ จึงพบว่าในหลายประเทศที่เป็นผู้นำทางการศึกษา บัณฑิตที่เรียนจบ Liberal Arts สามารถศึกษาต่อยอด และแตกแขนงได้อีกหลากหลายสาขา ไม่ว่าจะเป็นแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ บริหารธุรกิจ กฎหมาย และวิทยาศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์ประยุกต์อื่นๆ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง จุฬธิดา โฉมฉาย คณบดี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (MUIC) กล่าวว่า “วิทยาศาสตร์” มีไว้เพื่อให้มนุษย์เข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ตลอดจนปรากฏการณ์ต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ในขณะที่ “ศิลปะ” มีไว้เพื่อให้มนุษย์เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ดังนั้น เพื่อการผลิตบัณฑิตที่พึงประสงค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคดิสรัปชั่น MUIC จึงได้จัดการเรียนสอนแบบ Liberal Arts ที่เป็น “ศิลปวิทยาศาสตร์” จากการผสมผสานวิทยาศาสตร์กับศิลปะ เพื่อให้ได้บัณฑิตที่มีความตระหนักในตัวเอง สามารถปรับเปลี่ยน และพัฒนารูปแบบของตนได้เต็มตามศักยภาพที่มี (The Best Version of Me) ในทุกบริบทของโลก และสังคมที่เปลี่ยนแปลง

“การเรียนการสอนแบบศิลปวิทยาศาสตร์ที่เป็นปรัชญาการจัดการศึกษาของ MUIC ได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่งจากนักเรียนนักศึกษาที่ต้องการประสบการณ์การศึกษาที่ครอบคลุม มีมุมมองที่กว้างไกล และเป็นสากล โดยปัจจุบัน MUIC มีการจัดการเรียนการสอนในหลากหลายสาขา ได้แก่ ธุรกิจระหว่างประเทศ การตลาด การต่างประเทศ นิเทศศาสตร์ ศิลปการสื่อสาร วัฒนธรรมและภาษา การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ และชีววิทยา”

โดยในสาขาชีววิทยา นักศึกษา MUIC สามารถเลือกเรียนลงลึกได้อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสุขภาวะ (Wellness) นิเวศวิทยา (Ecology) และที่เป็นที่นิยมมากที่สุด คือ ชีวการแพทย์ (Biomedical Science) ซึ่งเป็นหลักสูตรพื้นฐานสู่การเรียนแพทย์ในแบบหลังปริญญา (Graduate – Entry) อันเป็นรูปแบบหลักในการจัดหลักสูตรแพทยศาสตรศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกา

“ซึ่งการรับบุคคลเข้าเรียนแพทย์หลังปริญญาตรีนี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตแพทย์ที่มีความเป็นมืออาชีพ พร้อมเป็นบัณฑิตที่มีความสามารถในการสื่อสาร ใช้ความรู้และประสบการณ์ในการเรียนระดับปริญญาตรีในการเสริมสร้างงานวิชาการ งานวิจัย และนวัตกรรมทางการแพทย์ให้แก่องค์กรอีกด้วย” รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิง จุฬธิดา โฉมฉาย กล่าว

MUIC เป็นต้นทางในการผลิตบัณฑิตแพทย์กับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศ อาทิ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (St.George’s University – SGU) มหาวิทยาลัยการแพทย์นานาชาติในเกาะแคริบเบียนของประเทศเกรเนดา โดยบัณฑิตสาขาชีววิทยาสามารถจะไปเรียนต่อแพทย์อีก 4 ปี และมีโอกาสฝึกงานเป็นแพทย์ประจำบ้าน (Residency Training) ต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือสหราชอาณาจักรได้

ในปัจจุบันมีนักศึกษา MUIC ที่เป็นแพทย์ฝึกหัดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือสหราชอาณาจักร ผ่านแนวทางดังกล่าวแล้วกว่า 10 คน และได้รับทุนการศึกษาจาก SGU รวมเป็นมูลค่ากว่า 10 ล้านบาท

นอกจากนี้ ศิษย์เก่า MUIC ยังสามารถเข้าศึกษาต่อโรงเรียนแพทย์ชั้นนำได้ทั่วโลก อาทิ Duke NUS School of Medicine ที่ประเทศสิงคโปร์ และ Monash University School of Medicine ที่ประเทศออสเตรเลีย อีกด้วย

และล่าสุด จากการที่ MUIC ประสบความสำเร็จในการผลิตบัณฑิตที่สามารถเข้าเรียนต่อแพทย์ในโรงเรียนแพทย์ระดับนานาชาติเหล่านี้ได้อย่างไร้รอยต่อ จึงได้ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแมคควอรี่ (Macquarie University) ประเทศออสเตรเลีย ผลิตบัณฑิตในลักษณะเดียวกัน ซึ่งผู้สำเร็จการศึกษาที่มีคุณสมบัติตามกำหนดจะสามารถเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรแพทยศาสตรบัณฑิตที่มหาวิทยาลัยแมคควอรี่ได้

“ฉันไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นเพียงหมออย่างเดียวเท่านั้น แต่ฉันต้องการให้เธอเป็นคนด้วย” พระราชดำรัสของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก หรือ “สมเด็จพระราชบิดา” ของชาวมหาวิทยาลัยมหิดล ได้พิสูจน์แล้วว่า มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นสถาบันที่ผลิตแพทย์คุณภาพเพื่อมวลมนุษยชาติมาตลอด 51 ปีแห่งวันพระราชทานนาม และ 132 ปี มหาวิทยาลัยมหิดล”

“และการผลิตบัณฑิตผ่านการเรียนการสอนแบบศิลปวิทยาศาสตร์ จากสาขาชีววิทยา (Biological Science) ของ MUIC นี้ ถือเป็นกำลังสำคัญอีกส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะ ”ปัญญาของแผ่นดิน“ ที่ช่วยต่อยอดให้บัณฑิตไปสู่ฝั่งฝันของการเป็นแพทย์ระดับ World Class ได้อย่างภาคภูมิ เต็มศักยภาพของตัวเองในทุกๆ ด้าน และเป็นอีกหนึ่งใน ”Best Version of Me“ ของความเป็นศิษย์เก่า MUIC” รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงจุฬธิดา โฉมฉาย กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามรายละเอียดหลักสูตรที่น่าสนใจของ MUIC ได้ที่ http://www.muic.mahidol.ac.th

MUIC ม.มหิดล ​เปิดเส้นทางสู่การผลิตแพทย์ระดับโลก

MUIC ม.มหิดล ​เปิดเส้นทางสู่การผลิตแพทย์ระดับโลก

MUIC ม.มหิดล ​เปิดเส้นทางสู่การผลิตแพทย์ระดับโลก

MUIC ม.มหิดล ​เปิดเส้นทางสู่การผลิตแพทย์ระดับโลก

MUIC ม.มหิดล ​เปิดเส้นทางสู่การผลิตแพทย์ระดับโลก

   0 ฐิติรัตน์ เดชพรหม 0 รายงาน

การศึกษา 29-31 พฤษภาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health?utm_source=menu_header&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%99_%28%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%29_%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B8%99